นโยบายทางการศึกษา และเทคโนโลยี

พรรคประชาธิปัตย์

ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน

                                                                                                                                ดร.วิชัย ตันศิริ

ชินวรณ์ บุญยเกียรติ

สนั่น สุธากูล

สัมพันธ์ ทองสมัคร

 

พรรคประชาธิปัตย์ได้เกาะติดปัญหาต่าง ๆ ของสังคมไทยมาโดยตลอด พบว่าปัญหาวิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลพวงมาจากที่ประชาชนคนไทย ขาดความรู้ ขาดประสบการณ์ซึ่งล้วนแล้วเกิดจากความพิการทางการบริหารและการจัดการศึกษาทั้งสิ้นคลังสมองของคนไทยจึงขาดหายไป ทิ้งค่านิยมอันพึงประสงค์อันมีค่ายิ่งของสังคมไทยไปคบค้าสมาคมกับความฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย ดำเนินชีวิตด้วยความหลงผิดไปว่านั่นคือความสุขที่แท้จริงของชีวิตมนุษย์  แก้ปัญหาเฉพาะกิจไปแต่ละวัน ความหวังในอนาคตฝากไว้กับการเสี่ยงโชคและการกู้หนี้ยืมสิน จึงตกอยู่ในวังวนของหนี้สิน ยากที่จะแก้ไขในที่สุด หวังรอแต่เพียงผู้มีอำนาจรัฐหยิบยืมให้ไปแต่ละวัน

พรรคประชาธิปัตย์ ยืนหยัดที่จะปฎิรูปการศึกษาให้บรรลุผลตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้ริเริ่มไว้ในสมัยที่เป็นรัฐบาล โดยถือว่าการศึกษาเป็นปัจจัยนำของการพัฒนาประเทศทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคง ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมยุคใหม่ที่เป็นสังคมฐานความรู้และสังคมแห่งการเรียนรู้จึงต้องอาศัยระบบการศึกษาที่มีคุณภาพมาตรฐานและประสิทธิภาพสูง สร้างคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายจิตใจ สติปัญญาความรู้ และคุณธรรม เพื่อให้ประเทศไทยพึ่งตนเองได้ พัฒนาได้ แข่งขันได้

นโยบายและแนวทางการจัดการศึกษาของพรรคประชาธิปัตย์ คือ

 

ข้อ 1.  ขยายโอกาสและกระจายอำนาจ

การบริหารและการจัดการศึกษารัฐจะต้องรับผิดชอบการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล เด็กเล็ก  ชั้นประถมและมัธยมศึกษาตอนปลายตลอดระดับเตรียมอุดมศึกษาอย่างทั่วถึงด้วยความเสมอภาคและความเป็นธรรม โดยส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นร่วมกันดำเนินงาน กล่าวคือ

1.        รัฐจัดการศึกษาโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายตั้งแต่ระดับอนุบาล ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย รวม 14 ปี

2.        ส่งเสริมให้บิดามารดา บุคคล ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันการศึกษา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเพียงพอ

3.        จัดให้ผู้มีความบกพร่องหรือผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้มีความสามารถพิเศษมีโอกาสได้รับการศึกษาที่สอดคล้องกับศักยภาพ โดยให้การสนับสนุนทั้งในด้าน วิชาการ บุคลากร และทรัพยากร เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความต้องการพิเศษดังกล่าว

4.        จัดหาเครื่องแบบนักเรียนชุดกีฬา – ชุดลูกเสือ – เนตรนารี และตำราเรียนให้ฟรี ตลอดถึงการเรียนคอมพิวเตอร์ 

5.        จัดอาหารเสริมนมและอาหารกลางวันที่มีคุณภาพตั้งแต่เด็กระดับอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จัดอาหารกลางวันแก่นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

6.        นักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจะได้รับประกันสุขภาพจากรัฐ

7.        รณรงค์ให้ผู้สำเร็จมัธยมศึกษาตอนปลาย เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาให้ได้ร้อยละ50 ภายใน 15 ปีข้างหน้า

 

ข้อ 2 การศึกษาปฐมวัย

เนื่องจากเด็กเล็กเป็นวัยแห่งรากแก้วทางการศึกษา พรรคประชาธิปัตย์จึงให้ความสำคัญแก่การพัฒนาเด็กเล็ก เพื่อเตรียมความพร้อม โดยมีมาตรการดังนี้

1.        ให้ความรู้คู่สมรสใหม่ และแม่ที่ตั้งครรภ์  จะได้รับการดูแลสนับสนุนอาหาร บำรุงและการฝากครรภ์จากแพทย์ ตลอดถึง  การเลี้ยงดูเด็กที่ถูกต้องและเหมาะสมตามวัย

2.        ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยอายุ 3-5 ปี โดยการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ตามความถนัดและความสนใจของเด็ก พัฒนาครูผู้ดูและบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้มีความรู้เรื่องพัฒนาการเรียน และการเรียนรู้เรื่องของเด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กไทยที่อยู่ในวัยเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความพร้อมที่จะเรียน

                       

            ข้อ 3  ระดับประถม-มัธยมศึกษา

            ในระดับนี้ นอกจากจะจัดหลักสูตรตามแนวทาง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 23-26 แล้วจะเสริมสร้างพัฒนาความสามารถของเด็กด้านภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ที่เหมาะสมกับศักยภาพทางการผลิตของแต่ละจังหวัด) รวมเทคโนโลยีด้านคมนาคมสื่อสารในชั้นมัธยมปลาย จะเน้นการฝึกเป็นพลเมืองดี คุณธรรมที่สำคัญในระบอบประชาธิไตย และการปกครองของไทยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระประมุข (จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามีส่วนร่วมในการจัดหลักสูตรเพิ่มเติมเพื่อให้การผลิตบุคคลากรที่จบมัธยมศึกษามีความสามารถที่จะสนองความต้องการของท้องถิ่นได้เมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน)

 

            ข้อ 4 การศึกษาระดับอุดมศึกษา

            เนื่องจากศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทยในปัจจุบันไม่สามารถตอบสนองความต้องการของสังคม การพัฒนาชุมชนและประเทศไทยได้อย่างเพียงพอ จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างและคุณภาพ เพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ ประสิทธิภาพในการบริหาร และความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ

1.        กำหนดให้มีสถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่นอย่างทั่วถึงและเพียงพอเพื่อรองรับผู้จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน

2.        สนับสนุนให้สถานศึกษาระดับอุดมศึกษา มีการพัฒนาวิชาการ  วิชาชีพชั้นสูง และการค้นคว้าวิจัย (จะเน้นการวิจัยที่สามารถนำไปใช้ในการผลิต,การแปรรูปและการขาย) เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และพัฒนาสังคม โดยมุ่งความเป็นเลิศทางวิชาการ และความสามารถในการแข่งขันระดับชาติ (โดยจะเพิ่มงบประมาณสนับสนุนการวิจัย และพัฒนาด้านต่าง ๆ ให้มีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 2 ของผลิตภัณฑ์รวมของประเทศภายในระยะเวลา 5 ปี)

3.        สนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาให้บริหารงานอย่างอิสระ มีเสรีภาพทางวิชาการและมีรายได้ที่เพียงพอต่อการดำเนินงาน

4.        ส่งเสริมให้มีการประเมินเพื่อจัดระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาสถาบันอุดมศึกษาในประเทศ  เพื่อให้มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับการประกันคุณภาพระดับอุดมศึกษา

5.        จัดให้มีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่เพียงพอสำหรับความจำเป็น และความเดือดร้อนของผู้ที่ต้องการศึกษาในระดับอุดมศึกษา

                          

            ข้อ 5 อาชีวศึกษาและการฝึกอบรม

ปัจจุบันการอาชีวศึกษาของไทยไม่สามารถพัฒนาแรงงานที่มีคุณภาพเพียงพอ สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศได้ เนื่องจากขาดความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรม จึงจำเป็นต้องปฎิรูปการอาชีวศึกษา โดยให้ภาคอุตสาหกรรมและสถานประกอบการมีบทบาทในการจัดการอาชีวศึกษามากขึ้น

1.        ปรับปรุงพระราชบัญญัติอาชีวะศึกษาและฝึกอบรมอาชีพเพื่อกำหนดทิศทางการปฎิรูปการอาชีวศึกษาที่เป็นเอกภาพของประเทศ

2.        ให้สถานศึกษา หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง  สมาคมอุตสาหกรรมรถยนต์การเกษตร และ/หรือสภาการเกษตรแห่งชาติ  และสถานประกอบการ  จัดการอาชีวศึกษาร่วมกันในรูปแบบทวิภาคี เพื่อพัฒนาบุคลากร ที่มีทักษะฝีมือแรงงานที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งการเกษตร การบริการ และอุตสาหกรรมของประเทศ โดยส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีบทบาทเป็นผู้นำมากขึ้น

3.        จัดให้ครูอาชีวศึกษาได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะที่ทันสมัยอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เพื่อรองรับการผลิตนักศึกษาที่สูงกว่าปริญญาตรี

4.        จัดให้มีกองทุนอาชีวศึกษาและการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพของคนไทยให้มีคุณภาพกับความต้องการของตลาดแรงงาน และสามารถประกอบอาชีพอิสระได้ แต่สำหรับแรงงานที่มีงานทำอยู่แล้ว รัฐจะสนับสนุนให้ภาคเอกชนส่งพวกเขาเข้ามาทำการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีคุณภาพสูงขึ้น

 

            ข้อ 6 ปฎิรูปการศึกษา

            การปฎิรูปการเรียนรู้คือหัวใจสำคัญของการปฎิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญในทุกระดับการศึกษา เพื่อให้คนไทยทุกคนเป็นคนดี คนเก่ง  และเรียนอย่างมีความสุข

1.        ส่งเสริมให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยหลักของ สุ (ฟัง)จิ (คิด) ปุ(ถาม-ค้นคว้า)ลิ (เขียน)และหลักขององค์ 4 แห่งการศึกษา คือพุทธศึกษาจริยศึกษา หัตถศึกษา และพละศึกษา

2.        ปฎิรูปกระบวนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความสนใจ และความถนัดของผู้เรียน เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ฝึกกระบวนการคิด  การปฎิบัติจริงของการเรียนรู้จากประสบการณ์ การสอดแทรกคุณธรรมในทุกวิชาและจัดการเรียนรู้ให้เกิดในทุกที่ทุกเวลาเพื่อให้การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ต่อเนี่องตลอดชีวิต

3.        จัดให้ผู้เรียนทุกคนเรียนดนตรี และกีฬาควบคู่ไปกับความรู้ด้านวิชาการเพื่อให้มีการพัฒนาที่สมบูรณ์ทั้งกายวาจาใจ โดยทุกคนต้องมีทักษะทางด้านดนตรีและกีฬาอย่างน้อยที่สุดอย่างละ 1 ประเภท โดยเฉพาะทักษะทางดนตรีไทย เพื่อให้มีความซาบซึ้งในความเป็นไทย และทักษะการว่ายน้ำ ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิต

4.        ส่งเสริมให้ครูแห่งชาติ ครูต้นแบบ ครูแกนนำ และคณาจารย์ต้นแบบ เป็นผู้นำการปฎิรูปการเรียนรู้ เพื่อเปลี่ยนแปลงการสอนของครู

5.        จัดให้มีกองทุนเพื่อปฎิรูปการเรียนรู้ เพื่อยกย่องให้รางวัลสถานศึกษาที่ประสบความสำเร็จ ในทางปฎิรูปการเรียนรู้ตามแนวทางจัดการศึกษาในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

            ข้อ 7  การศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

            การศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศแต่เมื่อเปรียบเทียบกับนานาชาติ พบว่าการศึกษาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของไทยอยู่ในอันดับท้าย ๆของโลก จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อการศึกษาด้านนี้อย่างจริงจัง และเป็นรูปธรรม

1.        จัดทำกฎหมายส่งเสริมการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อเป็นนโยบาย และมาตรการในการปฎิรูปวิทยาศาสตร์ศึกษา ให้มีความพร้อมทั้งด้านการเรียนการสอน การวิจัย การผลิต และพัฒนาครู คณาจารย์ทางด้านวิทยาศาสตร์ โดยมีระบบสนับสนุนทรัพยากรที่เพียงพอ

2.        จัดให้มีโรงเรียนวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น เพื่อให้สร้างเด็กไทยที่มีความสามารถทางวิชาวิทยาศาสตร์ให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการ ทัดเทียมประเทศอื่นในระดับนานาชาติ และเป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี

3.        เร่งรัดการผลิตกำลังคน ด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีให้เพียงพอต่อความต้องการ ในการพัฒนาเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมของประเทศ โดยจะจัดทำแผนเป้าหมายการผลิตในแต่ละอย่างชัดเจน

4.        เพิ่มจำนวนนักศึกษาระดับปวช. ปวส. และปริญญาตรีทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อภาคอุตสาหกรรมอีก 20% ในระยะ 10 ปีข้างหน้า

 

ข้อ 8 การศึกษาภูมิปัญญาไทย

ด้วยตระหนักในคุณค่าของภูมิปัญญาไทย พรรคประชาธิปัตย์จึงมีนโยบาย ที่จะอนุรักษ์ฟื้นฟูและถ่ายทอดภูมิปัญญาไทยโดยผ่านระบบการศึกษาทั้ง 3 รูปแบบ จึงมีมาตรการดังต่อไปนี้

1.        ให้มีการนำภูมิปัญญาไทยมาใช้ ในการจัดการเรียนการสอนอย่างสมดุล กับภูมิปัญญาสากล โดยมีการฟื้นฟู วิจัย พัฒนา อนุรักษ์ และถ่ายทอดภูมิปัญญาไทย ทั้งในรูปแบบการศึกษาในระบบโรงเรียน การศึกษานอกระบบโรงเรียน และการศึกษาตามอัธยาศัย

2.        ยกย่องทรัพยากร บุคคล ซึ่งเป็นผู้ทรงภูมิปัญญาไทย ในชุมชน และส่งเสริมให้มีบทบาทในการถ่ายทอดภูมิปัญญาไทย ในสถานศึกษาทุกระดับ  และในรูปแบบศูนย์การเรียน โดยให้ได้รับการสนับสนุนทางการเงิน การฝึกอบรมพัฒนา เพื่อให้มีศักดิ์ศรี เช่นเดียวกับครูในสถานศึกษา

 

ข้อ 9 การศึกษาภาษาต่างประเทศ

เนื่องจากภาษาต่างประเทศมีความจำเป็น สำหรับการสื่อสารในโลกยุคข้อมูลข่าวสาร  แต่การศึกษาภาษาต่างประเทศในปัจจุบัน ยังไม่เอื้อให้คนไทยใช้ภาษาต่างประเทศได้อย่างดี พรรคประชาธิปัตย์ จึงมีนโยบายที่จะส่งเสริมการเรียน การสอนภาษาของประเทศ โดยมีมาตรการดังนี้

1.        ส่งเสริมการเรียนภาษาอังกฤษควบคู่ไปกับการเรียนคอมพิวเตอร์ เพื่อให้คนไทยทุกคนมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างดี มีทักษะในการสื่อสารตลอดจนมีความสามารถแสวงหาความรู้ โดยผ่านสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศ

2.        เน้นและให้ความสำคัญเป็นพิเศษ กับภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน  ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางของพัฒนาในภูมิภาค

 

ข้อ 10 การพัฒนาวิชาชีพครู

พรรคประชาธิปัตย์ตระหนักดีว่า ครูคือเฟืองจักรที่สำคัญที่สุดของการปฎิรูปการศึกษา แต่เนื่องจากวิชาชีพครูในปัจจุบัน อยู่ในสภาวะตกต่ำ จึงจำเป็นต้องปฎิรูป วิชาชีพครูโดยด่วน โดยมีมาตรการ    ดังนี้

1.        จัดให้มีแผนการผลิตครูให้เพียงพอ และเหมาะสมกับความต้องการ ในการพัฒนาการศึกษาของประเทศทั้งในด้านปริมาณ และคุณภาพ โดยให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณความเป็นครู และคุณธรรมของครูมากขึ้น

2.        สนับสนุนงบประมาณให้กับกองทุนพัฒนาครูคณาจารย์ และบุคลากร ทางการศึกษา และกองทุนส่งเสริมครู คณาจารย์ และบุคลากร ทางการศึกษา เพื่อให้มีการพัฒนาและเชิดชูเกียรติครู ในฐานะอาชีพที่มีความสำคัญ มีเกียรติ และศักดิ์ศรี

3.        ปรับปรุงกฎหมาย เพื่อปฎิรูปวิชาชีพครู ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการออกใบประกอบวิชาชีพครู และใบประกอบวิชาชีพผู้บริหาร เพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง การออกกฎหมายว่าด้วยเงินเดือน และค่าตอบแทนสำหรับครูบางประเภท การลดหย่อนภาษีเงินได้ของครู เพื่อให้ครูมีรายได้สูงกว่าข้าราชการทั่วไป อันเป็นแรงจูงใจให้มีคนดีคนเก่งเข้าสู่อาชีพครูมากขึ้น โดยเฉพาะคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและภาษาต่างประเทศ และวิชาอื่นใดที่ยาก ความสนใจเป็นครูด้านนี้มีน้อย แต่สำคัญยิ่งสำหรับการพัฒนาประเทศ

4.        จัดให้ครูได้รับสวัสดิการพิเศษที่ทัดเทียมกับวิชาชีพเฉพาะอื่น ๆ และมีกองทุนเพื่อการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู เพิ่มกองทุนกู้ยืมสร้างบ้าน ให้ครูอย่างทั่วถึง

 

            ข้อ 11 คุณภาพ และมาตรฐานการศึกษา

            พรรคประชาธิปัตย์ได้ดำเนินการให้มีพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งสำนักงานรับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษาจนเป็นผลสำเร็จแล้ว เพื่อให้การพัฒนาคุณภาพ และมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติเป็นไปตามกฎหมาย   และพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย   ให้ดีขึ้นในระดับมาตรฐานสากล   จึงมีมาตรการดังนี้

1.     สนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา พร้อมทั้งเร่งรัดให้มีการประเมินคุณภาพ การศึกษาทั้งภายในและภายนอก เพื่อให้มีการนำระบบการประกันคุณภาพการศึกษาสู่การปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติทุกประการ

2.       จัดให้มีการประเมินเพื่อตรวจสอบคุณภาพการทำงานของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา เพื่อเป็นการประกันคุณภาพการประเมินอีกชั้นหนึ่ง

3.       ให้ความสำคัญกับผลการดำเนินงานในรายงานประจำปี และนำไปพิจารณาประกอบการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนสถานศึกษาด้วย

 

ข้อ 12   การบริหารและการจัดการศึกษา

พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับนโยบายการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาตลอดมา  และเพื่อให้บรรลุเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติจึงมีนโยบายที่จะกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาจากส่วนกลางไปยังคณะกรรมการของเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา  โดยมีมาตรการดังนี้

1.       เร่งรัดปรับปรุงความพร้อมเพื่อรับรองการกระจายอำนาจ ทั้งในระดับสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเน้นการมีส่วนร่วมในการพัฒนาบุคลากรของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

2.       สนับสนุนการทำวิจัยและโครงการนำร่อง เพื่อพัฒนารูปแบบของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการการศึกษาเขตพื้นที่การศึกษา โดยเน้นความมีอิสระในการจัดการการศึกษา  ความเป็นกลางทางการเมืองและศาสนา และการคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของการศึกษา

3.       ให้มีการกระจายอำนาจการบริหารและจัดการศึกษาไปสู่สถานศึกษาขั้นพื้นฐานทุกแห่ง เพื่อให้สถานศึกษามีอิสระในการบริหารและจัดการศึกษา และเร่งรัดให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานทุกแห่งมีคณะกรรมการสถานศึกษา    โดยให้มีบทบาทในการกำกับดูแล    เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา

4.       สนับสนุนภาคเอกชนให้มีส่วนร่วมรับผิดชอบในการจัดการศึกษา โดยการจัดสรรเงินอุดหนุน การลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี และให้นำหลักสูตรจากต่างประเทศมาใช้สอนได้ตามความเหมาะสม

5.       ประสานและส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีพร้อมที่จะจัดการศึกษาได้

 

ข้อ 13  ทรัพยากรและการลงทุนทางการศึกษา

พรรคประชาธิปัตย์เน้นความสำคัญของการศึกษาตลอดมา  จึงจัดสรรงบประมาณสำหรับการศึกษาเพิ่มขึ้น  โดยไม่มีการตัดทอนแม้ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและจะยิ่งให้ความสำคัญมากขึ้นกับการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนให้การปฏิรูปการศึกษาตามพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ  โดยจะปรับปรุงทั้งวิธีการสรรหา การจัดสรรและการใช้ทรัพยากร  โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากรให้มากที่สุด

1.       จัดให้มีระบบ  “ภาษีเพื่อการศึกษา”  ตามความเหมาะสมของเขตพื้นที่การศึกษาแต่ละแห่ง โดยส่วนกลางจัดสรรเงินอุดหนุนเพิ่มให้เขตพื้นที่ที่ขาดแคลนเพื่อให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ และเพื่อความเท่าเทียมกันในมาตรฐานการศึกษา

2.       ส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพยากรร่วมกันของหน่วยงานการศึกษาในท้องถิ่นให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน     และให้มีระบบการตรวจสอบการใช้ทรัพยากร    โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการใช้ทรัพยากร

3.       ปรับปรุงกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาให้เพียงพอ ในระดับอุดมศึกษา ปรับเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาการใช้คืน เพื่อให้ได้เงินคืนเข้ากองทุนเพิ่มขึ้น และปรับปรุงด้านการบริหารและการกำกับดูแลให้มีประสิทธิภาพ  โดยให้มีผู้จัดการและคณะทำงานเต็มเวลา มีระบบฐานข้อมูลกลางและมีระบบการติดตามประเมินผล 

 

ข้อ 14  เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

ในยุคของสังคมข้อมูลข่าวสารหรือยุคโลกาภิวัฒน์   เทคโนโลยีสารสนเทศและเครือข่ายข้อมูลข่าวสารสารสนเทศมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารการศึกษา    และการเรียนการสอน    พรรคประชาธิปัตย์จึงกำหนดมาตรการ ดังนี้

1.       ให้มีแผนแม่บทเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาทั่วประเทศ  โดยภายในปี พ.ศ. 2550  สถานศึกษาทุกแห่งต้องเชื่อมโยงเข้ากับระบบอินเตอร์เน็ต และเปิดโอกาสให้คนไทยเรียนรู้อย่างเท่าเทียมด้วยการจัดบริการ Internet ฟรี

2.       กำกับดูแลให้มีการใช้คลื่นความถี่ สื่อตัวนำและโครงสร้างพื้นฐานอื่นที่จำเป็นต่อการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วิทยุโทรคมนาคม และการสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม

3.       ส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนา การผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และพัฒนาบุคลากรทั้งด้านผู้ผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้มีความรู้ความสามารถและทักษะในการผลิต รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีคุณภาพ และประสิทธิภาพ

4.       จัดให้มีการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เพื่อการบริหารและการเรียนการสอนอย่างเพียงพอ โดยมีเป้าหมายให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายทุกคนมีความสามารถในการสืบค้นความรู้ทางอินเตอร์เน็ตได้ด้วยตนเอง

5.       ร่วมมือกับภาคเอกชนในการอบรมครูทั่วประเทศให้มีความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์และสร้างสื่อการเรียนโดยใช้ระบบอินเตอร์เน็ตได้

 

ข้อ 15  ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม

ศาสนาและศิลปวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์และรากฐานของการสร้างสรรค์ความสามัคคีและความมั่นคงของชาติ  การที่จะธำรงรักษาเอกลักษณ์ของชาติให้คงไว้ในท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของยุคโลกาภิวัฒน์ จำเป็นต้องมีมาตรการดังนี้

1.       ส่งเสริมให้พระ นักบวช และบุคลากรทางศาสนา ได้รับการพัฒนาเรื่องการสอนศาสนา และมีบทบาทในการสอนคุณธรรม ทั้งในสถานศึกษาและในศาสนสถาน

2.       ส่งเสริมการศึกษาของสงฆ์ โดยให้มีการเทียบโอนเนื้อหาสาระและประสบการณ์กับการศึกษาที่จัดให้กับคนทั่วไปได้

3.       ให้การยกย่องและส่งเสริมพระและนักบวชที่เป็นต้นแบบของการจัดการศึกษา

4.       สร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรปกครองทางศาสนา อย่างมีเอกภาพ

5.       ร่วมมือกับองค์กรของทุกศาสนาในการพัฒนาสังคม โดยเฉพาะด้านศีลธรรม ด้านจริยธรรมและด้านคุณธรรม

6.       ส่งเสริมการทำนุบำรุงรักษาวัฒนธรรมไทยทุกด้านให้เจริญด้วยการศึกษาค้นคว้า วิจัย ฟื้นฟู และพัฒนา ให้วัฒนธรรมไทยเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และการพัฒนาเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เพื่อความเจริญและความมั่นคงของประเทศ

7.       พัฒนาการจัดการศึกษา ปรับปรุงหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนการสอนในทุกระบบและทุกระดับการศึกษา ให้บูรณาการการศึกษาศาสนา และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการสืบสานศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น และของชาติได้อย่างถูกต้องและนำไปใช้ในชีวิตจริงได้

8.       ส่งเสริมการลงทุนทางศิลปะ และวัฒนธรรม และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาและแลกเปลี่ยนทางศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อสนับสนุนผู้สร้างสรรค์งานให้พัฒนางานที่มีคุณภาพ มีความมั่นคงในชีวิต และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

 

ข้อ 16  ชุมชนแห่งการเรียนรู้

พรรคประชาธิปัตย์ตระหนักดีว่าชุมชนคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาสังคมและประเทศ จึงมีนโยบายที่จะให้ชุมชนเข้มแข็ง โดยใช้กระบวนการเรียนรู้เป็นฐานในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ การฝึกอาชีพ การปลูกฝังคุณธรรม การสืบสานวัฒนธรรม ตลอดจนการแก้ปัญหาความยากจนและปัญหายาเสพติด โดยมีมาตรการ ดังนี้

1.       ส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในชุมชน ทั้งในเรื่องการศึกษา การพัฒนาอาชีพ การพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น   การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม   โดยให้มีการจัดศูนย์การเรียนชุมชน   การจัดพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการเกี่ยวกับท้องถิ่น     การออมทรัพย์    การพัฒนาเกษตรกรรมและหัตถกรรมในชุมชน

2.       จัดสรรเงินอุดหนุนให้กับชุมชนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่คนไทยทุกหนแห่งสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่และตลอดชีวิต

3.       ส่งเสริมการดำเนินงานและการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ   ได้แก่ ศูนย์วิทยาศาสตร์   ห้องสมุดประชาชน   พิพิธภัณฑ์   หอศิลปะ   สวนสัตว์   สวนสาธารณะ   สวนพฤกษศาสตร์  อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ศูนย์การกีฬานันทนาการ   แหล่งข้อมูล   และแหล่งเรียนรู้อย่างพอเพียง เพื่อให้ประชาชนรมีโอกาสเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ได้มากขึ้นและสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต