รายงานการดำเนินกิจการของพรรค พ.ศ.2552

๑. การดำเนินกิจการเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายพรรค

            เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือกตั้งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ ด้วยคะแนน ๒๓๕ คะแนน และได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๗ มีพิธีรับสนองพระบรมราชโองการฯ ในวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ จากนั้น ได้นำนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ไปใช้ในการบริหารประเทศ และมีผลงานของรัฐบาลในปี ๒๕๕๒ ที่ได้ดำเนินการตามนโยบายพรรคในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

ผลการดำเนินการของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี ๒๕๕๒

           รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศในช่วงเศรษฐกิจโลกได้เข้าสู่ภาวะวิกฤตที่มีความรุนแรงมากที่สุดในรอบศตวรรษ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกชะลอตัวอย่างรุนแรงจากร้อยละ ๕.๒ ในปี ๒๕๕๐ เป็นร้อยละ ๒.๘ ในปี ๒๕๕๑ ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย นอกจากนั้นยังต้องเผชิญกับกระแสความขัดแย้งของสังคมไทยอันเนื่องจากความคิดที่แตกต่างกันทางการเมือง ทำให้การบริหารบ้านเมืองไม่สามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในการพัฒนาประเทศโดยรวม 

            ดังนั้น ภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลในช่วงปีแรก จึงมุ่งให้ความสำคัญในการบรรเทาวิกฤตเศรษฐกิจและวางรากฐานการพัฒนาเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของประเทศในระยะยาว และแก้ไขความขัดแย้งในสังคมไทย รวมถึงฟื้นฟูความเชื่อมั่นในสายตาชาวโลกต่อพื้นฐานความเข้มแข็งของสังคมและเศรษฐกิจไทย ผ่านการดำเนินงานตามนโยบายเร่งด่วน และนโยบายการพัฒนาที่สอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐

๑.๑ ด้านการเมืองการปกครอง

๑.๑.๑ นโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดินและการมีส่วนร่วมของประชาชน

รัฐบาลให้ความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดินและการกระจายอำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน โดยรัฐบาลได้จัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในปี ๒๕๕๓ แล้ว ๑๗๗,๙๔๑.๖๖ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ ๒๕๕๒ ร้อยละ ๙.๑๒ และยังปรับปรุงกฎหมายเพื่อส่งเสริมการกระจายอำนาจอีก ๔ ฉบับ จัดตั้งโครงการอาสาสมัครพิทักษ์ยุติธรรม เพื่อสนับสนุนการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอีกด้วย

สำหรับการแก้ไขปัญหาทุจริต รัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้วางกติกาเพื่อเป็นแนวทางการทำงานร่วมกันของคณะรัฐมนตรีไว้ ๙ แนวทาง ในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ได้มีการดำเนินการตรวจสอบการทุจริตที่สำคัญ อาทิ การตรวจสอบกรณีทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง การเร่งรัดการตรวจสอบปัญหาการทุจริตของภาครัฐแล้ว จำนวน ๑,๘๒๐ เรื่อง และยังได้ปรับปรุง แก้ไข ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๙ การจัดให้มีคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด (ก.ธ.จ.) เพื่อทำหน้าที่สอดส่องและเสนอแนะการปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐในจังหวัดให้ใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

การบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นธรรมในสังคม มีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ การตรวจสอบกรณีเหตุเพลิงไหม้สถานบริการซานติก้าผับ กรณีทุจริตนมโรงเรียน กรณีทุจริตโครงการจำนำมันสำปะหลัง ฯลฯ และยังได้ปลดล็อคกฎหมายยกเลิกอายุความคดีทุจริต ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

การพัฒนาระบบบริหารจัดการข้อมูลภาครัฐและการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนเพื่อให้ภาคประชาสังคมสามารถติดตาม ตรวจสอบการบริหารงานภาครัฐให้มีความโปร่งใส ผ่านโครงการสร้างเครือข่ายศูนย์ข้อมูลข่าวสารหน่วยงานภาครัฐในระดับภูมิภาคและท้องถิ่น และโครงการจัดสัมมนาเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐

การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมและวิธีการจัดทำข้อบังคับว่าด้วยจรรยาของส่วนราชการ และการพัฒนาบุคลากรภาครัฐให้เป็นมืออาชีพเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน

การจัดระบบงานราชการและงานของรัฐ ให้มีความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ และการส่งเสริมการจัดทำมาตรฐานความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน

          แนวทางการปฏิบัติทางปกครองและการวางหลักกฎหมายปกครอง เพื่อให้การบริหารราชการเป็นไปตามหลักนิติธรรม

 

๑.๑.๒ การสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศ และการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย

รัฐบาลได้เร่งดำเนินภารกิจในการสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศไทย ผ่านโครงการประชาสัมพันธ์เสริมสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศไทย เพื่อกระตุ้นและตอกย้ำจิตสำนึก “รักชาติ” และการเผยแพร่ภาพลักษณ์ของประเทศ ผ่านสื่อหลักๆ ในต่างประเทศ เช่น ซีเอ็นเอ็น ซีเอ็นบีซี การเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย นายกรัฐมนตรีได้เสนอต่อรัฐสภา แต่งตั้งคณะกรรมการ ๒ ชุด คือ คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง โดยให้คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล คณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา พิจารณาหาข้อตกลงร่วมกันถึงแนวทางในการดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การดำเนินโครงการไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง ที่มีประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมรวมกันแล้วกว่าล้านคน เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกรักชาติของคนไทยผ่านกิจกรรมร้องเพลงชาติในแต่ละจังหวัดซึ่งได้มีผลให้ประชาชนในทุกจังหวัดร่วมใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจัดกิจกรรมสำคัญในพื้นที่ สำคัญของจังหวัดตนเอง เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงพลังของจังหวัดนั้นๆ

การพัฒนาและแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อเร่งคลี่คลายปัญหาในพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับ การลดความรุนแรงและการคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ส่งผลทำให้เหตุการณ์ความไม่สงบในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ ลดลงจากปีที่ผ่านมาจาก ๒,๑๒๙ ครั้ง ในปี ๒๕๕๐ เหลือ ๑,๐๓๑ ครั้ง ในปี ๒๕๕๒ การพัฒนาพื้นที่ ตามแผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี ๒๕๕๒ – ๒๕๕๕ ใช้เงินประมาณ ๖๓,๓๑๙.๓๗ ล้านบาท เน้นการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของประชาชน และยกระดับรายได้ของครอบครัวผู้ยากจนให้มีรายได้เพียงพอที่จะดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี แต่งตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิบัติงานตามแนวทางพระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึงพัฒนา” ร่วมกับภาคประชาชน การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งในกลุ่ม เด็กกำพร้า สตรีหม้าย นักเรียน นักศึกษา ครู และการติดตามผู้สูญหาย ซึ่งมีผู้ได้รับความช่วยเหลือไปแล้ว จำนวน ๒,๒๖๒ ราย เป็นเงิน ๓๐๓ ล้านบาท

๑.๑.๓ นโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบกฎหมายและการยุติธรรมเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง

โดยรัฐบาลได้จัดตั้งสำนักงานบังคับคดีอาญาและองค์กรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการขับเคลื่อนการดำเนินงานของคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ และการพัฒนากฎหมายในกระบวนการยุติธรรม ที่มีผลบังคับใช้แล้ว ๑ เรื่อง คือ กฎกระทรวงกำหนดสถานที่ที่ใช้ในการควบคุมจำคุก และทุเลาการบังคับโทษจำคุก พ.ศ. ๒๕๕๒และอยู่ระหว่างขั้นตอนการยกร่าง จำนวน ๑๑ เรื่อง นอกจากนี้ ยังใช้กลไกการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน การป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยให้ความสำคัญกับความเข้มแข็งของชุมชน โครงการคืนคนดีสู่สังคม และการจำกัดเวลาการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ การจัดตั้งองค์กรเพื่อปฏิรูปกฎหมาย และองค์กรเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ยังสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรภาคเอกชนที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน และโครงการอาสาสมัครพิทักษ์ยุติธรรม

๑.๑.๔ นโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน

โดยการสนับสนุนแนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและองค์กรภาคประชาชนในกรณีต่างๆ โดยได้มีการดำเนินการที่สำคัญ อาทิ การจัดประชุมปรึกษาหารือ เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้ความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้งความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๒ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สามารถผลักดันและพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดทำเว็บไซต์การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่www.publicconsultation.opm.go.th เพื่อเป็นช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลโครงการของรัฐ และประกาศข้อมูลเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

การแก้ไขปัญหามาบตาพุดโดยได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (กพอ.) เพื่อเป็นกลไกระดับนโยบายในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาและแก้ปัญหามาบตาพุดในระยะยาว รวมทั้งแต่งตั้ง คณะกรรมการสี่ฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาการปฏิบัติ ซึ่งอยู่ระหว่างการหาข้อยุติในการปฏิบัติ และแก้ปัญหาโครงการลงทุนที่ถูกระงับการดำเนินการเป็นการชั่วคราวให้เป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน นอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำหลักเกณฑ์ วิธีการ และระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ (Health Impact Assessment : HIA) การกำหนดประเภทโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง การจัดตั้งองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม และการจัดทำประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง เพื่อนำไปสู่การคลี่คลายปัญหามาบตาพุด และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้นำเสนอร่างหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดทำ EIA และ HIA ตามมาตรา ๖๗ ของคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (กพอ.) ต่อคณะรัฐมนตรีในวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๒

การแก้ไขปัญหามลภาวะทางเสียงจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่รัฐบาลได้เห็นชอบให้ขยายกรอบวงเงินลงทุนโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ระยะที่ ๑) เพิ่มขึ้น ๑๑,๒๓๓,๗๐๐ ล้านบาท (ปีงบประมาณ ๒๕๕๒ จำนวน ๕,๘๙๗,๒๑๕ ล้านบาท และปีงบประมาณ ๒๕๕๓ จำนวน ๕,๓๓๖,๔๘๕ ล้านบาท) เพื่อแก้ไขปัญหาด้านเสียงและลดความเดือดร้อนของประชาชน

การแก้ไขปัญหาเครือข่ายสมัชชาคนจน ได้รับการแก้ไขปัญหาลุล่วงแล้ว จำนวน ๘ เรื่อง จากจำนวน ๒๑ เรื่อง โดยเฉพาะการจ่ายเงินค่าเยียวยาแก่ราษฎร ที่ได้รับผลกระทบ จำนวน ๓ ราย คือ นางไฮ ขันจันทา , นายเสือ พันคำ และนายฟอง ขันจันทา จำนวนเงินรวม ๔,๙๔๘,๒๑๗ บาท

การแก้ไขข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณด้านสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (โครงการบ้านมั่นคง) เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงในเรื่องที่ดินและที่อยู่อาศัยของคนจน โดยในปีงบประมาณ ๒๕๕๓ รัฐบาลได้จัดสรรให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นเงิน ๓,๐๐๐ ล้านบาท มีเป้าหมายประชาชนได้รับประโยชน์ จำนวน ๒๐,๑๑๐ ครัวเรือน ขณะนี้อยู่ระหว่างการขอเบิกจ่ายงวดแรกจำนวน ๕๙๔ ล้านบาท

การแก้ไขปัญหาเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย รัฐบาลได้จัดกลไกระดับชาติเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งด้านสิทธิการครอบครองที่ดินกับพื้นที่ของรัฐ โดยได้ประชุมร่วมกันกับผู้แทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยจนนำไปสู่การเสนอระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๒ และอยู่ในระหว่างการจัดตั้งสำนักงานโฉนดชุมชน และกำลังศึกษาเรื่องการจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดิน เป็นต้น

การแก้ไขปัญหาเครือข่ายเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง ที่ได้ประชุมหารือและร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ที่มีปัญหา และได้ให้ความช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนและเยียวยาแก้ไขปัญหาต่างๆ จนทำให้สามารถแก้ปัญหาและมีข้อยุติได้แล้ว จำนวน ๗ ข้อจากทั้งหมด ๑๖ ข้อ

การแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (หนี้นอกระบบ) รัฐบาลได้เปิดโอกาสให้ผู้มีหนี้สินนอกระบบสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในระบบสถาบันการเงินในเครือข่ายของรัฐได้ง่ายขึ้น ผ่านธนาคารในเครือข่ายของรัฐทั้ง ๖ แห่ง ซึ่ง ณ วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๒ มีผู้ลงทะเบียนจำนวน ๙๙๐,๕๘๘ ราย รวมยอดหนี้จำนวน ๑๐๔,๙๗๔.๑๓ ล้านบาท

การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ที่มีการกำหนดหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือในวงเงินไม่เกิน ๒๒๕,๐๐๐ บาทต่อคน ซึ่งได้นำเสนอคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยพิจารณาและเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติเรียบร้อยแล้ว

การดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน โดยคณะกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้พิจารณาข้อเรียกร้องทั้งสิ้น ๑๒ เรื่อง พิจารณาแล้วเสร็จไป ๔ เรื่อง อาทิ กรณีเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐสลายการชุมนุมของประชาชนบริเวณรอบอาคารรัฐสภาและพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก ๘ เรื่อง อาทิ กรณีกองทัพเรือออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของราษฎร ตำบลเกาะช้าง อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด เป็นต้น

การช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างแหล่งน้ำ โดยรัฐบาลได้ดำเนินการแก้ปัญหาราษฎรที่ได้รับผลกระทบโครงการฝายราษีไศล รัฐบาลได้แก้ปัญหาผลกระทบจากการก่อสร้างฝายราษีไศลในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดร้อยเอ็ด หลังจากต่อสู้มายาวนานกว่า ๑๗ ปี โดยได้พิจารณาอนุมัติจ่ายเงินให้ผู้ได้รับผลกระทบแล้ว ๓ ครั้ง จำนวน ๓,๘๖๙ แปลง วงเงิน ๘๐๖.๗๐ ล้านบาท และการแก้ไขปัญหาจากโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยสะแบก จังหวัดยโสธร และการก่อสร้างเขื่อนสิรินธรรวมทั้ง การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรสภาประชาชน ๔ ภาคและ การแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรผ่านกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร






๑.๒ ด้านเศรษฐกิจ

            สถานการณ์การพัฒนาประเทศในช่วงปีแรกของรัฐบาล ความพยายามในดำเนินมาตรการในการผ่อนคลายและบรรเทาวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและประชาชนชาวไทยในช่วงปีแรกของการบริหารของรัฐบาล ส่งผลให้ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน จากสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปี ๒๕๕๒ โดยเฉพาะการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าเกษตรหลักที่สะท้อนถึงการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องและรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เช่น ราคายางพาราชั้น ๓ ที่เพิ่มขึ้นจาก ๔๒ บาท/กก. ในเดือนมกราคม ๒๕๕๒ เป็น ๘๑ บาทต่อกิโลกรัม เมื่อสิ้นเดือนธันวาคม ๒๕๕๒ และ ราคาข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิเพิ่มสูงขึ้นจาก ๑๒,๑๘๗ บาทต่อเกวียน เป็น ๑๔,๑๕๕ บาทต่อเกวียน สอดคล้องกับราคามันสำปะหลังที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จำนวนผู้ว่างงานที่ลดลงจาก ๘๗๘,๙๐๐ คน ในเดือนมกราคม ๒๕๕๒ เป็น ๓๙๑,๘๕๖ คนในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๒ จำนวนนักท่องเที่ยวในปี ๒๕๕๒ รวม ๑๔.๑ ล้านคน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ๑๔ ล้านคน ซึ่งจะทำรายได้ให้กับประเทศกว่า ๕๐๕,๐๐๐ ล้านบาท โดยมีแนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ มาตั้งแต่เดือนมิถุนายน และมูลค่าการส่งออก ขยายตัวจาก ๑๐,๔๒๙ ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน ๒๕๕๒ เป็น ๑๔,๖๒๙ ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม ๒๕๕๒ สำหรับความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน ธนาคารโลกได้จัดลำดับประเทศที่มีความสะดวกในการเข้าไปประกอบธุรกิจและลงทุน ประจำปี ๒๐๑๐ จากจำนวนประเทศทั้งสิ้นที่มีการสำรวจ ๑๘๓ ประเทศ ยืนยันชัดเจนว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ ๑๒ เนื่องจาก การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทำให้ปัญหาอุปสรรคที่มีต่อนักลงทุนลดลงในหลายๆ ด้าน

            ผลพวงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยรัฐบาลได้มีผลในเชิงบวกต่ออัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทย รวมถึงกำลังซื้อของประชาชน โดยเศรษฐกิจในไตรมาสที่ ๔ มีอัตราการขยายตัวสูงถึง ๕.๖ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้านั้น และเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ และมีผลทำให้การขยายตัวโดยรวมทั้งปีของเศรษฐกิจไทยปรับลดลงเพียง ๒.๓% เมื่อเทียบกับปี ๒๕๕๑ ซึ่งปรับลดลงน้อยกว่าที่คาดไว้มาก ผลที่ชัดเจนที่มีต่อประชาชนโดยตรงคือ อัตราการว่างงานปรับลดลงเหลือน้อยกว่า ๑ %ของแรงงานโดยรวมของประเทศ ที่สำคัญรายได้ของประเทศปรับเพิ่มขึ้นสืบเนื่องจาก สภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องพึ่งการกู้ยืมเงินน้อยลง

            ผลการดำเนินงานที่สำคัญของรัฐบาล มาตรการ แนวทาง และโครงการสำคัญในการผลักดันผลสัมฤทธิ์ในการบรรเทาปัญหาวิกฤตในช่วงปีแรกของรัฐบาลดังกล่าว ให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และนโยบายต่างๆ ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่สำคัญ มีดังนี้

๑.๒.๑ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

การแก้ไขและบรรเทาผลกระทบเศรษฐกิจที่มีต่อประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายทั้ง ๙ กลุ่ม ได้แก่ เกษตรกร แรงงานนอกภาคเกษตร เด็กและผู้ปกครอง ประชาชนผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ภาคธุรกิจเอกชน ภาคท่องเที่ยวและการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว นักลงทุนต่างประเทศ และผู้มีรายได้ประจำ โดยดำเนินมาตรการผสมผสานในการสร้างรายได้ การลดรายจ่ายพร้อมกับการลงทุนทางสังคมเชิงรุก การบรรเทาปัญหาการว่างงาน และเตรียมคนสำหรับการพัฒนาในระยะต่อไป ผ่านการสนับสนุนต่างๆ ดังนี้

  • การจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีผู้ได้รับประโยชน์จำนวน ๒๑,๗๑๖ หมู่บ้าน มีการเบิกจ่ายงบประมาณจำนวน ๕,๓๖๗.๖๓๐ ล้านบาท
  • การช่วยเหลือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งมีผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยยังชีพในปี ๒๕๕๒ อีก ๕.๔๔ ล้านคน เป็นเงิน ๒๑,๙๖๓ ล้านบาท
  • โครงการส่งเสริมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.เชิงรุก) โดยรัฐบาลได้จ่าย ค่าตอบแทนแก่ อสม. จำนวน ๙๗๖,๓๔๓ คน เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ๓,๕๑๔.๘๓ ล้านบาท
  • โครงการประกันรายได้เกษตรกร มีเกษตรกรที่ทำสัญญาประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูก ข้าวนาปี มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จำนวน ๓.๙๕ ล้านราย (ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒) ซึ่งสูงกว่าโครงการรับจำนำพืชทั้ง ๓ ชนิด ที่มีเกษตรกรเข้าร่วมได้เพียง ๑.๙๒ ล้านราย
  • การนำที่ดินราชพัสดุจำนวนล้านไร่ เพื่อให้เกษตรกรเช่าทำการเกษตรได้ดำเนินการแล้วในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ จำนวน ๑๑๔,๓๗๖ ไร่ จำนวนเกษตรกร ๖,๘๙๔ ราย และในปี ๒๕๕๓ ได้ตั้งเป้าหมายดำเนินการต่อเนื่อง จำนวน ๕๐,๐๐๐ ไร่
  • โครงการเรียนฟรี ๑๕ปี โดยสนับสนุนตำราในวิชาหลักให้แก่โรงเรียน จัดให้มีชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนฟรีและสนับสนุนค่าใช้จ่ายอื่นๆโดยมีจำนวนนักเรียนได้รับประโยชน์จำนวนทั้งสิ้น๑๒,๔๗๔,๖๑๑ คน
  • โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้คนไทยมีหลักประกันสุขภาพ จำนวน ๖๒,๓๖๐,๐๐๐ คน และมีการจัดสรรงบอัตราเหมาจ่ายรายหัว สูงที่สุดของการดำเนินงานที่ผ่านมา
  • โครงการเช็คช่วยชาติ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพแก่ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยจ่ายเช็คช่วยชาติไปแล้ว เป็นเงิน ๑๕,๗๙๑ ล้านบาท
  • โครงการ ๕ มาตรการ ๖เดือน (การลดค่าใช้จ่ายน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าเดินทางรถโดยสารประจำทาง ค่าเดินทางโดยรถไฟชั้น ๓ และ การชะลอการปรับราคาก๊าซหุงต้ม (LPG))โดยมีผู้ได้รับประโยชน์ครอบคลุมทั่วประเทศ
  • โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน (โครงการต้นกล้าอาชีพ) โดยอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน จำนวน ๓๑๙,๖๕๘ คน ซึ่งเกินจากเป้าหมายของโครงการที่กำหนดไว้ ๒๔๐,๐๐๐ คน
  • การแก้ไขปัญหาการว่างงานและชะลอการเลิกจ้างงาน ภายใต้กรอบมาตรการ ๓ ลด ๓ เพิ่ม (ลดการเลิกจ้าง ลดการเคลื่อนย้ายแรงงาน ลดค่าครองชีพ เพิ่มการจ้างงาน เพิ่มทางเลือก เพิ่มทักษะ) ทำให้มีผู้ว่างงาน เหลือเพียง ๔๔๑,๗๐๐ คน จากที่คาดไว้ ๙๐๐,๐๐๐ – ๑,๓๐๐,๐๐๐ คน
  • การช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)โดยการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบขนาดกลางและขนาดย่อม ผ่านการอนุมัติสินเชื่อของSME Bank ประกอบด้วย การปล่อยสินเชื่อและการค้ำประกันสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ SMEs จำนวน ๕,๐๓๔,๑๐๖ ราย วงเงินรวม ๑,๑๖๘,๔๑๑ ล้านบาท โครงการสินเชื่อ SME Power จำนวน ๖๘๕ ราย มูลค่า ๔,๘๓๖.๓๔ ล้านบาท มาตรการสนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยว จำนวน ๑,๘๗๕ ราย มูลค่า ๓,๑๒๔.๘๕ ล้านบาท โครงการสินเชื่อชะลอการเลิกจ้างแรงงาน จำนวน ๘๐๕ ราย มูลค่า ๑๓,๔๔๘.๖๒ ล้านบาท มาตรการขยายบริการรับประกันการส่งออก มีปริมาณการรับประกันเท่ากับ ๖๐,๓๗๕ ล้านบาท และการค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ SMEs มียอดค้ำประกันสินเชื่อ ๕,๖๙๔ ราย วงเงิน ๒๑,๓๙๐.๐๗ ล้านบาท ช่วยรักษาสภาพการจ้างงาน ๑๗๗,๑๖๒ ราย และทำให้เกิดมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ๒๒,๗๙๕ ราย

๑.๒.๒ การวางรากฐานการพัฒนาในอนาคต ให้พร้อมรับกับโอกาสของการพัฒนาในระยะยาว โดยเร่งรัดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง๒๕๕๕

กรอบวงเงินลงทุนภายในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ รวม ๑.๔๓ ล้านล้านบาท และจัดสรรวงเงินกู้ภายใต้ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ พ.ศ. ๒๕๕๒ โดยมีโครงการขนาดใหญ่ เช่น

  • การจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน วงเงินรวม ๒๐,๒๓๒.๙ ล้านบาท ารบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชลประทาน วงเงินรวม ๑๗,๒๒๔ ล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ วงเงินรวม ๗,๘๕.๐ ล้านบาท เป็นต้น

การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานรัฐบาลได้เร่งจัดหาพลังงานเพิ่มขึ้น ทั้งพลังงานไฟฟ้า น้ำมันและก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศที่เพิ่มขึ้น และเร่งรัดพัฒนาพลังงานทดแทนเป็นวาระแห่งชาติตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทน ๑๕ ปี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วนนอกจากนี้ ยังดำเนินการ

  • การเสนอร่างพระราชบัญญติ จัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาภาคเกษตรกรรมให้กับรัฐบาลได้อย่างเป็นระบบและเป็นที่ยอมรับ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่หนึ่งการจัดทำมาตรการรองรับการเปิดตลาดสินค้าเกษตรภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) และการช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยรัฐบาลได้จัดทำมาตรการรองรับผลกระทบสำหรับสินค้าเกษตร ๒๓ รายการ ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) โดยเฉพาะมาตรการเกี่ยวกับการบริหารจัดการการนำเข้าสินค้า และการสนับสนุนความช่วยเหลือในการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า

๑.๒.๓ นโยบายด้านเศรษฐกิจ

รัฐบาลได้เร่งปรับโครงสร้างและสร้างสรรค์เศรษฐกิจไทยให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างสมดุล เป็นธรรม และยั่งยืนโดยมุ่งให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกและพัฒนาประเทศไทยสู่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy) ภายใต้กรอบปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดย ดำเนินนโยบายมหภาค ในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศและสนับสนุนการพัฒนาให้เกิดความอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยเร่งรัดการจัดเก็บภาษี รักษาระดับเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และการจัดหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม โดยคำนึงถึงกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดให้สัดส่วนภาระหนี้ต่องบประมาณไม่สูงกว่าร้อยละ ๑๕ และมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไม่เกินร้อยละ ๖๐ รวมทั้ง ดำเนินนโยบายปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

  • ด้านการเกษตร

ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยผ่านกระบวนการฝึกอบรมจากศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน ๑,๑๓๒ แห่ง และศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้านให้กับเกษตรกรไปแล้วมากกว่า ๑๓๐,๖๖๐ ราย การพัฒนาระบบการผลิตและการตลาดเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับเกษตรกร โดยมุ่งรักษาคุณภาพมาตรฐานการผลิตและการตลาดของเกษตรกร ผ่านการประชาสัมพันธ์เผยแพร่มาตรฐานสินค้าเกษตร การตรวจสอบรับรองคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรและฟาร์ม รวมทั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตร ทำให้สินค้าเกษตรส่งออกกว่าร้อยละ ๙๙.๘ ผ่านการรับรอง การฟื้นฟูอาชีพของเกษตรกรรายย่อยและยากจนมีหนี้สิน โดยให้เกษตรกรจัดทำแผนฟื้นฟูอาชีพ รวม ๒๔,๐๐๐ ราย และลดภาระหนี้เกษตรกรรายย่อยผ่านสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร จำนวน ๖๙๑,๓๘๕ ราย และได้รับการฟื้นฟูอาชีพ จำนวน ๑๓๔,๗๐๖ ราย การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตเพื่อเสริมสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้กับเกษตรกร โดยเน้นการพัฒนางานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชและสัตว์ ตลอดจนเทคโนโลยีการเก็บเกี่ยว เพื่อขยายผลไปสู่เกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย การสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรและวิสาหกิจชุมชน โดยฝึกอบรมด้านสหกรณ์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์ จำนวน ๖,๘๒๗ แห่ง ทำให้มีจำนวนสหกรณ์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานมากขึ้นและมีมูลค่าธุรกิจในปี ๒๕๕๒ เพิ่มขึ้นเป็น ๑,๔๓๙,๘๙๐ ล้านบาท จาก ๑,๒๗๙,๒๔๙ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๑

  • ด้านอุตสาหกรรม

โดยการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มแข็ง ราคาถูก (Labour Intensive Industries)เป็นอุตสาหกรรมนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ (Innovative and Creative Industries) ภายใต้กรอบแนวคิดโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา ที่เน้นการพัฒนางานวิจัยและพัฒนาสร้างตลาดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมที่มีความคิดสร้างสรรค์ โดยส่งเสริมการประยุกต์ใช้กับภูมิปัญญา เอกลักษณ์และวัฒนธรรมไทย ผสมผสานกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า

การเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอ และอุตสาหกรรมอาหาร ที่เน้นการสร้างระบบบริหารจัดการโครงการครบวงจร

การพัฒนาความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ของกำลังคนภาคอุตสาหกรรมเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมฐานความรู้ เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายฐานข้อมูลด้านอุปสงค์และอุปทานกำลังคนภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะการศึกษาวิจัยการพัฒนาเทคโนโลยีและกำลังคนเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมฐานความรู้ในสาขาอุตสาหกรรมต่างๆ และการศึกษาวิจัยเพื่อเสนอแนะเชิงนโยบายให้มีการจ่ายค่าตอบแทนตามสมรรถนะ(Competency Based Pay) แทนการจ่ายค่าตอบแทนตามวุฒิการศึกษา

การสร้างระบบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ภาคอุตสาหกรรมภายใต้โครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ โดยได้วางรากฐานข้อมูลเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเชิงลึกด้านมาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐานคุณภาพ ( ISO ๙๐๐๑) ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO ๑๔๐๐๑) ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (มอก. ๑๘๐๐๑) ฯลฯ และมาตรฐานสุขอนามัย

การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคอุตสาหกรรมอย่างสมดุลและยั่งยืน (Sustainable Development) โดยนำหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle : PPP) มาใช้ในการจัดเก็บภาษี การกำกับดูแลการประกอบการไม่ให้เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการประกอบการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR)

การแสวงหาประโยชน์จากกรอบความร่วมมือทวิภาคีและพหุภาคี โดยศึกษาวิจัยประเทศที่เป็นคู่แข่งและคู่ค้าตามกรอบข้อตกลงการเปิดเสรี เช่น ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-ญี่ปุ่น เป็นต้น

การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลได้ส่งเสริมการบริหารจัดการด้านพลังงานในภาคอุตสาหกรรม โดยจัดหาเงินให้กู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ เพื่อการลงทุนและการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้โครงการเงินหมุนเวียนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน และโครงการสินเชื่อพลังงาน

  • ด้านการท่องเที่ยวและบริการ

โดยรัฐบาลได้ดำเนินการฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวโดยออกมาตรการสำคัญต่างๆ อาทิ

    • การยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นการชั่วคราว 
    • การลดหย่อนค่าประกันการใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม 
    • การลดหย่อนค่าธรรมเนียมการขึ้นลงของอากาศยานและที่เก็บอากาศยาน ( Landing & Parking fee ) 
    • โครงการประกันภัยคุ้มครองชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย กรณีเกิดการจลาจล 
    • ให้ผู้ประกอบการสามารถนำค่าใช้จ่ายการจัดประชุม สัมมนา อบรม และการจัดการท่องเที่ยวเป็นรางวัลในประเทศแก่พนักงานมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ ๒ เท่าของที่จ่ายจริง 
    • ยกเว้นค่าธรรมเนียมประกอบธุรกิจโรงแรม ปีละ ๘๐ บาทต่อห้องพักให้คงระยะเวลาดำเนินการจนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ 
    • โครงการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรฐกิจและปัญหาภายในประเทศ

การกระตุ้นตลาดท่องเที่ยว ด้วยโครงการเที่ยวไทยครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก และโครงการ Amazing Thailand Consumer Fair เป็นต้น ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวของชาวไทยสูงถึง ๔๐๗,๖๐๐ ล้านบาท และมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยแล้ว ๑๔,๐๙๔,๖๓๑ คน

การจัดทำแผนด้านการท่องเที่ยวและการปรับปรุงฐานข้อมูลและกลไกการพัฒนา โดยผลักดันร่วมกับภาคเอกชน ในการจัดทำแผนตลาดการท่องเที่ยวเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างมูลค่าการท่องเที่ยวในปี ๒๕๕๓ รวม ๙๖๐,๐๐๐ ล้านบาท

การพัฒนามาตรฐานแหล่งท่องเที่ยว โดยตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานสินค้าและบริการท่องเที่ยว เช่น การตรวจประเมินมาตรฐานบริการอาหาร และประเมินมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยทั่วประเทศ และ

การสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการที่มีศักยภาพ ได้แก่การสนับสนุนการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย รวม ๓๗๗ เรื่อง สร้างรายได้รวม ๗๙๔.๓๙ ล้านบาท

รวมถึงธุรกิจด้านการก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมท่องเที่ยวและการบริการด้านสุขภาพเพื่อส่งเสริมให้การท่องเที่ยวไทยอยู่ในระดับมาตรฐานสากล

  • ด้านการตลาดและการค้า

รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นการส่งออกของไทย ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกของไทยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา รวมทั้ง ยังรณรงค์กระตุ้นการบริโภคสินค้าไทย เพื่อให้ประชาชนหันมาซื้อของไทย กินของไทย ใช้ของไทย เที่ยวเมืองไทย เพื่อช่วยชาติไทย ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้มีการขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มขึ้น
ในปี ๒๕๕๒ อีก ร้อยละ ๗.๓ และขับเคลื่อน โครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย (Creative Economy) ที่ได้รับการจัดสรรกรอบงบประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท

  • ด้านการลงทุน

รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์ประสานการบริการด้านการลงทุน เพื่อเป็นศูนย์บริการร่วมของหลายกระทรวง ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เป็นต้นมา

  • ด้านโครงสร้างพื้นฐาน

รัฐบาลได้มุ่งให้ความสำคัญกับการดำเนินการ ๓ ด้านหลัก คือ

    • การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ที่มีการศึกษาความเหมาะสมในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม หรือเขตประกอบการอุตสาหกรรมตามแนวบริเวณชายแดน พร้อมทั้งได้ศึกษาการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าในพื้นที่สำคัญ
    • การพัฒนาระบบขนส่ง รัฐบาลได้มีการพัฒนาระบบขนส่งในภูมิภาคและระบบขนส่งมวลชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในการจัดทำโครงการถนนปลอดฝุ่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ โครงการรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Airport Rail Link) และสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง การพัฒนาระบบขนส่งทางรถไฟ
    • การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร อุปโภคบริโภค และป้องกันอุทกภัย
  • ด้านพลังงาน

รัฐได้เน้นการกำกับดูแลราคาพลังงานให้เป็นธรรมต่อทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยยึดหลักให้ราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนตามกลไกตลาดโลกและภาวะเศรษฐกิจ และใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น ภายใต้ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจได้
ลดภาระของครัวเรือน ด้วยการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม LPG ก๊าซธรรมชาติ NGV และค่า Ft เพื่อตรึงอัตราค่าไฟฟ้าไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้น จนถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๕๓

  • ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสา

รัฐบาลได้แก้ไขความเหลื่อมล้ำในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ผ่านโครงการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น ส่งผลให้จำนวนร้อยละของประชาชนที่ใช้คอมพิวเตอร์ในปี ๒๕๕๒ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๒๙.๓ จากร้อยละ ๒๘.๒ จากปี ๒๕๕๑ นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ผลักดันให้มีการขยายโครงข่าย ผ่านโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ ๓ (Third Generation Mobile Network: 3G) ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) โครงการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ CDMA ในส่วนภูมิภาค และ โครงการให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (Universal Service Obligation: USO)

  • ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมองค์กรภาคเอกชนทางเศรษฐกิจ

 รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการทำงานร่วมกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัด (กรอ.จังหวัด) และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจกลุ่มจังหวัด (กรอ.กลุ่มจังหวัด) โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ กรอ.จังหวัด รวม ๗๕ จังหวัด และคณะกรรมการ กรอ.กลุ่มจังหวัด รวม ๑๘ กลุ่ม เพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจของภาคเอกชนในระดับพื้นที่ เช่น ปัญหาการพัฒนาท่าเรือ การพัฒนาเส้นทางคมนาคม และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เป็นต้น



๑.๓ ด้านสังคม

๑.๓.๑ นโยบายด้านศาสนา สังคม การสาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม

รัฐบาลได้วางรากฐานสู่สังคมการเรียนรู้ตั้งแต่ปฐมวัย จนตลอดชีวิตและพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนโดยการมีส่วนร่วม โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้พิการและทุพพลภาพ การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา และ
การกระจายอำนาจเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผ่านโครงการสำคัญมากมาย เช่น “โครงการอาหารเสริม (นมโรงเรียน)” โครงการยกระดับคุณภาพการศึกษาท้องถิ่น (ศูนย์เด็กเล็ก) “การเพิ่มโอกาสการมีงานทำและพัฒนาประสิทธิภาพการคุ้มครองและสวัสดิการแรงงานทั้งระบบโดยส่งเสริมอาชีพและการมีงานทำให้แก่ประชากร จำนวน ๓,๗๖๙,๐๖๒ คน” สร้างหลักประกันความมั่นคงในการทำงานให้ผู้ประกันตน จำนวน ๙.๒๗ ล้านคน”

การขยายสิทธิประโยชน์ให้กับแรงงานนอกระบบ ๕ ประการ ได้แก่ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย คลอดบุตร และชราภาพ

การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และศิลปวัฒนธรรม รวมทั้ง สมรรถนะทางกายที่ดี ให้กับเยาวชนและประชาชน บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของสถาบันครอบครัวและชุมชน โดยเสริมสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ และกลไกการขับเคลื่อนต่างๆ เช่น การเลือกตั้งคณะกรรมการมรดกโลก การจัดตั้งสถาบันโขนแห่งชาติ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรม ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ รวม ๗ โครงการ เป็นงบประมาณ ๖๑๒.๕๙๕ ล้านบาท

การเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อยกระดับการให้บริการสาธารณสุขกับประชาชนอย่างทั่วถึง โดยจัดทำแผนการพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๕ ซึ่งในปี ๒๕๕๒ ดำเนินการได้แล้ว ๑,๐๐๐ แห่ง และการพัฒนาสถานีอนามัยทุกแห่งเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้ครบในปี ๒๕๕๖ การขับเคลื่อนให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาลในระดับนานาชาติ และการติดตามเฝ้าระวังการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่

การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนขยายผลไปทั่วประเทศ เพื่อให้มีระบบช่วยเหลือพึ่งพาและดูแลกันเองในชุมชน โดยรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ เป็นเงิน ๗๒๗.๓ ล้านบาท เพื่อสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการชุมชน ในอัตรา ๑:๑ จำนวน ๕,๑๐๐ แห่งหรือกองทุน ทั่วประเทศ

การสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มออกกำลังกายและเล่นกีฬา และพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศด้วยการสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพและจัดการแข่งขันกีฬาภายในประเทศหลายรายการ ส่งผลให้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทางการกีฬา รวมทั้งสิ้น ๓๗,๔๑๘,๔๗๒ คนต่อครั้ง

โดยรายละเอียดสำคัญของนโยบายด้านการศึกษา วัฒนธรรม และสาธารณสุข มีดังนี้

  • ด้านการศึกษา

รัฐบาลมุ่งเน้นปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา และจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพตลอดชีวิต โดยมีโครงการสำคัญ ดังนี้

๑. การปฏิรูปการศึกษารอบสอง เป็นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา คือ “๓ เสาหลัก 3D ๔ ใหม่” ๓ เสาหลัก คือ คุณภาพ การขยายโอกาส การมีส่วนร่วม 3D คือ Decency-Democracy-Drug-Free ส่วน ๔ ใหม่คือ สร้างงคนไทยหรือผู้เรียนยุคใหม่-ระบบบริหารจัดการแบบใหม่-แหล่งเรียนรู้หรือสถานศึกษายุคใหม่

๒. นโยบาย ๕ ฟรี คือเรียนฟรี ๑๕ ปี อย่างมีคุณภาพ-ติวฟรี (Tutor Channel)-นมโรงเรียนฟรี-อาหารกลางวันฟรี-ผู้พิการเรียนฟรีจนถึงปริญญาตรี

๓. การปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยเฉพาะระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เน้นให้เด็กคิดวิเคราะห์มากขึ้นมากกว่าการท่องจำ ปรับหลักสูตรใหม่ที่จะลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาบทเรียน เพื่อให้เด็กไปเรียนกิจกรรมนอกห้องเรียน

๔. โรงเรียนดี ๓ ระดับ คือ โรงเรียนดีระดับสากล ๕๐๐ โรง ระดับอำเภอ ๒,๕๐๐ โรง และระดับตำบล ๗,๐๐๐ โรง ทั่วประเทศ

๕. การสอนทางไกลผ่านดาวเทียมจากโรงเรียนวังไกลกังวล เน้นการถ่ายทอดการเรียนการสอนในรายวิชาสำคัญ ๆ ผ่านดาวเทียมจากโรงเรียนวังไกลกังวลไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ๙,๐๐๐ โรง โรงเรียนขนาดเล็กต่ำกว่า ๑๒๐ คน ครูไม่ครบชั้น ผลการสอบโอเน็ตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ

๖. โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร จะสร้างเรือนนอนให้โรงเรียนพื้นที่สูง หรือพื้นที่ที่เด็กต้องมาพักค้าง เพื่อสวัสดิภาพของเด็กที่อยู่ห่างไกลโรงเรียนสามารถมาพักค้างที่โรงเรียนได้

๗. โรงเรียนขนาดเล็ก ครม. ได้อนุมัติให้เพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวให้โรงเรียนขนาดเล็ก เพราะผลวิจัยพบว่าเงินอุดหนุนรายหัวมีนัยยะกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็ก โดยระดับประถมฯ จะได้รับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวจาก ๑,๙๐๐ บาท เป็น ๒,๔๐๐ บาทต่อคนต่อปี ระดับมัธยมฯ ตอนต้น จาก ๓,๕๐๐ บาทเป็น ๔,๕๐๐ บาทและมัธยมฯ ตอนปลายจาก ๓,๘๐๐ บาท เป็น ๔,๘๐๐ บาท

๘. ห้องสมุด ๓ ดี คือหนังสือดี – บรรยากาศดี – บรรณารักษ์ดี

๙. ห้องเรียนวิทยาศาสตร์อัจฉริยะทวิภาคี เป็นความร่วมมือระหว่าง สพฐ. กับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ( สคอ.) ขณะนี้มีห้องวิทยาศาสตร์ประมาณ ๑๐๐ ห้อง โดยเพิ่มอีก ๑๐๐ ห้องเป็น ๒๐๗ ห้องเรียน

๑๐. กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา ( Thai Qualifications Framework for Higher Education in Thailand : TQF ) สถาบันอุดมศึกษาจะเปิดสอนสาขาวิชาใด จะต้องผ่านกรอบมาตรฐานที่กำหนดไว้

๑๑. กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษา ( Thai Qualifications Framework for Vocational Education) เป็นกรอบมาตรฐานที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ( สอศ. ) ได้ดำเนินการอยู่แล้วในปัจจุบัน และเป็นตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม คือ คุณภาพการผลิตนักศึกษา

๑๒. คุณวุฒิวิชาชีพไทย ( Thai Vocational Qualifications : TVQ ) เป็นระบบการรับรองความรู้ ความสามารถ โดยออกให้เป็นคุณวุฒิแก่ผู้ประกอบอาชีพที่ผ่านการประเมินหน่วยสมรรถนะได้จำนวนหนึ่งตามที่กำหนดไว้ในแต่ละระดับคุณวุฒิ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาในลักษณะการจ่ายค่าตอบแทน

๑๓. การจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา ในปี ๒๕๕๓ จะมีการจัดรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษา ๔๑๕ แห่ง เป็นสถาบันการอาชีวศึกษา ๑๙ แห่ง เพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน และเปิดสอนถึงระดับปริญญาตรีเฉพาะในสถาบันที่มีความพร้อม

๑๔. V- Net ข้อสอบของอาชีวศึกษาที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ซึ่งจะเริ่มในปี ๒๕๕๓

๑๕. UniNet หรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เป็นโครงการ ๓ ปี ( ๒๕๕๓ - ๒๕๕๕ ) ใช้ระบบใยแก้วนำแสงไปยังมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน สถาบันการอาชีวศึกษา ๔๑๕ แห่ง และเขตพื้นที่การศึกษา ๑๘๕ แห่ง ศูนย์การเรียนรู้ต่าง ๆ รวมทั้งโรงเรียนดีระดับอำเภอและระดับตำบลอีก ๓,๐๐๐ โรง

๑๖. Education Hub หรือการเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาค ซึ่งมีหลายเขตพื้นที่การศึกษาเป็นเขตเป้าหมาย โดยเฉพาะในจังหวัดภาคอีสาน ซึ่งจะเป็นจุดรับนักศึกษาจากลาว กัมพูชา จีน หรือเวียดนามมากขึ้น จะช่วยเพิ่มรายได้เข้าประเทศ

๑๗. การอบรมพัฒนาครูทั้งระบบ ๕๒๐,๐๐๐ คน ทั้งครู สพฐ. และอาชีวศึกษา การอบรมพัฒนาจะเน้นการทำงานร่วมกันระหว่าง สพฐ. – สสวท. – เครือข่ายมหาวิทยาลัย ในการจัดทำหลักสูตร โดยใช้ระบบ e – Training เข้ามาช่วย

๑๘. ครูพันธุ์ใหม่ จะผลิตโครงการครูพันธุ์ใหม่ ๓๐,๐๐๐ คนภายนะระยะเวลา ๕ ปี เพื่อทดแทนอัตราเกษียณอายุราชการ ส่วนอีก ๗๐% จะใช้อัตราการบรรจุปกติ

๑๙. การปรับระบบการพัฒนาบุคลากรและระบบการเข้าสู่ตำแหน่งของ ศธ. เป็นการปรับกระบวนการอบรมพัฒนาโดยมีองค์กรอบรมพัฒนาเป็นที่ยอมรับเกิดขึ้นในกระทรวง และมีหลักสูตรการอบรมพัฒนาที่หลากหลายอย่างน้อย ๕ ส่วน คือ

    • หลักสูตรพัฒนาผู้บริหารการศึกษาระดับสูงของ ศธ. 
    • กระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งต่าง ๆ รวมทั้งครูทดลองงาน ๒ ปี 
    • หลักสูตรการเลื่อนวิทยฐานะ 
    • หลักสูตรการต่อใบอนุญาตวิชาชีพหลักสูตรการอบรมพัฒนาตามนโยบาย 
    • หลักสูตรการอบรมพัฒนาตามนโยบาย

๒๐. การส่งเสริมการอ่าน ครม. ได้กำหนดให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ โดยกำหนดให้วันที่ ๒ เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นวันรักการอ่าน และให้ปี ๒๕๕๒ – ๒๕๖๑ เป็นทศวรรษแห่งการอ่านของประเทศ

๒๑. กศน. – ตำบล ยกระดับศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเป็น กศน. – ตำบล เพื่อผลักดันการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ควบคู่ไปกับโรงเรียนดีประจำตำบล

๒๒. ห้องสมุด ๓ ดีสัญจร จัดเป็นรถห้องสมุดไปจอดในหมู่บ้านชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการส่งเสริมการอ่านอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม

๒๓. การปรับสัดส่วนจำนวนคอมพิวเตอร์ต่อนักเรียน จากเดิมที่มีอัตราส่วนคอมพิวเตอร์ ๑ เครื่องต่อนักเรียน ๔๐ คน แต่ในปี ๒๕๕๓ จะปรับปรุงให้เหลืออัตราส่วน ๑:๑๐

๒๔. งาน ก.ค.ศ. ปรับระบบงานของ ก.ค.ศ. หรือคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้รวดเร็วและทำงานเชิงรุกมากขึ้น

๒๕. การพัฒนาการศึกษาชายแดนภาคใต้ จัดตั้งคณะกรรมการบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เพื่อให้การทำงานขององค์กรหลักเดินหน้าร่วมกันอย่างมีเอกภาพและมีประสิทธิภาพทั้งด้านบริหารการจัดการ การบริหารส่วนบุคคล การบริหารงบประมาณ และการบริหารส่วนวิชาการ

  • ด้านวัฒนธรรม

ได้ดำเนินการเสริมสร้างความรู้ในด้านวัฒนธรรมประชาธิปไตยและวัฒนธรรมความปลอดภัยให้กับทุกภาคส่วน โดยสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านการจัดตั้งสภาวัฒนธรรมตำบลและโครงการวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชน พร้อมกันนี้ได้นำมิติทางวัฒนธรรมมาแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่จังหวัดภาคใต้ให้มากขึ้น มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรม โดยแสดงให้เห็นถึงบทบาทในฐานะที่เป็นหน่วยงาน “ต้นน้ำ” ในการนำทุนทางวัฒนธรรมของประเทศมาสร้างคุณค่าทางสังคมและเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจ สามารถสร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมกันนี้ได้ดำเนินงานเกี่ยวกับมรดกโลก โดยได้สนับสนุนให้ นางโสมสุดา ลียะวณิช รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้รับการคัดเลือกเป็นเป็นคณะกรรมการมรดกโลก รวมทั้งผลักดันการจัดตั้งสถาบันโขนแห่งชาติ เพื่อสนองพระราชเสาวณีย์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเกี่ยวกับการสืบทอดการแสดงโขน ดำเนินงานเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดีทัศน์แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยเน้นการดำเนินงานของคณะกรรมการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์แห่งชาติ ผ่านคณะอนุกรรมการ ๗ คณะ และจัดตั้งสายด่วนวัฒนธรรม ๑๗๖๕ รับเรื่องร้องเรียนทางวัฒนธรรมตลอด ๒๔ ชั่วโมง เพื่อเป็นช่องทางบูรณาการเครือข่ายการทำงานร่วมกันมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมโบราณคดีใต้น้ำแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่จะย้ายฐานการฝึกอบรมจากประเทศศรีลังกามายังประเทศไทย เพื่อประโยชน์ในงานด้านโบราณคดีใต้น้ำของประเทศไทยและภูมิภาค รวมทั้งดำเนินความร่วมมือทวิภาคีและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับต่างประเทศเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยตามนโยบายการฑูตเชิงวัฒนธรรม

  • ด้านสาธารณสุข

ผลการดำเนินการด้านสาธารณสุขของรัฐบาลที่สอดคล้องกับนโยบายพรรคประชาธิปัตย์

    • รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขได้นำร่องนโยบาย ใช้บัตรประชาชนรักษาฟรี ๘ จังหวัด นอกจากนี้ ครม.ยังได้อนุมัติงบเหมาจ่ายรายหัวปี ๒๕๕๓ เป็นจำนวน ๒,๔๐๑.๓๓ บาท เพิ่มจากปี ๒๕๕๒ 
    • มีการจัดทำแผนการพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๕ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพระดับตำบล และมีเป้าหมายจะพัฒนาสถานีอนามัยทุกแห่งเป็นโรงพยาบาลตำบลให้ครบในปี ๒๕๕๖ 
    • รัฐบาลได้จ่ายค่าตอบแทนให้กับ อาสาสมัครสาธารณสุข ทั่วประเทศ จำนวน ๙๗๖,๓๔๓ คน เพื่อการปฎิบัติงานด้านสาธารณสุขเชิงรุก เดือนละ ๖๐๐ บาททุกคน

โดยมีโครงการต่างๆ ที่สร้างความสะดวกสบายและการบริการที่ดีขึ้นให้แก่พี่น้องประชาชน ดังนี้

๑.ใช้บัตรประชาชนรักษาฟรีทั้งโรงพยาบาลของรัฐเอกชนและคลีนิคที่เข้าร่วมโครงการกับ สปสช. และในจังหวัดเดียวกันสามารถเลือกเข้ารับบริการโรงพยาบาลรัฐได้ทุกแห่ง เพิ่มค่ารักษาพยาบาลต่อหัวประชากรขึ้นในปี ๒๕๕๓ เป็นคนละ ๒,๔๐๑ บาท แม้ว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาลลดลง

๒. ต่อเติมสถานีอนามัยชั้นล่าง ๒,๖๐๙ แห่งภายในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ และยกสถานะเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ตามแผนไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๓-๒๕๕๕ รวม ๙,๗๐๐ แห่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถปรึกษาแพทย์จากสถานีอนามัยเดิมโดยเชื่อมข่ายการสื่อสารระบบออนไลน์กับแพทย์ที่อยู่โรงพยาบาลอำเภอ และจัดรถพยาบาลรับส่งจากสถานีอนามัยไปยังโรงพยาบาล

๓. ให้ อสม. ทำหน้าที่ส่งเสริมสุขภาพประชาชน ควบคู่กับงานรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โดยสำรวจคัดกรองผู้ป่วยโรคประจำตัว ผู้พิการ ผู้สูงอายุ มารดาตั้งครรภ์และดูแลทารกแรกเกิด เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยจากโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อ

๔. ปรับปรุงความพร้อมโรงพยาบาล ทุกระดับรองรับการแออัดผู้ป่วย และส่งเสริมความเป็นเลิศให้โรงพยาบาลเฉพาะทาง



 

๑.๔ ด้านอื่น ๆ

๑.๔.๑ นโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

โดยการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ การจัดทำร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาทิ พระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. .... พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. .... ฯลฯ

การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนเพื่อป้องกันและลดผลกระทบเชิงลบจากการพัฒนาเศรษฐกิจและภาวะโลกร้อนรัฐบาลได้จัดทำโครงการฟื้นฟูสภาพป่าเพื่อแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน โดยส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็วเพื่อเป็นพลังงานทดแทน จำนวน ๓๖,๒๗๔ ไร่

การดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินเสื่อมสภาพ โดยกำหนดแนวทางการหลักเกณฑ์การใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตร และ การจัดสรรที่ดินและกระจายการถือครองที่ดินให้ประชาชน ๑๙๖,๗๒๕ ราย พื้นที่ ๒.๐๔ ล้านไร่ การจัดทำโครงการห้วยโสมง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นโครงการชลประทานอันยังประโยชน์ให้แก่ประชาชนและเกษตรกรโดยรวมของประเทศ โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมชลประทานเริ่มดำเนินการโครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดปราจีนบุรี ระยะเวลาดำเนินการโครงการทั้งสิ้น ๙ ปี ( ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๓ – ๒๕๖๑ ) ในกรอบวงเงินรวมทั้งสิ้น ๘,๓๐๐ ล้านบาท

การจัดทำแนวเขตที่ดินของรัฐให้มีความชัดเจน โดยในปี ๒๕๕๒ ได้ดำเนินการในพื้นที่ ๑๒ จังหวัด จำนวน ๒,๗๐๐ แปลง เนื้อที่ ๕๑,๘๓๓ ไร่

การจัดทำระบบฐานข้อมูลที่เป็นคลังข้อมูลของแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบการบุกรุกที่ดินของรัฐและการพิสูจน์สิทธิถือครองที่ดิน

การจัดหาแหล่งน้ำ โดยการก่อสร้างโครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ซึ่งสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้มากกว่า ๓๔๕,๐๐๐ ไร่

การส่งเสริมการปลูกป่าประเภทต่างๆ และฟื้นฟูป่าไม้ จำนวน ๘๗,๑๐๐ ไร่ และการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าชายเลนในพื้นที่ ๒๔ จังหวัด พื้นที่ ๑.๔๕ ล้านไร่

การสำรวจรวบรวมข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ ๑๓ กลุ่มป่า ๒๖ จังหวัด ฟื้นฟูทรัพยากรประมงในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยผลิตพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อปล่อยลงในแหล่งน้ำธรรมชาติจำนวนทั้งสิ้น ๒,๐๓๙.๖๐ ล้านตัว

การพัฒนาโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM)และคาร์บอนเครดิต โดยปัจจุบันมีโครงการพลังงานทดแทนที่ได้รับ Letter of Approval (LoA) แล้วทั้งสิ้น ๙๔ โครงการ และขายคาร์บอนเครดิตแล้ว ๒ โครงการ มีผลลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ๖.๗๘ ล้านตันต่อปี

การดำเนินกิจกรรมร่วมกับภาคประชาชนและสิทธิชุมชน โดยจัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน จำนวน ๑๒๑,๒๔๘ คน และให้ความสำคัญต่อสิทธิชุมชน โดยได้มีการสนับสนุนแนวทางการออกโฉนดให้กับชุมชนในพื้นที่ ส.ป.ก. และพื้นที่ราชพัสดุ เป็นต้น

๑.๔.๒ นโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ

รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์และเผยแพร่ขยายผลแนวพระราชดำริ ด้วย การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังการกระทำที่เป็นอันตรายต่อสถาบัน” ใน ๗๕ จังหวัด และบังคับใช้กฎหมายในกรณีที่มีการละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างจริงจัง รวมทั้ง แต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เพื่อให้คำปรึกษาคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร การเทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๘๒ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “ความสุขของคนไทยใต้แสงพระบารมี” ณ บริเวณถนนราชดำเนินกลาง ฯลฯ การสนับสนุนโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริและขยายผลโครงการตามแนวพระราชดำริ โดยสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน ๔,๔๐๔ โครงการ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการขยายผลโครงการตามแนวพระราชดำริของหน่วยงานต่างๆ

การเสริมสร้างศักยภาพการป้องกันประเทศให้มีความพร้อมในการรักษาเอกราชอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน โดยการเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ โดยจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันและรักษาความมั่นคงของประเทศ และการให้ทหารกองประจำการและกองกำลังทหารพรานได้รับเงินช่วยการครองชีพชั่วคราว การรักษาความมั่นคงของประเทศ โดยการใช้ พรบ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ในจังหวัดสงขลา และ พรก.การบริหารราชการภายในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ จังหวัดกรุงเทพฯ การสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศ โดยจัดการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย - กัมพูชา และ สนับสนุนภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในซูดาน

การเสริมสร้างสันติภาพของการอยู่ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยดำเนินการผ่านกลไกความร่วมมือทั้งในกรอบทวิภาคีและในกรอบพหุภาคีกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ความร่วมมือในกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) กรอบยุทธศาสตร์ในการพัฒนาพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย (Thailand-Malaysia Committee on Joint Development Strategy :JDS) กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle: IMT-GT จนถึงระดับ ASEAN ฯลฯ

การแก้ไขปัญหาการหลบหนีเข้าเมืองทั้งระบบเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคง เพื่อแก้ไขปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองที่มีไม่ต่ำกว่า ๒.๕ ล้านคนโดยเร่งรัดจัดทำยุทธศาสตร์แก้ปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองทั้งระบบ และการเปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว ๑.๓๑ ล้านคน

การเสริมสร้างศักยภาพในการจัดการกับปัญหาภัยคุกคามข้ามชาติและภัยจากยาเสพติด ทำให้สามารถปราบปรามเครือข่ายองค์กรอาชญากรรม ที่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศได้เป็นจำนวนมาก

การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกับนานาประเทศทั้งในระดับทวิภาคและพหุภาคี เพื่อให้แก้ไขปัญหาภัยคุกคามและภัยจากยาเสพติด

การสร้างอุดมการณ์และจิตสำนึกที่ดีและมีความรับผิดชอบต่อประเทศชาติให้แก่ประชาชนและหน่วยงาน โดยการฝึกอบรมสมาชิกโครงการพัฒนาและป้องกันตนเอง โครงการไทยอาสาป้องกันชาติ และโครงการทำดีมีอาชีพโครงการการสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทยและการปฏิรูปการเมือง

๑.๔.๓ นโยบายด้านการต่างประเทศ

ที่เน้นภารกิจในการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อสร้างความแข็งแกร่งของอาเซียน ในวาระที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน โดยผลักดันความตกลงและกลไกที่สำคัญของอาเซียนได้หลายประการ เช่น

การผลักดันให้กฎบัตรอาเซียนมีผลบังคับใช้ การออกปฏิญญาหัวหิน-ชะอำว่าด้วยคณะกรรมาธิการอาเซียนเรื่องสิทธิมนุษยชน และการผลักดันให้มีการจัดตั้งระบบสำรองข้าวฉุกเฉินของประเทศอาเซียน+๓ (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve: APTERR) อย่างถาวร ภายในปี ๒๕๕๓ ฯลฯ

การพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและความร่วมมือในกรอบอนุภูมิภาคต่างๆ ผ่านมาตรการที่สำคัญ อาทิ (๑) การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย-ลาว ไทย-กัมพูชา ไทย-พม่า การเจรจาเขตทางทะเล (๒) โครงการและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนการให้ความร่วมมือแก่ประเทศกำลังพัฒนา และความร่วมมือในลักษณะหุ้นส่วน (Partnership for Development) ทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี

การส่งเสริมการมีบทบาทร่วมกับประชาคมโลกและข้อตกลงระหว่างประเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศและสังคมโลกในระยะยาว โดยการรณรงค์เพื่อขอการสนับสนุนจากประเทศต่างๆ ในการเข้าเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน (Human Right Council) ของสหประชาชาติ ในปี ๒๕๕๓ การเตรียมการในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง ในปี ๒๕๕๙ และการเข้าร่วมประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ ๑๕ (UNFCCC-COP ๑๕) และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ ๕ ที่กรุงโคเปนเฮเกน ระหว่างวันที่ ๗-๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒

การส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศมุสลิมและองค์กรมุสลิมระหว่างประเทศ ประกอบด้วย (๑) มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงเพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน ความมั่นคง ด้านอาหาร (๒) จัดตั้งกงสุลฮัจย์ ประจำประเทศซาอุดิอาระเบีย (๓) การเข้าร่วมการประชุมที่สำคัญในกรอบมุสลิม อาทิ การประชุมกับองค์การการประชุมอิสลาม OIC และ The 1st ASEAN-GCC Ministerial Meeting เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๒

การสร้างความเชื่อมั่นของต่างประเทศต่อประเทศไทย โดยรัฐบาลเน้นการใช้ “การทูตสาธารณะ” และ “การทูตวัฒนธรรม” ซึ่งเป็นการดำเนินการทั้งประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศเชิงรับและเชิงรุกควบคู่กันไป รวมทั้งการเพิ่มจำนวนเพื่อนไทย (Friends of Thailand) ในทุกวงการในประเทศต่างๆ

การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทยแรงงานไทย และภาคธุรกิจเอกชนไทยในต่างประเทศรัฐบาลได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อให้ความรู้ด้านกฎหมายท้องถิ่นให้กับคนไทยและคุ้มครองดูแลสิทธิและผลประโยชน์แรงงานไทยในต่างประเทศให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด ๔๗๐,๗๙๙ คน และ การสนับสนุนการจัดตั้งหอการค้าและสมาคมธุรกิจของคนไทยในต่างประเทศ

ข้อริเริ่มใหม่ที่สำคัญในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ 

  • การมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศที่สำคัญ อาทิ G-๒๐
  • การดำเนินงานตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ด้านเด็ก สตรี และคนพิการตามอนุสัญญาที่ประเทศไทยได้ลงนามเข้าร่วมเป็นภาคี 
  • การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยกำหนดนโยบายในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่ยึดผลประโยชน์กับประเทศไทยและคนไทยมากที่สุด รวมทั้งเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดท่าทีเจรจาการค้าระหว่างประเทศ 
  • การสร้างโอกาสทางด้านการค้าให้กับประเทศไทย ในกรอบการค้าใหม่ๆ โดยผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกรอบความร่วมมืออ่าวเป่ยปู้ (Pan Beipu) และขยายตลาดใหม่ภายใต้ “นโยบายเชื่อมไทยเชื่อมโลก” 
  • การหาช่องทางการเปิดตลาดการค้าใหม่กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยการสร้างเส้นทางการค้าใหม่ (New Gateway) ให้กับการค้าการลงทุนของไทย

๑.๔.๔ นโยบายด้านวิทยาศาสตร์ ทรัพย์สินทางปัญญา และพลังงาน โดยส่งเสริมและสนับสนุนโครงการวิจัยตามแนวพระราชดำริ

การวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งงานวิจัยขั้นพื้นฐานและงานวิจัยประยุกต์ รัฐบาลได้ดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ การดำเนินการวิจัย พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีในสาขาต่างๆ โดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ รวม ๒๑๘ เรื่อง และมีผลงานวิจัยและพัฒนาที่ยื่นขอจดสิทธิบัตรทั้งในและต่างประเทศ รวมจำนวน ๒๐๗ เรื่อง

การเร่งรัดผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและบุคลากรด้านการวิจัยให้สามารถตอบสนองความต้องการของภาคการผลิต ผ่านกิจกรรมถนนสายวิทยาศาสตร์ จัดประชุมสมัชชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และการดำเนินโครงการสนับสนุนนักเรียนทุนรัฐบาลทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีผู้สำเร็จการศึกษาและกลับมาทำงานวิจัย รวมทั้งสิ้น ๑,๖๐๐ คน และจะทยอยสำเร็จการศึกษากลับมาอย่างต่อเนื่อง

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

รัฐบาลได้ดำเนินโครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย และอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหลือ ภาคใต้ และภาคเหนือ เพื่อให้การสนับสนุนทางวิชาการ เครื่องมือ อุปกรณ์การทำวิจัย และพัฒนาขีดความสามารถแก่ผู้ประกอบธุรกิจเทคโนโลยี

การปฏิรูประบบการวิจัยและพัฒนาของประเทศ โดยกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานและกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูประบบวิจัยของประเทศแบบมีส่วนร่วม โดยมีการเตรียมการเพื่อให้ได้นโยบายการวิจัยของชาติระยะยาวเพื่อชี้นำการพัฒนาประเทศในทุกด้านโดยมองภาพอนาคตในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า



BACK