รายงานการดำเนินกิจการของพรรค พ.ศ.2554

๑.การดำเนินกิจการเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายพรรค

              พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลได้บริหารประเทศสืบเนื่องต่อจากปี ๒๕๕๓ จนมีการประกาศยุบสภา ผู้แทนราษฎร โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า พรฎ.ยุบสภา มีผลใช้บังคับในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งรัฐบาลจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ และเป็นรัฐบาลรักษาการจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่

              นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้แถลงว่าการเลือกตั้งใหม่ครั้งนี้เป็นการ “เริ่มต้นใหม่” เพื่อให้การเมืองของประเทศไทยเดินหน้าต่อไป นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ย้ำถึงสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำรัฐบาลได้ดำเนินการตามสัญญาที่ได้ให้ไว้ต่อประชาชน โดยย้อนความถึงวิกฤตการเมืองไทยที่ดำเนินมาตั้งแต่ พ.ศ. 2548 ยอมรับว่ารัฐบาลไม่สามารถทำงานได้เต็มที่เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง และภาวะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลต่อประเทศไทย แม้จะมีภาวะความขัดแย้งดังกล่าว รัฐบาลได้เริ่มต้นแก้ไขปัญหาพื้นฐานหลายอย่างของประเทศไปแล้ว และมีผลงานสำคัญอย่างการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำได้เป็นอย่างดี ทำให้เศรษฐกิจกลับมาดีเป็นประวัติการณ์ ตลาดหุ้นเติบโตมากที่สุดในยุคของรัฐบาลนี้ นอกจากนั้นรัฐบาลได้แก้ปัญหาผู้สูงอายุ การศึกษา เกษตรกร และปัญหาทางการเมืองไปมากพอสมควร ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลต่อไป ควรให้ความสำคัญกับการศึกษาของเยาวชนไทยต่อไป, ให้หลักประกันความมั่นคงของเกษตรกรต่อไป ขอให้คงระบบประกันรายได้ต่างๆ เอาไว้, ปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง และการเมืองควรเป็นการแข่งกันทางความคิดและนโยบายอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่การปะทะและใช้ความรุนแรง
ในรอบปี ๒๕๕๔ รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการดำเนินการต่อเนื่องในฐานะรัฐบาล ในการผลักดันแนวนโยบายเพื่อประโยชน์สูงสุด และความผาสุขของพี่น้องประชาชน ทั้งให้การสนับสนุนงานตามนโยบายอย่างต่อเนื่อง

1.1 ด้านการเมืองการปกครอง
1.2 ด้านเศรษฐกิจ
1.3 ด้านสังคม
1.4 ด้านอื่นๆ

1.1ด้านการเมืองการปกครอง

นโยบายพรรคประชาธิปัตย์

การดำเนินการของรัฐบาล
ด้านการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้  

1. ยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาความไม่สงบ

 

1.1 กำหนดให้มีรองนายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรีรับผิดชอบการแก้ปัญหาโดยทำหน้าที่กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จะจัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะ และทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายและทุกภาคส่วนในการร่วมแก้ปัญหาให้ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม

แต่งตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษ5 จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และคณะกรรมการฯ ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) เป็นประธาน เพื่อรับผิดชอบการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการเฉพาะ และผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว

1.2 การใช้การทูตเชิงสร้างสรรค์กับต่างประเทศ ในการแก้ไขปัญหา

ส่งเสริมความร่วมมือกับมิตรประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศอิสลาม (Organization of Islamic Conference : OIC)

1.3 ใช้กระบวนการยุติธรรมกับผู้กระทำความผิดอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม ทั้งในส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐ และบุคคลผู้กระทำผิดอื่น

ได้แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ
2. ยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้  

2.1 กำหนดให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น “เขตพัฒนาพิเศษ” ด้านเศรษฐกิจมีนโยบายโดยสังเขป ดังนี้

 

2.1.1 เพิ่มทักษะแรงงานไทย สนับสนุนให้ไปทำงาน เพื่อหารายได้ในต่างประเทศ

จัดให้มีโครงการฝึกเตรียมความพร้อมทำงานในประเทศมาเลเซีย โดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค จังหวัดสงขลา

2.1.2 เปิดด่านชายแดนเพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมการค้าและการท่องเที่ยว

ด่านประกอบ จังหวัดสงขลา เปิดดำเนินการแล้ว เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

2.2 กำหนดให้เป็น “เขตพัฒนาพิเศษ” ตามวิถีอิสลาม ดังนี้

 

2.2.1 เร่งพัฒนาคุณภาพการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจัดสรรงบประมาณเป็นกรณีพิเศษในอัตราก้าวกระโดด เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาและบุคลากรทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพ และทั่วถึงโดยเร็ว

จัดทำแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน

2.2.2 ส่งเสริมให้เป็น “ ศูนย์กลางอิสลามศึกษานานาชาติ” โดย พัฒนาปอเนาะแบบดั้งเดิมให้เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่มีศักยภาพในระดับนานาชาติ รวมทั้งเพิ่มเติมหลักสูตรพัฒนาอาชีพควบคู่ไปด้วย 2.2.3 สนับสนุนให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นศูนย์กลางด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบอิสลาม

การขยายการเรียนการสอนด้านอิสลามศึกษาสู่โรงเรียนรัฐบาล และจัดให้มีระบบการทดสอบผลสัมฤทธิ์ในด้านอิสลามศึกษาเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เรียกว่า INET

2.2.3 สนับสนุนให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นศูนย์กลางด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบอิสลาม

ส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่สามารถดำเนินวิถีชีวิตตามหลักศาสนาและอัตตลักษณ์ของตนเอง ได้มีการจัดทำโครงการส่งเสริมคนดีมีคุณธรรมไปประกอบพิธีฮัจญ์
  
ด้านการปฎิรูปการเมือง 
1. ให้มี “แผนพัฒนาการเมือง” และ “สภาพัฒนาการเมือง”ที่เป็นอิสระ เพื่อนำไปสู่การปฎิรูปนักการเมือง พรรคการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ องค์กรอิสระ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน สื่อ และประชาชน เพื่อจัดทำมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรม และติดตามสอดส่องให้เป็นไปตามแผนและมาตรฐานดังกล่าว โดยรวมถึงการเผยแพร่ความรู้ด้านการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในทุกระดับ รวมทั้งสถานศึกษา ได้มีการจัดตั้งสภาพัฒนาการเมือง โดยกำหนดให้สภาพัฒนาการเมืองเป็นหน่วยงานอิสระในสถาบันพระปกเกล้า
2. ปฏิรูปการบริหารจัดการระบบราชการให้มีความเป็นอิสระ และไม่เป็นเครื่องมือทางการเมือง จัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2552 – 2556 โดยมุ่งเน้นที่ประชาชนและผลสัมฤทธิ์
  
ด้านการกระจายอำนาจ 
1. ถ่ายโอนภารกิจและงบประมาณ โดยมีเป้าหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้คิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ของรัฐบาลในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละสามสิบห้าภายใน 4 ปี จัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปีงบประมาณ
2. สนับสนุนให้มีการบริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เพื่อสอดรับการพัฒนาเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และสนับสนุนให้ท้องถิ่นที่มีความพร้อมจัดตั้งเป็นมหานครเริ่มต้นการดำเนินการเพื่อนำไปสู่การจัดตั้ง นครแม่สอด เป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเมืองชายแดน
  
ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน 
1. สนับสนุนให้กลไกของรัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกมิติ ตามกรอบกฎหมายและรัฐธรรมนูญ
  • ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งการจัดทำบริการสาธารณะ
  • จัดตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหามาบตาพุด
  
ด้านสิทธิมนุษยชน 
1. ให้รัฐ และประชาชนทุกภาคส่วน มีความตระหนักในเรื่อง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค การไม่เลือกปฏิบัติ มาตรการพิเศษสำหรับผู้ด้อยโอกาส โดยการให้ความรู้ ความเข้าใจผ่านสื่อ สถานศึกษา และกระบวนการต่างๆการผลักดันให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เลือกปฎิบัติต่อสตรี การดำเนินการตามแผนพัฒนาสตรี รวมทั้งการจัดทำมาตรฐานและตัวชี้วัดความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย การส่งเสริมบทบาทเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนแผนพัฒนาสตรีในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10
  
ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ 
1. ปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยและไม่สอดคล้องต่อรูปแบบการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบในปัจจุบัน รวมทั้งออกกฎหมายใหม่ ๆ เพื่อป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ เช่น ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการพัสดุแทนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง การขยายและยกเลิกอายุความในคดีทุจริต เป็นต้น
  • ปรับปรุง แก้ไข ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็คทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด พ.ศ. 2552 กำหนดให้มีคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด (ก.ธ.จ.)
  • ครม. มติเห็นชอบให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกอายุความคดีทุจริต ซึ่งจะส่งผลทำให้คดีทุจริตไม่มีอายุความ พร้อมทั้งเร่งผลักดันให้สามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
2. ปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบโดยเสมอกันอย่างจริงจัง ในทุกภาคส่วน บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นธรรมในสังคม โดยเร่งรัดการดำเนินคดี อาทิ การตรวจสอบกรณีทุจริตนมโรงเรียน การตรวจสอบลานมันสำปะหลังแปรรูปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 แห่ง การดำเนินคดีกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเชื้อสายโรฮิงญา เป็นต้น
3. ส่งเสริมคุณธรรม คู่ความรู้ทั้งในและนอกสถานศึกษา และปลูกฝังค่านิยม “คนไทยต้องไม่โกง” ผลิตสื่อรณรงค์ และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ด้านคุณธรรม จริยธรรม
  
ด้านการปฎิรูประบบการบริหารภาครัฐ 
1. ปรับปรุง พัฒนาคุณภาพและจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้การทำงานมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเข้าถึงประชาชนผู้ใช้บริการ ส่วนราชการได้รับการส่งเสริม คุณธรรม จริยธรรม และการรักษาจรรยาบรรณข้าราชการ โดยการส่งเสริมวิธีการจัดทำข้อบังคับว่าด้วยจรรยาข้าราชการของส่วนราชการให้แก่ส่วนราชการ จำนวน 131 ส่วนราชการ นอกจากนั้นยังมีโครงการสนับสนุนให้จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อการเป็นข้าราชการที่ดี และพลังของแผ่นดิน การจัดอบรมหลักสูตรด้านคุณธรรม จริยธรรม และการปฎิบัติธรรม การสร้างความเข้มแข็งเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานราชการใสสะอาด และจัดทำปฎิทินพกพาประชาสัมพันธ์ “ข้าราชการ ข้าของแผ่นดินต้องเป็นคนดี คนเก่ง”
2. จัดระบบการจ้างพนักงานราชการ ลูกจ้างภาครัฐ ให้มีความมั่นคงและมีความเป็นธรรมมากขึ้นปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้ลูกจ้างภาครัฐ มีสวัสดิการที่มั่นคง และเป็นธรรมขึ้น เช่นการแก้ไขกฎหมายประกันสังคมเพื่อให้ครอบคลุมลูกจ้างชั่วคราวภาครัฐทุกประเภท
  
ด้านการอำนวยความยุติธรรม 
1. การจัดให้มีองค์กรประนอมข้อพิพาท กระบวนการชะลอการฟ้องและกระบวนการต่อรองการลงโทษ พัฒนากฎหมายในกระบวนการยุติธรรม โดยเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้ว 1 เรื่อง คือ กฎกระทรวงกำหนดสถานที่ที่ใช้ในการควบคุมจำคุก และทุเลาการบังคับโทษจำคุก พ.ศ. 2552 และอยู่ระหว่างการยกร่างกฎกระทรวง จำนวน 11 เรื่อง
2. ศูนย์ยุติธรรมชุมชน 

2.1 จัดตั้ง “ศูนย์ยุติธรรมชุมชน” โดยในระยะแรกให้เน้นในชุมชนหนาแน่นและชุมชนเมือง เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอำนวยความยุติธรรม ไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาททั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

  • ได้ดำเนินการให้มีศูนย์ยุติธรรมชุมชน ขยายจำนวนมากขึ้น
  • รัฐบาลได้ดำนินการเพิ่มเติม เพื่อเปิดโอกาสให้เครือข่ายภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรม กระทำผิดกฎหมายและการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม โดยให้มีอาสาสมัครพิทักษ์ยุติธรรม ซึ่งนับถึงปลายปี 2552 มีจำนวน 12,000 คน
  
ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน  
1. ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและชุมชนได้มากขึ้นด้วยการสร้างกลไก “อาสาสมัครคุ้มครองชุมชน” ทั่วประเทศ โดยสนธิกำลังระหว่าง ตำรวจบ้าน และกองปราบอาสา ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในแต่ละพื้นที่ เพื่อทำหน้าที่ระวังภัยเบื้องต้นตั้งแต่ระดับชุมชนขึ้นไปภายใต้การสนับสนุนและรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรัฐบาลเร่งรัดดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน จะเห็นได้ว่าแนวโน้มคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์สินและร่างกายประชาชน ลดลงอย่างต่อเนื่อง
  
ด้านการทหารและการป้องกันประเทศ  
1. ส่งเสริม สนับสนุนงบประมาณการวิจัยและการพัฒนาทางการทหาร การพัฒนาความรู้ ความสามารถของกำลังพล ที่มีความเชี่ยวชาญตลอดจนการมีส่วนร่วมของนักวิชาการ และภาคเอกชน เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่น การสร้างพาหนะ การผลิตอาวุธยุทธโธปกรณ์ทางการทหาร เพื่อทดแทนการนำเข้า เป็นต้น อยู่ระหว่างการจัดตั้งสถาบันเพื่อพัฒนาการวิจัย เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
2. ปรับปรุงคุณภาพชีวิตทหารและครอบครัวทหารโดยให้มีสวัสดิการที่เพียงพอ ในฐานะเป็นผู้พร้อมจะเสียสละชีวิตในการป้องกันประเทศและพิทักษ์ไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น สวัสดิการด้านที่อยู่อาศัย การดูแลรักษาพยาบาล โอกาสและอนาคตทางการศึกษาของบุตร โดยเฉพาะทหารชั้นผู้น้อยและทหารที่บาดเจ็บ หรือพิการจากการปฏิบัติหน้าที่รวมทั้งครอบครัวของทหารดังกล่าว จัดงบประมาณในโครงการไทยเข้มแข็ง เพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้กับทหาร โดยเฉพาะทหารชั้นผู้น้อยและครอบครัว
  
ด้านต่างประเทศ  
1. ส่งเสริมความร่วมมือแบบบูรณาการกับอาเซียน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม การส่งเสริมความร่วมมือแบบบูรณาการกับอาเซียนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม โดยในวาระที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ได้ผลักดันให้กฎบัตรอาเซียนมีผลบังคับใช้ การออกปฏิญญาหัวหิน-ชะอำว่าด้วยคณะกรรมาธิการอาเซียนเรื่องสิทธิมนุษยชน และการผลักดันให้มีการจัดตั้งระบบสำรองข้าวฉุกเฉินของประเทศอาเซียน+๓ (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve: APTERR) อย่างถาวร ภายในปี 2553 ฯลฯ นอกจากนั้นรัฐบาลยังได้ดำเนินโครงการช่องโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมอาเซียนทีวี เป็นต้น
2. สร้างไทยเป็นตัวแบบของความถูกต้อง บริสุทธิ์ ยุติธรรมในเวทีโลก โดยอาศัย ทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรมของไทย ตลอดจนประวัติศาสตร์อันต่อเนื่องยาวนานของไทย เพื่อให้ได้รับการยอมรับในเวทีโลก ในฐานะผู้นำด้านค่านิยมประชาธิปไตย และ สิทธิมนุษยชน การสร้างไทยให้ได้รับการยอมรับในเวทีโลก โดยรัฐบาลได้เร่งดำเนินภารกิจในการสร้างความเชื่อมั่น และเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทย ผ่านโครงการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อกระตุ้นและตอกย้ำจิตสำนึกรักชาติ อาทิ โครงการไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง ที่มีประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรมรวมกันแล้วกว่าล้านคน เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกรักชาติของคนไทยผ่านกิจกรรมร้องเพลงชาติในแต่ละจังหวัด และการเผยแพร่ภาพลักษณ์ของประเทศผ่านสื่อหลักๆในต่างประเทศ เช่น ซีเอ็นเอ็น ซีเอ็นบีซี - รัฐบาลเน้นการใช้ “การทูตสาธารณะ” และ “การทูตวัฒนธรรม” รวมทั้งการเพิ่มจำนวนเพื่อนไทย (Friends of Thailand) ในทุกวงการในประเทศต่างๆ

1.2 ด้านเศรษฐกิจ

นโยบายพรรคประชาธิปัตย์
การดำเนินการของรัฐบาล
การแก้ปัญหาความยากจน  
1. นโยบายเพิ่มรายได้  

1.1 จัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเพิ่มการจ้างงาน เป็นแหล่งทุนหมุนเวียน ช่วยเหลือการฝึกอาชีพ และช่วยเหลือด้านปัจจัยพื้นฐานทางการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย เครื่องอบ เครื่องจักรกลทางการผลิต ลานตากผลผลิต โรงสีข้าว และห้องเย็น เป็นต้น

ได้มีการจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีผู้ได้รับประโยชน์แล้วจำนวน 21,716 หมู่บ้าน

1.2 จัดตั้ง “ธนาคารที่ดิน” เพื่อให้เกษตรกรเช่าที่ดินของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในราคาถูกเพื่อให้ทำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ และสนับสนุนรายได้ให้ถึง 5,000 บาทต่อเดือน ต่อครัวเรือน

เริ่มต้นโดยให้มีการนำที่ดินราชพัสดุจำนวน 1 ล้านไร่ เพื่อให้เกษตรกรเช่าทำการเกษตร ปี 2552 ดำเนินการแล้ว 114,376 ไร่ เกษตรกร 6,894 ราย ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายดำเนินการต่อเนื่องในปี 2553 - 2554 อีกจำนวน 50,000 ไร่

1.3 จัดให้มีระบบการออมเพื่อการดำรงชีพในยามชราแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง ในรูป “สวัสดิการชุมชน”

รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ 727.3 ล้านบาท เพื่อสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการชุมชน ในอัตรา 1:1 จำนวน 5,000 กองทุนทั่วประเทศ และสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ตำบลทั่วประเทศจำนวน 7,927 แห่งภายในปี 2553 - 2554
2. นโยบายลดค่าใช้จ่ายและหนี้  

2.1 ปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชนให้กับคนยากจน เกษตรกร และครู เป็นต้น โดยจัดให้มี “หมอหนี้” เข้าช่วยเหลือในการจัดทำแผนการชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ในระบบที่มีวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท โดยลูกหนี้ที่สมัครเข้าโครงการจะได้รับการ ลดหนี้ ยืดระยะเวลาชำระหนี้ ปรับลดอัตราดอกเบี้ย หรือพักชำระดอกเบี้ย แล้วแต่กรณี

ลดภาระหนี้เกษตรกรรายย่อยผ่านสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร โดยลดดอกเบี้ยลงร้อยละ 3 ให้กับสมาชิกสถาบันเกษตรกรและมีหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท นอกจากนั้น รัฐบาลได้เร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชนโดยเฉพาะหนี้นอกระบบ โดยให้มีการโอนหนี้นอกระบบ เป็นหนี้ในระบบ ภายใต้ความร่วมมือของธนาคารในเครือข่ายรัฐ 6 แห่ง ในเบื้องต้นพิจารณา หนี้นอกระบบที่มีเงินต้นคงค้างไม่เกิน 200,000 บาท
  
ด้านการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน  
1. ให้มี คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เป็นกลไกหลักในการผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศรัฐบาลจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เป็นประจำทุกเดือน
  
ด้านการพลังงาน  
1. นโยบายเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงาน  

1.1 ตราพระราชบัญญัติการประกอบกิจการไฟฟ้าและพลังงาน เพื่อให้มีองค์กรกำกับดูแลกิจการด้านพลังงานและไฟฟ้า

ได้มีการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ คือ สำนักงานกำกับกิจการพลังงาน ภายใต้การกำกับนโยบายของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ตามกฎหมาย

1.2 ตรากฎหมายส่งเสริมพลังงานทดแทน มีคณะกรรมการพลังงานทดแทนแห่งชาติ และสำนักงานพัฒนาพลังงานทดแทน

ครม. ได้อนุมัติแผนพลังงานทดแทน 15 ปี (พ.ศ. 2552 – 2565) โดยมุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนเป้าหมายพลังงานทดแทน จากร้อยละ 6.4 ในปัจจุบัน เป็นร้อยละ 20 ภายใน 15 ปีข้างหน้า และลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ไม่น้อยกว่า 42 ล้านตันต่อปี
2. นโยบายการแสวงหาและพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่  

2.1 ส่งเสริมรัฐวิสาหกิจและบริษัทคนไทยแสวงหาและลงทุนหรือร่วมลงทุนแหล่งพลังงานใหม่หรือโครงการผลิตไฟฟ้าในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก

ในปี 2552 ได้เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีกจำนวน 1,400 MW เจรจาลงนามความตกลงเพื่อการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มอีก 2,200 MW เร่งรัดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในประเทศเพิ่มขึ้นอีก 70,000 บาร์เรลต่อวันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ขยายการลงทุนด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ในอัตรากำลังผลิต 40,000 บาร์เรลต่อวัน เจรจากับสหภาพพม่าเพื่อขอซื้อก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติม กำลังการผลิต 240 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

2.2 เร่งรัดดำเนินการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อร่วมพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่

2.3 เร่งดำเนินการเปิดสัมปทานเพื่อสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ภายในประเทศทั้งบนบก และในทะเล

3. นโยบายเพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน 

3.1 บริหารราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ราคาสะท้อนถึงต้นทุนและราคาที่เปลี่ยนแปลงไปตามกลไกตลาด โดยคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศควบคู่กับสถานะขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อให้เกิดการใช้พลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด

กำหนดให้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน และสำนักงานกำกับกิจการพลังงาน ได้เข้ามามีบทบาทในการสร้างความเป็นธรรมในเรื่องราคาพลังงาน ต่อทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค อาทิ การกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาก๊าซธรรมชาติและค่าผ่านท่อให้มีความเป็นธรรมและพัฒนาระบบการกำกับดูแลให้มีความชัดเจนและโปร่งใส อีกทั้งการเพิ่มทางเลือกให้มีผู้ซื้อผู้ขายก๊าซธรรมชาติให้มากขึ้น โดยสามารถมาเช่าใช้บริการผ่านท่อในอัตราที่เหมาะสม

3.2 ปรับปรุงโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า ทั้งราคาขายปลีกและราคาขายส่ง เพื่อให้สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริง

3.3 ส่งเสริมการขนส่งทางท่อสำหรับน้ำมันและก๊าซ แยกกิจการท่อก๊าซธรรมชาติให้เป็นอิสระและอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการที่รัฐแต่งตั้ง

3.4 กำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาก๊าซธรรมชาติและค่าผ่านท่อ ให้มีความเป็นธรรม และพัฒนาระบบการกำกับดูแลให้มีความชัดเจนและโปร่งใส

จัดให้มีโครงการเงินหมุนเวียนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน สินเชื่อพลังงานสำหรับผู้ประกอบการ และ โครงการส่งเสริมการลงทุนด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน (Energy Service Company Fund – ESCO Fund)

3.5 ปรับปรุงระบบการซื้อขายก๊าซธรรมชาติในปัจจุบัน จากระบบที่เป็นการผูกขาดการซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งต่างๆเพียงรายเดียว เป็นระบบที่เพิ่มทางเลือกให้มีผู้ซื้อและขายก๊าซธรรมชาติมากขึ้น เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมในการซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งต่างๆ

3.6 ปรับปรุงโครงสร้างราคาขายก๊าซธรรมชาติ ก๊าซปิโตรเลียมเหลว ให้เป็นธรรม เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

3.7 ปรับปรุง การใช้กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเป็นกลไก ในการสร้างแรงจูงใจให้กับโครงการทางด้านการอนุรักษ์พลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน

รัฐบาลมุ่งมั่นสนับสนุนส่งเสริม โครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM)

3.8 เร่งดำเนินการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานและอาคารควบคุม

3.9 กำหนดหลักเกณฑ์การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานสำหรับยานยนต์ โรงงานและอาคารใหม่

  
ด้านการคมนาคม ขนส่งและโลจิสติกส์  
1. ยกมาตรฐานทางในชนบทเป็นถนนคอนกรีต ลาดยาง 30,000 กิโลเมตร ในหมู่บ้าน ระหว่างหมู่บ้าน ระหว่างตำบล ทั่วประเทศรัฐบาลดำเนินโครงการถนนไร้ฝุ่น โดยปรับปรุงถนนจากผิวดินและลูกรังเป็นผิวลาดยาง เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นชนบททั่วประเทศมีถนนปลอดฝุ่นละออง โดยกรมทางหลวงชนบทได้รับจัดสรรงบประมาณภายใต้โครงการไทยเข้มแข็ง ปี 2553 – 2555 จำนวนทั้งสิ้น 7,200 กิโลเมตร
2. ปฏิรูประบบรางและองค์กรการรถไฟ โดย 

2.1 สร้างรถไฟรางคู่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ

  • ครม. ให้ความเห็นชอบแผนการพัฒนาระบบขนส่งทางรถไฟและการบริหารจัดการการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยจะมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้วยการบูรณะทางเดิม เพิ่มเติมหัวรถจักร ขยายโครงข่าย เพิ่มสายทางคู่ ซึ่งจะใช้งบประมาณประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ช่วงระยะเวลา 5 ปี ระหว่างปี 2553 – 2557 รวมทั้งให้มีการปรับปรุงการบริหารจัดการ มีการปรับโครงสร้าง แบ่งเป็น 3 หน่วยธุรกิจ คือ ด้านการเดินรถ ด้านทรัพย์สิน และด้านซ่อมบำรุง และตั้งบริษัทลูกเพื่อเดินรถ Airport Link
  • รัฐบาลอยู่ระหว่างการศึกษาการสร้างรถไฟความเร็วสูงในสายทางที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น สายทางกรุงเทพ – ระยอง ซึ่งได้รับการอนุมัติหลักการในที่ประชุมครม.แล้ว

2.2 ขยายโครงข่ายรถไฟสายใหม่สู่ภูมิภาค

2.3 ขยายโครงข่ายรถไฟชานเมือง เข้าสู่กรุงเทพมหานคร

2.4 สร้างโครงข่ายรถไฟเชื่อมโยงจีนกับประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

2.5 ปฏิรูปองค์กรรถไฟ โดยแยกกิจการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานกับกิจการบริหารทรัพย์สินและธุรกิจออกจากกัน

3. เร่งรัดการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน 

3.1 เร่งรัดการก่อสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

รัฐบาลได้เร่งรัดดำเนินการ ทั้งสายสีม่วง สีน้ำเงิน สีเขียว และสีแดง

3.2 ขยายเส้นทางแอร์พอร์ต ลิงก์ จากสถานีรถไฟมักกะสันไปสนามบินดอนเมือง

มีนโยบายที่จะขยายเส้นทางแอร์พอร์ต ลิงค์ ระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมืองให้ครบถ้วน
4. ปฏิรูประบบการขนส่งทางน้ำและองค์กรขนส่งทางน้ำ โดย  

4.1 พัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเป็นประตูการค้าระดับภูมิภาค

ให้สามารถเชื่อมโยงกับท่าเรืออื่นในภูมิภาค ที่สำคัญเช่นท่าเรือทะวาย สหภาพพม่า สามารถเชื่อมโยงด้วยโครงการถนน East – West Corridor

4.2 ก่อสร้าง และปรับปรุงสถานีขนส่งสินค้าทางลำน้ำในแม่น้ำสายสำคัญและชายฝั่ง

โครงการก่อสร้างท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 จังหวัดเชียงราย เพื่อเสริมสร้างระบบการขนส่งทางน้ำระหว่างประเทศกับประเทศลุ่มน้ำโขงตอนบน และจีนตอนใต้ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
5. พัฒนาระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ทางด้านอากาศ โดย 

5.1 ส่งเสริมสนามบินดอนเมืองให้ดำเนินกิจการต่างๆได้อย่างเต็มศักยภาพ

รัฐบาลเตรียมการที่จะเพิ่มศักยภาพของสนามบินดอนเมือง ให้สามารถกลับมาใช้เพื่อรองรับความหนาแน่นของการจราจรทางอากาศ และรองรับการขนส่งคนและสินค้าของสนามบินสุวรรณภูมิ
6. พัฒนาบุคคลากรโลจิสติกส์และกลไกการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ โดย 

6.1 จัดตั้งคณะกรรมการการขนส่งและโลจิสติกส์แห่งชาติ, สำนักงานกองทุนส่งเสริมประสิทธิภาพการขนส่งและโลจิสติกส์ และแผนแม่บทการขนส่งและโลจิสติกส์

มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) ด้วยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ พ.ศ. 2552 เพื่อให้มีกลไกถาวรในการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาระบบ โลจิสติกส์ระดับชาติ
  
ด้านการพาณิชย์และการกำหนดกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม  
1. การออกกฎหมายค้าปลีกเพื่อกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกอย่างเป็นระบบ โดยให้ธุรกิจรายใหญ่ และรายย่อยอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนร่างกฎหมายค้าปลีกได้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว
2. ทบทวนข้อตกลงเอฟทีเอที่มีปัญหาทั้งที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา และที่เจรจาไปแล้ว โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน กำหนดมาตรการการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ และนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภารัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ภายใต้ข้อตกลงเอฟทีเอ นั้น โดยในเบื้องต้น รัฐบาลได้จัดทำมาตรการรองรับผลกระทบสำหรับสินค้าเกษตร 23 รายการ ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) โดยเฉพาะมาตรการเกี่ยวกับการบริหารจัดการการนำเข้าสินค้า และการสนับสนุนความช่วยเหลือในการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า
3. ปรับปรุงมาตรการบริหารการนำเข้าเพื่อป้องกันการทุ่มตลาดและสินค้าไม่ได้มาตรฐานจากต่างประเทศ  
  
ด้านอุตสาหกรรม  
1. สร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคอุตสาหกรรม เพื่อจะได้แข่งขันกับคู่ต่อสู้ในตลาดโลกได้ โดย 

1.1 เร่งผลิตบุคคลากรด้านอาชีวะตามความต้องการของตลาดแรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงเพิ่มค่าตอบแทนให้ และกำหนดหลักสูตรให้สามารถต่อยอดระดับปริญญาได้

พัฒนาความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ของกำลังคน ภาคอุตสาหกรรมเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมฐานความรู้ โดยผ่านทางสถาบันเฉพาะทาง ได้แก่ สถาบันสิ่งทอ สถาบันอาหาร สถาบันยานยนต์ และสถาบันไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์ รวมทั้งพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ
2. ปรับปรุงมาตรฐานการให้สินเชื่อ และขยายขอบเขตการดำเนินการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ตลอดจนให้มีการบริการอย่างทั่วถึงในทุกภูมิภาคของประเทศ โดยใช้เครือข่ายธนาคารของรัฐ และธนาคารพาณิชย์ มีมาตรการด้านการเงิน เพื่อเสริมสภาพคล่อง SMEs มากมาย ทั้งการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การเพิ่มวงเงินค้ำประกันสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการ การเพิ่มวงเงินหมุนเวียนผ่านโครงการ SME Power หรือ โครงการสินเชื่อชะลอการเลิกจ้างงาน รวมทั้งมาตรการขยายบริการรับประกันการส่งออก ซึ่งรวมแล้วทั้งหมดวงเงินในการช่วยเหลือมากกว่าแสนล้านบาท
  
ด้านการเกษตรและเกษตรแปรรูป  
1. ด้านปัจจัยการผลิต จะดำเนินการดังนี้ 

1.1 ลงทุนขยายระบบชลประทาน ให้ครอบคลุมพื้นที่การเกษตร

รัฐบาลได้ลงทุนขยายระบบชลประทาน ขยายพื้นที่ชลประทาน สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็ก ตลอดจนระบบการกระจายน้ำ โดยรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณลงทุนภายใต้โครงการไทยเข้มแข็ง แบ่งเป็น การจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน วงเงิน 20,232.9 ล้านบาท การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชลประทาน วงเงิน 17,224 ล้านบาท

1.2 ขยายพื้นที่ชลประทาน สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็กตลอดจนระบบการกระจายน้ำ

1.3 จัดให้มีการประกันภัยพืชผลทางการเกษตรที่สำคัญ เพื่อเป็นการประกันต้นทุนให้เกษตรกร

เพื่อเป็นการประกันต้นทุนให้กับเกษตรกร รัฐบาลได้ดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งมีเกษตรกรได้รับประโยชน์สำหรับพืช 3 ชนิด คือ ข้าวนาปี มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จำนวน 3.95 ล้านราย

1.4 จัดที่ดินทำกินให้เกษตรกรยากจนที่ไม่มีที่ดินทำกินของตนเอง และเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิแก่เกษตรกรยากจนที่ทำกินอยู่ในที่ดินของรัฐที่ไม่มีสภาพป่าแล้ว

โครงการธนาคารที่ดิน

1.5 จัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง ในระดับหมู่บ้านและชุมชน เพื่อเพิ่มการจ้างงาน เป็นแหล่งทุนหมุนเวียน ช่วยเหลือการฝึกอาชีพ และช่วยเหลือด้านปัจจัยพื้นฐานทางการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย เครื่องอบ เครื่องจักรกลทางการผลิต ลานตากผลผลิต โรงสีข้าว และห้องเย็น เป็นต้น

เริ่มต้นจัดตั้งไปแล้ว 21,716 หมู่บ้าน

1.6 ปรังปรุงคุณภาพดินในพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ

มีการปรับปรุงดิน และฟื้นฟูดินที่มีปัญหา 127,401 ไร่ และมีการจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่เกษตรที่มีวิกฤตต่อการสูญเสียหน้าดิน รวม 73,339 ไร่
2. ด้านการผลิต จะดำเนินการดังนี้  

2.1พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง และเหมาะแก่การแปรรูป

เน้นการพัฒนาพันธุ์พืชและสัตว์ และมีการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีสู่เกษตรกรเพื่อใช้เป็นพันธุ์ปลูก จำนวน 100,000 ตัน

2.2 ส่งเสริมสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการเกษตร และเป็นการลดการนำเข้าปุ๋ยเคมี ตลอดจนจัดให้มีมาตรฐานสินค้าเกษตรพร้อมระบบตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน เพื่อส่งเสริมการส่งออกและคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศ

ส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรครอบคลุมพื้นที่ 17,183,888 ไร่

2.3 กำหนดเขตพื้นที่ (Zoning) ในแต่ละพื้นที่ของการผลิตพืชแต่ละชนิดให้ชัดเจน เพื่อเป็นฐานของอุตสาหกรรมทางการเกษตร

จัดทำเขตการใช้ที่ดินสำหรับพืชเศรษฐกิจและระบบสนับสนุนระดับตำบล 500 ตำบล
3. ด้านการแปรรูปและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง จะดำเนินการดังนี้ 

3.1 สนับสนุนการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้สูงที่สุด โดยให้แรงจูงใจทางด้านภาษี

ส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์สูงสุดโดยไม่จำกัดวงเงิน
4. ด้านการตลาด จะดำเนินการ ดังนี้ 

4.1 ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างจุดขายให้กับผลผลิตทางการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร เช่น การระบุปริมาณอะมีโรส ของข้าวไว้ในฉลาก เพื่อสร้างจุดขายและเพิ่มมูลค่า เป็นต้น

ส่งเสริมกิจการวิจัยและพัฒนา และห้องปฎิบัติการทดสอบอาหาร ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์สูงสุดโดยไม่จำกัดวงเงิน

4.2 สร้างตลาดกลางเพื่อการค้าส่งและค้าปลีกสินค้าเกษตรในทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อช่วยกระจายผลผลิตจากผู้ผลิตให้ถึงผู้บริโภคในประเทศอย่างรวดเร็วและทั่วถึง โดยเฉพาะผัก ผลไม้และดอกไม้

เพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับเกษตรกร โดยจัดตั้งศูนย์รวบรวมสินค้าเกษตร ในแหล่งผลิตสำคัญ และ จัดตั้งศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน โดยจัดตั้งศูนย์แล้ว 11 แห่งใน 10 จังหวัด
  
ด้านภาคบริการ และการท่องเที่ยว 
1. เพิ่มสัดส่วนของภาคบริการในโครงสร้างการผลิตของประเทศ โดย เพิ่มความหลากหลายของธุรกิจการบริการ เพิ่มมูลค่าเพิ่ม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พัฒนาแรงงานฝีมือทั้งในด้านคุณภาพ และความรู้ด้านภาษา เชื่อมโยงธุรกิจภาคบริการ อุตสาหกรรม และเกษตรเข้าด้วยกันให้เป็น Cluster เช่น เชื่อมธุรกิจด้านสุขภาพ อาหาร และการท่องเที่ยว เข้าด้วยกัน ตลอดจนปรับปรุงกฎหมายไม่ให้ขัดแย้งกันเองและมีลักษณะเป็นสากลครม. ให้การยกเว้นและลดหย่อนค่าธรรมเนียมของผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว อาทิ การขยายเวลาการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติชั่วคราว การยกเว้นค่าธรรมเนียมการประกอบธุรกิจโรงแรม การลดหย่อนค่าประกันการใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ลดหย่อนค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานแห่งชาติ เป็นต้น
2. สนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทั้งของรัฐ และเอกชน โดยรักษาและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเดิมที่มีอยู่แล้ว ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเสริมสร้างแหล่งท่องเที่ยวโดยมนุษย์ โดยกำหนดจุดขายของแต่ละภาค แต่ละกลุ่มจังหวัดให้มีความเหมาะสมเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เช่น การกำหนดให้กรุงเทพมหานครเป็นมหานครที่ทรงเสน่ห์ กลุ่มจังหวัดอันดามันเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลระดับโลก ภาคเหนือเป็นศูนย์กลางอารยธรรมล้านนา ภาคอีสานเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ โบราณคดี วัฒนธรรมและชายแดน ภาคกลางเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่อาศัยฐานของการเป็นเมืองอารยธรรม มรดกโลก มรดกธรรมชาติ เป็นต้น มีการจัดทำแผนพัฒนาการท่องเที่ยว มีการสนับสนุนความร่วมมือกับภาคเอกชนในการกำหนดกลยุทธ์ ทั้งยังมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย
3. พัฒนามาตรฐานการบริการด้านท่องเที่ยว โดย 

3.1 สนับสนุนและส่งเสริมให้มีการจัดมาตรฐานธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น มาตรฐานธุรกิจนำเที่ยว มาตรฐานการเดินทางทั้งทางบก น้ำ และทางอากาศ มาตรฐานธุรกิจจำหน่ายสินค้าที่ระลึก มาตรฐานที่พัก โรงแรม เป็นต้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการการท่องเที่ยวในประเทศ

ให้ความสำคัญกับการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานสินค้าและบริการท่องเที่ยว ทั้งในการตรวจประเมินมาตรฐานบริการอาหารเพื่อการท่องเที่ยว จำนวน 40 แห่ง ประเมินมาตรฐานห้องน้ำสาธารณะเพื่อการท่องเที่ยวระดับสากล จำนวน 10 แห่ง ประเมินมาตรฐานเรือรับจ้างนำเที่ยว จำนวน 30 ลำ ประเมินมาตรฐานเรือภัตตาคาร จำนวน 5 ลำ ประเมินมาตรฐานกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยวได้แก่ การเดินป่า ดูนก ล่องแก่ง ปีนหน้าผา ดำน้ำ ค่ายพักแรม จำนวน 16 แห่ง ประเมินมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย ทั้งสิ้น 69 แห่ง ใน 40 จังหวัดทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังจัดทำโครงการส่งเสริมและเผยแพร่ตราสัญลักษณ์มาตรฐานสินค้าของที่ระลึกประเภทอัญมณีและเครื่องประดับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว

3.2 สนับสนุนการพัฒนามาตรฐานบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งหมด เพื่อให้เป็นบุคลากรที่มีความพร้อมในการให้บริการในทุกด้าน เช่น พนักงานโรงแรม พนักงานบริษัทนำเที่ยว มัคคุเทศก์ พนักงานร้านอาหาร – ภัตตาคาร พนักงานรถนำเที่ยว เป็นต้น

รัฐบาลได้ออกมาตรการประกันภัยคุ้มครองชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศในกรณีเกิดจราจล เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยในการเดินทางเข้าประเทศไทยของชาวต่างชาติ โดยมีวงเงินความคุ้มครองสูงสุด 10,000 เหรียญสหรัฐฯต่อคน

3.3 ปรับปรุงประสิทธิภาพของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ ความปลอดภัยกับนักท่องเที่ยวและผู้เกี่ยวข้อง รวมตลอดจนปรับปรุงค่าธรรมเนียม และค่าบริการของหน่วยงานของรัฐให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคเดียวกัน

รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมประจำปี 2552 วงเงินประมาณ 1,400 ล้านบาท เพื่อจัดทำแผนการตลาดเพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ และกระตุ้นการท่องเที่ยว
4. พัฒนาด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว สนับสนุนการประชาสัมพันธ์สถานที่ถ่ายทำ (Location Shooting) เพื่อเชิญชวนหรือแนะนำผู้สร้างและผู้กำกับภาพยนตร์ที่สนใจเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยมากขึ้น
5. พัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนต์ จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (กรอ. วท.)
  
ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  
1. ปฎิรูปการวิจัยพัฒนาแบบครบวงจร ที่ให้ผลทางเศรษฐกิจ ช่วยสร้างงาน เพิ่มมูลค่า และเพิ่มรายได้ โดยเป็นการวิจัยที่ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่เป็นรูปธรรม เช่นยา เคมีภัณฑ์ วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ ปศุสัตว์ อุปกรณ์ไฟฟ้าอิเลคโทรนิค และการเพิ่มมูลค่าของผลผลิตทางด้านเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (กรอ. วท.) - กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำ โครงการมหาวิทยาลัยวิจัย โดยจัดงบประมาณส่งเสริมการวิจัยให้ 3 ปี (พ.ศ. 2553 – 2555) จำนวน 9,000 ล้านบาท ให้กับมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ 9 แห่ง ในการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ และนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การเกษตร สังคม และภาคบริการ และเตรียมไว้อีก 3,000 ล้าน สำหรับ 69 มหาวิทยาลัย - กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ผลักดันให้มีความเชื่อมโยงการใช้ผลงานการวิจัยและพัฒนา ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจเชิงพาณิชย์ ภายใต้การมีส่วนร่วมของภาคเอกชน เช่น โครงการเมืองวิทยาศาสตร์ โครงการเมืองต้นแบบไบโอดีเซล ที่จังหวัดชุมพร รวมทั้งการนำไปสู่การพัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในหน่วยงานภาครัฐ อาทิ การพัฒนาเครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์ จำนวน 88 เครื่อง เพื่อมอบให้หน่วยงานความมั่นคง นำไปใช้ปฎิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
2. ส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อไปใช้ในการขยายงานอุตสาหกรรมหนัก เช่น การต่อเรือ ตู้รถไฟ ตู้รถไฟฟ้า และรถที่ใช้พลังงานทดแทน เป็นต้นจัดให้มีห้องเรียนวิทยาศาสตร์ภายใต้ความร่วมมือของโรงเรียนกับมหาวิทยาลัย ในทุกภาคของประเทศ
3. ส่งเสริมสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม พลังงานทดแทน และการแก้ปัญหาโลกร้อนผลักดันนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยแห่งชาติ (พ.ศ. 2551 – 2554) ด้านพลังงานทดแทนสู่การใช้ประโยชน์ในทุกภาคส่วน
  
ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร 
1. ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาด้านสารสนเทศ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และบุคคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในทุกๆด้าน เช่น E – Commerce , E – Industry, E – Government, E – Society และ E – Education 2. จัดสร้างโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ให้ประชาชนทั่วไปสามารถมีและใช้ โครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคม เช่น คู่สายโทรศัพท์ เครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและลดช่องว่างการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐในอัตราค่าบริการที่เหมาะสมและเป็นธรรม จัดให้มีแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ 2) ของประเทศไทย พ.ศ. 2552 – 2556 ให้มีมาตรการและการดำเนินการให้ประชาชนเข้าถึงและสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตได้ร้อยละ 50 ของประชาชนทั้งประเทศ ภายในปี 2556 โดยมีการผลักดันโครงการสำคัญ อาทิ โครงการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีสารสนเทศชุมชน ให้ครบทุกจังหวัด อำเภอ ตำบล
  
ด้านเศรษฐกิจพอเพียง  
1. สนองโครงการพระราชดำริทุกโครงการให้จริงจังและเป็นรูปธรรม รัฐบาลได้สนับสนุนโครงการที่อยู่ในการดูแลของคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจำนวน 4,404 โครงการ นอกจากนั้นยังได้จัดทำและขยายโครงการตามแนวทางพระราชดำริ และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อาทิ โครงการสวนสุขภาพเฉลิมพระเกียรติ โครงการจัดหาเครื่องมือแพทย์ประจำโรงพยาบาล โครงการพัฒนาสวนสมุนไพร เป็นต้น
  
ด้านรัฐวิสาหกิจ  
1. ไม่แปรรูปรัฐวิสาหกิจที่เป็นกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐที่ผูกขาด อันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน หรือเพื่อความมั่นคงของรัฐ รัฐบาลมุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารงานของรัฐวิสาหกิจ เพื่อประโยชน์สาธารณะ

1.3 ด้านสังคม

นโยบายพรรคประชาธิปัตย์
การดำเนินการของรัฐบาล
ด้านการศึกษา 
1. การดูแลทารกในครรภ์และเด็กก่อนถึงวัยเรียนรัฐบาลได้อนุมัติให้มีการแจกไอโอดีนเม็ดให้แก่แม่ที่ตั้งครรภ์ ตามแนวนโยบายการจัดอาหารเสริมที่จำเป็นต่อการเติบโตของสมองและร่างกายให้แก่มารดาและลูกอย่างเพียงพอ
2. การจัดการศึกษาระดับอนุบาล ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 และ ระดับอาชีวศึกษา
  • รัฐบาลดำเนินการให้ โครงการเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยรัฐจัดค่าใช้จ่ายสนับสนุนทั้งค่าเล่าเรียน ตำรา เครื่องแบบ อุปกรณ์การเรียน และกิจกรรมพิเศษพัฒนาผู้เรียน ทั้งจัดให้มีโครงการติวเตอร์แชนแนล (Tutor Channel) เพื่อให้เด็กไทยมีโอกาสที่เท่าเทียม
  • รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้ทำการปฎิรูปหลักสูตรในทุกระดับการศึกษา โดยเพิ่มสัดส่วนการเรียนนอกห้องเรียนมากขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะในการคิดวิเคราะห์เพิ่มมากขึ้น
3. ระดับอุดมศึกษา ขึ้นไปรัฐบาลจัดให้มีการเพิ่มวงเงินกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา สำหรับบุตรหลานครอบครัวที่ยากจนให้มีโอกาสศึกษาต่อมากขึ้น
4. การศึกษาตลอดชีวิต เริ่มต้นให้มีการปรับเปลี่ยน แนวคิดและการทำงานของ การศึกษานอกโรงเรียน ให้เป็นเสาหลักอีกต้นหนึ่งที่จะเติมเต็มช่องว่างทางการศึกษา เพื่อให้เกิดการศึกษาตลอดชีวิตได้อย่างเป็นรูปธรรม
5. การปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ  

5.1 ปฎิรูปโครงสร้างและการบริหารจัดการ โดยการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และระดมทรัพยากร เพื่อการปรับปรุงการบริหารจัดการการศึกษาตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงระดับมหาวิทยาลัยอย่างจริงจังและเป็นเอกภาพ ตลอดถึงส่งเสริมการกระจายอำนาจ และให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพื่อนำไปสู่เป้าหมายคุณภาพทางการศึกษาโดยมุ่งเน้นคุณธรรมนำความรู้อย่างแท้จริง

จัดตั้ง กศน.ตำบล ครบทุกตำบล

5.2 พัฒนาครูเพื่อให้ได้ครูดี ครูเก่ง ลดภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอน ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่ ตลอดจนส่งเสริมยกฐานะครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง

กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดทำแผนปฎิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 ปี พ.ศ. 2552 – 2561 โดยมุ่งเน้น 3 เสาหลัก ยึด 3 D 4 ใหม่ เป็นหัวใจสำคัญ และผ่านความเห็นชอบจาก ครม. แล้ว เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552 - ปรับปรุงแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ และผ่านความเห็นชอบจาก ครม. แล้ว เมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553 - จัดทำแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัด 76 แผน และแผนการพัฒนากลุ่มจังหวัด 19 กลุ่ม เสร็จแล้ว และเริ่มลงมือปฎิบัติตามแผน โดยมีคณะกรรมการบูรณาการการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้กำกับการปฎิบัติตามแผน

5.3 พัฒนาหลักสูตรในทุกระดับการศึกษา โดยเน้นการทำกิจกรรม เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาได้พัฒนาทักษะในการคิดวิเคราะห์ พัฒนาความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเกิดความตระหนักในคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนปลูกฝังให้ผู้เรียนมีจิตสำนึกของความเป็นไทย มีระเบียบวินัย คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม

ส่งเสริมให้มีการผลิตครูพันธุ์ใหม่ รวม 30,000 อัตรา การประกาศเกียรติคุณและยกย่องเชิดชูเกียรติเพื่อสร้างศรัทธาและความเชื่อถือ รวมทั้งได้ดำเนินโครงการ คืนครูให้นักเรียน ด้วย - จัดให้มีโครงการสถานศึกษา 3 D ได้แก่ Democracy (ยึดมั่นประชาธิปไตย) Decency (มีคุณธรรม ความเป็นไทย) และ Drug-free (ห่างไกลยาเสพติด)

5.4 ส่งเสริมสนับสนุนความรู้รักสามัคคีและการเรียนรู้ ปลูกจิตสำนึกและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติ ตลอดจนค่านิยมอันดีงามและภูมิปัญญาท้องถิ่น

กระจายอำนาจเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน องค์กรทางศาสนา และเอกชน จัดและมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ทำให้มีภาคีเครือข่ายเข้าร่วมจัดการศึกษานอกระบบ จำนวน 7,509 ภาคี
 
ด้านสาธารณสุข 
1. ใช้บัตรประชาชน รักษาฟรี ทั้งที่โรงพยาบาลรัฐและคลีนิคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ ภายในจังหวัดเดียวกัน โดยจัดงบประมาณค่ารักษาพยาบาลต่อหัวไม่ต่ำกว่า 2,100 บาท รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขได้เริ่มต้นนโยบายบัตรประชาชนใบเดียวรักษาฟรีอย่างมีคุณภาพ
2. ยกระดับสถานีอนามัย เป็น “โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล” โดยเน้นการส่งเสริม ป้องกันและ ฟื้นฟูสุขภาพ แต่ยังคงบทบาทด้านการรักษาพยาบาลเหมือนเดิม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้เร่งรัดยกระดับสถานีอนามัย 9,750 แห่ง ขึ้นเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลครบทุกแห่ง ทั้งได้จัดทำแผนการพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล พ.ศ. 2552 – 2555 เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพระดับตำบล
3. ให้อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ทั่วประเทศ ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขเชิงรุก และมีค่าตอบแทนรัฐบาลได้จ่ายค่าตอบแทนและเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับอาสาสมัครสาธารณสุข ทั่วประเทศ จำนวน 976,343 คน เพื่อการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขเชิงรุก
 
ด้านสวัสดิการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  
1. จัดให้มีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป คนละไม่ต่ำกว่า 500 บาทต่อเดือน รัฐบาลได้ดำเนินการให้มีการช่วยเหลือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่ลงทะเบียน คนละ 500 บาท ได้ครบทุกคน
2. ส่งเสริมสวัสดิการการออมภาคชุมชนโดยรัฐจัดเงินสบทบให้เท่าจำนวนเงินสวัสดิการ การออมภาคชุมชน เพื่อดูแลสมาชิกทุกคนยามชรา โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้รับการดูแลโดยระบบสวัสดิการอื่นๆนอกจากรัฐบาลจะสมทบเงินเพื่อสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศแล้ว ยังจัดให้มีกฎหมายว่าด้วยกองทุนการออมแห่งชาติ ปัจจุบันได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว
3. จัดให้มีกลไกการดูแลผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ อย่างเป็นระบบรวมทั้งการจัดทำและปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ทางเท้า บาทวิถี เครื่องหมายจราจร และจัดให้มีศูนย์บริการผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพครบวงจร เป็นต้นสนับสนุนและจัดงบประมาณเพิ่มเติมให้มีการจ่ายเบี้ยความพิการ ให้ครบถ้วนทุกคน
4. จัดให้มีกลไกเสริมสร้างสถาบันครอบครัวอย่างเป็นระบบ ดำเนินการส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว ตามโครงการสายใยรักแห่งครอบครัว ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร
 
ด้านแรงงาน  
1. จัดให้มีกฎหมายด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยให้มี “ กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ ”คณะรัฐมนตรีได้เสนอกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ปัจจุบันได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว
2. ส่งเสริมผู้สำเร็จการศึกษาระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย ประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) และปริญญาตรี เข้ารับการอบรมพัฒนาฝีมือก่อนเข้าสู่ระบบการจ้างงาน เพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานมีนโยบายชัดเจนที่จะจัดหลักสูตรเตรียมเข้าทำงานตามความต้องการของสถานประกอบการ เพื่อที่จะให้กลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมตอนปลาย ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และปริญญาตรี เข้ารับการอบรมพัฒนาฝีมือแรงงานก่อนเข้าสู่ระบบการจ้างงาน เพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน
3. ยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองแรงงาน
  • ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคม ให้ขยายความคุ้มครองไปถึงบุตรและคู่สมรสของผู้ประกันตนในเรื่องการเจ็บป่วย โดยได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว
  • ยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองแรงงาน โดยส่งเสริมให้สถานประกอบการจัดทำมาตรฐานแรงงานไทย (มรท.) โดยรัฐบาลเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ในช่วงแรก
  • จัดระบบแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ (พม่า ลาว กัมพูชา) ที่ลักลอบทำงานผิดกฎหมาย ให้มีสถานะถูกกฎหมายไทย โดยใช้กลไกของการพิสูจน์สัญชาติ และให้ขออนุญาติทำงานเป็นไปตามกฎหมาย

1.4 ด้านอื่น ๆ

นโยบายพรรคประชาธิปัตย์
การดำเนินการของรัฐบาล
ด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม  
1. ปรับปรุงองค์กรรับผิดชอบด้านศาสนา เพื่อให้การบริหารจัดการ ส่งเสริม ทำนุบำรุง ศาสนาโดยรัฐ มีความเป็นเอกภาพและประสิทธิภาพรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาอื่น โดยได้จัดทำโครงการอุดหนุนซ่อมแซมศาสนสถานของศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและศาสนาซิกข์
2. ส่งเสริมการศึกษาของสงฆ์ และบุคลากรของศาสนาอื่น เพื่อนำหลักธรรมทางศาสนามาใช้ในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และการพัฒนาสังคมจัดโครงการวัดต้นแบบที่มีความมั่นคง เข้มแข็งและมีกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน โดยมีวัดต้นแบบ 3,156 วัด นอกจากนั้นยังมีการจัดตั้งศูนย์อบรมศาสนาอิสลามและจริยธรรมประจำมัสยิด 24 แห่ง และมีการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่ศูนย์ฝึกอบรม 759 ศูนย์
3. ส่งเสริมการทำนุ บำรุง รักษา ศิลปวัฒนธรรมไทยทุกด้าน รวมทั้งศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และภูมิปัญญาไทย ให้เจริญก้าวหน้าด้วยการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ฟื้นฟู และพัฒนาเพื่อความเจริญมั่นคงของชาติ จัดโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ศาสนพิธี ให้ความรู้เรื่องการปฏิบัติงานศาสนพิธีในพระราชพิธี พระราชกุศล และรัฐพิธี
  
ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  
1. เร่งรัดการจัดทำแนวเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยจัดแบ่งประเภทที่ดินระหว่างที่ดินของรัฐกับที่ดินของเอกชนให้ชัดเจนได้ดำเนินการแล้วในพื้นที่ 12 จังหวัด จำนวน 2,700 แปลง เนื้อที่ 51,833 ไร่ ซึ่งได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงไว้ ทั้งนี้ เพื่อจะได้สงวนที่ดินสำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน ไม่ให้สามารถบุกรุกได้

ภายหลังที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี(นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เข้าเฝ้าฯเพื่อถวายสัตย์ปฎิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลโดยทำหน้าที่เป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ) ได้รับการโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี พ.ศ. 2550 โดยเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554 ได้มีพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภา โดยนายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อัญเชิญพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรมาที่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อที่ประกาศว่าได้มีประกาศ ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีประกาศ ณ.วันที่ 16 ก.ย. 2554 เป็นปีที่ 66 ในรัชกาลปัจจุบัน ทั้งนี้(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.มีใจความว่า ตามที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีได้เข้าบริหารราชการแผ่นดิน โดยได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23-25 ส.ค. 2554 แล้วนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีคุณสมบัติตามความในมาตรา 110 วรรคแรก ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สมควรเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 16 ก.ย. 2554 เป็นปีที่ 66 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้สนองพระบรมราชโองการ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลัง รับพระบรมราชโองการฯว่า พรรคประชาธิปัตย์ถือว่าหน้าที่ของส.ส.มีความสำคัญทั้งการดูแลปกป้องประโยชน์ของประชาชน สร้างศรัทธาในระบบรัฐสภา และประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในการทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้าน จะทุ่มเทประสานและคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสูงสุด ขณะนี้บ้านเมืองเรามีปัญหามากทั้งปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ภัยพิบัติ ปัญหาเศรษฐกิจ และความขัดแย้งในสังคม ดังนั้น การทำหน้าที่จะคำนึงถึงทุกข์สุขของประชาชน จะส่งเสริมให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าในทิศทางที่ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย โดยจะตรวจสอบอย่างเข้มข้น ตรงไปตรงมา มุ่งมั่นรักษาผลประโยชน์ชาติตามกฎหมาย และปกป้องสถาบันหลักของชาติ เพื่อให้ประชาชนดำรงชีวิตอย่างปลอดภัยและอยู่ดีกินดี ทั้งหมดเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยโดยแท้จริง

บทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ ในการดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายพรรคฯ มีอย่างต่อเนื่องในหลายรูปแบบ ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

  1. คณะกรรมการนโยบายพรรค ที่มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นประธาน ได้มีการจัดประชุมเพื่อประเมินผลด้านการทำงานของพรรคฯขณะที่เป็นรัฐบาล ว่าได้ดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายพรรคมากน้อยเพียงไร และกำหนดกรอบในการปรับปรุงแนวนโยบายพรรคให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ อีกทั้งการกำหนดบทบาทของพรรคในการผลักดันแนวคิดด้านนโยบายของพรรคสู่การปฎิบัติให้ได้มากที่สุด โดยได้จัดการประชุมคณะกรรมการพรรคเพื่อการดังกล่าว 2 ครั้ง ครั้งที่ ๑/๒๕๕๔ วันจันทร์ที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๔ และ ครั้งที่ ๒/๒๕๕๔ วันจันทร์ที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๔ ซึ่งมีข้อสรุปที่สำคัญที่จะให้กลไกต่างๆของพรรคฯต้องประสานกันเพื่อให้มีการผลักดันการดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายพรรค นอกจากนี้ยังได้มีการจัดประชุมดำเนินการนอกสถานที่อีกเป็นครั้งคราว เช่น ที่จันทบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เป็นต้น และได้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก) จนกระทั่งปปช.ได้มีมติว่าการจัดซื้อถุงยังชีพมีการทุจริตจริงในเวลาต่อมา ทั้งการทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องมีการดำเนินการถามกระทู้ เสนอญัตติ เสนอกฎหมาย ผ่านกลไกคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน และผ่านกลไกคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาธิปัตย์ที่นอกจากจะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลแล้ว ยังต้องเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนบนพื้นฐานที่พรรคได้ดำเนินการเอาไว้ อีกด้วย ส.ส.พรรคได้เสนอกฎหมาย ๔ ฉบับ เสนอญัตติ ๒๗ญัตติ กระทู้ถามสด ๑๗ กระทู้ 
  2. คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) ที่มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นประธาน นอกจากงานในการประสานการทำงานของพรรคร่วมฝ่ายค้านในกิจการการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภา แล้ว ยังเพิ่มบทบาทในการเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาของประชาชนในประเด็นต่างๆอีกด้วย
  3. ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ที่โรงแรมท็อปแลนด์ จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554 มีความเห็นพ้องต้องกันที่จะจัดให้มีกลไก คณะรัฐมนตรีเงา เพื่อให้เกิดการบูรณาการการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และผลักดัน สานต่อแนวนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ในอันที่จะทำให้เกิดการอยู่ดีกินดี และความผาสุขของพี่น้องประชาชนชาวไทย ได้อย่างเป็นรูปธรรม และมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น หลังจากนั้นคณะกรรมการบริหารพรรคฯ ได้อนุมัติรายชื่อคณะรัฐมนตรีเงา (shadow cabinet) เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554 โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรีเงา และมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเงา

คณะรัฐมนตรีเงามีขึ้นนัดแรกเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2554 โดยมีการกำหนดกรอบการทำงาน และการนัดประชุมทุกสัปดาห์ มีเรื่องที่ได้ดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายพรรคฯ หลายต่อหลายเรื่อง บางเรื่องก็สำเร็จ รัฐบาลรับไปดำเนินการ บางเรื่องก็ยังต้องเรียกร้องต่อไป ซึ่งพอสรุปเรื่องสำคัญๆที่ได้ดำเนินการดังนี้

ลำดับที่
วันที่
มติ ครม.เงา
การดำเนินการของรัฐบาล
1

14 ก.ย. 54
21 ก.ย. 54

เรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือ
ผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยเฉพาะเกษตรกร
ให้ได้รับเงินส่วนต่างเหมือนในสมัยรัฐบาล
พรรคประชาธิปัตย์

รัฐบาลมีมติให้จ่ายเงินชดเชยให้แก่เกษตรกร
ในช่วงรอยต่อของโครงการประกันรายได้และรับจำนำข้าว ในอัตราตันละ 1,437 บาท เพิ่มเติมจากค่าชดเชยที่รัฐบาลให้กับเกษตรกรไร่ละ 2,222 บาทไปก่อนหน้า

2
14 ก.ย. 54
การหาเสียงของรัฐบาลที่ประกาศว่าจะ
รับจำนำข้าวทุกเม็ด แต่กลับมีการวางกรอบ
เวลารับจำนำ ทำให้มีเกษตรกรบางส่วนเสียสิทธิ์
รัฐบาลเปิดโครงการรับจำนำข้าวนาปรัง โดยให้เริ่มโครงการหลังจบโครงการรับจำนำล็อตแรกทันที
3
14 ก.ย. 54
เรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการเกี่ยวกับ
ผู้ปลูกมันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ที่เคยได้รับความช่วยเหลือ จากรัฐบาลประชาธิปัตย์
รัฐบาลออกนโยบายแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง โดยเปิดรับจำนำมันฯ ในวันที่ 1 ก.พ. 55
4

21 ก.ย. 54
28 ก.ย. 54

มาตรการบ้านหลังแรกเป็นการช่วยผู้มีรายได้สูง
แต่ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งสมควรได้รับความช่วยเหลือ
กลับไม่ได้รับประโยชน์ รัฐบาลควรใช้มาตรการดอกเบี้ย
ซื้อบ้าน 0% เหมือนสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์
รัฐบาลมีมาตรการเพิ่มเติมให้ประชาชนที่ซื้อบ้านหลังแรกได้ดอกเบี้ย 0% 3 ปี สำหรับบ้านที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท
5

21 ก.ย. 54
12 ต.ค. 54
23 พ.ย. 54

การเพิ่มรายได้แก่บุคลากรภาครัฐไม่เป็นไป
ตามที่หาเสียงไว้ เนื่องจากไม่ใช่การปรับเงินเดือน
และไม่ได้มีผลทันที และเรียกร้องให้รัฐบาลทำนโยบาย
ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน และเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี
15,000 บาท ให้ได้ภายในวันที่ 1 ม.ค. 2556 ซึ่งเป็นวันที่จะมี
การลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 20%
6
28 ก.ย. 54
เรียกร้องให้รัฐบาลมีความชัดเจนต่อการดำเนินนโยบาย
ค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายให้เป็นระบบตั๋วร่วม
คือจ่ายครั้งเดียว 20 บาท สามารถใช้บริการรถไฟฟ้าได้
ทุกระบบ ตามที่หาเสียงไว้
7
5 ต.ค. 54
10 ต.ค. 54
12 ต.ค. 54
รัฐบาลให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยล่าช้า
การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลหลายชุด
จะทำให้การทำงานไม่เป็นเอกภาพ
จึงควรให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานดูแลคนเดียว
และรัฐบาลควรจัดการการบริหารส่วนหน้า
และสามารถใช้อำนาจพิเศษในพื้นที่ที่จำเป็น
โดยไม่ต้องกังวลถึงภาพลักษณ์
รัฐบาลตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ขึ้นที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อบริหารงานอย่างบูรณาการ
8
5 ต.ค. 54
28 ธ.ค. 54
เรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการ
ไฟฟ้าฟรีถาวรสำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน
9
5 ต.ค. 54
เรียกร้องให้คณะกรรมการประสาน
และติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะ
ของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหา
ความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.)
ที่มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นประธาน
ทำหน้าที่ประสานงานกับ คอป.เพียงอย่างเดียว
อย่าบิดเบือนมติของ คอป.ให้เป็นประโยชน์
ต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
10
19 ต.ค. 54
รัฐบาลควรให้ข้อมูลเรื่องสถานการณ์น้ำที่ถูกต้อง
ชัดเจน ไม่สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชน
มีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ และมีการให้ข้อมูล
เรื่องมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่เป็นระบบ
กยน.กำหนดการทำระบบพยากรณ์ และระบบเตือนภัยเป็น 1 ในแผนเร่งด่วนในการบริหารจัดการน้ำ
11
19 ต.ค. 54
2 พ.ย. 54
รัฐบาลต้องมีมาตรการให้ความช่วยเหลือแรงงาน
ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยอาจเป็นการจ้างงานเร่งด่วน
เพื่อซ่อมแซมบูรณะศาสนสถาน และสถานที่ต่างๆ ที่ได้รับ
ความเสียหายจากน้ำท่วม
ครม.มีมติให้ทำแผนงาน/โครงการ พร้อมสนับสนุนงบประมาณในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ด้านสังคม) โดยมีมาตรการช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบ
12
19 ต.ค. 54
23 พ.ย. 54
รัฐบาลควรทบทวนนโยบายประชานิยมที่ไม่เกิด
ประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ เพื่อนำเงินมาใช้ในการฟื้นฟู
เยียวยา และป้องกันน้ำท่วม
13
19 ต.ค. 54 28 ธ.ค. 54
รัฐบาลควรดูแลความเสียหายของโรงงานอุตสาหกรรม
ที่อยู่นอกนิคอุตสาหกรรมซึ่งส่วนใหญ่เป็น Supply Chain
เพราะส่งผลต่อการผลิตทั้งระบบ
14
19 ต.ค. 54 26 ต.ค. 54
ไม่เห็นด้วยกับใช้ กอ.รมน.เป็นกลไกการแก้ไขปัญหา
ชายแดนภาคใต้ เพราะทำให้ประชาชนในพื้นที่เกรงกลัวว่า
จะเกิดการใช้อำนาจรัฐคุกคามเหมือนในอดีต
15
26 ต.ค. 54
เรียกร้องให้รัฐบาลทำการระบายน้ำลงสู่ทะเล
ให้ถูกต้องโดยเร็ว และสมดุลผ่าน 3 ช่องทาง
คือ แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำบางประกง
16
23 พ.ย. 54
รัฐบาลควรมีมาตรการชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ
จากเหตุน้ำท่วมครั้งนี้แบบขั้นบันได พื้นที่ใดน้ำท่วมนาน
หรือได้รับความเสียมากก็ควรได้รับ
การชดเชยมากกว่าพื้นที่ที่เกิดความเสียหายน้อย
17
28 พ.ย. 54
28 ธ.ค. 54
รัฐบาลและ กยอ.ควรดูแลเรื่องการวางผังเมือง
เป็นอันดับแรก และให้มีแผนการป้องกัน น้ำท่วมที่มี
รายละเอียดชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
18
28 พ.ย. 54
ต้องมีการแยกแยะผู้ต้องหาที่จะย้ายไปยัง
เรือนจำชั่วคราวหลักสี่ (คุกการเมือง) ว่าควรเป็น
ผู้ที่กระทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินเท่านั้น แต่ผู้ที่
กระทำความผิดฐานใช้ความรุนแรง การก่อการร้าย ลักทรัพย์ หรือวางเพลิง ไม่ควรจัดว่าเป็นนักโทษการเมือง และรัฐบาลไม่ควรให้เงินเยียวยาแก่ผู้ที่ได้กระทำความผิด
19
14 ธ.ค. 54
เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือประชาชนผู้ทำประกัน และผู้ประกอบการธุรกิจประกันภัย ซึ่งต้องประสบปัญหาเบี้ยประกันภัยน้ำท่วมที่สูงขึ้น
รัฐบาลออก พ.ร.ก.กองทุนประกันภัย 50,000 ล้านบาท
20
28 ธ.ค. 54
รัฐบาลและ รฟท.ควรรักษารูปแบบความเป็นตลาดนัดจตุจักรไว้ และต้องรักษาสิทธิของผู้ค้าปัจจุบันด้วย