รายงานการดำเนินกิจการของพรรค พ.ศ.2553

๑. การดำเนินกิจการเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายพรรค

              เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือกตั้งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ ได้นำนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ไปใช้ในการบริหารประเทศ ต่อเนื่องจากปี ๒๕๕๒ โดยดำเนินการตามนโยบายพรรคในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

๑ ด้านการเมืองการปกครอง

( ๑ ) ตามนโยบายสมานฉันท์ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ยึดถือและปฏิบัติตลอด หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ประกาศแผนปรองดองแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น โดยตั้งคณะกรรมการปฏิรูป ๔ ชุด ประกอบด้วย

๑.๑ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ( ครป. ) จำนวน ๑๙ คน นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน
๑.๒ คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป จำนวน ๒๗ คน ศ.นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน
๑.๓ คณะกรรมการอิสระ เพื่อการตรวจสอบเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ( คอป. ) ศ.ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน
๑.๔ คณะกรรมการพิจารณาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน

(๒ ) เสริมสร้างศักยภาพในการจัดการกับปัญหาภัยคุกคามข้ามชาติและภัยจากยาเสพติด รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมและเพิ่มศักยภาพในการจัดการกับปัญหา ทำให้สามารถปราบปรามเครือข่ายองค์กรอาชญากรรม ที่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศได้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการจับกุมการลักลอบค้ายาเสพติดที่มีเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจโลก

( ๓ ) การแก้ไขปัญหาทุจริต
ในแนวปฏิบัติของพรรคประชาธิปัตย์ทำให้ความสำคัญกับการต่อสู้ปัญหาทุจริต รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคมีโครงการต่าง ๆ ดังนี้

  • ตรวจสอบกรณีทุจริตอย่างรวดเร็ว และโปร่งใส เช่น ตรวจสอบกรณีโครงการชุมชนพอเพียง โครงการจัดซื้อโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น 
  • วางกติกาในการทำงานเพื่อเป็นแนวทางการทำงานร่วมกันของคณะรัฐมนตรีไว้ ๙ แนวทาง โดยเฉพาะในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด 
  • การเร่งรัดการตรวจสอบปัญหาการทุจริตของภาครัฐแล้ว จำนวน ๑,๘๒๐ เรื่อง และยังได้วางมาตรการในการป้องกันการทุจริตและความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  • ปรับปรุง แก้ไข ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๙ 
  • การออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด พ.ศ. ๒๕๒๒ กำหนดให้มีคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด (ก.ธ.จ.) ประกอบด้วยบุคคลจาก ๒ ภาคส่วน คือ ภาคราชการ และภาคประชาชน เพื่อทำหน้าที่สอดส่องและเสนอแนะการปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐในจังหวัดให้ใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี 
  • จัดตั้งคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการดำเนินโครงการตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ ๒ เพื่อติดตามเร่งรัดการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด

( ๔ ) การพัฒนาและแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 

  • ประกาศใช้พระราชบัญญัติบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๕๔ 
  • จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายและอำนวยการการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กยต. ) ได้เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบฯ ไปแล้ว จำนวน ๒,๒๖๒ ราย เป็นเงิน ๓๐๓ ล้านบาท 
  • จัดตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีพัฒนาพื้นที่พิเศษ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้การปฏิบัติงานตามแผนการพัฒนาบรรลุตามนโยบายของรัฐบาล โดยได้อนุมัติแผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี ๒๕๕๒ – ๒๕๕๕ โดยมีกรอบวงเงินประมาณ ๖๓,๓๑๙.๓๗ ล้านบาท
  • ลดความรุนแรงและการคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเหตุการณ์ก่อความไม่สงบในปีงบประมาณ ๒๕๕๓ เกิดขึ้นรวม ๙๒๓ครั้ง ในขณะที่ในปี ๒๕๕๒ จำนวน ๑,๐๓๑ ครั้ง นอกจากนี้ ยังไม่ปรากฏการก่อเหตุความไม่สงบนอกพี้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 
  • เสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน โดยกำหนดมาตรการลดผลกระทบจากการใช้กฎหมายด้านความมั่นคงในพื้นที่ 
  • ศาสนาและการพัฒนาการศึกษา รัฐบาลได้ส่งเสริมให้คนในพื้นที่สามารถดำเนินวิถีชีวิตตามหลักศาสนาและอัตตลักษณ์ของตนเอง ได้มีการจัดทำโครงการส่งเสริมคนดีมีคุณธรรมไปประกอบพิธีฮัจญ์ การอำนวยความสะดวกผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ รวมถึงการดูแลผู้แสวงบุญในขณะที่อยู่ในซาอุดิอาระเบีย 
  • ส่งเสริมความร่วมมือกับมิตรประเทศและองค์การระหว่างประเทศ โดยล่าสุดนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้มาเยือนไทยและเดินทางไปที่จังหวัดนราธิวาสก็ได้แสดงความจริงใจและความพร้อมที่จะร่วมมือช่วยเหลือการแก้ไขปัญหาตามที่ทางการไทยเห็นว่าเหมาะสม 
  • บริหารจัดการในพื้นที่ โดยยกฐานะของ ศอ.บต. ให้มีบทบาทด้านการพัฒนาที่สมดุลกับการทำงานในด้านความมั่นคง ขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา

( ๕ ) ปลดล็อควาระการดำรงตำแหน่งผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผ่านการเห็นชอบพระราชบัญญัติ จำนวน ๔ ฉบับ เพื่อให้ผู้บริหารท้องถิ่นเมื่อครบวาระแล้วสามารถที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งได้โดยไม่จำกัดวาระ

( ๖ ) ประชาสัมพันธ์นโยบายของรัฐในการสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจและภูมิใจให้แก่ประชาชนชาวไทยและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลมีส่วนร่วมในการดำเนินการทั้งหมด

( ๗ ) จัดทำโครงการยุทธศาสตร์ประชาสัมพันธ์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ตามแนวทางการทำงานของพรรคที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาระบบสื่อสารและเทคโนโลยี เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร นโยบาย และแผนดำเนินงานของรัฐบาล และสร้างภาพลักษณ์อันดีของประเทศไทยให้กับประชาชนและชาวต่างชาติ

( ๘ ) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดินและการกระจายอำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน ส่งเสริมให้ อปท. มีอำนาจในการจัดเก็บภาษีโดยรัฐบาลได้จัดสรรเงินอุดหนุนทั้งงบปกติปี ๒๕๕๓ และโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ ให้แก่ อปท. ในปี ๒๕๕๓ แล้ว จำนวน ๑๗๗,๙๔๑.๖๖ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๒ ร้อยละ ๙.๑๒

( ๙ ) การพัฒนาระบบกฎหมายและการยุติธรรมเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง โดยจัดตั้งสำนักงานบังคับคดีอาญาและการบังคับใช้กฎหมาย องค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย และองค์กรเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม มีกฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้ว ๑ เรื่อง คือ กฎกระทรวงกำหนดสถานที่ที่ใช้ในการควบคุมจำคุกและทุเลาการบังคับโทษจำคุก พ.ศ.๒๕๕๒ และอยู่ระหว่างขั้นตอนการยกร่าง จำนวน ๑๑ เรื่อง

( ๑๐ ) การบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นธรรมในสังคม โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ กรณีการดำเนินงานของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กรณีทุจริตโครงการจำนำมันสำปะหลัง ฯลฯ และ ยังได้ปลดล็อคกฎหมาย ยกเลิกอายุความคดีทุจริต ซึ่งจะส่งผลทำให้คดีทุจริตไม่มีอายุความอีก ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

( ๑๑ ) การปฏิบัติงานด้านนิติบัญญัติของรัฐบาลนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีการตรากฎหมายมาบังคับใช้เป็นจำนวน ๒๒ ฉบับ การตอบกระทู้ถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นกระทู้ถามสด จำนวน ๖๙ เรื่อง กระทู้ถามทั่วไป จำนวน ๖๘ เรื่อง ตอบกระทู้ถามของวุฒิสภา รวม ๕๓ เรื่อง

( ๑๒ ) นโยบายสร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี โดยการสนอร่างพระราชบัญญัติที่ดินและสิ่งก่อสร้าง

( ๑๓ ) โครงการสร้างเครือข่ายศูนย์ข้อมูลข่าวสารหน่วยงานภาครัฐในระดับภูมิภาคและท้องถิ่น เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ แก่ผู้นำชุมชนในส่วนภูมิภาค เพื่อให้กลไกภาคประชาสังคมสามารถติดตาม ตรวจสอบการบริหารงานภาครัฐให้มีความโปร่งใส

( ๑๔ ) แก้ไขปัญหาการหลบหนีเข้าเมืองทั้งระบบเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคง เพื่อแก้ไขปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองที่คาดว่ามีจำนวนไม่ต่ำกว่า ๒.๕ ล้านคน ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลกำลังเร่งรัดการจัดทำยุทธศาสตร์แก้ปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองทั้งระบบ และการเปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบทำงานเข้าสู่ระบบการจ้างงานที่ถูกต้อง มีแรงงานมารายงานตัว ๑.๔๔ ล้านคน คนต่างด้าวได้รับการจัดระบบการจ้างงานโดยการต่ออายุใบอนุญาตทำงานและการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว จำนวน ๑,๓๑๐,๖๙๐ คน และเป็นครั้งแรกที่มีการพิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่า

( ๑๕ ) เสริมสร้างสันติภาพของการอยู่ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยดำเนินการผ่านกลไกความร่วมมือทั้งในกรอบทวิภาคีและในกรอบพหุภาคีกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ความร่วมมือในกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) กรอบยุทธศาสตร์ GMS (Greater Mekong Strategy) กรอบยุทธศาสตร์ JDS ระหว่างไทยและมาเลเซีย (Joint Development strategy) กรอบยุทธศาสตร์ IMT-GT ระหว่างไทย-มาเลเซีย-อินโดนีเซีย จนถึงระดับ ASEAN ฯลฯ

( ๑๖ ) เสริมสร้างศักยภาพการป้องกันประเทศให้มีความพร้อมในการรักษาเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดน โดยจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และการให้ทหารกองประจำการและกองกำลังทหารพรานได้รับเงินช่วยการครองชีพชั่วคราวในระดับที่ดูแลตัวเองและครอบครัวได้อย่างมั่นคงขึ้น

( ๑๗ ) การปรับเพิ่มอัตราเงินตอบแทนตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบแบบค่อยเป็นค่อยไป ภายในระยะเวลา ๒ ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๓ ในอัตราร้อยละ ๕๐ ของอัตราค่าตอบแทนที่ได้รับปัจจุบัน และส่วนที่เหลือร้อยละ ๕๐ ให้พิจารณาปรับเพิ่มในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔

( ๑๘ ) การป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนลดลงจาก ๒๔,๘๔๑ คดี ในช่วงไตรมาสที่ ๔ ของปี ๒๕๕๑ เหลือ ๒๓,๖๑๐ คดี ในช่วงไตรมาสที่ ๓ ของปี ๒๕๕๒

( ๑๙ ) การใช้ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ในพื้นที่ ๔ อำเภอของจังหวัดสงขลา เพื่อใช้แทนประกาศบังคับใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ ๔ อำเภอของจังหวัดสงขลา เพื่อลดความเข้มข้นการใช้กฎพิเศษในพื้นที่ แต่ยังคงให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานต่อไปได้

( ๒๐ ) การบริหารจัดการความมั่นคงโดยยกเลิกการใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการภายในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ในพื้นที่กรุงเทพฯ เมื่อ ๒๕๕๓ เมื่อปัญหาและการชุมนุมที่มีการใช้ความรุนแรงสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

๑.๒ ด้านเศรษฐกิจ

( ๑ ) โครงการประกันรายได้เกษตรกร เพื่อสร้างระบบลดความเสี่ยงด้านรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งมีเกษตรกรมาขึ้นทะเบียนการเพาะปลูกข้าวนาปี มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จำนวน ๔,๑๘๔ ล้านครัวเรือน สูงกว่าโครงการรับจำนำพืชทั้ง ๓ ชนิด ที่มีเกษตรกรได้รับประโยชน์เพียง ๑.๑๘ ล้านราย

( ๒ ) การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร รัฐบาลได้บริหารจัดการสินค้าเกษตร โดยดำเนินโครงการรับจำนำและแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ น้ำมันปาล์มดิบ มันสำปะหลัง ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ ราว ๑.๖ ล้านคน ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่มีราคาสูงกว่าช่วงก่อนการรับจำนำ

( ๓ ) จัดระบบการค้าสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ถั่วเหลือง และเชื่อมโยงการกระจายผลผลิต โดยเฉพาะสินค้ากระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ เพื่อให้มีตลาดรองรับผลผลิตส่วนเกินทำให้ราคาไม่ตกต่ำ

( ๔ ) จัดตั้งศูนย์รวบรวมสินค้าเกษตร เพื่อเชื่อมโยงและกระจายผลไม้ เช่น ลิ้นจี่ ลำไย เงาะ มังคุด ลองกอง ไปยังจังหวัดปลายทาง รวมทั้งประเทศกัมพูชาและประเทศมาเลเซีย ส่งผลให้ราคาทั้งระบบเพิ่มขึ้น และเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๐- ๑๕ หรือประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท

( ๕ ) จัดตั้งศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน จำหน่ายสินค้าที่มีการคัดเกรด คุณภาพดี เพื่อให้เกษตรกรมีช่องทางจำหน่ายผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้น ร้อยละ ๑๐ – ๑๕ และผู้บริโภคได้สินค้าคุณภาพดี จัดตั้งศูนย์แล้ว ๑๑ แห่ง ใน ๑๐ จังหวัด

( ๖ ) การนำที่ดินราชพัสดุ ๑ ล้านไร่ เพื่อให้เกษตรกรเช่าทำการเกษตร เพื่อนำที่ราชพัสดุที่ส่วนราชการครอบครองและไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาจัดสรรให้เกษตรกรเช่าทำเกษตรกรรมในอัตราค่าเช่าที่เหมาะสม โดยได้ดำเนินการแล้ว จำนวน ๑๑๔,๓๗๖ ไร่ จำนวนเกษตรกร ๖,๘๙๔ ราย

( ๗ ) โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนที่มีหนี้นอกระบบเข้าเป็นหนี้ในระบบในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ที่เป็นสถาบันการเงินของรัฐ รวมทั้งฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพให้เข้มแข็ง สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างมั่นคงตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่ง ณ วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๒ มีผู้ลงทะเบียนจำนวน ๖๐๒,๓๕๕ ราย รวมยอดหนี้จำนวน ๖๕,๙๑๔ ล้านบาท

( ๘ ) โครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน (โครงการ ต้นกล้าอาชีพ) มีผู้ว่างงานและประชาชนเข้ารับการฝึกอบรมทั้งสิ้น ๓๑๙,๖๕๘ คน

( ๙ ) มาตรการด้านการเงิน เพื่อเสริมสภาพคล่อง SMEs ตามนโยบายรัฐบาล

  • ปล่อยสินเชื่อและการค้ำประกันสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ SMEs ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ๖ แห่ง จำนวน ๔,๔๙๖,๘๒๓ ราย วงเงินรวม ๑,๐๖๔,๒๑๖ ล้านบาท เทียบกับปี ๒๕๕๑ ที่มียอดอนุมัติสินเชื่อเพียง ๖๗,๑๑๒ ล้านบาท
  • ค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ SMEs โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (บสย.) ได้อนุมัติค้ำการประกัน ไปแล้วทั้งสิ้น ๑๓,๙๓๓ ล้านบาท และคาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น ๑๖,๐๔๗ คน
  • มาตรการขยายบริการรับประกันการส่งออก โดยธนาคารส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยได้อนุมัติประกันการส่งออกไปแล้วในช่วงเดือนมกราคม-พฤศจิกายน ๒๕๕๒ จำนวน ๒,๗๗๖ ราย ปริมาณการรับประกัน ๔๒,๔๘๗ ล้านบาท 
  • โครงการ SME Power วงเงินสินเชื่อ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประการกลุ่มผู้ส่งออก และ SMEs ที่ต้องการขอสินเชื่อเพิ่มเติม โดยปัจจุบันได้อนุมัติสินเชื่อไปแล้ว ๕๗๑ ราย วงเงิน ๔,๐๑๓ ล้านบาท 
  • โครงการ Fast Track ปัจจุบันสถาบันการเงินเฉพาะกิจทุกแห่งยังคงดำเนินการตามโครงการ Fast Track โดยมีเป้าหมายสินเชื่อ ๖๔,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งได้อนุมัติสินเชื่อได้รวม ๗๖,๗๕๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๑๑๙.๙๒ ของเป้าหมาย

( ๑๐ ) มาตรการด้านภาษี เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพและสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม

  • การขยายวงเงินได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ต้องคำนวณภาษี ในอัตราร้อยละ ๐.๕ จาก ๖๐,๐๐๐ บาท เป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท
  • เว้นภาษีเงินได้ให้แก่วิสาหกิจชุมชนที่มีเงินได้ไม่เกิน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ต่อปี เพื่อส่งเสริมสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน 
  • สนับสนุนแหล่งเงินทุนให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผ่านธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital: VC)

( ๑๑ ) การแก้ไขปัญหาการว่างงานและชะลอการเลิกจ้างงาน ส่งผลให้การว่างงานที่คาดการณ์ประมาณ ๙๐๐,๐๐๐-๑,๓๐๐,๐๐๐ คน มีจำนวนผู้ว่างงานจากวิกฤติเศรษฐกิจ ณ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เหลือเพียง ๓๐๐,๐๐๐ คนเศษ

( ๑๒ ) โครงการสินเชื่อชะลอการเลิกจ้างแรงงาน วงเงินสินเชื่อ ๖,๐๐๐ ล้านบาท สถานประกอบการที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อ ๒๗๓ ราย ๔๐๓ สัญญา วงเงินที่อนุมัติสินเชื่อ ๕,๐๗๙.๗๑ ล้านบาท ชะลอการเลิกจ้างลูกจ้างได้ ๗,๘๒๕ ราย

( ๑๓ ) โครงการจ้างงานเร่งด่วนและเพิ่มทักษะฝีมือในการประกอบอาชีพแก่ผู้ประสบภัย โดยจ้างงานผู้ประสบภัยทำงานเกี่ยวกับสาธารณประโยชน์ต่างๆ ในพื้นที่โดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายมาทำงานในเมือง จำนวน ๑๘๓,๖๔๔ คน

( ๑๔ ) ลดค่าครองชีพลูกจ้างและผู้ว่างงาน โดยดำเนินการ

  • ขยายระยะเวลาการได้รับเงินประโยชน์ทดแทนกรณีถูกเลิกจ้าง จากเดิมไม่เกิน ๑๘๐ วันเป็นไม่เกิน ๒๔๐ วัน 
  • จัดสวัสดิการแรงงานนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด เช่น ส่งเสริมให้นายจ้าง / เจ้าของสถานประกอบจัดที่พักอาศัย อาหาร รถรับส่ง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตของผู้ใช้แรงงาน โดยได้ดำเนินการในสถานประกอบกิจการ ๑๓,๕๕๗ แห่ง ลูกจ้างที่เกี่ยวข้อง ๑,๒๘๔,๓๗๔ คน 
  • ลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม โดยให้นายจ้างลูกจ้างจ่ายเงินสมทบในอัตราร้อยละ ๓ ของค่าจ้าง (ลดลงฝ่ายละร้อยละ ๒) ให้มีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒

( ๑๕) บริหารจัดการแรงงานนอกระบบ

( ๑๖ ) โครงการ ๕ มาตรการ ๖ เดือน เพื่อรักษาดำรงชีวิต และลดค่าใช้จ่ายประชาชนประกอบด้วย

  • มาตรการลดค่าใช้จ่ายน้ำประปาของครัวเรือน มีผู้ใช้น้ำได้รับประโยชน์จำนวน ๓.๐๓๕ ล้านครัวเรือน 
  • มาตรการลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าของครัวเรือน ผู้ใช้ไฟฟ้าได้รับประโยชน์จำนวน ๗.๗ ล้านครัวเรือน 
  • มาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทางรถโดยสารประจำทาง มีผู้ใช้รถบริการฟรีของ ของ ขสมก. ๗๖.๓๔ ล้านคน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์.- กรกฎาคม ๒๕๕๒ และ ๓๘.๐๐ ล้านคน ระหว่างเดือนสิงหาคม – ตุลาคม ๒๕๕๒ 
  • มาตรการลดค่าใช้จ่ายเดินทางโดยรถไฟชั้น ๓ โดยระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-กรกฎาคม ๒๕๕๒ มีจำนวนผู้โดยสารทั้งหมดที่ใช้บริการ ๑๖.๔๗ ล้านคน และระหว่างเดือนสิงหาคม – ตุลาคม ๒๕๕๒ มีจำนวนผู้โดยสารทั้งหมดที่ใช้บริการ ๘.๘๒ ล้านคน
  • มาตรการชะลอการปรับราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ๑๖ มกราคม ๒๕๕๒ กพช. มีมติให้ชะลอการปรับราคา LPG เพื่อต่ออายุ ๖ เดือน ๕ มาตรการ ของรัฐบาลที่ผ่านมา และ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๒ กพช. มีมติให้ตรึงราคาขายปลีก LPG ๑๘.๑๓ บาทต่อกิโลกรัม เป็นเวลา ๑ ปี ถึงสิงหาคม ๒๕๕๓

( ๑๗ ) จัดหาตำแหน่งงานว่าง ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ ๒๕๕๒ ถึงปัจจุบัน บรรจุงานให้ผู้ว่างงานและผู้ถูกเลิกจ้างกรณีว่างงาน จำนวน ๔๐๕,๑๕๒ คน

( ๑๘ ) มาตรการเพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพ ดำเนินการฝึกอาชีพใหม่ๆ ตามความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มทางเลือกใหม่ในการประกอบอาชีพ อาทิ การฝึกอาชีพใหม่ให้คนว่างงาน จำนวน ๓,๔๘๘ คน การพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ มีผู้เข้ารับการฝึก จำนวน ๘๒,๓๘๙ คน การพัฒนา / ส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระมีผู้เข้ารับการฝึก จำนวน ๘,๗๑๓ คน

( ๑๙ ) นโยบายส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศปี ๒๕๕๒ มีการจัดส่งจำนวน ๑๕๑,๗๒๑ คน มีรายได้เข้าประเทศ ๕๖,๕๕๑ ล้านบาท รัฐบาลขยายตลาดจัดส่งแบบรัฐต่อรัฐที่เกาหลีใต้ในระบบ EPS และส่งเสริมให้ใช้เงินกู้จากธนาคารของรัฐดอกเบี้ยต่ำ ๔,๖๒๐ คน เป็นเงิน ๔๙๐ ล้านบาท

( ๒๐ ) โครงการ Rainbow Project เพื่อเพิ่มทักษะฝีมือแรงงาน โดยการฝึกอบรมแรงงาน/ฝึกอาชีพให้แก่ผู้ว่างงาน มีผู้ผ่านการฝึกอบรมทั่วประเทศ ๒,๐๐๐ คน และพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและบริการ จำนวน ๒๘,๙๒๗ คน รวมทั้งส่งเสริมการประกอบธุรกิจ/สร้างอาชีพ จำนวน ๕๙,๗๙๒ คน

( ๒๑ ) โครงการนำร่องเพื่อเป็นต้นแบบให้แก่กลุ่มเกษตรกร จำนวน ๓ จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี ลำพูน และขอนแก่น มีผู้ผ่านการฝึกอบรม จำนวน ๙๓๒ คน

( ๒๒ ) โครงการสร้างนักขับรถมืออาชีพ โดยได้เปิดสอนการขับรถบรรทุกและรถโดยสารแก่ผู้ว่างงานหรือผู้สนใจฟรี พร้อมจัดหาที่พักและให้ค่าเบี้ยเลี้ยง ซึ่งมีผู้จบหลักสูตรแล้ว จำนวน ๒,๘๗๒ คน โดยมีบริษัทเอกชนกว่า ๕๐ ราย แสดงความจำนงรับสมัครผู้จบหลักสูตรเพื่อคัดเลือกเข้าเป็นพนักงานขับรถ

( ๒๓ ) การเร่งรัดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ รวม ๑.๔๓ ล้านล้านบาท และ ได้อนุมัติการจัดสรรวงเงินกู้ภายใต้ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ พ.ศ. ๒๕๕๒ ให้กับโครงการที่จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ รวม ๑๙๙,๙๖๐.๖๐ ล้านบาท รวม ๗ แผนงาน ขณะนี้มีโครงการที่ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์แล้ว วงเงินรวม ๑๕,๔๕๘.๙๖ ล้านบาท

( ๒๔ ) การลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๓ รัฐบาลได้เห็นชอบกรอบและงบประมาณของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๓ โดยมีวงเงินดำเนินการ ๔๖๒,๗๖๘ ล้านบาท และวงเงินเบิกจ่ายลงทุน ๓๐๑,๔๖๗ ล้านบาท หรือร้อยละ ๓.๓ ของ GDP

( ๒๕ ) การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ระดับชาติ

( ๒๖ ) โครงการถนนปลอดฝุ่น ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๑๖,๓๒๑ ล้านบาท ระยะทาง ๗,๗๐๘ กม. โดยปีงบประมาณ ๒๕๕๒ (งบกลางปี) จำนวน ๑,๕๐๐ ล้านบาท ระยะทาง ๕๐๘ กม. ขณะนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จ และปีงบประมาณ ๒๕๕๓ - ๒๕๕๕ ได้รับจัดสรรวงเงิน ๑๔,๘๒๑.๔๘๔๙ บาท ระยะทาง ๗,๒๐๐ กม.

( ๒๗ ) โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ โดยมีระยะทาง ๒๓ กม. เพื่อตอบสนองนโยบายของพรคประชาธิปัตย์เพื่อลดปัญหาจราจรและมลภาวะเป็นพิษภายในกรุงเทพมหานคร ระยะเวลาดำเนินการปี ๒๕๕๒ – ๒๕๕๗ อยู่ระหว่างการทำสัญญาเพื่อขอเบิกจ่ายค่าทดแทนให้ผู้ถูกเวนคืน และอยู่ระหว่างนำเสนอคณะรัฐมนตรี

( ๒๘ ) การพัฒนาระบบขนส่งทางรถไฟ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ได้เห็นชอบหลักการพัฒนาระบบขนส่งทางรถไฟ และแนวทางการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการการรถไฟแห่งประเทศไทย มีกรอบวงเงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

( ๒๙ ) แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ ๒) ของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๖ มีมาตรการและการดำเนินการให้ประชาชนเข้าถึงและสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในชีวิตประจำวันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตได้ร้อยละ ๕๐ ของประชาชนทั้งประเทศ ภายในปี พ.ศ. ๒๕๕๖

( ๓๐ ) โครงการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชน ให้ครบทุกจังหวัด อำเภอ ตำบล ส่งผลให้ประชาชนที่ใช้คอมพิวเตอร์ในปี ๒๕๕๒ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๒๙ จากร้อยละ ๒๘ ในปี ๒๕๕๑ มีจำนวนผู้เข้าถึงบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเป็น ๒.๓๙ ล้านครัวเรือน จาก ๑.๗๗ ล้านครัวเรือน และมีประชากรใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเป็น ๑๔.๑๙ ล้านคน จาก ๑๒.๑๕ ล้านคน ในช่วงเวลาเดียวกัน

( ๓๑ ) แผนพัฒนาพลังงานทดแทน ๑๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๕๑ - ๒๕๖๕) คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๕๒ มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนในปี ๒๕๖๕ ให้เป็นร้อยละ ๒๐ ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายของประเทศ

( ๓๒ ) แนวทางการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้เพื่อตอบสนองนโยบายของพรรคในหัวข้อพลังงานไฟฟ้าทั่วถึง คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบหลักการการจัดหาไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้และการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน จำนวนประมาณ ๙๑,๕๐๐ ครัวเรือน

( ๓๓ ) มาตรการตรึงค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือ ค่า Ft จนถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ ในระดับ ๙๒.๕๕ สตางค์/หน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ ๓.๑๘ บาท ต่อหน่วย

( ๓๔ ) ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดการนำเข้าน้ำมัน ได้แก่ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ ซึ่งมีการใช้อยู่ที่ ๑๒.๒ ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๑ ร้อยละ ๓๒.๒ มีสถานีบริการ รวม ๔,๒๓๕ แห่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ๑.๔ โดย E๘๕ กำหนดให้มีราคาต่ำกว่าน้ำมันทุกชนิด น้ำมันไบโอดีเซล ในปี ๒๕๕๒ ยอดการใช้ B๕ เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๑๔.๗ มีสถานีบริการ B๕ ๓,๕๘๒ สถานี มีโรงงานผลิต B๑๐๐ ๑๔ แห่ง กำลังการผลิตรวม ๔.๔๕ ล้านลิตรต่อวัน NGV ในปี ๒๕๕๒ มีสถานีบริการ ๓๙๙ แห่ง เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๑ ร้อยละ ๓๑.๗ จำนวนรถ ๑๖๑,๙๓๐ คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๖.๘ และมีปริมาณการใช้ ๑๓๓ MMCFD เพิ่มขึ้น ร้อยละ ๘๐.๒

( ๓๕ ) การจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ รัฐบาลได้ยกร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. .... โดยผ่านการแสดงความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร

( ๓๖ ) มาตรการรองรับการเปิดตลาดสินค้าเกษตรภายใต้ความตกลง AFTA และการช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า รัฐบาลได้จัดทำมาตรการรองรับผลกระทบสำหรับสินค้าเกษตร ๒๓ รายการ ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ในปี ๒๕๕๓ และ จัดให้มีเงินช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า

( ๓๗ ) มาตรการช่วยเหลือการท่องเที่ยว

  • โครงการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจและปัญหาภายในประเทศ ซึ่งได้อนุมัติสินเชื่อไปแล้วทั้งสิ้น ๑,๖๘๑ ราย เป็นเงินรวม ๒,๘๔๐.๗๕ ล้านบาท 
  • การยกเว้นและลดหย่อนค่าธรรมเนียมของผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว 
  • การกระตุ้นตลาดท่องเที่ยว โดยจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในปีนี้ นับถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๓ มีจำนวนทั้งสิ้น ๑,๔๗๒,๗๕๒,๐๐๐ คน 
  • การจัดทำแผนพัฒนาการท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวในปี ๒๕๕๔ มูลค่ารวม ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท 
  • การจัดตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยขึ้นในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย 
  • การพัฒนามาตรฐานแหล่งท่องเที่ยว ได้ให้ความสำคัญกับการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานสินค้าและบริการท่องเที่ยว
  • การสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น การสนับสนุนการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย รวม ๓๗๗ เรื่อง มีรายได้รวม ๗๙๔.๓๙ ล้านบาท เป็นต้น

( ๓๘ ) การปรับโครงสร้างเกษตร 

  • พัฒนาการเกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยผ่านกระบวนการฝึกอบรมจากศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน ๑,๑๓๒ แห่ง ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ๘๐๐ ศูนย์ และศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้าน จำนวน ๑๘๗ ศูนย์ ให้กับเกษตรกรไปแล้วมากกว่า ๑๓๐,๖๖๐ ราย 
  • พัฒนาระบบการผลิตและการตลาดเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับเกษตรกร โดยมุ่งรักษาคุณภาพมาตรฐานการผลิตของเกษตรกร และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเกษตรกรกว่า ๑.๕ ล้านราย ผ่านการประชาสัมพันธ์เผยแพร่มาตรฐานสินค้าเกษตรและความปลอดภัยอาหาร การตรวจสอบรับรองคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรและฟาร์ม/โรงงานแปรรูปสินค้าเกษตร ตามระบบ GAP เกษตรอินทรีย์ และ GMP/HACCP ทำให้สินค้าเกษตรส่งออกกว่าร้อยละ ๙๙.๘ ที่ผ่านการรับรองไม่ถูกแจ้งเตือน 
  • ฟื้นฟูอาชีพของเกษตรกรรายย่อยและยากจนมีหนี้สิน โดยให้จัดทำแผนฟื้นฟูอาชีพ รวม ๒๔,๐๐๐ ราย และลดภาระหนี้เกษตรกรรายย่อยผ่านสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรได้รับชดเชยดอกเบี้ยแล้ว จำนวน ๖๙๑,๓๘๕ ราย และได้รับการฟื้นฟูอาชีพ จำนวน ๑๓๔,๗๐๖ ราย 
  • พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตเพื่อเสริมสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้กับเกษตรกร โดยเน้นการพัฒนางานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชและสัตว์ ตลอดจนเทคโนโลยีการเก็บเกี่ยว เพื่อขยายผลไปสู่เกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย 
  • สนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรและวิสาหกิจชุมชน ให้เข้มแข็ง จำนวน ๖,๘๒๗ แห่ง ผ่านการสนับสนุนและฝึกอบรม ทำให้มีจำนวนสหกรณ์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ปี ๒๕๕๒ จำนวน ๓,๗๓๔ แห่ง เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๑ จำนวน ๒๔๒ แห่ง มูลค่าธุรกิจในปี ๒๕๕๒ เพิ่มขึ้นเป็น ๑,๔๓๙,๘๙๐ ล้านบาท จาก ๑,๒๗๙,๒๔๙ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๑

( ๓๙ ) การปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม 

  • การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานอย่างเข้มข้นและราคาถูก (Labour Intensive Industries) เป็นอุตสาหกรรมนวัตกรรม (Innovative Industries) โดยส่งเสริมให้การผลิตที่มุ่งพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมนวัตกรรมภายใต้กรอบแนวคิดโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา ผ่านการพัฒนางานวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างตลาดผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติพิเศษและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
  • การเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยสนับสนุนการพัฒนาระบบบริหารจัดการการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น สาขาอุตสาหกรรมสิ่งทอ สาขาอุตสาหกรรมอาหาร ที่เน้นการสร้างระบบบริหารจัดการโครงการครบวงจร 
  • วิจัยพัฒนาในการปรับปรุงและพัฒนาระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการในการยกระดับภาคธุรกิจสู่การพัฒนาในระดับสากล 
  • การพัฒนาความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ของกำลังคนภาคอุตสาหกรรมเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมฐานความรู้ ผ่านทางสถาบันเฉพาะทางต่างๆ และการศึกษาวิจัยการพัฒนาเทคโนโลยีและกำลังคนเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมฐานความรู้ในสาขาอุตสาหกรรมต่างๆ และการศึกษาวิจัยเพื่อเสนอแนะเชิงนโยบายให้มีการจ่ายค่าตอบแทนตามสมรรถนะ(Competency Based Pay) แทนการจ่ายค่าตอบแทนตามวุฒิการศึกษา 
  • การสร้างระบบมาตรฐานผลิตภัณฑ์ภาคอุตสาหกรรมภายใต้โครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ โดยวางรากฐานข้อมูลเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเชิงลึกด้านมาตรฐาน เช่น มาตรฐานคุณภาพ ( ISO ๙๐๐๑) ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO ๑๔๐๐๑) มาตรฐานสุขอนามัย ซึ่งเป็นการกีดกันการค้าที่มิใช่ภาษี (NTBs) ฯลฯ 
  • บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคอุตสาหกรรมอย่างสมดุลและยั่งยืน (Sustainable Development) ได้แก่ นำเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ คือ หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle : PPP) มาใช้จัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการ รวมทั้ง สนับสนุนการประกอบการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) 
  • การแสวงหาประโยชน์จากกรอบความร่วมมือทวิภาคีและพหุภาคี โดยศึกษาวิจัยประเทศที่เป็นคู่แข่งและคู่ค้าตามกรอบข้อตกลงการเปิดเสรี เช่น ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-ญี่ปุ่น เป็นต้น 
  • การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม เช่น ส่งเสริมรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (Eco Car) และแนวทางของรถยนต์แห่งอนาคต (Hydrogen Fuel Vehicle)ส่งเสริมรถยนต์ FFV ที่ใช้เชื้อเพลิงได้หลายชนิด ซึ่งรัฐบาลส่งเสริมการผลิตในประเทศ ลดอากรนำเข้า รวมทั้ง ส่งเสริมการผลิตเอทานอล ไบโอดีเซล และ การใช้ก๊าซ NGV

( ๔๐ ) การตลาด 

  • มาตรการการส่งออกปี ๒๕๕๓ หลังจากมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นการส่งออกปี ๒๕๕๒ จำนวน ๕ มาตราการ เพื่อแก้ปัญหาการส่งออก ได้แก่ มาตรการด้านสินค้า มาตรการด้านราคาต้นทุนสินค้า มาตรการด้านตลาด มาตรการด้านการสื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทย และมาตรการเร่งด่วนแก้ไขการขาดคำสั่งซื้อชั่วคราวของผู้ส่งออก ทำให้ยอดส่งออกของไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี ๒๕๕๓ และมียอดส่งออกสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์สิ้นปี ๒๕๕๓ รวม ๖,๑๗๖,๔๒๓.๗ ล้านบาท 
  • การรณรงค์กระตุ้นการบริโภคสินค้าไทย เพื่อให้ประชาชนหันมาซื้อของไทย กินของไทย ใช้ของไทย เที่ยวเมืองไทย เพื่อช่วยชาติไทย โดยมีการร่วมลงนามในปฏิญญาแห่งชาติว่าด้วยการนิยมไทยกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ สมาคมต่างๆ รวม ๑๔ ราย จัดงานสัปดาห์นิยมไทย “รักประเทศไทย เยาวชนนิยมไทย” เพื่อสร้างกระแสนิยมไทย มีประชาชนเข้าร่วมงานกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน 
  • ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้มีการขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาให้ถูกต้อง และปกป้องคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของสินค้าและผลิตภัณฑ์ไทยในต่างประเทศ โดยมีผู้ยื่นคำขอรับความคุ้มครอง ๕๓,๓๙๑ ราย สูงกว่าปี ๒๕๕๑ ที่มี จำนวน ๔๙,๗๖๑ ราย 
  • ขับเคลื่อน “โครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย” (Creative Economy) ได้รับการจัดสรรกรอบงบประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ได้เปิดตัว Creative Thailand อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๒ ขณะนี้อยู่ระหว่างขับเคลื่อนกิจกรรมเสริมสร้างองค์ความรู้ในเรื่องนี้ 
  • เร่งรัดและพัฒนาตลาดและระบบการกระจายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ รวม ๑๔ โครงการ วงเงินดำเนินการ จำนวน ๔๐๐ ล้านบาท ทำให้ผู้ประกอบการเพิ่มรายได้ รวมทั้งสิ้น ๙๗๘ ล้านบาท และมีผู้ประกอบการที่สามารถพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน จำนวน ๓,๐๕๘ ผลิตภัณฑ์ 
  • การลงทุน โดยจัดตั้งศูนย์ประสานการบริการด้านการลงทุน หรือ One Start One Stop Investment Center (OSOS) มีส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องจำนวน ๒๑ แห่ง จาก ๑๐ กระทรวง เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ณ อาคารจัตุรัสจามจุรี โดยมีนักลงทุนเข้ามาติดต่อที่ศูนย์ฯ จำนวน ๙๑ ราย

( ๔๑ ) โยบายด้านการต่างประเทศ 

  • บทบาทไทยในอาเซียน เป็นประธานอาเซียน ๑ ปีครึ่ง จนถึงเดือนธันวาคม ๒๕๕๒ มีความสำเร็จในการผลักดัน (๑) การสร้างประชาคมอาเซียน (๒) การดำเนินการตามกฎบัตร (๓) การฟื้นฟูอาเซียนให้เป็นประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และ (๔) การพัฒนาและความมั่นคงมนุษย์ 
  • บทบาทในเวที G-๒๐ ในฐานะประธานอาเซียนได้มีส่วนร่วมในการมีข้อเสนอที่สำคัญในการปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศ และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ 
  • ผลักดันให้มีการจัดตั้งระบบสำรองข้าวฉุกเฉินของประเทศอาเซียน+๓ (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve: APTERR) อย่างถาวร 
  • จัดทำข้อตกลงพหุภาคีสำหรับความร่วมมือด้านการเงินในกรอบ Chiang Mai Initiative Multilateralisation (CMIM) โดยขยายวงเงินจากเดิม ๘๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น ๑๒๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 
  • พัฒนาในกรอบอนุภูมิภาคต่างๆ ไทย ดำเนินการตามแผนงานการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ๖ ประเทศ (Greater Mekong Subregion: GMS) และผลักดันความร่วมมือภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) 
  • สร้างความสัมพันธ์กับประเทศหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ โดยเข้าร่วมการประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ ๑ ณ ประเทศญี่ปุ่น
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน (กัมพูชา สปป.ลาว และพม่า)
    ๔ โครงการใหม่ 
  • ผ่อนคลายกฎระเบียบและอำนวยความสะดวกกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการคมนาคมขนส่งข้ามพรมแดน เช่น การเปิดเดินรถระหว่างไทย-ลาว-เวียดนาม ตามแนวพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก 
  • การส่งเสริมความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของไทยในต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการ
    ดำเนินโครงการ Roadshow ในระดับนายกรัฐมนตรี และการดำเนินโครงการ Thailand Branding เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงรุกและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ” 
  • มิติระหว่างประเทศเพื่อส่งเสริมความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยการส่งเสริมให้ประเทศต่าง ๆ รวมทั้งองค์กรและเวทีระหว่างประเทศ ได้แก่ องค์การสหประชาชาติ และ OIC ทราบเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินการของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาของนักศึกษาไทยมุสลิม 
  • ร่วมมือในการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจ IMT-GT การค้าการลงทุน การท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์และบริการฮาลาล การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตรและสิ่งแวดล้อม 
  • กรอบความร่วมมือภายใต้คณะกรรมการว่าด้วยยุทธศาสตร์ร่วมในการพัฒนาพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย (Thailand-Malaysia Committee on Joint Development Strategy for Border Area: JDA) โดยจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งที่ ๒ ให้เร่งเชื่อมโยงแผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย เร่งดำเนินการเปรียบเทียบผลการศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลากับเมืองบูกิตกายูฮิตัม รัฐเกดะห์ มาเลเซีย และการเร่งรัดการลงนามความตกลงว่าด้วยการเดินทางข้ามแดน (Agreement on Border Crossing)
  • ส่งเสริมการมีบทบาทร่วมกับประชาคมโลกและข้อตกลงระหว่างประเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศและสังคมโลกในระยะยาว ได้แก่ 
    • เข้าร่วมประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ ๑๕ (UNIFCCC-COP ๑๕) และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ ๕ ที่กรุงโคเปนเฮเกน 
    • ส่งกองกำลังทหารเข้าร่วมในการปฏิรูปการรักษาสันติภาพในประเทศซูดานภายในปี ๒๕๕๒
    • รณรงค์เพื่อขอการสนับสนุนจากประเทศต่างๆ ขอการสนับสนุนจากประเทศต่างๆ ในการเข้าเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน (Human Right Council) ของสหประชาชาติ ในปี ๒๕๕๓ 
  • ส่งเสริมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศมุสลิมและองค์กรมุสลิมระหว่างประเทศ เช่น สร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างกันกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน โดยเน้นการสร้างความสัมพันธ์อันดีในระดับผู้นำในกรอบ IMT-GT และ JDS จัดตั้งกงสุลฮัจย์ ประจำประเทศซาอุดิอาระเบีย และจัดประชุมหัวหน้าคณะฮัจย์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • สร้างความเชื่อมั่นของต่างประเทศต่อประเทศไทยและส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในโลกที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย รวมทั้งการดำเนินการด้านการทูตสาธารณ โดยใช้ “การทูตสาธารณะ” และ “การทูตวัฒนธรรม” ประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศเชิงรับและเชิงรุก เพิ่มจำนวนเพื่อนไทย (Friends of Thailand) ในทุกวงการในประเทศต่างๆ 
  • คุ้มครองและส่งเสริมสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทย แรงงานไทย และภาคธุรกิจเอกชนไทยในต่างประเทศ และสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนไทยในต่างประเทศ ดำเนินกิจกรรมเพื่อให้ความรู้ด้านกฎหมายท้องถิ่น ช่วยเหลือคนไทยที่ประสบปัญหาในต่างประเทศ และคุ้มครองดูแลสิทธิและผลประโยชน์แรงงานไทยในต่างประเทศให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนดจำนวน ๔๗๐,๗๙๙ คน 
  • เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมหารือประจำปีกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ครั้งที่ ๔ โดยผลสำคัญของการเยือนไทยของ นรม.มาเลเซีย
                โดยทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองที่จะเร่งรัดให้มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมในประเด็นสำคัญต่างๆ อาทิ (๑) การแก้ไขปัญหาด้านเทคนิคในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลแบบ Smart Card ของไทยกับ Mykad ของมาเลเซีย (๒) การจัดคณะการค้าและการลงทุนของไทยเดินทางไปมาเลเซียในช่วงต้นปี ๒๕๕๓ (๓) การเร่งรัดการเชื่อมโยงระหว่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Development Plan – SDP) ของไทยกับ Northern Corridor Economic Region (NCER) และ East Coast Economic Region (ECER) ของมาเลเซีย (๔) มาเลเซียมีเจตนารมณ์ที่แน่ชัดในการมีบทบาทเชิงบวกในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย

๑.๓ ด้านสังคม (ระบบสวัสดิการประชาชน)

( ๑ ) โครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี อย่างมีคุณภาพ ปี ๒๕๕๒ ได้จัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษาทุกสังกัดรวมทั้งประเทศ ๑๙,๐๐๑,๐๔๖,๐๐๐ บาท เพื่อสนับสนุนผู้เรียนจำนวน ๑๒,๔๗๔,๖๑๑ คน

( ๒ ) โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สามารถขยายความครอบคลุมของการเข้าถึงบริการ ส่งผลให้คนไทยกว่า ๖๒.๓๖ ล้านคนมีหลักประกันสุขภาพ

( ๓ ) โครงการเช็คช่วยชาติ โดยได้ดำเนินการจ่ายเช็คช่วยชาติให้แก่ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมแล้วรวม ๗,๘๗๕,๕๖๓ ฉบับ เป็นเงิน ๑๕,๗๕๑.๑๒๖ ล้านบาท และได้จ่ายเช็คช่วยชาติให้ให้แก่บุคลากรภาครัฐแล้วรวมกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน คิดเป็นเงินกว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท

( ๔ ) การสร้างรายได้และศักยภาพเศรษฐกิจในระดับฐานรากโดยการจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง มีจำนวนชุมชนที่ได้รับเงินโอนเข้าบัญชีชุมชนแล้ว จำนวนทั้งสิ้น ๕,๓๖๗,๖๓๐,๐๐๐ บาท มีผู้ได้รับประโยชน์จำนวน ๒๑,๗๑๖ หมู่บ้าน

( ๕ ) การช่วยเหลือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพื่อสร้างหลักประกันด้านรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุ ดำเนินการผลักดันให้ผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพเพิ่มขึ้นอีก จำนวน ๓.๔๘ ล้านคน เป็นเงิน ๑๐,๗๓๐ ล้านบาท รวมผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพ จำนวน ๕,๔๔๘,๘๔๓ คน เป็นเงิน ๒๑,๙๖๓,๐๗๕,๐๐๐ บาท

( ๖ ) โครงการจัดงานธงฟ้าราคาประหยัด ได้จัดให้มีการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าเกษตรในราคาต่ำกว่าท้องตลาดทั่วไป ร้อยละ ๒๐-๔๐ มีผลต่อประชาชน ๑๕ ล้าน ๔ แสนคน สามารถลดรายจ่ายได้ถึง ๒,๐๐๔ ล้านบาท

( ๗ ) การสนับสนุนเบี้ยความพิการ เดือนละ ๕๐๐ บาท ให้แก่คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการทุกรายทั่วประเทศ จำนวน ๘๕๗,๒๐๔ คน โดยเริ่มจ่ายเบี้ยความพิการตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๕๓ เป็นต้นไป

( ๘ ) การสงเคราะห์และจัดสวัสดิการให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้พิการและทุพพลภาพและผู้อยู่ในภาวะยากลำบาก (เบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุและผู้พิการ) มีการจัดการศึกษาในโรงเรียนการศึกษาพิเศษแก่เด็กพิการ เด็กออสทิสติกในระดับอุดมศึกษา และผู้พิการเรียนร่วมกับเด็กปกติ รวม๑๘๒,๐๙๗ คน นอกจากนี้ รัฐบาลได้สนับสนุนเงินอุดหนุนเพื่อจ่ายเป็นเบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุและผู้พิการส่งผลให้ผู้สูงอายุกว่า ๕ ล้านคน และผู้พิการ จำนวน ๒๕๕,๔๗๕ คน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

( ๙ ) ส่งเสริมการมีงานทำของผู้สูงอายุและคนพิการ ส่งเสริมการมีงานทำให้ผู้สูงอายุ จำนวน ๔,๔๙๙ คน จัดบริการจัดหางาน ประสานนายจ้าง/สถานประกอบกิจการที่ต้องการคนพิการเข้าทำงาน ส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระ มีผู้รับบริการ จำนวน ๒,๐๕๙ คน

( ๑๐ ) โครงการส่งเสริมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.เชิงรุก) โดยมี อสม. ได้รับค่าตอบแทน ๙๘๗,๐๑๙ คน คิดเป็นเงินทั้งสิ้น ๓,๕๑๔.๘๓ ล้านบาท และในปี ๒๕๕๓ ได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม อีกจำนวน ๗,๐๒๙.๖๗ ล้านบาท

( ๑๑ ) การสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนาเพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต มีเยาวชนที่เข้ารับการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ๘,๐๔๓,๔๖๘ คน

( ๑๒ ) การส่งเสริมความเสมอภาคของหญิงและชาย ได้ดำเนินการตามแผนพัฒนาสตรีฯ เพื่อมุ่งปรับเปลี่ยนเจตคติในสังคมให้เคารพในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิสตรีโดยแก้ไขกฎหมายที่เลือกปฏิบัติต่อสตรี และการพัฒนาด้านข้อมูลและการวิจัย เพื่อเป็นเครื่องมือในการวางแผนและกำหนดนโยบายที่เอื้อต่อการส่งเสริมความเสมอภาคหญิงชาย

( ๑๓ ) มาตรการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตยาสูบ โดยปรับเพิ่มอัตราสูงสุดตามกฎหมายของภาษีสรรพสามิตยาสูบ สำหรับยาเส้นและยาสูบ เช่น ยาเส้นปรับเพิ่มจากเดิมร้อยละ ๘๐ และ ๐.๖๐ บาทต่อกรัม เป็นร้อยละ ๙๐ และ ๓ บาทต่อกรัม เป็นต้น เพื่อลดปัญหาทางสังคมที่เกิดจากการบริโภคสินค้าประเภทนี้ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรง และเสริมสร้างฐานะการคลังของรัฐบาล

( ๑๔ ) การจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยให้มีการจำหน่ายเฉพาะเวลา ๑๑.๐๐-๑๔.๐๐ น. และ ๑๗.๐๐-๒๔.๐๐ เท่านั้น เพื่อลดปัญหาทางสังคมและความปลอดภัยของการจราจร

( ๑๕ ) โครงการห้องสมุด ๓ ดี มุ่งเน้นการสร้าง ๑ หนังสือที่ดี ซึ่งรวมถึง e-Book บรรยากาศดี และบรรณารักษ์ดี ซึ่งจัดให้กับทุกโรงเรียนทั่วประเทศ ๓๒,๐๐๐ แห่ง วิทยาลัยอาชีวศึกษา ๔๕๐ แห่ง และจัดสร้างห้องสมุดฯ ให้ประชาชนในช่วง ๓ ปี อีก ๑๕๐ แห่งทั่วประเทศ

( ๑๖ ) โครงการติวฟรีอย่างมีคุณภาพ หรือ โครงการกระทรวงศึกษาธิการติวเข้มเติมเต็มความรู้ ภายใต้รายการ “Tutor Channel เพื่ออนาคตชาติ เพื่อโอกาสทุกคน” ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดทุกวันเสาร์ ผ่านช่อง ๑๑ หรือ NBT และ ETV รวมทั้ง UBC ช่อง ๙๖ และเคเบิ้ลทีวีทั่วประเทศ รวมถึง R-Radio เวลา ๑๐.๐๐-๑๒.๐๐ น.

( ๑๗ ) โครงการคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันอัตราส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อนักเรียนไทย โดยเฉลี่ยคอมพิวเตอร์ ๑ เครื่องต่อนักเรียน ๔๐ คน ซึ่งจะปรับสัดส่วนเป็น คอมพิวเตอร์ ๑ เครื่องต่อนักเรียน ๑๐ คน และถือเป็นการปฏิรูประบบการศึกษาโดยใช้ระบบข้อมูลสารสนเทศครั้งใหญ่ของ ประเทศไทย โดยจะมีการจัดเตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างน้อย ๔๘๒,๐๐๐ เครื่อง ให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ อย่างน้อย ๑๗,๓๒๘ โรง ที่ปัจจุบันอัตราส่วนยังไม่ได้ ๑:๑๐

( ๑๘ ) ส่งเสริมการอ่านให้เป็นวาระแห่งชาติเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดย “ให้คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ” ทั้งที่อยู่ในระบบและนอกระบบการศึกษา สามารถค้นคว้าหาความรู้และเข้าถึงความรู้ได้ตลอดเวลาจากสื่อที่หลากหลายในยุคโลกาภิวัฒน์

( ๑๙ ) โครงการมหาวิทยาลัยวิจัย ได้จัดงบประมาณส่งเสริมการวิจัยให้ ๓ ปี ๙,๐๐๐ ล้านบาท ให้กับมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ๙ แห่ง ในการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ และนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การเกษตร สังคม และภาคบริการ และเตรียมไว้อีก ๓,๐๐๐ ล้าน สำหรับ ๖๙ มหาวิทยาลัยที่เหลือ

( ๒๐ ) โครงการสนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน โดยการกำกับดูแลของมหาวิทยาลัย เพื่อสนับสนุนการพัฒนานักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากผู้มีความสามารถพิเศษให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยนำร่อง ๔ แห่ง

( ๒๑ ) โครงการยกระดับคุณภาพการศึกษาท้องถิ่น (ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก) จัดทำมาตรฐานเพื่อยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน ๑๘,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศ

( ๒๒ ) มาตรการให้กู้ยืมแก่นักเรียนนักศึกษามุสลิม รัฐบาลเห็นชอบการเพิ่มช่องทาง การบริหารเงินกองทุน โดย ให้กยศ. เพิ่มผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืมสำหรับนักศึกษามุสลิมเป็นการเฉพาะให้สอดคล้องกับหลักศาสนา โดยให้ผู้กู้ยืมที่นับถือศาสนาอิสลามสามารถเปิดบัญชีของธนาคารอิสลามเพื่อรับเงินกู้ยืม

( ๒๓ ) โครงการอาหารเสริม (นมโรงเรียน) รัฐบาลได้จัดสรรเงินเป็นค่านมให้นักเรียนทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับ เด็กเล็ก – เด็กอนุบาล – ป.๖ ในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ รวม ๔,๙๕๗,๖๗๘ คน งบประมาณ ๗,๙๓๘ ล้านบาท และ ในปีงบประมาณ ๒๕๕๓ จำนวน ๖,๑๔๔,๐๘๕ คน งบประมาณ รวม ๑๑,๒๘๗ ล้านบาท

( ๒๔ ) เสริมสร้างและพัฒนาความเป็นปึกแผ่นของสถาบันครอบครัวและชุมชน โดยการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า ๒๓,๐๐๐ บาท/คน/ปี ลดลงจากจำนวน ๑๘๔,๗๓๖ ครัวเรือน ในปี ๒๕๕๑ เหลือจำนวน ๑๓๐,๔๗๐ ครัวเรือนในปี ๒๕๕๒

( ๒๕ ) พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาในทุกระดับ โดยมีการจ้างบุคลากรทำงานธุรการแทนครู ๒๓,๒๗๗ อัตรา นักเรียนและนักศึกษาให้มีรายได้ระหว่างเรียน ๓๕,๐๘๑ คน ผู้เรียน ๑๒.๔๗ ล้านคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ

( ๒๖ ) การเพิ่มโอกาสการมีงานทำ ประชากรวัยแรงงานได้รับการส่งเสริมอาชีพทั้งในและต่างประเทศ จำนวน ๓.๒๙ ล้านคน ได้รับการฝึกพัฒนาฝีมือ จำนวน ๔.๕๓ ล้านคน

( ๒๗ ) การให้ความคุ้มครองประกันสังคมแก่ผู้ประกันตน มีสถานประกอบกิจการในความรับผิดชอบ๓๘๗,๘๑๔ แห่ง ผู้ประกันตน ๙,๒๕๕ ล้านคน

( ๒๘ ) การคุ้มครองแรงงานนอกระบบ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ขยายสิทธิประโยชน์ ๕ ประการ กรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย คลอดบุตร และชราภาพ โดยจ่ายเงินสมทบเดือนละ ๒๘๐ บาท คาดว่าจะมีผู้เข้าสู่ระบบเบื้องต้น ๙ แสนกว่าคน จาก ๒๔ ล้านคน

( ๒๙ ) การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและศิลปวัฒนธรรม เช่น การเลือกตั้งคณะกรรมการมรดกโลกและดำเนินงานเกี่ยวกับมรดกโลก การจัดตั้งสถาบันโขนแห่งชาติ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรมภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ รวม ๗ โครงการ เป็นงบประมาณ ๖๑๒.๕๙๕ ล้านบาท โดยได้มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้านวัฒนธรรม

( ๓๐ ) โครงการอาสาสมัครพิทักษ์ยุติธรรม โดยเปิดโอกาสให้เครือข่ายภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรม กระทำผิดกฎหมายและการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม เมื่อวันที่ ๑๗ พ.ค. ๒๕๕๒ นับถึงเดือน ธ.ค. ๒๕๕๒ มีผู้สมัครเป็นอาสาสมัครพิทักษ์ยุติธรรมแล้วเป็นจำนวนทั้งสิ้นกว่า ๑๒,๐๐๐ คน

( ๓๑ ) โครงการลานบุญลานปัญญา ภายใต้แผนปฏิบัติการ ไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ โดยมีเป้าหมายเปิดพื้นที่ในศาสนสถานมากกว่า ๖๐๐ แห่งทั่วประเทศ เพื่อเป็นเวทีประชาคมของสภาวัฒนธรรมตำบล และหมู่บ้าน

( ๓๒ ) โครงการคืนคนดีสู่สังคม เพื่อดำเนินการช่วยเหลือผู้ต้องขังที่ต้องการกลับตัวเป็นคนดีทั้งในรูปแบบการฝึกอาชีพและฟื้นฟูจิตสำนึก ซึ่งถือเป็นการลดจำนวนผู้ต้องขังที่พื้นโทษแล้วกลับไปเป็นภาระสังคมอีก

( ๓๓ ) การปรับปรุงระบบบริการสุขภาพของภาครัฐทุกระดับให้ได้มาตรฐาน โดยจัดทำแผนการพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๕ ซึ่งในปี ๒๕๕๒ ดำเนินการได้แล้ว ๑,๐๐๐ แห่ง และมีเป้าหมายที่จะพัฒนาสถานีอนามัยทุกแห่งเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้ครบ ในปี ๒๕๕๖

( ๓๔ ) การวางมาตรการเตรียมความพร้อมรับและลดผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่ ของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H๑N๑) ๒๐๐๙ ในช่วงฤดูหนาว โดยดำเนินการ เร่งรัดประชาสัมพันธ์ให้ความรู้และคำแนะนำแก่ประชาชน และจัดหาวัคซีนฯ จำนวน ๒.๘ ล้านโด๊ส ฉีดให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยงสูง

( ๓๕ ) จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนขยายผลไปทั่วประเทศ มีนโยบายสนับสนุนให้ชุมชนจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน เพื่อให้มีระบบช่วยเหลือพึ่งพาและดูแลกันเองในชุมชน โดยรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ ปี ๒๕๕๓ เป็นเงิน ๗๒๗.๓ ล้านบาท เพื่อสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการชุมชน ในอัตรา ๑: ๑ จำนวน ๕,๑๐๐ แห่ง ทั่วประเทศ โดยกำหนดจ่ายเงินสมทบกองทุนสัวสดิการชุมชนชุดแรก ในวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการมอบทุน

( ๓๖ ) สร้างโอกาสให้ประชาชนทุกลุ่มออกกำลังกายและเล่นกีฬา และพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศ โดยการเป็นเจ้าภาพและการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาในต่างประเทศ อาทิ การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนมาเชี่ยลอาร์ทเกมส์ ครั้งที่ ๑

( ๓๗ ) สนับสนุน สปป. ลาวในการเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ ๒๕ ระหว่างวันที่ ๙ – ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ จำนวน ๑๐๗ ล้านบาท และภาคเอกชนสนับสนุนเพิ่มเติมประมาณ ๔๐ ล้านบาท เป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แนบแน่นยิ่งขึ้น

( ๓๘ ) บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนเพื่อป้องกันและลดผลกระทบเชิงลบจากการพัฒนาเศรษฐกิจและภาวะโลกร้อน โดยส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็วเพื่อเป็นพลังงานทดแทน จำนวน ๓๖,๒๗๔ ไร่

( ๓๙ ) แก้ไขปัญหาที่ดินเสื่อมสภาพ ผ่านการส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร ครอบคลุมพื้นที่ ๑๗,๑๘๓,๘๘๘ ไร่ และสามารถจัดสรรที่ดินและกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมในรูปแบบต่างๆ ให้กับประชาชนทั้งสิ้น ๑๙๖,๗๒๕ ราย พื้นที่ ๒.๐๔ ล้านไร่

( ๔๐ ) รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินโครงการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ โดยใช้เทคโนโลยีภูมิศาสตร์สารสนเทศในการสำรวจพื้นที่ป่า จัดทำแนวเขตที่ชัดเจน และจัดทำแผนที่ป่าทั่วประเทศ พร้อมจัดทำหมุดหลักฐานภาคพื้นดินที่ชัดเจนในพื้นที่ป่าสงวน ป่าชายเลน เขตรักษาพันธุสัตว์ป่าอุทยานแห่งชาติ และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า เป็นต้น ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมทั้งจัดทำระบบสืบค้นและให้บริการข้อมูลแผนที่แนวเขตทรัพยากรธรรมชาติที่ชัดเจน เพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินและลดปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง ทั้งนี้ชุมชนในพื้นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ นอกจากนี้รัฐบาลยังมีนโยบายประกาศพื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์เพื่อการอนุรักษ์เพิ่มเติม และกำหนดแนวป่ากันชนและพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมเพื่อจัดสรรให้เป็นพื้นที่ป่าชุมชน โดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าว

( ๔๑ ) จัดทำแนวเขตที่ดินของรัฐให้มีความชัดเจน โดยในปี ๒๕๕๒ ได้ดำเนินการในพื้นที่ ๑๒ จังหวัด (นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ เลย หนองบัวลำภู ชัยภูมิ เพชรบุรี นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ เชียงราย เชียงใหม่) จำนวน ๒,๗๐๐ แปลง เนื้อที่ ๕๑,๘๓๓ ไร่

( ๔๒ ) จัดหาแหล่งน้ำเพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้อย่างพอเพียงและเหมาะสมแก่การเกษตร โดยก่อสร้างโครงการชลประทาน ขนาดใหญ่และขนาดกลาง ๙ โครงการ ซึ่งจะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ทั้งสิ้น ๑๕๐,๑๙๔ ไร่ สามารถเพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำได้ ๑๙๔.๙๗ ล้าน ลบ.ม.

( ๔๓ ) ส่งเสริมการปลูกป่าประเภทต่างๆ และฟื้นฟูป่าไม้จำนวน ๘๗,๑๐๐ ไร่ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าแห่งชาติ (คปป.) และได้บำรุงพื้นที่ป่าไม้ที่ดำเนินการปลูกแล้วเสร็จ ในพื้นที่ ๑.๘๗๒ ล้านไร่ เพาะชำกล้าไม้และกล้าหญ้าแฝกจำนวน ๑๐.๙ ล้านไร่ ป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าชายเลนในพื้นที่ ๒๔ จังหวัด ๑.๔๕ ล้านไร่

( ๔๔ ) การพัฒนาโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) และคาร์บอนเครดิต ปัจจุบันมีโครงการที่ได้คำรับรองแล้ว ๙๔ โครงการ สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ ๕.๙๘ ล้านตัน ก่อให้เกิดการลงทุนประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท

( ๔๕ ) ดำเนินกิจกรรมร่วมกับภาคประชาชนและสิทธิชุมชน จัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน ทั้งสิ้น ๑๒๑,๒๔๘ คน ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

( ๔๖ ) การแก้ไขปัญหาเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย โดยแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยขึ้น โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานฯ และแต่งตั้งการคณะอนุกรรมการ ๗ คณะ โดยให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมทุกเวที

( ๔๗ ) การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรสภาประชาชน ๔ ภาค โดยจัดหาที่ดินให้กับเกษตรกรตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวม ๑,๘๖๙ ราย ไม่เกินรายละ ๑๕ ไร่

( ๔๘ ) กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร โดยได้มีการอนุมัติงบประมาณ ๖๐๗ ล้าน สำหรับชำระหนี้แทนเกษตรกรที่ผิดนัดชำระ จำนวน ๖,๒๗๙ ราย ๖,๒๘๘ บัญชี วงเงิน ๑,๔๐๕,๖๑๙,๖๖๖.๗๒ บาท รวมทั้งซื้อทรัพย์คืนจากบุคคลภายนอก วงเงิน ๓,๑๐๔,๙๖๗ บาท

( ๔๙ ) โครงการบ้านมั่นคง โดยรัฐบาลจัดสรรกรอบวงเงินงบประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาท ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง โดยในปีงบประมาณ ๒๕๕๓ เป้าหมายประชาชนได้รับประโยชน์ จำนวน ๒๐,๑๑๐ ครัวเรือน ขณะนี้อยู่ระหว่างการขอเบิกจ่ายงวดแรก ๕๙๔ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการให้สินเชื่อกับองค์กรชุมชนในโครงการบ้านมั่นคง

( ๕๐ ) การแก้ไขปัญหาเครือข่ายสมัชชาคนจน ตั้งแต่วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๒ เป็นต้นมา ได้รับการแก้ไขปัญหาลุล่วงแล้ว จำนวน ๘ เรื่อง จากจำนวน ๒๑ เรื่อง โดยได้จ่ายเงินค่าเยียวยาแก่ราษฎร ที่ได้รับผลกระทบ จำนวน ๓ ราย คือนางไฮ ขันจันทา นายเสือ พันคำ และนายฟอง ขันจันทา จำนวนเงินรวม ๔,๙๔๘,๒๑๗ บาท

( ๕๑ ) การแก้ไขปัญหาเครือข่ายเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง มีการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) ซึ่งสามารถแก้ปัญหาและมีข้อยุติแล้ว จำนวน ๗ ข้อจากทั้งหมด ๑๖ ข้อ

( ๕๒ ) การดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน มีการแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยมีการดำเนินการที่สำคัญ เช่น โครงการเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีบุกรุกที่ทำกินของราษฎร และกรณีกองทัพเรือออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของราษฎร ตำบลเกาะช้าง อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด

( ๕๓ ) การช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างแหล่งน้ำ โดยรัฐบาลได้ดำเนินการแก้ปัญหาราษฎรที่ได้รับผลกระทบ ดังนี้ 

  • โครงการฝายราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโครงการฝายราษีไศล โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) เป็นประธาน ได้พิจารณาอนุมัติจ่ายเงินให้ผู้รับผลกระทบแล้ว ๓ ครั้ง จำนวน ๓,๘๖๙ แปลง วงเงิน ๘๐๖.๗๐ ล้านบาท เพิ่มเติมจากที่เคยได้จ่ายแล้วในช่วงปี ๒๕๕๐ – ๒๕๕๑ จำนวน ๕๔๐.๖๓ ล้านบาท 
  • โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยสะแบก จังหวัดยโสธร โดยในปี ๒๕๕๒ รัฐบาลได้พิจารณาอนุมัติจ่ายเงินค่าขนย้าย จำนวน ๑๑ ราย เนื้อที่ ๒๔๒ ไร่ อัตราไร่ละ ๓๒,๐๐๐ บาท วงเงินรวม ๗.๗๖๙ ล้านบาท เพิ่มเติมจากในระหว่างปี ๒๕๓๒-๒๕๕๐ ที่รัฐบาลได้จ่ายเงินค่าขนย้ายผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการ ๑๓๗.๕๔๙ ล้านบาท 
  • การแก้ไขปัญหาการก่อสร้างเขื่อนสิรินธร รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนอันเนื่องมาจากการสร้างเขื่อนสิรินธร โดยมอบหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ให้แก่ราษฎรจำนวน ๒,๒๖๔ ครอบครัว คิดเป็นเงินช่วยเหลือทั้งสิ้น ๑,๐๘๖.๗๐ ล้านบาท

( ๕๔ ) โครงการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยเพื่อการเรียนรู้ สำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว (คลื่นสีขาวเพื่อเด็ก เยาวชนและครอบครัว) รัฐบาลได้กำหนดให้สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยในระบบเอฟเอ็มความถี่ ๑๐๕ เมกกะเฮิร์ทซ์ เป็นคลื่นวิทยุเพื่อการเรียนรู้สำหรับเด็ก เยาวชนและครอบครัว โดยใช้ชื่อว่า “วิทยุไทยเพื่อเด็กและครอบครัว” ออกอากาศ ๒๔ ชั่วโมง เป็นการเปิดพื้นที่สื่อของรัฐให้เด็ก เยาวชนและครอบครัว มีส่วนร่วมในการผลิต รายการที่มีคุณภาพเพื่อประโยชน์สาธารณะ

๑.๔ ด้านอื่น ๆ ( ปกป้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ )

( ๑ ) เทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยได้จัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๘๒ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “ความสุขของคนไทยใต้แสงพระบารมี” ระหว่างวันที่ ๓-๙ และ ๑๑-๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๒ ณ บริเวณถนนราชดำเนินกลาง การแสดงแสงสีเสียง ๔ มิติ ภายใต้ชื่อ “The Greatest of the Kings The Greetings of the Land” ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม การจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เข้าสู่ปีที่ ๖๐ แห่งการบรมราชาภิเษก พ.ศ. ๒๕๕๓ และการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗๗ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๒ เพื่อเทิดทูนแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

( ๒ ) การเฝ้าระวังการกระทำที่เป็นอันตรายต่อสถาบัน โดยการจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังการกระทำที่เป็นอันตรายต่อสถาบัน ขึ้น ใน ๗๕ จังหวัด การชี้แจงสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องโดยเฉพาะแก่นักการทูต เกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การตรวจสอบ และการใช้เครือข่ายในการดำเนินการในต่างประเทศเกี่ยวกับการส่งเสริมภาพลักษณ์และติดตาม/ตอบโต้การกระทำในต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อสถาบันหลักของชาติ

( ๓ ) สนับสนุนโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริและขยายผลโครงการตามแนวพระราชดำริ โดยสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน ๔,๔๐๔ โครงการ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง ขยายผลโครงการพระราชดำริของหน่วยงานต่างๆ รวม ๓๖๓ โครงการ และอยู่ระหว่างเตรียมการ ๒,๔๐๓ โครงการ จะส่งผลต่อการสร้างความรักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์

( ๔ ) การแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เพื่อให้คำปรึกษาคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๓๓ มาตรา ๑๓๔ และการกระทำที่มีลักษณะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ (๓) มาตรา ๑๕ และมาตรา ๑๗ ที่เป็นคดีที่มีความสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ความมั่นคงของประเทศ และสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ

( ๕ ) โครงการพุทธอุทยาน โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนและพระสงค์ร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ โดยมีพระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์ / ที่พักสงฆ์จำนวน ๖,๐๓๙ แห่ง ใน ๖๔ จังหวัดทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้เป็นการร่วมแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าและเป็นศูนย์กลางระหว่างพุทธศาสนากับชุมชนในการร่วมอนุรักษ์ป่าไม้ในเขตพื้นที่ป่า

( ๖ ) ตรวจสอบ ปิดกั้นเว็บไซต์ที่มีพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

( ๗ ) การเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์และเผยแพร่ขยายผลแนวพระราชดำริในต่างประเทศ รัฐบาลใช้เครือข่ายในการดำเนินการในต่างประเทศเกี่ยวกับการส่งเสริมภาพลักษณ์และติดตาม/โต้ตอบการกระทำในต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อสถาบันหลักของชาติ โดยใช้ทั้งมาตรการเชิงรุกและเชิงรับ เพื่อให้ข้อมูล/ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง