รายงานการดำเนินกิจการของพรรค พ.ศ.2553

๗. การดำเนินกิจการอื่น ๆ ของพรรค

๗.๑. โครงการประชาสัมพันธ์พรรคประชาธิปัตย์

ด้วยความตระหนักถึงข้อจำกัดในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนผ่านทางสื่อทั่วไปทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะการดำเนินกิจการของพรรคฯ ในอันที่จะส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พรรคฯ จึงได้มีโครงการประชาสัมพันธ์ เพื่อนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง และแนวคิดตลอดจนนโยบายของพรรคฯ ต่อสาธารณชน ทั้งนี้ การนำเสนอข้อมูลอยู่ในรูปแบบต่างๆ กัน

ตัวอย่างของสื่อที่เผยแพร่สู่สาธารณะในรอบปี ๒๕๕๓

๑. ข้อบังคับพรรค และระเบียบของพรรค
๒. แผ่นพับนโยบาย “ เชื่อมั่นประเทศไทย มั่นใจประชาธิปัตย์”
๓. แผ่นพับประวัติและผลงานพรรคประชาธิปัตย์ และ ผลงานรัฐบาล

“ ๒ ปีแห่งความเชื่อมั่น ๒ ปี แห่งความเข็มแข็ง ๒ ปี กับนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”
“ ๒ ปี ที่พัฒนาเศรษฐกิจ / ที่ลดความเหลี่อมล้ำ / ที่สร้างความมั่งคง เพื่อประชาชนทุกคน”
“ คู่มือการใช้ WWW.democrat.or.th”

๔. เอกสารชี้แจง ในประเด็นต่าง ๆ เช่น “ M O U ๒๕๔๓ ทำให้ประเทศไทยเสียดินแดน จริงหรือ ?”
๕. CD คำปราศรัยของหัวหน้าพรรคฯ , ๖ ทศวรรษ ประชาธิปัตย์
ฯลฯ

๗.๒ การเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

๗.๒.๑ การเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๖
ตามที่ ดร.ทิวา เงินยวง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่เสียชิวิตด้วยโรคมะเร็ง ทำให้ต้องมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต ๖ คณะกรรมการบริหารพรรคได้คัดเลือกบุคคลที่จะมาลงเลือกตั้งซ่อมแทนตำแหน่งที่ว่าง คือ นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ แทน และได้รับการเลือกตั้งด้วยผลคะแนน ๙๖,๔๘๐ คะแนน

๗.๒.๒ การเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่เขต ๒
ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ให้นายสมเกียรติ ฉันทวานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๒ สิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๐๖ ( ๖ ) ประกอบมาตรา ๒๖๕ และมาตรา ๔๘ ของรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการบริหารพรรคได้คัดเลือกบุคคลที่จะมาลงเลือกตั้งซ่อมแทนตำแหน่งที่ว่างลง คือ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมแทน และได้รับการเลือกตั้งด้วยผลคะแนน ๗๑,๐๗๒ คะแนน

๗.๒.๓ การเลือกตั้งซ่อม จ.ขอนแก่น
ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ให้ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส.จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๒ พรรคเพื่อไทย สิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๐๖ ( ๖ ) ประกอบมาตรา ๒๖๕ และมาตรา ๔๘ ของรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการบริหารพรรคได้คัดเลือกบุคคลที่จะมาลงเลือกตั้งซ่อมแทนตำแหน่งที่ว่างลง คือ นายอธิปปรัชญ์ ทัดพิชญางกูร ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมแทน ได้ ๓๖,๓๓๘ คะแนน ซึ่งไม่ได้รับการเลือกตั้ง

๗.๓ การจัดงานระดมทุน

- พรรคประชาธิปัตย์ สาขาระยอง ได้จัดกิจกรรมระดมทุน ในวันพุธที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ ณ โรงเรียนกวงฮั้ว อ.เมือง จ.ระยองจากการจัดงานระดมทุนดังกล่าว มีรายได้จำนวนทั้งสิ้น ๖๓๙,๔๓๓ บาท

๗.๔ แผนบุคลากรของบพรรคการเมืองและการพัฒนาบุคลากรทางการเมือง

พรรคประชาธิปัตย์ได้เล็งเห็นความสำคัญของบุคคลากรทางการเมืองและได้มีการจัดโครงการเพื่อพัฒนา ศักยภาพและประสิทธิภาพโดยการจัดสัมมนาส่งเสริมความรู้ตามโครงการต่างๆ ดังนี้

๑. โครงการสัมมนาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรรมการบริหารพรรคและรัฐมนตรี สถานที่ดำเนินการ โรงแรมเมอร์ลิน บีช รีสอร์ท จ.ภูเก็ต ระยะเวลาดำเนินการ วันที่ ๓๐ กรกฎาคม - ๑ สิงหาคม ๒๕๕๓

วัตถุประสงค์

๑. เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ให้สามารถทำงานร่วมกัน นำพาพรรคประชาธิปัตย์ไปสู่เป้าหมายร่วมกัน

๒. คณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำความเข้าใจร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองและวิกฤตประเทศปัจจุบัน เพื่อร่วมกันพิจารณาทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้น

๓. เพิ่มศักยภาพให้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ในการเป็นแกนนำในพื้นที่

๔. เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำรัฐบาลได้ออกไปทำความเข้าใจ ประชาสัมพันธ์กับสมาชิกและประชาชนทั่วไปในพื้นที่ ได้ร่วมกับรัฐบาลในแผนการปรองดอง

ผลการดำเนินการ

คณะกรรมการบริหารพรรค สาขาพรรค และสมาชิกพรรคมีความเข้าใจ ตระหนักรู้ในแนวคิด นโยบาย และการดำเนินการทางการเมืองของพรรคในทิศทางเดียวกัน และนำไปสู่การประสานงานและการทำงานที่เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

    

๗.๕ ด้านพัฒนาระบบสารสนเทศ ปี ๒๕๕๓

พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการพัฒนาระบบสารสนเทศองค์กร เพื่อสนับสนุนการทำงานในส่วนต่าง ๆ ภายในองค์กร และการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อให้สามารถเข้าถึงประชาชนได้โดยง่าย เปิดโอกาสให้ ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม และรับรู้ข่าวสารทางการเมืองได้สะดวกยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังได้มุ่งเน้นด้านการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อสาขาพรรค ซึ่งเป็นกลไกที่ สำคัญที่สามารถเป็นเป็นตัวแทนพรรคฯ ในการเข้าถึง สื่อสารให้กับประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งได้พัฒนาระบบ สารสนเทศออกเป็น ๒ ส่วนหลัก

ส่วนทิ่ ๑ ระบบสื่อสารส่วนกลาง ซึ่งได้มีการพัฒนา และเพิ่มรูปแบบการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบ บริหารงานภายในพรรค เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการสนับสนุนงานในส่วนต่างๆ ภายในองค์กร เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น

 

ระบบการสื่อสารภายในองค์กร : E-Office

ห้องทำงาน eOfficeเป็นระบบที่ทางพรรคได้มีการพัฒนาและใช้งานอย่างต่อเนื่องจัดทำขึ้นเพื่อ สนับสนุนการทำงานภายในองค์กรให้สามารถ สื่อสารกันได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัย โดย สามารถใช้งานได้ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ท ได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยเน้นองค์ประกอบที่สนับสนุนการทำงาน ดังนี้

 

ด้านการสื่อสาร

ได้รวบรวมสื่อที่ใช้ในการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ท ไว้รองรับอย่างครบถ้วน เช่น Web Conference, ห้องสนทนา, กระดานรับความคิดเห็น ฯลฯ

 

ด้านข้อมูลองค์กร

ได้รวบรวมข้อมูลที่สนับสนุนการทำงานให้กับสาขาพรรคและสมาชิกได้รับรู้ข้อมูล เช่นเดียวกับที่ส่วนกลาง เช่น ข้อมูลสาขาพรรคทั่วประเทศ, คลังข้อมูลพรรค, ปฏิทินกิจกรรม, เอกสารเผยแพร่

 

ด้านสารสนเทศสื่อ

 ได้เชื่อมโยงกับระบบข่าว ให้สมาชิกสามารถสืบค้น และใช้งาน ได้อย่างรวดเร็วเช่น

  • รายงานสรุป ข่าวหน้า ๑ หนังสือพิมพ์(รายวัน)
  • รายงานสรุป วิเคราะห์ประเด็นข่าวประจำวัน(รายวัน)
  • รายงานสรุป วิเคราะห์ในแต่ละเรื่องที่น่าสนใจ
  • ระบบสืบค้นข่าวหนังสือพิมพ์(ย้อนหลังกว่า ๓ ปี)

ส่วนที่ ๒ พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อสาขาพรรค

  • จัดฝึกอบรบเชิงปฏิบัติการให้กับบุคลากรสาขาพรรคทั่วประเทศให้มีความรู้ความเข้าใจ ในการใช้งานระบบสารสนเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทั้งด้านการใช้งานเพื่อการบริหารสาขาพรรค การใช้งานเพื่อการสื่อสารกับส่วนกลางและประชาชน

        

           

  • สนับสนุนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ให้กับสาขาพรรคที่ผ่านการอบรม

        

  • ทางพรรคได้สนับสนุนค่าบริการอินเตอร์เน็ต ADSL ให้กับสาขาพรรค เพื่อใช้ในการสื่อสารกับสำนักงานใหญ่ และประชาชน
    ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังได้มีการพัฒนาระบบงานสารสนเทศ และเพิ่มช่องทางในการเข้าถึง ติดตามงานของพรรคได้อย่างสะดวกผ่านเครือข่าย Social Network ดังตัวอย่าง เช่น

  • Facebook พรรคประชาธิปัตย์
       

   

  • Twitter พรรคประชาธิปัตย์

   

๗.๖ ผลงานของพรรคประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานคร

ในช่วงที่ผ่านมา ปี ๒๕๕๓ ฝ่ายกิจการ กทม. มีผลงาน ดังนี้

  • จัดเตรียมการประชุม ส.ก. – ส.ข. ตามกำหนด
  • ประสานงาน ส.ก. – ส.ข. และผู้บริหาร กทม.เกี่ยวกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ กทม.
  • รับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชน กทม. ในเรื่องราวต่างๆ และประสาน ส.ก. ที่รับผิดชอบในเขตนั้นๆ เพื่อดำเนินการและแจ้งให้ผู้ร้องทราบผลความคืบหน้า
  • ให้ความร่วมมือกับฝ่ายต่างๆ ในสนง.เลขาฯ โดยเฉพาะฝ่ายสาขา กทม.
  • ประสานงาน ส.ส., ส.ก., ส.ข., สาขา กทม. เพื่อรี่วมกิจกรรมในการลงพื้นที่ของผู้บริหารกทม.
  • จัดประชุม ส.ส.,ส.ก.,ส.ข.,สาขา เพื่อเตรียมการเลือกตั้ง ส.ข. ๑๔ เขต รอบนอก
  • ประสานงานกับ ผอ.ศูนย์เขตเลือกตั้ง ๑๔ เขต ในการจัดส่งสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ และอุปกรณ์ต่างๆ ประกอบการเลือกตั้งฯ
  • วันที่ ๖ มิ.ย. ๕๓ พรรคฯ ได้รับการเลือกตั้ง ส.ข. ๑๔ เขต จำนวน ๗๙ คน (จำนวนเต็ม ๑๐๕ คน) / ๑๐ เขตครึ่ง
  • จัดเตรียมการเลือกตั้ง ส.ก. ๕๐ เขต ส.ข. ๓๖ เขต (ส่วนที่เหลือ)
  • วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๓ พรรคฯ ได้รับเลือกตั้ง ส.ก. จำนวน ๔๕ คน / ๓๘ เขต , ส.ข. จำนวน ๒๑๕ คน /๓๑ เขต
  • ปี ๒๕๕๓ ฝ่ายกทม. มีการเลือกตั้ง ๔ ครั้ง คือ
    • ๖ มิ.ย. ๕๓ เลือกตั้ง ส.ข. ๑๔ เขต
    • ๒๙ ส.ค. ๕๓ เลือกตั้ง ส.ก. ๕๐ เขต ส.ข. ๓๖ เขต
    • ๒๕ ก.ค. ๕๓ เลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต ๖
    • ๑๒ ธ.ค. ๕๓ เลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต ๒

๗.๗ พิธีทำบุญครบรอบ ๖๔ ปี พรรคประชาธิปัตย์

คณะกรรมการบริหารพรรคได้จัดพิธีทำบุญครบรอบ ๖๔ ปี ของการก่อตั้งพรรค ในวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๓ ณ สำนักงานใหญ่พรรค ซึ่งเป็นประเพณีที่ทำติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่องทุกปี มีพิธีทางศาสนาโดย เริ่มจากพิธีอิสลาม พิธีพราหมณ์ และพิธีทางศาสนาพุทธ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรค ส.ส. รัฐมนตรี กรรมการสภาที่ปรึกษา ส.ก. ส.ข. สาขาพรรค อดีต ส.ส. อดีตผู้สมัคร ส.ส. สมาชิกพรรค รวมทั้งผู้สนับสนุนพรรคมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

๗.๘ ส.ส.กทม.พรรคปชป.มอบเงินช่วยครอบครัวทหารที่เสียชีวิตเหตุ ๑๐ เม.ย.๕๓<

เมื่อวันที่ ๒๗ เม.ย. ๕๓ ส.ส.กรุงเทพมหานครของพรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายกรณ์ จาติกวนิช รองหัวหน้าพรรคฯ ได้เป็นประธานมอบเงินช่วยเหลือครอบครัว นายทหารที่เสียชีวิต จากเหตุการณ์ ๑๐ เมษายน รวม ๔ ครอบครัว และผู้มีจิตศรัทธา โดยนายกรณ์ ระบุว่า เงินจำนวนดังกล่าวได้รวบรวมจากเพื่อนส.ส.ของพรรคที่ต้องการมอบให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย

๗.๙ วันปิยมหาราช

วันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๓ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อม ส.ส. กรรมการบริหารพรรค ได้เดินทางไปวางพวงมาลา พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระปิยะมหาราช เนื่องใน วันปิยะมหาราช โดยมีข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พ่อค้า นักธุรกิจและประชาชนทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมจำนวนมาก ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายอย่างต่อเนื่อง โดยในการวางพวงมาลาในครั้งนี้นายอภิสิทธิ์ ได้วางในนามนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

๗.๑๐ วันพระราชทานรัฐธรรมนูญ

วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๓ เป็นวันคล้ายวันพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้นำกรรมการบริหารพรรค และส.ส. ร่วมนำพานประดับพุ่มดอกไม้ถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา

๗.๑๑ การช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ตามที่ได้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมอย่างรุนแรงในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งในช่วงแรกเกิดในช่วงเดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ทำความเสียหายต่อประชาชนทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก

ในช่วงแรกนี้พรรคประชาธิปัตย์รับทราบถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แต่ได้พิจารณาว่าหน่วยราชการที่มีหน้าที่ดูแลกำกับ และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยสามารถทำได้ตามกรอบและหลักเกณฑ์อยู่แล้ว และนอกจากนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรหรือสมาชิกพรรคก็มีหน้าที่ประสานงานและแจ้งให้หน่วยงานของรัฐทราบ และช่วยเหลือโดยตรง พรรคประชาธิปัตย์จึงมิได้ตั้งศูนย์อำนวยการในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแต่อย่างใด โดยมีเหตุผลท่ำสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การดำเนินการนั้น จำต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยเคร่งครัด

ต่อมาในช่วงปลายเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน ๒๕๕๓ สถานการณ์น้ำท่วมได้ทวีความรุนแรงกระจายไปในพื้นที่เกือบทั่วประเทศ ซึ่งจากข้อมูลความเดือดร้อนนั้น เห็นว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมีมากกว่าที่หน่วยราชการจะช่วยเหลือได้ทันเวลา จึงได้มีหน่วยงานทั้งของรัฐและของเอกชนต่างๆ ที่รับทราบปัญหาได้ตั้งศูนย์อำนวยการเพื่อบรรเทาและเยียวยาความเดือดร้อนสำหรับประชาชนที่รับทราบถึงความเดือนร้อนของเพื่อนร่วมชาติต่างก็ได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งเงินและสิ่งของ และประชาชนท่านใดสะดวกที่จะไปร่วมบริจาคที่ไหนก็ไปร่วมบริจาคกับหน่วยงานนั้นเลย เพราะต้องการที่จะช่วยเหลือให้กับผู้ประสบภัยอย่างทันเวลา ดังเป็นข่าวปรากฏอยู่ในสื่อมวลชนประเภทต่างๆ

สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ก็เช่นเดียวกัน กล่าวคือในการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ที่ประชุมได้มีมติให้ตั้งศูนย์อำนวยการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วมขึ้น โดยอาศัยสำนักงานใหญ่ของพรรคฯ เป็นที่ทำงานเฉพาะคราว เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานรับการบริจาค โดยนำหลักฐานรับไว้เป็นเบื้องต้นชั่วคราว ถ้ามีผู้บริจาคเป็นเงิน ศูนย์อำนวยการฯ ก็จะมีใบรับเงินชั่วคราวให้แก่ผู้บริจาค แล้วศูนย์อำนวยการฯจะรวบรวมส่งไปให้ “กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี” แต่ถ้าเป็นสิ่งของ ศูนย์อำนวยการฯ ก็จะจัดส่งไปให้ผู้ประสบความเดือดร้อนโดยตรงหรือบางกรณีก็มีผู้มารับไปส่งให้

ศูนย์อำนวยการฯ ได้รวบรวมเงินบริจาคจำนวน ๓๖,๔๕๔,๙๐๙.๑๙ บาท (สามสิบหกล้านสี่แสนห้าหมื่นสี่พันเก้าร้อยเก้าบาทสิบเก้าสตางค์) จัดส่งไปให้กองทุนฯ ดังกล่าว ตามสำเนาหนังสือศูนย์อำนวยการฯ ลงวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ ที่แนบมาพร้อมนี้

     

๑๒ งานต้อนรับคณะจากประเทศจีน

เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ พรรคได้ต้อนรับเจ้าหน้าที่ของจีนประจำประเทศไทยได้เดินทางมาที่พรรคเพื่อทำหน้าที่ประสานงานกรณีที่คณะผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลจีนเดินทางมาเยือนพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานของรัฐอาทิ อธิบดีกรมเจ้าท่า อธิบดีกรมทางหลวง และผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เดินทางมาร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย โดยมีคณะผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์อาทิ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม และนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ โดยได้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันใน ๒ ประเด็นคือ

๑. เรื่องความร่วมมือโครงการรถไฟความเร็วสูงที่ลงทุนร่วมกันระหว่างประเทศไทยและจีนซึ่งเป็นรถไฟความเร็วสูง ๒๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการออกแบบและก่อสร้างน้อยกว่าในประเทศลาวที่ต้องใช้เวลาถึง ๔ ปี เนื่องจากภูมิประเทศของไทยไม่สลับซับซ้อน และเงินลงทุนนั้นก็เป็นการร่วมทุนกันระหว่างไทยและจีน โดยร่วมกันบริหารกิจการและมีการถือหุ้นในสัดส่วน ๕๐ : ๕๐ ทั้งนี้ทางประเทศจีนยังพร้อมสนับสนุนวงเงินกู้ระยะยาว ๒๐ ปี โดยประมาณการเวลาคืนทุนว่าจะเร็วกว่าที่มีการคาดการณ์กันไว้อีกด้วย

๒. เรื่องการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ โดยทางจีนได้ชี้แจงว่าขณะนี้ประเทศจีนมี โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ก่อสร้างแล้ว ๓ แห่ง และกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก ๒๐ แห่ง นอกจากนี้ภายในปี ๒๐๒๐ มีโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศจีนทั้งหมด มากกว่าประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย เนื่องจากมีความปลอดภัย ประหยัด น่าเชื่อถือ และยัง เป็นการลงทุนที่มีต้นทุนถูกกว่าโรงงานไฟฟ้าพลังงานถ่านหินอีกด้วย

    

๗.๑๓ สถาบันพระปกเกล้านำนักศึกษาเยี่ยมชมพรรค

สถาบันพระปกเกล้าได้นำนักศึกษาหลักสูตร “พรรคการเมืองกับการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย รุ่นที่ ๗” จำนวน ๔๘ คน เข้าศึกษาดูงานการดำเนินกิจการของพรรคประชาธิปัตย์ และรับฟังการ บรรยายในหัวข้อ “พรรคประชาธิปัตย์ : บทบาทพรรครัฐบาลในวิกฤตการเมือง” ในวันศุกร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

  

๗.๑๔ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งนำนักศึกษา

หลักสูตร “การพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง” รุ่นที่ ๒ มาเยี่ยมชมพรรค

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้นำนักศึกษาหลักสูตร “การพัฒนาการเมืองและการ เลือกตั้งระดับสูง” รุ่นที่ ๒ มาศึกษาดูงานที่พรรค เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๓ โดยมีคณะกรรมการบริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค บรรยายพิเศษ และรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน

    

๗.๑๕ การยื่นอภิปรายทั่วไป

โดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ กรณีสลายการชุมนุมกลุ่ม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็ดการแห่งชาติ ( นปช. )

เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ๕๔ คนได้ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป

โดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๑๖๑ ต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้รัฐบาลชี้แจง ๑๐ ประเด็นกรณีข้อเท็จจริงกรณีการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) จนมีมีประชาชนบาดเจ็บ เสียชีวิตและทรัพย์สินเสียหายจากการจลาจล จำนวนมาก มีรายละเอียดดังนี้

จากปัญหาการชุมนุมในกรุงเทพโดยคนเสื้อแดง ที่เข้ามาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาคืน อำนาจให้ประชาชนเพื่อเลือกตั้งทั่วไป โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลได้อำนาจมาโดยไม่ชอบ ทำให้รัฐบาล ต้องประกาศใช้พระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินและมีการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมบริเวณ แยกราชประสงค์จนเป็นเหตุให้มีประชาชนทั้งที่เป็นผู้ชุมนุม ผู้สื่อข่าว พนักงานพยาบาลและกู้ชีพ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเสียชีวิตหลายสิบคน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก รวมทั้งก่อให้เกิด ความเสียหายต่อทรัพย์สินของราชการและเอกชนจากการลอบวางเพลิงหลังจากที่รัฐบาลเข้าสลายการ ชุมนุม อันส่งผลกระทบต่อมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าวหลายหมื่นล้านบาท และส่งผลกระทบต่อระบบ เศรษฐกิจอีกนับแสนล้านบาท นั้น

ส.ว.จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามจึงขอใช้สิทธิเข้าชื่อยื่นญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการ ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๑๖๑ เพื่อให้รัฐบาลได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและปัญหาสำคัญในการ บริหารราชการแผ่นดิน ในเรื่องดังต่อไปนี้

๑. รัฐบาลได้อำนาจมาโดยไม่ชอบอย่างที่ถูกกล่าวหาหรือไม่
๒. การสลายการชุมนุมบริเวณราชประสงค์ รัฐบาลได้ใช้วิธีการใดจึงทำให้มีคนถูกยิงตาย หลายสิบคนและบาดเจ็บจำนวนมาก
๓. ความสูญเสียในทรัพย์สินของเอกชนซึ่งมีสาเหตุส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นมาจากการเข้าสลายการ ชุมนุมนั้น รัฐบาลจะชดใช้เงินหรือทรัพย์สินให้เอกชนอย่างไรบ้าง
๔. คนที่ต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บ รัฐบาลจะช่วยเหลืออย่างไร
๕. ทำไมรัฐบาลจึงหลีกเลี่ยงแนวทางที่สมาชิกวุฒิสภากว่า ๖๐ คนเสนอด้วยการให้มีการ เจรจาแทนการเข้าสลายการชุมุนม รัฐบาลเล็งเห็นผลหรือไม่ว่าจะมีการบาดเจ็บและตาย รวมทั้งสุ่ม เสี่ยงต่อการลอบวางเพลิงเผาทรัพย์
๖. รัฐบาลใช้แผนการใดในการเข้าสลายการชุมุนม มีการใช้กองกำลังทหารและเจ้าหน้าที่รัฐ จากหน่วยงานใด ใช้งบประมาณในการดำเนินการไปเท่าใด
๗. รัฐบาลจะแสดงความรับผิดชอบในทางการเมืองต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างไร และ ในทางกฎหมายจะดำเนินการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลในทางใดบ้าง
๘. การชุมนุมดังกล่าว เกิดความสูญเสียต่อสื่อมวลชนในวงกว้าง ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการ ใช้อำนาจรัฐปิดกั้นสื่อที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล และใช้สื่อที่เข้าข้างรัฐบาลออกมาให้ข้อมูลที่บิดเบือน ข่าวสาร รัฐบาลจะชี้แจงอย่างไร และจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาการปิดกั้นสื่ออย่างไร
๙. กรณีที่เกิดขึ้น พรรคร่วมรัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจด้วยหรือไม่ และจะ ร่วมรับผิดชอบต่อความรู้สึกและความสูญเสียจำนวนมากของประชาชนอย่างไร
๑๐. ปัญหาและข้อเท็จจริงอื่น (ถ้ามี) โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจง ข้อเท็จจริง

๗.๑๖ การดำเนินการแก้ข้อกล่าวหาในคดียุบพรรค

ตามที่มีผู้ร้องเรียนกล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ว่าได้กระทำความผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

จนเป็นเหตุให้ต่อมานายทะเบียนพรรคการเมืองและอัยการสูงสุดได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ใน ๒ ข้อกล่าวหา กล่าวคือ

ข้อกล่าวหาที่ ๑ เรื่องพิจารณาที่ ๑๔/๒๕๕๓ กรณีกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์ ใช้จ่ายเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองผิดวัตถุประสงค์ และมีการจัดทำรายงานไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง ( โดยทั่วไปเรียกว่าคดี ๒๙ ล้าน )

ข้อกล่าวหาที่ ๒ เรื่องพิจารณาที่ ๒๘/๒๕๕๓ กรณีกล่าวหาว่า พรรคประชาธิปัตย์ปกปิดเงินที่ได้รับบริจาค จากบริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด(มหาชน) จำนวน ๒๕๘ ล้านบาท และไม่แจ้งรายงานการรับเงินบริจาคต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( โดยทั่วไปเรียกว่าคดี ๒๕๘ ล้าน )

พรรคประชาธิปัตย์ได้ต่อสู้คดีทั้ง ๒ ข้อกล่าวหาโดยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้มอบหมายโดยการแต่งตั้งคณะผู้ว่าคดีอันประกอบด้วย

  • นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคเป็นหัวหน้าทีม
  • บัญญัติ บรรทัดฐาน
  • นายบัณฑิต ศิริพันธุ์
  • นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
  • นายวิรัช ร่มเย็น 
  • นายสุทัศน์ เงินหมื่น 
  • นายวิรัตน์ กัลป์ยาศิริ
  •  และนายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์

รวมทั้งทีมงานกฎหมายอันประกอบด้วย

  • นายนิพนธ์ บุญญามณี 
  • นายศุภชัย มุตตาหารัช 
  • นายราเมศ รัตนะเชวง 
  • นายปัญญา จันทร์ชุม
  • นางสาวนลิน อินทรสมบัติ
  • นายสมหมาย โสหิกุล 
  • นายสุวิทย์ พวดชู 
  • นายสราวุธ เหลือจ้อย
  • นายธนวิทย์ ปิยะปานันท์
  • นางสาวลักษณาวรรณ ทองไซร์ 
  • นายคาลิต รองเมือง
  • และนางสาวภัทิรา อินทร์สุวรรณ

โดยในข้อกล่าวหาที่ ๑ ( เรื่องพิจารณาที่ ๑๔ /๒๕๕๓ ) กรณีพรรคประชาธิปัตย์

๑. กรณีพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ใช้เงินที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย และจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดตาม

  • พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๖๒ และมาตรา ๖๕
  •  และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๘๒ และมาตรา ๙๓

๒. กรณีพรรคประชาธิปัตย์ได้รับบริจาคเงินและทรัพย์สินอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จาก บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ผ่านบริษัท เมซไซอะ บิสิเนช แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด โดยทำสัญญาว่าจ้างทำสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามโครงการต่าง ๆ เป็นนิติกรรมอำพราง เพื่อหลีกเลี่ยงการรายงานการรับบริจาคเงินตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่าย เป็นการกระทำผิดตาม

  • พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๖๖ (๒) และ (๓)
  • และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๙๔ (๓) (๔) และ (๕)

พรรคประชาธิปัตย์ได้ต่อสู้คดีทั้ง ๒ ข้อกล่าวหา โดยได้มอบหมายให้คณะผู้ว่าคดี และคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย ซึ่งมี

  • นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค เป็นหัวหน้าคณะ
  • และมี นายบัญญัติ บรรทัดฐาน
  • นายบัณฑิต ศิริพันธุ์
  • นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
  • นายวิรัช ร่มเย็น
  • นายสุทัศน์ เงินหมื่น
  • นายวิรัตน์ กัลยาศิริ
  • นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ ฯลฯ

และคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ร่วมกันรวบรวมหลักฐานเอกสารข้อเท็จจริงทั้งพยานวัตถุพยานบุคคล ตามลำดับ คือ

ข้อกล่าวหาที่ ๑ กรณีพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ใช้เงินที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย และจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง

วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓ พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ถูกร้อง ได้ยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหา
วันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดพร้อมกำหนดประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย ซึ่งมีประเด็นทั้งหมด ๕ ประเด็น

  • ประเด็นที่ ๑ กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้อง ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่
  • ประเด็นที่ ๒ การกระทำของผู้ถูกร้องตามคำร้องอยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๕๑ หรือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๕๐
  • ประเด็นที่ ๓ ผู้ถูกร้องใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองในปี ๒๕๔๘ เป็นไปตามโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือไม่
  • ประเด็นที่ ๔ ผู้ถูกร้องทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองในปี ๒๕๔๘ ให้ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่
  • ประเด็นที่ ๕ กรณีมีเหตุให้ยุบพรรคผู้ถุกร้อง หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคจะต้องถูกตัดสิทธิหรือถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๔๑ หรือประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ฉบับที่ ๒๗ เรื่องการแก้ไขประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ฉบับที่ ๑๕ ลงวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๙ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๙ หรือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๕๐ หรือไม่อย่างไร

วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ศาลได้นัดตรวจพยานหลักฐานของผู้ร้องและผู้ถูกร้อง ฝ่ายผู้ร้องยื่นบัญชีระบุพยานบุคคล ทั้งหมด ๘๓ ปาก ศาลได้กำหนดให้ไต่สวนเพียง ๑๕ ปาก

วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๓ ตามรายงานกระบวนพิจารณา ผู้ถูกร้องได้ยื่นบัญชีระบุ พยานทั้งหมด ๕๓ ปาก ศาลได้อนุญาตให้ไต่สวนเพียง ๑๔ ปาก

และตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๓ ศาลได้โปรดมีคำสั่งว่าหากกรรมการบริหาพรรคผู้ถูกร้องที่มีส่วนได้ส่วนเสียในผลแห่งคดีและมิได้มาเบิกความต่อศาล หากประสงค์จะชี้แจงให้ทำบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นยื่นต่อศาลภายใน ๑๕ วัน นับแต่ได้รับแจ้งจากผู้ถูกร้อง

วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๓ ศาลได้ไต่สวนพยานฝ่ายผู้ถูกร้องนัดสุดท้าย และตามรายงานกระบวนพิจารณาในวันดังกล่าว ศาลได้กำหนด 

  • ให้คู่กรณีแถลงการณ์ปิดคดีเป็นหนังสือภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๓ 
  • ให้คู่กรณีแถลงการณ์ปิดคดีด้วยวาจา ในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

การแถลงปิดคดีด้วยวาจาของ พรรคผู้ถูกร้อง พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคและหัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์

ทั้งนี้ เมื่อเข้าสู่กระบวนการแถลงปิดคดีด้วยวาจา องค์คณะฯ มี นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญเป็นประธาน ออกนั่งบัลลังก์ เพื่อดำเนินการตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.๒๕๕๐ ข้อ ๔๓

โดยฝ่าย กกต. ที่ส่ง นายกิตตินันท์ ธัชประมุข อัยการพิเศษ สำนักคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้แถลงก่อน

ทั้งนี้ นายกิตตินันท์ ธัชประมุข อัยการคดีพิเศษ ฝ่ายสำนักคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แถลงปิดคดีฝ่ายนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้แถลงใน ๕ ประเด็น คือ การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ถูกต้องตามข้อบังคับของ พ.ร.บ.ประกอบพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๔๑ หรือ พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๕๐ ซึ่งการใช้จ่ายเงินจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ไม่เป็นไปตามโครงการที่ได้รับอนุมัติ และการจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เนื่องจาก จำนวนการจัดทำป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ตรงตามรายงาน จนต้องจัดทำเอกสารปลอมส่งต่อ กกต. ไม่ว่าจะเป็น วัน เดือน ปี ในการรับป้าย และการออกเอกสารการจ่ายเงินให้กับบริษัทที่รับจัดทำป้าย ไม่ตรงตามใบเสร็จรับเงิน ที่ลงวันที่เบิกจ่ายเป็นต้น

อย่างไรก็ตาม นายทะเบียนพรรคการเมือง ขอให้ศาลวินัจฉัยให้มีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ ตาม ม. ๖๒-๖๕ ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๑ และตาม ม.๘๒-๙๕ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ที่มีคำสั่งห้ามมิให้จัดตั้งพรรคการเมือง เป็นเวลา ๕ ปี และมีคำสั่งให้หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค จะต้องถูกตัดสิทธิ์ หรือถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง เป็นเวลา ๕ ปี

ขณะที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นกล่าวแถลงปิดคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ โดย นายชวน กล่าวว่า คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่ปรากฎ ส่งผลกระทบถึงสถาบันหลักของประเทศมาต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาการดำเนินคดี โดยเชื่อว่า เรื่องดังกล่าวนั้นมีข้อผิดปกติหลายประเด็น ตั้งแต่การเริ่มต้นดำเนินคดีที่ไม่ปกติจากเจ้าหน้าที่ และเชื่อว่าฝ่ายผู้ร้อง คือ กกต. นั้น ถูกกดดันอย่างหนักจากกลุ่มคนเสื้อแดง ที่มีหลายรูปแบบทั้งการขู่ห้ามเดินถนน การเฝ้าติดตาม การแจกเบอร์โทรศัพท์ ขณะที่ส่วนตัว เชื่อว่า ไม่มีใครจะทำหน้าที่ผู้ร้องได้ดีเท่าคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว แต่การดำเนินการที่ผลออกมาแบบนี้ เชื่อว่าเป็นเพราะการถูกข่มขู่ต่าง ๆ นานา

นอกจากนี้ นายชวน ยังกล่าวอีกด้วยว่า มีการพยายามฝ่าไฟแดง โดยจงใจกล่าวหายั่วยุ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการฟ้องร้องดำเนินคดี จนในที่สุด ตุลาการ ๓ ท่าน ต้องถอนตัวจากการร่วมพิจารณาคดีดังกล่าว

โดยภายหลังจากที่นายชวน หลีกภัย แถลงปิดคดียุบพรรคด้วยวาจาไปเรียบร้อยแล้วนั้น คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ออกนั่งบัลลังก์ ก็ได้ขอเวลาเพื่อพิจารณาว่า จะดำเนินกระบวนการพิจารณาอย่างไรต่อไป โดย ศาลนัด

อ่านคำวินิจฉัยคดี ในเวลา๑๔.๐๐น

และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสิน ยกคำร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยมติ ๔ ต่อ ๒ เนื่องจาก ประธาน กกต.ไม่ได้ทำความเห็นในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง และยื่นคำร้องไม่ทันกำหนด ๑๕ วัน นับตั้งแต่ความปรากฎต่อนายทะเบียน ส่วนกรณีข้อเท็จจริงนั้น เมื่อยื่นคำร้องไม่ถูกต้อง ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยในกรณีอื่นอีก

แต่ตุลาการเสียงข้างมาก ๔ คน ได้วินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัยส่วนตนในปัญหาข้อเท็จจริงยืนยันในความบริสุทธิ์ของพรรคประชาธิปัตย์ในทุกประเด็นที่ได้ถูกตั้งข้อกล่าวหา เช่น 

  • พรรคได้ใช้จ่ายเงินจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองอย่างแท้จริง มีการทำป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ฟิวเจอร์บอร์ดตามที่ได้อนุมัติจริง 
  • และไม่ปรากฏว่ามีการทุจริตเบียดบังนำเงินสนับสนุนของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองไปใช้ในทางที่ไม่ถูก 
  • ถือได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ ได้จัดทำป้ายมากกว่าจำนวนเงินที่ได้รับสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง และได้จ่ายเงินเป็นไปตามโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว
  • เงินที่กล่าวหาว่า บริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด(มหาชน) บริจาคให้กับพรรคประชาธิปัตย์ เงินดังกล่าวนั้นไม่ใช่เงินที่บริจาคให้กับพรรคประชาธิปัตย์ 
  • การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายกับกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง และหากไม่มีการอนุมัติโครงการที่ขอแก้ไข พรรคประชาธิปัตย์ก็จะต้องรับผิดชอบจ่ายเงินค่าทำป้ายเอง การชำระเงินไปก่อนจึงไม่เป็นความผิด
  • ไม่มีเหตุผลหรือประโยชน์อันใดที่พรรคประชาธิปัตย์จะไปทำให้ป้ายมีขนาดเล็กลง และการที่ผู้รับจ้างไม่มีการระบุขนาดของป้ายก็เป็นเพียงความผิดพลาดด้านเอกสารเท่านั้น

ข้อกล่าวหาที่ ๒ กรณีพรรคประชาธิปัตย์ได้รับบริจาคเงินและทรัพย์สินอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จาก บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ผ่านบริษัท เมซไซอะ บิสิเนช แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด โดยทำสัญญาว่าจ้างทำสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามโครงการต่าง ๆ เป็นนิติกรรมอำพราง เพื่อหลีกเลี่ยงการรายงานการรับบริจาคเงินตามที่กฎหมายกำหนด

วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๓ อัยการสูงสุดผู้ร้องได้ยื่นคำร้องให้พิจารณาวินิจฉัย ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์