ผลงานพรรค

ผลงานเด่นของรัฐบาลชวน 1-2

ประชาชนประเทศ
   สวัสดิการ    เศรษฐกิจ

  • รักษาฟรีคนยากจน เด็ก ผู้สูงอายุ ประกันสุขภาพทั้งครอบครัว ๕๐๐ บ./ปี
  • ขยายโรงพยาบาล สถานีอนามัยทั่วประเทศ
  • โครงการ"กข.คจ."-กำเนิดกองทุนหมู่บ้าน
  • เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
  • โครงการชุมชนพึ่งตนเอง/ชุมชนเข็มแข็ง

  • ถนน ๔ เลน ทุกภาคทั่วไทย
  • กำเนิดรถไฟรางคู่
  • กระจายความเจริญ – BOI เขต ๓
  • ปฏิรูปที่ดิน กว่า ๑ ล้านครัวเรือน
  • สนับสนุนธุรกิจขนาดกลาง/ย่อม (SMEs)
   การศึกษา    บริหาร

  • ขยายการศึกษาพื้นฐานถึง ๑๒ ปี
  • ขยายมหาวิทยาลัยทุกภูมิภาค
  • กู้ยืมเงินเพื่อเรียนต่อ
  • นมดื่มและอาหารกลางวันฟรี ให้เด็กประถม-มัธยม
  • อนุบาลชนบท

  • กระจายอำนาจ + เงิน สู่ท้องถิ่นยก อบจ./เทศบาล ตั้งอบต.ทั่วประเทศ
  • ตั้งกระทรวงแรงงาน และสวัสดิการสังคม
  • ระเบียบจริยธรรมข้าราชการ/นักการเมือง
  • กฏหมายกัน+ปราบ ฮั้วประมูลงานของรัฐ
  • องค์การมหาชน ราชการยุคใหม่
 

เปรียบเทียบผลงานในภาพรวม

เฉลี่ยปี พ.ศ.
2551
2552
2553

GDP

-4.10
-2.30
7.80
จำนวนผู้ว่างงาน ณ สิ้นปี (คน)
538,500
383,000
268,000
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค
70.68
67.24
70.67
ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน
176.95
155.66
182.36
ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ
41.53
44.53
50.90
มูลค่าการส่งออกรวมทั้งปี (ล้านเหรียญ U.S.)
177,776
167,046
195,350
ดัชนีรายได้เกษตรกร
35,89
-8.26
24.87
ราคายางพาราแผ่นดิบ ชั้น 3 (บาท : ก.ก.)
76.56
56.36
102.73
ราคาหัวมันสำปะหลัง (บาท : ก.ก.)
1.80
1.17
2.39
ราคาข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลินาปี (บาท : ตัน)
13,700
12,333
13,631
จำนวนนักท่องเที่ยวรวมทั้งปี (ล้านคน)
14.58
14.14
15.84
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์
675.67
587.83
856.92
อัตราเงินเฟ้อ (%)
5.50%
0.90%
3.30%
มูลค่าการค้าชายแดนรวมทั้งปี (ล้านบาท)
713,502
639,136
778,061

การบริหารงบประมาณและหนี้สาธารณะ

  • ในปี 2553 ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะคงค้างคิดเป็น 42.49% ของ GDP ซึ่งถือว่าต่ำกว่ากรอบที่วางไว้ที่ 60% รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้จัดแบ่งงบประมาณไว้ชำระหนี้เกือบ 200,000 ล้านบาท คิดเป็น 11.64% ของงบประมาณทั้งหมด รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้ได้ถึง 1.68 ล้านล้านบาท สูงกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ถึง 300,000 ล้านบาท หรือ 24.40%

งบประมาณ (ล้านบาท)

ปี พ.ศ.2552
ปี พ.ศ. 2553
รายได้
1,410,858
1,683,592
รายจ่าย
1,917,129
1,784,413
ดุลเงินงบประมาณ
-506,271
-100,821
ดุลเงินสดนอกงบประมาณ
129,985
3,733
ดุลเวินสดก่อนกู้
-376,286
-97,088
เงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล
441,061
232,575
ดุลเงินสดหลังกู้
64,775
135,487

การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินเกษตรกร

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้จัดทำโครงการโฉนดชุมชน โดยมีชุมชนขอเข้าร่วมโครงการ 121 ชุมชน มีผู้ได้ผลประโยชน์กว่า 24,000 ครอบครัว อีกทั้งยังจัดตั้งธนาคารที่ดิน โดยได้จัดสรรงบประมาณเบื้องต้นเป็นกองทุนเพื่อซื้อที่ดินมาจัดสรรให้ผู้ไม่มีที่ทำกิน จำนวน 167 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้จัดสรรที่ดินทำกินแก่เกษตรกร ดังนี้

  • ออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน (กสน.3) ให้แก่เกษตรกร จำนวน 1,116 ราย ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) ให้แก่เกษตรกร จำนวน 2,823 ราย มอบเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ให้แก่เกษตรกร จำนวน 175,539 ราย

ในส่วนทรัพยากรน้ำ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานเพิ่มขึ้น จำนวน 1,651 กลุ่ม ครอบคลุมพื้นที่ 659,496 ไร่ ทำให้มีกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานคิดเป็น 56.56% ของพื้นที่ชลประทานทั้งหมด

ปี พ.ศ.
พื้นที่ชลประทานที่มีการตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน
เพิ่มขี้น
2550
12,260,000 ไร่
2551
12,810,000 ไร่
550,000 ไร่
2552
13,010,000 ไร่
200,000 ไร่
2553
13,670,000 ไร่
660,000 ไร่

การปราบปรามยาเสพติด

ช่วงปี 2552 - 2553 รัฐบาลสามารถตรวจจับยาเสพติดได้สูงเป็นประวัติการณ์ โดยมีสัดส่วนสูงมากกว่าปี 2551 อย่างชัดเจน

การจับกุม
2551
2552
2553
จำนวนคดี
141,068 คดี
172,385 คดี
192,764 คดี
จำนวนผู้ต้องหา
153,437 ราย
187,462 ราย
203,454 ราย
มูลค่าทรัพย์สินที่อายัด
839,293,909 บาท
1,044,013,909 บาท
974,079,683 บาท
การบำบัดรักษา
92,472 คน
194,723 คน
248,103 คน

การแก้ไขปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้

รัฐบาลได้ลดเหตุความไม่สงบในพื้นที่ลงจากปีก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด

ปี พ.ศ.
จำนวนเหตุความไม่สงบ
จำนวนคดีความมั่นคง
สัดส่วนคดี : เหตุไม่สงบ
2550
2,129 ครั้ง
1,633 คดี
76.7%
2551
1,229 ครั้ง
850 คดี
69.16%
2552
1,031 ครั้ง
806 คดี
78.18%
2553
799 ครั้ง
646 คดี
80.85%
ด้านการเยียวยาช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบในพื้นที่ รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้ให้ความช่วยเหลือไปแล้ว 1,452 รายในปี 2552 และ 1,687 รายในปี 2553

นอกจากนี้ รัฐบาลประชาธิปัตย์ยังจัดสรรงบประมาณกว่า 63,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ตามโครงการดังนี้

  • สร้างอาชีพที่มั่นคง ตรงกับวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ไปแล้ว 2,869 หมู่บ้าน ให้ธนาคารออมสินอนุมัติสินเชื่อให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ วงเงินรวม 25,000 ล้านบาท ปรับปรุงพื้นที่สำคัญให้มีความปลอดภัยมากขึ้น เช่น ปรับภูมิทัศน์บึงละหาร์ อ.แว้ง จ.นราธิวาส ปรับปรุงภูมิทัศน์สวนนกและสวนใต้สุดสยาม อ.เบตง จ.ยะลา สนับสนุนโครงการพระราชดำริในพื้นที่กว่า 20 โครงการ ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำและสร้างอาชีพ

การกระจายอำนาจและสนับสนุนการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

  • ในปีงบประมาณ 2553 รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้จัดสรรงบประมาณให้กับ อปท. รวมทั้งสิ้น จำนวน 177,941 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2552 ถึง 9.12% การสนับสนุนในด้านงบประมาณดังกล่าว รวมกับการวางแผนและการบริหารจัดการ ทำให้ในปี 2553 มี อปท.ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินถึง 7,813 แห่ง คิดเป็น 99.52% ของ อปท.ทั้งหมด

การสร้างสวัสดิการผู้สูงอายุ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่าน เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ก็ได้สร้างหลักประกันด้านรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุมาโดยตลอด และได้มีการแก้ไขหลักเกณฑ์ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกัน เมื่อเป็นรัฐบาลในปี 2552 รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้เปลี่ยนหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุจากเดิมที่ให้เฉพาะผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจน มาเป็นการให้เบี้ยแก่ผู้สูงอายุทุกคน

แกนนำรัฐบาล
นายกรัฐมนตรี
ปี พ.ศ.
การดูแลผู้สูงอายุ
ประชาธิปัตย์
ชวน หลีกภัย
2535 - 2538
เริ่มให้เบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 200 บาท
ชาติไทย
บรรหาร ศิลปอาชา
2538
-
ความหวังใหม่
ชวลิต ยงใจยุทธ
2539
-
ประชาธิปัตย์
ชวน หลีกภัย
2540 - 2543
เพิ่มการจ่ายเบี้ยเป็นเดือนละ 300 บาท
ไทยรักไทย
ทักษิณ ชินวัตร
2544 - 2549
-
-
สุรยุทธ์ จุลานนท์
2550
เพิ่มการจ่ายเบี้ยเป็นเดือนละ 500 บาท
พลังประชาชน
สมัคร สุนทรเวช
2551
-
พลังประชาชน
สมชาย วงศ์สวัสดิ์
2551
-
ประชาธิปัตย์
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
2552 - 2554
เพิ่มการจ่ายเบี้ยให้ผู้สูงอายุทุกคนที่มาลงทะเบียน

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้มีผู้สูงอายุได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้น ดังนี้
ปี พ.ศ.
จำนวนผู้สูงอายุที่ได้รับผลประโยชน์
2551
1,763,966 คน
2552
5,448,843 คน
2553
5,652,893 คน
2554
6,521,749 คน

การดูแลและส่งเสริมสุขภาพ

รัฐบาลได้สร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าขึ้น เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพได้ด้วยการใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียว ทำให้ในปัจจุบัน คนไทยมีหลักประกันสุขภาพแล้วจำนวน 63,046,001 คน คิดเป็น 99.36% ของคนไทยทั้งประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลได้เพิ่มงบประมาณการรักษาเหมาจ่ายรายหัวในโครงการดังกล่าวมากขึ้นกว่าปีก่อนหน้า ดังนี้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งเสริมการดูแลสุขภาพภายในชุมชน ผ่านโครงการส่งเสริมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.เชิงรุก)โดยตอบแทนการทำงานหนักด้วยจิตอาสา ด้วยเบี้ย อสม.เดือนละ 600 บาท ส่งผลให้จำนวน อสม.เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จาก 976,343 คน เป็น 1,005,633 คน อีกทั้งยังทำให้การทำงานของ อสม.ในการดูแลให้คำปรึกษาด้านสาธารณสุขภายในชุมชนมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

กลุ่มเป้าหมาย
ปีงบประมาณ 2552
ปีงบประมาณ 2553
จำนวนทั้งสิ้น (คน)
ได้รับการดูแล (คน)
คิดเป็น (%)
จำนวนทั้งสิ้น (คน)
ได้รับการดูแล (คน)
คิดเป็น (%)
หญิงตั้งครรภ์
178,721
152,271
85.2
134,142
126,289
94.15
หญิงหลังคลอด
129,599
127,424
98.35
107,291
106,473
99.24
เด็กแรกเกิด - 6 ปี
2,473,566
1,594,680
64.47
2,176,684
1,545,403
71
ผู้สูงอายุ
4,802,864
2,549,099
53.07
4,756,017
3,033,845
63.79
ผู้พิการ
472,132
392,978
83.23
506,221
436,386
86.2
รวม
8,056,781
4,816,491
59.78
7,680,354
5,248,396
68.34

การศึกษา

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้เด็กไทยทุกคนได้เรียนอย่างมีคุณภาพ ไปพร้อมๆ กับการลดรายจ่ายของผู้ปกครอง ผ่านโครงการเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ โดยได้จัดงบประมาณให้กับโรงเรียนในทุกสังกัดทั่วประเทศ เป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

จำนวนนักเรียน (คน)
งบประมาณ (บาท)
2552
2553
2552
2553
12,471,611
12,480,473
69,232,590,500
73,223,846,889
ทั้งนี้ รัฐบาลได้ปรับปรุงโครงการให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการให้ นร.ชั้น ม.ปลาย และ ปวช.ได้หนังสือเรียนฟรีโดยไม่ต้องส่งคืน และผลักดันให้งบประมาณในปีต่อๆ ไปเพิ่มขึ้นเป็น 80,000 ล้านบาท

การส่งออกและการลงทุน

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้พยายามขยายตลาดในต่างประเทศควบคู่กับการรักษาตลาดเดิม ผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการ Thailand Best Frind โครงการ Thailand World Exhibition โครงการ The Designer โครงการ Thailand Fashion Expo รวมถึงการแต่งตั้ง Chief of Product มาดูแลรายสินค้า ส่งผลให้การส่งออกในปี 2553 สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทำให้ไทยเกินดุลการค้าเป็นมูลค่า 12,905 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะในเดือนมิถุนายน 2553 การส่งออกของไทยขยายตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 46.30%

ปี พ.ศ.

มูลค่าการส่งออก

2550
153,870 ล้าน USD
2551
177,780 ล้าน USD
2552
152,430 ล้าน USD
2553
195,310 ล้าน USD

การส่งเสริมการท่องเที่ยว

แม้จะเกิดความวุ่นวายจากเหตุชุมนุมทางการเมืองทั้งในปี 2552 และ 2553 แต่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้เร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวผ่านมาตรการหลายด้าน ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในปี 2553 เพิ่มขึ้นถึง 12.63% สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 600,000 ล้านบาท

เดือน
จำนวนนักท่องเที่ยว (คน)
ปี 2550
ปี 2551
ปี 2552
ปี 2553
มกราคม
1313677
1437686
1269978
1605505
กุมภาพันธ์
1284304
1481458
1138220
1614844
มีนาคม
1233108
1407649
1237132
1439401
เมษายน
1101392
1222253
1085293
1108209
พฤษภาคม
990810
1172310
923918
804492
มิถุนายน
1031461
1155004
954772
943900
กรกฎาคม
1165702
1275557
1094658
1250355
สิงหาคม
1225820
1214678
1149288
1251556
กันยายน
1059246
890066
1040538
1191755
ตุลาคม
1171039
1094452
1209473
1313577
พฤศจิกายน
1365853
1076156
1361574
1472752
ธันวาคม
1521816
1156951
1684997
1802160
รวม
14464228
14584220
14149841
15798506
เมื่อพิจารณาตารางข้างต้นจะเห็นว่า เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงเดือนพฤษภาคม 2553 ได้ลดลงถึง 12.93% เนื่องจากเป็นช่วงที่เกิดการความวุ่นวายภายในประเทศ แต่เมื่อถึงเดือนมิถุนายน จำนวนนักท่องเที่ยวกลับลดลงเพียง 1.14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

สร้างระบบประกันความเสี่ยงทางการเกษตร

รัฐบาลได้นำระบบประกันรายได้เกษตรกรมาใช้เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอน ลดความเสี่ยงด้านราคา ให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการได้ทั่วถึงและเป็นธรรม โดยได้เปิดให้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก 3 ประเภท ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ครอบคลุมทุกจังหวัดที่ปลูก โดยให้สำนักงานเกษตรอำเภอเป็นผู้ออกใบรับรองว่ามีการเพาะปลูกจริง เพื่อให้เกษตรกรใช้เป็นหลักฐานในการทำสัญญากับ ธ.ก.ส. และรับเงินชดเชยต่อไป ตลอดระยะเวลา 2 ปี มีเกษตรกรผู้ได้รับผลประโยชน์แล้วทั้งสิ้น 4 ล้านครอบครัว เงินชดเชยทั้งสิ้น 54,883 ล้านบาท

พืชเศรษฐกิจ
ผู้ได้รับผลประโยชน์
เงินชดเชย
ข้าว
3,200,000 ครอบครัว
46,815 ล้านบาท
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
400,000 ครอบครัว
5,635 ล้านบาท
มันสำปะหลัง
400,000 ครอบครัว
2,432 ล้านบาท
นอกจากนี้ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ยังผลักดันให้เกิดโครงการประกันภัยพืชผลจากภัยธรรมชาติ ซึ่งเปิดโอกาสให้เกษตรกรทำการประกันแบบสมัครใจ โดยเกษตรกรจะมีค่าใช้จ่ายเพียง 60 บาทต่อไร่ และรัฐบาลสมทบอีก 70 บาทต่อไร่ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้เงินชดเชยกรณีผลผลิตเสียหายจากภัยธรรมชาติยกเว้นแมลงศัตรูพืชและโรคระบาดเพิ่มขึ้น จากเดิมที่ได้ไร่ละ 606 บาท เป็นไร่ละ 2,006 บาท

มาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกในปี 2551 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทย ทำให้การลงทุนและบริโภคในประเทศชะลอตัว ดังนั้น เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว รัฐบาลจึงออกมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2551 และได้มีการปรับปรุงมาตรการภายหลังหลายครั้ง

ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีรายละเอียดและผลดำเนินงาน ดังนี้

  • มาตรการลดค่าไฟฟ้าของครัวเรือน
    ภาครัฐรับภาระค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน และผู้ที่เช่าอาศัยในห้องชุดหรือห้องเช่าที่มาค่าเช่าไม่เกิน 3,000 บาทต่อห้องต่อเดือน และใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อห้อง
    รัฐวิสาหกิจ
    ครอบครัวที่ได้รับ
    ผลประโยชน์ต่อเดือน
    คิดเป็นสัดส่วน
    ของผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งหมด
    ค่าใช้จ่าย (บาท)
    พ.ศ.2552
    พ.ศ.2553
    กฟน.
    650,000
    20%
    961,850,000
    1,134,360,000
    กฟภ.
    7,470,000
    54.01%
    11,474,680,000
    12,774,950,000
    รวม
    8,120,000
    47.56%
    12,435,930,000
    13,908,410,000

    มาตรการลดค่าโดยสารรถประจำทาง
    ภาครัฐจัดหารถโดยสารประจำทางธรรมดาจำนวน 800 คันต่อวัน ใน 73 เส้นทาง ให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
    รัฐวิสาหกิจ
    จำนวนตั๋วโดยสารต่อเดือน
    ค่าใช้จ่าย (บาท)
    พ.ศ.2552
    พ.ศ.2553
    ขสมก.
    30,240,000 ใบ
    2,253,190,000
    2,656,280,000

    มาตรการลดค่าโดยสารรถไฟชั้น 3
    ภาครัฐจัดหารถไฟชั้น 3 เชิงสังคมจำนวน 164 ขบวนต่อวัน และรถไฟชั้น 3 ระยะทางไกลในขบวนรถเชิงพาณิชย์จำนวน 8 ขบวนต่อวัน ให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
    รัฐวิสาหกิจ
    ครอบครัวที่ได้รับ
    ผลประโยชน์ต่อเดือน
    ค่าใช้จ่าย (บาท)
    พ.ศ.2552
    พ.ศ.2553
    รฟท.
    2,810,000
    911,480,000
    1,026,250,000

    มาตรการลดค่าน้ำประปาของครัวเรือน
    ภาครัฐรับภาระค่าน้ำประปาสำหรับผู้ใช้น้ำไม่เกิน 30 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน (สิ้นสุดมาตรการเมื่อ 31 มีนาคม 2553)
    รัฐวิสาหกิจ
    ครอบครัวที่ได้รับ
    ผลประโยชน์ต่อเดือน
    ค่าใช้จ่าย (บาท)
    พ.ศ.2552
    พ.ศ.2553 (ถึง ม.ค.)
    กฟน.
    1,108,000
    2,299,700,000
    392,060,000
    กฟภ.
    2,068,000
    4,147,680,000
    809,980,000
    รวม
    3,176,000
    6,447,380,000
    1,202,040,000

เทคโนโลยีสารสนเทศ

เพื่อส่งเสริมการพัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การเรียนรู้ การเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชนทุกระดับและทุกภูมิภาค รัฐบาลจึงผลักดันให้มีการก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนขึ้น ทำให้ศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนมีจำนวนเพิ่มขึ้นสูงมาก เมื่อเทียบกับรัฐบาลก่อนหน้า

ปี พ.ศ.
จำนวนศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชน
2550
20 แห่ง
2551
40 แห่ง
2552
219 แห่ง
2553
600 แห่ง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้จัดทำนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีอินเตอร์บรอดแบนด์ความเร็วสูงผ่านเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงใช้ไม่ต่ำกว่า 80% ในปี 2558 และ 95% ในปี 2563 ขณะที่จะพัฒนาความเร็วของการให้บริการเป็นไม่ต่ำกว่า 100 Mbps ภายในปี 2563ซึ่งประชาชนจะได้รับประโยชน์ โดยสามารถรับข้อมูลด้านการศึกษา การเฝ้าระวังทางสาธารณสุข การเตือนภัยพิบัติและภัยธรรมชาติ และบริการด้านอื่นๆ อีกด้วย

การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนใน กทม.และปริมณฑล

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้สานต่อและเร่งผลักดันให้เกิดการก่อสร้างโครงการระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิ์ภาพ รวดเร็ว ปลอดภัย ครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างเป็นระบบ ในเขต กทม.และปริมณฑล

โครงการ
ความคืบหน้า
รถไฟเชื่อมต่อท่าอากาศยานสุวรณภูมิกับสถานีรับส่งในเมือง (แอร์พอร์ตลิงค์)
เปิดทดลองใช้เมื่อ 23 สิงหาคม 2553 เปิดบริการเต็มรูปแบบเมื่อ 4 มกราคม 2554
รถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่ - บางซื่อ
เริ่มก่อสร้างเมื่อพฤศจิกายน 2552 คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในเดือนสิงหาคม 2557
รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง - บางแค และช่วงบางซื่อ - ท่าพระ
อยู่ในขั้นตอนการประกวดราคา คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2559
รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ - ท่าพระ
อยู่ในขั้นตอนการประกวดราคา คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2559
รถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ - ตลิ่งชัน
อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง คาดจะแล้วเสร็จในเดือนมกราคม 2555
รถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ - รังสิต
อยู่ในขั้นตอนการประกวดราคา
รถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต - สะพานใหม่
จะเริ่มก่อสร้างในเดือนธันวาคม 2554 คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในเดือนพฤษภาคม 2559
รถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง - สมุทรปราการ
จะเริ่มก่อสร้างในเดือนธันวาคม 2554 คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในเดือนพฤษภาคม 2559
รถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย - มีนบุรี
จะเริ่มก่อสร้างในเดือนกันยายน 2555 คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในเดือนกันยายน 2559

บทบาทพรรคประชาธิปัตย์ พ.ศ. ๒๕๓๕ - ปัจจุบัน

ฝ่ายบริหารตัวแทนประชาชน
   ประเทศ    ประเทศ


   ท้องถิ่น    ท้องถิ่น

บริหารท้องถิ่น

  • สมาชิกอบจ./อบต. สก./สข.
 ภาพรวม / แนวทาง การบริหารของประชาธิปัตย์


โครงสร้างสำคัญๆ ของประเทศในวันนี้

ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เกิดขึ้นภายใต้การบริหาร
และการผลักดันนโยบาย ของพรรคประชาธิปัตย์
โดยมีเป้าหมาย ในการกระจายรายได้ กระจายโอกาส และกระจายอำนาจ


ในรอบ 63 ปี พรรคฯ ใด้รับความไว้วางใจจากประชาชน ให้นำพาประเทศผ่านวิกฤต
และกอบกู้ความเจริญ หลายต่อหลายครั้ง ทั้งวิกฤตทางการเมือง และวิกฤตเศรษฐกิจ


แนวทางของพรรค คือ

สร้างสังคมที่มีวินัย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ
และสร้างสังคมสันติสุข
ด้วยการพัฒนาแบบสมดุล และการผดุงรักษากฎหมาย

 

ต่อสู้เผด็จการทุกยุคทุกสมัย

 

เสริมสร้างประชาธิปไตย
เป็นสถาบันทางการเมือง

 

ในการจุนเจือประชากร การดำเนิน
นโยบายของพรรคฯ จะมุ่งเน้น
กลุ่มคนที่ยากจนที่สุดก่อนไม่มีการเลือกปฎิบัติ