บทความ

15 มิ.ย. 2555
ทิศทางสังคมจีน นสพ แนวหน้า วันพฤหัสบดี ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ผมมีโอกาสไปเมืองจีนอีกครั้งเมื่อประมาณ 2 เดือนกว่ามานี้ ได้รับฟังและแลกเปลี่ยนทัศนะกับวงการพรรคคอมมิวนิสต์และวงการราชการจีน เกี่ยวกับความเป็นไปในสังคมจีนทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น ก็อยากมาถ่ายทอดเล่าสู่กันฟัง ด้วยหวังว่า จะเป็นประโยชน์ต่อความเข้าอกเข้าใจสังคมจีนยิ่งขึ้น และเพื่อการคบหาสมาคมกันต่อไป
ประเด็นแรกก็คือ ตัวพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งมีอายุมาร่วม 91 ปีแล้ว บัดนี้มีสมาชิกกว่า 80 ล้านคน ถึงแม้จีนจะมีพรรคการเมืองอื่นๆ อีก 8 พรรค แต่ก็เป็นเสมือนพรรคเครื่องประดับ เพราะต่างยอมรับในบทบาทนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน จึงจัดได้ว่า จีนปกครองด้วยพรรคการเมืองพรรคเดียว
และก็เพราะเป็นพรรคที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ไม่มีคู่แข่ง พรรคก็เกรงกลัวความเฉื่อยชา ความติดยึดกับความเป็นมาแต่อดีตจนแข็งกระด้าง ขาดความยืดหยุ่น และไม่ทันสมัยไม่ทันเหตุการณ์ ด้วยเหตุฉะนี้ พรรคจึงจำเป็นต้องสร้างความคึกคัก ชีวิตชีวาให้กับตนเอง เรียกว่ายกเครื่องปรับเครื่อง (reengineering) อยู่ตลอดเวลาอย่างไม่หย่อนยานหยุดยั้ง
วิธีการ ก็คือ การเรียนรู้ และการฝึกอบรมให้สมาชิกพรรคและฝ่ายบริหารพรรคในทุกระดับอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ พรรคจึงมีโรงเรียนการเมืองของทั้งส่วนกลาง และในมณฑลต่างๆ อย่างทั่วถึง
นอกจากการมีความรู้เกี่ยวกับนโยบายและทิศทางของพรรคแล้ว ความรู้เหล่านั้นยังอำนวยให้พรรคสั่งการได้อย่างทั่วถึงจากส่วนกลางสู่ระดับล่างและท้องถิ่น(ผ่านสาขาซึ่งมีกว่า 4 ล้านสาขา) และในแง่กลับกัน ข้อคิด ความประสงค์ของระดับล่างและท้องถิ่นก็ส่งกลับสู่ระดับบนหรือส่วนบัญชาการได้ เครือข่ายการสื่อสารบวกความรู้ อำนวยให้พรรคสามารถเคลื่อนไหว นำพาสังคมและประเทศไปข้างหน้าได้ และในขณะเดียวกันก็ทำให้สังคมจีนเป็นสังคมแห่งองค์ความรู้เกี่ยวกับพรรคและประเทศด้วย
อีกประเด็นหนึ่ง คือการกลั่นกรองบุคลากรให้มีตำแหน่ง มีความรับผิดชอบสูงขึ้น โดยให้ไปรับตำแหน่งต่างๆ ทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่น กลับไปกลับมา และสลับไปสลับมาระหว่างตำแหน่งภายในพรรคกับตำแหน่งภายในรัฐบาลหรือราชการ อำนวยให้บุคลากรของพรรคมีความชำนิชำนาญ มีประสบการณ์ ได้เรียนรู้และรู้เรื่อง และได้สัมพันธ์ทั้งเรื่องส่วนกลางและท้องถิ่น ฉะนั้นในระบบจีนกว่าจะขึ้นมาเป็นระดับผู้นำ หรือขึ้นมาเป็นแนวหน้าได้นั้น ก็ไม่ใช่ของง่ายๆ เพราะจะต้องแข่งขัน ต้องแสดงฝีมือ (ซึ่งเรื่องเส้นสายก็เป็นเรื่องธรรมดาในสังคมมนุษย์ที่คงมีบ้าง แต่ขีดความสามารถน่าจะเป็นตัวตัดสินมากกว่า) ให้เป็นที่ประจักษ์และเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป
เรื่องการศึกษา เรื่องการแข่งขันคงไม่ใช่ของแปลกใหม่ของจีน เพราะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมจีนมาตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน ความต่างก็คงเป็นเรื่องการมาบริหารราชการภายใต้องค์จักรพรรดิของอดีต กับเรื่องการบริหารประเทศด้วยอุดมการณ์พรรค สังคมจีนจึงคุ้นเคยกับการเรียน และการกลั่นกรอง ได้คนมีฝีมือไปรับใช้พรรคและชาติ
และนี่คงเป็นเหตุหนึ่งที่พรรคมีความยั่งยืน มีสมาชิกเข้ามาใหม่เสมอ การเป็นสมาชิกพรรคได้ความรู้และมีโอกาสก้าวหน้า อีกทั้งพรรคก็ปรับตัวไปกับสถานการณ์ โดยการที่ระดับผู้นำมีวิสัยทัศน์ มีการปรึกษาหารือ และการเพียรพยายามทำงานกันเป็นทีม ไม่แตกแถวและไม่ทำตัวให้โดดเด่น
มองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ณ วันนี้ ก็จัดได้ว่ามีพรรคประชาธิปัตย์ที่ยั่งยืนมากว่า 60 ปี ความยั่งยืนระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับพรรคประชาธิปัตย์ มีความต่างกันในแง่ว่า พรรคคอมมิวนิสต์ชนะสงครามกลางเมือง เอาชนะพรรคก๊กมินตั๋ง แซงขึ้นมาครอบครองบริหารประเทศ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์มาตามกระบวนการการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และคงอยู่ตามกระบวนการประชาธิปไตยที่มีการแข่งขันด้วยอุดมการณ์และนโยบาย พรรคประชาธิปัตย์คงอยู่ได้ในเวทีการเมืองไทย ไม่ได้ล่มสลายหายไปเหมือนพรรคการเมืองอื่นทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพราะมิได้เป็นพรรคเฉพาะกิจของคน ของกลุ่มคน แต่เป็นของส่วนรวมที่ตรึงด้วยอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย แต่ ณ วันนี้ความเหมือนกันของทั้ง 2 พรรค คือ การทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนเท่านั้น
ก็เป็นที่หวังว่าในเวทีการเมืองไทยควรจะมีการพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นพรรคอย่างจริงจังมากขึ้น คือ เป็นพรรคของสมาชิกและมวลชนที่สนับสนุน มีอุดมการณ์ และจุดยืนเป็นตัวตั้ง และพรรคต่างๆ มาแข่งขันกันเพื่ออาสาเข้ารับใช้ประชาชน มีการพัฒนาตนเองด้วยการฝึกอบรมทางการเมือง เพื่อให้ทันสมัย ทันโลกได้
กษิต ภิรมย์
Photo Credit : http://www.stjohnslomira.com/site/cpage.asp?cpage_id=140031017&sec_id=140005248
บทความอื่นๆ
01 มิ.ย. 2556 เยี่ยมเยียนโรงเรียนปอเน๊าะ : กษิต ภิรมย์
01 มิ.ย. 2556 คำต่อคำ นายอภิสิทธิ์ หน.ปชป.ในการปราศรัยเวทีประชาชน เดินหน้าผ่าความจริง สุพรรณบุรี
31 พ.ค. 2556 แดงหลากโทนสี : กษิต ภิรมย์
25 พ.ค. 2556 คำต่อคำ นายอภิสิทธิ์ หน.ปชป.ในการปราศรัยเวทีประชาชน เดินหน้าผ่าความจริง จ.เลย