บทความ

สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 68 วรรคสอง
17 มิ.ย. 2555

สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 68 วรรคสอง

พลันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องที่มีผู้ใช้สิทธิยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติมาตรา 68 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 เพื่อให้พิจารณาการกระทำของคณะรัฐมนตรี รัฐสภา พรรคการเมือง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... อันจะมีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ทั้งฉบับ ว่าเป็นการกระทำที่เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ อันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 หรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วมีคำสั่งรับคำร้องและสั่งให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแจ้งประธานรัฐสภาให้ชะลอการลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 (ฉบับที่.. ) พ.ศ. ..... ในวาระที่สามเป็นการชั่วคราวก่อนนั้น ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยทันทีใน 2 ประเด็น คือ


1) ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องจากผู้ร้องโดยตรงโดยไม่ผ่านอัยการสูงสุดได้หรือไม่
2) ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแจ้งประธานรัฐสภาให้ชะลอการลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 (ฉบับที่.. ) พ.ศ. ..... ในวาระที่สามเป็นการชั่วคราวก่อนได้หรือไม่ คำสั่งนั้นมีผลประการใด และมีผลผูกพันรัฐสภาหรือไม่
วันนี้ผมขอแสดงความเห็นในประเด็นแรกก่อนครับ


อันดับแรกต้องพิจารณาว่าบทบัญญัติมาตรา 68 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 เป็นบทบัญญัติรับรองสิทธิและคุ้มครองสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชน หรือเป็นบทบัญญัติกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการใช้สิทธิดังกล่าวเท่านั้น


หากเป็นบทบัญญัติรับรองสิทธิและคุ้มครองสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชน ย่อมหมายความว่ารัฐธรรมนูญมีเจตนาให้ประชาชนมีสิทธิเด็ดขาดที่จะยื่นเรื่องได้ทั้งต่ออัยการสูงสุดและต่อศาลรัฐธรรมนูญ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง สุดแท้แต่วัตถุประสงค์และความต้องการในการใช้สิทธิของประชาชนผู้นั้นเอง


แต่หากเป็นบทบัญญัติกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชนแล้วก็อาจจะแปลความได้ว่าประชาชนผู้จะใช้สิทธิดังกล่าวนั้นจะต้องใช้สิทธิตามขั้นตอนหรือวิธีการที่กำหนดไว้ก่อน กล่าวคือ ต้องยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดเพื่อให้อัยการสูงสุดพิจารณาข้อเท็จจริงก่อนแล้วจึงให้อัยการสูงสุดยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป โดยประชาชนผู้นั้นจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเองโดยตรงเองไม่ได้


ผมเห็นว่าบทบัญญัติมาตรา 68 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติรับรองและคุ้มครองสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชนผู้ทราบการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง ในการที่จะใช้สิทธินั้นยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดหรือจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างก็ได้


ผมยังเห็นอีกว่า มาตรา 68 วรรคสอง มิใช่บทบัญญัติกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการการใช้สิทธิของประชาชนที่จะต้องเริ่มดำเนินการโดยการยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดเพื่อให้อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาข้อเท็จจริงก่อนว่าจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ต่อไปหรือไม่ แต่เป็นการเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถยื่นคำร้องได้ทั้งสองช่องทาง
ทำไมผมจึงคิดเช่นนั้น


ประการแรก บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 68 วรรคสองนี้ ถูกบัญญัติไว้ในส่วนที่ 13 ของ หมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ต่อเนื่องกันมากับสิทธิเสรีภาพอื่นๆ เช่น สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิในทรัพย์สิน สิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ เมื่อพิจารณาเนื้อหาบทบัญญัติของส่วนต่างๆ ที่แบ่งไว้ในหมวด 3 จะเห็นว่าล้วนมีเจตนารมณ์ที่จะบรรยายให้เห็นถึงการรับรองและคุ้มครองสิทธิของประชาชน มิใช่บรรยายขั้นตอนหรือวิธีการใช้สิทธิที่หากไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนหรือวิธีการนั้นจะทำให้เสียสิทธิหรือถูกจำกัดสิทธิหรือไม่อาจใช้สิทธินั้นได้


อย่างไรก็ตามการใช้สิทธิบางประเภทในหมวด 3 อาจต้องดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมายลูกบทด้วยเหตุผลบางประการที่รัฐธรรมนูญอนุญาตหรือกำหนดไว้เป็นกรณีๆ ไปในบทบัญญัติแต่ละมาตรา ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า


“มาตรา 29 การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตาม
บทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญ
แห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้...”


ดังนั้น หากไม่มีการบัญญัติหลักเกณฑ์ตามที่มาตรา 29 วรรคหนึ่งกำหนดไว้ในบทบัญญัติมาตราใดๆ ย่อมไม่สามารถจำกัดการใช้สิทธิประเภทนั้นๆ ของประชาชนๆได้ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 68 วรรคสอง บัญญัติว่า


“ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้
อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้
ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว...”


บทบัญญัติมาตรา 68 วรรคสอง ข้างต้น ไม่มีข้อความใดที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการกำหนดขั้นตอนหรือวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญและไม่ได้บัญญัติอนุญาตให้ออกกฎหมายลูกบทมากำหนดขั้นตอนหรือวิธีการใช้สิทธินั้นด้วย หากแต่เป็นการบัญญัติความในลักษณะรับรองและคุ้มครองสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น จึงไม่อาจตีความไปในทางจำกัดสิทธิของประชาชนได้


ผมจึงเชื่อว่าบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคสองนี้ มีเจตนารมณ์ที่จะรับรองและคุ้มครองสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชนให้เป็นสิทธิโดยเด็ดขาดไม่ใช่เป็นการกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการใช้สิทธินั้น


ดังนั้น หากมีผู้ตีความการใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชนตามมาตรา 68 วรรคสอง ซึ่งเป็นส่วนที่ 13 ของ หมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ในลักษณะเป็นขั้นตอนหรือวิธีการการใช้สิทธิว่าจะกระทำได้เฉพาะแต่โดยการยื่นเรื่องผ่านอัยการสูงสุดเพื่อให้อัยการสูงสุดพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วยื่นเรื่องต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ โดยประชาชนผู้ทราบการกระทำที่ต้องห้ามตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง จะยื่นเรื่องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ ก็เท่ากับเป็นการตีความในทางจำกัดสิทธิประชาชนและเป็นการตีความที่แตกต่างจากบทบัญญัติมาตราอื่นของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณษจักรไทย พ.ศ. 2550 ที่บัญญัติรับรองสิทธิของประชาชนไว้ในหมวดเดียวกันคือหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการตีความกฎหมาย


ประการที่สอง ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. 2550 ซึ่งมีสถานะเทียบเท่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในหมวด 2 ว่าด้วยอำนาจศาล ข้อ 17 (2) (5) (13) และ (17) ว่า
“ข้อ 17 ศาลมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดี ดังต่อไปนี้
...............................................
(2) คดีที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยว่า บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการโดยใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อให้ได้มา
ซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 ของ
รัฐธรรมนูญ
..............................................
(5) คดีที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภา
ให้ความเห็นชอบแล้ว ตามมาตรา 141 ของรัฐธรรมนูญ
...........................................
(13) คดีที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง หรือศาลทหาร
จะใช้บังคับแก่คดีใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 211 ของรัฐธรรมนูญ
...........................................


(17) คดีที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยสั่งยุบพรรคการเมืองที่ถือว่ากระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง
ประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
ของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองตามมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ”
และข้อ 20 ในหมวด 3 ว่าด้วยการยื่น การถอน และการจำหน่ายคำร้อง กำหนดว่า


“ข้อ 20 การยื่นคำร้องต่อศาลตามข้อ 17 ให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ข้อกำหนดนี้ และกฎหมายอื่น
ที่บัญญัติให้เป็นอำนาจพิจารณาวินิจฉัยของศาล


การยื่นคำร้องตามข้อ 17 (5) ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ยื่นคำร้องพร้อมเอกสารประกอบตามที่ศาลกำหนด
การยื่นคำร้องตามข้อ 17 (13) ให้ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง หรือศาลทหาร ที่จะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดี
ส่งความเห็นหรือคำโต้แย้งของคู่ความพร้อมด้วยเหตุผลไปยังสำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานศาลปกครอง หรือกรม
พระธรรมนูญ แล้วแต่กรณี เพื่อส่งให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย”


จะเห็นว่าตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. 2550 ข้อ 17 (2) และ (17) กำหนดไว้ชัดเจนว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคำร้องเกี่ยวกับการกระทำตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 โดยมิได้กำหนดหลักเกณฑ์จำกัดสิทธิการยื่นคำร้องในกรณีตามข้อ 17 (2) และ (17) นั้นไว้ในข้อ 20 ว่าให้อัยการสูงสุดเท่านั้นที่เป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องนั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญ แตกต่างกับกรณีการยื่นคำร้องตามข้อ 17 (5) ที่กำหนดให้ประธานรัฐสภาเท่านั้นที่เป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้อง และตามข้อ 17 (13) ที่กำหนดให้ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง หรือศาลทหารเท่านั้นที่เป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้อง แสดงให้เห็นว่าข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญฯ ดังกล่าว ก็มิได้มีเจตนารมณ์และไม่มีมีข้อกำหนดอันเป็นการจำกัดการใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชนตามมาตรา 68 วรรคสอง ว่าให้เป็นสิทธิของอัยการสูงสุดเท่านั้น


จึงเป็นการย้ำให้เห็นว่าสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชนตามมาตรา 68 วรรคสอง เป็นสิทธิเด็ดขาดที่อยู่ในดุลยพินิจและการตัดสินใจของประชาชนผู้นั้นเองว่าจะใช้สิทธินั้นหรือไม่ และจะยื่นต่อใคร โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องยื่นเรื่องได้เฉพาะต่ออัยการสูงสุดเท่านั้น


ประการที่สาม หากกรณีเป็นไปตามเหตุผลข้างต้นแล้ว เหตุใดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 68 วรรคสอง จึงบัญญัติให้ยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดไว้ด้วย
คำตอบคือ


1) พนักงานอัยการรวมทั้งอัยการสูงสุดไม่มีอำนาจหน้าที่ใดๆ ตามกฎหมายที่จะพิจารณาหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ศาลรัฐธรรมนูญว่าการกระทำใดชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ คงมีแต่เพียงอำนาจหน้าที่พิจารณาว่าการกระทำใดเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาเท่านั้น เพราะการตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นทางรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจหน้าที่เฉพาะของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น
รัฐธรรมนูญจึงกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบข้อเท็จจริงเองโดยใช้วิธีการไต่สวน

อีกทั้งเป็นการไม่สมควรค้วยเหตุผลหรือหลักตรรกวิทยาใดๆ ที่จะตีความว่ารัฐธรรมนูญกำหนดให้พนักงานอัยการหรืออัยการสูงสุดมีอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือพิจารณาข้อเท็จจริงใดว่าชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก่อนศาลรัฐธรรมนูญหรือแทนศาลรัฐธรรมนูญ ในทำนองเดียวกันก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่รัฐธรรมนูญจะบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือตรวจสอบการกระทำใดว่าเป็นความผิดอาญาเพื่อพิจารณายื่นเรื่องให้พนักงานอัยการหรืออัยการสูงสุดฟ้องคดีอาญาใดแทนประชาชนที่เป็นผู้เสียหาย


2) ต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรนูญ ศาลอาญา และพนักงานอัยการ รวมทั้งหลักเกณฑ์ของกฎหมายอาญาและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ว่า
ก) อำนาจการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและศาลอาญาแตกต่างกัน   ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยการกระทำหรือกรณีต่างๆ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญรวมถึงการตีความบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นอำนาจเฉพาะและเป็นอำนาจเด็ดขาดของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยว่าการกระทำใดเป็นความผิดอาญาและไม่มีอำนาจลงโทษอาญาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญาแก่บุคคลใดได้ แต่อำนาจในการพิจารณาวินิจฉัยการกระทำความผิดอาญาดังกล่าวเป็นอำนาจเฉพาะของศาลอาญา
ข) สิทธิการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญและศาลอาญาแตกต่างกัน


สิทธิการยื่นคำฟ้องที่เรียกว่าคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นของประชาชนโดยทั่วไปที่กระทำได้โดยตรงตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งปัจจุบันได้แก่ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. 2550 ในขณะที่สิทธิการยื่นคำฟ้องต่อศาลอาญาต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และผู้ที่จะมีสิทธิยื่นฟ้องได้มีเพียงพนักงานอัยการและผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเท่านั้น มิใช่ประชาชนโดยทั่วไป
การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้นประชาชนผู้มีสิทธิหรือผู้ที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. 2550 สามารถยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เองโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการหรือขั้นตอนใดๆ ในขณะที่การยื่นคำฟ้องต่อศาลอาญาจะกระทำได้เฉพาะแต่โดยผู้เสียหายและพนักงานอัยการ (รวมถึงอัยการสูงสุด) แต่การยื่นคำฟ้องของพนักงานอัยการต่อศาลอาญานั้นพนักงานอัยการจะกระทำได้เฉพาะเมื่อผ่านการสอบสวนของพนักงานสอบสวนก่อนแล้วเท่านั้น ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(5) มาตรา 28 มาตรา 120 และมาตรา 121 จึงมีความล่าช้ามากกว่าการดำเนินการทางศาลรัฐธรรมนูญ


3) การกระทำเดียวกันของบุคคลอาจอยู่ในอำนาจการพิจารณาวินิจฉัยของศาลต่างกันได้ เช่น การกระทำที่ต้องห้ามตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 68 วรรคหนึ่ง ซึ่งประชาชนผู้ทราบการกระทำนั้นอาจเห็นว่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรด้วย และประชาชนผู้นั้นประสงค์จะให้มีการดำเนินคดีอาญากับบุคคลที่กระทำการนั้นด้วย


กรณีเช่นนี้ ประชาชนผู้นั้นไม่สามารถยื่นคำร้องหรือคำฟ้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาของบุคคลนั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญรวมไปกับคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าการกระทำของบุคคลนั้นเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญหรือไม่เพราะไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ต้องให้พนักงานอัยการเป็นผู้ยื่นฟ้องบุคคลนั้นต่อศาลอาญา


อย่างไรก็ตาม พนักงานอัยการไม่มีอำนาจยื่นฟ้องคดีอาญาใดที่ยังไม่ผ่านการสอบสวนของพนักงานสอบสวนต่อศาลอาญาได้ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(5) มาตรา 28 มาตรา 120 และมาตรา 121 ในกรณีนี้ หากประชาชนผู้ทราบการกระทำตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง จะต้องเริ่มต้นโดยการไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กว่าพนักงานสอบสวนจะสอบปากคำประชาชนผู้นั้นเสร็จได้ และกว่าพนักงานสอบสวนจะสามารถรวบรวมพยานหลักฐานสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาว่าจะยื่นฟ้องบุคคลนั้นหรือไม่ก็ต้องใช้เวลานานพอสมควร และสุดท้ายพนักงานอัยการอาจไม่พอใจในพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนและอาจสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมได้อีก ซึ่งก็จะทำให้เสียเวลาไปมาก ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญอาจพิจารณาการกระทำของบุคคลนั้นตามคำร้องของประชาชนผู้ทราบการกระทำนั้นไปล่วงหน้านานกว่ามาก


กรณีดังกล่าวนี้จึงควรได้รับการพิจารณาโดยรวดเร็วทั้งในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญและศาลอาญา รัฐธรรมนูญจึงบัญญัติให้สิทธิประชาชนผู้ทราบการกระทำตามมาตรา 68 วรรค หนึ่ง เป็นผู้มีสิทธิยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดซึ่งเป็นพนักงานอัยการเพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในทางอาญาได้โดยตรง มิฉะนั้นทั้งประชาชนผู้นั้นและพนักงานอัยการจะไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้แต่ต้องกลับไปดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาตวามอาญา แต่เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือมากขึ้น รัฐธรรมนูญจึงกำหนดให้ยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดเป็นการเฉพาะมิใช่ยื่นต่อพนักงานอัยการทั่วไป


ดังนั้น การที่มาตรา 68 วรรคสองบัญญัติถึงอัยการสูงสุดไว้จึงน่าจะมีเจตนาเพียงเพื่อให้เกิดความสะดวกและเกิดความรวดเร็วในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาการดำเนินคดีอาญาในกรณีที่ประชาชนผู้ทราบการกระทำตามมาตรา 68 วรรคหนึ่งประสงค์จะให้มีการดำเนินคดีอาญากับผู้ที่กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 68 วรรคหนึ่งด้วยนั่นเอง แต่ไม่ได้ตัดสิทธิของประชาชนในการจะใช้สิทธิยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเพื่อสั่งให้บุคคลนั้นๆ เลิกการกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 68 วรรคหนึ่งด้วยแต่อย่างใด


หากใครตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคสองว่าประชาชนผู้ทราบการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 68 วรรคหนึ่งไม่สามารถยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง แต่ต้องยื่นเรื่องผ่านอัยการสูงสุดแล้ว นอกจากจะเป็นการตีความไปในทางจำกัดสิทธิประชาชนอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 29 วรรคหนึ่งแล้ว ก็จะกลายเป็นว่าผู้ที่มีสิทธิยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญคืออัยการสูงสุด มิใช่ประชาชนผู้ทราบการกระทำนั้น ซึ่งมิใช่เจตนารมณ์ที่แท้จริงของบทบัญญัติมาตรา 68 วรรคสองอย่างแน่นอน
จะเห็นได้ชัดมากขึ้นจากความตอนท้ายของมาตรา 68 วรรคสอง ที่ว่า


“...และยื่นร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดี
อาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว...”


ประโยคที่ว่า “...แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว...” ชี้ให้เห็นเจตนารมณ์ของมาตรา 68 วรรคสองว่า รัฐธรรมนูญได้แยกการดำเนินการทางรัฐธรรมนูญโดยศาลรัฐธรรมนูญ และการดำเนินคดีอาญาโดยพนักงานอัยการและศาลอาญาออกจากกันอย่างชัดเจน จึงบัญญัติว่าการดำเนินการของศาลรัฐธรรมนูญ (ซึ่งอาจเสร็จสิ้นก่อน) ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว เนื่องจากการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและของศาลอาญาที่ต้องดำเนินการฟ้องร้องและสืบพยานโดยพนักงานอัยการนั้นพิจารณาจากข้อเท็จจริงและองค์ประกอบความผิดที่แตกต่างกัน การตีความอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการหรืออัยการสูงสุดตามมาตรา 68 วรรคสอง จึงต้องตีความตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละฝ่ายจึงจะสามารถใช้บังคับกฎหมาย (รัฐธรรมนูญ) ได้อย่างถูกต้องและสามารถหาข้อยุติของการบังคับใช้กฎหมาย (รัฐธรรมนูญ) ได้


ผมเห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้มาจากการตัดต่อความในมาตรา 68 วรรคสองไว้ไม่ชัดเจน จึงทำให้ตีความแตกต่างกันไปหลายแนวทางสุดแต่ความคิดเห็นของแต่ละท่าน แต่การตีความกฎหมายที่ถูกต้องตามหลัก “นิติวิธี” นั้น ต้องตีความให้สามารถใช้บังคับกฎหมายได้อย่างถูกต้องและสามารถหาข้อยุติในการบังคับใช้กฎหมายนั้นได้ในทางนิติศาสตร์ ดังนั้น หากตีความบทบัญญัติมาตรา 68 วรรคสอง ไปในทางที่ว่าประชาชนผู้ทราบการกระทำตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง จะต้องยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดเพื่อให้อัยการสูงสุดพิจารณาว่าจะยื่นเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้หรือไม่นั้น นอกจากจะไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ยังจะก่อให้เกิดความสับสนและปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกไม่รู้จบ เช่น


ก) ศาลรัฐธรรมนูญจะตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากข้อเท็จจริงของอัยการสูงสุดได้อีกหรือไม่เพราะวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญใช้วิธีไต่สวน หากไม่ได้ศาลรัฐธรรมนูญจะทำอย่างไรเพราะการไต่สวนซึ่งเป็นวิธีการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญก็คือการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั่นเอง และจะเป็นการจำกัดอำนาจหรือเป็นการล่วงละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่


ข) หากศาลรัฐธรรมนูญสามารถไต่สวนตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้แล้วข้อเท็จจริงของศาลรัฐธรรมนูญแตกต่างหรือเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับข้อเท็จจริงของอัยการสูงสุด ศาลรัฐธรรมนูญจะทำคำวินิจฉัยชี้ขาดได้อย่างไรเพราะผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมจะโต้แย้งคำวินิจฉัยนั้นได้อย่างชอบธรรมซึ่งจะส่งผลกระทบถึงภาพพจน์และความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่น่าจะใช่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 อย่างแน่นอน


ยิ่งกว่านั้น เมื่อบทบัญญัติมาตรา 68 วรรคสองใช้คำว่า “และ” โดยบัญญัติไว้ดังนี้
“...ให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำ
ดังกล่าว...”


ซึ่งคำว่า “และ” ในทางกฎหมายแปลว่า “ต้อง” ก็จะต้องตีความว่า อัยการสูงสุดจะต้องยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำนั้นเสมอไม่ว่าอัยการสูงสุดจะมีคำวินิจฉัยอย่างไร ดังนั้น หากอัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วและเห็นว่าการกระทำของบุคคลนั้นๆ ไม่เข้าลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง แล้ว อัยการสูงสุดจะให้เหตุผลใดต่อศาลรัฐธรรมนูญในการยื่นเรื่องที่ตนเห็นว่าไม่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวนั้น และศาลรัฐธรรมนูญจะเอาอำนาจใดมาสั่งการให้บุคคลเลิกการกระทำที่ไม่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ
ในทางกลับกันหากอัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าการกระทำของบุคคลนั้นไม่เข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคหนึ่ง อัยการสูงสุดจึงไม่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะมีประเด็นปัญหาต่อไปไม่จบว่าการไม่ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญของอัยการสูงสุดเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเสียเองหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญใช้คำว่า “และ” ซึ่งแปลว่า “ต้อง”
จากเหตุผลข้างต้นทั้งหมด ผมจึงเห็นว่าการตีความหรือการแปลความบทบัญญัติมาตรา 68 วรรคสอง ควรต้องตีความหรือแปลความว่า


“ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง (เพื่อดำเนินคดีอาญา) และ (ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวมีสิทธิ) ยื่นร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว”


โดยสรุป การตีความบทบัญญัติมาตรา 68 วรรคสอง ว่าประชาชนผู้ทราบการกระทำตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง ต้องยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาว่าจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ จึงไม่น่าจะถูกต้องเพราะเป็นการตีความกฎหมายในทางจำกัดสิทธิประชาชน ซึ่งจะกลายเป็นว่าผู้มีสิทธิยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 วรรคสอง คืออัยการสูงสุดมิใช่ประชาชนผู้ทราบถึงการกระทำนั้นซึ่งเป็นการขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง


นอกจากนั้นยังจะทำให้เกิดผลในการตีความที่แปลกประหลาดไม่สามารถใช้กฎหมายได้อย่างถูกต้องและไม่สามารถหาข้อยุติในการบังคับใช้กฎหมายนั้นได้ในทางนิติศาสตร์ จึงเป็นการตีความที่ไม่น่าจะถูกต้องตาม “นิติวิธี”


ความเห็นของผมจะถูกหรือไม่ จะมีผู้เห็นด้วยหรือจะมีผู้คัดค้านก็สุดแล้วแต่ แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่าตามมาตรา 68 วรรคสอง ประชาชนผู้ทราบการกระทำตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง มีสิทธิยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยได้โดยตรง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นเด็ดขาดและมีผลผูกพันรัฐสภา ศาล องค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอื่นของรัฐและหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 27 และมาตรา 216 วรรคห้า ว่า

“มาตรา 27 สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยปริยายหรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง”


มาตรา 216 วรรคห้า
“คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ”
ขณะเดียวกัน ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. 2550 ข้อ 55 วรรคหนึ่งและวรรคสอง กำหนดว่า
“ข้อ 55 คำวินิจฉัยของศาลให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลอื่นและองค์กรอื่นของรัฐ
คำวินิจฉัยของศาลให้มีผลในวันอ่าน”


เมื่อข้อเท็จจริงและกฎหมายสูงสุดของประเทศระบุไว้เช่นนี้แล้ว ผมจึงเห็นด้วยกับแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการอยู่ว่าเป็นการถูกต้อง ชอบธรรม และตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแล้ว
ส่วนใครจะตะแบงแบบไหน อย่างไร ก็คงต้องรับผลกรรมเอาเอง

โดย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เมื่อ 17 มิถุนายน 2012 เวลา 11:10 น




บทความอื่นๆ