บทความ

ประชาธิปไตยประเทศเขา กับของเรา : กษิต ภิรมย์
15 ก.ค. 2556

ประชาธิปไตยประเทศเขา กับของเรา : กษิต ภิรมย์

สวัสดีวันแรกของการทำงานในอาทิตย์นี้ครับ ช่วงนี้มีข่าวใหญ่ให้ตื่นเต้นทางหน้า นสพ กันไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งในและนอกประเทศ แต่ที่ค่อนข้างจะน่าแปลกใจ ก็คงเป็นเรื่องท่าทีของสหรัฐและชาติตะวันตกที่มีมีต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยทหารในอียิปต์ ที่เขาใช้คำว่า "การคัดท้ายประชาธิปไตย" แทนคำว่า "ปฏิวัติ" นี่ล่ะครับ เอาไว้วันหน้าผมจะมาชวนคุยกันว่าทำไมเขาถึงเรียกเช่นนั้น

ประชาธิปไตยประเทศเขา กับของเรา : กษิต ภิรมย์
หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันพุธที่ 10 กรกฎาคม 2556
คอลัมน์การเมือง / เวทีอิสระ

ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเดินทางไปเยือน 3 ประเทศ ซึ่งต่างก็มีการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น ก็ได้สดับรับฟังความเป็นไปในแต่ละประเทศ จึงถือโอกาสนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อเป็นข้อคิดในการปกป้องรักษาและพัฒนาสังคมประชาธิปไตยของไทยเราให้ยั่งยืนและก้าวหน้าต่อไป

ใกล้ๆบ้านเรา หนึ่งในประเทศที่เล็กที่สุดในโลก ที่เพิ่งก้าวออกมาจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเมื่อไม่นานปีมานี้ เป็นประเทศประชาธิปไตยน้องใหม่ ภูฏาน ซึ่งในสัปดาห์นี้ จะมีการเลือกตั้งทั่วไปเป็นครั้งที่สอง ก็มี 2 พรรคใหญ่ต่อสู้กัน ส่วนพรรคเล็กพรรคน้อยอีก 3-4 พรรค ก็รวมตัวกันเพื่อเพิ่มพลังแข่งขันในการหาเสียงและอำนาจต่อรองในการร่วมจัดตั้งรัฐบาล (ผสม)

เรื่องที่น่าสนใจคือ ประเทศนี้มีการโต้วาทีถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ช่วงฤดูหาเสียงอย่างสม่ำเสมอ และคณะกรรมการเลือกตั้งได้เตือนพรรคและผู้สมัครมิให้เอาเรื่องศาสนาเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ส่วนบรรดาสื่อก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าผู้สมัครควรเน้นเรื่องสาระเนื้อหามากกว่าเอาเรื่องส่วนตัวมาสาดโคลนกัน

ข้ามไปที่ยุโรป ประเทศเยอรมนีก็จะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกันยายนนี้ บรรดาเกจิอาจารย์ทั้งหลายจากทุกวงการมีความเห็นตรงกันว่า พรรค CDU ภายใต้การนำพาของนายกรัฐมนตรี Merkel จะชนะคู่แข่งอย่างพรรค SPD อีกครั้งอย่างแน่นอน เพราะประชาชนทั่วไปนั้นพึงพอใจกับสภาวะเศรษฐกิจที่เจริญก้าวหน้าของเยอรมันนี ที่แม้ไม่ฟู่ฟ่านักแต่ก็มั่นคง ชีวิตโดยทั่วไปดูมีเสถียรภาพและมีอนาคต ที่สำคัญประชาชนชาวเยอรมันต่างมีความเชื่อมั่นเชื่อใจ (Trust) ในตัวนายกรัฐมนตรี Merkel ว่าจะนำพาเยอรมนีต่อไปได้อย่างดี ชาวเยอรมัน ณ วันนี้จึงไม่ต้องการเสี่ยงทดลองกับข้อเสนอใหม่ๆที่มาจากพรรคฝ่ายค้าน SPD เพราะพึงพอใจและอยากอยู่กับสิ่งที่จับต้องได้มากกว่า

คำถามต่อไปก็คือ แล้วพรรค CDU จะตั้งรัฐบาลผสมกับใคร? กับพรรค SPD ที่เรียกว่า มหาผสม (Grand Coalition) กับพรรค Green หรือกับพรรค FDP บรรดาเกจิอาจารย์ก็วิเคราะห์ว่าจะผสมกับ SPD ก็เคยผสมมาแล้วแต่มันไม่ work ไปกันลำบาก อยู่กันแบบอึดอัดใจ จะผสมกับพวก Green ก็เกรงว่าจะมีข้อเสนอแผลงๆ แปลกๆ ซึ่งคนเยอรมันคงไม่มีอารมณ์ที่จะรับได้ ฉะนั้นคงเลือกที่จะผสมกับคู่เดิมคือ CDU และ FDP เพราะสมัยที่ผ่านมา อยู่ร่วมกันค่อนข้างราบรื่น และคนเยอรมันเองเชื่อว่า คู่นี้จะทำให้เยอรมนีมีเสถียรภาพและก้าวไกลต่อไปได้
ถัดไปไม่ไกลจากเยอรมนีคือ นอรเวย์ ยังไม่มีการเลือกตั้งทั่วไปในเร็ววันนี้ แต่ที่น่าสนใจก็คือ เขามีแต่รัฐบาลผสมมาตลอด โดยมี 2 ขั้วใหญ่หรือแกนนำ คือ กลุ่มพรรคฝ่ายกลางขวาและกลุ่มพรรคฝ่ายกลางซ้ายก็ว่าได้

ใน 3 ประเทศดังกล่าวนี้ มีอะไรเป็นข้อคิดสำหรับไทยเรา?
- การโต้วาทีระหว่างพรรคโดยเฉพาะหัวหน้าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะประชาชนจะได้ฟังความคิดอ่าน เห็นบุคลิกและลักษณะความเป็นผู้นำ ของผู้ที่จะมาเป็นผู้นำประเทศในอนาคต
- เรื่องศาสนาจะต้องไม่นำมาเป็นประเด็นการเมือง ซึ่งการเลือกตั้งนายก อบจ. ที่จังหวัดสตูลล่าสุดนี้มีข่าวแว่วๆออกมาว่า มีบางคนพยายามเอาเรื่องไทยพุทธ–ไทยมุสลิมเข้ามาพัวพัน ซึ่งไม่พึงปฏิบัติ และผิดกฎหมาย เป็นการสร้างความแตกแยกแก่สังคมในระยะยาว
- การเป็นผู้นำ ต้องสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจต่อสังคม มิใช่ลอยตัวเหนือความขัดแย้ง หรือสร้างทีมองครักษ์มาคอยพิทักษ์ปกป้อง และพึ่งแต่การโฆษณาชวนเชื่อ สร้างภาพความเก่งกล้าสามารถหลอกลวงประชาชนไปวันๆเท่านั้น
- ประชาธิปไตยที่มีสเถียรภาพไม่จำเป็นต้องมีแค่ 2 พรรคใหญ่เท่านั้น หลายพรรคร่วมกันเป็นรัฐบาลผสมที่มีการเสริมความเป็นประชาธิปไตยก็ได้ เช่นที่ นอรเวย์ และประเทศเล็กอื่นๆ ในยุโรป 

แต่ละพรรคต้องมีอุดมการณ์ทางการเมืองและมีจุดยืนแน่ชัด (มิใช่เป็นสมบัตินายทุน ที่จ้องแต่จะเสียบเป็นรัฐบาล ต่อรองตำแหน่ง แล้วสร้างเมกะโปรเจคไปคอรัปชั่น หาเงินเข้าพรรค เข้ากระเป๋า) ฉะนั้น เมื่อจะร่วมกัน บริหารประเทศ เขาก็ปรับจุดยืน อุดมการณ์เข้าหากัน เพื่อนำพาประเทศ ประชาชนก็รู้ทิศทางที่แน่นอน มิใช่บริหารประเทศตามอำนาจเงิน และตามอำเภอใจของนายทุนเจ้าของพรรค

ปัญหาของไทยคือมีผู้เล่นบทรวบอำนาจ ใช้เทคนิคพลิกแพลงผ่านกระบวนการเลือกตั้ง บริหารแบบใช้อำนาจตามอำเภอใจฉัน ซึ่งไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ซ้ำร้ายยังแก้ไขนโยบายกลับไปกลับมารายวัน ไม่มีทิศทางให้ประชาชนได้มีความมั่นใจในสถานะของประเทศ แต่ผมเองคิดว่า ปัญหานี้น่าจะแก้ไขได้ เพราะว่าคนไทยมีนิสัยไม่ยอมรับการกดขี่ รักความถูกต้อง มันอยู่ในสายเลือด

Credit ภาพ : https://camsed.files.wordpress.com/2012/04/democracy.jpeg



บทความอื่นๆ