บทความ

มหากาพย์โกงข้าว  ตอนอวสานจีทูจี (5) ชำแหละสัญญาจีทูจี ฉบับที่ 2
24 ก.ย. 2560

มหากาพย์โกงข้าว ตอนอวสานจีทูจี (5) ชำแหละสัญญาจีทูจี ฉบับที่ 2

 24 กันยายน 2560  นายแพทย์วรงค์  เดชกิจวิกรม  อดีต ส.ส. พิษณุโลก  มือปราบคดีทุจริตโครงการจำนำข้าวรัฐบาลยิ่งลักษณ์  เขียนบทความอธิบายลำดับกระบวนการมหาทุจริต  ผ่านเพจ “Warong Dechgitvigrom ”ว่า...

“การลงนามสัญญาจีทูจีฉบับที่ 2 ลงนามวันเดียวกันกับ สัญญาฉบับที่ 1 คือวันที่ 6 ตุลาคม 2554 ที่ทำกับบริษัทกว่างตง มีรายละเอียดดังนี้
.
สัญญาฉบับที่ 2 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2554 กับบริษัทกว่างตง ซื้อข้าวนาปี  ปีการผลิตใหม่ 2554/2555 ปริมาณ 2 ล้านตัน ณ หน้าคลัง ประกอบด้วยข้าวขาว 5% ตันละ 16,950 บาท ปลายข้าวขาวตันละ 13,650 บาท ปลายข้าวหอมมะลิตันละ 14,650 บาท ข้าวนึ่ง 100% ตันละ 17,250 บาท ชำระด้วย L/C กำหนดส่งมอบ 10 เดือน
.
การลงนามในฉบับที่ 2  มีหลายประเด็นที่ฝ่ายไทยเราเสียเปรียบ
1.สังเกตได้ว่า การลงนามซื้อข้าวนาปี  ปีการผลิตใหม่ 2554/2555 วันที่  6 ตุลาคม 2554 ก่อนที่โครงการรับจำนำจะเริ่มต้น เพราะโครงการรับจำนำเริ่มต้น  7 ตุลาคม 2554 เท่ากับว่า เป็นการจองซื้อข้าวตั้งแต่ข้าวยังอยู่ในนา
.
2.การทำสัญญาฉบับที่ 2 กำหนดข้าว 4 ชนิด แต่ไม่กำหนดข้าวแต่ละชนิดให้ชัดเจนว่า แต่ละชนิดปริมาณเท่าไร  กลายเป็นว่ารัฐบาลต้องสต๊อคข้าวให้ฝ่ายผู้ซื้อตามที่ผู้ซื้อต้องการ  และรัฐต้องแบกรับภาระค่าเช่าโกดัง  ทำให้ผู้ซื้อเลือกข้าวที่ได้กำไร
.
3.การซื้อราคาหน้าคลังที่ให้ผู้ซื้อมาขนข้าวเอง ไม่มีการปฏิบัติในการซื้อแบบจีทูจี
.
4.สัญญาไม่มีกำหนดบทลงโทษ เอื้อประโยชน์แก่ผู้ซื้อ ทำให้ในช่วงที่ข้าวในตลาดราคาถูกลง ผู้ซื้อไม่มารับข้าวตามสัญญาที่ 2
.
5. แม้ราคาข้าวแต่ละชนิด ที่กำหนดราคาค่อนข้างสูง แต่ราคาตลาดในช่วงดังกล่าว ข้าวในแต่ละชนิดก็ราคาสูงกว่าที่ตกลง เช่นข้าวขาว 5% ราคาตลาดขึ้นสูงถึงตันละ 1,800 บาท จนกระทั่งช่วงหลังราคาข้าวในตลาดถูกลง ราคาข้าวขาว 5%ลดลงเหลือตันละ 1,500 บาทเศษ เป็นเหตุให้มีการทำสัญญาฉบับที่ 3 ในข้าวชนิดเดิมที่ต้องการ แต่ราคาการทำสัญญาฉบับที่ 3 ก็ถูกลงมาก ผู้ซื้อก็รับแต่ข้าวตามสัญญาที่ 3 แต่ไม่รับข้าวตามสัญญาที่ 2
.
6. การทำสัญญาที่1 และ 2 รวมข้าว 4.195 ล้านตัน จำเลยที่เป็นรัฐมนตรีและเป็นประธานอนุกรรมการระบายข้าว ไม่เคยรายงานเรื่องดังกล่าวแก่ที่ประชุมอนุกรรมการ ทั้งๆที่เป็นข้อมูลสำคัญ ที่คณะอนุกรรมการต้องทราบเพื่อวางแผนการระบายข้าว
.
นอกจากนี้แล้ว ยังได้เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทกว่างตง  ในการแก้ไขสัญญาฉบับที่ 2 หลายครั้ง
.
วันที่ 12 ตุลาคม  2554 มีการแก้ไขสัญญาฉบับที่ 2 เพิ่มวิธีชำระเงินอีก 2 วิธีคือ แคชเชียร์เช็ค และโอนเงินผ่านธนาคาร  เท่ากับเปิดช่องให้ใช้แคชเชียร์เชค และนำไปสู่การเวียนเทียน ขายข้าวในประเทศ (มีการแก้ไขพร้อมสัญญาฉบับที่ 1)
.
วันที่ 2 พฤศจิกายน 2554 แก้ไขสัญญาฉบับที่ 2 บริษัทกว่างตงขอเพิ่มปลายข้าวหอมอีก 250,000 ตัน รวมเป็น 2,250,000 ตัน ขยายเวลารับมอบข้าวอีก 2.5 เดือน
.
วันที่ 14 พฤษภาคม 2555 แก้ไขสัญญาฉบับที่ 2 อ้างว่าบริษัทกว่างตงขอเพิ่มข้าวหอมมะลิ 500,000 ตัน โดยรวมอยู่ในปริมาณตามสัญญา และขยายเวลารับมอบอีก 1 เดือน (ในการทำสัญญาฉบับที่ 2 ไม่ได้ตกลงข้าวหอมมะลิไว้แต่แรก)
.
วันที่ 23 สิงหาคม 2555 แก้ไขสัญญาฉบับที่ 2 แจ้งว่าบริษัทกว่างตงขอเพิ่มข้าวขาว 10% ปริมาณ 50,000 ตัน โดยให้รวมในสัญญาเดิม เสนอซื้อตันละ 13,860 บาท ขณะที่ราคาตลาดตันละ 16,950 บาท(ในการทำสัญญาฉบับที่ 2 ไม่ได้ตกลงข้าวขาว 10%ไว้แต่แรก)
.
ศาลพิพากษาว่า การแก้ไขเพิ่มชนิดข้าว และปริมาณข้าว ถือเป็นสาระสำคัญนอกขอบเขตสัญญา มีผลเสมือนหนึ่งเป็นการทำสัญญาใหม่  มิใช่ให้บริษัทกว่างตงอาศัยสัญญาที่ฝ่ายตนได้เปรียบมาแก้ไขสัญญาเพิ่มปริมาณข้าวเรื่อยๆ
.
สิ่งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำ จึงคล้ายกับว่าข้าวในโครงการรับจำนำเป็นสมบัติส่วนตัวที่จะเพิ่ม จะลดอย่างไรก็ได้ โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของชาติ
.
หมายเหตุ: อ้างอิงจากคำพิพากษาศาลฎีกาคดีทุจริตระบายข้าวแบบจีทูจี  25 สิงหาคม 2560
 ติดตามชำแหละสัญญาจีทูจีฉบับที่3 และ 4
#DemocratTH  #ประชาธิปัตย์






บทความอื่นๆ