บทความ

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 18 มิ.ย.2561
18 มิ.ย. 2561

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 18 มิ.ย.2561


(18 มิถุนายน 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมพูดคุยในรายการ ต้องถาม ทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ ดำเนินรายการโดย อ.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

คำต่อคำ

ได้ยินว่าเชียร์อาเจนตินา แมซซี่ๆ
“ผมนี้เป็นคนที่ชื่นชมความสามารถของแมซซี่ แล้วก็จริงๆ ผมก็ดูฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก ผมว่าเขาน่าจะเป็นคนที่มีพรสวรรค์สูงสุดคนนึงเลยนะ เทียบกับตำนานนักเตะอื่นๆ เลย แล้วก็เขาไม่ใช่นักเตะที่เล่นคนเดียวด้วย ความจริงเขาเป็นนักเตะที่ดึงคนอื่นเข้ามาสู่เกม ทำเกมอะไรต่างๆ มากมาย เพียงแต่ว่าเขาไม่เคยได้รับรางวัลสูงสุด รางวัลใหญ่ๆ เวลาเล่นทีมชาติ แล้วก็ครั้งนี้ก็น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายของเขา ก็ไม่แน่นะครับ ตอนนี้ 31 อีก 4 ปีก็อาจจะยังเป็นไปได้อยู่”

ยิงลูกโทษก็ไม่เข้า
“ก็นั่นแหละครับ ก็เชียร์อยู่ แล้วก็เมื่อวันเสาร์พอยิงลูกโทษไม่เข้า ผมก็เลยเขียนในไลน์ของผมว่า Messy แต่เปลี่ยนตัวสะกด คือชื่อเขา Messi ผมก็เขียนเป็น Messy แล้วก็ทำเครื่องหมายตกใจว่า ยุ่งแล้ว”

ถ้าเทียบกับโรนัลโดล่ะ
“โรนัลโดก็เป็นนักเตะที่มีพรสวรรค์สูง แต่ว่านี่แหละครับ ก็เป็นเรื่องแปลกนะ เวลาเกือบทุกวงการจะมีการแบ่งขั้วใช่มั้ย ก็จะมีขั้วของคนที่เขานิยมชื่นชมโรนัลโด ก็จะเป็นอีกสไตล์นึง แต่โรนัลโด ก็ทำได้ดีมาก ในนัดแรก ก็ยิง 3 ลูก เพื่อช่วยให้เสมอกับสเปนได้”

เมื่อคืนนี้คุณอภิสิทธิ์ได้ดูหรือเปล่า เยอรมัน
“กับเม็กซิโก เล่นได้ดีมาก แล้วผมก็ชอบใจ รู้สึกคำสัมภาษณ์คือเขาบอกว่าเขาเล่นแบบ จะสนุกกับความชนะ เขาไม่ได้เล่นแบบกลัวแพ้ เพราะฉะนั้นการสวนทำเกม มันเร็วมาก แล้วก็ผมว่าเยอรมันก็คงช็อคเหมือนกัน แล้วก็ไม่ได้ปรับเกม ก็พยายามโหมเข้าไป เยอรมันก็ใช้ความมีประสิทธิภาพของทีมเขาโหมเข้าไป แต่ทำไม่สำเร็จ แถมตอนจะเรียกเมื่อเช้า หรือเมื่อดึกมากๆ ก็แล้วแต่ บราซิลก็ไม่ชนะด้วย”

ใช่ เที่ยวนี้มีอะไรคู่คี่กันมาก
“แต่ว่าในประวัติศาสตร์ก็น้อยครั้งนะครับ ที่เรียกว่าทีมที่ชนะเลิศนี่แบบเด่นตั้งแต่ต้นจนจบ ผมก็จำได้ว่าตอนที่เยอรมันได้แชมป์ น่าจะปี 74 ก็เคยแพ้ในรอบแรกนัดนึงเหมือนกัน”

คุณอภิสิทธิ์คิดว่าเป็นวัฒนธรรมของประเทศหรือเปล่า ดูเยอรมันค่อนข้างที่จะเคร่งครัด เป็นระบบ เล่นเป็นทีม นั่งดูทีไรก็นึกถึงสงครามเยอรมัน
“จริงๆ แล้วก็น่าจะใช่ จะเห็นว่าวัฒนธรรมการเล่นบอลของยุโรป กับทางละตินอเมริกา จะค่อนข้างต่างกัน แล้วก็ถ้าพูดไปก็อาจจะบอกว่า แต่สเปนกับโปรตุเกส ก็จะลูกผสมนิดหน่อย แล้วก็ยิ่งอังกฤษนี่จะเห็นว่าทำไมถึงมี Brexit คือเล่นไม่เหมือนใครเขาเลย”

น่าสนใจคืนนี้อังกฤษจะเจอกับใครนะ
“ตูนีเซียครับ”

ตอนนี้กำลังถกกันหนักว่า ไพรมารี หรือระบบการให้ประชาชนเลือกตัวผู้สมัครของแต่ละพรรค ที่จะลงเขตไหน ให้ประชาชนที่เป็นสมาชิกของพรรคเป็นคนเลือก คุณอภิสิทธิ์คิดว่าเป็นของดี จำเป็น หรือไม่จำเป็น เพราะตอนนี้มีคนบอกว่าเรายกเว้นไปก่อนได้มั้ย ยังไม่ต้องทำได้มั้ย

“เราคงเคยคุยกันเรื่องนี้เมื่อตอนที่เขาทำกฎหมาย ผมก็เคยอธิบายนะครับว่า จริงๆ แล้วในระบบรัฐสภา โดยปกติแล้ว ระบบที่เรียกว่าไพรมารี ไม่ค่อยได้ทำกัน เหตุผลนั้นเพราะว่าในระบบรัฐสภา ความเป็นระบบของพรรคการเมือง ตัวองค์กรพรรคค่อนข้างสำคัญมาก เพราะว่าพรรคนี้จะต้องเป็นผู้ควบคุมเสียงในสภาให้ไปในทิศทางที่ทำงานได้ คงไม่ถึงขั้นกับว่าบังคับกัน 100% แต่ถ้าไม่มีทิศทางที่พอควบคุม บังคับกันได้ ความไม่แน่นอนในระบบสภาจะมีสูงมาก เพราะรัฐบาลต้องมีเสียงข้างมากอยู่ตลอดเวลา

ขณะเดียวกันเขาก็มองว่า เวลาประชาชนไปเลือกผู้แทน มันไม่ได้เป็นการมอบสิทธิ์ให้กับผู้แทน ว่าจะไปตัดสินใจอย่างไรก็ได้ เขามองว่าประชาชนเลือกผู้แทนนี้เพราะส่วนหนึ่งคือสังกัดพรรค ทำให้เขาเข้าใจได้ว่า คนนั้นก็จะไปในทิศทางของพรรค เพราะฉะนั้นในระบบรัฐสภา การที่จะมาเลือกผู้สมัครลงรับสมัครรับเลือกตั้งที่ไหนอย่างไร ส่วนใหญ่ก็จะให้อำนาจพรรคค่อนข้างสูง

โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องของระบบบัญชีรายชื่อ เพราะว่าระบบบัญชีรายชื่อ พรรคต้องการจัดวางลำดับให้เป็นไปตามทั้งนโยบาย หรือจุดยืน หรือปรัชญา อุดมการณ์ของพรรคด้วย ยกตัวอย่างเช่น จะกระจายตามภาค จะกระจายให้มีชาย – หญิง อะไรต่างๆ ซึ่งผมไม่คิดว่ามีที่ไหนในโลก เอาเรื่องของระบบบัญชีรายชื่อมาทำสิ่งที่เรียกว่าไพรมารี เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นความเข้าใจเบื้องต้น ซึ่งผมว่าหลายคนมองข้าม

ระบบไพรมารีที่คนเห็นมากที่สุดจะอยู่ที่สหรัฐอเมริกา นั่นก็เป็นเพราะว่าหลายคนก็พูดมาตลอดว่า พรรคเดโมแครตก็ดี พรรครีพับรีกันก็ดี แม้ยุคหลังอาจจะมีความแตกต่างชัดเจนกันมากขึ้น แต่ในอดีตแต่ไหนแต่ไรมา นักรัฐศาสตร์ก็จะมองว่าเป็นการรวมตัวค่อนข้างหลวมๆ ไม่เหมือนกับพรรคการเมืองในประเทศในระบบรัฐสภา แล้วก็กลายเป็นว่าตัวพรรคจะไปขึ้นอยู่กับบุคคลในแต่ละพื้นที่ ที่จะระดมความสนับสนุนเข้ามา ก็คือผ่านกระบวนการการไพรมารี

ทีนี้ข้อที่ทำไมเรามาพูดกันเรื่องนี้มากขึ้น ก็เพราะว่าในประเทศไทย เราเห็นว่าในอดีตที่ผ่านมา พรรคการเมืองไปปล่อยให้เจ้าของพรรค นายทุนพรรค มาเป็นผู้ชี้ มาเป็นผู้กำหนด ใครจะลงเลือกตั้งได้ที่ไหนอย่างไร ซึ่งปัญหานี้มันเป็นปัญหาของการที่พรรคการเมืองไม่เป็นสถาบัน ผมก็เลยต้องพูดมาตลอดว่า เอ๊ะ ประชาธิปัตย์นี้ไม่ได้มีปัญหานี้ ผมนี้เอาประสบการณ์ตัวผมเองเลย  ผมมาเป็นเด็กทำงานให้กับหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่คุณพิชัย รัตตกุล จนมาถึงคุณชวน หลีกภัย ถึงวันที่ผมอยากจะลงสมัครรับเลือกตั้ง คุณชวนสนับสนุนผม จะให้ผมไปลงในเขตเลือกตั้งหนึ่ง พรรคในพื้นที่นั้นไม่ให้ผมลง บอกว่ามีคนดีกว่า เพราะว่าผมอายุน้อย ยังไม่มีประสบการณ์ ผมลองไปสมัครเขตติดๆ กัน ตัวอดีต ส.ส. ดร.เจริญ สนับสนุนผมอีก พรรคในพื้นที่ไม่ยอม จนกระทั่ง อ.เจริญบอกเอาอย่างนี้ ผมนี้ไปพบกับสาขาพรรค ให้เขาสัมภาษณ์ สัมภาษณ์เสร็จเขาบอก โอเค พูดจาใช้ได้ ให้ลงพื้นที่กับเขา

คือถ้าพรรคมีระบบแบบนี้อยู่แล้ว ความจริงปัญหาเรื่องระบบที่มาเอาเรื่องไพรมารีเข้ามา ก็คงไม่เกิด แต่ว่าพอมันมีความรู้สึกกันว่า ไม่ใช่ ถ้าเกิดเจ้าของพรรคบอก นี่เด็กของเจ้าของพรรค ลงตรงนี้ต้องลง บัญชีรายชื่อก็จัดลำดับกัน อาจจะมีเรื่องทุน เรื่องอะไรเข้ามาอีก เขาก็เลยมีความรู้สึกว่า ต้องให้สมาชิกมีส่วนร่วม

รัฐธรรมนูญปี 50 กับกฎหมายประกอบ ซึ่งอาจารย์ก็ทำอยู่ด้วยนี้ เขียนให้มีส่วนร่วม แต่ปรากฏว่าในทางปฏิบัติ มันแทบไม่มีผลบังคับ เพราะว่า เขาก็พูดทำนองว่าให้ทำนะ แต่ว่าถ้าไม่ได้ทำ หรือว่าทำแบบไม่ได้มีความชัดเจน ก็ไม่ได้ทำให้กระบวนการนั้นมันเสียไป จริงๆ กรณีของประชาธิปัตย์นี้เราทำตามกฎหมาย และรัฐธรรมนูญค่อนข้างเคร่งครัด เช่นเขาบอก สาขาพรรค ต้องให้ความเห็น เรามีระบบกรรมการสรรหา มีอะไรต่างๆ ตามกฎหมาย แล้วก็ถกเถียงกันตลอด

แต่ว่าหลักของไพรมารี ที่เขาบอกว่า ที่มาทำอันนี้ก็คือทำอย่างไรให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมมากขึ้น อันนี้คือสิ่งที่เป็นหัวใจ ทีนี้ผมก็ติงตอนที่เขาเขียนกฎหมายเรื่องนี้ คือผมบอกว่ากระบวนการนี้ มันจะทำให้สมาชิก หรือประชาชนมีส่วนร่วมจริงๆ สมาชิกมันต้องเยอะ แล้วก็การอำนวยความสะดวกให้ไปใช้สิทธิ์นั้นมันต้องมี

ทีนี้ของเรา ตอนนั้นผมก็เคยถามคนเขียนว่า เอ๊ะ คุณเคยคิดมั้ย จังหวัดใหญ่ๆ สมาชิกที่เขาอยู่ห่างไกล บังเอิญกระบวนการที่เขียนในกฎหมายนั้นต้องประชุมนะครับ ไม่ใช่ว่าลงคะแนนกันทางอิเล็กทรอนิกส์หรืออะไร ต้องประชุม ประชุมนี้อาจารย์ก็ทราบในหลายจังหวัด คนที่อยู่อำเภอไกลๆ ต้องเดินทางมาเป็นชั่วโมง ผมบอกว่าถ้าอยากจะทำไพรมารีให้มันประสบความสำเร็จตามเจตนารมณ์ต้องทำ 2 อย่าง

1. ต้องส่งเสริมให้มีสมาชิกพรรคกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้สวนทาง เพราะว่ามีทั้งเรื่องจ่ายเงิน 100 บาท มีทั้งเรื่องคำสั่ง 53 มาให้ยืนยันอะไรต่างๆ แล้วก็ห้ามทำกิจกรรมอยู่

กับ 2. ผมเคยเสนอว่า เอามั้ยล่ะ ก็ให้ กกต. นี่แหละ ทำหน่วยเลือกตั้งเตรียมไว้เลยที่จะต้องใช้ในการเลือกตั้งใหญ่ อำนวยความสะดวก หมายความว่าสมาชิกพรรคจะมาใช้สิทธิ์ไพรมารี ก็สามารถที่จะเดินออกจากบ้านกี่ร้อยเมตร หรืออยู่ในหมู่บ้าน มีหน่วยเลือกตั้ง ไม่ใช่ให้เขาเดินทางมาเป็นชั่วโมง ซึ่งมันเป็นไปได้ยาก เพราะฉะนั้นอันนี้มันเป็นจุดอ่อนในเชิงปฏิบัติ
ผมทิ้งท้ายไว้อีกประเด็นเดียวว่า ไพรมารีก็คือว่า ในสหรัฐอเมริกาเองก็ไม่ได้ใช้มาตลอด มาใช้ในช่วงหลัง เขาก็พูดอยู่เหมือนกันว่า เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การเมืองมีความสุดโต่งมากขึ้น”

คุณอภิสิทธิ์ทำให้นั่งชั่งใจ ตกลงจะเอาอย่างไร ถ้าไม่มีไพรมารี ก็จะมีนายทุนพรรค หากรรมการ หาพรรคด้วยนายทุนเอง แล้วส่งคนลงไปสมัคร เหมือนบริษัทที่จัดตั้งแล้วเรียกว่าพรรคการเมือง
“เดี๋ยวนะครับ ตอนนี้ตัวกรรมการบริหารพรรคก็ไม่ได้มีไพรมารี อันนี้เป็นเรื่องของผู้สมัครอย่างเดียว เพราะฉะนั้นเขาก็มีบริษัทขึ้นมาอย่างที่ว่า”

มีเหมือนบริษัทขึ้นมา แล้วก็ส่งคนลงไปสมัคร คิดว่ารัฐธรรมนูญก็ดี หรือกฎหมายเรื่องไพรมารี ก็พยายามแก้ปัญหาตรงนี้ ให้สมาชิกพรรค เป็นพรรคจริงๆ ต้องจดทะเบียน แสดงเจตจำนงอยากจะเป็นพรรคจริงๆ มีสาขาพรรค แต่ละจังหวัด หรือแต่ละเขตจะต้องมีร้อยคน เขาก็คิดย้อนกลับขึ้นมาใหม่ ดัดหลังพวกนายทุนที่ชอบเอาพรรคการเมืองเป็นบริษัท ก็ทำให้เจอปัญหาอย่างที่คุณอภิสิทธิ์พูด คุณอภิสิทธิ์คิดว่าตอนนี้จะเอาอย่างไร

“ตอนนี้ผมเรียนอย่างนี้นะครับ ความที่เขาไม่ทำอะไรให้มันสอดคล้องกัน ผมถึงได้พูดตั้งแต่ตอนที่มีคำสั่งที่ 53 ออกมา ที่ว่าให้มายืนยันสมาชิกพรรคการเมืองว่า หลายพรรคการเมืองขณะนี้ และแม้กระทั่งสุ้มเสียงของคนใน กรธ. หรือ กกต. หรือ สนช. กลายเป็นว่า ก็ทำแค่สมาชิกแค่ร้อยคนต่อจังหวัด บอกว่าก็เนี่ย ร้อยคนต่อจังหวัดก็พอแล้ว ไม่เห็นต้องมีปัญหาอะไรเลย คำถามก็คือว่า ร้อยคนต่อจังหวัดนี้ มันแก้ปัญหาตามที่ตั้งใจไว้มั้ยล่ะ

เพราะผมมั่นใจเลยว่าหลายพรรคการเมืองขณะนี้ ซึ่งจะทำสมาชิกเท่าที่จำเป็น 1. ก็เพราะว่ามันยุ่งยากที่จะทำมากกว่านั้น และ 2. ก็คือสมาชิกน้อยคุมง่าย”

สมมติว่าอยากจะลงเขตนี้ก็ไปหาสมาชิก แล้วเอาสมาชิกนั้นเลือกผม
“ก็ลองมาดูสิครับว่า ทุกวันนี้พรรคการเมืองทั้งเก่า และใหม่ หลายพรรค เราไม่พูดทุกพรรคหรอก ตั้งแต่ประเด็นที่อาจารย์พูดว่า หัวหน้า รองหัวหน้า กรรมการบริหารนี่ ก่อนวันประชุมรู้สึกสื่อมวลชนรู้แล้วนี่ ใครได้เป็นหมด แล้วก็บางพรรค ก็ยังพูดได้ด้วยซ้ำว่า บัญชีรายชื่อจะสามารถจัดอย่างนั้นอย่างนี้ได จัดได้อย่างไรล่ะครับ ถ้าเป็นไพรมารีจริง เพราะว่าถ้าไพรมารีจริง (ผู้ชายกับผู้หญิงสลับกัน จัดได้มั้ย) เราอยากจะทำ แต่ผมก็พยายามคิดอยู่ว่าจะจัดยังไง ในเมื่อต้องให้สมาชิกทั้งประเทศ ซึ่งถ้าหากว่าเป็นการเลือกตั้งแบบจริงๆ จังๆ อย่างประชาธิปัตย์ตอนนี้ถ้า กกต. เขารับรอง ก็เกือบแสนคน แสนคนนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าคะแนนที่บวกกันออกมาแล้วสัดส่วนชาย – หญิงจะเป็นอย่างไร มันก็พูดยาก

แต่ว่าเมื่อมาถึงขั้นนี้ พรรคอย่างประชาธิปัตย์ก็บอกว่า เราจะเดินหน้าทำตามเจตนารมณ์ ยุ่งยากยังไงก็ตาม จะพยายามทำให้ได้ แล้วก็ผมก็ขอให้สมาชิกพรรคเข้าใจว่าเราจะทำตามเจตนารมณ์ของการให้สมาชิกมีส่วนร่วมนี้ให้มากที่สุด”

จริงๆ แล้วประชาธิปัตย์ได้เปรียบหรือเปล่า จะแบบเก่าก็ได้เปรียบ จะแบบใหม่ก็ได้เปรียบ เพราะมีสมาชิกอยู่ในทุกจังหวัด
“คำว่าทำตามเจตนารมณ์ กับได้เปรียบ – เสียเปรียบ คนละความหมายกัน ที่จริงกลายเป็นว่าคนที่ทำตามพิธีกรรม เป็นพิธีกรรมอาจจะได้เปรียบนะครับ เพราะว่ามันไม่มีการแข่งขันกันจริงจัง เมื่อไม่มีการแข่งขันกันจริงจังโอกาสที่จะเกิดความแตกแยกมันไม่มี

ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าในเขตใดเขตหนึ่ง มันมีคนอยากลง 2 คนจริงจัง ดีทั้งคู่ เก่งทั้งคู่ มันต้องมีคนนึงไม่ได้ลง เมื่อไม่ได้ลงอยู่ที่ว่าเขาจะมั่นคงพอที่บอก โอเค ผมยังอยู่กับพรรคนี้ หรือกลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้มีพรรคอื่นมาโฉบไป บอกว่าคุณมาอยู่กับผมก็ได้ แล้วไพรมารีไม่ต้องห่วง 5 – 60 คน จัดการได้  เพราะฉะนั้นคนที่ทำตามเจตนารมณ์นี้ไม่ใช่ว่าได้เปรียบ แต่เสียเปรียบนะครับ แต่ว่าในส่วนประชาธิปัตย์ยืนยันหลักการของการเป็นพรรคของมวลชน

สิ่งที่เราต้องขอสงวนไว้ก็คือว่า ไม่ใช่ใครมาลงสมัครแล้วได้ลงไพรมารี เพราะในอดีตที่ผ่านมาเราก็เคยปฏิเสธคนที่จะมาลงสมัครรับเลือกตั้งกับพรรคประชาธิปัตย์ แม้ว่าจะมีความนิยม หรือโอกาสสูง แต่เราไม่มั่นใจว่าเขาจะมีอุดมการณ์ที่จะทำงานกับเราได้ เราก็เคยปฏิเสธ อันนี้ก็ยังเป็นกระบวนการกลั่นกรองระดับหนึ่ง

มาถึงขั้นนี้ ถ้าหากว่าบอก อย่าทำเลย จะตอบสังคมอย่างไร แล้วก็จะทำให้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่บอกว่าจะต้องให้สมาชิกมามีส่วนร่วม มาเป็นเจ้าของพรรค จะทำอย่างไร ความจริงแล้วทั้งหมดนี้ปัญหากลายเป็นว่า แม่น้ำ 5 สาย 4 สาย คือเหมือนไม่ทำทุกอย่างให้มันสอดคล้องตามสิ่งที่โฆษณา สิ่งที่พูด หรือสิ่งที่ตั้งใจ มาสร้างอุปสรรคกันเอง แล้วการไม่ปลดล็อคนี้ก็คือทำให้เรื่องนี้ยากขึ้น”

การที่ไม่รู้ว่าแบ่งเขตอย่างไร ไพรมารีจะทำได้มั้ย
“ไม่ได้ครับ คือท่านประธาน กรธ. คุณมีชัย บอกว่าได้ เพราะว่าตอนนี้เขาอนุโลมว่า ร้อยคนในจังหวัดเลือกผู้สมัครทุกเขต เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องรู้เขต ร้อยคนนี้เป็นคนเลือก คือคิดอย่างนั้นคิดได้ครับ แต่ว่าสำหรับนักการเมือง และพรรคการเมืองโดยทั่วไป จะอาสาตัวลงมาสมัครรับเลือกตั้ง ยังไม่รู้เลยว่าเขตอยู่ตรงไหน มันกระไรอยู่นะครับ ผมยังไม่รู้เลยผมจะอาสาไปเป็นตัวแทนของคนตำบลนี้ อำเภอนี้ด้วยหรือเปล่า แล้วอยู่ดีๆ จะมาบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เอาร้อยคนนี้เลือกเข้าไป ผมว่ามันไม่ใช่
ทีนี้เรื่องแบ่งเขตนี่แหละ เป็นตัวที่เป็นปัญหามาจากตัวล็อคที่ทาง คสช. ทำเอาไว้ หลายชั้นเลยนะครับ

อันที่ 1 เมื่อทำกิจกรรมทางการเมืองไม่ได้ กกต. จะแบ่งเขตเลือกตั้งต้องไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เขาก็ตีความว่าการไปรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนนี้เป็นกิจกรรมทางการเมือง เพราะฉะนั้น กกต. แม้จะมี ตอนนี้เขาก็มีอยู่แล้วละครับ ทุกจังหวัด เขาก็มีแบบอยู่ว่า จำนวนประชากรเท่านี้ โครงสร้างอำเภออะไรต่างๆ เป็นอย่างนี้ แบ่งเขตได้ 2 -3 แบบ แต่เขาเดินหน้าไม่ได้ ที่เดินหน้าไม่ได้นี้เพราะว่าติดว่าไม่สามารถทำตามกฎหมายเรื่องไปรับฟังความคิดเห็นได้

ทีนี้ล็อคที่ 2 ปรากฏว่า ด้วยเหตุผลที่ผมก็ไม่เคยเข้าใจ ที่ สนช. จงใจไปให้กฎหมายเลือกตั้ง แม้ประกาศแล้ว ยังไม่ให้ใช้บังคับ เลื่อนไป 90 วัน ตัวนี้กลายเป็นว่า ถึง กกต. ทำเรื่องนี้เสร็จ ก็ยังไม่สามารถประกาศเป็นเขตเลือกตั้งอย่างเป็นทางการได้ เพราะต้องรอกฎหมายบังคับใช้ก่อน

กลับมาพันกฎหมายพรรคการเมือง เพราะถ้ายังไม่สามารถแบ่งเขตเลือกตั้งได้ การจัดตั้งสาขา ถ้าไม่ใช่พวกที่อยากจะทำแค่ตามกฎหมาย พิธีกรรมตามกฎหมาย มันก็ยังไม่ได้ เพราะแต่ละสาขานั้นต้องมีสมาชิกในพื้นที่ที่ตัวเองรับผิดชอบนี้ 500 คน สาขาก็ยังตั้งไม่ได้ เมื่อสาขายังตั้งไม่ได้ คนที่จะต้องทำไพรมารีควรจะเป็นสาขา ในกรณีตัวแทนพรรคประจำจังหวัดนี้คือกรณีที่ไม่มีสาขา หรือไม่สามารถตั้งสาขาได้ หรือมีสมาชิกน้อย

มันเลยกลายเป็นว่าขณะนี้ถ้าย้อนกลับไป สิ่งที่ทำมาทั้งหมดกลับกลายเป็นส่งเสริมว่า อยากสบาย อยากได้เปรียบ อยากคุมให้การเมืองเป็นแบบเก่าๆ ก็นี่ไงครับ ทำตามกฎหมายเป็นพิธีกรรมไป”

คุณอภิสิทธิ์คิดว่าเขามองไม่ทะลุ ไม่มีประสบการณ์ในการเลือกตั้ง กกต. ก็ใหม่ ตัว คสช. รัฐบาลนี้ก็มองไม่ทะลุเรื่องการเลือกตั้ง หรือรู้แต่อยากให้เป็นอย่างนี้ จะได้มีเหตุ ที่อาจจะค่อยๆ เลื่อนออกไป หรืออะไรก็แล้วแต่
“ผมว่ามันก็ผสมผสานกันนะครับ ผมเชื่อว่าตอนที่ สนช. เขียนกฎหมาย แล้วตอนพวกเราพยายามท้วงติง เขาไม่เข้าใจจริงๆ เขาก็คิดสิ่งที่เขาทำนี้มันดีแล้ว มันอะไรแล้ว นั่น 1

2. ที่มันเกิดปัญหานี้ เพราะต่างคนต่างทำในส่วนของตัวเอง คสช. ก็เป็นกังวลเรื่องจะเกิดความวุ่นวาย ก็เลยยังไม่ยอมปลดล็อค คสช. มีความหวาดระแวงเรื่องว่า สมาชิกพรรคของจริงหรือเปล่าอะไรหรือเปล่า ก็เลยทำให้มันมาถึงจุดนี้ แล้วก็ส่วนที่อาจารย์บอกว่า เอ๊ะ หรือบางคนมองอยู่แล้วว่าเป็นอย่างนี้ แล้วอยากให้เป็น ผมว่าอีกส่วนนึงก็มีครับ พอเกิดปัญหาแล้ว เออ ก็ดีเหมือนกัน ก็มี ก็ผสมผสานกันไป”

คุณอภิสิทธิ์มองว่า ที่เขาขอให้ใช้มาตรา 44 ยกเลิกชั่วคราว เรื่องของไพรมารี แล้วก็ใช้มาตรา 44 ออกมาแก้ไขปัญหาที่คุณอภิสิทธิ์พูดทั้งหลายให้มีการประชุมใหญ่พรรคการเมืองได้ ให้โน่นให้นี่ได้ คุณอภิสิทธิ์ว่าอย่างไร

“ผมนั้นไม่นิยมเรื่องมาตรา 44 แล้วก็จริงๆ ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่ามันจะเป็นรูปแบบที่เหมาะสมที่สุดเสมอไปหรือไม่ คำสั่ง คสช. ก็แก้ด้วยคำสั่ง คสช. จะเรียกมาตรา 44 ก็ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องปลดล็อคเรื่องอะไรนั้นโอเค เพราะคุณไปใช้มาตรา 44 สร้างไว้ จะปลด จะคลายก็ทำไป แต่ตรงนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของการปฏิบัติมากกว่า เช่น คสช. จะทบทวนว่าต่อไปนี้อนุญาตให้พรรคประชุมได้ ทำกิจกรรมอะไรได้ รับสมัครสมาชิกได้ อันนั้นว่าไป ไม่ได้เป็นเรื่องของกฎหมาย

แต่มาตรา 44 ที่จะไปใช้กับกฎหมายนั้น ตอนนี้จะมีปัญหา เพราะตอนนี้กฎหมายนี้อยู่ในขั้นตอนการทูลเกล้าฯ เป็นช่วงที่อยู่ในห้วงเวลาของการใช้พระราชอำนาจ ยังไม่มีใครบอกได้ว่ากฎหมายนี้จะตราออกมาอย่างนี้แล้ว เพราะพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการที่จะทรง อาจจะยับยั้ง หรือไม่เห็นชอบ หรืออะไรก็ตาม แล้วเมื่อยังไม่เป็นกฎหมายนี้ จะทำยังไงครับ เอามาตรา 44 ไปบอกว่า กฎหมายจะเป็นอย่างนี้ ทีนี้พอสมมติว่าทรงเห็นชอบลงพระปรมาภิไธยมา กลายเป็นกฎหมายนั้นออกมาหลังอันนี้ ก็แก้คำสั่งหรือเปล่าครับ แก้คำสั่ง นี่คือความสับสนที่มันเกิดขึ้นกับระบบ

เพราะฉะนั้นในมุมของผม ที่จะไปแตะต้องเรื่องของกฎหมายขณะนี้ ผมว่ายาก ทำได้ก็คือแก้ในเรื่องการปฏิบัติ เช่น ตอนนี้ทำอย่างไรว่าพรรคไปหาสมาชิกได้ ทำกิจกรรม เพื่อที่จะให้ระบบของแต่ละพรรค มันมีความพร้อมมากที่สุด หรือปลดล็อคเพื่อให้ กกต. ทำงานได้ ส่วนอะไรที่ไปเกี่ยวข้องกับกฎหมายคงต้องรอให้กฎหมายประกาศใช้ก่อน แล้วก็ถึงจะดูว่าจะแก้ไขอย่างไร”

“แต่ผมย้ำอีกครั้งนะครับ ประชาธิปัตย์ตอนนี้ ถ้าท่านบอกว่าเดินหน้าไพรมารี เราทำเต็มที่นะครับ”

เรื่องการประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองก็ดี การเลือกกรรมการบริหารพรรคก็ดี เลือกหัวหน้าพรรคก็ดี เดินไปได้มั้ย รวมไปถึงการแก้ข้อบังคับ หรือการตราข้อบังคับของพรรค ทำได้มั้ย
“คือตอนนี้ยังเดินไม่ได้เลย”

ควรจะทำได้ก่อนมั้ย
“ผมว่ายิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีนะครับ เพราะว่าจริงๆ แล้วทั้งหมดนี้มันทำให้สิ่งที่อ้างว่าจะมาปฏิรูป หรืออ้างว่ามาเปลี่ยนแปลง มันเกิดขึ้นไม่ได้ ที่มาติดล็อคอยู่ทั้งหมดนี้ อย่างเช่น ผมก็เคยให้อาจารย์ดูคำสั่งที่เขาบอกว่า ต้องมารีเซ็ตสมาชิก พูดกันง่ายๆ เขาอ้างว่าสมาชิกจะต้องมาทบทวนเรื่องของอุดมการณ์ นโยบาย อะไรต่างๆ แต่ปรากฏว่าขณะนี้ทั้งอุดมการณ์ ทั้งนโยบาย ซึ่งกฎหมายบังคับว่าต้องไปอยู่ในข้อบังคับใหม่ของพรรค ยังไม่มีใครทำได้เลยครับ เพราะต้องประชุมใหญ่ให้ได้เสียก่อน
ทีนี้จะประชุมใหญ่ได้ ก็ต้องมีสมาชิก มีสาขา ซึ่งเป็นองค์ประกอบ ตอนนี้พอสาขาถูกยุบไปโดยคำสั่ง คสช. อีก ต้องไปรอตั้งสาขา บางพรรคการเมืองมีปัญหา ไก่กับไข่อีก เพราะไม่สามารถตั้งสาขาได้ เนื่องจากยังประชุมใหญ่ไม่ได้ นี่แหละครับคือความไม่รอบคอบของผู้ที่อยู่ในกระบวนการที่ออกกฎหมายทั้งหมด

ทีนี้ผมก็เป็นคนเสนอเองบอกว่า ทำไม กกต. ซึ่งน่าจะทราบปัญหาดีอยู่แล้ว ไม่คุยกับทาง คสช. ให้เรียบร้อย ก็ปรากฏว่าคุยกันไปแล้วเมื่อวันที่ 14 แล้วรู้สึกที่ท่านรองวิษณุออกมาสรุป ก็คือปัญหาที่พวกเราเคยเสนอมานานแล้ว ว่านี่มันเป็นปัญหาทางกฎหมาย ก็ต้องถือว่าตอนนี้ทราบกันเป็นทางการแล้ว ก็ต้องเร่งแก้ไขครับ”

มองในแง่ดีได้มั้ย ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพราะความต้องการปฏิรูปพรรคการเมือง ต้องการปรับระบบ
“ก็ที่ผมสงสัยก็คือว่า พอมาทำอย่างนี้ ปฏิรูปมันก็เลยไม่ได้ปฏิรูปไง เพราะถ้าทำอย่างนี้สุดท้ายทุกคนจะอ้างเงื่อนไขความจำเป็น 1. ก็จะมีคนมาขอยกเลิกแล้ว 2. ไม่ยกเลิกก็คือจะทำเป็นแบบพิธีกรรมอย่างที่ว่านี้เยอะมาก ในที่สุดการปฏิรูปก็ไม่เกิด”

ตกลงพรรคประชาธิปัตย์ยังยืนยันมั้ยว่าสมาชิกของพรรคจะเลือกหัวหน้าพรรค
“ยืนยันอยู่ครับ คือคำว่าเลือกนี้ ผมก็ต้องทำตามกฎหมาย กฎหมายนี้ยังบอกว่าเป็นอำนาจที่ประชุมใหญ่อยู่”

ที่ประชุมใหญ่ก็หมายความว่า
“ซึ่งที่ประชุมใหญ่นี้ปกติก็จะประกอบไปด้วยอดีต ส.ส. เดี๋ยวนี้เขาเรียกหัวหน้าสาขาพรรค เมื่อก่อนคือประธานสาขาพรรค แล้วเราอาจจะมีตัวแทนของพรรคในท้องถิ่น เพราะฉะนั้นไม่ใช่สมาชิกทั้งหมด แต่ถ้าเขาปลดล็อคให้มันเป็นไปได้ ผมก็ยังยืนยันที่จะให้สมาชิกมีส่วนร่วม ซึ่งอาจจะเป็นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือว่าจัดกิจกรรมให้สามารถมาแสดงออกด้วยการหย่อนบัตรในสาขาพรรค หรืออะไรได้ครับ”

พรรคอื่นจะกระทำเหมือนกับประชาธิปัตย์?
“ก็ผมดูแล้ว ขณะนี้พรรคอื่นเขาก็จะบอกว่า เขาจะทำตามเงื่อนไขที่เขียนไว้ในกฎหมายเท่านั้น เพราะว่าเขาก็จะบอกว่าเขามีปัญหาที่จะไปเร่งทำสมาชิกเยอะๆ อะไรต่างๆ”

อย่างพรรค รปช. ตอนนี้ก็มีคนเก็งว่าจะเป็นคุณเอนก เหล่าธรรมทัศน์ และบอกว่ามันต้องอยู่ที่สมาชิก คำว่าอยู่ที่สมาชิกนี้ ก็คล้ายๆ ประชาธิปัตย์หรือเปล่า
“ผมไม่ทราบ ผมไปก้าวล่วงพรรคอื่นเขาไม่ได้ เพราะผมไม่ทราบว่าเขาจะเตรียมกระบวนการในการเลือกหัวหน้าพรรคเขาอย่างไร”

การที่คุณอเนกออกมาวานนี้ ให้สัมภาษณ์ว่า พร้อมที่จะร่วมกับพรรคเพื่อไทย และจะนิรโทษกรรม พร้อมที่จะร่วมกับพรรคไหนก็ได้ คุณอภิสิทธิ์ว่าอย่างไร
“ตอนที่ผมอยู่สหรัฐอเมริกาใช่มั้ยตอนนั้น คุยกับอาจารย์ผ่านรายการนี้ ผมก็บอกว่า อันนี้ที่ผมตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ว่า ดร.เอนก กับกลุ่มคนซึ่งผมเห็นไปร่วมก่อตั้งพรรคนี้ ผมยังไม่แน่ใจว่าตรงนี้จะเป็นปัญหาในเชิงจุดยืนหรือไม่ เพราะว่ากลุ่มคนที่ไปทำพรรคนี้ส่วนใหญ่ที่ต่อสู้มาก็คือบอกว่า ผลักดันการปฏิรูป อันนั้นโอเค กับ 2. คือเขาใช้คำว่าสู้กับระบอบทักษิณ

บางคนนี่พูดก็พูด ที่เขียนมาถึงผมนี่บอก จะไปสนับสนุนพรรคโน้นแล้วเพราะว่ากลัวพรรคประชาธิปัตย์จะไปจับมือกับพรรคเพื่อไทยก็มี อันนี้ผมก็เล่าให้ฟัง แต่ว่าผมฟังเสียง ดร.เอนกแสดงความคิดเห็นนี้ ดร.เอนก จะพูดเสมอว่า จะทำพรรคแบบลืมอดีต อันนี้พูดมาตั้งแต่ต้น ผมก็เลยตั้งเป็นเครื่องหมายคำถามไว้ตั้งแต่วันนั้นกับอาจารย์ว่า เอ๊ะ ตกลงจะไปลงเอยอย่างไร ซึ่งเราไม่ทราบ แต่ว่าตอนนี้ท่าทีของ ดร.เอนก ก็คือบอกว่าพร้อมจะจับมือกับทุกพรรค พร้อมที่จะลืมอดีต แล้วก็ยังพูดถึงเรื่องนิรโทษกรรมด้วย ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะว่าในการทำงานของ ดร.เอนก ในหลายสถานะที่ผ่านมา เช่น ตอนเป็นอนุกรรมาธิการ ตอนเป็นกรรมการปฏิรูป ก็ได้นำเสนอแนวความคิดทำนองนี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องอยู่ที่สมาชิกของ รปช. เองว่าเห็นด้วยกับแนวนี้หรือเปล่า”

ดร.เอนกจะได้เป็นหัวหน้าพรรค หรือ?
“เราไม่ทราบนี่ครับ”

หรือสมาชิกพรรคจะวิ่งหนี? ตกลงจะเป็นอย่างไรกันแน่ ถ้ามันเป็นภาพอย่างนี้
“เรายังไปพูดอะไรอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ คงต้องอยู่ที่กระบวนการของพรรคเขา เขาอาจจะต้องมีกระบวนการในการประชุมหารือกัน ถ้าเขาเห็นตรงกับ ดร.เอนก เขาก็สนับสนุน ดร.เอนกได้ ถ้าเขาเห็นไม่ตรงกับ ดร.เอนก เขาก็คงมีกระบวนการในการที่จะหาข้อยุติว่าสุดท้ายจุดยืนของเขาคืออะไร”

ทำไมผู้ก่อตั้งพรรคคนอื่นๆ ถึงเงียบหมด  มันบอกอะไรได้หรือเปล่า
“อันถามผมไม่ได้นะครับ ก็อย่างที่ผมบอกคือ น่าจะไปดูกระบวนการภายในของพรรคเขามากกว่า ผู้ก่อตั้งพรรคทั้งหลายก็คงจะบอกว่า เขาก็เป็นเพียง 1 ในเสียงของคนที่จะต้องไปแสดงออกในการประชุมพรรคของเขา”

จริงๆ แล้วพรรคการเมืองต้องชัดหรือไม่ว่า จุดยืน อุดมการณ์ของพรรคจะเอาอย่างไรแน่
“ผมว่าชัดที่สุดเท่าที่จะทำได้”

คุณอภิสิทธิ์ก็ไม่ตอบคำถาม
“ชัดที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความหมายของผมก็คือว่า อย่างถามผมมากี่ครั้งเรื่องพรรคเพื่อไทย ผมก็บอกว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยยังอยู่ในระบอบทักษิณ ก็ไม่ร่วมด้วย คำว่าอยู่ในระบอบทักษิณก็คือว่า ยังมีการยึดติดอยู่กับผลประโยชน์ของครอบครัวชินวัตรอย่างนี้เป็นต้น แล้วก็กรณีอย่างการนิรโทษกรรมคดีทุจริต อย่างนี้ประชาธิปัตย์ หรืออย่างน้อยผมคนนึงแหละ ยืนยันว่าผมไม่สนับสนุน แต่ว่าจะให้ผมไปประกาศบอกว่า โห ไม่มีทาง ทั้งชีวิตไม่มีทางไปร่วมทำงานกับคนนั้นคนนี้ ถ้าเกิดจุดยืนเขาไม่ได้เป็นอย่างที่ผมต่อต้าน มันก็อีกเรื่องหนึ่ง”

ดร.เอนกบอกว่า อะไรคือระบอบทักษิณ ตั้งคำถามกลับมากับนักข่าว ถ้าเป็นระบอบหรือเป็นอะไรก็ตาม ไม่ว่าชื่ออะไรที่ทำผิดกฎหมายก็ร่วมไม่ได้
“คำว่าผิดกฎหมายนี้ บังเอิญอาจารย์พูดเรื่องนิรโทษกรรมด้วย”

เขาให้สัมภาษณ์ว่ามีนิรโทษกรรมด้วย
“ใช่ครับ พอนิรโทษกรรม ที่ผิดกฎหมายก็กลายเป็นถูกกฎหมายไง ก็เลยต้องถามว่า คำว่าผิดกฎหมายนั้นผิดตอนไหน ที่บอกร่วมไม่ได้”

ผิดของเก่า ของเก่าลืมหมด ทำไมคิม จองอึน กับทรัมพ์ ยังจับมือกันได้ ทั้งๆ ที่คนตายเป็นแสน ดร.เอนก ก็บอกว่า ถ้าดูอดีต เราลืมให้หมดไม่ได้เหรอ คนอื่นเขายังลืมกันได้ เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ ฆ่ากันเป็นล้าน เขายังลืมกันได้

“คงต้องแยก 2 ประเด็น ประเด็นระหว่างการเคยต่อสู้รบกันมาคนละประเทศ คนละสังคม แล้วมีความจำเป็นที่มาสร้างความสัมพันธ์อันดี กับการต่อสู้ในทางความคิดในประเทศ แล้วก็มีหลักสากลบางอย่าง ซึ่งถ้าจะบอกว่าจับมือกันได้ ก็ต้องรอดูต่อไปนะ เราก็เคยวิเคราะห์กันอยู่ว่า มันมีคำตอบที่ชัดเจน ยั่งยืนแค่ไหนอย่างไร บางเรื่องมันก็เป็นไปได้ ที่จะมาพูดกัน

แต่สำหรับผม อย่างกรณีอย่างคดีทุจริตก็ดี แล้วก็อย่างที่ผมเคยตั้งข้อสังเกตหลายครั้งว่า ถ้าบอกนิรโทษกรรม แล้วปรองดอง มันสลายขั้ว มันสลายกลุ่มทางการเมือง จริงหรือไม่ ในอดีตอย่างกรณีของการการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์ ผมว่าทุกคนก็ยอมรับในแนวคิด แนวทางนโยบาย 66/23 แต่เขาจบนี่ครับ กลับมาแล้ว เขาไม่ได้แยกตัวเป็นพรรคคอมมิวนิสต์อีกต่อไป มันเทียบเคียงได้มั้ย”

ถ้าเขาบอกว่าอันนี้จบได้มั้ย นิรโทษกรรมแล้วก็จบ
“คือผมบอกว่า นิรโทษกรรมที่ผมสนับสนุนนี้ คือคดีของประชาชนที่ทำผิดกฎหมายพิเศษ และกฎหมายเล็กน้อยทั้งหมด เพราะฉะนั้นกรณีของการฝ่าฝืน พรก. กฎหมายความมั่นคง อาจจะความผิดเล็กๆ น้อยๆ เช่น กีดขวางทางจราจร อะไรต่างๆ เหล่านี้ ถ้าประชาชนไปใช้สิทธิ์ โดยรวมโดยสุจริตก็ไม่เป็นไรครับ

แต่ว่าในเรื่องของบางคดี เราก็ ถ้าเรานิรโทษกรรม เรากำลังส่งสัญญาณว่า การใช้ความรุนแรงในการต่อสู้ทางการเมืองนี้ ในที่สุดก็คือจะไม่เป็นความผิด แล้วกรณีคดีอย่างการทุจริต มันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความขัดแย้งทางการเมือง แต่มันเป็นการปล้นทรัพยากรของแผ่นดิน เบียดบังสิ่งที่เป็นของประชาชน ของแผ่นดินไป แล้วเพียงเพราะว่าเขามีอำนาจ มีความนิยม แปลว่าเราอนุญาตให้ทำนี้ ผมว่าอันนี้อันตรายมาก มันคนละเรื่องกันกับเงื่อนไขสงคราม สันติภาพที่พูดกันระหว่างประเทศ”

ถ้าเขาบอกลืมให้หมดได้ไหม เรามาเริ่มต้นกันใหม่ อย่าเจ้าคิดเจ้าแค้น
“ผมไม่ได้มีความแค้นอะไรกับใครนะครับ แล้วก็ทุกวันนี้คดีที่มันสิ้นสุดลงไปแล้ว ผมก็เคยพูดเสมอว่า ถ้าคนที่ถูกตัดสินยอมรับกระบวนการ เข้ามาแล้ว แล้วก็มี ของประเทศเราก็มีกระบวนการในเรื่องของการขอพระราชทานอภัยโทษ มันก็ไม่เคยมีใครปิดกั้นทางนี้ เพราะว่าคำว่าอภัยโทษ กับคำว่านิรโทษกรรมนี้ คนละความหมายกันนะครับ

การอภัยโทษ คือการยืนยันว่าการกระทำนั้นยังเป็นความผิดอยู่ แต่เอาละ ไม่มีความโกรธแค้น ไม่ได้มีอะไรกัน แล้วก็เพื่อประโยชน์ในการให้บางสิ่งบางอย่างเดินได้ เราก็ให้อภัยกัน และอำนาจนี้ก็เป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ ก็ไปตามนั้น
แต่นิรโทษนี้ คือการบอกว่า ให้สิ่งที่ทำมามันไม่เป็นความผิด อันนี้มันส่งสัญญาณแล้วก็กินความไปอีกหลายต่อหลายเรื่อง”

- พัก –

คุณอภิสิทธิ์แยกระหว่างนิรโทษกรรม กับอภัยโทษ เป็นพระราชอำนาจ นิรโทษกรรมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วนิรโทษกรรมแปลว่าที่กระทำมาทั้งหมดเสมือนไม่ได้เกิดขึ้น แล้วไม่มีความผิดติดตัว แล้วจะส่งผลต่ออย่างไร
“คืออย่างนี้ครับ กลับมาที่อภัยโทษนิดนึงเราจะเห็นว่า ส่วนใหญ่ในเงื่อนไขของการพระราชทานอภัยโทษก็คือ พูดง่ายๆ คือคนกระทำความผิดได้รับผิดบางส่วน หรือยอมรับผิด หรืออะไรต่างๆ พูดง่ายๆ คือขออภัย กรณีนี้ก็คือขอพระราชทานอภัยโทษ ความผิดนั้นมีอยู่ แล้วติดตัวอยู่

แต่ว่านิรโทษกรรม พอบอกว่า เสมือนไม่ได้เกิดขึ้น ก็จะมีประเด็นถกเถียง หรือบางคนบอกไม่ได้ถกเถียงด้วย ตามมาในทางกฎหมาย เช่นกฎหมายที่ไปเขียนว่า ใครเคยกระทำความผิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ จะขาดคุณสมบัติ หรือจะไม่สามารถทำอะไรต่างๆ ได้ ถ้าบอกว่า เขาได้รับนิรโทษกรรม สิทธิ์เล่านั้นคืนมา คืนมา หรือแม้กระทั่งที่เคยอภิปรายกันดุเดือดมาก สมัยที่คุณยิ่งลักษณ์เสนอกฎหมายนิรโทษกรรม ก็คือเรื่องของทรัพย์สินอีก ถ้าบอกว่า ไม่ได้กระทำความผิด ไม่ได้ทุจริต คือทุจริตลืมๆ กันไปเถอะ เจ้าตัวเขาก็อาจจะบอก ถ้าอย่างนั้นที่ยึดทรัพย์เขาไป เขาก็ต้องเอาคืนด้วย มันก็จะโต้แย้งกัน

คืออย่าลืมนะครับว่า 4-5 ปีที่ผ่านมา ที่มันมาถึงตรงนี้ มันเริ่มมาจากความพยายามผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม แล้วผมก็พูดเสมอ เพราะว่าคนบางทีก็ตัดตอนประวัติศาสตร์ หาว่าที่บ้านเมืองมันยุ่งวุ่นวายนี้ เพราะว่าแพ้เลือกตั้งแล้วไม่ยอม ความจริง 54 แพ้เลือกตั้ง ถึง 56 นี้ ทุกอย่างสงบเรียบร้อยดีหมด จนกระทั่งมาเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม ที่มันเป็นที่มาที่ทำให้คนจำนวนมาก เขายอมรับไม่ได้ แล้วออกมา”

ถ้าดร.เอนกอยู่ในพรรค รปช. แล้วกรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆ รวมทั้งคุณสุเทพ ที่เคยเห็นโทษของการนิรโทษกรรม มันจะทำงานกันได้เหรอ
“เราคงไปวิจารณ์อะไรไม่ได้ จนกว่าเราเห็นว่าท่าทีของพรรคเขาเป็นอย่างไร เพราะอันนี้ขณะนี้ก็คือเป็นการแสดงความคิดเห็นของ ดร.เอนก แล้วพรรคเขาก็ยังไม่ได้มีกระบวนการที่จบสิ้นหมดแล้ว เราก็คงต้องรอดูตรงนั้น”

เรื่องการเลือกท้องถิ่น คุณอภิสิทธิ์คิดว่าถ้าเลือกได้ อยากจะเลือกก่อนเลือก ส.ส. หรือเลือกหลัง หรือจะทำอย่างไร
“ผมก็เห็นใจนะ ท้องถิ่นเขาก็อยากจะรู้ มันจะเกิดอะไรขึ้น ถามผมอยู่มาหลายครั้ง ผมนี้ให้ความเห็นกับเขามาตลอดว่ามันไม่ง่ายหรอกที่จะกลับไปสู่การเลือกตั้งท้องถิ่น หลายเหตุผล

เหตุผลที่ 1 ตัวกฎหมายเกี่ยวกับท้องถิ่น และการเลือกตั้งส่วนหนึ่งต้องปรับ หรือมีความเหมาะสมที่จะปรับ เพราะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันนี้โดยกระบวนการก็ต้องใช้เวลาอยู่แล้ว

2. รัฐบาลนี้เองก็มีแนวความคิดเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างของท้องถิ่น เพราะฉะนั้นอาจจะมีการควบรวมหรือไม่ อะไรอย่างไรก็ตาม ทำให้จะต้องทำตรงนี้ให้มันชัดเจนเสียก่อน ที่จะเลือกตั้ง ก็เหมือนกับว่า ไม่รู้ว่าจะแบ่งเขตเลือกตั้ง จะเลือกตั้งกันอย่างไร จะไปเลือกตั้งทำไม เลือกเสร็จ เกิดปรับตรงนี้ก็ต้องเลือกกันใหม่อีกรอบ

แล้วก็ 3. ตอนนั้นผมก็เคยชี้ไว้ ว่าติดอยู่ในมาตรา 44 ไม่รู้กี่คน มันจะเป็นธรรมมั้ยถ้าหากว่าบางคนติด บางคนไม่ติด แล้วก็ไปลงสมัครรับเลือกตั้งก็จะมีการโจมตี ครหากันอะไรต่างๆ มากมาย

เพราะฉะนั้นผมนี้มองมาตลอดว่า ตรงนี้ก็ไม่ง่ายอยู่แล้ว ทีนี้ในมุมของคนจัดการเลือกตั้งอีก กกต. ซึ่งเอาแค่การเลือกตั้งระดับชาติ จะต้องมาทำความคุ้นเคยกับกฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมืองใหม่ แบ่งเขตเลือกตั้งกันใหม่ ออกระเบียบ เตรียมป้องกันปัญหา รูปแบบการทุจริตที่มาจากโซเชียลมีเดีย หรืออะไรก็ตามแล้ว งานใหญ่มากนะครับ ถ้าจะต้องมาจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศอีกในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ผมว่า กกต. ก็คงไม่ค่อยอยากจะทำมั๊ง ผมเดาเอานะ อันนี้เขาอาจจะไม่คิดอย่างผมก็ได้ แต่เป็นภาระอันใหญ่หลวง

เพราะฉะนั้นผมพูดกับท้องถิ่นมาตลอดว่า มันไม่ง่าย ตอนนี้ก็ดูเหมือนล่าสุดสัญญาณที่ออกมาก็จะคล้ายๆ ยอมรับปัญหาต่างๆ ที่ผมเคยพูดไว้”

ยอมรับแล้วอย่างไร เก็บเลือกตั้งท้องถิ่นไปก่อน?
“ตอนนี้ อาจจะเก็บไปเลือกทีหลัง หรือว่าถ้าเลือกก็อาจจะเลือกในจำนวนซึ่งเขาคิดว่าจะบริหารจัดการได้ ซึ่งก็จะเป็นปัญหาอีกว่าจะเลือกอย่างไรว่า สมมติว่าเลือก อบจ. ก่อน แล้วก็บอกว่าไม่เลือกพร้อมกันอีกนะ จะเลือกบางจังหวัด ก็จะมีคำถามอีกว่าทำไมบางจังหวัดเลือก ทำไมบางจังหวัดยังไม่เลือกอะไรอย่างนี้”

ทำไมได้ยินข่าวแว่วๆ มาว่าจะเลือกจากการปกครองเขตแบบพิเศษ เช่นกรุงเทพมหานคร พัทยา อะไรพวกนี้ก่อน หรือ อบจ. ก่อน แต่ยังเก็บเทศบาล เก็บ อบต.

“คือเทศบาลกับ อบต. เข้าใจกันมาตลอดว่าน่าจะยาก เพราะมันจะมีเรื่องที่ผมพูดไปว่า ยังมีแนวคิดว่าจะปรับโครงสร้าง ควบรวมอะไรหรือไม่ อบจ. ที่ค่อนข้างง่ายก็คือว่า อย่างน้อยก็คือหน่วยมันเป็นจังหวัด มันยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับเขตพิเศษ แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าเขาตั้งใจที่จะเลือกพิเศษก่อนนะครับ ผมฟังมาน่าจะเป็น อบจ. เป็นหลัก แต่ปรากฏว่าแม้แต่ อบจ. เองมันก็ต้องมีเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งของ สจ. เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ไม่ง่ายครับ

คือตอนที่มีการจุดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมา ผมเข้าใจว่ามันมีผู้ไปเสนอให้ คสช. พูดเรื่องนี้ เพราะว่ามันมีการเลื่อนการเลือกตั้งใหญ่มาหลายครั้ง การส่งสัญญาณว่าพร้อมที่จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ได้รังเกียจการเลือกตั้ง แต่ว่าอะไรที่จะทำได้ก่อนก็ทำ แต่ปรากฏว่าเอาเข้าจริงๆ ขณะนี้ กระบวนการของการทำตรงนี้ไม่เร็ว”

การเลือกตั้งท้องถิ่นทำให้ประเมินการเมืองระดับชาติได้หรือไม่ว่าแนวไปทางไหน ถ้าเลือกตั้ง อบจ. เสียก่อน
“มันก็ได้ระดับหนึ่ง คือผมเองผมไม่ทราบหรอกว่าเขาจะเอาปัจจัยอะไรมาตัดสินใจ แต่ผมรู้ว่าการเลือกตั้งก่อน – หลังนี้ ก็คงมีคนคิดคำนวณ วิเคราะห์ว่าจะมีผลทางการเมืองความได้เปรียบ – เสียเปรียบอย่างไร ผมเพียงแต่อยากจะให้ อย่าเอาปัจจัยเหล่านี้มาเป็นหลักเลย เราอยากจะให้การเมืองทั้งชาติ ทั้งท้องถิ่นมันดีขึ้น การเมืองทั้งชาติ ทั้งท้องถิ่น ต้องเริ่มต้นด้วยการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม ถ้าไม่เริ่มจากตรงนี้ การเมืองไม่มีทางดีขึ้น เพราะฉะนั้นขอให้ยึดประโยชน์ประเทศเป็นหลักในการตัดสินใจ”

คุณอภิสิทธิ์พูดว่าต้องสุจริต เที่ยงธรรม ทำให้นั่งคิดว่า แล้วคนที่ คสช. ไปปลดเขา แล้วถ้ามีการเลือกตั้งจะทำอย่างไร ต้องลงมาได้มั้ย ต้องวิ่งเต้นมั้ย หาพรรคพวก จ่ายเงินเพื่อจะลงมามั้ย
“ตรงนี้พูดยากมากเพราะว่าตั้งแต่แรกที่ใช้อำนาจ ในตอนที่ไปแขวน ก็ไม่เคยมีหลักเกณฑ์คำอธิบายที่มันชัดเจน ว่าที่แขวนคนนี้ หรืออาจจะไม่แขวนอีกคนเพราะอะไร มีคนตั้งข้อสังเกตด้วยซ้ำว่าถ้าใช้มาตรฐานเดียวกัน แล้วในครม. ต้องถูกแขวนบ้างมั้ย เพราะก็มีเรื่องร้องเรียน เพราะก็มีเรื่องอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ก็ไม่ได้ใช้มาตรฐานเดียวกันอยู่แล้ว มันก็เป็นปัญหามาตั้งแต่ต้น

วันนี้ก็จะมาปัญหารอบสองก็คือว่า จะปลดใครบ้าง เพราะฉะนั้นผมก็อยากให้ คสช. เวลาที่จะตัดสินใจปลด หรือไม่ปลดใคร ควรจะเอาข้อมูลมาเปิดเผยให้โปร่งใสว่า เดิมนั้นข้อกล่าวหาของบุคคลเหล่านี้คืออะไร ใครเป็นคนตรวจสอบ ตรวจสอบแล้วได้ข้อยุติว่าอย่างไรจึงเป็นเหตุเป็นผลว่าต่อไปนี้ไม่ต้องแขวนเขาอีกต่อไปแล้ว จะทำให้ทุกคนสบายใจว่า มันไม่มีเรื่องการเมือง ไม่มีเรื่องที่เขาชอบไปซุบซิบนินทาว่ามันมีการต่อรอง เรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองกัน หรือผลประโยชน์อื่นด้วยซ้ำ”

คุณอภิสิทธิ์อยากเห็นความโปร่งใสว่า คนที่ปลด ปลดเพราะอะไร และได้ทำอะไร
“ครับ ลำดับมาให้เห็นเลยบอก ตอนที่แขวนนี้เพราะมีเรื่องถูกร้องเรียนเรื่องอย่างนี้ๆ ปรากฏกว่า เมื่อ สตง. เมื่อ ปปช. หรือใครพิจารณาแล้ว ผลเป็นอย่างนี้ จึงตัดสินใจปลด”

เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ คุณอภิสิทธิ์เคยตั้งขัอสังเกตไว้ในรายการไว้ส่วนหนึ่ง ตอนนี้ก็เดินหน้าต่อไป เห็นมียุทธศาสตร์อยู่ 6 ด้าน
“คือมันเดินไปแล้ว เพราะว่ารัฐธรรมนูญเขียนให้มี กฎหมายยุทธศาสตร์ชาติก็ออกมานานแล้วว่าจะทำ อันนี้ก็คือขั้นของการที่จะประกาศยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งก็คือผ่าน สนช. แล้วก็ดำเนินการตามขั้นตอนต่อ”

มีอะไรน่าเป็นห่วงมั้ย
“ตอนนี้รู้สึกเรามี 2 ขั้วนะ ความเห็นที่มันสุดโต่ง ขั้วนึงก็บอกว่าต้องมีอย่างนี้แหละ เพราะว่าถ้าไม่มี มันจะเกิดความเหลวไหลของรัฐบาลแต่ละชุด ทำงานมาแล้วไม่ต่อเนื่อง ไม่อะไรต่างๆ อีกขั้วนึงก็บอกว่า ยุคสมัยนี้ 20 ปีใครจะไปบอกได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แถมยุทธศาสตร์ชาติอันนี้ก็ขาดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ใครเป็นคนกำหนดก็ไม่รู้ แล้วก็จะมีอีกกลุ่มนึงก็จะถือเรื่องนี้เป็นสัญลักษณ์ คล้ายๆ กับรัฐธรรมนูญ ก็เลยบอกว่าจะฉีก

จริงๆ ข้อเท็จจริงมันกลายเป็น ผมว่ามันอยู่ตรงกลาง มันอยู่ตรงกลางอย่างไร อันที่ 1 ผมไม่แน่ใจว่าคนที่บอกว่าจะฉีกรัฐธรรมนูญก็ดี หรือจะฉีกแผนยุทธศาสตร์ก็ดี อ่านแล้วชี้ให้เห็นได้มั้ยว่า มีอะไรบ้างที่มันจำเป็นจนถึงขั้นต้องฉีก เพราะว่า ถ้าเอา 6 ข้อที่เป็นยุทธศาสตร์นี้ 1. ประเทศมีความมั่นคง 2. ประเทศแข่งขันได้ 3. ลดความเหลื่อมล้ำ 4. พัฒนาคน 5. เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 6. ปรับปรุงกลไกของรัฐ ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันมีตรงไหนที่จะบอกว่าเป็นปัญหา”

คือชื่อไม่มีปัญหา แต่เนื้อหาข้างใน
“ใช่ครับ ทีนี้เนื้อหา มันก็เป็นเรื่องแปลก เดี๋ยวฟังผมแล้วอาจจะ เอ๊ะ งงๆ คือผมดูแล้วเขียนออกมา ก็ไม่ค่อยเป็นยุทธศาสตร์ก็เลยเป็นผลดีไป งงมั้ย คือความเข้าใจของผมนี้ การทำยุทธศาสตร์แล้วอาจารย์เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ก็คงเข้าใจดี คือเราจะต้องมาจัดลำดับความสำคัญว่า ต่อไปนี้จะเดิน ทิศทางต้องไปอย่างนี้ ทรัพยากรที่จะใช้นี้จะต้องหมุนมาเพื่อให้มันไปทางทิศทางนี้

แต่ถ้าอาจารย์ไปอ่านยุทธศาสตร์ 20 ปี 6 ข้อที่ว่านี้ มันเหมือนนั่งไล่เรียงสิ่งที่อยากให้เกิด สิ่งที่อยากจะได้ แทบจะใช้คำ ถ้าภาษาอังกฤษเดี๋ยวนี้เขาคงใช้คำว่า Wish List มั๊ง เวลาอาจารย์เข้าไปซื้อของออนไลน์ เขายังมีให้เก็บเอาไว้เลยใช่มั้ย อยากได้อะไร ทำเป็นรายชื่อไว้ก่อน

คืออย่างที่ผมบอก 6 ข้อนี้ ใครไม่อยากได้บ้าง (เป็นความฝัน) แต่ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ (ว่าจะไปถึงได้อย่างไร) และมีการบังคับกันจริงจังแค่ไหน ผมขอยกตัวอย่าง คือทำไมต้องบอกก่อน ทำไมเราอยากได้ทุกอย่าง แล้วไม่เอาทุกอย่างล่ะ คำตอบก็คือว่า 1. ทรัพยากรนี้มันไม่พอหรอกที่จะได้ทุกอย่าง เราต้องเลือก กับ 2. สิ่งที่อยากได้นี้บางทีมันขัดกันเอง ฉะนั้นผมยกตัวอย่าง ผมเคยอ่านเร็วๆ ยุทธศาสตร์นี้

เขาบอกด้านนึงก็คือเขาอยากจะลดความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงบริการสุขภาพ สาธารณสุข อีกด้านหนึ่งเขาบอกเขาจะส่งเสริมเรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรมทางด้านสุขภาพ สำหรับชาวต่างประเทศ ฟังดูก็ดีทั้งคู่นี่ ด้านนึงก็บอกคนจนก็เข้าถึงได้ โรงพยาบาล มีหมอ มีพยาบาลที่ดี อีกด้านนึงโอ้โห เพราะเรามีภาพการแพทย์เป็น Hub แต่ความเป็นจริงก็คือ การเป็น Hub นั้น เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในการเข้าถึง ยุทธศาสตร์ชาตินี้ก็จะไม่บอกว่าจะได้ 2 อย่างนี้ต้องทำอย่างไร นี่ยกตัวอย่าง

อันที่ 2 ผมก็ดูว่า อยากได้พลังงานสะอาด แต่ผมก็เห็นรัฐบาลนี้ก็ยังยืนยันจะทำถ่านหิน ก็น่าสนใจนะครับตอนนี้ถ้ายุทธศาสตร์เขียนว่า จะต้องเอาพลังงานทดแทน พลังงานสะอาดเข้ามามากขึ้น ตกลงการเดินหน้าทำโรงไฟฟ้าถ่านหินนี้ถือว่าขัดยุทธศาสตร์มั้ย ฉะนั้นตรงนี้คือสิ่งที่ผมบอกว่า ผมรู้สึกเขาก็พยายามเขียนให้กว้าง ก็เลยไม่ค่อยเป็นยุทธศาสตร์ แต่สำหรับผมก็เลย ก็เป็นเรื่องที่ดีไป เพราะว่ามันก็เลยลดปัญหา กับการที่จะไปผูกมัดคนโดยที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วม”

คุณอภิสิทธิ์เคยบอกว่า มีใครรู้บ้างว่า อีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เพราะเราถอยหลังไป 10 ปี เรายังไม่รู้เลยว่าตอนนี้จะเป็นอย่างนี้ เทคโนโลยีมันเปลี่ยนขนาดนี้ ยังเป็นห่วง ยังกังวลอยู่มั้ย

“เป็นห่วงครับ แต่ว่ากฎหมายนี้มันก็มีความยืดหยุ่นของมันอยู่นะครับ ก็คือว่าในสถานการณ์จำเป็นก็แก้ไขอะไรได้ คือสำหรับผมนี้มันก็จะเป็นเรื่องของความยุ่งยากในเชิงการปฏิบัติราชการมากขึ้น แล้วก็ที่ผมยังไม่สามารถหาคำตอบได้นะครับอาจารย์ ก็คือแผนปฏิรูปมันต้องสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ แต่ทำไมรัฐบาลประกาศแผนปฏิรูปไปแล้ว”

ก็เขารู้เป็นการภายในว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติจะเป็นอย่างไร
“มันไม่ได้หรอกครับ แล้วก็อย่างที่ผมบอก ผมอ่านแผนยุทธศาสตร์ชาติ พูดว่าอยากจะส่งเสริมการกระจายอำนาจ แต่ก็ไม่มีรูปธรรมนะครับว่าจะกระจายอำนาจมากขึ้นกว่าเดิมนี้อย่างไร แต่ในแผนปฏิรูปบางอย่าง จะมีการดึงอำนาจกลับเข้ามาส่วนกลาง”

ตรงนี้จะเป็นกับดักได้มั้ย
“ทีนี้ที่ผมคิดว่ามันเป็นปัญหาก็คือว่า ถ้าต่อไปมีการเอาเรื่องแบบนี้ มากลายเป็นเงื่อนไขในทางการเมืองกัน มันจะเกิดความยุ่งยากขึ้น เพราะฉะนั้นในความเห็นผมตอนนี้ ผมอยากให้ ในความเห็นผมนั้น มันคงเป็นไปไม่ได้หรอก 2 ฝ่ายที่อยู่สุดโต่งนี้ ต้องยอมรับความจริง แล้วโอนอ่อนผ่อนผันเข้าหากันได้ไหม ฝ่ายนี้ที่เหมือนกับอยากจะเขียนทุกอย่างไปผูกมัดทุกคน ต้องยอมรับเถอะครับว่า มันทำไม่ได้หรอก แล้วอย่าเอาเรื่องนี้มาเป็นตัวปัญหา ปมความขัดแย้งทางการเมืองในอนาคต ว่ากันด้วยเหตุด้วยผล

แต่สำหรับอีกด้านหนึ่ง ผมก็บอก สำหรับจุดยืนประชาธิปัตย์ ผมก็ยืนยันว่า พรรคฯ ก็มีวิสัยทัศน์ อนาคตของประเทศ เป็นไปได้ว่า เมื่อเข้าไปทำงาน หรือเมื่อนำเสนอนโยบายในการเลือกตั้ง บางเรื่องอาจจะถูกตีความว่าไม่ตรง ไม่อยู่ในยุทธศาสตร์ ไอ้ถึงขั้นจะขัดนี้ผมยังไม่แน่ใจนะครับ ถ้าบอกว่าเขียนกว้างๆ แบบนี้ แต่ผมยังไม่สามารถอ่านทุกตัวอักษรได้ ผมก็จะเสนอนะครับ แล้วถ้าประชาชนเขาเห็นพ้องนี้ ผมก็จะต้องไปพยายามปรับแก้ ให้ทุกอย่างมันไปด้วยกันได้ ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะอะไรครับ
แม้ผมจะ เหมือนกับเรื่องรัฐธรรมนูญ แม้ผมไม่เห็นด้วย และเห็นว่าจะต้องมีการแก้ไขต่อไป พรรคประชาธิปัตย์ หรืออย่างน้อยผม ผมนี้ตัดสินใจแล้ว ผมไม่ต้องการให้หลังการเลือกตั้ง สังคมกลับสู่ความขัดแย้งทันที เอารัฐธรรมนูญก็ดี เอายุทธศาสตร์ก็ดี มาเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ ผมว่าหลังการเลือกตั้ง ผมอยากเห็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งเร่งแก้ปัญหาของประชาชน เรียกศรัทธาของประชาชนให้กลับคืนสู่ฝ่ายการเมืองให้ได้เสียก่อน แล้วฝ่ายการเมืองจึงค่อยบอกกับประชาชนว่ามันมีความจำเป็นนะ ในการที่จะต้องแก้รัฐธรรมนูญ ในการที่จะแก้ยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้มันเดินหน้าดียิ่งขึ้นต่อไป”

มองในมุมคุณอภิสิทธิ์ มองในมุมพรรคการเมือง มองในมุมภาคประชาชน ก็มองอย่างที่คุณอภิสิทธิ์เพื่อสร้างสรรค์ทำได้ แต่ถ้ามองกลับกัน คนที่เขาไม่ไว้ใจภาคประชาชน ไม่ไว้ใจภาคการเมือง ตอนนี้เรามี ส.ว. 250 เพื่อกำหนดผู้บริหารประเทศ แล้วเราก็จะได้ผู้บริหารประเทศ คือนายกฯ และคณะรัฐมนตรีอย่างที่เราต้องการ ขณะเดียวกันเราไปสร้างยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อบอกทิศทาง หรือกำหนดนโยบายในที่สุด ยุทธศาสตร์ชาติ ก็คือการกำหนดทิศทาง และนโยบายว่าจะไปทางไหน แล้วก็กำหนดไว้ด้วยว่า ถ้าใครไม่ทำตามนี้จะส่ง ปปช. เพื่อตรวจสอบ แล้วก็เล่นงานได้ มีความผิดได้ ก็เท่ากับว่าเราได้ดูแลบ้านเมือง วางไว้หมดเลย ทั้งคณะบุคคลที่มาบริหาร และนโยบายของรัฐบาล และรัฐธรรมนูญที่คลุมหมดด้วย ไม่ดีเหรอ

“คือถามว่ามันดีมั้ย ผมก็ต้องบอกว่า 1. มันดีแน่ ถ้าคนที่เขียนเก่งกาจสามารถมองอนาคต 20 ปีได้ มันดีแน่ถ้าคนที่เขียนนี้รู้วิธีการที่มันเหมาะสมที่สุดในการแก้ไขปัญหา และรู้ความต้องการของสังคม และประชาชนด้วย ผมไม่เชื่อหรอกมันมีใครที่มีคุณสมบัติอย่างนั้น อย่าว่าแต่ชุดนี้เลย ใครก็ตาม ตัวผมด้วย ไม่มีหรอกครับ ดังนั้นการที่จะไปผูกมัดตัวเองแบบนั้น ผมว่ามันจะเป็นปัญหามากกว่า

แล้วสิ่งที่สำคัญก็คือว่า ถ้าเราบอกว่าประเทศจะต้องเดินไปบนเส้นทางประชาธิปไตย นั่นหมายความว่า เสียงของประชาชนจะเป็นตัวบอกว่าเราต้องการจะเดินไปทางไหน การไปบอกว่าจะเกิดความขัดแย้ง แล้วก็ล็อคเอาไว้นี้ มันเหมือนกับเป็นการบอกว่า จะต้องไปฝืนใจกับเสียงของประชาชน เพราะถ้าเสียงของประชาชนยอมรับกันตรงนี้ ปัญหามันก็ไม่เกิดสิครับ”

แต่ถ้าเขาบอกว่าประชาชนยังเชื่อไม่ได้ล่ะ เสียงประชาชนบางทีก็ผิดเพี้ยนไป
“คือจริงแล้ว ผมไม่เป็นคนสุดโต่ง เสียงของประชาชนนั้นเราต้องเคารพ แต่ในระบบของ แม้กระทั่งในระบอบประชาธิปไตยในสากล มันมีกลไกที่จะช่วยกลั่นกรองกระแสของประชาชน หรือความต้องการของประชาชน ซึ่งบางครั้งอาจจะเป็นเรื่องของความสุดโต่ง หรือเรื่องของอารมณ์ มันถึงมีระบบตัวแทน มันถึงมีระบบพรรคการเมืองกลั่นกรอง มันถึงมีองค์กรอิสระ มันถึงมีอะไรอีกหลายต่อหลายอย่าง ซึ่งสามารถใช้ได้

จริงๆ อาจารย์พูดเรื่องนึ้ขึ้นมาก็ดี หลายเรื่องที่มาทำกลไกต่างๆ ความจริงแล้ว ถ้าเราใช้กลไกเดิมๆ มันก็แก้ปัญหา ยกตัวอย่างครับ พรรคประชาธิปัตย์ เคยออกกฎหมายการออมแห่งชาติ ตั้งกองทุนการออมแห่งชาติเป็นกฎหมาย ความจริงมันไม่ต้องมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีหรอกครับ แต่ว่าพอรัฐบาลต่อมาบอก ฉันไม่มีนโยบายทำเรื่องนี้ แล้วไม่ยอมทำตามกฎหมาย ถ้าวันนั้น ปปช. ชี้ว่านี่คือการทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ และปปช. เพราะไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ก็ไม่ต้องมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่จะต้องมาบอกว่า อะไรที่เขียนไว้ทุกคนต้องทำตามไป ถูกมั้ยครับ แต่ถ้าหากว่าวันนั้นรัฐบาลที่เขาไม่ยอมทำตาม เขาบอกเขามีนโยบายดีกว่า เขาขอแก้กฎหมายไม่ทำกองทุนการออมแห่งชาติ นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง

เหมือนกับความวุ่นวายในบ้านเมือง วันที่มีการหาเสียง มีกลุ่มมวลชนมาขัดขวางไม่ให้ผมไปหาเสียงตามที่ต่างๆ มีความรุนแรงประปรายเล็กๆ น้อยๆ ผมเคยร้อง กกต. ว่า อย่างนี้ถือว่าคนเหล่านี้ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นธรรม เพราะมันทำให้คนไปหาเสียงบนความเท่าเทียมกันไม่ได้ กกต. กลับไปชี้ในขณะนั้นว่าไม่เป็นไร นี่แหละครับ มันก็เลยเป็นปัญหาที่ตามมา

แต่วันนี้กลไกที่อาจารย์พูดว่า จะมาลดความขัดแย้งบ้าง จะมาสร้างความต่อเนื่องบ้าง มันอาจจะเป็นปมของความขัดแย้งต่อไปเสียเอง เราควรจะดูบทเรียน ประสบการณ์ที่มันหลากหลาย ผมว่ามันมีทางที่มันพอดีกว่านี้ แล้วก็ในใจผมนี้ ในที่สุดทั้งรัฐธรรมนูญก็ดี ยุทธศาสตร์ชาติก็ดี คงต้องมีการปรับมีการแก้ไขแน่ แต่ผมนี้ไม่อยากให้สังคมกระโดดเข้าไปว่าหลังการเลือกตั้งปั๊บ สิ่งเหล่านี้มาเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ขัดแย้งทางการเมืองรอบใหม่ แล้วสุดท้ายประชาชนคนไทย กับประเทศ เสียโอกาสในเรื่องอื่นๆ ไปอีก”

หมายความว่าไม่ใช่สุดโต่งที่ต้องฉีกทิ้ง ต้องทำลาย แต่ว่าจะต้องมีการปรับ
“และผมคิดว่าถ้าคำว่าฉีกทิ้งหมายถึงในที่สุดจะมีการยกเลิกนี้ ผมว่ามันควรจะมาจากสถานการณ์ที่ประชาชนได้เห็นแล้ว ว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเข้าไปทำงานสมควรได้รับความไว้วางใจในการที่จะยกเลิกเรื่องเหล่านี้”





บทความอื่นๆ