บทความ

เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ 22 ก.พ. 52
22 ก.พ. 2552

เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ 22 ก.พ. 52

สรุปประเด็น



คำต่อคำ

นายกรัฐมนตรีเชิญชวนชาวไทยร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดีในการประชุมสุดยอดอาเซียน
นายกรัฐมนตรีเผยอินโดนีเซียเห็นพ้องนำปัญหาโรฮิงญาหารือในเวทีต่าง ๆ เพื่อดึงให้นานาชาติและประเทศในภูมิภาคมามีส่วนร่วม ในการแก้ไขปัญหานี้ร่วมกันอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันขอให้ประชาชนร่วมกันทำให้การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้สำเร็จ เพื่อการเป็นพลเมืองที่ดีของอาเซียน

วันนี้ (22 ก.พ.) เวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" เป็นครั้งที่ 6 โดยเป็นการบันทึกเทปที่กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ระหว่างเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ดังนี้

ช่วงที่ 1

สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักครับ พบกันทุกเช้าวันอาทิตย์เหมือนเดิมนะครับ อาทิตย์นี้ไม่ใช่รายการสดนะครับ ต้องขออนุญาตินิดหนึ่งว่าขณะที่กำลังออกอากาศอยู่นี้ ผมก็ต้องเดินทางจังหวัดภูเก็ตเพราะว่ามีการประชุมรัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศอาเซียนบวกกับอีก3 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น เกาหลีและจีน นะครับ ซึ่งเป็นการประชุมที่จะมีความสำคัญซึ่งในช่วงท้ายรายการก็คงจะได้คุยในเรื่องนี้ต่อไป

รัฐบาลจะพยายามทำให้เศรษฐกิจทั้งปีอยู่ในแดนบวก

ดังนั้นวันนี้ครับ เรามาพบปะกันนี้ผมอัดรายการที่กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ในช่วงที่ผมเดินทางมาเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อที่จะขอกล่าวในช่วงแรกจะพูดคุยถึงงานรัฐบาลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ แน่นอนครับความห่วงใยของพี่น้องประชาชนในสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ยังคงเป็นเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจ และก็แน่นอนครับตัวเลขต่าง ๆ ที่ออกมาก็เป็นการยืนยันว่าขณะนี้บ้านเมืองของเราก็คงจะต้องเผชิญกับปัญหาที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัสที่เดียว เศรษฐกิจโลกป่วยรุนแรงส่งผลให้การส่งออกที่มีการรายงานในช่วงเดือนมกราคมติดลบถึงร้อยละ 26 หรือร้อยละ 27 ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่สูงมาก แต่ขณะเดียวกันก็ขอเรียนพี่น้องประชาชนนะครับว่า ตัวเลขนี้ก็ใกล้เคียงหรือต่ำกว่าที่มีอีกในหลายประเทศกำลังเผชิญอยู่ นั้นก็หมายความว่าขณะนี้ เศรษฐกิจของเราได้รับผลกระทบแน่นอนจากการที่เศรษฐกิจโลกหดตัวอย่างรุนแรง หมายความว่ารัฐบาลก็ต้องทำงานหนักมากยิ่งขึ้นนะครับ ผมขอยืนยันว่าแม้ว่าตัวเลขติดลบดังกล่าวคงจะทำให้เราต้องทบทวนในเรื่องของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลงมาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่มีการคาดคะเนกัน แต่รัฐบาลก็ยังตั้งเป้าครับ ในการที่จะรักษากำลังซื้อเพื่อที่จะหยุดยั้งภาวะการหดตัวของเศรษฐกิจให้ได้ โดยเฉพาะตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 จะต้องหดตัวในอัตราที่ลดลง และตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 -4 จะพยายามกลับคืนมาสู่เสถียรภาพและการเติบโต และยังวางเป้าหมายครับว่าจะพยายามทุกวิถีทางให้เศรษฐกิจตลอดทั้งปี อยู่ในแดนบวกให้ได้ ซึ่งเป็นงานที่ยากขึ้น

ขยายโควต้าการรับจำนำข้าวโพด-มันสำปะหลัง

พี่น้องที่เคารพครับ การทำงานเรื่องเศรษฐกิจในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีการเร่งเดินหน้าและขยายมาตรการหลายมาตรการ พี่น้องเกษตรกรเองจะทราบครับว่าเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ได้รับทราบปัญหาในเรื่องของการจำนำพืชผลนะครับ โดยเฉพาะในเรื่องของข้าวโพดกับมันสำปะหลัง ซึ่งจะมีปัญหาอยู่มากครับว่าปริมาณที่กำหนดเป็นโควต้าไว้เดิมไม่เพียงพอ ขณะนี้ครม.ได้มีมติแล้วในการที่จะขยายโควต้าตรงนี้ออกไปเป็นเท่าตัว เพราะฉะนั้นก็น่าจะคลายปัญหาที่เกิดขึ้นกับพี่น้องที่ปลูกข้าวโพดและมันสำปะหลังได้บ้าง ขณะเดียวกันในส่วนของข้าวนั้น ผมเองได้เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ซึ่งได้มีแนวทางในการเตรียมในเรื่องของนาปรังครับ เพราะว่าหลังจากที่เราแทรกแซงในฤดูกาล หรือข้าวนาปี ปี 2551/52 แล้วเราก็กำลังเตรียมการในเรื่องของการเข้าไปดำเนินการในโครงการในส่วนของข้าวนาปรัง ที่จะเริ่มต้นตั้งแต่มีนาคม - กรกฎาคม เป็นต้นไป ส่วนรายละเอียดในแง่ของจำนวน ในแง่ของเรื่องของราคาก็จะเรียนให้ทราบต่อไป แต่ว่าต้องการจะเรียนยืนยันครับว่าเราต้องการที่จะทำงานและก็เตรียมการทุกอย่างไว้ล่วงหน้า

ช่วยเหลือเกษตรกรที่มีหนี้สินในส่วนของกองทุนฟื้นฟูฯ

สำหรับพี่น้องเกษตรกรเช่นเดียวกันนะครับ พี่น้องเกษตรกรที่มีหนี้สินในส่วนของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร นั้น ผมอยากจะกราบเรียนครับว่าในส่วนของการดูแลหนี้ซึ่งกำลังเข้าสู่ปัญหาการฟ้องร้องการดำเนินคดี ในที่สุดคณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติแล้วนะครับ วางแผนไว้เรียบร้อยในการที่จะฟื้นฟู และโอนหนี้กองนี้เข้ามาสู่กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร โดยโอนออกมาจากทาง ธ.ก.ส. ทางกระทรวงการคลังได้มีการตกลงกันเรียบร้อยว่าแต่ละปีจะมีการทยอยการโอนกันเท่าไร เพื่อให้กระบวนการในการฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาหนี้สินตรงนี้เป็นระบบมากที่สุด...วิตกกังวลนะครับว่าการแก้ไขปัญหาจะมีความโปร่งใสหรือไม่ คณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติพร้อม ๆ กันไปนะครับว่าจะต้องมีการติดตามและตรวจสอบเรื่องนี้ โดยท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คือท่านรัฐมนตรี สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ก็จะไปช่วยในส่วนของคณะกรรมการกองทุน ในการที่จะดูแลว่ากระบวนการตรงนี้นั้นมีความโปร่งใสมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เริ่มมาตรการจ่ายเช็ค 2,000 บาท 8 เม.ย.นี้

มาตรการอื่น ๆ ก็เดินหน้าเช่นเดียวกันครับ สัปดาห์นี้ก็มีความชัดเจน เช่น กรณีของมาตรการ 2,000 บาท ว่าก่อนหน้านี้มีการพูดกันว่าจะจ่ายในรูปแบบไหน ขณะนี้ได้ข้อยุติครับว่าจะเป็นการจ่ายเช็คในลักษณะที่ขีดคร่อม เพื่อที่ว่าจะมีลักษณะคล้าย ๆ กับคูปองครับ เหตุผลที่ได้เลือกใช้วิธีนี้ก็เพราะว่า มีภาคเอกชนครับได้แสดงความสนใจว่าเขาจะทำรายการส่งเสริมเป็นพิเศษก็คือว่าใครที่เอาเช็ค 2,000 บาท ตรงนี้ไปใช้ในร้านค้าของเขา เขาก็จะมีส่วนลดให้ มีตั้งแต่ลดราคา 5 เปอร์เซ็นต์ 10 เปอร์เซ็นต์ บางรายถึงกับเริ่มแสดงความจำนงว่าไปใช้บริการของเขาอาจจะลดถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มกำลังซื้อให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ ขณะเดียวกันครับก็จะเรียนว่า ตรงนี้ตั้งใจครับว่าภายในวันที่ 8 เมษายน เช็ค 2,000 บาท จะไปถึงพี่น้องประชาชนที่อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับตามสิทธิ์ โดยจะมุ่งไปที่สถานประกอบการนะครับ คือจะไปจ่ายให้ที่สถานประกอบการยกเว้นพี่น้องประชาชนที่ไม่ได้ทำงานอยู่ในสถานประกอบการสำนักงานประกันสังคมก็จะดูแล อันนี้สำหรับในส่วนของภาคเอกชน ในส่วนของภาครัฐ ถ้าเป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่อยู่ในข่ายที่จะได้รับสิทธิอันนี้ ก็จะให้ไปพร้อม ๆ กับการจ่ายเงินเดือน มีประชาชนกลุ่มหนึ่งครับที่ยังร้องเรียนเข้ามากรณีของครูโรงเรียนเอกชน ซึ่งตอนนี้ผมได้ให้รองนายรัฐมนตรี นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ได้ดูตัวเลขของกระทรวงศึกษาธิการ คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสัปดาห์เป็นต้นไป

เปิดลงทะเบียนผู้สูงอายุ 26 ก.พ.-15 มี.ค.นี้

สำหรับในส่วนเบี้ยยังชีพครับ ในส่วนของเบี้ยยังชีพนั้น ผมได้ทำหน้าที่เป็นประธานประชุมคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) และก็ได้ขอยุติเช่นเดียวกันครับว่าหลักเกณฑ์ในการที่จะได้รับเบี้ยยังชีพตรงนี้คือการเป็นผู้มีอายุเกิน 60 ปี และก็ไม่มีหลักประกันด้านรายได้ เช่น บำเหน็จ บำนาญ หรือไม่มีรายได้ประจำจากรัฐ หรือจากองค์กรท้องถิ่น ซึ่งก็เท่ากับว่าบรรดาผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี นะครับ นับตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม เป็นต้นไป สำหรับปีนี้นะครับ ก็จะมีสิทธิ์ได้รับเบี้ยยังชีพตรงนี้ เดือนละ 500 บาท ทุกเดือน ตลอดไป กระบวนการก็คือขณะนี้ได้เตรียมฐานมูลไว้พร้อมแล้ว และจะเริ่มเปิดโอกาสให้ไปขึ้นทะเบียนหรือลงทะเบียน ซึ่งจะไปลงทะเบียนด้วยตัวเอง หรือมอบหมายเป็นลายลักษณ์อักษรได้ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ - 15 มีนาคม ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ ในพื้นที่ของท่านก็จะได้ดำเนินการประกาศต่อไป เพราะฉะนั้นมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลกำลังเดินอย่างเต็มที่ และผมก็คาดหวังนะครับ ที่จะได้รับความร่วมมือจากสมาชิกวุฒิสภาในการผ่านงบประมาณตัวนี้ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ซึ่งก็จะทำให้การดำเนินการตามแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นไปตามตารางเวลาที่รัฐบาลกำหนดไว้ ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยในการประคับประคองสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้

รัฐบาลช่วยสมทบเงินให้เอกชนที่ร่วมโครงการฝึกอบรม

สำหรับปัญหาในเรื่องของการว่างงานโครงการฝึกอบรมแรงงานเช่นเดียวกันครับก็มีความคืบหน้าไปมาก ผมได้ประชุมร่วมกับภาคธุรกิจเอกชนที่จะมาช่วยทำโครงการที่จะป้องกันไม่ให้มีการเลิกจ้างสำหรับธุรกิจที่อยู่ในความเสี่ยงเราจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับธุรกิจ SME ธุรกิจส่งออก และธุรกิจท่องเที่ยว โดยในโครงการนี้ก็จะมีการสบทบเงินกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน ในการฝึกอบรมแรงงาน โดยสถานประกอบการที่เข้าร่วมในโครงการนี้ก็จะมีข้อผูกมัดว่าจะไม่มีการเลิกจ้างเป็นระยะเวลา 1 ปี จากนี้ไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ทั้งหมดก็ยังเป็นความคืบหน้าในแง่ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันครับผมอยากจะเรียนว่าผมไม่ได้ละเลย ในเรื่องของการเชื่อมโยงมาตรการตรงนี้เข้ากับระยะกลาง ระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือในระยะกลาง ระยะยาวนั้น เราจำเป็นจะต้องปรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเรื่องของการลงทุนสัปดาห์นี้เช่นเดียวกันครับคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติกรอบวงเงินในส่วนของงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 แล้ว นะครับ ซึ่งจะเป็นวงเงินที่ในทางปฏิบัติจะใกล้เคียงกับงบประมาณปี 2552 ร่วมทั้งงบเพิ่มเติม ก็จะเป็นการขาดดุลแต่ว่าไม่เต็มเพดานแล้วก็ได้มีการกำหนดกรอบไว้กว้าง ๆ ว่ารายจ่ายอะไรที่เป็นรายจ่ายประจำ รายจ่ายอะไรที่เป็นรายจ่ายผูกมัดมาจากในอดีต แล้วจะมีการลงทุน

การให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

ขณะเดียวกันคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจก็ได้มองเห็นว่าในช่วง 30 ปี ข้างหน้า เรามีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโดยการสาธารณะต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือแหล่งน้ำ การคมนาคม การสื่อสาร และระบบขนส่งมวลชน ตลอดจนการลงทุนเรื่องการศึกษา เป้าหมายก็คือเพื่อที่จะให้ประเทศไทยนอกจากจะหลุดพ้นจากวิกฤติแล้วมีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางของการผลิตอาหาร ของการมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องฐานความรู้ และความคิดที่สร้างสรรค์ และเป็นศูนย์กลางในเรื่องของการท่องเที่ยวภาคบริการที่มีการเพิ่มมูลค่าด้วย ซึ่งวงเงินตรงนี้ อาจจะเกือบ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งไม่ได้มาจากงบประมาณอย่างเดียวก็จะมีแหล่งเงินที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเงินกู้ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการดำเนินกรอบให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งก็กำลังมีการจัดทำรายละเอียดนะครับ ทั้งในตัวงบประมาณ ทั้งในส่วนของแผนการให้เอกชนเข้ามาร่วมงานกับรัฐ และทั้งในส่วนของเงินกู้ต่าง ๆ ภายใต้ความระมัดระวังในเรื่องของวินัยทางการเงินการคลัง และความยั่งยืนในการพัฒนา ซึ่งในหลังนี้ก็จะครอบคลุมถึงเรื่องของการดูแลให้การพัฒนาของเราเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติด้วย นี้ก็คืองานทางด้านเศรษฐกิจในสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ

เสนอให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันกลางในการปฏิรูปการเมือง

ในส่วนของการเมืองครับ ผมกก็มีความยินดีนะครับว่าในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีความคืบหน้าในเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งคือการปฏิรูปการเมือง ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลและเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ผมได้พูดคุยกับทางผู้แทนพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะคือท่านประธานวิป โดยมีท่านประธานรัฐสภาร่วมอยู่ด้วย และท่านเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าครับ ความคิดของเราในขณะนี้ก็คือว่า ความคิดเห็นที่หลากหลายที่เกี่ยวข้องกับระบบการเมืองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าเรื่องกฎหมายต่าง ๆ เราคิดว่าดีที่สุดขณะนี้คือการให้มีสถาบันที่เป็นกลาง เป็นสถาบันทางวิชาการที่จะเป็นกำหนดกระบวนการตรงนี้ โดยดึงทุกฝ่ายเข้าไปมีส่วนร่วมมากกว่าที่จะให้เป็นเรื่องของความริเริ่มทางการเมือง ของฝ่ายการเมืองเอง และก็นำไปสู่ความขัดแย้ง เหมือนกับที่เราเห็นตลอดปีที่แล้ว การประชุมในวันนั้น หรือการหารือในวันนั้นก็ได้ข้อสรุปครับว่ารัฐบาลจะทำเรื่องไปถึงสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งมีกรรมการสภาสถาบันเป็นองค์กรที่จะตัดสินใจ รัฐบาลจะขอให้ทางสถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพในการทำงานนี้ โดยให้กำหนดกรอบทั้งระยะเวลา ทั้งประเด็นที่จะศึกษาแล้วเสนอกลับมาให้ทางฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่าเห็นพ้องต้องกันหรือไม่ที่จะเดินหน้าในกระบวนการปฏิรูปการเมืองในแนวทางนี้นะครับ การตัดสินใจครั้งนี้ เบื้องต้นก็ขึ้นอยู่กับทางสภาสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งผมก็อยากจะขอถือโอกาสนี้ขอความร่วมมือกับทางกรรมการสภาสถานบันฯ เพราะเรามองว่าท่านเป็นองค์กรที่มีความเชื่อถือมีหน้าที่โดยตรงทางวิชาการ ถ้าจะรับงานนี้ไปทำ และก็ลองไปทำเป็นตุ๊กตาหรือแบบให้เราเห็นนะครับว่าจะทำอย่างไรแล้ว ผมมั่นใจครับว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็จะคงสามารถหาทางออกในเรื่องของความขัดแย้งทางการเมืองต่าง ๆ ได้ เช่นเดียวกันครับการพูดถึงคดีความต่าง ๆ ซึ่งค้างคามานะครับ วันนี้ก็มีการรายงานในส่วนของตำรวจถึงความคืบหน้าของการทำงาน ซึ่งก็เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลนี้จะสร้างความปรองดองบนพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายโดยไม่กลั่นแกล้งและไม่มีการละเว้น หรือการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด ตรงนี้ก็ถือเป็นความก้าวหน้าอีกด้านหนึ่งในส่วนของการเมือง

ผลการเยือนอินโดนีเซีย

ผมขอเรียนในส่วนสุดท้ายในช่วงนี้นะครับว่า ในขณะนี้ที่ผมอยู่ที่จาการ์ตา ก็ได้เดินทางมาเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการนะครับ การเดินทางครั้งนี้ก็มากระชับความสัมพันธ์ ซึ่งในปีหน้าก็จะครบ 60 ปี ของการมีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งประเทศของเราทั้งสองนี้ มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการทำงานในระดับภูมิภาคอาเซียน หรือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัญหาในเรื่องของทวิภาคีต่าง ๆ ได้มีการหยิบยกมาพูดคุยกันโดยความเข้าใจที่ดีครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นผลประโยชน์ที่สำคัญของเรานะครับ ก็คือเรื่องของการเดินหน้าในเรื่องของความร่วมมือทางด้านการประมง โดยหลักสำคัญก็ว่าคือตกลงกันครับว่าจะไปหาภาคเอกชนของแต่ละฝ่าย เพื่อมาร่วมลงทุนทำให้ชาวประมงของเราสามารถมาจับปลาในพื้นที่ของอินโดนีเซียได้ แต่ว่าเราก็จะช่วยเขาในแง่ของการลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าหรือแปรรูปพร้อม ๆ กันไป ก็ถือว่าเป็นการทำบนพื้นฐานประโยชน์ร่วมกัน

อีกเรื่องหนึ่งที่อินโดนีเซียได้ให้ความช่วยเหลือในการทำความเข้าใจกับประชาคมโลก โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มมุสลิมมาโดยตลอดก็คือ ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งผมก็ได้มาอธิบายถึงแนวนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน และก็ได้รับการสนับสนุนจากท่านประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ซึ่งยืนยันนะครับว่าท่านมองว่าปัญหานี้เป็นปัญหาภายในของเรา และก็พร้อมที่จะไปชี้แจงจุดยืนอันนี้ต่อกลุ่มประเทศมุสลิม โดยเฉพาะในเวทีของ OIC เพื่อจะช่วยให้นานาชาติ โดยเฉพาะโลกมุสลิมนั้นมีความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลที่จะยืนอยู่บนพื้นฐานของสันติวิธี และการอำนวยความยุติธรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาและก็สร้างโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ไม่เพียงแต่ที่ดูแลในเรื่องของการใช้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงดูแลความสงบเรียบร้อยเท่านั้น

นอกจากนั้นครับผมและท่านประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ก็จะเป็นผู้นำ 2 ประเทศในอาเซียนที่จะไปร่วมประชุมของกลุ่ม G 20 ที่ลอนดอน ต้นเดือนเมษายน ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการไปยืนยันจุดยืนของประเทศในภูมิภาคนี้ ต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของโลก ฉะนั้นบรรยากาศที่ผมได้เดินทางมาในวันนี้ในการหารือกับท่านประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี รวมทั้งในช่วงของการเลี้ยงอาหาค่ำเป็นไปด้วยดี นะครับ ปัญหาบางปัญหาซึ่งเป็นข่าวคราวพาดพิงมาถึงประเทศไทย เช่น ปัญหาโรฮิงญา ก็ได้มีการปรึกษาและเห็นพ้องต้องกันเช่นเดียวกันว่าปัญหานี้เป็นปัญหาของทั้งภูมิภาค และก็จะมีการนำปัญหานี้เข้าไปหารือในเวทีต่าง ๆ เพื่อดึงให้นานาชาติและประเทศในภูมิภาคมามีส่วนร่วม ในการแก้ไขปัญหานี้ร่วมกันอย่างแท้จริง มากกว่าที่จะเป็นการผลักภาระหรือโยนความรับผิดชอบให้ประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ถือเป็นงานสำคัญที่ผมได้ดำเนินการทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ ในส่วนของสังคม ในส่วนของการเมืองและการคลังด้วย ที่จริงมีอีกหลายเรื่องที่อยากจะเล่า คงจะต้องยกยอดไปในสัปดาห์หน้า

ช่วงที่ 2

นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดำเนินรายการ สวัสดีครับ ปลายเดือนนี้ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 ระหว่างวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ และวันที่ 1 มีนาคม 2552 วันนี้เราอยู่กับท่านนายกรัฐมนตรี และท่านเลขาธิการสมาคมอาเซียน (นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ) ท่านนายกฯ ครับเมืองไทยขณะนี้มีความพร้อมขนาดไหนที่จะจัดประชุมครั้งนี้

นายกรัฐมนตรี เรามีความพร้อมเต็มที่เพราะว่าอย่างที่เคยได้เรียนพี่น้องประชาชนไปตั้งแต่หลายสัปดาห์ก่อนว่า เราถือเป็นงานสำคัญมากเป็นข้อผูกมัดที่ในฐานะประธานอาเซียนเราจำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด และในตลอดระยะเวลาเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมา งานที่จำเป็นในการเตรียมการ เราก็ได้เดินหน้าไปครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเนื้อหาสาระที่ยังค้างอยู่ในส่วนของเรา ในการเอาข้อตกลงต่าง ๆ มา ที่ประชุมรัฐสภาก็ดำเนินการ และหลังจากที่รัฐบาลตัดสินใจที่จะจัดการประชุมที่ชะอำกับหัวหิน ก็ได้มีการเตรียมการประชุมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของสถานที่ พิธีการต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ได้รับการตอบรับจากผู้นำทั้งหมดแล้ว และจะเห็นว่าตั้งแต่ขณะนี้เป็นต้นไป จะเริ่มมีกระบวนการการประชุมของรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่เราออกอากาศอยู่ในขณะนี้ก็จะมีการประชุมรัฐมนตรีคลังที่ภูเก็ต และในช่วงสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ทั้งรัฐมนตรีกลาโหม รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจการค้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จนกระทั่งถึงการประชุมผู้นำ สุดสัปดาห์หน้า

ผู้ดำเนินรายการ หมายความว่าทั้งที่ชะอำและหัวหินจะมีผู้นำมากมาย ทั้งในสมาชิกอาเซียนและของเราเอง

นายกรัฐมนตรี 10 ประเทศ

ผู้ดำเนินรายการ คงจะคึกคักมากนะครับ

นายกรัฐมนตรี ใช่ครับ และเราก็อยากจะให้เขาได้สัมผัสกับบรรยากาศของเมืองชะอำและหัวหิน ซึ่งมีชื่อเสียงมากด้านการท่องเที่ยวริมทะเล และแน่นอนที่สุดนะครับน้ำใจ อัธยาศัยไมตรี ของพี่น้องประชาชนคนไทยในฐานะเจ้าภาพก็เป็นโอกาสดีที่เราจะได้แสดงให้ชาวโลกเห็นจุดแข็งของประเทศไทย

ผู้ดำเนินรายการ ก็เป็นการเปิดตัวหัวหินและชะอำให้กับโลก ท่านเลขาฯ ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีมาเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียเป็นทางการด้วยนะครับ ทำให้เรามีโอกาสพบกัน อาเซียน 42 ปีผ่านไปแล้ว และมีกฎบัตรคือมีกฎเกณฑ์ สมัยก่อนจะทำงานอย่างหลวม ๆ

เลขาธิการอาเซียน ผมใช้คำว่าอยู่กินกันโดยที่ไม่มีการจดทะเบียน

ผู้ดำเนินรายการ shift ใหม่เป็นอย่างไรครับ หลังจากที่มีกฎเกณฑ์แล้ว

เลขาธิการอาเซียน มีความมั่นใจขึ้น เพราะว่าต่อไปนี้ต้องมีการปฏิบัติตามกฎตามเกณฑ์ ทั้ง 10 หัวหน้ารัฐบาลเมื่อปีกว่า ๆ ในการประชุมสุดยอดครั้งที่แล้ว ที่สิงคโปร์ ลงนามร่วมกันว่าจะปฏิบัติตามกฎบัตรนี้ ซึ่งจะเป็นกฎบัตรที่เหมือนกับเป็นแผนภูมิ ที่จะเดินไปข้างหน้าของอาเซียน 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ไม่มีทิศทางอะไรที่ชัดเจน คราวนี้ตั้งใจที่จะสร้างประชาคมร่วมกัน บนเสาหลัก 3 เสาคือเรื่องของความมั่นคงและการเมือง เรื่องของเศรษฐกิจที่จะต้องหันหน้าเข้าหากัน ที่จะต้องบูรณาการเข้าหากัน ที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจให้เป็นระบบเศรษฐกิจเดียว มีประชากรหรือคนซึ่งจะเป็นผู้บริโภค 570 ล้านคน ทรัพยากรต่าง ๆ มารวมกันเพื่อที่จะเป็นฐานในการที่จะผลิตสินค้า และไปต่อรองไปขายแข่งขันกับคนอื่นเขา เป็นเรื่องสำคัญมาก อันที่ 3 ที่เป็นเสาหลักสำคัญคือเรื่องทางด้านสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งจะทำให้คนของอาเซียนรู้จักกันมากยิ่งขึ้น มีความสำนึกมีความรู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน มีพื้นที่สำหรับประชาชน กฎบัตรนี้ต้องการที่จะทำให้อาเซียนเป็นของประชาชน ใกล้ประชาชน ไม่เหมือนเมื่อก่อนซึ่งเป็นเรื่องของผู้นำ เป็นเรื่องของนักการทูต เป็นเรื่องของรัฐมนตรี แต่ต่อไปนี้ประชาชนจะส่วน จะมีพื้นที่ในการที่จะเข้ามาแสดง เข้ามามีส่วนร่วม และเข้ามาเป็นเจ้าของ ตรงนี้สำคัญ ผมพูดอยู่ตลอดเวลาว่าถ้าเราไม่สามารถที่จะสร้างความเป็นปึกแผ่นแน่นแฟ้นให้กับอาเซียนได้ หลังจากมีกฎบัตร โทษใครไม่ได้ โทษผู้นำ โทษรัฐมนตรี โทษนักการทูตไม่ได้ ประชาชนจำเป็นจะต้องมีส่วนอย่างจริงจัง เพราะถึงที่สุดแล้วประชาชนจะได้ประโยชน์

ผู้ดำเนินรายการ หมายความว่าอาเซียนนอกจากจะเข้มแข็งขึ้น เป็นระบบขึ้น ก็ยังเป็นสมาคมที่ประชาชนเป็นเจ้าของมากขึ้น

เลขาธิการอาเซียน หวังไว้อย่างนั้น ตั้งใจจะเป็นอย่างนั้น แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับประชาชน และต้องเข้ามาเรียกร้องที่จะเอาพื้นที่นั้นให้ได้ด้วย เพราะว่ามันเป็นโอกาสของประชาชน

ผู้ดำเนินรายการ ท่านนายกฯ ครับ ถ้าเป็นอยู่อย่างนั้น ท่านนายกฯ เป็นประธานอาเซียนด้วย คงจะต้องมีการผลักดันให้สมาคมอาเซียน ซึ่งเป็นสมาคมที่มีชีวิตใหม่แล้วไปข้างหน้า ท่านนายกฯ มีแผนการอะไรบ้างโดยเฉพาะนับตั้งแต่มีการประชุมในครั้งนี้ และต่อไปเกิดการครบวาระในปีหน้า

นายกรัฐมนตรี ความจริงต้องเท้าความว่าประเทศไทยได้รับโอกาสจากทางอาเซียนมาก ท่านเลขาธิการอาเซียนยืนยันได้ว่าเราได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งประธานปีครึ่ง คือยาวนานเป็นพิเศษ เพื่อที่จะรับกับทางกฎบัตรใหม่ ที่เข้ามามีผลบังคับ แต่ว่าด้วยเหตุการณ์ทางการเมืองของเราเอง ทำให้มันไม่เป็นไปตามแผนการ แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องทำหน้าที่ของเรา และทำตามข้อผูกมัดที่มี กับตัวเราในฐานะประธานให้ได้เสร็จสมบูรณ์ คือหมายความว่าครั้งนี้จะเป็นเพียงครั้งแรกใน 3 ครั้ง ที่ต้องประชุมผู้นำกันในปีนี้ เพราะว่าช่วงกลางปีจะมีการประชุมบวกกับอีก 3 ประเทศ 6 ประเทศ ที่เข้ามาทำข้อตกลงต่าง ๆ และปลายปีจะเป็นการประชุมผู้นำอีกครั้งหนึ่ง ผมอยากย้ำอย่างนี้ว่าที่ท่านเลขาธิการพูดถึงเสาหลัก 3 เสา เห็นภาพชัดเจนขึ้น เสาหลักทางด้านการเมืองและความมั่นคง ซึ่งตามจริงแล้วเป็นวัตถุประสงค์ดั่งเดิมทีเดียวของการรวมกลุ่มกันของอาเซียน และหลายคนอาจจะมองว่าอาเซียนรวมตัวกันอย่างหลวม ๆ ท่านเลขาฯ บอกว่าอยู่กินกันน่ะครับ แต่ว่าสิ่งหนึ่งซึ่งคนมองข้าม ผมจะใช้คำว่าคนมองข้ามความสำเร็จของอาเซียนจากสิ่งที่ไม่ได้เห็น สิ่งที่ไม่ได้เห็นคืออะไรครับ เพราะภูมิภาคนี้ที่จริงแล้วไม่ได้มีปัญหาในแง่ของความรุนแรง ในแง่ของการทะเลาะเบาะแว้งกัน ทั้ง ๆ ที่มีความหลากหลายมาก ประเทศที่เป็นสมาชิกอาเซียนช่วงที่ผ่านมา ผ่านมา 40 กว่าปี ก็อยู่กินกันอย่างที่ว่าไม่ได้จดทะเบียนก็ยังเป็นไปด้วยความราบรื่น แต่มาถึงวันนี้ก็ยอมรับว่าคนโลกปรับเปลี่ยนไป ปัญหาซึ่งเมื่อก่อนก็นิยามกันไม่ชัดว่าปัญหาภายในหรือปัญหาของภูมิภาค อาเซียนก็เริ่มเปิดอกคุยกันมากขึ้น บัดนี้ในแง่การเมือง ความมั่นคง จะต้องก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นงานสำคัญที่เราจะทำก็คือเรื่องของการเมืองของด้านสิทธิมนุษยชน ต้องมีทั้งความน่าเชื่อและต้องปฏิบัติได้ท่ามกลางความหลากหลายในขณะนี้ การมีกฎเกณฑ์ในเรื่องของการหาข้อยุติเวลาที่จะมีข้อขัดแย้งหรือข้อพิพาทกันในเรื่องที่เกี่ยวกับการทำข้อตกลง อันนี้ก็จะต้องมีด้วย อันนี้จะเป็นตัวที่ทำให้ความร่วมมือทางด้านการเมือง ความมั่นคงชัดเจนมากขึ้น

ทีนี้ทางด้านเศรษฐกิจ ต้องให้เห็นภาพนะครับว่า 40 กว่าปีที่ผ่านมาเราจะช้า จะเร็ว ก็สุดแล้วแต่ แต่ว่าในปัจจุบัน ถ้าเราไม่เร่งเดินหน้า ปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือว่าเรามีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภูมิภาค ซึ่งจะทำให้ความสำคัญของเศรษฐกิจ ของแต่ละประเทศในอาเซียนถูกลืมหายไป แต่ถ้าเราผนึกกำลังกัน 500 กว่าล้านคน กำลังซื้ออาจจะไม่แพ้มหาอำนาจในแง่หนึ่ง และเรามาทำอย่างเที่ยวนี้ ข้อตกลงด้านการค้าการลงทุน การขนส่ง ซึ่งเคยมีกระจัดกระจายก็เอามารวมกัน และจะมีการลงนามกันที่ชะอำ-หัวหิน ก็จะเป็นรากฐานที่ดีในการขยายตรงนี้ต่อไป ส่วนทางด้านสังคมวัฒนธรรม และโดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของประชาชน การประชุมครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่จะจัดให้ผู้นำได้พบกับอีกอย่างน้อย ๆ 3 กลุ่ม ปกติจะพบกลุ่มธุรกิจอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้จะได้พบกับกลุ่มสมาชิกสภา พบกับกลุ่มเยาวชน รวมไปถึงพบกับองค์กรภาคประชาชน ภาคประชาสังคม จริงอยู่เวลายังสั้นไปนิดหนึ่ง อาจจะวงยังไม่กว้างอย่างที่เราอยากเห็น แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นในการส่งสัญญาณที่สำคัญ เพราะฉะนั้น ถามว่าหน้าที่ของเราตรงนี้คือว่าในช่วงที่เรามาเป็นประธานในวาระที่สำคัญ ในเรื่องของการบังคับใช้กฎบัตร เราจะทำให้มีรากฐานที่เข้มแข็งในการเดินไปข้างหน้า และสร้างความตื่นตัวให้ประชาชนชาวอาเซียนเห็นถึงประโยชน์ของการรวมกลุ่มนี้ และมีฐานของการที่จะกระชับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นต่อไป

เลขาธิการอาเซียน ฟังแล้วอุ่นใจและมั่นใจว่าท่านนายกฯ เข้าใจพื้นถึงหลังแบล็กกราวน์ และผลประโยชน์ที่พึงจะเกิดขึ้นจากการประชุมครั้งสำคัญนี้ และภายใต้กฎบัตรจะเป็นการประชุมครั้งแรก เพราะฉะนั้น ทั่วโลกให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางบรรยากาศของปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาทางด้านการเมือง การเงิน ทั่วโลก อาเซียนกับอีก 3 ประเทศทางตะวันออก เขาเรียกอาเซียนบวก 3 คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี จะเป็นตัวหลักในการที่จะสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้น ถ้าไม่สามารถที่จะผลักดันให้เจริญเติบโตได้ อย่างน้อย ๆ อย่าให้กระทบ 13 ประเทศเราได้ตกลงกันแล้วที่ปักกิ่ง ช่วงการประชุมอาเซ็มเมื่อเดือนตุลาคมที่แล้ว ก็จะหันหน้าเข้าหากัน ขณะนี้จึงมุ่งมั่นเรื่องความริเริ่มเชียงใหม่ ซึ่งคิดไว้ตั้งแต่สมัยท่านธารินทร์ (นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์) สมัยท่านชวน (นายชวน หลีกภัย) รอบก่อนที่ประเทศในภูมิภาคนี้เจอปัญหาวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ Chiang Mai Initiative หรือความริเริ่มเชียงใหม่คือ มาตรการหนึ่งหรือยุทธศาสตร์หนึ่งที่ภูมิภาคนี้จะรวมตัวกันเพื่อที่จะเผชิญกับปัญหาความท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ นั่นก็คือมีวงเงินอยู่ก้อนหนึ่ง ซึ่งท่านนายกฯ จะเข้าใจดีในฐานะที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ มีวงเงินอยู่ก้อนหนึ่ง ก้อนนี้ต้องการที่จะขยายจาก 80,000 ล้าน เป็น 120,000 ล้าน เพื่อที่จะใช้เป็นกองทุนเพื่อที่ประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงสามารถที่จะขอยืมมาใช้ได้ในภาวะคับขันนั้น ไม่จำเป็นต้องไปขึ้นอยู่กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ตลอดไป ไม่จำเป็นจะต้องไปขึ้นกับสถาบันการเงินระดับโลก ซึ่งเราไม่ต้องที่จะเข้าไปทดแทน หรือสร้างขึ้นมาแข่ง เพียงแต่ว่าถ้าภูมิภาคของเราสามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ ด้วยงบประมาณหรือด้วยกองทุนที่เราจัดหาได้เอง รวบรวมเอามาจากเงินออมที่เรามีอยู่ซึ่งมากกว่าภูมิภาคอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในเอเชียตะวันออก อย่างน้อย ๆ จะเป็นกลไกอีกกลไกหนึ่งที่เป็นทางเลือกให้กับคนในเอเชีย และเอเชียตะวันออก รวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย นี่คือสิ่งที่ทั่วโลกขณะนี้ตั้งใจจ้องอยู่ว่าถ้าหากว่าประเทศในเอเชีย ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถที่จะหันหน้าเข้าหากัน ซึ่งจะพูดกันในวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ภูเก็ตว่า ถ้าทำได้ นี่ก็จะเป็นผลที่เป็นรูปธรรมที่สุดอันหนึ่งของกระบวนการอาเซียน

ผู้ดำเนินรายการ เหลืออีกเรื่องหนึ่งนะครับ ฟังดูด้านความมั่นคงในอดีต มั่นใจว่าประเทศเหล่านี้ถ้าไม่มีปัญหาถึงขั้นต้องเผชิญหน้าอย่างในอดีต ทางด้านเศรษฐกิจก็ดูเหมือนกับว่าไปได้ดีพอสมควร ทางด้านสังคมเรื่องขององค์กรสิทธิมนุษยชนที่ท่านนายกฯ ได้พูดสักครู่นี้ ตอนนี้คนไทยสนใจมากและคนในอาเซียนสนใจมาก องค์กรนี้ในที่สุดแล้วจะเป็นรูปเป็นร่างเมื่อไร จริง ๆ แล้วคนก็ถาม เดี๋ยวผมจะต้องถามท่านนายกรัฐมนตรีด้วยว่าจริง ๆ แล้วคนไทยได้อะไร หลังจากที่ครบทุก 3 เสา เริ่มต้นด้วยเรื่องขององค์กรสิทธิมนุษยชนก่อน และจะอธิบายอย่างที่ท่านนายกฯ ว่าคนไทยจะได้อะไรบ้าง

เลขาธิการอาเซียน ในกฎบัตรมีกำหนดเอาไว้ว่าต้องมี ซึ่งเป็นความพยายามของประชาคมโลก และคาดหวังมานานแล้วว่าอาเซียนก้าวหน้าและเจริญและพัฒนาไปมาก แต่ว่าไม่มีกลไกในภูมิภาคที่เรียกว่า Regional Mechanism ที่อื่นเขามีกันหมด เราจะมีกลไกนี้เพื่อที่จะดูแลเรื่องนี้ เพราะการที่จะมีมาตรฐานและเคารพในสิทธิมนุษยชนถือเป็นมาตรฐานของการพัฒนาอย่างหนึ่ง การที่จะดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชนของประชากรของตนเอง ฉะนั้นได้มีการยกร่างกรอบของหน่วยงานนี้ขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว อย่างน้อย ๆ เป็นร่างแรก และจะมีการพิจารณากันโดยรัฐมนตรีต่างประเทศที่ชะอำและหัวหินเหมือนกัน หลังจากนั้นเขาจะไปขัดเกลาไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกันอีกครั้งหนึ่ง และหวังว่าจะได้ประกาศใช้ได้ รับรองได้ในการประชุมของรัฐมนตรีต่างประเทศที่ประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการประชุมประจำปีในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ ที่น่ายินดีคือว่ามีคำอยู่ 2 คำในกฎบัตร ใช้คำว่า “ส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชน” Promote and Protect และในยกร่างที่มีอยู่ในขณะนี้เอาคำนี้ไปใช้ใน 9 มาตรา พูด 11 ครั้งว่าให้มีการ Promote and Protect สิทธิมนุษยชนของประชากรอาเซียน ซึ่งก็หมายความว่าต่อไปนี้เราให้ความสำคัญ เราจะสร้างความรู้สึก ความเข้าใจ การยอมรับในกฎเกณฑ์ ในมาตรฐาน ในค่านิยมนี้ และผลักดันให้คนทั้งอาเซียนรู้สึกและเข้าใจ หลังจากนั้นจะมีมาตรการและวิธีการที่จะช่วยกันปกป้อง ช่วยกันคุ้มครองอย่างไร ถ้าหากเราทำได้ จะเป็นความก้าวหน้าอีกมิติหนึ่งของการรวมตัวกันของเราในภูมิภาคนี้เท่าทันกับภูมิภาคอื่นของโลกเขา เพราะเป็นเรื่องสำคัญมาก สิทธิมนุษยชน

ผู้ดำเนินรายการ เป็นความหวังนะครับ ท่านนายกฯ ครับ อาเซียนก็เกิดในเมืองไทย เข้าใจว่าที่แหลมแท่น และตอนนี้ก็กลับมา คนไทยถามกันเยอะครับว่าคนไทยจะได้อะไร

นายกรัฐมนตรี อย่างที่เรียนนะครับว่าที่ผ่านมาอาเซียนมีบทบาทสำคัญที่รักษาความมั่นคงและความสงบในภูมิภาคมาโดยตลอด อันนี้บางทีเราอาจจะมีความรู้สึกว่าไม่ได้อะไร แต่ว่าถ้าเราไปดูภูมิภาคอื่น ๆ เกิดความขัดแย้งรุนแรงมากมาย ผมคิดว่าเราก็คิดว่าเราได้มามากพอสมควร ใช่ไหมครับที่สามารถที่จะใช้ชีวิตในช่วง 40 กว่าปีที่ผ่านมา ภายใต้ความสงบทั้ง ๆ ที่มีความหลากหลายค่อนข้างมากในภูมิภาค ทีนี้โอกาสทางด้านเศรษฐกิจก็มีการขยายตัวมาโดยตลอด จะเห็นได้ว่าสมัยหนึ่งเราบอกว่าเศรษฐกิจไทยส่งออกไปอเมริกา ไปญี่ปุ่น ไปยุโรป เดี๋ยวนี้ไปดูตัวเลขสิครับ อาเซียนกลับกลายเป็นตลาดและแหล่งลงทุนต่าง ๆ ที่มีความสำคัญชัดเจน

เลขาธิการอาเซียน เราส่งออกซื้อขายกันเอง 25 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกทั้งหมดของอาเซียน ซึ่งถือว่าสูงมาก

นายกรัฐมนตรี ขณะนี้....เป็นอันดับ 1 แล้ว เพราะฉะนั้น อันนี้แสดงให้เห็นถึงโอกาสที่เปิดกว้างมาก ทีนี้สิ่งที่เรากำลังทำในการประชุมครั้งนี้ ผมไม่เจาะจงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้เห็นภาพรวมด้วยก็คือว่าเรากำลังทำให้ชาวโลกเห็นว่าอาเซียนได้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งในเรื่องของการมีกฎเกณฑ์ และที่สำคัญคือได้พยายามเผชิญกับปัญหาที่อยู่ในความสนใจและตรงไปตรงมา ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจก็เป็นปัญหาหนึ่ง นอกเหนือจากเรื่องของความริเริ่มเชียงใหม่ ซึ่งในตัวของมันเองก็เป็นประโยชน์อย่างที่ท่านเลขาฯ พูดแล้ว แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเรากำลังส่งสัญญาณว่านี่จะเป็นแบบอย่างของการเปิดช่องทางให้ประเทศต่าง ๆ สามารถที่จะพึ่งพากลไกในภูมิภาคของตัวเอง นอกเหนือจากการมี IMF มีธนาคารโลก อันนี้คือสิ่งสำคัญ และผมก็คาดหวังและได้รับการขานรับจากผู้นำหลายประเทศแล้วคือว่าอาเซียนจะส่งสัญญาณด้วยว่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ เราจะเป็นตัวอย่างว่าไม่ปิดกั้นในเรื่องของการค้า การลงทุน ไม่แอบไปหลบ ไม่พยายามที่จะเอาตัวเองรอดโดยการที่จะไปเบียดเบียนคนอื่น เพราะว่าถ้าเกิดทำอย่างนั้น พังกันทั้งหมด อาเซียนก็จะเป็นตัวอย่างในการส่งสัญญาณนี้ เพราะว่าหลังจากที่เราประชุมอาเซียน จะมีการประชุมครั้งสำคัญที่ลอนดอนที่เรียกว่าการประชุมสุดยอดลอนดอนหรือ G 20 หรือ G 20 บวก ในขณะนี้ ความคาดหวังก็คือว่าเราจะไปแสดงให้เห็นว่าอาเซียนได้แสดงตัวอย่างแล้ว ขอให้ทุกประเทศยืนยันหลักการนี้ เพื่อที่ทุกประเทศจะได้สามารถฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปด้วยกัน มากกว่าต่างคนต่างพยายามเอาตัวรอด ซึ่งอันนี้ทั้งผมและทั้งท่านประธานาธิบดีอินโดนีเซียก็จะได้ไปมีส่วนร่วมในช่วงของการประชุมที่ลอนดอนในเดือนเมษายนด้วย

เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าอาทิตย์หน้าที่เราจะมีการประชุมผู้นำ เป็นการประชุมครั้งสำคัญ มีความหมายกับอนาคตของภูมิภาค อนาคตของประเทศไทย และความเป็นอยู่ของคนไทย ถ้าอาเซียนแสดงความพร้อมความแข็งแกร่ง นอกเหนือจากสิ่งที่เราตกลงกันเอง ผมเชื่อว่าจะเปิดทางไปสู่การที่อาเซียนไปตกลงกับภูมิภาคอื่น ในเรื่องเขตการค้า ในเรื่องการลงทุน ยกตัวอย่างที่ยุโรป ซึ่งมักจะเรียกร้องให้เรามีความชัดเจนในการร่วมมือกับภูมิภาคนี้มากขึ้น เพราะฉะนั้น ตรงนี้เป็นการประชุมที่สำคัญ และผมได้พูดตั้งแต่วันแรกที่มารับตำแหน่ง ท่านรองเลขาฯ คงจะจำได้ว่าผมยืนยันมาตลอดว่า งานนี้ไม่ใช่งานของผมหรือของรัฐบาลไทย งานนี้ขอให้เป็นงานของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เป็นงานของประชาชนคนไทยในฐานะพลเมืองของอาเซียนด้วย การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้จะช่วยเรียกความเชื่อมั่นและปูทางไปสู่การแก้ปัญหาภายในของเรา การแก้ปัญหาของภูมิภาค ได้อย่างมีความเชื่อมั่นกับนานาชาติ ก็ต้องขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนว่าเราต้องทำงานนี้ให้สำเร็จ เพื่อประโยชน์สุขของคนของเราเอง และเพื่อเป็นการเป็นพลเมืองที่ดีของอาเซียน

ผู้ดำเนินรายการ ฟังแล้วมั่นใจขึ้นเยอะในบรรยากาศที่การเมือง เศรษฐกิจโลกไม่ค่อนแน่นอน

เลขาธิการอาเซียน ขณะนี้โลกกำลังมองถึงกลไกและระบบเศรษฐกิจโลกหลังวิกฤต ซึ่งตรงนี้ครับพูดถึงเรื่องการปฏิรูปองค์กรสถาบันการเงิน IMF World Bank ทั้งหมดทั้งหลาย ผมคิดว่าต่อไปหลังจากนี้ ผมคิดว่าระบบเศรษฐกิจโลกจะต้องแบ่งเป็นหลายขั้ว ไม่สามารถที่จะไปพึ่งพาหัวรถจักรคันเดียว อย่างเช่น อเมริกา อย่างเช่น ยุโรป ต่อไปต้องมีเอเชีย ต้องมีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้น ตะวันออกกลางเกิดขึ้น เพื่อเฉลี่ยความเสี่ยงทั้งหมดทั้งหลาย ขณะนี้กำลังแข่งขันกันว่าใครจะเป็นจุดที่จะเกิดขึ้น เพื่อที่จะเป็นเสาหลักอีกเสาหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งหมด เศรษฐกิจโลก ก็มองไปที่เอเชียกันทั้งนั้น อย่างที่ท่านนายกฯ เรียนเมื่อสักครู่ว่า G 20 ที่เขาจะประชุมกันคือ G 20 ที่พูดกันถึงเรื่องการปฏิรูประบบการเงินและระบบเศรษฐกิจของโลก อาเซียนได้รับเชิญโดยท่านนายกฯ เป็นประธาน เขาเชิญผมไปด้วยในฐานะที่เป็นเลขาธิการขององค์กรนี้ เขาต้องการที่จะรู้ว่าแล้ววิธีการทำงานร่วมกันในภูมิภาคแบบอาเซียน จะเป็นตัวแบบตัวอย่างให้กับประชาคมโลกอย่างไร ขณะนี้โลกให้ความสนใจกับอาเซียนอย่างยิ่ง เรามีทูตที่เขาแต่งตั้งมาประจำอาเซียนขณะนี้แล้ว 16 ประเทศ ท่านนายกฯ และท่านรัฐมนตรีต่างประเทศก็เชิญเขาไปเพื่อที่จะร่วมเป็นสักขีพยานในการประชุมครั้งนี้ เพราะเขาสนใจเราเอามาก ๆ ว่า เราประสบความสำเร็จมาอย่างไร เรากำลังทำงานกันอย่างไร เราจะก้าวหน้าไปอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางวิกฤตในขณะนี้ทั่วโลก ถ้าเราทำได้สำเร็จ ถ้าเราทำให้ประทับใจเขา แน่นอนที่สุดครับเราจะกลายเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการเมือง และเรื่องของความมั่นคง และโลกทั้งโลกก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าถ้าเราประสบความสำเร็จ เขาจะมีภูมิภาคหนึ่งลดลงไป ที่เขาจะต้องเป็นห่วงและเป็นใย นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ

ผู้ดำเนินรายการ ท่านนายกฯ มีอะไรจะฝากไหม

นายกรัฐมนตรี คงไม่มีอะไรเพิ่มเติม นอกจากจะย้ำว่าตลอดสัปดาห์หน้าทั้งสัปดาห์ คือการที่เราจะเป็นเจ้าภาพต้อนรับบรรดามิตรประเทศของเราในอาเซียน ก็ย้ำอีกครั้งว่าเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนมาร่วมกันเป็นเจ้าภาพที่ดี และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทยของเราเอง และจะช่วยทำให้งานของเราข้างหน้าในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือปัญหาอื่น ๆ ของประเทศไทยนั้น ทำได้ด้วยความมั่นใจและด้วยการสนับสนุนจากนานาชาติครับ

ผู้ดำเนินรายการ ขอบคุณมากครับท่านนายกรัฐมนตรี และท่านเลขาธิการอาเซียน

เลขาธิการอาเซียน ขอบพระคุณครับ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.thaigov.go.th และ www.abhisit.org





บทความอื่นๆ