บทความ

เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์
05 ก.ย. 2553

เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์

สรุปประเด็น



คำต่อคำ

นายกรัฐมนตรีคาดเสนอกรอบเจรจาความร่วมมือโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนเข้าครม.ภายใน 2 สัปดาห์ (5/9/2010)
นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเข้าร่วมงานวันชาติของไทย (Thailand Day) ในงานมหกรรมเอ็กซ์โปโลก พร้อมนั่งรถไฟความเร็วสูง

วันนี้ (5 ก.ย.) เวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" เป็นครั้งที่ 84 โดยเป็นการบันทึกเทปรายการเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2553 ในระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเข้าร่วมงานวันชาติของไทย (Thailand Day) ในงานมหกรรมเอ็กซ์โปโลก (The World Exposition Shanghai China 2010) ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 4 - 5 กันยายน 2553 ผ่านระบบ Tele Presence ที่บริษัท ซิสโก้ นครเซี่ยงไฮ้มายังบริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลเวิลด์ ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ดังนี้

ช่วงที่ 1

สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ พบกันอีกครั้งนะครับในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ สำหรับสัปดาห์นี้ผมมาบันทึกเทปเมื่อวันเสาร์ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ผมเดินทางมาร่วมกับรัฐมนตรีหลายท่านนะครับ มาในงานที่ทางผู้จัดงาน World Expo ได้กำหนดให้วันนี้คือวันที่ 5 กันยายนนั้น เป็นวันที่ประเทศไทยเปรียบเสมือน เขาใช้คำว่า “วันชาติ” เพื่อที่จะมาเป็นพิธี จากการที่เราได้มาร่วมแสดงเป็นศาลาไทย และมีคนเข้ามาเยี่ยมชมมากมายในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงหลังของรายการจะได้มีการสนทนาพิเศษที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรงด้วย และนอกจากนั้นจะมีการเก็บบรรยากาศและการพูดคุยสนทนาวันที่ผมไปเยี่ยมชมบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งในช่วงประมาณปีเศษ ๆ ที่ผ่านมา สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงจากการที่อยู่ในภาวะขาดทุนเกือบ 20,000 ล้าน หรือกว่า 20,000 ล้านมาเป็นกำไร ปีนี้น่าจะเกิน 10,000 ล้านขึ้นไป ซึ่งก็เป็นการทำงานที่ต้องใช้ทั้งมืออาชีพและความเสียสละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพนักงาน ก็เป็นกรณีตัวอย่างซึ่งผมอยากให้พี่น้องประชาชนได้มองเห็นว่าถ้าในองค์กรหนึ่งองค์กรใดทุกฝ่ายร่วมแรงร่วมใจกันจริง ๆแล้วอาศัยความรู้ความสามารถในการแก้ไขปัญหานั้น ก็จะสามารถนำมาสู่ความสำเร็จได้ แต่ก็จะมีสิ่งท้าทายกรณีของบริษัท การบินไทยฯ อีกหลายเรื่อง ซึ่งจะมีการสนทนากันในช่วงหลังของรายการนี้

เตรียมจัดทำกรอบเจรจาไทย-จีนในการร่วมมือสร้างรถไฟความเร็วสูง

สำหรับช่วงต้นผมคงจะใช้เวลาเพียงสั้น ๆ ในการเล่าถึงงานในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากการเดินทางมาประเทศจีนที่มาร่วมในงาน World Expo แล้ว ผมได้พูดคุยกับทางทีมประเทศในประเทศจีน รวมไปถึงการพบปะกับชุมชนชาวไทย ส่วนหนึ่งเพราะว่าเรื่องของการเร่งความสัมพันธ์ทางด้านการค้าการลงทุนการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับจีนนั้น ยังมีลู่ทางศักยภาพอีกมาก ซึ่งได้มารับฟังปัญหาอุปสรรคในการทำงาน รวมทั้งแนวทางที่รัฐบาลจะได้มีการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-จีน ต่อไป ซึ่งนอกเหนือจากการพูดคุยกับทีมประเทศไทย ก่อนที่ผมเดินทางมาก็เป็นช่วงที่ทางท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ และท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรีกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ พร้อมกับทางกระทรวงคมนาคม ได้เริ่มต้นหารือกันเพื่อจัดทำกรอบการเจรจาระหว่างไทยกับจีนในการที่จะร่วมมือกันในเรื่องของการสร้างรถไฟ โดยใช้รางมาตรฐานและมีความเร็วสูงกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่ากรอบการเจรจานี้จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้น่าจะเป็นภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า และเสนอต่อรัฐสภาต่อไป

ผมเดินทางมาครั้งนี้ออกจากสนามบินเดินทางเข้ามาในกรุงเซี่ยงไฮ้นั้น ก็ยังเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงที่นี่ ซึ่งที่นี่นั้นก็ไปไกลถึงขั้นที่วิ่งได้ถึง 431 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นความเร็วสูงสุดช่วงที่ผมเดินทางเข้ามาจากสนามบิน ซึ่งเป็นระยะทาง 30 กิโลเมตร และใช้เวลาประมาณ 7 นาทีเท่านั้นเองก็มาถึง ซึ่งแสดงออกถึงความพร้อมของประเทศจีนในหลาย ๆ ด้าน อย่างไรก็ตาม โครงการนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่อย่างไร ก็มีขั้นตอนตามกฎหมายที่เราจะต้องนำเสนอกรอบการเจรจาเข้าสู่คณะรัฐมนตรีและสภาฯ ต่อไป แต่ว่าทางการรถไฟแห่งประเทศไทย และกระทรวงคมนาคม ก็ได้จัดเตรียมความพร้อมในประเด็นที่จะต้องมีการเจรจาหารือเอาไว้ เพื่อที่จะได้เร่งดำเนินการในเรื่องนี้ ปรับปรุงในเรื่องของระบบขนส่งคมนาคม โดยเฉพาะการขนส่งระบบรางที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

สัปดาห์ที่ผ่านมานั้นมีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ และมีงานนโยบายหลายด้านที่ได้มีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ในด้านเศรษฐกิจนั้นได้มีการประชุมครม.เศรษฐกิจ ทั้งที่เป็นการประชุมทางการ และการประชุมในวงเล็ก ติดตามปัญหาในเรื่องของราคาสินค้า ติดตามปัญหาในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งในช่วงที่สนทนากับพิธีรับเชิญคงจะได้มีการพูดคุยในเรื่องเหล่านี้ด้วย

รัฐบาลดูแลห่วงใยคุณภาพชีวิตของประชาชนที่มาบตาพุด

ส่วนในการประชุมคณะรัฐมนตรีก็มีเรื่องของการออกประกาศที่เกี่ยวข้องกับกิจการที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชนตามมาตรา 67 วรรค 2 ซึ่งจะไปพันกับเรื่องของมาบตาพุด อันนี้ก็เป็นไปตามมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ผมขอเรียนอย่างนี้ครับเนื่องจากยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่ว่าการพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ และคณะรัฐมนตรี นั้น ยังไม่ตรงกับข้อสรุปหรือข้อยุติของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่ได้มีการแต่งตั้งขึ้นก่อนหน้านี้ ก็เป็นเรื่องจริงครับ แต่อยากจะเรียนว่าที่ไม่ตรงกันเสียทีเดียวนั้น ความจริงไม่ได้เป็นปัญหาในเรื่องของการที่คิดเห็นต่างกัน หรือจะไม่ส่งเสริมสนับสนุนให้มีการดูแลในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน และชุมชน กิจการบางกิจการที่ไม่ได้ประกาศออกไปจาก 18 กิจการ เช่น กรณีการสูบน้ำเกลือจากใต้ดิน ที่ไม่ได้ประกาศเพราะว่ารัฐบาลไปไกลกว่านั้นแล้วครับ คือว่าห้าม ประกอบการหรือทำกิจการอันนี้เป็นเด็ดขาด ไม่มีการอนุญาตเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ต้องมาขออนุญาตและมาดำเนินการตามมาตรา 67 วรรค 2 เป็นต้น บางเรื่องเช่นที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเสนอมา เป็นเรื่องของการไปกำกับโดยตัวพื้นที่ด้วย เนื่องจากว่าตามการออกประกาศตามกฎหมายจะออกประกาศในลักษณะประกาศเป็นประเภทกิจการไม่ได้ แต่ก็มีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ชัดเจนครับว่าการดำเนินโครงการใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คือต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ เช่น มรดกโลก อุทยานประวัติศาสตร์ หรือพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ รวมถึงสิ่งก่อสร้างที่ลงไปในทะเล ในพื้นที่ที่เป็นการท่องเที่ยว อย่างนี้เป็นต้น กรณีเช่นนี้ทางคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ หรือคณะผู้ชำนาญการที่พิจารณารายงานผลวิเคราะห์และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ก็จะสามารถประกาศเป็นพื้นที่ที่เพิ่มเติมได้ต่อไปในอนาคต เพื่อที่จะให้เข้าสู่กระบวนการตามมาตรา 67 วรรค 2อย่างนี้เป็นต้น

ส่วนกิจการอื่นๆ ที่ไม่ได้ประกาศบางกิจการเห็นว่าไม่น่าจะดำเนินการ เพราะว่าจะเป็นข้อจำกัดในการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน เช่น กรณีของโครงการชลประทาน เพราะว่าโครงการชลประทานถ้าหากว่าทำตามมาตรา 67 วรรค 2 น่าจะเป็นภาระกับทางพื้นที่และพี่น้องประชาชนค่อนข้างมาก ในขณะที่กิจการที่เกี่ยวข้องกับเขื่อนก็ดี หรือการทำประตูระบายน้ำก็ดี หรือการผันน้ำก็ดี การกำหนดให้ทำรายงานผลกระทบหรือผลวิเคราะห์ต่อสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว กรณีของเขื่อนนั้นจะเป็นไปตามมาตรา 67 วรรค 2 ด้วย ส่วนกรณีของการผันน้ำกับเรื่องของประตูระบายน้ำนั้นเนื่องจากในปัจจุบันยังไม่ได้กำหนดให้ทำ EIA เลย เราก็เริ่มต้นจากการให้ทำรายงานผลกระทบ มีผลวิเคราะห์ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อน อย่างนี้เป็นต้น ส่วนที่เหลือจะเป็นเรื่องของกิจการของเตาเผาขยะติดเชื้อ ซึ่งได้เคยพูดคุยไปก่อนหน้านี้ว่าปัญหาจริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่ตัวกิจการเตาเผา แต่เป็นวิธีการของการกำจัดขยะติดเชื้อมากกว่า ซึ่งจะต้องทำงาน คือให้ทำ EIA หรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของมาตรฐานทางด้านสาธารณสุข อย่างนี้เป็นต้น

จริงอยู่ครับในรายละเอียดของบางกิจการที่ประเภทกิจการที่ประกาศอาจจะมีการกำหนดเงื่อนไขขนาดของโครงการที่แตกต่างไปจากข้อยุติของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายอยู่บ้าง แต่จริง ๆ แล้วถ้าจะยกตัวอย่างเทียบเคียงก็คือว่ากรณีที่ศาลปกครองได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องของโครงการต่าง ๆ ที่มาบตาพุด พูดง่าย ๆ คือยกคำร้องไป 70 กว่าโครงการ แต่ว่าที่จะต้องดำเนินการอยู่ 2 โครงการก็ขอเรียนได้ว่าถ้าเอาประกาศตามที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่ได้ข้อยุติมา มาใช้เป็นบรรทัดฐาน แทนที่จะเป็นประกาศหรือตามมติคณะรัฐมนตรี ก็ไม่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามด้วยซ้ำ เพราะว่าดูเหมือนจะมี 1 กิจการ ซึ่งถ้าตามประกาศของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย จะสามารถดำเนินการต่อไปได้เลย แต่ว่าพอเรามาเข้มงวดในเรื่องของเงื่อนไข หรือเปลี่ยนแปลงในเรื่องของเงื่อนไข ศาลก็ได้มีการวินิจฉัยว่าจะต้องดำเนินการตามมาตรา 67 วรรค 2

เพราะฉะนั้น ผมอยากจะให้ความมั่นใจว่าที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ และคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาไปนั้น ได้คำนึงถึงมาตรฐานสากล ได้ดูลงไปในรายละเอียดของเงื่อนไข และได้ยึดตามเจตนารมณ์ที่สะท้อนออกมาเป็นความห่วงใยของพี่น้องประชาชนผ่านคณะกรรมการ 4 ฝ่ายอยู่แล้ว และงานในเรื่องของการดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องที่มาบตาพุด มีเรื่องที่จะต้องเร่งทำต่อไป คือการศึกษาขีดความสามารถในการรองรับอุตสาหกรรมในภาพรวม ไปจนถึงโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณไป เพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นระบบข้อมูล การเตือนภัย การป้องกัน ไปจนถึงเรื่องของโรงพยาบาล เรื่องของการกำจัดขยะ ซึ่งรัฐบาลจะได้เร่งรัดต่อไป

สั่งศธ.หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานเชิงป้องกันเชิงรุกแก้ปัญหาเด็กนักเรียนตีกัน

นอกจากเรื่องนี้นะครับมีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งอยู่ในความสนใจในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คือปัญหาของเด็กนักเรียนที่ตีกัน และก็เกิดความรุนแรง จนกระทั่งนำไปสู่ความสูญเสียของบุคคลที่ไม่ได้ควรจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย อันนี้ก็ขอเรียนครับว่าทางรัฐบาลได้กำชับว่าเจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด นอกจากนั้นขณะนี้ทางปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้รับมอบหมายให้ไประดมความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางตำรวจ หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่จะทำงานในเชิงการป้องกันและทำงานในเชิงรุก และผมได้ขอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในมาตรการที่จะเสริมเข้าไปในวันอังคารที่จะถึงนี้

ปรับสถานภาพครูในศูนย์เรียนรู้ชุมชนเป็นพนักงานราชการ

เรื่องอื่น ๆ ก็มีอีกเยอะนะครับ แต่ว่าเวลามีจำกัดครับ อยากจะเรียนสั้น ๆ ว่ามีเรื่องหนึ่งซึ่งมีการร้องกันมามาก และนานพอสมควรคือกรณีของครูที่อยู่ในศูนย์เรียนรู้ชุมชนที่ต้องการปรับสถานภาพเป็นพนักงานราชการ ก็ขอเรียนว่าคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาก็ได้มีการอนุมัติเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเราก็หวังว่าจะทำให้สถานภาพของบุคลากรเหล่านี้มีความมั่นคงมากขึ้น และจะเป็นบุคลากรที่สามารถที่จะช่วยยกระดับคุณภาพของศูนย์เรียนรู้ชุมชน เพื่อประโยชน์ในเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิตของพี่น้องประชาชนคนไทย วันนี้หมดเวลาในช่วงนี้แล้วนะครับ เดี๋ยวกลับมามีทั้งเรื่องของการสนทนาที่เกี่ยวข้องกับบริษัท การบินไทยฯ และการเดินทางมาประเทศจีนในครั้งนี้ครับ

ช่วงที่ 2

ผู้ดำเนินรายการ สวัสดีท่านผู้ชมครับ ผมกับรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์นะครับ ผมภัทร จึงกานต์กุล รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการประจำสัปดาห์นี้ครับ ก็ต้องเรียนท่านผู้ชมนะครับ ตอนนี้ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ฯ และคณะรัฐมนตรีมีการเดินทางไปยังประเทศจีน เพื่อไปเตรียมแสดงความพร้อมจุดยืนของประเทศไทยในการจะอาสาเป็นเจ้าภาพการจัดงาน World Expo 2020 รวมถึงประเด็นต่าง ๆ ที่น่าสนใจเกิดขึ้นตลอดสัปดาห์มากมาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง วันนี้รายการของเราเป็นการบันทึกเทป และก็เป็นการยิงสัญญาณตรงมาจากทางประเทศจีนเลยนะครับ วันนี้เราอยู่กับทั้งท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่านอิสสระ สมชัย อยู่กับเราทั้งสองท่านแล้ว สวัสดีครับทั้งสองท่านครับ

นายกรัฐมนตรี / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สวัสดีครับ

ผู้ดำเนินรายการ ขอเรียนถามทั้งสองท่านเลยนะครับ เริ่มต้นประเด็นที่ตอนนี้ไหน ๆ ทุกท่านก็อยู่ที่เมืองจีน ความพร้อมล่าสุดของการเตรียมประกาศตัวสำหรับเมืองไทยในการเป็นเจ้าภาพ World Expo 2020 นี้เป็นอย่างไรบ้างครับ

นายกรัฐมนตรี อยากจะขอเล่าให้ฟังอย่างนี้นะครับว่า ผมเดินทางมาครั้งนี้ก็เนื่องจากว่าการจัด Expo ปีนี้ของประเทศจีน (The World Exposition Shanghai China 2010) ก็จะมีการกำหนดวันที่จะให้แต่ละประเทศสามารถที่จะมาจัดงาน จะใช้คำว่าเหมือนกับเป็นวันชาติของแต่ละชาติ ซึ่งของประเทศไทยก็จะตรงกับวันที่ออกอากาศอยู่ในขณะนี้นะครับก็คือวันอาทิตย์ ซึ่งผมจะทำหน้าที่ในการที่จะมาเปิด เป็นประธานในพิธีเปิดงานนั้น ก็เลยถือโอกาสว่าที่คณะรัฐมนตรีมีมติอยากจะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการจัด Expo ในอีก 10 ปีข้างหน้า ก็จะใช้โอกาสนี้ในการที่จะเกริ่นไว้ ส่วนรายละเอียดของการเสนอตัวนี้ยังจะต้องมีรายละเอียดอีกมาเพราะว่าเราจะต้องไปหาข้อยุติในเรื่องของสถานที่ที่ชัดเจน ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็ได้มอบหมายทาง สสปน. ไปแล้ว ซึ่งก็จะได้ข้อยุติใน 7 เดือนข้างหน้า และคิดว่าในครึ่งปีแรกของปีหน้าก็จะสามารถที่จะยื่นเสนอตัวอย่างเป็นทางการได้ แต่อย่างน้อยที่สุดคือเราจะใช้โอกาสนี้ในการประกาศความสนใจในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพนะครับ ที่มาครั้งนี้ก็ท่านรัฐมนตรีอิสสระคงจะคุยในรายละเอียดได้ในเรื่องของการทำงานของเราโดยเฉพาะของศาลาไทย ซึ่งจนถึงวันนี้ก็มีผู้ที่มาเข้าชมมากกว่า 4 ล้านคนนะครับ ถือได้ว่าประมาณเกือบ 1 ใน 10 ของทุกคนที่มางาน World Expo ก็มาศาลาไทยของเรา ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี และก็การที่เราให้ความสำคัญกับงานนี้ก็เป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน และวันนี้ผมเดินทางเพิ่งมาถึง ก็พบปะพูดคุยกับทีมประเทศไทย เพื่อที่จะได้พูดถึงเรื่องของอนาคตความสัมพันธ์ทางด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ที่จะต้องมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และก็คิดว่าเรามีลู่ทางและโอกาสอีกมากในภาวะที่จีนเอง ทุกคนทราบดีว่ากำลังเติบโตอย่างรวดเร็วครับ

ผู้ดำเนินรายการ ถ้าเกิดดูความพร้อมของไทยในแง่การที่จะอาสาเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Expo นี้ เห็นบอกว่ามีคู่แข่งที่อยากจะเสนอตัวเข้ามาก็เยอะเหมือนกัน ไทยเราดูศักยภาพทุกด้านแล้วเทียบกับประเทศต่าง ๆ นี้เราพร้อมกว่าเขาแค่ไหนอย่างไรในปัจจุบันครับ

นายกรัฐมนตรี เรากำลังพูดถึงการจัดงานในอีก 10 ปีข้างหน้านะครับ เพราะฉะนั้นในอีก 10 ปีข้างหน้าต้องมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น การดูความพร้อม เขาก็จะต้องดูเรื่องสถานที่ เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และเรื่องของข้อเสนอเกี่ยวกับแนวคิดของการจัดงาน ซึ่งกรณีของประเทศไทยผมคิดว่าเรามีภาพที่ชัดเจนว่าขณะนี้เราเป็นเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างค่อนข้างรวดเร็ว กำลังมีการลงทุนในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะเรื่องการขนส่ง คมนาคม ค่อนข้างจะมากนะครับ และก็เมืองที่ขณะนี้เราพิจารณาอยู่ไม่ว่าจะเป็นชลบุรี อยุธยา หรือเชียงใหม่ ก็มีความน่าสนใจ ความดึงดูดอยู่ และแนวคิดที่เราจะนำเสนอนี้ก็จะเป็นเรื่องของความสมดุลและความยั่งยืน ซึ่งเราก็มั่นใจว่าแนวคิดนี้ในอีก 10 ปีข้างหน้าก็ยังคงเป็นแนวคิดที่จะสอดคล้องกับสถานการณ์ของโลก อยู่ในความสนใจของประชาคมทั่วโลก เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยู่ในช่วงของการพัฒนาเหล่านี้ การได้มีโอกาสมาเยี่ยมชมงานครั้งนี้ก็จะทำให้เราเก็บเกี่ยวหลายสิ่งหลายอย่างกลับไปนะครับ เพราะว่าการจัดของจีนก็ต้องถือว่าเป็นการจัดที่ยิ่งใหญ่มาก ของเขาเอง 6 เดือนตั้งเป้าว่าจะมีคนเข้าชม 70 ล้านคน เรากำลังพูดถึงการจัดงานที่มีคนไปมากที่สุดนะครับ คือถ้าเทียบกันแล้วไม่น่าจะมีงานใหญ่ไหนที่จะมีคนเข้าไปเยี่ยมชมมาก

ผู้ดำเนินรายการ ฟุตบอลโลก โอลิมปิก ยังไม่เท่าเลย

นายกรัฐมนตรี เรื่องโอลิมปิกมันก็เป็นช่วงของมัน แต่นี้เราพูดถึงการจัดถึงครึ่งปีนะครับ และพื้นที่ที่ใช้ก็กว้างใหญ่มากทีเดียวครับ

ผู้ดำเนินรายการ ต่างชาติเขาตื่นเต้นไหมครับพอทราบว่าไทยอยากจะอาสาขอเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน

นายกรัฐมนตรี ตอนนี้ยังเร็วเกินไปครับเพราะว่ามันยังไม่ได้อยู่ในช่วงที่มีการเสนอเป็นทางการ การเสนอตัวเป็นทางการจะเริ่มต้นปีหน้า เพียงแต่ว่าหลายเมืองขณะนี้ก็เริ่มประกาศความสนใจ เราก็ใช้โอกาสในการเดินทางมาครั้งนี้ที่จะเริ่มต้นกระบวนการของเราครับ

ผู้ดำเนินรายการ ถ้าอย่างนั้นผมขออนุญาตเรียนถามทางท่านรัฐมนตรี พม. บ้างนะครับ ท่านอิสสระ ว่าในแง่ในมุมของทุกภาคส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในความเป็นคนไทยที่ช่วยทำให้งานนี้เกิดขึ้นได้จริง เราได้เป็นเจ้าภาพในปี 2020 นี้ความพร้อมของเรา ณ ปัจจุบัน และมองไปในอนาคต ศักยภาพนี้เรามีพร้อมแค่ไหน อย่างไรครับ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผมก็พูดความพร้อมในการที่จะจัดในปี 2020 นะครับว่า คงจะต้องมีการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมมากพอสมควรนะครับ เพราะว่าประสบการณ์จากการจัดครั้งนี้ก็ใช้เตรียมความพร้อมเป็นปีนะครับ เฉพาะศาลาไทยอันเดียวนะครับ

ผู้ดำเนินรายการ เฉพาะงานครั้งนี้ 2010 นะครับ เราเตรียมกันมาเป็นปี ๆ เลย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผมเตรียมงานล่วงหน้ามาเป็นปีนะครับ

ผู้ดำเนินรายการ และเฉพาะในส่วนของประเทศไทยเราด้วยนะ เป็นปี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งเราได้รับมอบพื้นที่ในการจัดงานเพียง 2 ไร่ ซึ่งทางเจ้าภาพเขามอบให้เรา ผมก็มาดำเนินการรับมอบที่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 52 นะครับ และก็ดำเนินการก่อสร้างอะไรต่าง ๆ และในขณะเดียวกันประเทศที่มาร่วมจัดงานทั้งหมด 192 ประเทศ แล้วก็มีองค์กรเอกชนอีก 50 แห่งมาร่วมจัดงานในครั้งนี้ครับ เพราะฉะนั้นพื้นที่ในการใช้จัดงาน Expo เซี่ยงไฮ้ครั้งนี้ ทั้งหมด 3,300 ไร่ เพราะฉะนั้นประสบการณ์จากที่เรามาร่วมการจัดงานครั้งนี้ คงจะต้องนำไปเป็นข้อมูลสำหรับเตรียมในการจัดงานของเราต่อไป สำหรับศาลาไทยก็เรียนให้ทราบนะครับที่เรามาจัดครั้งนี้ ได้รับความนิยมอยู่ในระดับสูงสุดนะครับ ติด 1 ใน 7 มาตลอดตั้งแต่วันเปิดงานมาเลย จำนวนผู้เข้าชมงานทั้งหมดศาลาไทยเดี๋ยวนี้ 4,300,000 เราตั้งเป้าไว้ว่าจะได้มีคนเข้ามาเยี่ยมชมศาลาไทยนั้น 10 เปอร์เซ็นต์ของคนเข้ามาดูทั้งหมดกว่า 17 ล้านคน คิดว่าเป้านี้คงจะทำได้ครับ

ผู้ดำเนินรายการ ทีนี้ประเด็นที่หลายคนเป็นห่วงกันมากคืองบประมาณที่ใช้ เพราะว่าอย่างถ้าเกิดเป็นเฉพาะศาลาไทย แค่ 2 ไร่อย่างที่ท่านรัฐมนตรีบอก ก็มีงบประมาณหนึ่งน่าจะจัดได้ แต่ว่า 10 ปีข้างหน้าเราจะเป็นเจ้าภาพทั้งงาน งบประมาณที่ใช้มันต้องเท่าไร และเรามีความพร้อมสำหรับงบประมาณเงินก้อนนี้ขนาดไหนอย่างไรครับ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ถ้าพูดถึงเรื่องงบประมาณนะครับ ขอเรียนให้ทราบเฉพาะศาลาไทยที่เราทำอยู่เวลานี้นะครับ ใช้งบประมาณทั้งหมด 590 ล้าน นี่เริ่มตั้งแต่วางรากฐานเสาเข็มอะไรขึ้นมาเลยนะครับ จนกระทั่งเสร็จงานและรวมทั้งค่ารื้อถอนด้วย แต่ที่เขาจัดงานที่เซี่ยงไฮ้ Expo เจ้าภาพ ในภาพรวมทั้งหมดนะครับเป็นจำนวนเงินรู้สึก 1.4 หรือ 1.5 ล้านล้านบาทนะครับ ค่อนข้างจะมากนะครับ

ผู้ดำเนินรายการ เกือบ ๆ งบประมาณรายจ่ายประจำปีเราเลยครับ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่ที่เราจะจัดที่กรุงเทพฯ นั้นผมคิดว่าเรื่องเงินก็เป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องมาเตรียมพร้อมเหมือนกันครับ

ผู้ดำเนินรายการ ก็ต้องเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันหารือกันต่อไปนะครับ

นายกรัฐมนตรี อยากให้เห็นภาพอย่างนี้นะครับว่าการที่จะวางแผนในการจัดงาน มันคงไม่ใช่งานนิทรรศการเล็ก ๆ ที่จะต้องเลิกรากันไป เรากำลังคิดถึงเรื่องของการพัฒนาบางพื้นที่ควบคู่ไปกับการจัดงาน เพราะว่าสิ่งที่มันเป็นมาตรฐานที่เขากำหนดเอาไว้นี้ มันมีเรื่องของระบบขนส่งมวลชน ที่จะต้องสามารถที่จะนำคนเข้าไปชมงานได้ เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึงเงินลงทุนนี้ มันจะมีทั้งในส่วนที่อาจจะเป็นการจัดงานเป็นการเฉพาะ บวกกับเรื่องของการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานหลายอย่างนี้ หรือแม้กระทั่งบางส่วนของงานนี้ อาจจะสามารถเก็บไว้ใช้ประโยชน์เป็นการถาวรได้อีก เหมือนกับของจีนนี้ก็จะมีในส่วนของเขาที่เขาเก็บไว้เป็นอาคารถาวร แต่ว่าบางส่วนก็จะรื้อทิ้งไปเมื่องานเสร็จ อย่างนี้เป็นต้น

ผู้ดำเนินรายการ แต่อยากให้ส่วนใหญ่สามารถต่อยอดต่อได้ ถูกไหมครับ

นายกรัฐมนตรี ใช่ครับ ๆ และก็พื้นที่ที่จะกำหนดก็คงจะต้องมีความชัดเจนเหมือนกันว่า ก่อนและระหว่างการจัดงาน หลังการจัดงาน จะใช้ประโยชน์จากพื้นที่อย่างไร เพราะฉะนั้นอันนี้ 7 เดือนข้างหน้าเป็นงานหนักที่จะต้องได้ข้อสรุปตรงนี้มา

ผู้ดำเนินรายการ ซึ่งก็หวังใจว่าถ้าเศรษฐกิจไทยจากนี้ไปอีก 10 ปีเติบโต ฟื้นตัวแข็งแรงอย่างต่อเนื่อง เราน่าจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร ในการหาซึ่งงบประมาณในการมาจัดงาน ประเด็นตอนนี้ที่หลายคนเป็นห่วงกันอยู่คือเรื่องของทิศทางค่าเงินบาทตอนนี้ครับท่านนายกฯ หลายคนบอกว่าแข็งค่าเหลือเกิน และก็ภาคส่งออกซึ่งเป็นพระเอกสำคัญในการทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตตอนนี้เริ่มมีเสียงบ่นกันดังขึ้นมาเรื่อย ๆ แว่วว่าอาจจะแตะขึ้นไปถึง 30 บาทต่อดอลลาร์ฯ เตรียมรับมือเรื่องนี้อย่างไรครับตอนนี้

นายกรัฐมนตรี เดี๋ยวจะกระโดดเร็วเกินไปนะครับ ระยะกลางระยะยาวนี้ผมคิดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจขณะนี้เป็นที่น่าพอใจนะครับ ตรงที่ว่าค่อนข้างที่จะมีเสถียรภาพนะครับ ก็มีความหลากหลายในแง่ของตัวที่มารองรับการขยายตัว คือส่งออกนี้เป็นพระเอกมาระยะหนึ่ง แต่ขณะนี้การบริโภคภายในประเทศก็ดี การลงทุนของภาคเอกชนก็เริ่มกลับมา ขณะเดียวกัน 2 - 3 ปีข้างหน้า รัฐบาลยังทำหน้าที่ในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานตามแนวคิดไทยเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นระยะกลาง ระยะยาว ผมยังมั่นใจนะครับ และก็ในส่วนของการจัดเก็บรายได้ก็พูดกันมามากนะครับในช่วงการอภิปรายงบประมาณว่า ขณะนี้ก็เกินเป้า และเราจะกลับสู่ภาวะที่ค่อนข้างจะเป็นปกติทางด้านการเงินการคลังได้ก่อนที่มีการวางแผนเอาไว้ก่อนหน้านี้ในช่วงที่วิกฤตเกิดขึ้นใหม่ ๆ ทีนี้เรื่องค่าเงินนี้ ผมมองว่ามันก็เป็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ นะครับ เพราะว่าเราอยู่ในระบบอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งมีการลอยตัว มีการเปลี่ยนแปลงนะครับ ปัญหาขณะนี้ผมอยากจะบอกอย่างนี้ว่า เราอยู่ในเมืองไทยเรามองว่าเป็นปัญหาค่าเงินบาท แต่จริง ๆ แล้วค่าเงินในภูมิภาคมันเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันนะครับ ถ้ามองอีกด้านหนึ่งก็บอกเป็นปัญหาของค่าเงินดอลลาร์ ค่าเงินยูโร ที่อ่อนตัวลง เพราะว่าปัญหาเกิดขึ้นจากทางนั้นมากกว่า พอตรงนี้จริง ๆ แล้วผลกระทบในเชิงขีดความสามารถการแข่งขันของการส่งออก พูดถึงว่าราคาสินค้าไทยเปรียบเทียบกับราคาสินค้าประเทศอื่น ๆ ที่เป็นคู่แข่งขันโดยเฉพาะในภูมิภาคเดียวกันนี้ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก แต่ปัญหาเกิดจากผู้ส่งออกก็ตรงที่ว่าขายของแล้วได้เงินกลับคืนมาเป็นเงินบาทน้อยลง เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมถึงบอกว่าเราอาจจะต้องระมัดระวัง ถ้าเราไปมองปัญหาค่าเงินบาทว่าเป็นเรื่องของการที่จะไปเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนนี้มันคงไม่ใช่ แต่ถ้าเราคิดว่าจำเป็นจะต้องมีมาตรการที่จะช่วยเหลือในแง่ของรายได้ของผู้ส่งออกซึ่งต้องแยกอีกนะครับว่าเป็นผู้ส่งออกซึ่งใช้วัตถุดิบที่นำเข้ามาเยอะ ๆ นี้ก็ไม่กระทบเท่าไร เพราะว่าเวลาค่าเงินแข็งนี้ต้นทุนเขาลดลงไปด้วย แต่คนที่จะกระทบมากก็คือคนที่ส่งออกโดยใช้วัตถุดิบที่อยู่ภายในประเทศเป็นหลัก ตรงนี้อาจจะต้องดูว่าเขาได้รับผลกระทบกระเทือนมากน้อยแค่ไหน แต่เท่าที่ดูในขณะนี้แนวโน้มการส่งออกในเชิงปริมาณนี้ไม่ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันค่าเงินเราก็ต้องยอมรับว่า ถ้ามันเป็นการเคลื่อนไหวตามพื้นฐาน ปัจจัยพื้นฐานเราคงไปฝืนมันไม่ได้ สิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะคอยทำก็คือจะเข้าไปบริหารจัดการไม่ให้มันผันผวนมากเกินไป

ผู้ดำเนินรายการ แทรกแซงเป็นบางครั้ง

นายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องของเร็วหรือแรงเกินไป กับสอง ที่ได้คุยกันเป็นการภายในในวงเล็กที่เรียก ครม.เศรษฐกิจเล็กที่ผมนัดมาวันก่อนนี้ ก็คือว่าให้เขาจับตาดูว่าถ้ามันมีการเคลื่อนไหวของเงินทุน ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของปัจจัยพื้นฐาน คือเข้ามาในลักษณะเก็งกำไรนี้ ก็ต้องดู ถ้ามีตัวนี้มาก ๆ ก็ต้องมีมาตรการในการที่จะจัดการ

ผู้ดำเนินรายการ ที่นี้ถ้าเป็นภาษาชาวบ้านไม่รู้เรื่องอะไรนี้ถามมานี้ เงินบาทแข็งค่าหรือภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นช่วงนี้ หลายคนบอกว่าข้าวของราคาจะแพงขึ้นหรือเปล่าครับท่านนายกฯ

นายกรัฐมนตรี ที่จริงแล้วถ้าเงินบาทแข็งตัวขึ้นนะครับ น้ำมันจะต้องถูกลง ถูกไหมครับ เพราะเรานำเข้าน้ำมันมา พอแปลงมาเป็นเงินบาทมันก็จะถูกลง อันนี้จะเป็นตัวช่วยตัวหนึ่ง และก็จะมีต้นทุนหลายตัวที่เรานำเข้าจากต่างประเทศ ก็จะลดแรงกดดันลง แต่ว่าข้าวของที่อาจจะแพงขึ้นตอนนี้มันมีสองสาเหตุ สาเหตุหนึ่งก็คือพอเศรษฐกิจฟื้นตัว แน่นอนพอเศรษฐกิจดีนี้ ความขาดแคลนในเรื่องต่าง ๆ ก็จะมีมากขึ้น การผลิตอาจจะตามไม่ทันความต้องการ อันนี้ก็จะเป็นแรงกดดันแรงหนึ่ง ประการที่สองก็จะมีเรื่องของมาตรการต่าง ๆ ที่เราได้ขอความร่วมมือกับภาคเอกชนเอาไว้ ว่าช่วงที่พี่น้องประชาชนยากลำบากนี้ เขาบอกต้นทุนเขาขึ้น เขาอยากจะขอขึ้นราคาสินค้า เราขอความร่วมมือเขาไว้

ผู้ดำเนินรายการ ตรึงไว้ก่อนได้ไหม

นายกรัฐมนตรี ซึ่งมันจะสิ้นสุดลงปลายเดือนนี้ แต่ว่าผมได้ประชุมครม.เศรษฐกิจ เป็นห่วงเรื่องนี้ ก็ได้ดูครับ และพบว่าขณะนี้ก็ยังไม่มีคำขอเข้ามานะครับว่าจะขอปรับราคาสินค้าขึ้น เพราะว่าในสินค้าหลาย ๆ ตัวโดยปัจจัยทางต้นทุนบ้าง การแข่งขันบ้าง อาจจะยังไม่ค่อยมีการขยับที่จะขึ้นราคามากนัก แต่ก็ได้กำชับว่ากลไกการดูแลราคาสินค้าของพี่น้องประชาชนต้องปรับปรุงมากขึ้นไปอีกนะครับ เช่น การเผยแพร่ราคาที่ควรจะเป็นที่เรียกราคาแนะนำ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะต้องคำนวณตลอดเวลา และก็ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในทุกพื้นที่ ให้ไปดูในประเด็นอย่างเช่นว่า ในบางสถานที่จะมีการขายของราคาแพงกว่าข้างนอก ผมก็ยกตัวอย่างกรณีศูนย์ราชการ ที่มีเสียงบ่นมาว่าราคาอาหาร น้ำดื่ม แพงหรือเปล่า เพราะอะไร ก็ให้ไปดูเป็นพื้นที่ ๆ ไปด้วยนะครับ พร้อม ๆ กันไปนั้น การดูแลว่าไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบในสินค้าต่าง ๆ อันนี้เป็นหน้าที่โดยตรงของกระทรวงพาณิชย์อยู่แล้ว ซึ่งก็ได้มีการซักซ้อมทำความเข้าใจกัน ผมก็จับตาดูอยู่ครับ ได้ข่าวว่าคือที่เป็นห่วงจะเป็นพวกอาหารสัตว์ อย่างเช่น อาหารปลา มีข่าวว่าอาจจะมีการขยับขึ้นนี้ผมก็ได้ขอให้กระทรวงพาณิชย์รีบเข้าไปดู เพราะว่าถ้าต้นทุนตรงนี้ขึ้น อีกไม่กี่เดือนก็จะมากระทบกับพี่น้องประชาชน แต่ว่าบางอย่างก็เริ่มคลายตัวไปนะครับ ดีขึ้น ช่วงก่อนหน้านี้ช่วงที่แล้งมาก ๆ ผักจะแพงเป็นพิเศษ ตอนนี้ก็อยู่ในภาวะที่เรียกว่าเริ่มคลายปัญหานี้ไปบางแล้ว

ผู้ดำเนินรายการ ท่านนายกฯ ครับ ถ้าอย่างนั้นจากประเด็นเศรษฐกิจ ผมขออนุญาตทั้งสองท่านตัดมาเป็นประเด็นเรื่องการเมืองเลยนะครับ สัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องร้อน ๆ เกี่ยวกับการเมืองหลายเรื่อง ทั้งเรื่องเหตุการณ์ความไม่สงบในหลายจุดทั่วกรุงเทพฯ ทั้งที่สถานีโทรทัศน์ NBT ที่คิงพาวเวอร์ แล้วก็มีประเด็นที่ทางพรรคเพื่อไทย ทางฝ่ายค้านเอง ก็ยื่นข้อเสนอที่จะเป็นแนวทางปรองดอง 5 ข้อกับทางพรรครัฐบาล รวมถึงประเด็นล่าสุดวันนี้เองนะครับวันเสาร์ที่เราทำการบันทึกเทปกัน ทางคุณต่อพงษ์ ไชยสาส์น ได้เดินทางไปพบกับคุณวิคเตอร์ บูท เป็นเหตุการณ์ล่าสุด ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ท่านนายกฯ มีอะไรอยากจะพูดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ไหมครับ มันเยอะมันพันกันไปหมดเลยครับเรื่องตอนนี้

นายกรัฐมนตรี ผมที่อยากจะพูดก็คือว่าอย่าคิดมากนะครับ และก็อย่าโยงแต่ละเรื่องเข้าไปเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตนะครับ ปัญหาการเมืองจะมีตลอดเวลา เป็นเรื่องปกตินะครับของระบบการเมือง ผมแทบจะพูดได้ว่าเกือบทุกประเทศ แต่ว่าสิ่งที่ผมอยากจะแยกก็คือว่า สิ่งที่มันไม่ควรจะเป็นสิ่งปกติ เช่น เหตุการณ์ความรุนแรง อย่างนี้ต้องมาช่วยกันนะครับ รัฐบาลเองก็ได้กำชับทาง ศอฉ. ก็พยายามปรับปรุงในเรื่องของการเฝ้าระวังในพื้นที่ต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น ส่วนการที่พรรคฝ่ายค้านได้แสดงท่าที ว่าอยากที่จะมาแก้ปัญหาในเรื่องนี้ แล้วก็มาร่วมในการที่จะไม่ส่งเสริม สนับสนุน หรือช่วยกันต่อต้านความรุนแรง ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีแน่นอน ผมก็ได้ย้ำว่าจริง ๆ แล้วพรรคการเมืองทุกพรรคก็มีหน้าที่ร่วมกัน อย่างน้อยโดยพื้นฐานก็คือว่า เราก็มีหน้าที่ในการปกป้องระบบรัฐสภา ซึ่งการปกป้องระบบรัฐสภานี้นอกเหนือจากการทำงานอย่างเข้มแข็งในสภาฯ ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่กันไปแล้ว อะไรก็ตามซึ่งเป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่น ความศรัทธาในระบบการเมือง ก็อยากให้มาช่วยกันทำ ผมก็เลยบอกไปว่าถ้าเขาจริงจังในเรื่องนี้ ผมก็ยินดีที่จะคุยด้วย แต่ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือว่า ต้องมาช่วยกันทำงาน ในความหมายที่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือจะเป็นฝ่ายค้าน ถึงเวลาที่มาช่วยกันทำงาน แล้วก็บอกว่าความแตกต่างทางความคิดหรืออะไรต่าง ๆ นี้ นำกลับเข้ามาอยู่ในระบบของรัฐสภาเสีย เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจว่าเสถียรภาพทางการเมืองมี คำว่าเสถียรภาพทางการเมืองไม่ได้แปลว่าเสถียรภาพรัฐบาลนะ เสถียรภาพของระบบ และก็ความเชื่อมั่นว่าต่อไปนี้พรรคการเมือง นักการเมืองเป็นตัวแทนความคิด ที่จะเอาความแตกต่างหลากหลายนี้มาแก้ปัญหากันในระบบรัฐสภาได้ ผมว่าถ้าพรรคฝ่ายค้านสนใจที่จะมาเดินในแนวนี้ผมก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ส่วนกรณีของวิคเตอร์ บูท นั้นก็อย่างที่ผมได้ย้ำไปนะครับว่าเราอยู่ในช่วงที่มีกระบวนการของกฎหมาย ขณะนี้ศาลได้นัดในคดีที่สองนะครับที่ได้มีการยื่นขอตัวนี้ในวันที่ 4 ตุลาคม ก็รอกระบวนการตรงนั้นให้มีความชัดเจนเสียก่อนว่าศาลท่านจะวินิจฉัยอย่างไร

ผู้ดำเนินรายการ ท่านนายกฯ รู้สึกอย่างไรกับคำพูดของอดีตนายกฯ ทักษิณที่มีการให้สัมภาษณ์เมื่อ 2 - 3 วันที่ผ่านมานี้นะครับ ที่บอกว่าตนเองก็พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการปรองดองร่วมกับทุกฝ่ายเหมือนกัน แต่ขออย่างเดียว ข้อกล่าวหาเรื่องความไม่จงรักภักดี ถ้าเกิดไม่พูดถึงเรื่องนี้ได้ ทุกอย่างน่าจะสดใสมากขึ้น

นายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าสิ่งที่จะช่วยได้มากที่สุดนะครับถ้าท่านกังวลเรื่องนี้ ท่านก็มาช่วยรัฐบาลทำงานครับ

ผู้ดำเนินรายการ ยังไงครับ

นายกรัฐมนตรี กับกระบวนการซึ่งต้องยอมรับว่ามีอยู่ ในการที่สร้างปัญหาในเรื่องของความมั่นคง และก็เรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องพูดกันตรง ๆ นะครับว่า มันมีการเคลื่อนไหว การทำผิดกฎหมายในเรื่องนี้อยู่ ถ้าท่านคิดว่าท่านอยากจะมาแสดงออกชัดเจน เพื่อจะช่วยงานทางด้านนี้ จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดนะครับ ไม่ต้องมาเรียกร้องว่าจะมีการกล่าวหากันหรือไม่ เพราะฉะนั้นเช่นเดียวกันนะครับ ทุกอย่างจากนี้ไป นอกจากการพูดคุยกัน จะบอกส่งสัญญาณหรือจะสัมภาษณ์หรืออะไรแล้ว ผมว่าการกระทำสำคัญที่สุด ถ้าการกระทำตรงนี้ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะเห็นนะครับว่าประเด็นเหล่านี้ผมพูดมาหมดแล้วในการเสนอแผนปรองดองทั้ง 5 ข้อ ว่านี่คือสิ่งที่จะต้องมาหลอมรวมทุกฝ่ายให้เข้ามาทำงานร่วมกัน ถ้าวันนี้จะเป็นพรรคฝ่ายค้าน จะเป็นคุณทักษิณ หรือจะเป็นใครก็ตาม จะมาสนับสนุน 5 ข้อนี้ ผมว่าก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องเป็นเรื่องที่ดี

ผู้ดำเนินรายการ จากเรื่องของอดีตนายกฯ ทักษิณ มาเรื่องของนายกฯ กัมพูชา ทางสมเด็จฮุนเซ็น นะครับ ล่าสุดนี้นายกฯ ฮุนเซ็น มีการชมผู้ชายคนหนึ่งบอกว่าเป็นคนหนุ่มและความรู้ดี ก็คือท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ นี้เอง ความสัมพันธ์ล่าสุดไทย - กัมพูชา ตอนนี้ดูแล้วเหมือนจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ไหมครับ

นายกรัฐมนตรี คือความสัมพันธ์นี้ดีขึ้นแน่นอนนะครับ เพราะว่าขณะนี้ทั้งสองประเทศก็ได้ตัดสินใจในการที่จะให้ทูตของแต่ละประเทศกลับไปทำหน้าที่ และก็จะมีการดำเนินการในกระบวนการต่าง ๆ ต่อมา พร้อม ๆ กันนั้นก็มีความชัดเจนนะครับว่าทั้งผมและนายกฯ ฮุนเซ็น พร้อมที่จะพูดคุยกันนะครับ ในโอกาสหรือว่าในจังหวะที่เหมาะสม ซึ่งก็มันย่อมมีโอกาสอยู่แล้วเพราะว่าเราจะต้องประชุมในเวทีระหว่างประเทศร่วมกัน อย่างน้อย ๆ 2 - 3 เวทีในช่วงปลายปีนะครับ ตั้งแต่ประมาณต้นเดือนหน้าเป็นต้นไป ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นความต้องการของทุกฝ่าย เพราะเราต้องการที่จะแก้ปัญหาทุกปัญหาด้วยสันติวิธี และก็ด้วยการรักษาความสัมพันธ์อันดี เพราะยังไงเราก็เป็นประเทศเพื่อนบ้านกันต่อไปแน่นอนนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นสัญญาณที่ดีครับ แต่ว่าจะเกิดขึ้นได้มากน้อยแค่ไหนนี้ก็ต้องไปดูในเรื่องของสาระ ของปัญหาที่ยังคั่งค้างกันอยู่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาชายแดนหรือปัญหาอื่น ๆ

ผู้ดำเนินรายการ น่าเสียดายด้วยข้อจำกัดของเวลา จริง ๆ มีอีกหลายประเด็นอยากถามทั้งสองท่านนะครับ แต่ว่าเอาละเวลาไม่ค่อยจะมีแล้ว กลับมาประเด็นสุดท้ายที่เป็นที่มาของที่ทุกท่านตอนนี้อยู่ที่เมืองจีนก็คือ เย็นวันอาทิตย์นี้ที่ท่านผู้ชมกำลังชมรายการอยู่ก็คือว่า ทุกท่านที่เมืองจีนก็เตรียมจะประกาศความพร้อมของเมืองไทยนะครับ ท่านคาดหวังแค่ไหนกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในเย็นวันนี้ และท่าทีตอบรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องครับ ผมเรียนทั้งสองท่านในช่วงสุดท้าย

นายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าในแง่ของประเทศไทยเองนี้ คงไม่ใช่คำประกาศนะครับ แต่ว่าความสนใจที่เราได้รับจากการที่มาจัดแสดงในครั้งนี้ ก็เป็นกำลังใจส่วนหนึ่งและก็เป็นการยืนยันนะครับว่า มีพี่น้องชาวจีน ชาวโลก ที่เข้ามาเยี่ยมชมงานนี้ เขาให้ความสนใจและก็มีความประทับใจ มีความผูกพัน และมีความต้องการที่จะรู้จักประเทศไทยมากขึ้น ผมว่าอันนี้เป็นฐานที่สำคัญที่สุดนะครับ ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ อย่างที่ท่านรัฐมนตรีกล่าวไปก่อนหน้านี้ ต้องไปทำงานกันอีกเยอะนะครับ และก็มีเวลาอีกหลายเดือนนะครับที่เราจะต้องเตรียมพร้อมตรงนี้ในการนำเสนอต่อไป สิ่งที่เราหวังตอนนี้ในเบื้องต้นก็คือเราสร้างความประทับใจให้กับพี่น้องที่เข้ามาชมงานและมาเยี่ยมศาลาไทย และมาร่วมงาน ที่เข้าได้ร่วมงานวันชาติของเรา

ผู้ดำเนินรายการ ดูแล้วคนที่เหนื่อยที่ท่านนายกฯ บอกเป็นท่านรัฐมนตรีแน่เลย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็อยากขอทำความเข้าใจอย่างนี้นะครับ วันที่ 5 กันยายนนั้นจริง ๆ แล้วโดยสาระของงานก็คือ การประกาศเป็นวันชาติของประเทศไทย ซึ่งทางเจ้าภาพกำหนดมานี้ให้เรา ซึ่งในการเปิดงานเซี่ยงไฮ้ Expo นี้นะครับ ทางเจ้าภาพไม่สามารถทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเหมือนงานทั่วไป เพราะจะมีปัญหาในการต้อนรับผู้นำแต่ละประเทศ เขาก็เลยให้ทุกชาติที่มาจัดศาลาที่นี่ ได้มีวันชาติเป็นของตัวเอง เป็นของชาติตัวเอง 1 วัน สำหรับประเทศไทยนั้นได้วันที่ 5 กันยายนนะครับ ทำความเข้าใจว่าทำไมต้องมาจัดวันที่ 5 เดี๋ยวพี่น้องประชาชนจะเข้าใจผิดว่าเปลี่ยนวันชาติหรืออย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นสาระสำคัญคือการจัดงานวันชาตินะครับ แล้วทีนี้เขายกห้องฮอลล์ขนาดใหญ่ให้ประเทศไทยเราจัดงานวันชาติในวันพรุ่งนี้ โดยเชิญแขกมาร่วมงาน 2,000 คนนะครับ

ผู้ดำเนินรายการ หมายถึงวันอาทิตย์ที่ 5 นะครับ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ความสำคัญวันนั้นก็คือมีการชักธงชาติขึ้นในวันนั้นนะครับ ส่วนเรื่องที่เตรียมความพร้อมนั้นก็เป็นรายละเอียดเพิ่มเติมที่เราจะประกาศให้ว่า เราก็สนใจอยากจะเป็นเจ้าภาพเช่นเดียวกัน ทำความเข้าใจตรงนี้ครับ

ผู้ดำเนินรายการ ก็หวังว่าคนไทยทุกคนก็จะเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านที่อยู่เมืองจีนขณะนี้นะครับเอาใจช่วยด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อยากให้จัดได้นะครับ ถ้าจัดได้จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติจริง ๆ แต่ว่าขอให้เราตั้งอยู่ในความพร้อมทุกด้านนะครับ

ผู้ดำเนินรายการ ที่เมืองจีนขอให้สมหวังนะครับ ขอบคุณทั้งสองท่านนะครับ สวัสดีครับ

นายกรัฐมนตรี / รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สวัสดีครับ

ผู้ดำเนินรายการ ท่านผู้ชมครับนั่นก็คือภาพรวมทั้งหมดนะครับที่ทั้งท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ให้สัมภาษณ์ โดยเฉพาะไฮไลต์หลัก ๆ เรื่องความพร้อมของไทย เย็นวันนี้นะครับ ที่ท่านกำลังชมรายการอยู่ ก็จะมีการประกาศความพร้อมของไทยในการอาสาเป็นเจ้าภาพ ร่วมกันเป็นกำลังใจแล้วกันครับ ในฐานะที่เราก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง และถือเป็นเจ้าภาพร่วมกันด้วยนะครับ ช่วงหน้าเราจะกลับมาติดตามภารกิจของท่านนายกรัฐมนตรีในการไปตรวจเยี่ยมบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แล้วก็ปิดท้ายเหมือนทุกครั้งทุกสัปดาห์นะครับ ความเห็นของพี่น้องคนไทยอีก 3 คนที่โทรเข้ามาร่วมในโครงการ 6 วัน 63 ล้านความคิดครับ สำหรับผมช่วงนี้หมดหน้าที่แล้ว โอกาสหน้าไว้พบกันใหม่นะครับ แล้วเดี๋ยวกลับมาติดตามรายการกันต่อ สวัสดีครับ

ช่วงที่ 3

(นายกรัฐมนตรีเดินทางมาตรวจเยี่ยมและรับฟังรายงานผลการดำเนินกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2553 เวลา 13.00 น.)

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ผมอยากจะใคร่ขอถือโอกาสนี้ในการนำเสนอการดำเนินงานที่ผ่านมาของการบินไทย สิ่งที่ทางบริษัทได้ดำเนินการในปีที่แล้ว เริ่มตั้งก่อนที่ผมเข้ามารับตำแหน่ง โดยเฉพาะกรรมการชุดปัจจุบันที่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายน คือท่านได้ดำเนินการแก้ไขต่าง ๆ หลายด้าน โดยเฉพาะการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่น้ำมัน ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าลดให้ได้ 12,000 ล้านบาท ในที่สุดแล้วลดได้เกินเป้าหมายเล็กน้อย ราคาน้ำมันลดลงตามราคาตลาดโลกอยู่ แล้ว ก็ไม่ได้เอามารวมในจำนวนนี้ แต่ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าชมเชยอย่างยิ่ง เพราะว่าหลายอย่างมีการลดเป็นกอบเป็นกำ และมีผลกระทบต่อการทำงานของพนักงานพอสมควร Overtime ลดลงเยอะมาก นักบิน ลูกเรือที่บินไปต่างประเทศหลายแห่งในยุโรปค้าง 2 คืนแล้วบินกลับ เราก็ลดลงมาเหลือค้าง 1 คืน โรงแรมที่ได้เคยพักก็เจรจาสัญญาใหม่หมดทั่วโลก หลายแห่งเปลี่ยนโรงแรมเพื่อลดราคาลงมา อย่างที่ลอนดอน เดิมอยู่ห้องหนึ่งพักคืนละ 80 ปอนด์ ตอนนี้ก็ย้ายมาที่สนามบินคือละ 40 ปอนด์รวม VAT ก็มีการดำเนินการในลักษณะนี้หลายด้าน เพราะฉะนั้น ผมถือว่าพนักงานได้ร่วมมือร่วมใจกันเสียสละพอสมควร เงินเดือนปีที่แล้วไม่ได้ขึ้น โบนัสไม่มีจ่าย ทั้ง ๆที่ตามเกณฑ์ของรัฐวิสาหกิจกำหนดเอาไว้ว่า ถ้าเผื่อรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนยังขึ้นเงินเดือนได้ 6.5 เปอร์เซ็นต์ แต่ของการบินไทยไม่มีการขึ้นเงินเดือน ไม่มีการจ่ายโบนัส และมีการลดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกทุกอย่าง รวมทั้งเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่น เงินบริจาคการกุศล ก็ลดลงมาพอสมควร

หลังจากที่เราดำเนินการลดค่าใช้จ่ายไปแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท ก็ได้มีการจัดทำแผนกลยุทธ์ที่เรียกว่า TG "100" คือต้องการให้ TG อยู่ไปอีกอย่างน้อย 50 ปี จนอายุครบ 100 ปี แต่ว่าลักษณะมันจริง ๆ คือ Infinity อยากจะให้อยู่ตลอดไป ก็มีการจัดทำแผนกลยุทธ์ขึ้นมาเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยที่มีคุณค่าหลักที่สำคัญ 3 ประการคือ 1. มุ่งเน้นลูกค้า ถ้าเผื่อไม่มีลูกค้า ลูกค้าไม่พอใจ สายการบินนี้อยู่ไม่ได้ 2. ต้องแข่งขันได้ ถ้าต้นทุนสูงแข่งขันไม่ได้ ถึงแม้ลูกค้าจะพอใจ ก็ล้มละลายได้เหมือน Japan Airline และที่สำคัญประการที่ 3 คือต้องคล่องตัว เพราะว่าธุรกิจเป็นการบิน เป็นธุรกิจที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การบริหารจัดการต้องรวดเร็ว และปีนี้ผมคิดว่าเราก็เห็นตัวเองว่าภูเขาไฟระเบิดที่ยุโรป ในเรื่องของวิกฤตการเมือง การบริหารจัดการต้องเร็วมากในการตอบสนองการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก จากคุณค่าหลัก 3 ประการ เราก็กำหนดกลยุทธ์ 9 ด้านด้วยกัน ตั้งแต่เรื่องของการกำหนดตำแหน่งยุทธศาสตร์ เรื่องของการปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์และการบริการ การปรับปรุงฝูงบิน การปรับปรุงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ จนถึงเรื่องของการปรับปรุวโครงสร้างทางการเงิน เป้าหมายคืออะไร เป้าหมายก็คือต้องการให้การบินไทยกลับมาเป็นสายการบินที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอีกครั้งหนึ่ง ก็คือ 1 ใน 5 ของโลก 1 ใน 3 ของเอเชีย ในระยะเวลาอันใกล้นี้ แต่ในขณะเดียวกันต้องมีฐานะการเงินที่มีความมั่นคงและสามารถที่จะอยู่ได้อย่างยั่งยืน

เรื่องแรกที่มีความสำคัญคือเรื่องของการกำหนดตำแหน่งการตลาดให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ เราเป็นสายการบิน Premier สายการบิน 4 ดาวกำหนดโดย Skytrax สายการบิน 5 ดาว ในขณะนี้ในโลกมีอยู่ประมาณ 6 แห่ง เราก็เกือบเป็นสายการบิน 5 ดาว สิงคโปร์แอร์ไลน์ คาเธ่ย์แปซิฟิก เขาเป็นสายการบิน 5 ดาว เราเกือบเป็นแล้วแต่ยังไม่เป็น แต่ตลาดข้างหน้าตามที่ผมเรียนแล้วโตขึ้นเร็วมากก็คือตลาด Low Cost Airline อันนี้คือที่มาของไทย ไทเกอร์ ที่เราจำเป็นเข้าไปช่วงชิงตลาดในส่วนล่าง ซึ่งวิธีการบริหารจัดการมีความแตกต่างจากการบริหารจัดการ Premier Airline พอสมควร โดยเฉพาะในตลาดภูมิภาคที่เราสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปพอสมควร ในการบริหารจัดการสิ่งที่มีความสำคัญมาก ก็คือเรื่องของความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารและพนักงาน สิ่งที่ผมแปลกใจมากที่สุดเลยในการเข้ามาในบริษัทนี้คือว่าบริษัทนี้ไม่เคยมี KPI หรือเกณฑ์วัดของพนักงานที่มีความชัดเจน รวมทั้งตัว DD ด้วย ตอนที่เข้ามากรรมการประเมินผลเขาบอกว่าให้ผมเลือกเอาจะเอาแบบไหน จะเอา KPI แบบเดิมหรือแบบมาตรฐานสากล แบบเดิมก็คือขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหาร ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารมันก็ subjective ค่อนข้างมาก ไม่ค่อยชัดเจนว่าคืออะไร ผมว่าผมเอาอย่างมาตรฐานสากลไปก่อนดีกว่า เอาตัวเกณฑ์วัดที่ชัดเจน มีกำไร EBITDA DSCR ตัวชี้วัดทางการเงิน 40 เปอร์เซ็นต์ มีเกณฑ์ชัดเจน ถ้าผมทำดีก็อยู่ไป ถ้าทำไม่ดี ก็ง่ายนิดเดียวก็เอาออกได้โดยไม่ผ่าน KPI 40 เปอร์เซ็นต์ก็เป็นกลยุทธ์ การปฏิบัติตามแผนกลยุทธ์ต่าง ๆเช่น กลยุทธ์ในเรื่องของการเพิ่มทุนในการจัดหาเครื่องบิน การปรับปรุงคุณภาพบริการ รวมทั้งการประเมินคุณภาพบริการที่ประเมินโดยองค์กรภายนอก อย่างเช่น ..... และ 20 เปอร์เซ็นต์ถึงจะเป็นเรื่องของความสามารถในการบริหารจัดการ ซึ่งมีเกณฑ์วัดที่ชัดเจน และมีการประเมินโดย TRIS ทันทีที่ผมเซ็นสัญญา KPI กับท่านประธานอำพน ผมก็บอกว่าผมไม่ไปตายคนเดียวหรอก EVP ทั้งหลาย กับ MD ต้องไปกับผม ผมก็เซ็นทันทีกับ EVP MD ถ่ายทอด KPI ให้กับพวกท่านทั้งหลายแต่ละท่านก็รับแต่ละส่วนไป มันก็เลยทำให้พวกเรามีจุดหมายปลายทางในการทำงานเหมือนกัน มีเป้าหมายร่วมกัน มีพลังในการที่จะขับเคลื่อนบริษัทไปด้วยกัน และท่านทั้งหลายก็ถ่ายทอด KPI ของท่านที่ชัดเจนลงไปให้ระดับ VP และ Director ของ MD ทั้งหลาย เมื่อกลางปีนี้ KK ทั่วประเทศก็มี KPI ชัดเจนตั้งแต่กลางปีนี้ และปีหน้าเป็นต้นไป ระดับ Director ทั่วบริษัทจะต้องมี KPI ที่ชัดเจน ซึ่งเป็นตัวที่สำคัญมากในการที่จะทำให้พวกเราทำงานเป็นทีม อันนี้ไม่ได้เป็นการจับผิด แต่เป็นการทำให้พวกเราเดินไปในทิศทางเดียวกัน

ทีนี้จากการดำเนินงานมาทั้งหมดเราก็เริ่มเห็นผล เห็นผลก็เพราะว่าผลประกอบการผู้โดยสารกลับมาเร็วมาก ตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว และที่จริงแล้วมันมีการดำเนินการหลาย ๆ อย่างเพิ่มเติมไปด้วย หลาย ๆ อย่างที่ผมไม่ได้กล่าวถึงในขณะนี้ ท่านประธานพูดไปแล้วบางส่วน อย่างเช่นเรื่องการปรับปรุงเรื่องตั๋วพนักงาน การลดสิทธิบิน First Class ของพนักงาน ของบอร์ด ลดลงมาเยอะแยะเลยครับ ให้มีที่นั่งขายมากขึ้น ไตรมาสแรกปีนี้เราเห็นแค่เป็น factor คืออัตราส่วนระหว่างผู้โดยสารกับที่นั่ง สูงสุดในประวัติศาสตร์ของการบินไทยคือประมาณ 82 เปอร์เซ็นต์ และเฉลี่ยไตรมาสทั้งไตรมาสประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ก็มาเจอปัญหาเรื่องการประท้วงชุมนุมในประเทศไทยที่ทำให้จำนวนผู้โดยสารลดลง โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคมที่แค่เป็น factor ลงมาเหลือ 56 เปอร์เซ็นต์ แต่สถานการณ์ก็เริ่มดีขึ้นหลังจากสถานการณ์สงบ ตอนนี้อาจจะลงเล็กน้อย เพราะว่าเป็นเรื่องของฤดูกาลก่อนที่จะกลับมาดีอีกครั้งหนึ่งในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จะเห็นได้ว่าแม้ว่าเราจะเจอกับปัญหาเรื่องการประท้วงที่ทำให้รายได้ของเราหายไปอย่างน้อย 6,000 ล้านบาท แต่ว่ากำไรสุทธิในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ก็สูงถึง 12,276 ล้านบาท ไม่อย่างนั้นมันก็คงจะเป็น 18,000 ล้านบาท ก็ถือว่าเป็นการ Turnaround ที่เร็วมาก จากที่ประสบภาวะขาดทุน 21,000 ล้านบาท แล้วถ้าเผื่อช่วงที่เหลือของปีไม่มีปัญหาอะไร ทุกอย่างก็น่าจะเรียบร้อย ส่วนราคาหุ้นก็ขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็เสียดายที่บางท่านไม่ได้ซื้อหุ้นเอาไว้ ตอนที่กรรมการชุดนี้เข้ามารับตำแหน่ง แต่จะเห็นได้ว่าราคาหุ้นมันขึ้นมาตั้งแต่ 7 บาทจนถึง 40 บาทในขณะนี้ ถ้าใครซื้อหุ้นตอนที่ท่านประธานอำพนมาเป็นประธานก็คงเป็นมหาเศรษฐีไปแล้ว

เรื่องสุดท้ายผมขอทิ้งท้ายไว้นิดเดียวครับเรื่องวัฒนธรรมองค์กร วัฒนธรรมองค์กรคือสิ่งที่ยากที่สุดที่จะเปลี่ยนแปลง และถ้าเผื่อเปลี่ยนแปลงไม่ได้ สิ่งที่ทำดีในช่วงนี้มันจะกลับไปเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นสิ่งนี้คือสิ่งที่ท้าทายที่สุด และผมคิดว่าทางกรรมการบริษัท และทางฝ่ายบริหารเข้าใจดีว่าเราต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ใครทำดีได้ดี ใครทำไม่ดีก็ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด เพราะฉะนั้นมันก็อาจจะสร้างความไม่พอใจกับกลุ่มพนักงานบางกลุ่ม แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก ขอบพระคุณมากครับ

นายกรัฐมนตรี วันนี้ต้องขอขอบคุณที่ทางบริษัทได้เชิญผมมา ซึ่งก็ถือว่าเป็นการมาเยี่ยมชม ก็อยากจะย้ำ กลับมาตรงหัวใจของเรื่องคือ ธรรมาภิบาล ซึ่งคำว่า ธรรมาภิบาลนั้น ความจริงเราก็ใช้กันมากในช่วงระยะเวลา 10 กว่าปีเศษ ๆ ที่ผ่านมา แต่คำว่าธรรมาภิบาลหลายครั้ง เราก็ไปยึดอยู่กับเกณฑ์ กติกา หรือกฎ แล้วก็ตัวเลข ระบบราชการในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาสร้างตัวบ่งชี้ ตัวชี้วัดเยอะแยะไปหมดเลยครับ ทำงานเอกสารกันมากมายเพื่อที่จะประเมินและก็ส่งเข้ามา แต่ว่าการทำอย่างนั้น มันไม่ใช่คำตอบ คำตอบจริงๆ คือ วัฒนธรรมของการทำงานว่า มีกฎแล้วมันไม่ใช่ทำตามกฎที่เป็นตัวหนังสือ แต่ทำตามเจตนารมณ์ที่กำหนดกฎ กติกาขึ้นมา ทำการประเมินไม่ใช่เพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการประเมินแล้ว แต่หมายถึงว่า ต้องการที่จะสะท้อนความเป็นจริง อะไรที่ดีจะได้รักษาไว้ อะไรที่ยังไม่ดีก็จะได้มีการแก้ไขปรับปรุงอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งบางครั้งการสร้างวัฒนธรรมที่จะรองรับระบบธรรมาภิบาลที่เราสร้างกันขึ้นมาก็ต้องอาศัยเวลาที่สำคัญ คือ ต้องอาศัยความแน่วแน่ และก็ต้องอาศัยความกล้าหาญ แล้วก็ต้องอาศัยการระดมความร่วมมือจากทุกฝ่ายจริง ๆ จึงจะประสบความสำเร็จได้

ผมเห็นที่ได้มีการรายงานถึงความเสียสละไม่ว่าจะเป็นพนักงานหรือผู้บริหารในช่วงที่บริษัทประสบกับความยากลำบาก ผมคิดว่าอันนั้นเป็นพื้นฐานที่ดีที่สุดในการที่เราจะก้าวเดินไปข้างหน้าสำหรับบริษัทที่จะทำให้เราสามารถเติบโตไปได้อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ผมทราบจากคำกล่าวรายงานเมื่อสักครู่ แล้วก็หลายครั้งที่ยังได้มีการพบปะกับพนักงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็ยังเห็นได้ชัดว่าหลายคนยังมีความห่วงใย มีความห่วงใยว่า ความสำเร็จในช่วงปีกว่าๆ ที่ผ่านมานั้นจะยั่งยืนหรือไม่อย่างไร ผมเข้าใจนะครับ เพราะว่าสิ่งที่มาเป็นตัวที่อาจจะบั่นทอนมากที่สุดขององค์กรและกระทบกระเทือนกับเรื่องธรรมาภิบาลคือ เรื่องผลประโยชน์ ซึ่งพอมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาแล้วทุกอย่างก็จะบิดเบี้ยวไปหมดนะครับ เหมือนกับที่ได้พูดถึงความสับสนของบทบาท ของกรรมการ ของผู้บริหาร หรือองค์ประกอบต่างๆ ในบริษัท อย่างนี้เป็นต้น

และผมก็เข้าใจครับ ช่วงที่บริษัทแย่ๆ คนหาผลประโยชน์หาไม่ง่าย แต่พอมันเริ่มดีต้องระวัง เพราะนั่นคือ จังหวะเวลาที่คนที่ไม่ได้คิดถึงองค์กรก็จะพยายามกลับมาแสวงหาโอกาสอีก เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะเป็นกำลังใจให้คือ ทำอย่างไรปัจจัยที่นำมาสู่ความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมานั้น พวกเราทุกคน ทุกฝ่ายช่วยกันรักษา ไม่เว้นแม้แต่ฝ่ายการเมืองเองที่ก็จะต้องมีการตรวจสอบอยู่ตลอดเวลาว่า เราดำเนินการในการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดธรรมาภิบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นหลักประกันของความสำเร็จที่จะมีขึ้นต่อไป

นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประธานกรรมการ บริษัท การบินไทยฯ สวัสดีท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ผมในนามของคณะกรรมการบริษัท และพนักงานการบินไทยทุกท่าน รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้ง 2 ท่าน ซึ่งเป็นบุคคลซึ่งสำคัญในรัฐบาลและก็ดูแลการบินไทย จาก 1 ปี 4 เดือน หลังจากที่เราได้สรรหาผู้บริหารระดับมืออาชีพ ท่านดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เข้ามาเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว จากภาวะเศรษฐกิจก็ดีในช่วงปีที่แล้ว ที่เราพบภาวะเศรษฐกิจของโลกที่อุตสาหกรรมการบินของเรา หลาย ๆ บริษัทที่เป็นคู่แข่งของเรา ไม่ว่าจะเป็นสายการบินชั้นนำหลายบริษัทก็ปิดตัวลง ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก วันนี้การบินไทยกลับมายืนด้วยขาของตัวเอง และขอขอบคุณท่านนายกฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายกรัฐมนตรี สิ่งที่ผมคิดว่าวันนี้เรามานั่งคุยกันส่วนหนึ่งก็ต้องการที่จะสะท้อนบางสิ่งบางอย่างไปยังพี่น้องประชาชนคนไทยในภาพรวม ข้อแรกแน่นอนว่าส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นการสะท้อนสภาวะเศรษฐกิจทั้งของโลก และของประเทศในภาพรวม นี่ก็ถือว่าเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ว่าข้อที่ 2 คือว่าสำหรับตัวบริษัทเองในช่วงแรกที่รัฐบาลเข้ามารับหน้าที่ ก็อยู่ในภาวะที่ขาดทุนถึง 20,000 กว่าล้าน และก็มีความวิตกกังวลกันมาก โดยเฉพาะในภาวะการแข่งขันในธุรกิจการบินซึ่งเข้มข้น ผมก็จำได้ว่าวันนั้นสิ่งแรกที่คนพยายามจะสอบถามคือว่าทางรัฐบาลจะเข้าไปอุ้มไปแบก หรือว่าจะไปทำอย่างไรให้เหมือนกับผ่านพ้นหรือรอดมาได้เท่านั้นเอง แต่ว่าคุยกับท่านรัฐมนตรีคมนาคม รัฐมนตรีคลัง ตั้งแต่ต้น บอกว่าถ้าจะมีการช่วยเหลืออะไรเงื่อนไขแรกก็คือว่าต้องมีการปฏิรูป ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอันนี้ก็เป็นแนวทางซึ่งผมอยากจะให้ทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจ แม้กระทั่งหน่วยงานราชการ หรือองค์กรใด ๆ ก็ตามในบ้านเมืองของเราได้ตระหนักว่าเวลาเกิดปัญหา เกิดความเดือดร้อน อย่าคิดถึงเฉพาะว่าจะได้รับการช่วยเหลือเฉพาะหน้าอย่างไร แต่มันต้องคิดถึงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการทำงาน ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องกฎระเบียบ วัฒนธรรมทางการทำงานต่าง ๆ

และก็ยอมรับครับว่าสิ่งที่เราพยายามทำในช่วงแรกก็คือปรับตัวโครงสร้าง ปรับกติกาของการทำงาน อย่างที่ท่านกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ได้กล่าวไป และที่คนคิดส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของการลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่ายทางด้านต่าง ๆแต่ว่าข้อเท็จจริงคือทำเท่านี้มันก็ไม่พอหรอกครับ เพราะว่าการลดค่าใช้จ่ายมันก็ลดลงไปได้ถึงระดับหนึ่งเท่านั้นเอง สุดท้ายมันจะต้องมาดูลู่ทางของการที่จะหารายได้ ของการที่จะเพิ่มศักยภาพ ซึ่งจะต้องมีการทำอะไรอีกหลายต่อหลายอย่าง เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่อยากจะยืนยันว่าจากประสบการณ์ของการบินไทยช่วงปีกว่า ๆ ที่ผ่านมา มันน่าจะเป็นกำลังใจ และแรงบันดาลใจให้อีกหลายองค์กร ซึ่งยังประสบกับปัญหาอยู่ว่ามันจะต้องช่วยกัน ร่วมมือกัน และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง กล้าที่จะตั้งคำถาม และฉีกตัวเองออกมาจากสิ่งที่อาจจะเคยปฏิบัติกันมา เพื่อที่จะรับกับสถานการณ์ที่ถูกเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่ารัฐบาลพร้อมที่จะให้การสนับสนุนส่งเสริมเพื่อที่จะให้กิจการต่าง ๆ ดำเนินไปด้วยดี ผมคิดว่าในเรื่องที่เป็นภาพรวมในส่วนของรัฐบาลที่ได้แลกเปลี่ยนกัน ผมคิดว่าทางรัฐมนตรีทั้ง 2 ท่านก็คงจะมีอะไรเพิ่มเติมเล็กน้อยเกี่ยวกับการที่กลับมาและจะต้องผลักดัน

นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต้องขอบคุณ ขอบคุณตั้งแต่ความร่วมมือตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่คณะกรรมการชุดก่อน และทุกท่านที่เราได้ร่วมกันจนมีวันนี้ เราก็หวังว่าวันนี้ถือว่าเป็นวันประวัติศาสตร์ของการบินไทย ที่ท่านผู้นำประเทศคือท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรีคลัง รวมทั้งตัวกระผมด้วย ท่านผู้บริหารระดับสูงของการบินไทย ที่ได้มาร่วมกันช่วยกันสร้างการบินไทย ผมก็เชื่อว่าประวัติศาสตร์วันนี้ จะทำให้การบินไทยบรรลุวัตถุประสงค์อย่างที่ได้ฟังจากรายงานของท่าน DD

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กระทรวงการคลังก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ก็ต้องเรียนว่าผลประกอบการของทางการบินไทยในช่วงปีที่ผ่านมา ภายใต้การกำกับนโยบายของท่านรัฐมนตรีคมนาคมก็เป็นไปได้ด้วยดี และราคาหุ้นเองไม่ต้องพูดถึง เพราะว่าเพิ่มขึ้นมาจากจุดที่วันแรกที่ผมกับท่านรัฐมนตรีเรานั่งคุยกัน ผมจำได้เกี่ยวกับเรื่องการบินไทยในช่วงวิกฤตของประเทศ และวิกฤตของตัวสายการบินเอง ตอนนั้นราคาหุ้นน่าจะอยู่ที่ประมาณ 7 บาท วันนี้อยู่ที่ประมาณ 40 นาที ก็ต้องถือว่าน่าจะเป็นหนึ่งในหุ้นที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นที่สูงที่สุด ก็ถือว่าเป็นการบริหารทรัพย์สิน ที่ทำให้มีผลตอบแทนกลับคืนมาสูง การบินไทยจะแตกต่างจากผู้อื่นเพราะว่าเป็นบริษัทมหาชนที่แข่งกับเอกชน แล้วในขณะที่มีรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ที่มีหน้าที่ในการให้บริการทางสาธารณะ ไม่ได้มีตัวชี้วัดในเรื่องของกำไร ไม่ได้ตัวชี้วัดในเรื่องของราคาหุ้น แต่มีตัวชี้วัดในเรื่องของบริการที่ให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งแต่ละองค์กรก็มีบทบาทหน้าที่ความสำคัญที่แตกต่างกันไป และรางวัลที่ได้รับก็สะท้อนให้เห็นว่าการวัดผลประกอบการหรือประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจไม่ได้วัดกันเพียงแค่ที่มูลค่าทรัพย์สิน ราคาหุ้น หรือกำไรเท่านั้น ณ วันนี้ผมเชื่อว่าระดับความภาคภูมิใจที่มีต่อสายการบินแห่งชาติของเราก็มีเพิ่มขึ้น

ในส่วนของพนักงาน อันนี้ก็สัมผัสได้เช่นเดียวกัน คือนอกจากผู้ถือหุ้น ผมต้องบอกว่าผมก็เป็นลูกค้าประจำของทางบริษัทด้วย สัมผัสได้จากอารมณ์ความรู้สึกของพนักงาน ทั้งที่เราในฐานะผู้โดยสารจะพบที่สนามบิน ทั้งที่เราจะพบบนเครื่องบิน ว่าเขามีความภาคภูมิใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเขามากขึ้นอย่างไร ผมก็ขอเรียนว่าอันนี้เป็นเรื่องที่น่าประทับใจ โดยเฉพาะเมื่อเราคำนึงถึงการลดต้นทุน โดยส่วนที่ 12,000 กว่าล้าน ที่ปรับลดในแง่ของต้นทุนที่ไม่นับค่าน้ำมันลงไปในช่วงปีที่แล้ว ประมาณ 1 ใน 3 มาจากการลดเรื่องของค่าตอบแทนให้กับพนักงาน เพราะฉะนั้น ผมไม่ทราบว่าท่านทำได้อย่างไรนะครับ ตรงนี้ก็ถือว่าตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เรียนก็เป็นตัวอย่างให้กับองค์กรอื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้น ตอบโจทย์ให้กับทุกฝ่ายได้ ผมก็เป็นเพียงแต่กำลังใจให้ท่านปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และร่วมกันกับท่านรัฐมนตรีคมนาคม ก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือในส่วนของรัฐต่อความสำเร็จในอนาคตของการบินไทยด้วย

นายกรัฐมนตรี คือความสำเร็จที่เกิดขึ้นและส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนสำคัญก็มาจากการเสียสละ และการปรับการทำงานของพนักงานมาจนถึงระดับผู้บริหาร สิ่งสำคัญคือว่าทำอย่างไรต้องไม่สูญเปล่าจากนี้ไป ซึ่งต้องบอกว่าแม้ว่าสถานะทางการเงินของบริษัทมีการปรับปรุงอะไรต่าง ๆ ที่เราพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นความสำเร็จ แต่ว่าเราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะประมาท เพราะว่าการแข่งขันก็ยังเข้มข้น และหลายคนก็อาจจะบอกว่าสิ่งที่ได้ทำมาในช่วงปีกว่า ๆ เป็นสิ่งที่มันควรจะเกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ แต่ขณะนี้เราก็ยังมีเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อพูดถึงเรื่องธรรมาภิบาล ผมเรียนอย่างนี้ครับเพื่อความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน ผมได้ให้นโยบายชัดเจนว่าการกำกับทุกอย่าง ฝ่ายการเมือง การรักษาระยะห่างจากการแทรกแซง การกำกับกับการแทรกแซงไม่เหมือนกัน ฉะนั้นเพื่อความมั่นใจเราจะบริหารการบินไทย ให้พี่น้องประชาชนได้มั่นใจถึงบทบาทแต่ละฝ่าย ให้สามารถตัดสินใจบนเงื่อนไขของอำนาจหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา

นายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ย้ำไปก็คือว่า ทางผู้ที่กำกับดูแลในเชิงนโยบายต้องไม่เข้าไปทำตัวเป็นอุปสรรคกับฝ่ายบริหารที่จะสามารถปรับเปลี่ยน เพื่อที่จะรับมือกับสถานการณ์ได้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ และผมก็บอกได้ว่าการแข่งขันจะมาในทุกทิศทุกทาง แม้แต่การบินภายในประเทศ ท่านรัฐมนตรีก็กำลังจะทำเรื่องรถไฟความเร็วสูงในประเทศ เพราะฉะนั้นต่อไปนี่มีคู่แข่งขันที่มาจากรัฐวิสาหกิจอื่นด้วยซ้ำ หรือว่าบริการอื่นที่จะเป็นทางเลือกของพี่น้องประชาชน แล้วก็สุดท้ายจริง ๆ ก็คือที่ท่านรัฐมนตรีคลังท่านบอกว่าท่านเป็นผู้ถือหุ้นนะครับ จริง ๆ ท่านไม่ได้ต้องการแสดงตัวเป็นเจ้าของนะครับ ผมถือว่าท่านถือหุ้นนี้ท่านถือแทนคนไทยทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้ทางบริษัทได้คิดถึงเจ้าของที่แท้จริง ก็คือพี่น้องประชาชนคนไทย ที่นอกจากจะมีฐานะของการเป็นผู้รับบริการ หรือเป็นลูกค้าแล้ว ก็เป็นเจ้าของด้วย และก็อยากจะเห็นสายการบินนี้เป็นความภาคภูมิใจของเขา ไม่ว่าจะเป็นในการเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ และการเป็นธุรกิจหรือองค์กรที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของคุณภาพ มาตรฐาน และบริการ

(ช่วงสกู๊ปโครงการ 6 วัน 63 ล้านความคิด)



ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.thaigov.go.th และ www.abhisit.org





บทความอื่นๆ