บทความ

23 ธ.ค. 2553

ราชอาณาจักรไทยคือสิ่งที่รัฐบาลและคนไทยจะร่วมกันปกป้อง

Download เอกสาร

รัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนที่ชัดเจนและไม่เคยเปลี่ยนดั่งที่นายรัฐมนตรีได้เคยให้สัมภาษณ์หลายครั้งหลายหน นับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้ได้เข้ามาบริหารบ้านเมือง ผมในฐานะผู้นำประเทศมีจุดยืนชัดเจนเกี่ยวกับการปกป้องอธิปไตยบริเวณโดยรอบปราสาทพระวิหาร และเดินหน้ารักษาสิทธิของประเทศตามแนวทางที่ผมได้เคยแสดงความกังวลผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในขณะที่ผมเป็นผู้นำฝ่ายค้าน เหตุการณ์ผ่านมาสองปีผมคิดว่าหลายอย่างมีพัฒนาการไปมาก ซึ่งความเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงข้อมูลและการแก้ปัญหาของรัฐบาลที่แตกต่างไปจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา อาจทำให้บางฝ่ายเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือยังไม่ได้รับทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการของรัฐบาลอย่างชัดเจนจนอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้” ดังนั้นก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาเพื่อตอบคำถามของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ได้จัดทำเอกสารตั้งคำถาม ๓๓ ประเด็น และเปรียบเทียบ ๒๐ จุดยืนระหว่างรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ขอย้ำถึงแนวทางการทำงานเกี่ยวกับการแก้ปัญหาพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารโดยยึด ๓ นโยบายและ ๗ หลักคิดดังนี้

๓ นโยบายรักษาอธิปไตยชาติ

ไม่ยอมรับแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน เวลาที่เราจะพูดถึงแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน คนมักคิดถึงเฉพาะระวางดงรักที่กัมพูชาใช้ในศาลโลก ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนมีหลายระวางและไม่ได้เกี่ยวพันเฉพาะกับประเทศกัมพูชาเท่านั้น ในที่นี้ขออธิบายเฉพาะแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักที่เป็นปัญหาถกเถียงกันอยู่ในเวลานี้ ซึ่งรัฐบาลยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่ยอมรับแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรัก เหตุผลเพราะว่าในการพิจารณาของศาลโลกได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า แผนที่ระวางนี้ไม่ได้เป็นผลงานของคณะกรรมการผสมระหว่างสยาม-ฝรังเศส ซึ่งในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ระบุไว้ว่าแผนที่ที่จะนำมาใช้จะต้องเป็นผลงานของคณะกรรมการฯ และรัฐบาลเคยทำหนังสือไปถึงรัฐบาลกัมพูชาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑ ยืนยันว่าไทยไม่ยอมรับแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนในการเจรจาแต่เรายึดหลักสันปันน้ำเหมือนที่เราได้ต่อสู้ที่ศาลโลก

ไม่ยอมรับแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารของกัมพูชา เรื่องมรดกโลกเราเอาจริงเอาจังในการคัดค้านแผนบริหารจัดการดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติที่แรงมากว่า ถ้าไม่ฟังเรา เราพร้อมถอนตัวจากภาคีมรดกโลก ทำให้เขาจำเป็นต้องเปลี่ยนมติทั้งหมด ซึ่งเราก็ต้องทำความเข้าใจต่อเนื่องว่า เมื่อใดก็ตามที่ทำแล้วมีผลต่ออธิปไตยไทย ไม่ใช่หน้าที่มรดกโลก ไม่ใช่หน้าที่ยูเนสโก นายกรัฐมนตรีได้เคยพูดกับเลขาธิการยูเอ็นเลยว่า “ก่อนผลักดันเป็นมรดกโลก พี่น้องสองฝั่งยังไปเที่ยวได้ ต่อมาเมื่อมีการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกก็มีการปะทะกันแสดงว่ายูเนสโกซึ่งมีหน้าที่ส่งเสริมสันติภาพ กำลังเดินผิดทาง และต้องทบทวนเพื่อแก้ไขในสิ่งผิดพลาดที่คณะกรรมการมรดกโลกได้ดำเนินการไป

ครั้งหลังสุดที่นายกรัฐมนตรีพบกับสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีก็ยืนยันชัดเจนว่าไทยคัดค้านแผนบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าว และจุดยืนนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ให้เป็นนโยบายกับเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการในเรื่องนี้นำไปปฏิบัติอย่างเข้มแข็ง รวมทั้งชี้แจงให้คณะกรรมการมรดกโลกรับทราบและจะใช้กรณีนี้เป็นฐานข้อมูลในการต่อสู้ในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกเดือนมิถุนายนเพื่อเดินหน้าคัดค้านแผนบริหารจัดการของกัมพูชาด้วย

ไม่ถอนทหารจากพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ในการหารือกับสมเด็จฮุนเซนนายกรัฐมนตรียืนยันชัดเจนว่าการถอนทหารคงจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าหากยังมีปัญหาการรุกล้ำเข้ามาทั้งในเรื่องของชุมชน ตลาดและวัด ซึ่งยังเป็นข้อขัดแย้งกันอยู่ มีการรายงานเบื้องต้นขณะนี้ว่า ชุมชนกับตลาดมีการย้ายออกไปแล้วแต่ยังเหลือวัด ดังนั้นเมื่อยังมีปัญหาที่วัดทหารไทยก็ยังอยู่ในพื้นที่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายไปแล้วว่าจะไม่มีการถอนทหารจนกว่าพื้นที่ตรงนั้นจะมีความชัดเจนว่า ได้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงปี ๒๕๔๓ ซึ่งนายกรัฐมนตรียังได้พูดกับสมเด็จฮุนเซนด้วยว่ากระบวนการเกี่ยวกับมรดกโลกนั้นเราไม่เห็นด้วยกับการเดินหน้าแต่เห็นว่าควรจะชะลอไว้ก่อนเพื่อหาข้อยุติในเรื่องที่เป็นข้อพิพาทกันอยู่ อันนี้เป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งนายกรัฐมนตรีคิดว่าแนวทางที่รัฐบาลใช้การเจรจาจนทำให้เห็นความคืบหน้าในการย้ายชุมชนและตลาดออกไปโดยไม่มีการใช้กำลัง ขณะที่ไทยยังรักษาจุดยืนของตัวเองไว้อย่างชัดเจนย่อมเป็นประโยชน์สำหรับการต่อสู้ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกเดือนมิถุนายนปีหน้าด้วย

๗ หลักคิดแก้ปัญหาเพื่อบ้านเมือง

ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวยึดมั่นในผลประโยชน์ส่วนรวม ตลอดชีวิตการเมืองเกือบ ๑๙ ปีของนายกรัฐมนตรี เป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการอาสาที่จะใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง รัฐบาลไม่มีผลประโยชน์อื่นใดนอกจากผลประโยชน์ของชาติ และนายกรัฐมนตรีได้ตอกย้ำ และไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะเอาแผ่นดินไทยไปแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์อื่น ถ้าทำเช่นนั้นไม่ใช่แค่ว่าผมไม่ควรเป็นนายกรัฐมนตรี ผมไม่ควรจะอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ด้วยซ้ำ

ไม่เปลี่ยนจุดยืน ในสมัยที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภานายอภิสิทธิ์เคยอภิปรายไว้อย่างไร จุดยืนตอนเป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนเดิมทุกประการ นายอภิสิทธิ์คัดค้านแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชาที่รัฐบาลชุดก่อนไปดำเนินการ เมื่อเป็นรัฐบาลก็ได้แจ้งรัฐบาลกัมพูชาแล้วว่าแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นโมฆะ ถัดมาปลายปี ๒๕๕๑ มีการเอากรอบการเจรจา ในการจัดวางกำลังทหารเข้าสู่สภา มีการเอาแผนที่หนึ่งต่อสองแสนแนบท้ายไปด้วย นายอภิสิทธิ์ตอนเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ได้อภิปรายว่า “เราจะไม่ยอมรับกรอบการเจรจา จนกว่าจะมีการเอาแผนที่ออกไป”ในที่สุดกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลขณะนั้นยอมเอาแผนที่ออกไป กรอบการเจรจาปี ๒๕๕๑ จึงไม่มีแผนที่ที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอเข้าไป

ไม่เคยกลัวเสียหน้า มีคนกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีไม่ยอมยกเลิกเอ็มโอยู ๔๓ เพราะกลัวเสียหน้า ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ตอบชัดเจนว่า ผมคิดว่าเป็นการพูดที่เกินเลยจากข้อเท็จจริงไปมาก เพราะเหตุผลที่ผมยังไม่ยกเลิกเอ็มโอยู๔๓ ก็เพราะเห็นว่ายังเป็นประโยชน์ในการรักษาสิทธิของประเทศ สิ่งที่กังวลว่าในเอ็มโอยูดังกล่าวไปยึดแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน มากำหนดเขตแดนนั้น เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะเอ็มโอยู ๔๓เป็นหลักวิธีการจัดทำเขตแดน ไม่ผูกมัดประเทศไทยในการจัดทำหลักเขตแดน แต่มีหลักสำคัญว่าพื้นที่ปี ๒๕๔๓ เป็นอย่างไร อย่าให้มีการเปลี่ยนแปลง คืออย่าให้มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเข้าไปรุกล้ำเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ โดยจะมีคณะกรรมการมาทำหลักเขตแดน เอาสนธิสัญญามาเป็นหลักยึด คือ หนึ่งหลักสันปันน้ำ สองใช้คำว่าบรรดาแผนที่ที่เป็นงานของคณะกรรมาธิการที่ทำหลักเขตแดนตามสัญญา ล่าสุดกัมพูชาพยายามเอาแผนที่แนบท้ายเข้าไปในกรรมการมรดกโลก รัฐบาลก็เข้าไปคัดค้าน จนมติของกรรมการมรดกโลกให้ไปพิจารณาปีหน้า

ผมเคารพความเห็นของบางคนที่ไม่ได้ตีความเอ็มโอยูเหมือนที่ผมและหลายฝ่ายคิด แต่กัมพูชาเสนอในแผนจัดการมรดกโลกล่าสุดว่าเขายังไม่สามารถใช้แผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน ได้ เพราะกรรมการทำหลักเขตแดนตามเอ็มโอยู ๔๓ ยังทำงานไม่เสร็จ หมายความว่าการมีเอ็มโอยูทำให้กัมพูชายังใช้แผนที่ไม่ได้และรัฐบาลก็ไม่ยอมรับการใช้แผนที่นี้ ผมจึงคิดว่าเราเห็นต่างกันเท่านั้นเอง ฝ่ายหนึ่งว่าเลิกเอ็มโอยู ๔๓ ดี บางฝ่ายว่าถ้าเลิกเขาจะไปอ้างแผนที่ เพราะไม่มีสนธิสัญญาค้ำอยู่

มันยุติธรรมหรือครับที่จะกล่าวหาผมเพียงเพราะเราเห็นต่างกัน ผมเคยพูดคุยกับตัวแทนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหลายครั้ง ยืนยันว่าเจตนาเราตรงกันคือปกป้องอธิปไตยของชาติ ทางไหนดีกว่ากันผมยินดี ผมไม่มีปัญหา ถ้าเลิกแล้วดีกับประเทศไทยผมก็เลิก แต่ถ้าเราถกกันแล้ว ดูกันด้วยเหตุด้วยผลแล้วถ้ามีประโยชน์ก็คงไว้ ทั้งหมดคือผลประโยชน์ของประเทศไทยครับ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะละทิ้งหลักในการรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมืองเพียงเพราะต้องการที่จะรักษาหน้าตัวเอง หรือรักษาหน้าคุณชวน หลีกภัย

ไม่ละเลยที่จะรับฟังความเห็นของคนอื่น เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้แสดงจุดยืนในการรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายตามแนวทางของระบอบประชาธิปไตยไว้ดังนี้ ทุกท่านที่ติดตามการแก้ปัญหาในกรณีปราสาทพระวิหารจะเห็นได้ว่า ผมไม่เคยปฏิเสธที่จะแลกเปลี่ยนความเห็นกับกลุ่มคนที่มีความห่วงใยต่อประเทศชาติ หลายท่านไม่เห็นด้วยกับวิธีการของผม ผมเข้าใจ และผมยืนยันในความเป็นนักประชาธิปไตยที่ต้องเคารพความเห็นต่าง ผมเพียงแต่อยากให้ข้อคิด วิธีการบรรลุเป้าหมายว่ามีหลายวิธี เราจะเลือกใช้วิธีไหนเวลาใด ต้องเลือกดูสถานการณ์ความเหมาะสม ไม่ใช่ยึดมั่นอยู่วิธีเดียว หรือคิดว่าต้องแก้ด้วยวิธีนี้เท่านั้นเพื่อให้ทุกอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สำหรับผมสิ่งที่ดีที่สุดคือทั้งสองประเทศเคารพอธิปไตยซึ่งกันและกัน เป็นเพื่อนบ้านแล้วพี่น้องประชาชนทั้งสองฝั่งสามารถอยู่และสงบสุขพร้อมกัน เราไม่ต้องการให้พี่น้องประชาชนอยู่ในภาวะต้องสู้รบกันไม่จบไม่สิ้น เราไม่ต้องการให้ประเทศที่สามหรือประเทศอื่นมาแทรกแซงบนแผ่นดินของเรา เห็นด้วยไม่เห็นด้วยไม่เป็นไร แต่อย่ากล่าวหาหรือให้ร้ายในเจตนาของกันและกัน เพราะนั่นไม่ใช่ผลดีในการแก้ปัญหา”

ไม่ตัดสินใจบนพื้นฐานความเชื่อของตัวเอง หลักความคิดที่ไม่ยึดความคิดตัวเองเป็นใหญ่นั้นนายกรัฐมนตรีได้เคยให้สัมภาษณ์ชัดว่า การแก้ปัญหาของผมไม่เคยยึดติดอยู่กับความคิดของตัวเองว่าคือความถูกต้องหรือใช้อัตตาของตัวเองเป็นที่ตั้งอย่างที่มีบางคนพยายามกล่าวหา แต่ผมจะรับฟังข้อมูลอย่างรอบด้านและตัดสินใจโดยยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก

ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลชุดนี้จะไม่ใช้หลักของการโฆษณาชวนเชื่อและบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อหวังประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เคยสัมภาษณ์ว่า หลักคิด ในการแก้ปัญหาของผมจะเน้นเรื่องการให้ข้อมูลที่เป็นจริงกับประชาชน ใช้วิธีอธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ในกรณีปราสาทพระวิหารผมบอกกับประชาชนมาตลอดว่าสภาพปัญหาเป็นอย่างไร และขั้นตอนในการแก้ปัญหาเป็นอย่างไร ซึ่งผมก็ยึดมั่นและเดินตามแนวทางที่ได้บอกกับประชาชนมาโดยตลอด คือ รักษาสิทธิของประเทศโดยยึดหลักสันติวิธีในการแก้ปัญหา

ไม่กล่าวหาคนอื่น รัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่นิยมกล่าวหาคนอื่นแบบลอยๆ แต่พยายามทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนที่มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเนื่องจากได้รับข้อมูลไม่ครบทุกด้าน และเห็นว่าความคิดที่ต่างเป็นความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย หากไม่มีวาระอื่นซ่อนเร้น โดยนายกรัฐมนตรีย้ำจุดยืนนี้ ผมยอมรับครับว่ามีหลายครั้งที่ผมอยากตอบโต้คนที่บิดเบือนข้อมูลกล่าวหาผมอย่างไม่เป็นธรรม แต่ผมรู้ดีว่ามันไม่มีประโยชน์ที่เราจะใช้คำพูดรุนแรงกล่าวหาซึ่งกันและกันเพียงเพื่อให้เกิดความสะใจหรือระบายอารมณ์ชั่วครู่ชั่วยาม เพราะหน้าที่ของผมคือประคับประคองบ้านเมืองนี้ให้ยึดมั่นที่เหตุและผล และให้ข้อมูลที่เป็นจริงเพื่อให้ประชาชนได้ใช้วิจารณญาณตัดสิน ผมเจ็บปวดและไม่สบายใจทุกครั้งที่มีพี่น้องบางส่วนกล่าวหาว่าผมไม่รักชาติ ขายชาติ ผมขอยืนยันครับว่า ผมไม่มีผลประโยชน์อื่นนอกจากผลประโยชน์ชาติ และผมไม่กล่าวหาพี่น้องประชาชนที่เห็นต่าง ตรงกันข้ามผมขอบคุณในความตื่นตัวที่มีความหมายต่อบ้านเมือง แต่ผมก็ต้องตัดสินใจว่าสิ่งใดที่จะรักษาประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากที่สุด ซึ่งอาจจะไม่ใช่วิธีการที่บางฝ่ายเชื่อ แต่ก็ไม่ควรเป็นเรื่องที่เราต้องมาประณามกันและกันเพียงเพราะเราเห็นแตกต่างกัน

ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นเป็นแนวทางในการแก้ปัญหากรณีปราสาทพระวิหารของรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์หวังว่าเอกสารคำชี้แจงนี้จะได้ทำให้ประชาชนมีความเข้าใจในวิธีการแก้ปัญหาของรัฐบาลมากขึ้น และต่อจากนี้ไปจะเป็นการชี้แจงเกี่ยวกับคำถามของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ได้จัดทำเป็นเอกสารเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลอีกด้านหนึ่งจากรัฐบาล

สรุปถาม-ตอบกรณีปัญหาเขตแดนไทย – กัมพูชา

ลำดับ

คำถาม

คำตอบ

พันธมิตรฯนักวิชาการและภาคประชาชนคัดค้านเรื่องอะไร

พันธมิตรฯ นักวิชาการ ภาคประชาชนและรัฐบาลต่างเห็นพ้องกันในเรื่องการปกป้องอธิปไตยของประเทศ พูดง่ายๆคือ เป้าหมายเหมือนกัน แต่วิธีการต่างกัน ทำให้ยังเห็นไม่สอดคล้องกัน ซึ่งรัฐบาลยืนยันในหลักคิดนี้ คือ

  • แผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรักไม่ผูกพันประเทศไทย
  • รัฐบาลได้คัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก 
  • รัฐบาลใช้การเจรจาแก้ไขปัญหาการรุกล้ำดินแดนไทย โดยใช้บันทึกความเข้าใจ

ปี ๒๕๔๓ เป็นกลไกในการเจรจา

แผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ทำโดยใครและเมื่อไหร่

แผนที่ที่ทำขึ้นมีทั้งหมด ๑๑ ฉบับโดยคณะกรรมการผสมระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ตามสนธิสัญญา ๑๙๐๔ ถูกยกเลิกไปสามฉบับโดยอนุสัญญา ๑๙๐๗ เหลือที่ยังใช้อยู่อีก ๘ ฉบับ ซึ่งเป็นแผนที่ที่เกี่ยวข้องกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวประมาณ ๖ ฉบับครึ่งและแผนที่เกี่ยวกับกัมพูชา ๑ ฉบับครึ่ง สำหรับระวางที่เกี่ยวข้องกับปราสาทพระวิหารคือ ระวางดงรัก ซึ่งเป็นระวางเดียวที่กัมพูชานำขึ้นสู่การพิจารณาของศาลโลก และศาลโลกได้วินิจฉัยว่าระวางดงรักไม่ได้เป็นผลงานของคณะกรรมการฯแต่อย่างใด โดยไม่ได้วินิจฉัยแผนที่ที่เหลือว่าเป็นผลงานของคณะกรรมการฯหรือไม่ จึงเป็นหน้าที่ของแต่ละประเทศต้องเจรจาตกลงกัน

ถ้าไทยไม่ยึดแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน แล้วฝ่ายไทยยึดหลักอะไรเรื่องเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา

เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาบริเวณที่มีปัญหาคือกัมพูชายึดแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรัก ส่วนประเทศไทยไม่เพียงแค่ไม่ยึดแผนที่ระวางนี้แต่ยังไม่ยอมรับที่จะให้กัมพูชานำมาใช้งานด้วย ซึ่งถูกกำหนดเป็นภาคบังคับไว้ในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ว่าไทยยึดอนุสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ ที่ระบุว่าเส้นเขตแดนบริเวณเทือกเขาดงรักเป็นไปตามสันปันน้ำ ส่วนแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรัก ศาลโลกได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่ใช่ผลงานคณะกรรมการปักปันฯจึงไม่อยู่ในข่ายที่จะนำมาใช้ในการเจรจาตามเงื่อนไขเอ็มโอยู ๒๕๔๓

แผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสนทำให้ไทยเสียดินแดนเพราะอะไร

แผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรักไม่ผูกพันประเทศไทยแต่อย่างใด เพราะไม่เป็นไปตามที่สนธิสัญญาระหว่างสยาม – ฝรั่งเศส ด้วยเหตุผลข้างต้น รัฐบาลไทยและท่าทีในการเจรจาของไทยจึงยังยืนยันว่าแผนที่ดังกล่าวนำมาใช้ไม่ได้ และไม่มีน้ำหนักทางกฎหมาย

นอกจากนี้ คำพิพากษาศาลโลกมิได้ตัดสินว่าเส้นเขตแดนตามแผนที่ดังกล่าวผูกพันไทย

เพียงแต่ตัดสินว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา และให้ไทยถอนทหารออกจากปราสาทพระวิหาร และคืนโบราณวัตถุ แผนที่ดังกล่าวจึงมีสถานะเป็นเพียงเหตุผลในการพิพากษาสามประการข้างต้นเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเส้นเขตแดน ฉะนั้น การเจรจาเรื่องเขตแดนในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องแยกต่างหาก ไม่เกี่ยวโยงกับคดีในศาลโลกที่ตัดสินเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้นไทยจึงมิได้เสียดินแดนบริเวณรอบปราสาทพระวิหารแต่อย่างใด ตรงกันข้ามรัฐบาลได้ปกป้องอธิปไตยในส่วนนี้อย่างเข้มแข็งผ่านแนวทางทางการทูตและการทหาร

ข้อผูกพันแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระหว่างไทยกับกัมพูชามีอยู่ในเอกสารอะไรบ้าง

กรอบใหญ่ที่รัฐบาลใช้คือเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เมื่อในเอ็มโอยูระบุชัดเจนว่าแผนที่ที่จะใช้ในการเจรจาต้องเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันฯและศาลโลกได้วินิจฉัยแล้วว่า แผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักมิได้เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันฯ จึงไม่สามารถนำมาใช้ดำเนินการตามเงื่อนไขของเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ได้ ดังนั้นไม่ว่ากัมพูชาจะหยิบยกแผนที่ดังกล่าวมาอ้างถึงอย่างไรก็ไม่มีผลในทางปฏิบัติเพราะรัฐบาลไทยได้แจ้งไปอย่างชัดเจนว่า ไม่ ยอมรับแผนที่ดังกล่าว สำหรับความจำเป็นที่ต้องจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ. ๒๕๔๓ ก็เพราะบันทึกความเข้าใจฯ เป็นกลไกการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชาเพื่อแก้ไขข้อพิพาทด้านเขตแดนอย่างสันติวิธี เขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาได้ปักปันแล้วตามอนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ และสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๗ บันทึกความเข้าใจฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเจรจาและร่วมกันสำรวจหาหลักเขตแดนเดิม ๗๓ หลัก และเส้นเขตแดนที่ปักปันตามแนว

อุปสรรคตามธรรมชาติ เพื่อจัดทำหลักเขตแดนตลอดแนวเขตแดนไทย-กัมพูชา เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

เนื่องจากเมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้วเทคโนโลยีในการสำรวจและจัดทำแผนที่ยังไม่สามารถจัดทำแผนที่ขนาดสัดส่วนที่ถูกต้องใกล้เคียงภูมิประเทศจริงได้ การจัดทำเส้นเขตแดนให้ชัดเจนถูกต้องจำเป็นต้องใช้แผนที่และเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการดำเนินการเพื่อให้ได้เส้นเขตแดนอันเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของสนธิสัญญาฯ ดังนั้น บันทึกความเข้าใจฯ ปี ๒๕๔๓ ได้กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายจัดทำภาพถ่ายทางอากาศและสำรวจภูมิประเทศร่วมกัน ซึ่งเมื่อมีการดำเนินการดังกล่าวด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันแล้ว ก็จะพบว่าสภาพภูมิประเทศจริงมิได้เป็นไปตามแผนที่ระวางดงรักที่กัมพูชายึดถือ นอกจากนี้เส้นสันปันน้ำตามแผนที่ระวางดงรักดังกล่าวก็ไม่สามารถถ่ายทอดลงในแผนที่ที่จัดทำขึ้นในปัจจุบันได้ เพราะไม่ตรงกับสภาพภูมิประเทศ ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าแผนที่ดังกล่าวไม่อาจนำมาใช้ถ่ายทอดสภาพภูมิประเทศได้ จึงไม่สามารถนำมาใช้และไม่มีน้ำหนักทางกฎหมาย

สำหรับการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจฯ ในแต่ละขั้นตอน รัฐบาลได้นำเสนอผลการหารือให้รัฐสภาได้พิจารณา ดังเช่น กรณีบันทึกผลการประชุมของ JBC ทั้ง ๓ ฉบับ ซึ่งนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา และหากการเจรจาได้ข้อยุติในขั้นตอนสุดท้าย ก็จะต้องดำเนินการตามกระบวนการของรัฐสภา

ปัญหา บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ.๒๕๔๓ (เอ็มโอยู ๒๕๔๓) ที่สำคัญคืออะไร

๑ ในข้อ ๑ ค. ของเอ็มโอยูระบุว่าให้ใช้แผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน ที่เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันฯแต่แผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักมิได้เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันฯ ไทยจึงไม่ยอมรับที่จะใช้แผนที่นี้ในการจัดทำหลักเขตแดนจึงไม่มีความเสี่ยงที่จะเสียดินแดนเพราะไทยยังยึดหลักสันปันน้ำตามที่ได้ต่อสู้ไว้ในศาลโลก

๒ ไทยปฏิบัติตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายได้พิสูจน์และตกลงกัน แต่กัมพูชามีการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมซึ่งเป็นการละเมิดต่อเงื่อนไขในเอ็มโอยูฯข้อ ๕ ซึ่งไทยได้ประท้วงหลายครั้งตามหลักสากลโดย มติป.ป.ช. วันที่ ๑๖ ก.ค. ๒๕๕๓ ก็ได้ชี้มูลแล้วว่าการดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติด้วยวิธีนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องและไม่ได้ทำให้ไทยสูญเสียอธิปไตยของชาติแต่อย่างใด จึงถือเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่ารัฐบาลไม่ได้โต้แย้งในเรื่องนี้ เพราะในความเป็นจริงรัฐบาลประท้วงกรณีที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงนี้มาโดยตลอด

๓ การที่ในเอ็มโอยูฯข้อ ๘ ระบุให้ระงับข้อพิพาทที่เกิดจากการตีความหรือการบังคับใช้เอ็มโอยู ๒๕๔๓ โดยสันติวิธีด้วยการปรึกษาหารือและการเจรจา ไม่ใช่จุดอ่อนของเอ็มโอยูฉบับนี้ เนื่องจากเนื้อหาในข้อดังกล่าวล้อมาจากกฎบัตรสหประชาชาติมาตรา ๓๓ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติตามหลักสากลที่ทั่วโลกใช้ และไทยก็รักษาสิทธิของตัวเองโดยยึดกฎหมายระหว่างประเทศเป็นหลัก การที่กัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงก็จะเป็นสิ่งที่ฟ้องต่อนานาชาติว่าผู้ที่ไม่ดำเนินการตามหลักสากลคือกัมพูชาไม่ใช่ฝั่งไทย และไทยได้ใช้ความอดทนอย่างมากในการรักษาแนวทางสันติวิธี แต่ถ้ากัมพูชายังไม่ทบทวนท่าทีแต่รุกรานอธิปไตยของไทยเพิ่มเติม รัฐบาลไทยก็อยู่ในสถานะที่มีความชอบธรรมในการรักษาอธิปไตยของชาติด้วยวิธีอื่นหากการประท้วงไม่ได้ผล

๔ รัฐบาลในขณะนั้น (ยุคคุณชวน หลีกภัย) พิจารณาแล้วไม่คิดว่าเอ็มโอยู ๒๕๔๓ จะเข้าข่ายตามมาตรา ๒๒๔ ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในขณะนั้น เนื่องจากเป็นเพียงแค่กรอบการเจรจา และเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๔๐ ถูกยกเลิกไป การดำเนินการของรัฐบาลชุดปัจจุบันก็ได้ทำทุกขั้นตอนตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ จึงไม่มีส่วนใดที่จะขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

๕ ไม่ได้เป็นเอกสารเริ่มต้นที่ทำให้เกิดเอกสารหลายชนิดที่มีข้อผูกพันแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรัก เพราะระบุชัดเจนแล้วว่าแผนที่ดังกล่าวไทยไม่ยอมรับเพราะไม่ใช่ผลงานของคณะกรรมการปักปันฯ การอ้างแต่เพียงฝ่ายเดียวของกัมพูชาจึงมิได้มีผลผูกพันใด ๆ ต่อประเทศไทยทั้งสิ้น

การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย – กัมพูชาที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร

๑ บันทึกความเข้าใจฯ กำหนดให้มีการสำรวจหลักเขตแดนที่มีอยู่เดิม ๗๓ หลักและจัดทำหลักเขตแดนถาวรเพื่อทดแทนของเดิม ซึ่งการดำเนินการมีความคืบหน้า สามารถค้นพบหลักเขตที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในเรื่องที่ตั้งแล้ว จำนวน ๒๙ หลัก

๒ สำหรับบริเวณเส้นเขตแดนที่ใช้อุปสรรคทางธรรมชาติ ทั้งสองฝ่ายจะต้องร่วมกันสำรวจหาแนวสันปันน้ำหรือร่องน้ำลึกให้เป็นที่ตกลงกัน เพื่อความชัดเจน มิให้เกิดปัญหา และจัดทำหลักเขตแดนไว้ เพื่อป้องกันมิให้มีข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทในอนาคต ทั้งนี้ แนวสันปันน้ำมีคำจำกัดความทางวิชาการเป็นสากล ซึ่งมีกฎหมายระหว่างประเทศรับรอง

ศาลโลกตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ.๒๕๐๕ ตัดสินแค่ไหน

๑ ศาลโลกไม่ได้ตัดสินแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักตามที่กัมพูชาร้องขอ

คำพิพากษาของศาลโลกวินิจฉัยเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้นที่เป็นของกัมพูชาไม่รวมพื้นที่โดยรอบซึ่งไทยถือว่าเป็นอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของไทย

ไทยปฏิบัติตัวอย่างไรกับคดีปราสาทพระวิหาร

๑ รัฐบาลได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกครบถ้วนแล้วตามข้อ ๙๔ (๑) การที่มีการเสนอความเห็นว่าไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศนั้น เห็นว่า ไม่น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้องเนื่องจากจะขัดต่อมาตรา ๙๔ ของกฎบัตรสหประชาชาติที่ระบุให้รัฐสมาชิกปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ประกอบกับรัฐบาลไทยได้ทำหนังสือประท้วงการตัดสินดังกล่าวโดยตั้งข้อสงวนอันชัดแจ้งเกี่ยวกับสิทธิใด ๆ ที่ประเทศไทยมีหรืออาจมีในอนาคต เพื่อเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา โดยอาศัยกระบวนการกฎหมายที่มีอยู่ หรือที่จะพึงนำมาใช้ได้ในภายหลัง

๒ ไทยยังยึดหลักสันปันน้ำตามแนวทางที่ได้ต่อสู้ในศาลโลก

๑๐

ศาลโลกจะขยายผล หรือ กัมพูชาจะฟ้องศาลโลกแล้วไทยจะเสียดินแดนมากกว่านี้ได้หรือไม่

รัฐบาลไทยได้ทำหนังสือประท้วงคำพิพากษาของศาลโลกในกรณีนี้ไปแล้ว กัมพูชาจึงไม่สามารถนำกรณีพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนหรือเรื่องอื่นๆ เข้าสู่การพิจารณาของศาลโลกได้อีก เว้นแต่จะเข้าเงื่อนไขตามข้อ ๖๐ ของธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศกล่าวคือ ในกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษา (Meaning of scope of the judgment) ในคดีเดิม ดังเช่นในกรณีปราสาทพระวิหาร ดังนั้น หากกัมพูชาเสนอให้ศาลฯ ตีความคำพิพากษา และศาลฯ พิจารณาแล้วรับคำร้อง กระบวนการพิจารณาของศาลฯ ที่จะมีขึ้นรวมถึงผลการพิจารณา ก็จะผูกพันคู่กรณีคือไทยและกัมพูชา

๑๑

เพราะมีเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เป็นเครื่องมืออันวิเศษทำให้ไทยกับกัมพูชาจำกัดวงให้เจรจากันเอง โดยไม่ต้องไปศาลโลกอีกครั้งให้ไทยต้องเสียเปรียบใช่หรือไม่

ใช่ เพราะเอ็มโอยูเป็นกลไกทวิภาคีในการแก้ไขข้อพิพาทด้านเขตแดนอย่างสันติวิธี ทั้งกัมพูชาและไทยจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งฝ่ายที่สาม ไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติหรือศาลโลกเข้ามาร่วมแก้ไขข้อพิพาท

๑๒

เพราะมีเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เป็นเครื่องมืออันวิเศษทำให้องค์การสหประชาชาติหรือนานาชาติมาแทรกแซงจริงหรือไม่

จริง เพราะปกติตามกฎบัตรสหประชาชาติ บรรดารัฐทั้งหลายควรจะเจรจาหาข้อยุติกันเสียก่อน โดยในกรณีนี้ เอ็มโอยู ซึ่งเป็นกลไกทวิภาคีในการแก้ไขข้อพิพาท เป็นเครื่องยืนยันต่ออาเซียน และต่อสหประชาชาติว่า ข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาสามารถหาทางออกกันได้ในระดับทวิภาคีอย่างสันติวิธี เมื่อมีความพยายามของฝ่ายกัมพูชาที่จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของอาเซียน และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ฝ่ายไทยได้ชี้แจงว่า ข้อพิพาทระหว่างกันมีกลไกแก้ไขระดับทวิภาคีทำให้นานาชาติไม่สามารถยื่นมือเข้ามาแทรกแซงได้

ในทางตรงกันข้ามหากไม่มีเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เป็นกรอบในการเจรจาระหว่างสองประเทศแล้วเกิดปัญหากระทบกระทั่งจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาคก็จะเข้าเงื่อนไขตามกฎบัตรสหประชาชาติข้อ ๒ วรรค ๗ ที่ไม่ให้องค์การสหประชาชาติหรือนานาชาติมาแทรกแซงความสัมพันธ์หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ตราบใดที่ไม่เป็นอันตรายในระดับนานาชาติ

ดังนั้นหากสองประเทศมีการสู้รบกันโดยไม่มีกลไกระดับทวิภาคีแก้ปัญหาสหประชาชาติหรือนานาชาติย่อมที่จะยื่นมือเข้ามาแทรกแซงโดยอ้างว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายในระดับนานาชาติ

๑๓

หากไทยยินยอมกัมพูชาที่จะเดินสำรวจเพื่อจัดทำหลักเขตแดนทางบกบริเวณ “เขาพระวิหาร” จะมีความหมายว่าอย่างไร

๑ ไทยได้ปฏิบัติตามอนุสัญญา ปี ค.ศ. ๑๙๐๔ ซึ่งระบุว่า เส้นเขตแดนบริเวณดังกล่าวเป็นไปตามสันปันน้ำ จึงต้องการให้กัมพูชาได้ร่วมสำรวจเพื่อเห็นชัดเจนว่า สันปันน้ำอยู่ที่ใด

๒ ไทยปฏิเสธแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรัก ที่กัมพูชาอ้างว่าเส้นเขตแดนบริเวณดังกล่าวเป็นไปตามแผนที่ระวางนี้ โดยในการสำรวจจะทำให้เห็นชัดเจนว่า นอกจากสภาพภูมิประเทศตามแผนที่ดังกล่าวจะไม่ถูกต้องตามสภาพภูมิประเทศจริงแล้ว เส้นเขตแดนตามแผนที่ดังกล่าวยังมิได้เป็นไปตามสันปันน้ำ จึงไม่มีน้ำหนักทางกฎหมายและไม่ใช่เส้นเขตแดนที่ถูกต้อง

๑๔

ในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ไม่ได้มีเฉพาะแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสนซึ่งอยู่ในข้อ ๑ (ค) เท่านั้น แต่ยังหมายถึงให้ทำตามสนธิสัญญาในข้อ ๑ (ก) และ ๑ (ข) ได้ด้วย จึงไม่ได้สรุปว่าจะใช้แผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนใช่หรือไม่

รัฐบาลยึดถือเอกสารตามข้อ ๑ (ก) และ ๑ (ข) เป็นหลักในการเจรจา ส่วนข้อ ๑ (ค) ที่ระบุแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนที่เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันฯแต่แผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักไม่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการปักปันผสมระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ซึ่งสิ้นสุดไปก่อนการจัดทำแผนที่ระดวางรักแล้วเสร็จ โดยศาลโลกก็ได้วินิจฉัยในกรณีนี้ไว้ชัดเจนว่า แผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรัก ไม่ได้เป็นผลงานของคณะกรรมการฯ ดังนั้นแผนที่ระวางนี้จึงมิใช่เอกสารตามข้อ ๑ (ค) เพราะไม่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ และสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๗ นอกจากนี้ แผนที่ระวางดงรักยังแสดงเส้นเขตแดนที่แตกต่างไปจากที่ระบุไว้ในอนุสัญญาฯ คือ ไม่เป็นไปตามสันปันน้ำ และมีปัญหาทางเทคนิคคือไม่อาจนำมาใช้ระบุเส้นเขตแดนในทางปฏิบัติ และไม่สามารถนำไปถ่ายทอดลงในสภาพภูมิประเทศจริงได้

๑๕

ผลบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ปัญหาอยู่ที่ตรงไหน

ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากบันทึกการประชุมเป็นเพียงผลการหารือระหว่างประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมของทั้งสองฝ่ายที่ตกลงกันว่าจะดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างกันอย่างไรต่อไป และเมื่อดำเนินการอย่างไรแล้ว ก็จะต้องนำมาเสนอให้รัฐบาลพิจารณา เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอีกครั้งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

สำหรับประเด็นที่กัมพูชากล่าวหาไทยว่าใช้ทหารรุกรานดินแดนกัมพูชาตามแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน ทั้งในบันทึกการประชุม เจบีซี และคณะกรรมการมรดกโลก แต่ฝ่ายไทยก็ไม่ได้ทักท้วงแต่ประการใดนั้น เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะนับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ ได้ประท้วงกัมพูชาในหลายโอกาส ทั้งกรณีการสร้างถนน ชุมชน ตลาดและวัดล้ำดินแดนไทย ซึ่งเป็นการรักษาสิทธิและอธิปไตยตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ที่ไม่ได้ทักท้วงในบันทึกการประชุมก็เพราะสิ่งที่กัมพูชากล่าวหาไทย เป็นความเห็นของกัมพูชาฝ่ายเดียว และไม่ได้มีการบันทึกไว้ว่าเป็นมติการประชุม อีกทั้งกระทรวงการต่างประเทศเคยทำหนังสืออย่างเป็นทางการถึงรัฐบาลกัมพูชาเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑ ยืนยันว่าไทยไม่ยอมรับแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรัก จึงมีความชัดเจนในจุดยืนของประเทศไทยอยู่แล้ว แต่เพื่อความสบายใจของฝ่ายที่มีความกังวลในเรื่องนี้ รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้ขอให้กระทรวงต่างประเทศปรับท่าทีในการประชุมคราวต่อไป เพื่อให้มีการบันทึกคำโต้แย้งไว้เป็นหลักฐาน

๑๖

เอ็มโอยู ๒๕๔๓ คือ เครื่องมืออันวิเศษที่ทำให้ไทยสามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแสดงว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมจริงหรือไม่ และหากไม่มีเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ก็จะไม่มีเครื่องมือไปบอกว่ากัมพูชาทำผิดข้อตกลงจริงหรือไม่

จริงเพราะเอ็มโอยู ๒๕๔๓ มีเงื่อนไขที่ทั้งสองประเทศต้องปฏิบัติตาม เมื่อกัมพูชาละเมิดเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ด้วยการไปเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอันเป็นข้อห้ามตามข้อ ๕ ของเอ็มโอยู ก็เป็นเครื่องยืนยันว่ากัมพูชาทำผิดข้อตกลงชัดเจน

หากไม่มีเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ที่กำหนดกรอบการเจรจาไว้ ฝ่ายกัมพูชาก็จะอ้างแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรัก ซึ่งไม่ใช่ผลงานของคณะกรรมการปักปันฯ ขณะที่ไทยก็จะอ้างอนุสัญญา ๑๙๐๔ และสนธิสัญญา ๑๙๐๗ โดยที่ไม่สามารถตกลงกันได้และจะนำไปสู่การเผชิญหน้าแทนการเจรจา ดังนั้นการมีเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ที่เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้ใช้สิทธิตามความเชื่อของตัวเองมาสู่โต๊ะเจรจาที่ต้องได้รับการยอมรับทั้งสองฝ่ายจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกต้องในการแก้ไขข้อพิพาทเขตแดน

อีกทั้งตามความเข้าใจโดยทั่วไปที่ว่าเส้นเขตแดนตามธรรมชาติมีอยู่แล้ว เป็นความเข้าใจที่ถูกเพียงครึ่งเดียว ดังนั้น จึงจำเป็นต้องตกลงกันให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจเหมือนกันว่า สันปันน้ำหรือร่องน้ำลึกอยู่ที่ใดให้ชัดเจน เพราะหลาย ๆ บริเวณ สันปันน้ำถูกทำลายไปแล้ว ดังนั้น การมีเอ็มโอยูก็เพื่อเป็นกลไกให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันสำรวจเพื่อหาเส้นเขตแดนตามธรรมชาติและจัดทำหลักเขตแดนให้ปรากฏชัดเจน หากไม่มีเอ็มโอยูแล้วต่างฝ่ายต่างยึดถือเส้นเขตแดนทางธรรมชาติที่ตนเองเข้าใจก็ย่อมเกิดความขัดแย้งจนกระทั่งนำไปสู่การสู้รบดังเช่นที่เกิดกับพม่าและลาว เอ็มโอยูจึงมีข้อกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายไม่ดำเนินการใด ๆ ในบริเวณเขตแดนเพื่อมิให้ส่งผลกระทบต่อหรือเปลี่ยนแปลงอุปสรรคทางธรรมชาติ

๑๗

ข้อผูกพันที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน แม้มีปัญหาในอดีตก็จะต้องกลับมาเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาอยู่ดี เราไม่ควรห่วงเกินไป จริงหรือไม่

จริง เพราะแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักไม่มีผลผูกพันประเทศไทย ตามที่ได้อธิบายมาแล้ว และรัฐสภาไทยก็เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย อีกทั้งยังมีวุฒิสมาชิกที่ไม่ฝักใฝ่พรรคการเมืองใดๆอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญอย่างเช่นเรื่องของเขตแดนจึงต้องผ่านกระบวนการของรัฐสภา และตัวแทนปวงชนชาวไทยไม่ว่าจะฝักใฝ่พรรคการเมืองหรือไม่ ย่อมที่จะต้องปกป้องอธิปไตยของประเทศไว้ ดังนั้นการที่บอกว่ารัฐสภาไทยอาจตกเป็นเครื่องมือของอำนาจทุนที่ครอบงำพรรคที่เอื้อประโยชน์ต่อกัมพูชานั้น เป็นการกล่าวหาเพื่อหวังประโยชน์ทางการเมือง ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

๑๘

เอ็มโอยู ๒๕๔๓ ยกเลิกฝ่ายเดียวไม่ได้ จริงหรือไม่

รัฐบาลเห็นว่า เอ็มโอยู ๒๕๔๓ เป็นกลไกที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างสันติวิธี และยังเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาเรื่องเขตแดน ส่วนกรณีที่ ครม.มีมติยกเลิกบันทึกความเข้าใจเพื่อแก้ไขพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลปี ๒๕๔๔ นั้นเป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้ หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายสนธิสัญญา นอกจากนั้น การยกเลิกเอ็มโอยูฯก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการอ้างสิทธิทางทะเลแต่อย่างใด เนื่องจากเส้นเขตเศรษฐกิจจำเพาะและเส้นไหล่ทวีปเป็นเส้นที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ผลสุดท้ายเส้นเขตทางทะเลจะได้แค่ไหนเพียงไร ขึ้นอยู่กับความตกลงระหว่างรัฐที่เกี่ยวข้อง หรือตามที่กฎหมายระหว่างประเทศกำหนด หรือในกรณีรัฐที่เกี่ยวข้องนั้นนำเรื่องขึ้นสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ/ศาลกฎหมายทะเลเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด

๑๙

สาระสำคัญการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๒ ปี ๒๕๕๑ คืออะไร

๑ ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเพราะรัฐบาลไทยในขณะนั้นไม่คัดค้านการขึ้นทะเบียนดังกล่าว

๒ หลังจากที่รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาบริหารประเทศได้คัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกและโต้แย้งการเสนอเอกสารจัดทำพื้นที่กันชนและพื้นที่พัฒนารอบปราสาทพระวิหารของกัมพูชาอย่างต่อเนื่องจนเป็นเหตุให้การประชุมในปี ๒๕๕๒ และ ๒๕๕๓ กัมพูชายังไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของคณะกรรมการมรดกโลกได้ จนทำให้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกยังไม่สมบูรณ์มาจนถึงปัจจุบัน

รัฐบาลได้แสดงออกชัดเจนว่าไม่ให้ความร่วมมือในการตั้งคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศเพื่อให้ความคุ้มครองทรัพย์สินมรดกโลก มี ๗ ชาติ อเมริกา จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เบลเยียม กัมพูชา โดยที่ไทยไม่เข้าร่วมในคณะกรรมการชุดนี้

๒๐

สาระสำคัญการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๓ ปี ๒๕๕๒ คืออะไร

ไทยได้โต้แย้งคำร้องของกัมพูชาที่อ้างว่าไทยใช้กำลังทหารรุกรานกัมพูชา โดยชี้แจงว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นอาณาเขตของไทย ซึ่งทั้งสองประเทศต่างอ้างสิทธิและอยู่ในระหว่างการเจรจาตามเงื่อนไขของเอ็มโอยู ๒๕๔๓ พร้อมกับชี้ให้คณะกรรมการมรดกโลกเห็นว่าการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้นำมาซึ่งการเผชิญหน้าจนเกิดการปะทะกันและมีความสูญเสียเกิดขึ้น จากความผิดพลาดของคณะกรรมการมรดกโลกที่ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ในการเป็นองค์กรรักษาสันติภาพ

๒๑

สาระสำคัญการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๔ ปี ๒๕๕๓ คืออะไร

๑ ไทยได้ทักท้วงกรณีที่ยูเนสโกให้เงินสนับสนุนรัฐบาลกัมพูชาจำนวน ๕ หมื่นเหรียญสหรัฐ ซ่อมและสร้างตลาดกัมพูชาในดินแดนที่อยู่ระหว่างการเจรจาตามเงื่อนไขของเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ว่าจะทำให้ยูเนสโกกระทำการละเมิดเจตนารมณ์ของตัวเอง เพราะเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้กัมพูชารุกล้ำอธิปไตยของไทย ซึ่งจะนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างสองประเทศมากขึ้น สวนทางกับการเป็นองค์กรส่งเสริมสันติภาพ

๒ การส่งมอบแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนของกัมพูชา เป็นการแจกเอกสารนอกห้องประชุม ไม่ใช่เอกสารที่ถูกบรรจุไว้ในการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลก จึงไม่มีผลผูกพันใด ๆ ต่อการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลก

๓ มีการเลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาไปในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ ตามคำทักท้วงของไทย

๒๒

เหตุผลที่เลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหารเป็นมิถุนายน ๒๕๕๔ เพราะอะไร

คณะกรรมการมรดกโลกได้มีมติให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ในการประชุมสมัยที่ ๓๒ ที่ประเทศแคนาดา ซึ่งไทยในฐานะ ผู้สังเกตการณ์ในการประชุมครั้งนั้นได้แถลงคัดค้านมติดังกล่าว และต่อมาในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ ๓๓ ที่ประเทศสเปน นายสุวิทย์ คุณกิตติ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญามรดกโลกได้มีหนังสือถึงผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโกและถึงประธานคณะกรรมการมรดกโลก เพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ด้วยเหตุผลว่าคณะกรรมการมรดกโลกดำเนินการไม่สมบูรณ์และไม่ถูกต้องตามอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลก ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา สืบเนื่องมาจนถึงการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ ๓๔ ที่ประเทศบราซิล นายสุวิทย์ คุณกิตติ ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลก และได้คัดค้านการออกข้อมติที่จะเป็นการ รับรองแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหารจนกระทั่งคณะกรรมการมรดกโลกมีมติว่าจะพิจารณาเอกสารที่ฝ่ายกัมพูชายื่นต่อศูนย์มรดกโลกในการประชุมสมัยที่ ๓๕ ที่ประเทศบาห์เรน ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการเลื่อนการพิจารณาเอกสารของฝ่ายกัมพูชาออกไปอีก ๑ ปี

ถ้าหากไม่ทำตามแนวทางที่รัฐบาลได้วางไว้ แต่ใช้วิธีอื่น ก็เชื่อได้ว่าคงมีการพิจารณาเอกสารของฝ่ายกัมพูชาไปแล้ว และคงมีมติรับรองแผนดังกล่าวตามความต้องการของกัมพูชา

๒๓

สิ่งที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ ลงนามกับกัมพูชาและคณะกรรมการมรดกโลกสรุปว่ามีเนื้อหาอะไร

นายสุวิทย์ไม่ได้ลงนามในมติประนีประนอมของกรรมการมรดกโลก เพราะนายสุวิทย์ไม่มีอำนาจไปลงนาม เนื่องจากไม่ได้เป็นกรรมการมรดกโลก ในทางกลับกัน ประธานประชุมกรรมการมรดกโลก เพียงต้องการให้นายสุวิทย์ตรวจสอบมติที่จะนำเข้าสู่การประชุมของกรรมการมรดกโลก ว่าเป็นที่พึงพอใจของไทยหรือไม่ หากเห็นว่าเป็นที่พึงพอใจก็ให้ลงนามกำกับ เพราะมีการเปลี่ยนมติที่เสนอหลายครั้งตามการเรียกร้องของรัฐบาลไทย เมื่อไทยพึงพอใจเนื่องจากมีการเลื่อนออกไปอีก ๑ ปี อีกทั้งยังต้องรอผลการทำงานของคณะกรรมการระหว่างไทย-กัมพูชา ตามกลไกของบันทึกความเข้าใจปี ๒๕๔๓ ก็มีการลงชื่อกำกับ ซึ่งไม่ได้ทำให้ไทยเสียเปรียบในการเจรจาครั้งต่อไป

๒๔

สิ่งที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ ลงนามมีนัยต่อการประชุมครั้งที่ ๓๕ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ ว่าอย่างไร

คณะกรรมการมรดกโลกยอมรับว่า พื้นที่รอบปราสาทพระวิหารยังมีประเด็นพิพาทกับไทย และกัมพูชาเองระบุในเอกสารด้วยว่า ยังไม่สามารถเสนอพื้นที่กันชนเนื่องจากต้องรอผลการเจรจาเขตแดนกับไทย ตามกลไกของบันทึกความเข้าใจปี ๒๕๔๓ จึงเป็นเหตุให้ต้องมีการเลื่อนการพิจารณาตามข้อเสนอไปอีก ๑ ปี มิใช่เป็นเพียงเพราะนายสุวิทย์ลงนามประนีประนอมกับกัมพูชา เพราะนายสุวิทย์ไม่ได้เป็นกรรมการมรดกโลก ดังนั้นจึงไม่มีผลใด ๆ ที่จะทำให้ไทยเสียเปรียบในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๕ ในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔

อีกทั้งความคืบหน้าในการเจรจาที่กัมพูชายอมถอนชุมชนและตลาดออกจากพื้นที่ก็แสดงให้เห็นว่ากัมพูชายอมรับว่ามีการละเมิดเอ็มโอยู ๒๕๔๓ และยอมรับว่าการจัดทำแผนบริหารพื้นที่ฯจะกระทำมิได้หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลยืนยันมาโดยตลอดว่าเราจะไม่ให้ความร่วมมือในเรื่องนี้คัดค้านไม่เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการประสานงานนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนของปราสาทพระวิหาร ๗ ชาติเพราะเป็นการละเมิดอธิปไตยของชาติไทย

๒๕

เอ็มโอยู ๒๕๔๓ ที่อ้างว่าการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไม่แล้วเสร็จ เป็นเหตุผลที่ทำให้เลื่อนการพิจารณาแผนบริหารจัดการมรดกโลกจริงหรือไม่

จริง เพราะคณะกรรมการมรดกโลกยอมรับว่า พื้นที่รอบปราสาทพระวิหารยังมีประเด็นพิพาทกับไทย และกัมพูชาเองระบุในเอกสารด้วยว่า ยังไม่สามารถเสนอพื้นที่กันชนเนื่องจากต้องรอผลการเจรจาเขตแดนกับไทย

การกล่าวอ้างถึงกรณีที่ยูเนสโกให้เงินสนับสนุนสร้างตลาดกัมพูชาเป็นการพูดถึงบันทึกที่เกิดขึ้นในมติปี ๒๕๕๒ ซึ่งเมื่อไทยทักท้วงเรื่องนี้ในการประชุมปี ๒๕๕๓ ก็ทำให้ยูเนสโกมีความเข้าใจต่อสถานการณ์มากขึ้นและเป็นเหตุผลที่ทำให้ข้อโต้แย้งของไทยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น จนคณะกรรมการมรดกโลกไม่กล้าเดินหน้าที่จะรับรองแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาตามแนวทางเดิมที่วางไว้ก่อนหน้านี้

๒๖

เงื่อนไขที่สำคัญที่จะทำให้คณะกรรมการมรดกโลกอนุมัติแผนบริหารจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหารของกัมพูชาคืออะไร

ความร่วมมือจากฝ่ายไทย ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่า แผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหารจะต้องไม่รุกล้ำดินแดนไทย และแจ้งยูเนสโกว่า ไทยไม่ยินยอมให้ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเดินทางผ่านแดนไทยหากไม่ขออนุญาติ

แม้ว่าจะมีการสร้างถนนในพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งกัมพูชากระทำการละเมิดเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ก็ ไม่ได้ทำให้กัมพูชามีสิทธิเหนือดินแดนดังกล่าว ตรงกันข้ามกลับเป็นการฟ้องนานาชาติว่ากัมพูชาละเมิดเอ็มโอยูเพราะต้องการผลักดันให้มีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำให้คณะกรรมการมรดกโลกได้เห็นถึงข้อผิดพลาดในมติที่ให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกว่าทำให้เกิดปัญหาระหว่างสองประเทศ

๒๗

หลังจากไทยได้ลงนามในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ กับกัมพูชาแล้วเกิดอะไรขึ้น

๑ กัมพูชายึดแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักมาตั้งแต่ครั้งที่มีการนำเรื่องปราสาทพระวิหารขึ้นสู่การพิจารณาของศาลโลกปี ๒๕๐๕ ไม่ใช่เพิ่งจะมาอ้างอิงถึงแผนที่นี้เมื่อมีเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ตรงกันข้ามเอ็มโอยู กลับเป็นตัวล็อคที่ทำให้กัมพูชาไม่สามารถอ้างแผนที่ดังกล่าวได้ เพราะไม่ใช่ผลงานของคณะกรรมการปักปันฯตามเงื่อนไขของเอ็มโอยู

๒ การรุกล้ำและยึดครองดินแดนไทยบริเวณเขาพระวิหารไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีเอ็มโอยู ๒๕๔๓ แต่เกิดขึ้นหลังจากกัมพูชามีความพยายามที่จะผลักดันให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งหลักฐานดังกล่าวยิ่งตอกย้ำว่าคณะกรรมการมรดกโลกผิดพลาดในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเพราะเป็นเหตุผลที่ทำให้กัมพูชาละเมิดเอ็มโอยู ๒๕๔๓

การที่กัมพูชาร้องเรียนต่อนานาชาตินั้นไม่เคยอ้างว่าไทยละเมิดเอ็มโอยู ๒๕๔๓ แต่กล่าวหาลอย ๆ ว่าไทยรุกล้ำดินแดนกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรัก แต่กลับระบุในเอกสารที่ส่งถึงคณะกรรมการมรดกโลกว่ายังดำเนินการปักหลักเขตแดนไม่แล้วเสร็จตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ดังนั้นข้อร้องเรียยนที่กัมพูชาทำถึงนานาชาติจึงไม่มีน้ำหนัก เพราะขัดแย้งกันเอง เนื่องจากกัมพูชายอมรับว่าพื้นที่ดังกล่าวจะต้องมีการเจรจาระหว่างสองประเทศให้ได้ข้อยุติเสียก่อน ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะกล่าวหาว่าไทยรุกรานดินแดนกัมพูชา

๒๘

การประท้วงถือว่าไทยยังไม่เสียดินแดนจริงหรือไม่

จริง โดยเรื่องนี้มีมติ ปปช.วันที่ ๑๖ ก.ค. ๒๕๕๓ ยืนยันว่าการดำเนินการของรัฐบาลเป็นไปตามหลักสากลและเป็นการรักษาอธิปไตยของชาติ มีรายละเอียด ดังนี้

ข้อกล่าวหาที่ 6. ส่อว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ โดยทำให้ราชอาณาจักรหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรตกไปอยู่ภายใต้อธิปไตยของต่างประเทศและไม่กำกับ ดูแล เพื่อรักษาไว้ซึ่งดินแดนของประเทศ กรณีให้ประเทศเพื่อนบ้านทำถนนบุกรุกยึดครองใช้พื้นที่ดินแดนของประเทศไทยเป็นทางขึ้นเขาพระวิหาร

จากการไต่สวนข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นั้น กระทรวงการต่างประเทศไม่มีกฎหมายหรือระเบียบรองรับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องการรักษาไว้ซึ่งบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทยตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 แต่อย่างใด แต่อาศัยการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณี แนวทางปฏิบัติทางการทูต รวมทั้งสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องซึ่งมีเป็นจำนวนมาก ในส่วนของประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา นั้น ได้มีการทำบันทึกความเข้าใจในเรื่องเขตแดนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ.2543 ซึ่งตามข้อ 5 ของบันทึกดังกล่าวสรุปว่า หน่วยงานของรัฐบาล จะงดเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน และข้อ 8 ได้ระบุว่า ให้มีการระงับข้อพิพาทที่เกิดจากการตีความหรือการบังคับใช้บันทึกความเข้าใจฉบับนี้โดยสันติวิธีด้วยการปรึกษาหารือและการเจรจา ซึ่งหากมีกรณีของการละเมิดเขตแดนของประเทศไทยโดยประเทศใดประเทศหนึ่งแล้วตามขนบธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติทางการทูต โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีสิทธิที่จะทำการประท้วงได้ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ประท้วงต่อรัฐบาลกัมพูชาเรื่อยมา ไม่ได้ปล่อยให้ประเทศเพื่อนบ้านทำถนนรุกล้ำเข้ามายึดครองดินแดนเป็นทางขึ้นไปสู่ประสาทพระวิหารแต่อย่างใด โดยล่าสุดภายหลังที่นายกษิต ภิรมย์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ได้อนุมัติการประท้วงเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2552 เพื่อรักษาสิทธิของประเทศไว้

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า จากพยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวนข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะผู้กำกับ ดูแลการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่มีพฤติการณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด ข้อกล่าวหาไม่มีมูล จึงมีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป

๒๙

ต้องการใช้ทหารในการผลักดันกัมพูชาหรือไม่

รัฐบาลไม่เคยปฏิเสธว่ากองทัพคือเครื่องมือหนึ่งในปกป้องราชอาณาจักรไทย แต่วิธีการแก้ปัญหาของรัฐบาลจะยึดหลักสันติวิธีใช้การทูตเจรจาอย่างถึงที่สุดเพื่อลดความสูญเสีย แต่หากถึงคราวจำเป็นกองทัพไทยมีความพร้อมที่จะรักษาอธิปไตยของชาติอยู่แล้ว ซึ่งนั่นจะเป็นทางเลือกสุดท้ายหลังจากกลไกทางการทูตล้มเหลว แต่ในขณะนี้ทุกอย่างยังเดินหน้าได้ รัฐบาลจึงใช้ช่องทางการเจรจาเป็นหลัก

๓๐

กลยุทธ์ทางการทหารของกัมพูชาคืออะไร

เป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงที่จะต้องประเมินสถานการณ์ด้วยความรอบคอบระมัดระวัง ซึ่งกลยุทธ์ทางการทหารมิใช่เรื่องที่ควรจะนำมาพูดต่อสาธารณชน แต่สิ่งที่รัฐบาลยืนยันได้คือ หน้าที่ของกองทัพคือปกป้องอธิปไตยของชาติ และทหารไทยมีความพร้อมที่จะรักษาดินแดนไทยเมื่อถึงเวลาที่จำเป็น

๓๑

กัมพูชาถอนชุมชน ตลาด และวัด โดยอ้างหลายครั้งว่าสถานภาพถอยกลับไปก่อนวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๑ โดยฝ่ายไทยอ้างว่าเป็นผลงานจากเอ็มโอยู ๒๕๔๓ จริงหรือไม่

จริง เพราะฝ่ายไทยได้ประท้วงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการละเมิดเอ็มโอยูของกัมพูชา จนเป็นที่รับทราบของคณะกรรมการมรดกโลก และการพบกันระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ฝ่ายไทยได้แจ้งให้ฝ่ายกัมพูชาปรับสภาพบริเวณดังกล่าวให้กลับไปสู่สภาพพื้นที่ก่อนมีเอ็มโอยู

๒๕๔๓ เพื่อให้การเอ็มโอยูสามารถดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งขณะนี้ กัมพูชาได้เริ่มดำเนินการตามข้อเรียกร้องของแล้ว

ข้อเท็จจริงข้างต้นมีหลักฐานยืนยันชัดจากการบันทึกการเจรจาระหว่างผู้นำสองประเทศซึ่งจะนำไปใช้อ้างอิงต่อคณะกรรมการมรดกโลกถึงจุดยืนของรัฐบาลไทยในการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ไม่ถอนทหารจากพื้นที่ และไม่ยอมรับแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาตามกรอบของมรดกโลกด้วย

๓๒

การลาออกจากภาคีอนุสัญญามรดกโลกได้อะไร

รัฐบาลไม่เคยลังเลที่จะตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลก ดังจะเห็นได้จากมติ ครม.ที่ประกาศถอนตัวจากภาคีดังกล่าวหากคณะกรรมการมรดกโลกไม่รับฟังคำทักท้วงของไทย จนทำให้มีมติเลื่อนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในการพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาออกไปเป็นปีหน้า

แต่เหตุผลที่ยังคิดว่าการเป็นภาคีในอนุสัญญามรดกโลกยังเป็นประโยชน์ เพราะการอยู่ในคณะกรรมการมรดกโลกทำให้ไทยมีสิทธิมีเสียงที่จะใช้ช่องทางนี้ทักท้วงในคณะกรรมการมรดกโลก ขณะเดียวกันการลาออกในขณะนี้มิได้ทำให้คณะกรรมการมรดกโลกยุติการดำเนินการ หรือดำเนินการต่อไปไม่ได้

ไทยจึงจำเป็นต้องเป็นภาคีเพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์ในคณะกรรมการมรดกโลกให้ถึงที่สุด จนกระทั่งเป็นที่ชัดเจนว่าคณะกรรมการมรดกโลกไม่รับฟังข้อทักท้วงของไทย เราก็มีเหตุผลที่จะถอนตัวจาการเป็นภาคีสมาชิกได้โดยชอบธรรม และมติของกรรมการมรดกโลกก็จะไม่มีผลผูกพันกับประเทศไทย จึงไม่จำเป็นต้องถอนตัวในขณะนี้แต่ควรใช้ประโยชน์จากการเป็นภาคีในการรักษาสิทธิของชาติอย่างเต็มที่ก่อน

๓๓

ข้อเสนอของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

จากข้อที่ ๓๒. ย่อมแสดงให้เห็นว่าไทยควรใช้โอกาสในการเป็นสมาชิกเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชาติมากที่สุด ต่อเมื่อเห็นว่าการเป็นสมาชิกไม่เป็นประโยชน์ต่อการรักษาสิทธิของประเทศ ก็สามารถตัดสินใจลาออกจากภาคีอนุสัญญามรดกโลกในภายหลังได้

รัฐบาลกำลังดำเนินการให้ถอนชุมชน ตลาด และวัดออกจากดินแดนไทยและกัมพูชาก็อยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการ โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทหารแต่ใช้ MOU ๔๓ และการเจรจาอย่างสันติวิธี เพราะเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างถาวร เนื่องจากสงครามไม่เคยแก้ปัญหาอะไรได้ รังแต่จะสร้างปัญหาที่สลับซับซ้อนขึ้น อีกทั้งจะทำให้ประเทศอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวและแทรกแซงโดยอ้างว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกระทบความมั่นคงของภูมิภาค

แผนที่ระวางดงรักไม่ผูกพันประเทศไทย และรัฐบาลก็เคยทำหนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการให้กับทางกัมพูชาทราบ ว่าประเทศไทยไม่เคยยอมรับว่าแผนที่ระวางดงรัก เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปัน ดังนั้นจึงไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ MOU ๒๕๔๓















เปรียบเทียบ ๒๐ จุดยืนของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
กรณีเขตแดนไทย-กัมพูชา

ลำดับ

รัฐบาลประชาธิปัตย์

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

รัฐบาลใช้การเจรจาแก้ไขปัญหาการรุกล้ำดินแดนไทย โดยใช้บันทึกความเข้าใจ ปี ๒๕๔๓ เป็นกลไกในการเจรจา และเห็นว่าแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรัก ที่ทำขึ้นโดยฝรั่งเศส ไม่ใช่ผลงานของคณะกรรมการปักปัน ไม่เป็นไปตามที่สนธิสัญญาฯ ระบุ ดังนั้น จึง ไม่มีน้ำหนักทางกฎหมาย รวมทั้งไม่สามารถนำไปถ่ายทอดลงในภูมิประเทศจริงได้ และไม่เป็นเหตุสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดน

คัดค้านเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เพราะกำหนดให้มีแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ซึ่งรุกล้ำดินแดนไทยโดยที่ไทยไม่เคยยึดถือมาก่อน เข้ามาเป็นทางเลือก ทำให้ไทยสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดนไทยจำนวนมหาศาล

บันทึกความเข้าใจฯ เป็นกลไกการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชาเพื่อแก้ไขข้อพิพาทด้านเขตแดนอย่างสันติวิธี เขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาได้ปักปันแล้วตามอนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ และสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๗ บันทึกความเข้าใจฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเจรจาและร่วมกันสำรวจหาหลักเขตแดนเดิม ๗๓ หลัก และเส้นเขตแดนที่ปักปันตามแนวอุปสรรคตามธรรมชาติ เพื่อจัดทำหลักเขตแดนตลอดแนวเขตแดนไทย-กัมพูชา เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากเมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้วเทคโนโลยีในการสำรวจและจัดทำแผนที่ยังไม่สามารถจัดทำแผนที่ขนาดสัดส่วนที่ถูกต้องใกล้เคียงภูมิประเทศจริงได้ การจัดทำเส้นเขตแดนให้ชัดเจนถูกต้องจำเป็นต้องใช้แผนที่และเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการดำเนินการเพื่อให้ได้เส้นเขตแดนที่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของสนธิสัญญาฯ ดังนั้น บันทึกความเข้าใจฯ ปี ๒๕๔๓ ได้กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายจัดทำภาพถ่ายทางอากาศ

บริเวณเขาพระวิหารไทยควรยึดตามสิ่งที่เคยตกลงกับฝรั่งเศสมาก่อนตามอนุสัญญา คศ.๑๙๐๔และยึดตามที่ไทยกับฝรั่งเศสเดินสำรวจเสร็จสิ้นเมื่อ ๑๐๓ ปีที่แล้วว่า ให้ยึดขอบหน้าผาและสันปันน้ำไม่ต้องจัดทำหลักเขตแดนใด ๆ ทั้งสิ้น จึงเหลือเส้นเดียวคือ เส้นสีแดงตามขอบหน้าผาเป็นเส้นเขตแดนจัดทำหลักเขตแดน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องเสี่ยงไปสำรวจซ้ำเพื่อตกลงกับกัมพูชาเพื่อจัดทำหลักเขตแดนใหม่ทั้งสิ้น

การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนซ้ำบริเวณที่เสร็จสิ้นไปแล้ว อาจถูกตีความจาก

นานาชาติว่าไทยได้สละหลักสันปันน้ำและแนวขอบหน้าผาที่เป็นเส้นเขตแดน ให้กลายเป็นเส้นเขตแดนอย่างอื่นที่ต้องตกลงกันใหม่ซึ่งอาจหมายถึงแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน


และสำรวจภูมิประเทศร่วมกัน ซึ่งเมื่อมีการดำเนินการดังกล่าวด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันแล้ว ก็จะพบว่าสภาพภูมิประเทศจริงมิได้เป็นไปตามแผนที่ระวางดงรักดังกล่าว นอกจากนี้เส้นสันปันน้ำตามแผนที่ระวางดงรักดังกล่าวก็ไม่สามารถถ่ายทอดลงในแผนที่ที่จัดทำขึ้นในปัจจุบันได้ เพราะไม่ตรงกับสภาพภูมิประเทศ ซึ่งจะยืนยันอย่างชัดเจนว่าแผนที่ดังกล่าวไม่อาจนำมาใช้ถ่ายทอดสภาพภูมิประเทศได้ จึงไม่สามารถนำมาใช้และไม่มีน้ำหนักทางกฎหมาย

สำหรับการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจฯ ในแต่ละขั้นตอน รัฐบาลได้นำเสนอผลการหารือให้รัฐสภาได้พิจารณา ดังเช่น กรณีบันทึกผลการประชุมของ JBC ทั้ง ๓ ฉบับ ซึ่งนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา และหากการเจรจาได้ข้อยุติในขั้นตอนสุดท้าย ก็จะต้องดำเนินการตามกระบวนการของรัฐสภาอีก ดังนั้น จึงมิใช่การดำเนินการที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ


บันทึกความเข้าใจฯ กำหนดให้มีการสำรวจหลักเขตแดนที่มีอยู่เดิม ๗๓ หลักและจัดทำหลักเขตแดนถาวรเพื่อทดแทนของเดิม ซึ่งการดำเนินการมีความคืบหน้า สามารถค้นพบหลักเขตที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในเรื่องที่ตั้งแล้ว จำนวน ๒๙ หลัก

สำหรับบริเวณเส้นเขตแดนที่ใช้อุปสรรคทางธรรมชาติ ทั้งสองฝ่ายจะต้องร่วมกันสำรวจหาแนวสันปันน้ำหรือร่องน้ำลึกให้เป็นที่ตกลงกัน เพื่อความชัดเจน มิให้เกิดปัญหา และจัดทำหลักเขตแดนไว้ เพื่อป้องกันมิให้มีข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทในอนาคต ทั้งนี้ แนวสันปันน้ำมีคำจำกัดความทางวิชาการเป็นสากล ซึ่งมีกฎหมายระหว่างประเทศรับรอง

บริเวณเขาพระวิหารได้สำรวจและปักปันเสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อ ๑๐๓ ปีที่แล้ว โดยยึดขอบหน้าผาเป็นแนวสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งเขตแดนตามธรรมชาติโดยไม่ต้อง


มิใช่เป็นการสำรวจและหาแนวสันปันน้ำใหม่ แต่เป็นการยืนยันตามข้อเท็จจริงว่า แนวสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดนตามที่ระบุในสนธิสัญญา


รัฐบาลยืนยันว่า ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกครบถ้วนแล้วตามข้อ ๙๔ (๑) การที่มีการเสนอความเห็นว่าไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศนั้น เห็นว่า ไม่น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้องเนื่องจากจะขัดต่อมาตรา ๙๔ ของกฎบัตรสหประชาชาติที่ระบุให้รัฐสมาชิกปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ประกอบกับรัฐบาลไทยได้ทำหนังสือประท้วงการตัดสินดังกล่าวโดยตั้งข้อสงวนอันชัดแจ้งเกี่ยวกับสิทธิใด ๆ ที่ประเทศไทยมีหรืออาจมีในอนาคต เพื่อเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา โดยอาศัยกระบวนการกฎหมายที่มีอยู่ หรือที่จะพึงนำมาใช้ได้ในภายหลัง กัมพูชาจึงไม่สามารถนำกรณีพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนหรือเรื่องอื่นๆ เข้าสู่การพิจารณาของศาลโลกได้อีก เว้นแต่จะเข้าเงื่อนไขตามข้อ ๖๐ ของธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศกล่าวคือ ในกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษา (Meaning of scope of the judgment) ในคดีเดิม ดังเช่นในกรณีปราสาทพระวิหาร ดังนั้น หากกัมพูชาเสนอให้ศาลฯ ตีความคำพิพากษา และศาลฯ พิจารณาแล้วรับคำร้อง กระบวนการพิจารณาของศาลฯ ที่จะมีขึ้นนี้และผลการพิจารณา ก็จะผูกพันคู่กรณีคือไทยและกัมพูชา ซึ่งหากไม่มีบันทึกความเข้าใจปี ๒๕๔๓ ก็มีความสุ่มเสี่ยงที่การตีความอาจเกิดขึ้น

ศาลโลกพิพากษาเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้น ไม่เคยพิพากษาเกินขอบเขตเลยไปถึงสถานภาพของแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน ซึ่งจัดทำโดยฝรั่งเศสแต่เพียงฝ่ายเดียว และไทยก็ยังสงวนสิทธิ์ในตัวปราสาทอยู่หลังคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่ประกาศยอมรับอำนาจของศาลโลก ไทยมีสิทธิ์ที่จะไม่ขึ้นศาลโลกอรก และไม่มีใครมาบังคับได้ และคำพิพากษาศาลโลกก็ไม่สามารถบังคับไทยได้อีกด้วย หากไทยไม่ยินยอม

รัฐบาลยึดถือเอกสารตามข้อ ๑ (ก) และ ๑ (ข) เป็นหลักในการเจรจา สำหรับแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน ระวางดงรักนั้น ไม่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการปักปันผสมระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ซึ่งสิ้นสุดไปก่อนการจัดทำแผนที่ดังรักแล้วเสร็จ แผนที่ระวางนี้จึงมิใช่เอกสารตามข้อ ๑ (ค) เพราะไม่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ และสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๗ และรัฐบาลก็ได้แสดงจุดยืนนี้อย่างเป็นทางการ โดยทำจดหมายไปถึงรัฐบาลกัมพูชาว่า เอกสารตามข้อ ๑ (ค) เป็นแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนอื่นที่ไม่ใช่ระวางดงรัก

นอกจากนี้ แผนที่ระวางดังกล่าวยังแสดงเส้นเขตแดนที่แตกต่างไปจากที่ระบุไว้ในอนุสัญญาฯ คือ ไม่เป็นไปตามสันปันน้ำ และมีปัญหาทางเทคนิคคือไม่อาจนำมาใช้ระบุเส้นเขตแดนในทางปฏิบัติ และไม่สามารถนำไปถ่ายทอดลงในสภาพภูมิประเทศจริงได้

ส่วนการเจรจากับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่เกี่ยวข้องกับแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนระวางอื่นเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายต้องพิสูจน์และเจรจากันต่อไป

พฤติกรรมที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ที่ได้สำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก บริเวณเขาพระวิหารซ้ำในสิ่งที่เคยตกลงกันไปแล้วระหว่างสยามกับฝรั่งเศสเมื่อ ๑๐๓ ปีที่แล้ว คือ หลักฐานยืนยันว่าฝ่ายไทยไม่ได้ยึดถือสันปันน้ำและแนวขอบหน้าผาเป็นเส้นเขตแดนอย่างเคร่งครัด

อีกทั้งยังปรากฏหลักฐานในเอกสารของกรมสนธิสัญญาและกฎหมายกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๗ ระบุเรื่องเขตแดนไทย-ลาวได้สร้างบรรทัดฐานว่า ไทยจะยึดเอาแผนที่ ๑ ต่อ ๒แสน เป็นหลักหากมีความขัดแย้งกับสันปันน้ำ และรวมถึงระวางดงรักบริเวณเขาพระวิหารด้วย

ตามความเข้าใจโดยทั่วไปว่าเส้นเขตแดนตามธรรมชาติมีอยู่แล้ว เป็นความเข้าใจที่ถูกเพียงครึ่งเดียว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตกลงกันให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจเหมือนกันว่า สันปันน้ำหรือร่องน้ำลึกอยู่ที่ใดให้ชัดเจน หลาย ๆ บริเวณสันปันน้ำถูกทำลายไปแล้ว ดังนั้นการมีเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ก็เพื่อเป็นกลไกให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันสำรวจเพื่อหาเส้นเขตแดนตามธรรมชาติและจัดทำหลักเขตแดนให้ปรากฏชัดเจน

หากไม่มีเอ็มโอยูแล้วต่างฝ่ายต่างยึดถือเส้นเขตแดนธรรมชาติที่ตนเองเข้าใจก็ย่อมเกิดความขัดแย้งจนนำไปสู่การสู้รบ ดังเช่นที่เกิด

หากไม่มีเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ไทยก็มีสิทธิ์อ้างสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ผลงานของคณะกรรมการผสมสยามกับฝรั่งเศสว่า บริเวณเขาพระวิหารอยู่บนขอบหน้าผาซึ่งเป็นดินแดนไทยซึ่งก็ชัดเจนที่จะเป็นเครื่องมือแจ้งให้กัมพูชาว่า ละเมิดอธิปไตยไทย

ตรงกันข้าม เอ็มโอยู ๒๕๔๓ คือเครื่องมืออันวิเศษของกัมพูชาที่ทำให้ไทยกลายเป็นผู้ละเมิดมาตรา ๕ ในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เสียเอง เพราะกัมพูชาถือว่าไทยได้รุกล้ำดินแดนกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ทั้ง ๆ ที่เป็นดินแดนไทยโดยปรากฏอยู่ในคำปราศรัยบันทึก


กับพม่าและลาว เอ็มโอยูจึงมีข้อกำหนดไม่ให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินการใด ๆ ในบริเวณเขตแดนเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบหรือเปลี่ยนแปลงอุปสรรคทางธรรมชาติ ดังนั้นการที่กัมพูชาละเมิดเอ็มโอยูตามมาตรา ๕ ซึ่งรัฐบาลไทยได้ทำหนังสือประท้วงนับสิบครั้ง ยืนยันว่ากัมพูชารุกล้ำและยึดครองดินแดนของไทยโดยไม่ได้ใช้กำลังทหารผลักดัน เพราะสงครามไม่ใช่คำตอบของการแก้ปัญหา รังแต่จะสร้างปัญหามากขึ้น และจะเป็นที่มาของการแทรกแซงจากประเทศที่สาม ซึ่งความเพียรพยายามของรัฐบาลในการใช้หลักสันติวิธีให้กัมพูชาปฏิบัติตามเอ็มโอยูก็เริ่มบรรลุผล เมื่อรัฐบาลกัมพูชายอมรับที่จะย้ายชุมชน และตลาดออกจากพื้นที่บริเวณที่ถูกกำหนดตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓

ผลการประชุมของคณะกรรมมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา โดยที่ฝ่ายไทยไม่โต้แย้งใด ๆ

นอกจากนี้มาตรา ๘ ของเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ที่ห้ามใช้กำลังในกรณีที่มีการพิพาทนั้นได้ทำให้กัมพูชาได้รุกล้ำและยึดครองดินแดนไทยโดยพฤตินัย โดยที่ฝ่ายไทยไม่สามารถใช้กำลังผลักดันการรุกรานได้ โดยฝ่ายไทยทำได้เพียงแค่การประท้วงนับหลายสิบครั้งโดยไม่เกิดผลใด ๆ ทั้งสิ้น

เอ็มโอยูเป็นกลไกทวิภาคีในการแก้ไขข้อพิพาทด้านเขตแดนอย่างสันติวิธี ทั้งกัมพูชาและไทยจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งฝ่ายที่สาม ไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติหรือศาลโลกเข้ามาร่วมแก้ไขข้อพิพาท เพราะปกติตามกฎบัตรสหประชาชาติ บรรดารัฐทั้งหลายควรจะเจรจาหาข้อยุติกันเสียก่อน โดยในกรณีนี้ เอ็มโอยู ซึ่งเป็นกลไกทวิภาคีในการแก้ไขข้อพิพาท เป็นเครื่องยืนยันต่ออาเซียน และต่อสหประชาชาติว่า ข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาสามารถหาทางออกกันได้ในระดับทวิภาคีอย่างสันติวิธี เมื่อมีความพยายามของฝ่ายกัมพูชาที่จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของอาเซียน และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ฝ่ายไทยได้ชี้แจงว่า ข้อพิพาทระหว่างกันมีกลไกแก้ไขระดับทวิภาคี

ในอดีตไทยเคยมีข้อขัดแย้งตามตะเข็บชายแดนแต่ก็ไม่เคยมีประเทศอื่นเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศ หรือ แทรกสอดเรื่องความขัดแย้งระหว่างสองประเทศที่มีชายแดนติดกันแท้ที่จริงแล้วกฎบัตรองค์การสหประชาชาติข้อ ๒ วรรค ๗ ระบุอย่างชัดเจนว่าประเทศที่สามหรือ องค์การระหว่างประเทศไม่มีอำนาจเข้ามาแทรกสอดระหว่างสองประเทศ ไม่ใช่เป็นเพราะเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง

ไทยไม่เคยสละหลักสันปันน้ำและแนวขอบหน้าผาที่ใช้เป็นเส้นเขตแดน โดยในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ก็ระบุอย่างชัดแจ้งว่าให้ยึดถือตามสนธิสัญญาฯ อีกทั้งแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักก็ไม่ได้เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันฯ ซึ่งบรรดาแผนที่ที่จะใช้ในการเจรจาระหว่างไทย – กัมพูชาจะต้องเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันฯเท่านั้น

กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าไทยไม่ได้ทักท้วงที่องค์การยูเนสโกให้เงิน ๕ หมื่นเหรียญสหรัฐกับกัมพูชาเพื่อซ่อมสร้างตลาดกัมพูชาเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเพราะในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ผ่านมา ตัวแทนฝ่ายไทยได้ยืนยันต่อกรรมการมรดกโลกว่าการอนุมัติเงินดังกล่าวเป็นการส่งเสริมทำให้กัมพูชารุกล้ำอธิปไตยไทย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นบริเวณพิพาทที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์และอยู่ระหว่างการเจรจาตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศไทยไม่ยอมรับแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาเนื่องจากละเมิดอธิปไตยของไทย โดยหลังจากที่ตัวแทนฝ่ายไทยได้ชี้แจงทำให้คณะกรรมการมรดกโลกมีความเข้าใจมากขึ้นและเป็นสาเหตุที่ทำให้ที่ประชุมกรรมการมรดกโลกยังไม่ยอมรับแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาแต่เลื่อนการพิจารณาออกไปอีกหนึ่งปีเป็นเดือนมิถุนายนปีหน้า

การที่ฝ่ายไทยอ้างว่าการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไม่แล้วเสร็จในเวทีมรดกโลกย่อมแสดงว่าไทยได้สละหลักสันปันน้ำและแนวขอบหน้าผาที่ใช้เป็นเส้นเขตแดนแต่เดิมมาเป็นการตกลงกันใหม่ ทำให้ชาวต่างชาติย่อมเข้าใจว่าไทยกับกัมพูชายังสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไม่แล้วเสร็จตามแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน ซึ่งไม่กระทบต่อแผนที่บริหารจัดการมรดกโลกของกัมพูชา ตัวอย่างหลักฐานที่ชัดเจนคือ องค์การยูเนสโกได้ให้เงิน ๕ หมื่นเหรียญสหรัฐกับกัมพูชาเพื่อซ่อมสร้างตลาดกัมพูชาในดินแดนไทย เพราะกัมพูชาได้ร้องเรียนว่าไทยเป็นฝ่ายรุกล้ำกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน โดยฝ่ายไทยไม่โต้แย้งใด ๆ

คณะกรรมการมรดกโลกยอมรับว่า พื้นที่รอบปราสาทพระวิหารยังมีประเด็นพิพาทกับไทย และกัมพูชาเองระบุในเอกสารด้วยว่า ยังไม่สามารถเสนอพื้นที่กันชนเนื่องจากต้องรอผลการเจรจาเขตแดนกับไทย ตามกลไกของบันทึกความเข้าใจปี ๒๕๔๓ จึงเป็นเหตุให้ต้องมีการเลื่อนการพิจารณาตามข้อเสนอไปอีก ๑ ปี

แท้ที่จริงแล้วคณะกรรมการมรดกโลกยอมเลื่อนไม่ใช่เพราะเอ็มโอยู ๒๕๔๓ แต่เป็นเพราะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เห็นชอบให้นายสุวิทย์ คุณกิตติ ลงนามประนีประนอมกับกัมพูชาเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ทั้ง ๆ ที่ทำให้ไทยต้องเสียเปรียบในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๕ ในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔


มิใช่เป็นเพียงเพราะนายสุวิทย์ลงนามประนีประนอมกับกัมพูชา เพราะนายสุวิทย์ไม่ได้เป็นกรรมการมรดกโลก ดังนั้นจึงไม่มีผลใด ๆ ที่จะทำให้ไทยเสียเปรียบในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๕ ในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ อีกทั้งความคืบหน้าในการเจรจาที่กัมพูชายอมถอนชุมชนและตลาดออกจากพื้นที่ก็แสดงให้เห็นว่ากัมพูชายอมรับว่ามีการละเมิดเอ็มโอยู ๒๕๔๓ และยอมรับว่าการจัดทำแผนบริหารพื้นที่ฯจะกระทำมิได้หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาลยืนยันมาโดยตลอดว่าเราจะไม่ให้ความร่วมมือในเรื่องนี้เพราะเป็นการละเมิดอธิปไตยของชาติไทย


๑๐

นายสุวิทย์ไม่ได้ลงนามในมติประนีประนอมของกรรมการมรดกโลก เพราะนายสุวิทย์ไม่มีอำนาจไปลงนาม เนื่องจากไม่ได้เป็นกรรมการมรดกโลก ในทางกลับกัน ประธานประชุมกรรมการมรดกโลก เพียงต้องการให้นายสุวิทย์ตรวจสอบ มติที่จะนำเข้าสู่การประชุมของกรรมการมรดกโลก ว่าเป็นที่พึงพอใจของไทยหรือไม่ หากเห็นว่าเป็นที่พึงพอใจก็ให้ลงนามกำกับ เพราะมีการเปลี่ยยมติที่เสนอหลายหนตามการเรียกร้องของรัฐบาลไทย เมื่อไทยพึงพอใจเนื่องจากมีการเลื่อนออกไปอีก ๑ ปี อีกทั้งยังต้องรอผลการทำงานของคณะกรรมการระหว่างไทย-กัมพูชา ตามกลไกของบันทึกความเข้าใจปี ๒๕๔๓ ก็มีการลงชื่อกำกับ ซึ่งไม่ได้ทำให้ไทยเสียเปรียบในการเจรจาครั้งต่อไป

เอกสารที่กัมพูชามอบไว้ในการประชุมครั้งที่ ๓๔ ยังมิใช่เอกสารที่จะใช้อ้างอิงในการประชุมครั้งที่ ๓๕ เนื่องจากแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาจะต้องดำเนินการตาม

สิ่งที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ ลงนามไปมีนัยที่เป็นอันตรายต่อการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๕ ในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ กล่าวคือ

ไทยได้รับมอบเอกสารล่วงหน้าแล้ว ๑ ปี ก่อนถึงการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๕ ในปีหน้า ทำให้ฝ่ายไทยหมดข้ออ้างว่าไม่ได้ยื่นแผนบริหารจัดการล่วงหน้า ๖ สัปดาห์ตามกติกาของคณะกรรมการมรดกโลก

๒ ระบุว่าไทยได้รับเอกสารการประชุมครั้งที่ ๓๔ แล้ว แต่ทุกประเทศ (ยกเว้นไทย) ต่างได้รับมอบแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสน

๓ ไทยได้ยอมรับการอ้างอิงมติคณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมครั้งที่ ๓๒ ซึ่งขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และการประชุมครั้งที่ ๓๓ ที่ระบุว่ายูเนสโกให้เงินกัมพูชา ๕ หมื่นเหรียญสหรัฐเพื่อซ่อมตลาดกัมพูชาโดยอ้างว่าเป็นเพราะไทยเป็นฝ่ายรุกล้ำกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน

๔ ไม่ปฏิเสธการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ โดยรัฐภาคีเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการ





สภาพที่เกิดขึ้นจริง และปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ดังกล่าวโดยกัมพูชายอมรับว่ามีการละเมิดเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ทำให้ยอมย้ายตลาดและชุมชนออกจากพื้นที่ ดังนั้นการจัดทำแผนบริหารพื้นที่เพื่อส่งให้คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาในปี ๒๕๕๔ จึงต้องจัดทำเอกสารใหม่ที่ไทยสงวนสิทธิที่จะขอพิจารณาในรายละเอียดเพราะอยู่ในพื้นที่ที่รุกล้ำอธิปไตยของไทย

๑ เอกสารที่ระบุว่าเป็นเอกสารการประชุมครั้งที่ ๓๔ ซึ่งกัมพูชาแนบท้ายแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนนั้น แท้จริงแล้วมิใช่เอกสารที่ใช้ในการพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก แต่เป็นเอกสารที่กัมพูชาจัดทำขึ้นแต่เพียงฝ่ายเดียวแล้วนำไป แจกนอกรอบให้กับคณะกรรมการมรดกโลก จึงไม่ได้มีผลใด ๆ ต่อการประชุมของคณะกรรมการเพราะไม่ใช่เอกสารการประชุม

๓ ไทยทักท้วงมติของคณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมครั้งที่ ๓๒ โดยไม่ยอมรับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา เพราะกระทบต่ออธิปไตยของชาติ อีกทั้งยังได้ท้วงติงเกี่ยวกับมติคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ ๓๓ ซึ่งระบุถึงกรณีที่ยูเนสโกให้เงิน ๕ หมื่นเหรียญสหรัฐสนับสนุนการซ่อมตลาดกัมพูชา โดยยืนยันว่า การกระทำของยูเนสโกเป็นการส่งเสริมให้กัมพูชารุกล้ำอธิปไตยของไทย สวนทางกับเจตนารมณ์ของยูเนสโกที่ต้องการส่งเสริมสันติภาพ แต่การดำเนินการดังกล่าวจะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสองประเทศซึ่งอาจนำไปสู่ความสูญเสียในที่สุด เพราะพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในบริเวณที่ยังอยู่ในระหว่างการเจรจาตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ที่ทั้งสองฝ่ายต้องเจรจาให้แล้วเสร็จ โดยในระหว่างที่ยัง

ประสานงานนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนของปราสาทพระวิหาร


ดำเนินการไม่เสร็จสิ้น จะเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ไม่ได้ และกัมพูชาได้ละเมิดเอ็มโอยูหลังจากที่คณะกรรมการมรดกโลกมีมติขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ยูเนสโกจึงต้องรับผิดชอบและควรทบทวนมติที่ทำให้สองประเทศเกิดการเผชิญหน้ากัน

๔ ไทยยืนยันมาโดยตลอดว่าจะไม่ให้ความร่วมมือและคัดค้านการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนของปราสาทพระวิหาร เพราะการดำเนินการของคณะกรรมการชุดดังกล่าวเข้าข่ายล่วงละเมิดอธิปไตยเหนือดินแดนไทย


๑๑

หากไม่มีบันทึกความเข้าใจปี ๒๕๔๓ รัฐบาลไทยก็จะไม่มีข้อต่อสู้และคณะกรรมการมรดกโลกก็คงพิจารณาเห็นชอบตามกัมพูชาไปแล้ว แต่เมื่อกรรมการมรดกโลกเห็นว่ายังมีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนระหว่าง ๒ ประเทศ ตามหลักฐานที่ปรากฎในบันทึกความเข้าใจปี ๒๕๔๓ จึงเลื่อนการพิจารณาออกไป เพราะถือว่าเป็นเรื่องทวิภาคี ต้องตกลงกันให้เรียบร้อยก่อน

๑ ตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าให้ยึดหลักอนุสัญญาปี ค.ศ.๑๙๐๔ และสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๗ ซึ่งไทยกับฝรั่งเศสตกลงให้ใช้สันปันน้ำ ส่วนบรรดาแผนที่อื่น ๆ ต้องเป็นไปตามผลงานของคณะกรรมการปักปันฯ

๒ ผลงานของคณะกรรมการผสมสยามฝรั่งเศส คือ ส่วนหนึ่งของอนุสัญญาปี ค.ศ.๑๙๐๔ ซึ่งถูกระบุไว้อยู่แล้วในเอ็มโอยู ๒๕๔๓

๓ คำพิพากษาของศาลโลก พ.ศ.๒๕๐๕ ไม่เพียงพิพากษาว่าเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารที่อยู่บนอธิปไตยของกัมพูชา แต่ยังได้วินิจฉัย

หากไม่ใช้เอ็มโอยู ๒๕๔๓ ก็ให้ใช้อนุสัญญาปี ค.ศ. ๑๙๐๔ และสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๗ ซึ่งไทยกับฝรั่งเศสตกลงให้ใช้สันปันน้ำ

๒ ผลงานของคณะกรรมการผสมสยามฝรั่งเศสที่ระบุให้ใช้สันปันน้ำและหน้าผาเป็นเส้นเขตแดน

๓ คำพิพากษาของศาลโลก พ.ศ.๒๕๐๕ ที่พิพากษาเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้นที่อยู่บนอธิปไตยของกัมพูชา


ด้วยว่าแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนที่กัมพูชาแนบไปนั้นไม่ใช่ผลงานของคณะกรรมการปักปันฯ ดังนั้นไทยจึงไม่ยอมรับที่จะให้กัมพูชาใช้แผนที่ดังกล่าวมาเจรจาเพราะในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ระบุชัดเจนว่าแผนที่ที่จะนำมาใช้ต้องเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันฯเท่านั้น อีกทั้งเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๔๓ กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการถึงรัฐบาลกัมพูชายืนยันการไม่ยอมรับแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักด้วย


๑๒

เอ็มโอยู ๒๕๔๓ เป็นกลไกที่ทำให้สองประเทศเข้าสู่โต๊ะเจรจาและเป็นตัวล็อคกัมพูชาให้ต้องดำเนินการตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เมื่อมีการละเมิดข้อตกลงตามเงื่อนไขของเอ็มโอยูก็ยิ่งเป็นตัวมัดกัมพูชาทำให้นานาชาติได้เห็นว่ากัมพูชากระทำการผิดเงื่อนไขข้อตกลงระหว่างสองประเทศ การยกเลิกเอ็มโอยู ๒๕๔๓ จึงไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหาแต่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายขาดกลไกที่จะใช้ในการเจรจา ซึ่งจะทำให้ต่างฝ่ายต่างยึดแนวทางที่ตัวเองเชื่อโดยไม่มีการดำเนินการให้ได้ข้อตกลงซึ่งเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่ายและจะนำมาซึ่งการเผชิญหน้าระหว่างกัน รัฐบาลจึงเห็นว่า เอ็มโอยู ๒๕๔๓ เป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาเขตแดนอย่างสันติวิธี จึงไม่มีเหตุในการยกเลิกแต่อย่างใด

เอ็มโอยู ๒๕๔๓ ไม่มีข้อใดบอกว่าห้ามยกเลิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเหตุอ้างเป็นที่ประจักษ์ว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงตามเงื่อนไขในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ไทยย่อมมีสิทธิ์ทั้งในทางกฎหมายและความชอบธรรมในการยกเลิกเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ได้

๑๓

ผลบันทึกการประชุมเจบีซีไม่มีผลเสีย คือ

เจบีซีเดินตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ซึ่งให้ยึดหลักสันปันน้ำตามสนธิสัญญาปี ค.ศ.๑๙๐๔ และผลงานของคณะกรรมการสยาม-ฝรั่งเศส โดยไม่ยอมรับแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนระวางดงรักที่ไม่ใช่ผลงานของคณะกรรมการปักปันฯ

เหตุผลที่ไทยไม่ได้โต้แย้งกัมพูชาที่อ้างแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน เพราะเป็นสิทธิของกัมพูชาที่จะเข้าใจตามสิ่งที่ตัวเองเชื่อ แต่การเจรจาตามกรอบเจบีซีจะต้องดำเนินการตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ซึ่งไม่สามารถนำแผนที่ ๑ ต่อ ๒ แสนมาใช้ได้ตามที่ได้อธิบายไปแล้วหลายครั้ง ดังนั้นการกล่าวหาของกัมพูชาจึงไม่ได้มีผลใด ๆ ต่อการเจรจาระหว่างกัน อีกทั้งในมติที่ประชุมก็ไม่ได้บันทึกคำกล่าวอ้างของกัมพูชาในเรื่องดังกล่าว เป็นเพียงบันทึกความเห็นของแต่ละฝ่ายเท่านั้น แต่เพื่อความสบายใจกระทรวงการต่างประเทศจะปรับท่าทีในการประชุมครั้งต่อไปเพื่อให้มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

๓ จะไม่มีการถอนทหารออกจากดินแดนบริเวณเขาพระวิหารเพราะกัมพูชายังละเมิดเอ็มโอยู ๒๕๔๓ แม้จะมีการย้ายชุมชน และตลาด ออกไปแล้ว แต่ยังเหลือวัดอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ดังนั้นรัฐบาลจึงให้นโยบายชัดเจนว่าจะไม่มีการถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ ซึ่งจะเป็นภาพสะท้อนชัดว่าบริเวณดังกล่าวจะมีการบริหารจัดการแต่เพียงฝ่ายเดียวจากกัมพูชาไม่ได้หากไม่ได้รับความร่วมมือจากไทย ทำ ให้แผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาไม่สามารถดำเนินการได้

สำหรับบันทึกการประชุมเจบีซีนั้นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เนื่องจากบันทึกการประชุมเป็นเพียงผลการหารือระหว่างประธาน

ผลบันทึกการประชุมเจบีซีมีผลเสียคือ

ตอกย้ำความเชื่อของต่างชาติว่า เจบีซี เดินตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ โดยสำรวจซ้ำและจัดทำหลักเขตแดนกันใหม่ตลอดแนวรวมถึงพื้นที่บริเวณเขาพระวิหาร แทนที่จะยึดตามสันปันน้ำและหน้าผาตามสนธิสัญญาปี ค.ศ.๑๙๐๔ และผลงานของคณะกรรมการสยาม-ฝรั่งเศสเมื่อ ๑๐๓ ปีที่แล้ว

เป็นผลบันทึกการประชุมที่มีคำปราศรัยใส่ร้ายประเทศไทยว่ารุกล้ำดินแดนกัมพูชาตามแผนที่มาตราส่วน ๑ ต่อ ๒ แสน โดยที่ฝ่ายไทยไม่มีการโต้แย้งใด ๆ

๓ มีร่างข้อตกลงชั่วคราวทำให้ทหารทั้งสองฝ่ายออกจากดินแดนบริเวณเขาพระวิหารซึ่งจะทำให้เกิดเป็นพื้นที่สันติภาพและทำให้แผนบริหารจัดการมรดกโลกสามารถดำเนินการได้ทันที


คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย – กัมพูชา ที่ตกลงกันว่าจะดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างกันต่อไปอย่างไร และเมื่อดำเนินการอย่างไรก็จะต้องนำเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอีกครั้งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ


๑๔

เนื่องจากว่าวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๑๕๕๓ มีการประชุมรัฐสภาหลายวาระ และมีการพิจารณาวาระอื่นจนเสร็จ จนถึงวาระการพิจารณาผลบันทึกการประชุมเจบีซี ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำฝ่ายบริหารได้ประสานผ่านวิปรัฐบาลให้ดำเนินการตามที่ได้มีการรับปากกับภาคประชาชน แต่การพิจารณาวาระอื่นเสร็จเร็วกว่าที่มีการคาดหมายไว้ ทำให้มีการพิจารณาผลบันทึกการประชุมเจบีซี

เมื่อ รมว.ต่างประเทศ เปิดประเด็น กระบวนการในที่ประชุมก็ดำเนินไปตามธรรมชาติ โดยมีสมาชิกหลายคนยกมือขอแสดงความเห็นรวมทั้ง นายคำนูณ สิทธิสมาน ก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ลุกขึ้นอภิปรายแสดงความเห็นด้วยซึ่งในระหว่างนั้นนายกรัฐมนตรีติดภารกิจต้อนรับนายบันคีมูน เลขาธิการสหประชาชาติอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล และในขณะนั้นประธานรัฐสภาก็เป็นผู้เลื่อนการประชุมออกไป มิได้มีการนับองค์ประชุมแต่อย่างใด และรัฐบาลเองก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะให้มีการลงมติในวันดังกล่าวอยู่แล้ว จะเห็นได้จากเมื่อมีการประชุมในวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาเรื่องดังกล่าว มิใช่เป็นเพราะถูกกดดันจากผู้ชุมนุมจึงตั้งคณะกรรมาธิการฯเพื่อถ่วงเวลา เพราะการตั้งคณะกรรมาธิการฯเป็นข้อเสนอของทางกลุ่ม

๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ นายกรัฐมนตรีรับปากกับภาคประชาชนว่าจะไม่มีการนำบันทึกผลการประชุมเจบีซีเข้าสู่รัฐสภา และหากจะมีการนำเข้าไปก็จะให้นายกษิต ภิรมย์ แค่เปิดประเด็นแล้วปิดประชุมทันทีโดยไม่มีการอภิปราย นายกรัฐมนตรีอยู่ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ การปล่อยให้มีการประชุมและอภิปรายจนเกือบมีการลงมติโดยอ้างว่าควบคุมไม่ได้ จึงถือว่าไม่มีความรับผิดชอบต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับภาคประชาชน โชคดีที่มี ส.ว.คำนูณ สิทธิสมาน เสนอให้นับองค์ประชุมเป็นเหตุให้ต้องเลื่อนการลงมติออกไป

ต่อมาเมื่อมีประชาชนมาชุมนุมจำนวนมากในวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ จึงไม่ลงมติแล้วตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาเพื่อถ่วงเวลาแทน





พันธมิตรฯที่เจรจากับตัวแทนของรัฐบาลมาตั้งแต่ต้น ดังนั้นจึงไม่มีกรณีที่กล่าวหานายกรัฐมนตรีว่าไม่ปฏิบัติตามสัญญา ตรงกันข้ามนายกรัฐมนตรีได้ยึดมั่นในสิ่งที่เจรจาระหว่างกันและเดินหน้าตามแนวทางดังกล่าวมาโดยตลอด


๑๕

คณะกรรมการชุดอาจารย์สมบัติ เสนอให้คณะรัฐมนตรีลงความเห็นชอบเพื่อนำเข้าสู่รัฐสภา เมื่อมีการส่งให้กฤษฎีกายกร่างก็ได้นำกลับเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการชุดอาจารย์สมบัติอีกครั้ง จึงไม่ได้มีการหมกเม็ดเพื่อแก้ไขหลักการใหญ่ตามที่มีการกล่าวหา เพราะสิ่งที่รัฐบาลเสนอได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการชุดอาจารย์สมบัติทุกขั้นตอนโดยที่รัฐบาลไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลง เพราะจะถูกกล่าวหาว่าไปแทรกแซงคณะกรรมการฯที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาเอง และคณะกรรมการชุดอาจารย์สมบัติก็ยอมรับเองว่าเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค ไม่ได้มีส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีก็เป็นคนแรกที่เสนอให้มีการแปรญัตติวรรคที่เป็นปัญหา ทันทีที่รับทราบถึงข้อห่วงใย จึงมิได้เป็นการหมกเม็ดหรือถูกจับได้กลางสภาแต่อย่างใด

เป็นความหมกเม็ด เพราะผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกา รัฐบาลและวิปรัฐบาลา โดยไม่บอกให้ประชาชนได้รู้ล่วงหน้าว่าแอบมีการแก้ไขในหลักการใหญ่จนถูกจับได้กลางรัฐสภาจึงค่อยยอมรับและจะมีการแก้ไข หากไม่มีการแก้ไขก็จะเป็นผลทำให้บันทึกการประชุมเจบีซี ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา

๑๖

เมื่อมีความเห็นต่างในการตีความกฎหมาย ก็ย่อมเป็นสิทธิของสมาชิกรัฐสภาที่ใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญในการตีความเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ เนื่องจากปัจจุบันมีความวิตกกังวลของข้าราชการที่ไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเอกสารใดที่ต้องนำเสนอตามมาตรา ๑๙๐ จึงนำเสนอเอกสารทุกชนิดเพื่อมิให้ต้องทำผิดกฎหมาย แม้กระทั่งบันทึกการประชุมก็มีการถกเถียงอย่างกว้างขวางในกรรมาธิการว่าเป็นเอกสาร

ถือเป็นเจตนาในการถ่วงเวลา หรือแสดงเจตนาให้ความผิดพลาดของผลบันทึกประชุมเจบีซีเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเพื่อจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบ

เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาล ส.ส.ประชาธิปัตย์ไม่เคยคิดเข้าชื่อกันเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องผลบันทึกการประชุมเจบีซีแต่กลับจะมาทำในช่วงเวลาที่คณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นมาพบความผิดปกติจำนวนมากแล้ว


ตามมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ จนแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย และไม่มีข้อยุติ ดังนั้น ๗๙ สส พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องพึ่งพาการตีความของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายมากกว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการพบความผิดปกติในบันทึกการประชุมเจบีซี เพราะในบันทึกดังกล่าวมิได้มีความผิดปกติใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นเพียงความเห็นในทางกฎหมายที่สมควรให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้เป็นบรรทัดฐานเพื่อใช้เป็นหลักอ้างอิงในการทำงานของรัฐสภาเท่านั้น

นอกจากนี้ที่กล่าวหาว่าการเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกรอบเจบีซีเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาเพื่อไม่ต้องรับผิดชอบนั้นก็เป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอยอยู่บนพื้นฐานความเชื่อมากกว่าข้อเท็จจริง เนื่องจากยังไม่มีใครทราบว่าผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาเช่นไร อีกทั้งไม่ว่ากรอบเจรจาดังกล่าวจะต้องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาหรือไม่ รัฐบาลก็คือผู้ที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร จึงไม่สมเหตุสมผลที่จะกล่าวหาว่ารัฐบาลต้องการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อกรณีนี้


๑๗

ไม่มีกรณีที่ไทยจะถอนทหารออกจากพื้นที่เขาพระวิหาร และการที่กัมพูชายอมย้ายชุมชน และตลาดออกจากพื้นที่ที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขเอ็มโอยู ๒๕๔๓ แสดงว่ากัมพูชายอมรับว่ามีการละเมิดเงื่อนไขในเอ็มโอยู ซึ่งจะเป็นเครื่องยืนยันต่อคณะกรรมการมรดกโลกว่าพื้นที่ดังกล่าวยังต้องมีการเจรจาระหว่างสองประเทศไม่สามารถที่จะจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่แต่เพียงฝ่ายเดียวจากกัมพูชาได้ อีกทั้งรัฐบาลยังไม่มีแนวคิดที่จะให้เปิดให้

การถอยทหารทั้งสองฝ่ายออกจากพื้นที่เขาพระวิหารนั้นแตกต่างจากที่ไทยเข้าไปผลักดันและยึดครองดินแดนไทยคืน

การถอยทั้งสองฝ่ายจะทำให้เกิดเป็นพื้นที่สันติภาพ แต่จะทำให้คณะกรรมการมรดกโลกสามารถพิจารณาอนุมัติแผนบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกบริเวณเขาพระวิหารให้กับกัมพูชาอย่างสมบูรณ์ ยิ่งมีนักท่องเที่ยวฝ่ายไทยเข้าไปได้ยิ่งเป็นหลักประกันถึงความปลอดภัยที่จะไม่มีการปะทะ


นักท่องเที่ยวฝ่ายไทยเข้าไปเยี่ยมชมปราสาทพระวิหาร ที่ผ่านมามีเพียงคำกล่าวอ้างจากกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจว่าคนไทยควรจะได้กลั่นกรองข้อมูลอย่างรอบด้านไม่ใช่หลงเชื่อตามกระแสที่กัมพูชาปลุกปั่นขึ้นเพื่อให้เกิดปัญหาภายในชาติไทย อันจะส่งผลทำให้ขาดเอกภาพในการต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิและอธิปไตยเหนือพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร

ไทยไม่ได้ถูกกัมพูชารุกฆาต เพราะการย้ายชุมชนและตลาดออกไปแสดงให้เห็นว่ากัมพูชายอมถอยเพราะต้องปฏิบัติตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลเดินหน้าด้วยการประท้วงตามหลักสันติวิธี มีหลักฐานปรากฏชัดเจนจึงเป็นไปไม่ได้ที่กัมพูชาจะไปกล่าวอ้างว่าการย้ายกัมพูชาออกนอกพื้นที่เพื่อให้เกิดพื้นที่สันติภาพและจะทำให้คณะกรรมการมรดกโลกยอมรับแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชา

ตรงกันข้ามจะทำให้กรรมการมรดกโลกตระหนักถึงปัญหาที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจาตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ว่ายังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งจะทำให้การยอมรับแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาเกิดขึ้นไม่ได้

ต่อกัน และแสดงให้เห็นว่าไทยกับกัมพูชาตกลงกันได้ จึงย่อมจะทำให้คณะกรรมการมรดกโลกไม่ลังเลที่จะอนุมัติแผนบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกปราสาทพระวิหารให้กัมพูชา

ไทยจึงเหมือนถูกกัมพูชารุกฆาต เพราะกัมพูชารุกล้ำและยึดครองดินแดนไทยโดยไม่มีการผลักดันก็เหมือนยึดดินแดนไทยโดยพฤตินัย แต่ถ้าถอนทหารออกทั้งสองฝ่ายตามเงื่อนไขในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ก็จะเป็นการส่งเสริมเขาพระวิหารให้เป็นมรดกโลกของกัมพูชาโดยสมบูรณ์

๑๘

เหตุผลที่ไม่ยกเลิกเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ได้ระบุไปชัดเจนแล้วว่าเป็นเพราะมีประโยชน์ต่อการรักษาสิทธิของประเทศ และรัฐบาลใช้หลักสันติวิธีเจรจาเพื่อให้มีการย้ายชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ตามเงื่อนไขของเอ็มโอยูซึ่งก็มีผลคืบหน้าให้เห็นโดยที่ไม่ต้องใช้กำลังทหารเข้าไปผลักดันส่วนการไม่ถอนตัวจากการเป็นภาคีมรดกโลกก็ไม่ใช่การถ่วงเวลา แต่เป็นเพราะรัฐบาลเล็งเห็นถึงประโยชน์ในการใช้เวที

เพราะไม่ยกเลิกเอ็มโอยู ๒๕๔๓ และไม่ผลักดันชาวกัมพูชาออกไป และไม่ถอนตัวจากการเป็นภาคีมรดกโลก จึงทำได้อย่างมากที่สุดก็คือการถ่วงเวลา แต่แท้ที่จริงแล้วการถ่วงเวลาออกไปกลับทำให้เวลาในการแก้ไขปัญหาเรื่องพื้นที่มรดกโลกปราสาทพระวิหารเหลือน้อยลง


คณะกรรมการมรดกโลกโต้แย้งและยืนยันสิทธิของประเทศ แทนที่จะปล่อยให้กัมพูชาส่งผ่านข้อมูลแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะถ้าไทยถอนตัวจากการเป็นภาคีในขณะนี้ก็จะหมดช่องทางในการทำความเข้าใจกับคณะกรรมการมรดกโลกถึงสภาพความเป็นจริงของพื้นที่ว่ามีความละเอียดอ่อนที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างสองประเทศ และรัฐบาลก็เคย แสดงออกชัดเจนแล้วว่าเมื่อใดก็ตามที่คณะกรรมการมรดกโลกไม่ฟังเรา ไทยก็พร้อมที่จะถอนตัวจากการเป็นภาคีมรดกโลก ซึ่งก็ทำให้คณะกรรมการมรดกโลกต้องรับฟังไทยและชะลอการพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชาออกไปเป็นปีหน้า

ดังนั้นการไม่ถอนตัวจากภาคีมรดกโลกจึงทำให้ไทยมีช่องทางการต่อสู้มากขึ้น และไม่ได้ทำให้เวลาในการแก้ปัญหาปราสาทพระวิหารเหลือน้อยลง เนื่องจากวาระการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลกกำหนดชัดเจนคือ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๔


๑๙

หลักในการบริหารประเทศและแก้ปัญหาของรัฐบาลคือใช้ทุกกลไกที่มีให้เป็นประโยชน์เพื่อกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหา โดยไม่นิยมใช้วิธีการคว่ำกระดานทิ้งทันทีที่ไม่ได้ผลอันเป็นที่พอใจ แต่รัฐบาลจะใช้วิธีการอธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เช่นในกรณีปราสาทพระวิหาร รัฐบาลก็ได้ท้วงติงจนคณะกรรมการมรดกโลกรับฟังและทำให้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชายังไม่สมบูรณ์มาจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าคณะกรรมการมรดกโลกจะเคยเข้าใจผิดจนทำให้ดำเนินการบางส่วนที่เข้าข่ายละเมิดอธิปไตยของไทย แต่เมื่อได้รับฟังคำท้วงติงจากไทยก็ทำให้คณะกรรมการมรดกโลกมีความ

ไทยไม่ควรเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกอีกต่อไป เพราะถือว่าคณะกรรมการมรดกโลกและยูเนสโกได้ละเมิดอธิปไตยไทยแล้ว ดังนั้นการไม่ถอนตัวจึงเสมือนไทยต้องอยู่ในสภาพที่ไม่ปฏิเสธมติคณะกรรมการมรดกโลกที่ทำให้ไทยต้องเสียเปรียบที่ผ่านมา อีกทั้งการถอนตัวออกก็ไม่ได้มีผลกระทบเสียหายต่อมรดกโลกของไทยที่ได้ขึ้นทะเบียนก่อนหน้านี้แต่ประการใด


เข้าใจและรับฟังข้อมูลจากไทยไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจ เวทีนี้จึงยังเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และยืนยันได้ว่ารัฐบาลจะไม่ลังเลในการตัดสินใจเพื่อรักษาสิทธิของประเทศ หากเห็นว่าการเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป เราก็ทิ้งหมากตัวนี้ได้ โดยที่มีคำอธิบายว่าประเทศไทยได้พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะให้ความร่วมมือต่อคณะกรรมการมรดกโลกในฐานะภาคีสมาชิก แต่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงต้องรักษาสิทธิของตัวเองด้วยการลาออกจากภาคีฯแต่ขั้นตอนนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคณะกรรมการมรดกโลกไม่ฟังเราเท่านั้น และการถอนตัวในภายหลังก็ไม่ได้ส่งผลเสียหายใด ๆ แต่การถอนตัวตั้งแต่ตอนนี้ต่างหากจะทำให้ไทยหมดช่องทางในการชี้แจง


๒๐

ไม่มีกรณีใดที่แสดงว่าไทยเสียเปรียบ การที่กัมพูชาเข้ามารุกพื้นที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ต่างหากที่เป็นการฟ้องต่อนานาชาติว่าประเทศใดที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการเจรจา ขณะที่ไทยยึดหลักสากลและกฎหมายระหว่างประเทศในการแก้ปัญหา หลีกเลี่ยงการใช้กำลังซึ่งเป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ จึงไม่มีเหตุผลที่การยึดตามแนวทางนี้จะทำให้ไทยเสียเปรียบ

อีกทั้งในขณะนี้ก็มีความคืบหน้าที่กัมพูชายอมถอยด้วยการถอนชุมชนและตลาดออกจากพื้นที่ตามข้อเรียกร้องของรัฐบาลแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้กำลังทหารเข้าไปผลักดันหรือแสดงแสนยานุภาพเพื่อข่มขู่ให้กัมพูชากลับสู่โต๊ะเจรจา ในเมื่อขณะนี้กลไกการเจรจายังเดินหน้าได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังใด ๆ ทั้งสิ้น

การเจรจาที่เสียเปรียบของไทยและการรุกคืบและยึดครองของกัมพูชา โดยที่ไม่เชื่อฟังคำประท้วงของไทย หากปล่อยนานวันจะเกิดการขยายตัวของชุมชน และกองกำลังทหาร หรืออาจได้รับรองจากนานาชาติในเวทีมรดกโลก ซึ่งไทยจะต้องเผชิญหน้ากับหลายชาติมากกว่าที่เป็นอยู่

เมื่อถึงเวลานั้นไทยจะตกอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถทวงคืนแดนไทยกลับมาได้อีก หรือหากจะทวงคืนกลับมาได้ก็จะเกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติอย่างที่ไม่ควรจะเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางการทหารก็ไม่จำเป็นต้องมีการปะทะจริงเสมอไป ด้วยแสนยานุภาพทางการทหารไทยที่มีอำนาจเหนือกว่าอยู่แล้ว โดยเฉพาะกองทัพอากาศก็สามารถจะเป็นเครื่องมือที่ผลักดันชุมชนและ


ที่น่าแปลกใจคือกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องให้ใช้กำลังผลักดันชุมชนกัมพูชาออกนอกพื้นที่ พอมีการย้ายชุมชนออกไป ซึ่งเป็นผลมาจากการเจรจาโดยสันติวิธี กลับคัดค้านว่าการย้ายชุมชนออกไปจะกลายเป็นพื้นที่สันติภาพทำให้คณะกรรมการมรดกโลกยอมรับแผนบริหารจัดการพื้นที่ของกัมพูชา ถือเป็นตรรกกะที่สร้างความสับสน เพราะผลของการย้ายชุมชนแม้ว่าจะไม่ได้เกิดจากการใช้กำลังทหาร คือ ชุมชนกัมพูชาไม่อยู่ในพื้นที่ และกัมพูชาจะอ้างสิทธิแต่เพียงฝ่ายเดียวว่ามีอธิปไตยเหนือดินแดนดังกล่าวไม่ได้ โดยที่คณะกรรมการมรดกโลกก็รับทราบถึงปัญหานี้ จึงไม่มีเหตุผลอันใดที่ต้องใช้กำลังทหารเข้าขับไล่

การที่ชาวกัมพูชาย้ายออกจากพื้นที่ที่เป็นเงื่อนไขตามเอ็มโอยู ๒๕๔๓ โดยไม่มีใครต้องเสียเลือดเนื้อ ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นเครื่องเซ่นสังเวยไม่ใช่แนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศหรอกหรือ

รัฐบาลขอยืนยันว่า การทำให้มีสงครามหรือปะทะกันมิได้ช่วยแก้ไขปัญหา เนื่องจากผลของสงครามไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดน หลังจากยุติการปะทะทั้งสองฝ่ายก็ต้องหันเข้าหาการเจรจา โดยใช้เอกสารหลักฐานที่มีอยู่เพื่อให้ได้ข้อยุติ ดังเช่นกรณีข้อพิพาทด้านเขตแดนกับลาว ซึ่งการปะทะกันผ่านมา ๒๐ ปีแล้วก็ยังไม่ได้ข้อยุติในเรื่องนี้

ทหารกัมพูชาเพื่อนำมาสู่การเจรจาทางการทูตอย่างสันติวิธีอีกครั้ง โดยที่ไทยไม่ตกอยู่ในสถานภาพที่เสียเปรียบเหมือนในช่วงเวลาที่ผ่านมา




บทความอื่นๆ