บทความ

จุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ ต่อต้านกม.ล้างผิด-แอบอ้างปรองดอง
02 มิ.ย. 2555

จุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ ต่อต้านกม.ล้างผิด-แอบอ้างปรองดอง



download เอกสาร

download artwork

เสียงข้างมากในสภาของพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล ได้ผลักดันร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ ของพล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน พร้อมร่างฯอีก 3 ฉบับของส.ส.พรรคเพื่อไทยเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยวิธีการรวบรัดเลื่อนระเบียบวาระขึ้นมาพิจารณา ท่ามกลางกระแสการคัดค้านอย่างกว้างขวาง ทั้งจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน กลุ่มพลังมวลชน และผู้คนหลากหลายอาชีพ เกิดการชุมนุมต่อต้าน ส่งผลกระทบ ต่อสถานการณ์ทางการเมืองอย่างมิอาจปฏิเสธได้



พรรคประชาธิปัตย์ได้ชี้ให้เห็นถึงเป้าหมายสำคัญของพรรคเพื่อไทยนับแต่เลือกตั้งแล้วว่าต้องการนิรโทษกรรมและคืนเงิน 4.6 หมื่นล้านบาท ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรแต่พรรคเพื่อไทยปฏิเสธ จนในที่สุดมีการเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว นำไปสู่การคัดค้านและต่อต้าน พรรคฯได้แสดงออกอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา ทั้งในสภาผู้แทนราษฎร และการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่มีความเห็นในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา พรรคประชาธิปัตย์ได้ต่อสู้คัดค้านจนถึงที่สุด แม้จะทำให้เกิดความวุ่นวายอันเนื่องมาจากปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นกลางของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่สกัดกั้นการทำหน้าที่ของส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ไม่สนใจคำทักท้วงที่พยายามเรียกร้องให้มีการชี้แจงเหตุผล และขั้นตอนการบรรจุระเบียบวาระที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่เป็นผล ซึ่งในเวลาต่อมาพรรคประชาธิปัตย์จึงได้เข้าชื่อกันตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 เสนอต่อประธานวุฒิสภา ให้ดำเนินกระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่งต่อไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม พรรคร่วมรัฐบาลยังคงเดินหน้าเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวโดยเร็ว มีคำสั่งเรียกประชุมและเลื่อนการประชุมหลายครั้งในวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่สุดท้ายเมื่อไม่สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ตามนัดหมายจึงเลื่อนการประชุมออกไปไม่มีกำหนดแต่เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลยังคงไม่ละความพยายามที่ จะนำเรื่องนี้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร

พรรคประชาธิปัตย์ขอเรียนชี้แจงว่า ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ ทั้ง 4 ฉบับ แม้จะมีรายละเอียดแตกต่างกันบ้าง แต่ทั้งหมดล้วนเป็นการแอบอ้างชื่อ “ปรองดอง” มาสร้างความสับสนกับประชาชน เพื่อให้สังคมเข้าใจไขว้เขว เพราะเนื้อหาในร่างกฎหมายดังกล่าว ไม่มีส่วนใดเลยที่เป็นสาระเอื้อต่อการสร้างความปรองดองของคนในชาติ ตรงกันข้ามกลับเป็นการเร่งเร้าเติมเชื้อไฟแห่งความขัดแย้งให้เพิ่มและขยายวงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ข้อเท็จจริงในร่างกฎหมายดังกล่าว เป็นการเอื้อประโยชน์นิรโทษกรรมให้กับคนบางพวกที่กระทำผิดกฎหมายอาญา เนื้อหาสาระเป็นการทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรม ของบ้านเมือง เป็นการล้มล้างอำนาจตุลาการ และหลักกฎหมายที่ใช้ในการปกครองประเทศและการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นการล้างผิดให้คนโกง และคนที่ก่อปัญหาสร้างความวุ่นวายสร้างความเสียหายให้บ้านเมือง นับเป็นอันตรายต่ออนาคตของประเทศชาติ สังคม และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งขอแจกแจงให้เห็นอย่างชัดเจนใน 4 ประเด็นสำคัญคือ

1)นิรโทษกรกฎหมายรมผู้กระทำผิด


ร่างพ.ร.บ.ปรองดองฯระบุไว้ใน ม. 3 ว่า การกระทำใดๆที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2548 จนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 หากมีการกระทำใดที่เป็นความผิดตามกฎหมาย ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป และให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง นั่นเท่ากับว่า เป็นการนิรโทษกรรมต่อผู้กระทำผิดตามเงื่อนไขดังกล่าวคือการ ยกความผิดให้กับผู้ก่อเหตุร้ายแรงทำผิดกฎหมายอาญาในระหว่างชุมนุมทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการไล่ล่าทำร้ายร่างกายฝ่ายตรงกันข้าม ใช้อาวุธสงครามเข่นฆ่าทหาร ตำรวจ แลประชาชนผู้บริสุทธิ์ การทุบทำลายทรัพย์สิน การวางเพลิงเผาห้างร้าน ธนาคาร ศาลากลางจังหวัดฯลฯ ล้วนแล้วแต่ได้รับอานิสงส์พ้นจากความผิด กลายเป็นผู้บริสุทธิ์จากบทบัญญัตินี้ทั้งสิ้น

นอกจากนั้น กรณีดังกล่าวนี้ ยังเป็นที่สงสัยว่า การแสดงออกทางการเมืองในความหมายของผู้เสนอร่างกฎหมายดังกล่าว รวมถึงการกระทำการอันเป็นการละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เกิดขึ้นอย่างมากในช่วงเวลาดังกล่าว ได้รับการยกเว้นโทษให้พ้นผิดด้วยหรือไม่

ใน ม. 4 ของร่างกฎหมายดังกล่าวระบุว่า ถ้าผู้กระทำการตาม ม. 3 อยู่ระหว่างสอบสวน ให้ผู้มีอำนาจสอบสวนระงับการสอบสวนผู้นั้น ถ้าอยู่ในระหว่างการฟ้องร้องให้พนักงานอัยการหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องระงับการฟ้องร้องหรือถอนฟ้อง ถ้าผู้นั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด ถ้าผู้นั้นรับโทษอยู่ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและปล่อยตัวผู้นั้น
ผู้ที่ได้ประโยชน์จากมาตรานี้ชัดเจนที่สุดคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นจากความผิดทันที ตามคำพิพากษาจำคุก 2 ปีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีซื้อที่ดินรัชดา

2)คืนทรัพย์สินให้คนโกง

ม. 5 ตามร่างกฎหมายนี้ บัญญัติให้ไปล้มล้างคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองฯ 19 กันยายน 2549 และการปฎิบัติทั้งหลายขององค์กรหรือคณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประกาศหรือคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองฯ ทำให้การดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (ค.ต.ส.) ที่ตรวจสอบทรัพย์สินของนักการเมืองโกงแผ่นดินจนคดีนำขึ้นสู่ศาลเป็นอันล้มเลิก

ทรัพย์สินมูลค่า 46,730 ล้านบาทเศษของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกศาลพิพากษาว่า ได้มาโดยการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบในระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็จะต้องส่งคืนกลับให้กับพ.ต.ท.ทักษิณตามกฎหมายนี้โดยทันที

3)ฟอกตัวนักการเมือง

บทบัญญัติมาตรา 6 ตามร่างกฎหมายนี้ อ้างความปรองดองด้วยการ ให้คืนสิทธิเลือกตั้งของบรรดากรรมการบริหารพรรคการเมืองที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรค และให้ถือว่าบุคคลนั้นไม่เป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 

บรรดาอดีตกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบพรรค ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบุชัดเจนว่า เป็นการกระทำที่เป็นการบ่อนทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จึงได้รับประโยชน์โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักการเมืองที่เรียกตัวว่า กลุ่มบ้านเลขที่ 111 หรือกลุ่ม 109 

4)ย่ำยีกระบวนการยุติธรรม

ทั้งหลายทั้งปวงที่บัญญัติไว้ตามร่างกฎหมายฉบับนี้ สะท้อนให้ชัดเจนถึงความจงใจที่จะทำลายระบบกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ทำให้หลักนิติรัฐและนิติธรรมเสียหายอย่างร้ายแรง แม้กระทั่งผู้ใหญ่ในกระบวนการยุติธรรม ยังออกมาแสดงความกังวลกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อระบบ และกระบวนการยุติธรรมอย่างมาก

ดังนั้นเพื่อเป็นการหยุดยั้งการผลักดันกฎหมายเลวร้ายฉบับนี้ พรรคประชาธิปัตย์จำเป็นต้องเดินหน้าในการต่อสู้กับความไม่ชอบธรรม และความไม่ถูกต้องทั้งปวง นอกจากจะทำหน้าที่อย่างเข้มข้นในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว พรรคประชาธิปัตย์จะเคลื่อนไหวในทางสาธารณะทุกรูปแบบภายใต้กฎหมายเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน รวมทั้งการสนับสนุนให้ประชาชนที่รักความเป็นธรรม และความถูกต้อง ออกมาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อคัดค้านต่อต้านกฎหมายดังกล่าวอย่างสงบและสันติ เพื่อร่วมกันพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของประเทศชาติ และหลักการอันมั่นคงของบ้านเมืองสืบไป

พรรคประชาธิปัตย์ขอยืนยันว่า การดำเนินการใดๆในการคัดค้าน ต่อต้าน ร่างกฎหมายดังกล่าว ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อล้มล้างรัฐบาล หรือเพื่อสนับสนุนกระบวนการใดๆที่นำไปสู่การล้มล้างระบบรัฐสภา และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแต่อย่างใด

พรรคประชาธิปัตย์
2 มิถุนายน 2555



บทความอื่นๆ