บทความ

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 30 ตุลาคม 2560
30 ต.ค. 2560

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 30 ตุลาคม 2560


(30 ตุลาคม 2560) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมพูดคุยในรายการ ต้องถาม ทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ ดำเนินรายการโดย อาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

คำต่อคำ

คุณอภิสิทธิ์ได้ไปร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 บรรยากาศทั้งหมด คุณอภิสิทธิ์เห็นอย่างไร

“ผมว่าเรื่องนี้แทบไม่ต้องถามความเห็น หรือความรู้สึกนะ ผมมีความรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องของความเป็นหนึ่งเดียวของทุกๆ คนจริงๆ แน่นอนที่สุด จะมีความรู้สึกที่ปะปนอยู่หลายๆ อย่าง

ประการแรก ก็เป็นความรู้สึกใจหาย เพราะว่านี่คือช่วงสุดท้ายที่พสกนิกรจะได้มีโอกาสแสดงออกถึงความจงรักภักดี น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ขณะเดียวกันตลอดช่วงของพระราชพิธี ซึ่งอาจจะไล่ตั้งแต่วันที่ 25 เป็นต้นมา จนถึงเมื่อวานนี้ เราก็ได้เห็นประเพณีซึ่งผมว่าเกือบทุกคนที่มีชีวิตอยู่แทบไม่เคยสัมผัส ไม่เคยได้มีความรู้ในหลายๆ เรื่องมาก่อน แล้วก็ทำให้เกิดความรู้สึกถึงความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของเรา

ควบคู่ไปกับความยิ่งใหญ่ แล้วก็ความเป็นระเบียบเรียบร้อยที่ส่วนใหญ่เราพูดกันในสังคมไทยเราบอก สังคมไทยจะไม่ค่อยมีสิ่งเหล่านี้ แต่กลายเป็นว่านั่นคือสิ่งที่เราได้เห็นในระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นท่ามกลางความใจหาย ความเศร้าสลด ก็จะมีความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย มีความภาคภูมิใจว่าเรายังสามารถรวมจิตใจกันเป็นหนึ่งเดียวได้ ไม่นับรวมว่า ไม่ใช่เฉพาะพระราชพิธีเท่านั้น แต่การแสดงออกของคนไทย จะเป็นในบริเวณสนามหลวง จะเป็นทั่วประเทศ ที่ได้มีการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม ล้วนแล้วแต่เป็นภาพที่ทำให้เรามีความรู้สึกดีที่ได้เป็นคนไทย”

(เปิดคลิปของสำนักข่าวไทย)
ภาพที่เห็นเน้นที่กระบวนในพระราชพิธี ได้ฟังคุณอภิสิทธิ์พูดว่าเป็นเรื่องของความเป็นหนึ่งเดียวของคนในชาติ ผม (อาจารย์เจิมศักดิ์) มีโอกาสเห็นแถวที่จะไปถวายดอกไม้จันทน์ยาว ที่ไหนๆ ก็ยาว

“ใช่ครับ แล้วก็เริ่มตั้งแต่ 9.00 น. เพราะว่าช่วงที่ผมเดินทางไปเข้าร่วมพระราชพิธี ในหลายจุดก็ยังเห็นประชาชนจำนวนมาก ไม่ถอยกันเลย แล้วก็ยืนรออย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่”

คงหลายสิบล้านคนที่ได้มีโอกาส ทั้งร่วมโดยการอยู่ในท้องสนามหลวง ราชดำเนิน และบริเวณใกล้เคียง และที่จุดถวายดอกไม้จันทน์ทั้งหลาย ทั่วประเทศ
“ใช่ครับ”

ผม (อ.เจิมศักดิ์) มีโอกาสไปปฏิบัติธรรม และฟังธรรมที่วัดญาณสังวราราม ที่สัตหีบ เป็นวัดที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปสร้างไว้ โดยได้ฟังธรรมบอกว่าร่างกายของคนวันที่จะถวายพระเพลิงนั้นก็เป็นการแยกระหว่างธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ พอถวายพระเพลิงก็จะแยกน้ำ แยกดิน แยกไฟ แยกลม ออกไป เหลือแต่ธาตุดิน ก็คือเถ้าและกระดูก แต่ทั้ง 4 นั้นผสมด้วยความรู้สึกคือจิต จึงครบบริบูรณ์ที่จะเป็นร่างกายของมนุษย์ เพราะฉะนั้นพระองค์ท่าน จะอยู่ที่ว่าจิตดี ประเสริฐ ได้บำเพ็ญบารมีทำคุณความดีมากน้อยแค่ไหน จึงเกิดเป็นร่างอันประเสริฐ ขณะที่คุณอภิสิทธิ์เองได้เข้าร่วมในพระราชพิธีด้วย

“ตั้งแต่เช้าที่มีการอัญเชิญเข้าสู่ริ้วขบวนทั้งหมด แล้วก็สำหรับวันที่ 26 นั้นก็คือไปเสร็จสิ้นก็ต้องเป็น ตี 2 ของวันที่ 27 แล้วก็เช้าวันที่ 27 ก็มีพระราชกรณีกิจในเรื่องนี้”

ทั้งประชาชน ทั้งในหลวง และพระราชวงศ์ทั้งหลายได้ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว การถ่ายทอดสดออกไปทั่วประเทศ ก็ทำให้ประชาชนได้อะไรมากมายในเรื่องนี้
“แล้วก็เป็นข่าวไปทั่วโลกด้วย แล้วก็มีพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศ มีทั้งกษัตริย์ ทั้งพระบรมศานุวงศ์ หัวหน้าหรือผู้แทนของรัฐบาลต่างๆ 40 กว่าประเทศ ที่มาร่วมอยู่”

คุณอภิสิทธิ์ได้พูดอยู่ตอนนึงคือเรื่องของการเรียนรู้วัฒนธรรมของไทย ซึ่งหลายคนไม่เคยเห็น
“ฟังการพากย์ทุกครั้งก็ได้ความรู้ใหม่ทุกครั้ง”

คุณอภิสิทธิ์คิดว่าอย่างไรที่มีคนบอกว่ามันจะคุ้มค่ามั้ยกับ 90 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 3,100 ล้านบาท
“จริงๆ ผมไม่ค่อยคิดถึงคำถามแบบนี้นะ ผมก็ทราบอยู่ว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ แต่ว่าผมว่าไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่เรามาพูดกันในลักษณะที่ว่าคุ้ม หรือไม่คุ้ม ผมว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ประเทศไทย พสกนิกรชาวไทยตั้งใจถวาย แล้วก็อย่างที่เราคุยกันเมื่อสักครู่ ผมว่าอารมณ์ความรู้สึกของคนในประเทศ ในช่วง 4 – 5 วันที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่หาได้ยาก มันประเมินค่าไม่ได้ เอาอย่างนี้ดีกว่า ประเมินค่าไม่ได้ แต่ว่าเวลาคนมาถกเถียงกันว่า แล้วสมควรจะต้องใช้จ่ายอะไรกันอย่างไร คำถามก็คือผมว่าคนที่ตั้งคำถามเหล่านี้ต้องกลับไปถามตัวเองว่า แล้วคุณจะวัดความคุ้มค่าจากอะไร คุณกำลังจะมาพูดถึงเรื่องของวัสดุสิ่งของที่ใช้ หรืออะไรนั้นมันไม่ใช่เรื่อง แล้วก็ความจริงอย่าพูดถึงแต่งบประมาณตัวนั้นเลย ถามว่าที่คนไทยทุ่มเทเรื่องนี้ไป อาจารย์เห็นเวลาเขาไปถ่ายบริเวณรอบๆ มั้ยครับ มีคน ผมไม่รู้นะว่าใช้เงินเท่าไหร่ ทำอาหารมาแจกประชาชน นั่นยังไม่รวมในงบนะ

คือสิ่งเหล่านี้มันก็เทียบเคียงดูก็แล้วกันว่า เวลาเราจัดงานกันในครอบครัว หรืออะไรก็แล้วแต่ เราก็ไม่ค่อยมาถามกันหรอกนะว่า เอ๊ะ นี่มันคุ้มค่า หรือไม่คุ้มค่า มันเป็นความตั้งใจของผู้ที่จัด ก็คือในกรณีนี้คือประเทศไทย ที่ช่วยกันมีส่วนร่วมกันทุกคนในเรื่องนี้
แล้วก็ถ้าถามความคุ้มค่า ผมก็บอกว่า ในแง่ของคนไทย สิ่งที่เราต้องการจะทำเพื่อถวายพระองค์ท่าน บวกกับความรู้สึก ประสบการณ์ในช่วงนั้นทั้งหมด ผมใช้คำว่าประเมินค่าไม่ได้อยู่แล้ว แต่ว่าถ้าบอกว่า การใช้จ่ายแบบนี้ คือจัดงาน จัดพระราชพิธี โอ้โห ผมว่ามันก็มีหลายประเทศนะที่เขาดิ้นรนอยากจะจัดงานใหญ่ๆ โตๆ เพื่อที่จะดึงความสนใจของชาวโลก เพื่อที่จะอะไรต่างๆ แต่ผมว่าถ้าเกิดมองจากสายตาของคนภายนอก มันไม่เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่นะ เพราะว่าสมมติอาจารย์จัดอีเวนท์ อยากจะจัดแม้กระทั่งจะเป็นกีฬา บันเทิง หรืออะไรก็ตาม ผมว่าบางทีงบเยอะกว่านี้ (แล้วจะให้ถ่ายทอดไปทั่วโลกอย่างนี้) ก็อาจจะมีนะครับ บางอีเวนท์ก็อาจจะไปทั่วโลก แต่ถามว่าที่เป็นการสะท้อนตัวตนของประเทศจริงๆ มีรากฐานทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมแบบนี้ มีการแสดงออกของประชาชนที่มาจากความรู้สึกจริงแบบนี้ ไม่ใช่มาทำแสง สี เสียง เต้นรำ แล้วก็เอาคนมาอะไรต่างๆ ผมว่ามันเทียบกันไม่ได้เลย

เพราะฉะนั้นสำหรับผมเรื่องนี้ก็เลย ผมไม่ได้มองว่าเป็นประเด็นที่น่าจะต้องถามกันเลยนะ ในแง่นั้น”

เขาบอกว่าประมาณ 90 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 3,100 ล้านบาท ถ้ามีคนที่เข้าร่วม และเรียนรู้อย่างที่เราพูด ได้แสดงออกความประทับใจ 30 – 31 ล้านคน ก็คนละ 100 บาท ตกลงงบประมาณที่ใช้เพื่อคน 100 บาทต่อคน อันนี้คุ้มหรือไม่
“ผมถึงบอกว่าไต้องไปเล่นหรอกครับ คำตอบมันชัดของมันอยู่แล้ว ผมว่าไปถามประชาชนที่มีส่วนร่วมทั้งหมดว่า 100 บาท กับสิ่งที่ได้มีโอกาสแสดงออกถวายกับความรู้สึกที่ได้รับ ผมว่ามีใครบ้างครับที่จะบอกว่า โอ้โห 100 บาทนี้มันแพง หรือมันไม่คุ้มค่า”

สื่อต่างประเทศบอกว่าการที่คนไทยเข้ามากันมากมาย ร้องไห้ มันต่างอะไรกับเกาหลีเหนือ คุณอภิสิทธิ์จะตอบอย่างไร
“คือผมไม่ไปวิจารณ์เกาหลีเหนือนะครับ แต่ผมก็ไม่ทราบจริงๆ แล้วผมก็ว่าโลกภายนอกก็อาจจะรู้เรื่องเกี่ยวกับเกาหลีเหนือน้อยเกินไป แน่นอนสื่อต่างประเทศที่เขียนในทำนองนี้ก็อาจจะแสดงออกว่ายังไม่ค่อยเชื่อถึงความเป็นธรรมชาติทำนองนั้นใช่มั้ย ผมไม่ทราบนะเวลาคนเทียบกับเกาหลีเหนืออะไรอย่างนี้ ก็จะบอกทำนองว่าปลุกระดม ก็เสียดายว่าสื่อต่างๆ เหล่านั้นทำไมถึงไม่มาสัมผัสด้วยตัวเอง แทนที่จะเขียนอยู่ ทำไมไม่ลองไปสัมผัสประชาชนที่เขาเดินทางมาตั้งแต่จากบ้านว่าเขามาด้วยความรู้สึกอะไร เขามีความรู้สึกเต็มใจมั้ย เขาคิดว่าที่เขามาแสดงออกอย่างนี้มันเป็นผลมาจากอะไร จริงๆ ถ้าเกิดถามคำถามเหล่านี้ก็จะได้คำตอบที่ชัดเจนว่า สิ่งที่ประชาชนคนไทยจำนวนมหาศาล แทบจะเรียกว่าเกือบทั้งประเทศแสดงออกนี้มันเป็นผลมากจากอะไร

ก็คือสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดระยะเวลา 70 ปี ได้ทรงพระราชทานให้กับคนทั้งประเทศไว้ ก็เป็นเรื่องที่ผมว่าถ้าเขามาศึกษา เขาก็จะเข้าใจ ส่วนจะไปเหมือน ไม่เหมือนที่ใด เขาก็ควรจะได้คำตอบด้วยตัวเอง”

ในงานนี้ทั้งหมด คุณอภิสิทธิ์ได้เข้าร่วม และได้เห็นภาพข้างนอกด้วย มีอะไรที่อยากจะแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่
“ผมไม่ได้คิดเรื่องอย่างนั้นหรอกครับ เพราะว่าจริงๆ แล้วต้องบอกว่างานใหญ่อย่างนี้ แค่ว่าจัดได้ราบรื่นก็ถือว่าเก่งมากนะครับ นี่ผมว่าไม่ใช่แค่ราบรื่น แน่นอนทุกสิ่งทุกอย่างนั้นสมพระเกียรติ”

คำว่าราบรื่นของคุณอภิสิทธิ์หมายถึงฝนด้วยหรือเปล่า เพราะก่อนหน้านั้นก็ตกมาตลอดทุกวัน
“อากาศนั้นเป็นอุปสรรคได้หมดเลยนะครับ อาจารย์ต้องคิด ความร้อนก็ใช่ ความเปียกก็ใช่ แต่ว่าที่สุดทุกอย่างก็ราบรื่น สมพระเกียรติ แล้วก็ต้องนับถือจิตใจ แล้วก็ความอดทนของประชาชนที่ตั้งใจจริงๆ วันที่ 26 นั้นหลังจากที่เสร็จสิ้นพระราชพิธีในช่วงเช้า ริ้วขบวนทุกอย่างผ่านไปเรียบร้อย ช่วงรอยต่อก่อนที่จะมีการเริ่มต้นพระราชพิธี ประมาณ 16.00 – 17.00 น. ช่วงนั้นช่วงเดียวเท่านั้นที่ฝนตกลงมาอย่างหนัก แรงมาก บังเอิญผมอยู่ที่พระที่นั่งทรงธรรม บริเวณนั้น ซึ่งตอนที่เดินทางเข้าไป อากาศก็ปกติทุกอย่าง แต่ว่าพอเข้าไปนั่งอยู่ในช่วงพักรอนั้น โอ้โห เสียงฝนตกลงมานี่เราตกใจเลยนะครับ รุนแรงมาก แล้วก็หยุด หยุดก่อนที่จะถึงหมายกำหนดการในช่วงต่อไป มันก็เป็นความอัศจรรย์อย่างหนึ่ง

แต่ว่าผมนึกถึงประชาชนที่นั่งรออยู่ข้างนอก แต่ว่าเท่าที่ติดตาม แล้วเท่าที่ทราบทุกคนก็เก่งมาก แล้วก็คืนก่อนนั้นด้วยก็เหมือนกัน”
“ผมไม่ได้คิดว่ามีอะไรบกพร่องแก้ไข ไม่มีหรอกครับ ผมว่าหาบรรยากาศ แล้วก็ความรู้สึกอย่างนี้ที่คนไทยทั้งประเทศได้มีส่วนร่วมกันคงจะหาได้ยากมากครับ”

หลังจากที่พวกเราสูญเสียบุคคลสำคัญของประเทศไป คุณอภิสิทธิ์คิดว่าการบริหารราชการแผ่นดินต่อไปนี้ แนวคิดก็ดี หรือการปฏิบัติก็ดี ของคนทุกฝ่ายในบ้านเมืองควรจะต้องทำอย่างไร ที่จะเติมเต็ม ที่จะเดินต่อไปข้างหน้าให้ได้
“ผมคิดว่าถ้าเรามองว่าเกิดความสูญเสียบุคคลสำคัญ คำถามที่เราก็ต้องถามตัวเองว่า สิ่งที่สูญเสียไปนั้นก็คือเราเคยมีพระมหากษัตริย์ที่ได้ทรงงาน แล้วก็พระราชทานหลายสิ่งหลายอย่างให้กับคนไทยทั้งประเทศอย่างมาก เราจึงมีความรู้สึกว่าเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ต้องเอาคำตอบจากคำถามตรงนั้นว่า สิ่งที่เราได้สูญเสียคือสิ่งที่พระราชทานให้นั้นคืออะไร เมื่อเราได้ตรงนั้นมาแล้ว ผมว่ามันก็จะเป็นการช่วยนำทางเราเข้าสู่อนาคตว่า สิ่งที่พระองค์พระราชทานให้ไว้ทั้งหลายนี้ เราจะนำมาปฏิบัติ เราจะนำมาสานต่อ เราจะนำไปสู่ข้างหน้า ไปสู่อนาคตได้อย่างไร ผมว่านั่นน่าจะเป็นวิธีการตั้งโจทย์การหาคำตอบเพื่อที่จะช่วยเราในการที่จะเดินต่อไปได้ดีที่สุด”

คุณอภิสิทธิ์คิดว่าเราสูญเสียอะไรไปบ้าง
“ในแง่หนึ่งสิ่งที่เราเคยได้รับ ความจริงสิ่งนี้เราไม่จำเป็นต้องสูญเสีย เพราะเราต้องพยายามรักษาสิ่งที่ได้รับและสานต่อ เพราะฉะนั้นก็จะกลับไปเรื่องที่ว่า แนวพระราชดำริทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ตั้งแต่ความปรองดอง สมานฉันท์ ทรงเน้นย้ำถึงความซื่อสัตย์ การทำหน้าที่ ปรัชญาความพอเพียง ทรงเตือนสติคนไทยอยู่เสมอว่าเราต้องอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ผมว่าทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้เราต้องให้อยู่กับเราต่อไป เพื่อที่จะช่วยให้เราสามารถที่จะก้าวเข้าสู่อนาคต แล้วก็รับกับปัญหาความท้าทายที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้”

การมองไกล พระองค์ท่านได้มองไกลมาก แล้วก็ถอดออกมาเป็นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือการพัฒนาที่ยั่งยืน อันนี้จะทำอย่างไร ตัวรัฐบาล ข้าราชการจะต้องปรับตัวให้มองไกลขึ้น หรืออย่างไร
“คือการมองไกลนี้ มันก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่ว่าขีดความสามารถ ศักยภาพ แล้วก็แนวความคิดของแต่ละบุคคลนั้นอาจจะไม่เหมือนกัน บางคนก็ประเมินอนาคตอย่างนี้ อีกคนก็อาจจะประเมินอนาคตไว้อีกอย่าง ผมจึงบอกว่า สิ่งที่อาจจะสำคัญกว่า ไม่ใช่ว่ามา จะเป็น สมมติว่า 2 คน ผมกับอาจารย์ บอกว่าเราอยากจะมองไกลทั้งคู่ แล้วก็อาจจะต้องมาเถียงกันทั้งวันทั้งคืนหรือเปล่าไม่ทราบว่า อาจารย์มอง กับผมมองนี้ มันจะเหมือนหรือไม่เหมือน

แต่ผมว่าสิ่งที่สำคัญกว่าก็คือว่า เราต้องมองสัจธรรมของความเปลี่ยนแปลง ควบคู่ไปกับสัจธรรมที่ว่า สภาพปัญหาความท้าทายมันจะมีอยู่เสมอในทุกสถานการณ์ ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 นี้ทรงงานมา สถานการณ์ของโลกเปลี่ยนแบบชนิดที่เรียกว่าเป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องบอกว่าอาจจะมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ถูกมั้ยครับ ใน 70 กว่าปีที่ผ่านมา แต่ทำไมแนวพระราชดำริ ถึงสามารถใช้ได้ตลอดช่วง 70 ปี

เพราะฉะนั้นการมองไกล ก็เป็นเรื่องดี แต่ว่าผมว่าสำคัญกว่าก็คือว่าการมีหลักคิดในการที่จะรองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น”

- พัก -

ในโอกาสที่ปีหน้าจะมีการเลือกตั้ง และอาจจะต้องมีรัฐบาลขึ้นมาบริหารราชการแผ่นดิน คุณอภิสิทธิ์บอกว่าการมองการไกลดี แต่ต้องมีหลัก แล้วเอาหลักนั้นเข้ามาจับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตอนนี้ด้านเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมากๆ ในช่วง 5 ปีนี้ และกำลังเปลี่ยนต่อไป กลายเป็นเทคโนโลยีที่สร้างตัวเอง ปัญญาของตัวเองไปเรื่อยๆ แล้วประเทศถ้าตามตรงนี้ไม่ทันจะทำอย่างไร

“เรื่องนี้น่าสนใจมากนะครับ เพราะว่าผมว่าเราก็ยังสุมหัวกันคิดน้อยเกินไป เราในที่นี่ผมหมายรวมถึงทั่วโลกเลยนะ ผมไม่ได้พูดถึงเฉพาะคนไทย หรือประเทศไทยเท่านั้น อาจจะต้องขยายความกันนิดนึง เทคโนโลยีที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ บางคนก็อาจจะบอกว่า ในอดีตมันก็เคยเกิด สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งก่อนๆ พอมันมีการสร้างเครื่องจักรขึ้นมา มันมีการใช้ไฟฟ้า มันมีการเอาคอมพิวเตอร์เข้ามา

1. ก็เป็นการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนวิถีชีวิตคน มีรถยนต์ มีเครื่องบิน มีสารพัด 2. ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ มันก็กระทบชีวิตของผู้คนเหมือนกัน เช่น เครื่องจักรก็เข้ามาทดแทนการใช้แรงงานหลายอย่าง ประหยัดแรงงานไป อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นบางคนก็จะบอกว่า มันก็ไม่ได้ต่างกัน แต่ว่าครั้งนี้มันรุนแรง และมันมีความต่าง

รุนแรงก็คือ เราเห็นความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลง ที่ทำให้เทคโนโลยีที่เราบอกโอ้โห ล้ำสมัยวันนี้ อีก 4 – 5 ปีข้างหน้า อาจจะถูกทดแทนไปโดยสิ้นเชิงแล้วก็มี 2. ก็คือเทคโนโลยีมันไปถึงจุดที่เราไม่ได้พูดถึงเครื่องจักร เราใช้คำว่าหุ่นยนต์ แล้วก็เขาใช้คำว่าปัญญาประดิษฐ์ คือสิ่งเหล่านี้มันจะกลายเป็นเหมือนกับมนุษย์ไปแล้ว จนกระทั่งประเทศไหนไม่ทราบ วันก่อนที่เขาบอกให้สิทธิเป็นพลเมืองไปแล้ว กับหุ่นยนต์อะไรทำนองนี้ มันมีความคล้าย แล้วก็เข้ามาทดแทนมนุษย์ ทำในบางสิ่งที่เราไม่เคยคิดว่า ไม่ต้องมีมนุษย์ก็ทำได้
ทีนี้ตรงนี้มันไปไกลต่ออีกก็คือว่า เดิมเรามองว่าเครื่องจักรต่างๆ มันทุ่นแรง มาทดแทนการใช้แรงงาน หรือทำอะไรที่มันง่าย ทำอะไรซ้ำๆ ง่าย ก็เอาเครื่องจักรมาทำแทน แต่ต่อไปนี้แม้แต่วิชาชีพ หรือทักษะที่เราคิดว่าเป็นทักษะขั้นกลาง หรือขั้นสูง ก็กลายเป็นว่า ก็ถูกทดแทนได้ ตรงนี้ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Disruption คือมันไม่ใช่แค่เปลี่ยนแปลงแบบเดินไปข้างหน้า มันทำลายของเก่าด้วย อันนี้เป็นเรื่องใหญ่

ทีนี้ขณะนี้ที่ผมเห็นก็คือว่า หลายประเทศก็มีความตื่นตัว มองเห็นเป็นโอกาส ซึ่งก็ถูกต้องนะครับว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ก็จะนำมาสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล แล้วก็เริ่มเตรียมตัวว่าจะเอาประโยชน์ หรือจะปรับตัวเพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงตรงนี้อย่างไร กรณีของไทยก็คือ ที่เขาเรียก 4.0 ผมเข้าใจว่าก็คือความพยายามที่ทำตรงนี้ ไปตั้งกระทรวง อุตส่าห์ใช้ชื่อภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรกใช่มั้ย เป็นกระทรวงดิจิตอล ทั้งหมดนี้เพื่อจะรองรับตัวนี้ ซึ่งก็จำเป็นต้องทำ

เพราะว่าถ้าหากว่าไม่มีความพร้อม ในการที่จะรับตรงนี้ ก็จะกลายเป็นว่า ธุรกิจใหม่ๆ หรือการผลิต กระบวนการผลิตใหม่ๆ ทั้งหลาย ก็จะไปอยู่ที่อื่นหมด และเนื่องจากปัจจุบัน โลกก็เชื่อมโยงเข้าหากันด้วย การสูญเสียทั้งหมดตรงนี้ไป ก็ทำให้ประเทศก็คงจะมีความยากลำบากในทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นในแง่ของการเตรียมความพร้อมเรื่องการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เพื่อที่จะดึง และได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ก็ต้องทำ ส่วน 4.0 จะทำด้วยวิธีไหนอย่างไรนั้น ในความเห็นผม จุดเน้นมันควรจะไปอยู่ที่ 2 จุด ซึ่งผมคิดว่ารัฐบาลยังเน้นน้อยเกินไป

ก็คือ 1. คือการต้องไปสะสาง กฎหมาย กฎระเบียบทั้งหมด เพราะกฎหมาย กฎระเบียบทั้งหลาย มันไม่รองรับเลยกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เราถึงมีปัญหามากว่า ตกลงไอ้นี่ทำแล้วมันผิดกฎหมายฉบับนั้น ผิดกฎหมายฉบับนี้

2. ก็คือการเตรียมความพร้อมของคน ทักษะของคนที่จะรองรับอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้น หรือจะต้องสูญเสียไป จะต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงอย่างไร (คนนี้ หมายถึงเจ้าหน้าที่ด้วยหรือเปล่า เพราะเจ้าหน้าที่เป็นตัวขวาง) คนในที่นี้ผมหมายถึงทั้งหมดนะครับว่า ต่อไปนี้ที่เราให้การศึกษาคนแล้วบอกว่า จบออกมาจะมีงานทำ มีโอกาส ทักษะที่ได้จากกระบวนการของการสร้างคนตรงนี้สอดรับหรือยังกับความต้องการในอนาคต อันนี้เรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งผมว่าคนพูดกันเยอะ ยังอาจจะทำได้ไม่เต็มที่ แต่พอมองเห็น

แต่สิ่งที่ผมคิดว่าพูดกันน้อยเกินไปคือ 2 เรื่อง เรื่องที่ 1 ก็คือปัญหาในเรื่องของกฎหมายเหมือนกัน แต่มันกลายเป็นเรื่องของประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ หน้าที่ และอื่นๆ ที่ตามมา ผมยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ไม่มีคนขับชน ใครรับผิดชอบ ประกันภัยว่าอย่างไร การลงโทษจะลงโทษอย่างไร ปัญญาประดิษฐ์นี้เกิดออกนอกลู่นอกทางขึ้นมาจะทำอย่างไร สิ่งต่างๆ นี้ผมว่าเราแทบไม่ได้พูดกันเลยนะ ไม่ได้พูดกันเลย แต่ว่าพอถึงเวลาที่จะนำสิ่งเหล่านี้มาใช้จริง หรือเกิดขึ้นจริงในประเทศ มันกลับจะกลายเป็นสิ่งที่มาเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนตลอดเวลา”

คุณอภิสิทธิ์ยกตัวอย่างรถยนต์ที่ไม่มีคนขับ ทำให้นึกถึงแวดวงการแพทย์ ที่ใช้หุ่นยนต์ผ่าตัด และต่อไปนี้คนไข้เจ็บป่วย ไปเล่าอาการให้หุ่นยนต์ฟัง เขาบอกว่าหุ่นยนต์นี้สามารถที่จะสั่งยาได้แม่นด้วย เพราะว่าอาการทั้งหลายเขาเก็บไว้ (เป็นคลังของข้อมูล ซึ่งสามารถที่จะมาวินิจฉัยได้ว่า ถ้าอาการเป็นอย่างนี้ๆ) น่าจะต้องเป็นโรคนั้น ตกลงปัญญาของคนที่ต้องใช้ปัญญา จะถูกทดแทนค่อนข้างมาก คนที่ถูกทดแทนไม่ค่อยได้ ก็คือสิ่งที่จะต้องสัมผัสความเป็นมนุษย์

“จริงๆ ถ้าจะเทียบเคียงกันก็หมายความว่า พยาบาล อาจจะทดแทนยากกว่าหมอหรือเปล่า”

ทำให้คิดดูว่าประเทศไทยเจอแล้ว เมื่อก่อนเราใช้ฟิล์มถ่ายรูป ตอนหลังใช้กล้องดิจิตอล บริษัทฟิล์มทั้งหลายก็เจ๊ง ทีวีก็กำลังจะเจ๊ง เพราะคนไปดูย้อนหลังทางอินเตอร์เน็ต ธนาคารก็อาจจะต้องเดือดร้อนมากขึ้น เพราะว่าทุกคนสามารถโอนเงินโดยไม่ต้องผ่านธนาคาร เดิมเราระดมทุนผ่านธนาคาร แล้วให้กู้ผ่านธนาคาร ธนาคารเป็นตัวประเมินว่าจะให้ใครกู้ ไม่ให้ใครกู้ ดอกเบี้ยจะเป็นอย่างไร จะควบคุมสินทรัพย์อะไรอย่างไร ถัดออกมาเรามีตลาดทุน ก็คือตลาดหุ้น ถัดออกมากลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้มีคนโพสต์ของตัวเองลงไปในอินเตอร์เน็ต แล้วคนทั่วโลก ถ้าสนใจสนับสนุนกิจการนี้เข้ามา ไม่ต้องผ่านทั้งธนาคาร ไม่ผ่านทั้งตลาดทุน เขาเรียกว่า Crowdfunding มันคือการให้ร่วมลงทุนกันทั้งโลก และสร้างสกุลเงินอิเล็กทรอนิกส์ จากนี้จะบริหารบ้านเมืองอย่างไร

“ก่อนจะไปถึงตรงนั้น เมื่อกี้พูดแล้วก็คือ 1 เรื่อง เรื่องสิทธิ หน้าที่ กฎหมาย เพราะว่าในทุกอาชีพที่อาจารย์พูดจะทดแทนไปนี้ ถ้ามันเกิดปัญหาขึ้นมาต่อไป ระบบความรับผิดชอบอยู่ที่ใครอย่างไร ก็จะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ว่าที่อาจารย์พูดมา ไล่มาก่อนจะมาถึงเรื่องธนาคาร มันมีประเด็นสำคัญอันที่ 2 ก็คือว่า แนวโน้มก็คือว่ามันจะมีคนจำนวนมากที่เคยมีอาชีพ มีความเสี่ยงว่าจะไม่มีอาชีพ ตกงาน ถามว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจตกไปมั้ย – ไม่ตก แต่มูลค่า หรือประโยชน์ที่เกิดขึ้นในทางเศรษฐกิจทั้งหมด จะไปอยู่ที่ใคร เอาในประเทศก่อน ก็น่าจะไปอยู่ในบรรดาเจ้าของกิจการที่สามารถเอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในการทำสินค้า ในการทำบริการต่างๆ ได้

ทีนี้สิ่งที่มันน่าห่วงในความเห็นของผม ก็คือว่า ระบบแบบนี้ ทุกอย่างมันอยู่ที่เครือข่ายกับข้อมูล อาจารย์ก็ทราบ ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ เครือข่ายเจ้าของไม่กี่คนหรอก ในที่สุด เครือข่ายโลจิสติกส์ เครือข่ายสื่อสาร อะไรก็แล้วแต่ ดีไม่ดี เผลอๆ เจ้าของเดียว หรือ 2 - 3 เจ้าของ ผมเอาในประเทศก่อนนะ เดี๋ยวจะไปถึงเรื่องโลกต่อ

2. ข้อมูล ก็เหมือนกัน เอาละต่างคนต่างแข่งขันกันเรื่องข้อมูล แต่ในที่สุด ใครที่มีข้อมูลเยอะ ใหญ่ เหมือนกับพวกที่ทำธุรกิจค้าออนไลน์ทั้งหลาย Alibaba Amazon ในที่สุด พอเขามีข้อมูลทั้งหมด คนอื่นก็แข่งกับเขายาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นก็คือ โครงสร้างความเหลื่อมล้ำในทางเศรษฐกิจจะสูงขึ้น ตรงนี้ขณะนี้แนวคิดที่จะแก้ปัญหานี้ก็คือ แนวคิดที่อาจารย์อาจจะเคยได้ยิน ที่เรียกว่า จะต้องมีการแจกเงินให้กับทุกคน ไม่ว่าจะมีงานทำหรือไม่ เพราะว่าต่อไป จะไม่มีเวลามานั่งเหมือนทำบัตรคนจนทุกปี ตกลงคุณจนหรือไม่จนแล้ว เพราะวันนี้คุณอาจจะมีงานอยู่ ปีหน้าเทคโนโลยีมาทำให้คนเหล่านี้ตกงานไปหมดก็มี แล้วคนที่ไม่มีอาชีพ คนที่มีรายได้น้อยจะอยู่อย่างไร

เพราะฉะนั้นแนวคิดเรื่องการบอกว่า ในที่สุดรัฐต้องแจกเงินให้กับทุกคน มันจึงเกิดขึ้น ภาษาอังกฤษบอก Universal Basic Income (แจกให้กับทุกคน) ทุกคนจะได้มีความเป็นอยู่พื้นฐาน คำถามก็คือเอาเงินมาจากไหนที่จะแจก ก็ต้องกลับไปที่การเก็บภาษี คราวนี้มาถึงประเด็นของอาจารย์ว่า เรื่องใหญ่ที่พูดกันน้อยเกินไปในโลกเลยก็คือว่า ผมยังไม่เห็นความพยายามอย่างจริงจังของรัฐบาลทั้งหลาย ที่จะมาสุมหัวกันแล้วบอกว่า ต่อไปถ้าต่างคนต่างบริหารประเทศ มันจะบริหารไม่ได้ มันบริหารไม่ได้เพราะว่ามันไม่มีใครที่จะสามารถเก็บภาษีมาทำอย่างที่ว่านี้ คือแจกเงินให้กับคนทั้งหลายนี้ได้

เพราะถ้าพยายามเก็ยภาษีสูง ก็จะมีการย้ายการจดทะเบียนบริษัท ไปอยู่ประเทศ แล้วก็จะแข่งขันกันดึงให้บริษัทเหล่านั้นไปอยู่ในประเทศเหล่านั้น อย่างนี้เป็นต้น ถ้าไม่มาตกลงกัน ผมว่าจะมีวิกฤติในหลายประเทศในด้านการคลัง เพราะจะมีคนจน จะมีคนที่ไม่มีรายได้ รอการช่วยเหลือ รอสวัสดิการ แต่รัฐบาลไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะดูแลตรงนี้ได้

เช่นเดียวกัน ที่อาจารย์พูดว่า แล้วต่อไปนี้ถ้าในด้านการเงิน มีทั้งการสร้างสกุลเงินขึ้นมาเอง มีทั้งสามารถระดมเงินข้ามพรมแดน ออนไลน์กันได้ แล้วธนาคารกลางของแต่ละประเทศจะทำอะไร จะกำกับดูแลได้อย่างไร ถ้าไม่มีข้อตกลง มีความร่วมมือกัน ตรงนี้คือสิ่งที่เราพูดกันมานานแล้วว่ามันมีโลกาภิวัฒน์ แต่ไม่มีผู้อภิบาล หรือผู้ที่จะมาเป็นรัฐบาลของโลก ซึ่งในความเป็นจริงเรายังไม่มีหรอกรัฐบาลโลก แต่มันหมายความว่ามันทำให้ประเทศต่างๆ ต้องตระหนักมากขึ้นว่า ต่อไปนี้งานหลายอย่างมันต้องมาทำร่วมกัน ก็น่าเสียดายนะครับ ผมก็เห็นจับตาดูการประชุม G20 การประชุมในภูมิภาคต่างๆ ดูเหมือนยังไม่ค่อยพร้อมที่จะมาคุยกันอย่างจริงจังตรงนี้ว่าต่อไปนี้เราจะทำกันอย่างไร”

ผู้บริหารประเทศของแต่ละประเทศก็จะต้องรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงในเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น กับผลกระทบ แล้วจึงตื่นตัวขึ้นมา ถ้าเราได้ผู้บริหารที่ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้มันจะทำอย่างไร

“ไม่เข้าใจนี่ก็ลำบากอยู่แล้ว แต่ที่ผมมองก็คือว่า 1. ผู้นำที่รอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วก็พยายามมาแก้ไข ต่อไปจะลำบาก วิ่งตามไม่ทัน 2. ก็คืออย่างที่บอก ก็คืออย่ามองแค่มุมเดียว อย่างเช่น พูดเรื่องปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ คนพูดถึงแง่มุมเศรษฐกิจเยอะ แต่ไม่ค่อยได้พูดถึงในมุมของผลกระทบทางสังคม ผลกระทบในเชิงของความสัมพันธ์ของคนในสังคม กติกาที่มันต้องเปลี่ยน แล้วก็ 3. ก็คือที่จะต้องมายอมรับความจริงว่า ต่อไปนี้มันต่างคนต่างบริหารราชการแผ่นดินกันไปไม่ได้หรอก เพราะว่าสิ่งที่เราพยายามจะกำกับดูแล มันกระโดดข้ามพรมแดนอยู่ตลอดเวลา เราไม่สามารถไปปิดกั้น เราไม่สามารถจะไปถอยหลัง หยุดยั้งความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ เรายิ่งต้องมาคุยกันว่า แล้วเราจะมีระบบ กติกา วิธีการดูแลร่วมกันอย่างไร

มันก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่เขาคิดว่า ก็ต่อไปก็ไม่ต้องเหมือนกับว่ารัฐบาลก็ไม่มีความหมาย ฟังดูในแง่นึงมันก็ดีนะ มีความรู้สึกโอ้โห มันก็เป็นสิทธิ เสรีภาพกันเต็มที่ แต่อย่าลืมนะครับว่า ถ้าเรามองว่าระบบทุนนิยม ระบบตลาด แค่เสรีตรงนั้น สร้างความเหลื่อมล้ำ สร้างความตึงเครียดที่มันเกิดขึ้นในสังคมที่ตามมาอย่างไร การที่บอกว่าไม่เป็นไรหรอก เทคโนโลยีทุกอย่างจะดูแลตัวมันเองได้ ไม่ใช่หรอกครับ มันก็จะมีประเด็นที่เป็นปัญหาแบบนี้เยอะ เพราะฉะนั้นผมว่าความตื่นตัวของคนที่ทำงานในภาครัฐในปัจจุบันก็คือต้องมองตรงนี้ไป แต่ก็เห็นใจนะครับว่า ในประเด็นที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับระหว่างประเทศนี้ ใครล่ะ กลไกไหนล่ะจะเป็นตัวที่กระตุ้นให้เกิดการมาเผชิญหน้ากับเรื่องนี้อย่างจริงจัง”

สมัยหนึ่งเราเคยมีโจรสลัด ถ้าเราอยู่กับเทคโนโลยี วันหนึ่งมันจะมีโจรเทคโนโลยี
“มันก็มีอยู่แล้วนี่ครับ ตอนนี้ก็คืออาชญากรรมทางอิเล็คทรอนิกส์ทั้งหลาย”

เพราะฉะนั้นถ้าคนที่มีอำนาจ คือรัฐ ไม่สามารถดูแลพวกนี้ได้
“ก็ถูกต้อง มันก็จะกลายเป็นสังคมที่ไร้ระเบียบ ซึ่งคนที่มีความเสียเปรียบในสังคมก็จะยิ่งเสียเปรียบมากยิ่งขึ้น”

ขณะนี้อย่างเช่น UAE เห็นไปตั้งรัฐมนตรีใหม่อายุ 24 คนอายุน้อย ที่จะเข้าใจโลกพวกนี้ดีขึ้น เป็นรัฐมนตรีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
“ประเทศไทยก็มีรัฐมนตรีกระทรวงดิจิตอล”

เราเพียงแค่ตั้งกระทรวงขึ้นมา แล้วมันจะเดินได้หรือไม่
“มันต้องอยู่ที่วิสัยทัศน์ อยู่ที่นโยบายว่าตกลงเราจะวางอนาคตของประเทศ ภายใต้เทคโนโลยีใหม่อย่างไร ซึ่งเราต้องดูทั้งสิ่งที่จะได้ประโยชน์ และสิ่งที่เราจะต้องป้องกันจากปัญหาที่จะเกิดขึ้น”

โจทย์ที่คุณอภิสิทธิ์พูดเมื่อสักครู่ แล้วแบงก์ชาติจะทำอย่างไร ปกติแบงก์ชาติจะควบคุมปริมาณเงินก็ดี อัตราแลกเปลี่ยนก็ดี อัตราดอกเบี้ยก็ดี การกู้ยืมเงินในประเทศก็ดี ตกลงมันจะหลุดออกไปจากมือหมดแล้ว ในที่สุดจะค่อยๆ หลุดไปมากขึ้นๆ ธนาคารพาณิชย์ก็จะไปไม่รอด แล้วมันจะไปอย่างไร

“คือจะพูดว่าไปรอดไม่รอดเดี๋ยวก็ต้องค่อยว่ากันอีกทีนะครับว่าใครจะไปรอดไปไม่รอด แต่ในแง่ของธนาคารกลางก็ดี บทบาทของรัฐก็ดี คือผมมองอย่างนี้ เราต้องถอยกลับมานิดนึง คือถ้าเราไปมองเฉพาะว่า ฉันเคยมีเครื่องมืออย่างนี้ จะเป็นดอกเบี้ย จะเป็นการควบคุมปริมาณธนบัตรที่ออกมา หรือฉันมองเครื่องมือของภาครัฐว่าเคยมีการออกคำสั่งห้ามทำอย่างนั้นอย่างนี้ คือถอยออกมาจากตรงนั้นก่อน แล้วบอกว่าเรามีแบงก์ชาติไว้ทำไม เรามีรัฐไว้ทำไม ก็ต้องมาไล่ทีละประเด็น

เช่น ถ้าเป็นแบงก์ชาติก็ เพราะต้องการเสถียรภาพทางการเงิน ก็ต้องมาคิดกันใหม่ว่า เครื่องมือคืออะไร (อย่าไปนึกถึงเครื่องมือเก่า วิธีแบบเก่า) ต้องย้อนกลับมาว่าเป้าหมายก่อน จะดูแลเสถียรภาพ เรากลัวอะไร เรากลัวตัวสกุลเงินที่ว่านี้มันแกว่งตัวจนชนิดที่เรียกว่า ทำให้เราควบคุมอะไรไม่ได้ เกิดเงินเฟ้อมั้ย เกิดอะไรต่างๆ แล้วก็ต้องมาไล่ดูว่าแล้วมีอะไรที่เราจะทำได้ เพื่อที่จะยังคงเป้าหมายตรงนั้นไว้ได้ ต้องกลับมาคิดแบบนี้มากกว่า ถ้าไปยึดติดอยู่กับเครื่องมือเดิมๆ ผมว่าเราจะคิดไม่ออก”

ถ้าเอาเครื่องมือเดิม วิธีเดิม แล้วเอาเทคโนโลยีมาเสริมมันไปไม่ได้ แต่ว่าอาจจะต้องดูว่าเทคโนโลยีนี้จะไปสู่เป้าได้อย่างไร ทำให้นึกถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 คนตายเยอะแยะเลย เพราะเรามีปืน แต่เราใช้วิธีการแบบเดิม คือเดินหน้ายิงเข้าใส่ ปืนเป็นเครื่องมือ แต่ยังใช้เหมือนสมัยใช้ดาบ ใช้มีด วิ่งเข้าใส่กัน แล้วปืนก็ไปติดดาบปลายปืนด้วย วิธีการก็ยังเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นอาจจะต้องคิดใหม่หมดเลย

“ใช่ครับ ซึ่งแน่นอนนะครับ ผมว่ายังไม่มีใครมีคำตอบในเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด แต่ว่าคำตอบมันจะมาได้นั้น มันต้องตั้งคำถามที่ถูกเสียก่อน เพราะฉะนั้นถ้าเราไปคิดแต่ว่า ธนาคารกลาง มีดอกเบี้ย มีอัตราแลกเปลี่ยน มีอะไรต่างๆ เป็นเครื่องมือ แล้วคิดอยู่เท่านั้น ผมว่ามันจะไปไม่ได้”

และเราก็ขวางการเปลี่ยนแปลงในเทคโนโลยีไม่ได้ด้วย
“ไม่ได้ครับ คนมันคิดได้แล้ว จะไปบอกให้มันลืม”

คุณอภิสิทธิ์คิดอย่างไร ในช่วงที่ผ่านมาไม่นาน รัฐบาลประกาศมาตรา 44 ให้ระเบียงเศรษฐกิจทางทิศตะวันออก (EEC) หลุดพ้นให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจนี้ เพื่อที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ว่าพื้นที่ไหนจะทำอะไร และหลุดพ้นจากกฎหมายผังเมือง โซนนิ่งทั้งหลาย แล้วก็ให้ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการชุดนี้ และต่อไปก็เท่ากับกฎหมายผังเมืองก็เป็นอันพับไป แล้วกฎหมายหลายอย่างก็มีอันต้องพับ เพราะคณะกรรมการชุดนี้สามารถที่จะมีอำนาจเหนือกฎหมายพวกนั้นได้

“คือผมนั้นพูดในรายการนี้ก็หลายครั้งว่า ผมตั้งคำถามกับวิธีคิดเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาพื้นที่ตรงนี้ อันที่ 1 ถ้าเราบอกว่าพื้นที่จะเป็นการเหมือนกับฉายภาพให้เห็นว่าอนาคตของเศรษฐกิจ อนาคตของภาคการผลิตที่เราอยากจะเห็นเป็นเรื่องใหม่ ปรับตัวเข้าสู่ 4.0 เกิดขึ้น ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเราไม่เห็นภาพแบบเดียวกับที่เราเห็นที่อื่น เช่น เขาจะบอกว่าพื้นที่นี้จะเป็นพื้นที่ที่มีแต่พลังงานสะอาด พลังงานทดแทน หรือว่าพื้นที่ตรงนี้จะทำให้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาใช้ได้อย่างเต็มรูปแบบอะไรทำนองนั้น”

อย่างซาอุดิอาระเบีย เขาก็ประกาศแล้วว่า มีพื้นที่นึงเป็นเมือง IT อย่างที่คุณอภิสิทธิ์พูด
“แต่สัญญาณที่มันส่งออกมาเวลาที่มีคำสั่งแบบนี้ มันแทบจะตรงกันข้ามนะอาจารย์ มันกลายเป็นว่าของใหม่ที่เรากำลังจะมีนี้ แม้แต่ผังเมือง กับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ยังจะต้องบอก เฮ้ย ขอ เหมือนยกเว้นไปก่อน เหมือนกับที่ผมเคยตั้งข้อสงสัยเหมือนกันบอกว่า พื้นที่เดียวกันนี้ ที่เขาบอกว่า สถาบันการศึกษาที่จะมาจากต่างประเทศที่เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำ มาตั้งที่นี่ ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของไทย มันก็เลยทำให้เราเกิดข้อสงสัยว่า เอ๊ะ ถ้าเขาดีจริง เขาทำตามมาตรฐานกฎระเบียบของไทยไม่ได้หรือ หรือถ้าหากว่ากฎระเบียบของไทย รวมทั้งกฎหมายผังเมือง กฎหมายสิ่งแวดล้อม มันล้าสมัย มันเป็นปัญหาจริง ก็ทำไมไม่ไปแก้ตรงนั้น เพราะฉะนั้นผมรู้สึกขัดใจนะ ใช้คำนี้ก็แล้วกัน ที่เห็นคำสั่งแบบนี้”

โจทย์มันผิดหรือเปล่า
“คือผมก็เคยตั้งข้อสังเกตว่าความพยายามดึงดูดหลายสิ่งหลายอย่างเข้าสู่พื้นที่ตรงนั้นขณะนี้ มันไม่ค่อย 4.0 มันเครื่องมือแบบเดิมๆ เลยนะ ทำไงจะแถมการลดหย่อนภาษีให้มาก ทำยังไงจะให้ถือครองที่ดินได้นาน ทำอย่างไรจะไม่ต้องรอ EIA คือผมดูแล้วมันไม่น่าจะเป็นลักษณะของธุรกิจใหม่ที่เรากำลังพูดถึง เหมือนกับที่เราคุยกันเมื่อสักครู่เลย”

ตกลงจะทำอย่างไรในเมื่อประกาศมาตรา 44 ของ คสช. ออกไปแล้ว และยิ่งกว่านั้นบอกด้วยว่า การแก้ไขทั้งหลายให้ขึ้นอยู่กับนายกฯ และคณะรัฐมนตรีต่อไป ก็แสดงว่านายกฯ และคณะรัฐมนตรีต่อไปก็จะมีสิทธิ์ในการที่จะแก้ไขอะไรต่ออะไร

“คือสิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอก็คือว่า ถ้าท่านพูดถึงการปฏิรูป และท่านมองว่าผังเมืองก็ดี กฎหมายสิ่งแวดล้อม ขั้นตอนการทำตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมก็ดี มีปัญหา กรุณาไปปฏิรูปตัวระบบซะ ทำให้เรื่องผังเมือง ทำให้เรื่องของสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ และยังคงเป้าหมายของการที่จะทำให้การพัฒนานี้มีความยั่งยืน ถ้าระหว่างนี้ยังทำไม่ได้ ก็คงจะต้องมีความชัดเจนมากกว่านี้ว่า สิ่งที่เป็นคำสั่งยกเว้นทั้งหลายทั้งปวงออกมา จะไม่ทำให้มาตรฐานในเรื่องของคุณภาพชีวิต ในเรื่องของสิ่งแวดล้อม หรือในเรื่องของการวางผังเมืองมันต่ำลง อันนี้คือสิ่งที่ต้องทำ และอยากจะให้ทำในขณะนี้”

แคว้นคาตาลัน (Catalunya) เขาได้ประกาศตัวเป็นเอกราช หลุดออกจากสเปน (ไม่น่าจะชอบด้วยกฎหมาย หรือด้วยรัฐธรรมนูญของสเปน) แต่เขาบอกว่าเขาชอบ เพราะสภาของเขาออกมาประกาศว่า เขาเป็นเอกราช (มันอยู่ที่ว่าอำนาจของสภานั้นมีหรือไม่ ในการที่จะประกาศเช่นนี้ จะดูอย่างไร

“ปัญหาทั้งหมดตรงนี้มันก็มีข้อคิด เรื่องนี้มันมีความเป็นมายาวนานด้วยว่า ในประวัติศาสตร์เขาคนละภาษา มีความรู้สึกเคยต่อสู้กันมา อะไรต่างๆ นานา แล้วมันก็คล้ายๆ กับอีกหลายประเทศที่มีประเด็นของปัญหาการเรียกร้องการแบ่งแยกดินแดนอะไรต่างๆ อยู่ แต่หัวใจสำคัญที่น่าสนใจคือตรงนี้ ในแง่ของ คาตาลุญญา  (Catalunya) คือถามว่าความพร้อม ถ้าดูจากตัวเลขมีมั้ย นี่คือพื้นที่ซึ่งถือว่ามั่งคั่งที่สุด (บาเซโลน่า) ใช่ครับ มันไม่ใช่เหมือนกับพื้นที่ห่างไกล แล้วอยากจะแยกตัว นี่คือพื้นที่ซึ่งถ้าเทียบสัดส่วนแล้วกลายเป็นว่าคนมีฐานะดีแล้วก็ต้องใช้คำว่าจ่ายภาษี เลี้ยงดูพื้นที่ข้างนอกมากกว่า เพราะฉะนั้นบางคนก็เลยอาจจะบอกว่า ถ้าอย่างนั้นแยกตัวมันก็ง่ายสิ เพราะว่ามันพร้อมทุกอย่าง แต่ในความเป็นจริงวันนี้ อาจารย์จะเห็นว่าสุดท้าย อยู่ที่กติกาโลก คำว่ากติกาโลกก็คือว่า ที่ตอนนี้จะประกาศเอกราชแล้ว ไปได้ยากมาก ก็เพราะอะไรครับ เพราะไม่มีประเทศใดรับรอง เมื่อไม่มีประเทศใดรับรอง แล้วต่อมาอยู่ในสหภาพยุโรปอีก ถ้าไม่สามารถที่จะแยกตัวแล้วมาเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปได้อีกในที่สุดก็ลำบาก เพราะฉะนั้นข่าวคราวที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็คือว่ามีธุรกิจที่ย้ายออกจาก (Catalunya) ใช่ครับ ที่พยายามจะย้ายออกในขณะนี้

ข้อคิดผมเบื้องต้นก็คือว่า ในที่สุดเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของกติกาของโลกว่าจะรับรอง หรือไม่รับรอง และ 2. มันแสดงให้เห็นว่าวันนี้ อิทธิพลของโลกาภิวัฒน์ และการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมที่มันใหญ่กว่าประเทศ หรือแคว้น มันมีความสำคัญมาก การที่สหภาพยุโรปบอก เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในของสเปน การที่ผู้นำสหภาพยุโรปออกมาบอกว่า เขาไม่ต้องการเห็น EU ประกอบไปด้วย 90 กว่าแคว้นนะ แค่สมาชิกเท่านี้ก็บริหารยากลำบากอยู่แล้ว การที่ธุรกิจมองว่าถ้าไม่สามารถที่จะเข้ากับกติกาโลกได้จะอยู่ต่อได้หรือไม่ กลายเป็นตัวที่จะมาเป็นปัจจัยที่จะชี้ขาดหรือเปล่า ยกเว้นเสียแต่ว่าความรู้สึกของคนมันรุนแรงถึงขั้นที่ว่าเป็นไงเป็นกัน ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น มันก็ดูไม่ออกนะครับว่า มันจะไปสู่ความรุนแรงขนาดไหน”

การแยกดินแดนก็ดี การประกาศตัวเป็นอิสระก็ดี ในโลกสมัยนี้ไม่ง่าย ขึ้นอยู่กับว่าทั้งประชาคมในภูมิภาคนั้นจะว่าอย่างไร โลกจะว่าอย่างไร ยอมรับแค่ไหน การลงทุนก็ย้ายเคลื่อนไปได้ง่าย ไม่ง่ายอย่างที่คิด
“ทำให้เห็นนะครับว่า อย่างก่อนหน้านี้อาจารย์ก็คงทราบ พอสหราชอาณาจักร มีการลงมติจะออกจากสหภาพยุโรป คนสก็อตแลนด์ไม่อยากออก สก็อตแลนด์ก็ไปเรียกร้องว่าฉันไม่ออกได้มั้ย รู้มั้ยครับประเทศที่ค้านมากที่สุด สเปน เพราะกลัวว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่อนุญาตให้มีส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศสามารถที่จะมีสิทธิ์เลือกได้ มันก็จะลุกลาม เพราะฉะนั้นผมก็มองว่าอีกหลายประเทศที่ขณะนี้บอกว่าเป็นเรื่องภายในของสเปน ก็เพราะว่าถ้าหากว่าเมื่อไหร่ไปรับรองจะรู้ได้อย่างไรว่าในประเทศของตัวเองไม่มีกระแสที่อยากจะแยกตัว แยกดินแดนขึ้นมาบ้าง”

ตกลงการประกาศเอกราชก็ดี แบ่งแยกดินแดนก็ดี ขึ้นอยู่กับบริบทอย่างที่คุณอภิสิทธิ์อธิบาย
“แล้วสเปนเขาก็จะต้องยืนยันว่าเมื่อเขาเป็นราชอาณาจักร มีกติกา ต่อให้คุณมีการกระจายอำนาจ มีรัฐบาลท้องถิ่นอย่างไร คุณก็ไม่สามารถที่จะยกระดับตัวเองขึ้นมาแล้วบอกว่าวันนี้ ท้องถิ่นนี้จะขอแยกตัวไปไม่ได้”





บทความอื่นๆ