บทความ

“อภิสิทธิ์” ไม่เรียกร้องให้ปลดล็อค แนะ คสช. ช่วยประสานหน่วยงานรัฐให้ความร่วมมือพรรคการเมือง
01 พ.ย. 2560

“อภิสิทธิ์” ไม่เรียกร้องให้ปลดล็อค แนะ คสช. ช่วยประสานหน่วยงานรัฐให้ความร่วมมือพรรคการเมือง


(1 พฤศจิกายน 2560) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 ถึงกรณีการปลดล็อคให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการพูดคุยกันเป็นการภายใน ตกลงกันบอกว่าเราไม่เรียกร้อง เพียงแต่บอกว่าขณะนี้มีปัญหาที่กฎหมายขัดกัน เพราะกฎหมายฉบับนึงบังคับว่าเราต้องทำภายในระยะเวลาเท่านั้นเท่านี้ แต่มีคำสั่ง คสช. ซึ่งเป็นกฎหมายอีกฉบับบอกว่าห้ามทำ
การที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขของกฎหมายพรรคการเมือง ก็อาจจะสร้างปัญหาต่อไป ซึ่งเราเข้าใจดี ช่วงที่ผ่านมาได้มีการพูดเป็นการภายในชัดเจนกับทุกคนในพรรคฯ ว่าเป็นช่วงของพระราชพิธี เพราะฉะนั้นไม่มีความเหมาะสมอยู่แล้วที่จะทำกิจกรรมการเมืองอะไรทั้งสิ้น อะไรที่เตรียมตัวเป็นการภายในได้ให้เตรียมตัวไป พอเสร็จสิ้นพระราชพิธี ก็คุยกันเป็นการภายในว่าไม่ต้องไปเรียกร้องอะไร

สิ่งที่ควรจะมาทำความเข้าใจกันก็คือ วันนี้ถ้า คสช. บอกว่ายังไม่เหมาะสม ตนก็อยาก คสช. ลองทำความเข้าใจกับกฎหมายที่ท่านออกมาเอง อย่างเช่น กรณีที่เกี่ยวกับการแก้ไขฐานข้อมูลเกี่ยวกับสมาชิกทั้งหมด ต้องทำภายใน 60 วัน อยากให้ช่วยประสานงานกับทาง กกต. กับทางกรมการปกครอง ให้พรรคการเมืองสามารถเอาฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์ไปเทียบกับฐานสมาชิกได้  ซึ่งตนไม่ได้เรียกร้องว่าจะไปเคลื่อนไหวอะไรข้างนอกเลย 

นอกจากนี้การที่พรรคการเมืองที่จัดตั้งใหม่จะมีการหาสมาชิกได้นั้น ก็ต้องมีระเบียบของ กกต. กำหนด ระเบียบของ กกต. แต่ขณะนี้ กกต. ก็ยังไม่ออกระเบียบ เพราะเหมือนกับ กกต. คิดว่า ถ้า คสช. ยังไม่ปลดล็อค ก็จะรอก่อน ซึ่งถ้า กกต. ออกระเบียบมา แม้ตอนนี้ยังไปทำอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยพรรคการเมืองจะได้เตรียมตัวจัดทำรูปแบบวิธีการ รายงาน แบบฟอร์ม สิ่งที่จำเป็นต้องใช้ ซึ่งเป็นการเตรียมการภายในโดยไม่มีผลเสีย

“อะไรที่ คสช. เห็นว่ายังไม่สมควร ก็บอกไปสิครับว่า อย่าปราศรัย อย่าจัดกิจกรรมที่มีคนจำนวนมาก แต่อะไรที่ทำตามกฎหมายท่านก็ให้ทำ ผมว่าแค่นี้มันก็เป็นเหตุเป็นผลกัน จะได้ไม่ต้องมาเถียงกัน ทุกวันนี้ก็เลยกลายเป็นว่าเกิดการสร้างกระแสขึ้นมาทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งก็คือเหมือนกับว่า คสช. ทำอย่างนี้จะทำให้มีการเลื่อนอะไร คิดไปไกลถึงเรื่องเลื่อนการเลือกตั้ง อย่าไปทำให้มันเกิดกระแสแบบนั้น
ในทางตรงกันข้าม ขณะนี้ก็มีการสร้างกระแสให้เกิดความเกลียดชังนักการเมือง พรรคการเมืองขึ้นมา พวกผมไม่ได้เรียกร้อง เพียงแต่ว่าอะไรที่เราเห็นว่าจะช่วยให้การทำงาน การบริหาร แล้วก็การเดินหน้าของบ้านเมืองราบรื่นก็ทำเสีย ถ้า คสช. ไม่เข้าใจ คสช. จะเชิญพรรคการเมืองไปถามก็ยังได้ ทำไมเราหาวิธีทางออกแบบนี้ไม่ได้ล่ะ ทำไมเราจะต้องให้เกิดการมาโต้แย้ง โต้เถียง เกิดความขัดแย้งกันในบ้านเมือง

เพราะฉะนั้นผมอยากให้ คสช. ลองทบทวนตรงนี้ให้ดีว่า วิธีที่เดินให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า ลดความขัดแย้งในบ้านเมืองดีที่สุด ก็คือใช้เหตุใช้ผลกัน วันนี้ท่านบอกเลยว่า การทำอะไรภายในเดินได้เลย การให้มีความชัดเจนในเรื่องกฎระเบียบ เพื่อที่ว่าเมื่อใดที่ปลดล็อคจะได้ปฏิบัติได้ทันทีได้ง่าย มีความเข้าใจที่ตรงกันทำได้เลย แล้วก็จะขีดเส้นอะไรก็ได้ว่า ห้ามทำสิ่งต่อไปนี้ ก็บอกมา ทำไมเราไม่ทำอย่างนี้ละครับ แล้วก็ทุกคนจะได้อยู่กับเหตุกับผล แล้วก็ทุกคนก็จะได้ไม่ต้องไปทะเลาะกันในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง” นายอภิสิทธิ์กล่าว

คำต่อคำ
ที่ผ่านมาเรามีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9
“ก็เป็นช่วงเวลาที่ผมว่าเราได้เห็นการรวมจิตใจของคนไทยทั้งประเทศอีกครั้งหนึ่ง เป็นอย่างดีที่สุดเลยนะครับ แล้วก็ว่าไปแล้วไม่ใช่เฉพาะคนไทยด้วยกันเอง ผมว่าครั้งนี้ชาวโลกได้เห็นทั้งความเป็นหนึ่งเดียวของคนไทย แล้วก็ได้มีโอกาสชมประเพณี วัฒนธรรมของไทย ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่าหาที่ไหนไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ผมว่าคนไทยทุกคนก็ควรจะได้มีความภาคภูมิใจ แล้วก็จะได้ใช้พลังตรงนี้ในการเดินไปข้างหน้าด้วยกันต่อไป”

วันนี้ออกทุกข์กันแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเกิดขึ้นคือปัญหาเรื่องความขัดแย้งเรื่องของการบริหารจัดการ เรื่องการถวายดอกไม้จันทน์ ในหลายจังหวัดที่มีปัญหา คุณอภิสิทธิ์มองตรงนี้อย่างไร
“ก็เป็นห่วงนะครับ เพราะว่าก็ติดตามตั้งแต่เริ่มมีกระแสข่าวความไม่พอใจ แล้วก็ต่อมาก็มีการรวมตัวกัน ชุมนุมกัน ผมก็เข้าใจนะครับทางรัฐบาลก็พยายามจะบอกว่า ไม่อยากให้เอาเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง แต่ว่ามองในอีกมุมหนึ่ง ผมว่าถ้าหากว่าผู้บริหารกับประชาชนซึ่งจะต้องอยู่ด้วยกัน มีความรู้สึกแบบนี้ต่อกันแล้ว มันก็คงจะต้องหาทางแก้ไข แล้วก็ความรู้สึกของประชาชนที่ออกมาเรียกร้อง ที่ผมติดตามฟังดูอยู่ ก็คงเป็นเพราะความไม่พอใจ สืบเนื่องมาจากความตั้งใจของเขานั่นแหละในช่วงพระราชพิธี อยากจะมีส่วนร่วม อยากจะทำอะไรหลายอย่าง เหมือนกับที่คนไทยทั้งประเทศได้ทำ แล้วก็คงไปเจอปัญหาอุปสรรค มันก็เลยทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกที่ค่อนข้างที่จะรุนแรง ก็เข้าใจได้อยู่ครับ”

พอมีความคาดหวังมาก และอยากมีส่วนร่วมมาก แล้วพอผิดหวัง และเหตุการณ์ครั้งนี้มีเพียงครั้งเดียว
“ทีนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าล่าสุดจะทำอย่างไรกัน เพราะว่าคือ ถ้าทำความเข้าใจได้มันก็ดี แต่ว่าถ้าหากว่ามันยังมีช่องว่างอยู่ เพราะดูเหมือนทางฝ่ายผู้ว่าราชการเองก็เหมือนกับไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกของคนที่มาตำหนิ พูดว่าอย่างนั้นเถอะ มันก็จะทำให้เกิดช่องว่าง ตรงนี้ก็น่าจะต้องมาทบทวนดูมังครับ ว่าจะแก้ไขอย่างไร จริงๆ กระทรวงมหาดไทยก็ควรจะต้องเข้ามาช่วยดูแลตรงนี้”

ไม่แคล้วที่จะต้องอ้างถึงพระองค์ท่าน บอกว่าพ่ออยากให้สามัคคีกัน ผ่านแล้วผ่านเลยเถอะ ให้อภัยกัน แต่บางส่วนก็บอกว่าผ่านไม่ได้หรอก เพราะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ แล้วก็โยงไปถึงเรื่องอื่น ทั้งเรื่องงบประมาณ และอะไรต่างๆ

“คือถ้าเป็นข้อกล่าวหาที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการโดยเฉพาะถ้ามีความไม่โปร่งใสอะไรนี้ก็คงต้องไปว่ากันตามข้อเท็จจริงนะครับ ก็ต้องจะมีการสอบข้อเท็จจริง หรือทำให้เกิดความกระจ่างขึ้นไปอย่างไรก็ว่ากันไป แต่ว่าผมก็ไม่อยากให้มันยืดเยื้อนะครับ ผมก็คิดว่าในเชิงการบริหารมันน่าจะมีทางออกได้ ซึ่งมากกว่าการที่จะมาบอกว่าผ่านๆ กันไปก็แล้วกัน เพราะว่าผมว่าถ้าเกิดใช้วิธีนี้ มันก็พูดยากละครับ เรื่องต่อไปในวันข้างหน้า เดี๋ยวเราก็บอก เอา มันผ่านไปแล้วก็จบกันไป แต่ว่าอย่าลืมว่าการที่ท่านผู้ว่าฯ ถ้าจะอยู่ที่นั่นต่อ จะต้องทำงานกับประชาชนด้วยนะ แล้วก็ต้องบอกนะครับว่าเราก็ไม่ค่อยเห็นปรากฎการณ์แบบนี้ ผมก็จำไม่ค่อยได้นะว่ามีที่ไหนบ้างที่มีการรวมตัวของประชาชนแบบนี้”

วันพรุ่งนี้จะมีนิทรรศการเข้าชมพระเมรุมาศด้วย คุณอภิสิทธิ์ห่วงเรื่องการบริหารจัดการหรือไม่อย่างไร
“ผมคิดว่าที่ผ่านมาต้องชมเชยนะครับว่าส่วนใหญ่การจัดการทั้งหลาย เกี่ยวกับพระราชพิธีนั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แล้วก็โดยเฉพาะคำนึงถึงปริมาณคนที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องถือว่าจัดการได้ดี เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ารักษามาตรฐานที่ผ่านมา ผมก็คิดว่าคงจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ราบรื่น

อีกอย่างหนึ่งที่เราต้องยอมรับด้วยก็คือว่า แม้จะมีประชาชนจำนวนมาก แต่เวลาประชาชนมาแล้วก็มีเห็นความเอาใจใส่ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ทุกคนก็มีความอดทนสูง จะเป็นการรอ จะเป็นอากาศ หรืออะไรก็ตาม เราจะเห็นพอมีความรู้สึกว่าได้รับการเอาใจใส่ ทุกคนก็สามารถที่จะอยู่ในความเรียบร้อยได้ แล้วทุกอย่างก็เป็นไปอย่างราบรื่น หรือว่าถ้าหากว่ามีปัญหา มีการรายงาน แล้วสามารถที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาได้ อย่างเช่น ที่ผ่านมาในหลายช่วงก็จะมีคนติดต่อผมมาเหมือนกัน บอก เอ๊ะ พูดกับ กทม. เรื่องนี้ได้มั้ย อะไรอย่างนี้ แล้วก็พอมันมีการตอบสนอง ผมว่าทุกอย่างก็จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เพราะฉะนั้นก็อยากให้เราเห็นภาพของความเรียบร้อย ราบรื่นที่เห็นในช่วงที่ผ่านมา ไม่นับเรื่องกรณีของจังหวัดชลบุรี ผมว่าถ้าเกิดเรารักษาตรงนี้ต่อไปได้ จะเป็นเรื่องที่ดีมากนะครับ”

เสียงเรียกร้องของพรรคการเมืองหลายพรรค รวมถึงบรรดานักการเมือง อยากให้ปลดล็อคพรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ คุณอภิสิทธิ์มองอย่างไร
“ที่จริงผมว่าเรื่องนี้มันกลายเป็นเรื่องที่มีการสร้างกระแสต่อกัน ซึ่งผมไม่อยากจะไปบอกว่ามันเป็นเรื่องของใคร ความผิดหรือไม่อย่างไร แต่ความจริงอย่างกรณีพรรคประชาธิปัตย์ ผมคุยกันภายใน แล้วนี่ก็คือปัญหาอย่างหนึ่ง ที่พอไม่ปลดล็อค ผมไม่สามารถประชุมเพื่อให้ทุกอย่างมันเรียบร้อยได้ ผมก็พยายามคุยเป็นการภายในกับทุกๆ คน แล้วเราก็ตกลงกันบอกว่า เราไม่ได้เรียกร้องนะครับ เราเพียงแต่บอกว่าปัญหาขณะนี้มันมีกฎหมายที่มันขัดกัน เพราะกฎหมายฉบับนึงมาบังคับว่าเราต้องทำ 1 – 2 – 3 – 4 – 5 ภายในระยะเวลาเท่านี้ๆๆ แต่มีคำสั่ง คสช. ซึ่งเป็นกฎหมายอีกฉบับนึงมาบอกว่าห้ามทำ

แล้วทีนี้การที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขของกฎหมายพรรคการเมือง มันก็อาจจะสร้างปัญหาต่อไป แต่เรานั้นก็เข้าใจดี อย่างเช่นช่วงที่ผ่านมา ผมก็พูดเป็นการภายในชัดเจนกับทุกคนในพรรคฯ บอกว่าเป็นช่วงของพระราชพิธี เพราะฉะนั้นมันไม่มีความเหมาะสมอยู่แล้วที่จะไปทำกิจกรรมการเมืองอะไรทั้งสิ้น อะไรที่เตรียมตัวเป็นการภายในได้ก็เตรียมตัวไป ทีนี้พอเสร็จสิ้นพระราชพิธี พูดกันตามจริง พวกผมก็คุยกันเป็นการภายในนะ บอกว่าไม่ต้องไปเรียกร้องอะไร แต่บางทีก็มีคนถูกถามก็ให้ความเห็นไปบอกว่า กฎหมายมันเขียนอย่างนี้นะ จะให้เราทำอย่างไร ก็เกิดความเป็นห่วงเป็นใยขึ้นมา ส่วนพรรคอื่นผมไม่ไปยุ่งกับเขานะครับ

ทีนี้ผมว่าสิ่งที่มันควรจะมาทำความเข้าใจกันก็คือว่า วันนี้ถ้า คสช. ยังบอกว่ามันยังไม่เหมาะสม โดยเฉพาะบอกว่ายังมีอะไร ใช้คำว่าอะไรบ้างนะ มีความวุ่นวาย หรือมีอะไรกันอยู่ ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าหมายถึงอะไรนะ ผมก็อยากว่า ท่านลองทำความเข้าใจกับกฎหมายที่ท่านออกมาเองได้มั้ย อย่างเช่น ยกตัวอย่างนะครับ บอกว่าพวกผมต้องทำภายใน 60 วัน เรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขฐานข้อมูลเกี่ยวกับสมาชิกทั้งหมด ขณะนี้ผมก็ถือว่าผมไม่ได้ต้องไปเคลื่อนไหวทำกิจกรรมอะไร ผมเพียงแต่ขอว่าเราประสานงานกับทาง กกต. กับทางกรมการปกครองได้มั้ย เรื่องฐานข้อมูล ก็จะมีคำตอบจากเจ้าหน้าที่บางส่วนติดขัดว่า ไม่ได้ เพราะ คสช. ยังไม่ปลดล็อค ซึ่งความจริงการที่จะให้พวกเราเอาฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์เพื่อจะไปเทียบอะไรต่างๆ มันไม่ได้มีทางที่จะไปสร้างความวุ่นวายอะไรกับใครทั้งสิ้นเลย แทบจะเรียกได้ว่าคนภายนอกไม่ต้องรับรู้เลย ผมว่าท่านลองทำความเข้าใจกับประเด็นอย่างนี้ได้มั้ยว่า เรื่องแบบนี้ ท่านก็ส่งสัญญาณไปที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบอกว่า ของอย่างนี้ปล่อยทำไปเถอะ แล้วก็จะได้ไม่ต้องมาเถียงกัน

แต่ว่าถ้าเกิดบอกยังไม่ปลดๆๆ ครบ 60 วันขึ้นมา คือสิ้นเดือนนี้ แล้วผมจะทำอย่างไร เพราะว่ากฎหมายบอกว่าผมต้องทำให้เสร็จ แล้วฐานสมาชิกของประชาธิปัตย์คือ 2 ล้าน 8 แสนคนขณะนี้ ซึ่งตัวเลขยังเหลื่อมอยู่กับ กกต. ตอนนี้ก็ประมาณหลักพันนะครับ เท่าที่เราตรวจสอบได้ คือประเด็นแบบนี้ ผมว่ามันไม่ได้มีใครเรียกร้องว่าเราจะไปเคลื่อนไหวอะไรข้างนอกเลย แต่ว่าท่านสั่งก็ได้ บอกว่าเรื่องนี้แบบนี้ทำได้ นี่ยกตัวอย่างนะครับประเด็นที่ 1

ประเด็นที่ 2 ซึ่งประเด็นนี้จะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพรรคใหม่ เพราะเขาต้องหาสมาชิก เอาละตอนนี้ถ้าท่านยังกังวลบอกว่าเดี๋ยวคนไปเคลื่อนไหวหาสมาชิกจะเกิดความวุ่นวายอะไรก็ตาม ผมเอาง่ายๆ ว่า การที่จะมีการหาสมาชิกได้นั้นมันต้องมีระเบียบของ กกต. กำหนด ระเบียบของ กกต. จะต้องบอกว่า การจะสมัครสมาชิกต้องใช้เอกสาร หลักฐานอะไร รูปแบบ วิธีการรายงาน กกต. จะต้องเป็นอย่างไร ขณะนี้ กกต. ก็ยังไม่ออกระเบียบ เพราะเหมือนกับ กกต. คิดว่า ถ้า คสช. ยังไม่ปลดล็อค ก็จะรอก่อน ที่จริงถ้าท่านออกระเบียบมาเลย ถึงแม้เรายังไปทำอะไรไม่ได้ อย่างน้อยเราจะเตรียมตัวได้ว่าต่อไปนี้รูปแบบวิธีการ รายงาน แบบฟอร์ม สิ่งที่จำเป็นต้องใช้ ก็จะได้เตรียมการเป็นการภายในไป ผมว่าของแบบนี้มันทำได้เลย แล้วผมก็ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าจะมีผลเสียอะไร

ผมก็เลยคิดว่า ผมนี้เสนอมานานแล้ว ไอ้เรื่องปลดล็อค – ไม่ปลดล็อค ถ้าพูดกันแค่ปลดล็อค – ไม่ปลดล็อค ก็แปลกนะสังคมไทยชอบอะไรอย่างนี้ ทำหรือไม่ทำอะไรอย่างนี้ อะไรที่ คสช. เห็นว่ายังไม่สมควร ก็บอกไปสิครับ บอกว่า อย่าปราศรัย อย่าจัดกิจกรรมที่มีคนจำนวนมาก อย่าอะไรก็แล้วแต่ แต่อะไรที่ทำตามกฎหมายท่านก็ให้ทำ ผมว่าแค่นี้มันก็เป็นเหตุเป็นผลกัน มันก็จะได้ไม่ต้องมาเถียงกัน ทุกวันนี้มันก็เลยกลายเป็นว่าเกิดการสร้างกระแสขึ้นมาทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งก็คือเหมือนกับว่า เอ๊ะ คสช. ทำอย่างนี้จะทำให้มีการเลื่อนการอะไร คือคิดไปไกลถึงเรื่องเลื่อนการเลือกตั้งเรื่องอะไรกันอีก ก็คงได้ยินใช่มั้ยครับว่ามีการพูดกันว่า เอ๊ะ อย่างนี้จะยื้อกันไปหรืออย่างไร คือก็อย่าไปทำให้มันเกิดกระแสแบบนั้น

ในทางตรงกันข้าม ขณะนี้ก็มีการสร้างกระแส พูดตรงๆ สร้างกระแสให้เกิดความเกลียดชังนักการเมืองกันขึ้นมา พรรคการเมืองกันขึ้นมา บอกอะไรกันพระราชพิธีเพิ่งเสร็จสิ้นไป จะมาเรียกร้องอย่างนั้นอย่างนี้ คือมันไม่จำเป็นหรอกครับ พวกผมไม่ได้เรียกร้อง คือเพียงแต่ว่าอะไรที่เราเห็นว่าจะช่วยให้การทำงาน การบริหาร แล้วก็การเดินหน้าของบ้านเมืองมันราบรื่นก็ทำเสีย ถ้า คสช. ไม่เข้าใจ คสช. จะเชิญพรรคการเมืองไปถามก็ยังได้ใช่มั้ยครับ บอกนี่คุณจะต้องทำอะไรบ้างล่ะ 60 วัน 90 วัน 120 วัน ผมยังไม่อยากให้มันเกิดความวุ่นวาย คุณทำแบบนี้ได้มั้ยๆๆ ทำไมเราหาวิธีทางออกแบบนี้ไม่ได้ล่ะ ทำไมเราจะต้องให้เกิดการมาโต้แย้ง โต้เถียง เกิดความขัดแย้งกันในบ้านเมือง
เพราะฉะนั้นอย่างที่บอก ผมก็ไม่เรียกร้องอะไรนะ ผมก็ทำเท่าที่ผมทำได้ แต่ว่าผมก็หนักใจอยู่เหมือนกันว่า ถ้าหากว่าเวลามันล่วงเลยไป แล้วเกิดมันมีปัญหาทำอะไรกันเกิดไม่ทัน ซึ่งก็บอกกันตรงๆ ว่า เราก็จะต้องพยายามทำให้ทัน แต่ถ้าเกิดมันเกิดไม่ทันขึ้นมา แล้วก็ถ้าเกิดมันมีคนที่อยากสร้างปัญหา พวกผมไม่มีความคิดจะสร้างปัญหา แต่มีใครอยากจะสร้างปัญหาขึ้นมาแล้วก็โวยวายกันขึ้นมาว่านี่ทำให้เกิดการทำผิดกฎหมายเป็นความผิดใคร แล้วมันจะดีอย่างไรครับกับการให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย

เพราะฉะนั้นผมอยากให้ คสช. ลองทบทวนตรงนี้ให้ดีนะครับว่า วิธีที่เดินให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า ลดความขัดแย้งในบ้านเมืองดีที่สุด ก็คือใช้เหตุใช้ผลกัน วันนี้ท่านบอกเลยว่า การทำอะไรภายในเดินได้เลย การให้มีความชัดเจนในเรื่องกฎระเบียบ เพื่อที่ว่าเมื่อใดที่ปลดล็อคจะได้ปฏิบัติได้ทันทีได้ง่าย มีความเข้าใจที่ตรงกันทำได้เลย แล้วก็จะขีดเส้นอะไรก็ได้ว่า ห้ามทำสิ่งต่อไปนี้ ก็บอกมา ทำไมเราไม่ทำอย่างนี้ละครับ แล้วก็ทุกคนจะได้อยู่กับเหตุกับผล แล้วก็ทุกคนก็จะได้ไม่ต้องไปทะเลาะกันในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง”

อะไรที่ผ่อนปรนได้ก็ควรผ่อนปรน
“มันไม่ใช่เรื่องผ่อนปรนด้วยนะ คือให้เขาทำตามกฎหมายได้ ถามว่าวันนี้ผมเจอเจ้าหน้าที่บอกยังไม่ปลดล็อค ไม่สามารถเอาข้อมูลมาเทียบเคียงกันได้ เกี่ยวกับเรื่องของความเป็นปัจจุบันของจำนวนสมาชิกพรรค คือผมก็ไม่เข้าใจว่าตรงนี้ถ้าทำไปแล้วบ้านเมืองมันวุ่นวายอย่างไร มันมีแต่ว่าถ้าหากว่า สมมติว่าเกิดยังไม่ปลดล็อค แล้วมันครบ 60 วัน คราวนี้มันจะวุ่นวายเพราะว่ามันจะเกิดการกล่าวหาแล้วว่า ผมทำผิดกฎหมาย ผมก็บอกผมทำผิดกฎหมายเพราะผมถูกกฎหมายอีกฉบับนึงไม่ให้ทำถูกกฎหมาย เราจะไปสร้างสถานการณ์อย่างนั้นทำไมล่ะครับ ระหว่างนี้ก็เดินหน้าให้มันราบรื่นไป”

ข้อมูลเหล่านี้ ทางรัฐบาลหรือ หัวหน้า คสช. รับทราบหรือไม่ว่า พรรคการเมืองมีความคิดเห็นอย่างนี้
“ที่จริงเขาก็ควรจะทราบนะครับ เพราะว่ากฎหมายทั้งหลายนี้ก็ออกมาจากเขาทั้งนั้น เพราะผมเองเอาแค่เฉพาะรายการนี้ก็พูดแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว ส่วนตัวก็กระซิบกับ กกต. มาแล้ว ส่วนตัวก็บางทีกับ คสช. ก็ยังกระซิบเลย แล้วก็บอกพวกผมไม่มีความต้องการจะสร้างความวุ่นวายอะไรเลย แต่ผมก็บอกแล้วบอกว่า ถ้าอะไรที่มันจะวุ่นวายอะไรนั้น พวกเรายอมรับได้อยู่แล้ว ถ้าเพื่อประโยชน์ในการรักษาบรรยากาศบ้านเมือง หรือแม้กระทั่งเรื่องกาละเทศะ เราก็ให้ความร่วมมืออยู่แล้ว อย่าไปสร้างเงื่อนไขให้ฝ่ายหนึ่งมาสร้างกระแสว่ากำลังจะเกิดปัญหาในเรื่องของการปฏิบัติตามกฎหมาย แล้วก็อีกด้านนึงก็ไม่จำเป็นต้องสร้างกระแสให้เกิดความเกลียดชังนักการเมืองกันไปทั่ว เหมือนกับว่าทุกคนเรียกร้องอยากจะออกมาวุ่นวายบนท้องถนน หรืออะไร มันไม่มีความคิดอย่างนั้นเลยครับ”

“แล้วผมก็นึกไม่ออกนะ ว่าถ้ามีพรรคการเมืองที่มาทำอะไรแบบนี้แล้ว มันจะเป็นประโยชน์กับเขาอย่างไร ผมว่าก็มีแต่สังคมก็จะรุมก่นด่าเขานั่นแหละว่ามาสร้างความวุ่นวายอะไรกันตอนนี้”

ที่ผลกระทบที่สุดมองว่าจะเป็นพรรคเล็กหรือไม่ ถ้าเขาจะจัดตั้งสมาชิกพรรคไม่ทัน
“เขาจะเหนื่อยที่สุด เพราะเขาจะมีเงื่อนเวลาที่ถูกจำกัดโดยกฎหมาย แล้วก็มันจะถูกบีบโดยการเลือกตั้งด้วย เพราะฉะนั้นจริงๆ ก็จะเป็นคนละปัญหา พรรคใหม่ก็จะมีปัญหาในเรื่องของการที่จะต้องไปหาสมาชิกอะไรต่างๆ พรรคเก่าก็จะมีปัญหาเพราะว่าจะถูกเงื่อนเวลาที่จะถูกล็อคตัวแรกเลยคือเรื่องฐานสมาชิก”

ถือว่าสิ้นสุดแล้วในเรื่องของคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะครบกำหนดการอุทธรณ์ 30 วัน หลังจากนี้เรื่องของการติดตามตัว คุณอภิสิทธิ์มองอย่างไร
“ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองตามปกติ ผมก็ไม่มีความเห็นอะไรหรอกครับ เพราะว่าผมถือว่าเรื่องใดที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ก็เดินหน้ากันไปตามกฎหมายครับ ใครมีหน้าที่อะไรก็ต้องทำไป”

แต่มาถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ไหน ถือว่านานไปหรือไม่ ที่ยังไม่ทราบว่าเจ้าตัวอยู่ที่ไหน
“คือเจ้าตัวเขาก็คงไม่ประสงค์ให้ทราบนะครับ แล้วก็เมื่อมันไม่มีใครยืนยันได้ ก็อย่างที่บอกนะครับ ตอนนี้ก็เป็นเพียงหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไปที่จะบังคับใช้กฎหมาย”

อย่างนี้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ต้องหนีตลอดเหรอ เพราะพาสปอร์ตก็ถอนแล้ว
“เราก็ไม่ทราบนะครับ เพราะว่าคุณยิ่งลักษณ์มีหนังสือเดินทางของประเทศอื่นมั้ย แล้วก็ถ้ามี ก็คงจะมีเงื่อนไขของการสามารถเข้าไปอยู่ประเทศต่างๆ ได้ตามที่มีข้อตกลงกันกับประเทศเหล่านั้น เพราะฉะนั้นเราก็ตอบไม่ได้หรอกครับเพราะเราไม่ทราบว่าคุณยิ่งลักษณ์มีหนังสือเดินทางของประเทศใดบ้าง”

แต่หลายคนบอกสิ้นหวังแล้ว ไม่น่าจะจับตัว หรือนำกลับมาดำเนินคดีในไทยได้
“ไม่ทราบจริงๆ ครับ เพราะว่าการติดตามตัวมา ก็ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของสนธิสัญญากับกระบวนการทางกฎหมายของประเทศที่เกี่ยวข้อง ก็อย่างที่บอกว่าเรายังไม่ทราบเลยว่า ขณะนี้ประเทศที่เกี่ยวข้องที่ว่าคือประเทศอะไร”

แนวทางปฏิบัติ ที่จะไม่ทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก เราควรจะทำอย่างไร
“คืออย่าไปเจาะจงเฉพาะคุณยิ่งลักษณ์นะครับ เราต้องยอมรับว่าปัจจุบันก็มีผู้หลบหนีจากคดีความต่างๆ อยู่หลายกรณี เพราะฉะนั้นก็เป็นประเด็นเหมือนกันว่าจะมาทบทวนกันอย่างไร ส่วนหนึ่งที่มีการแก้ไขไปแล้วก็คิดว่ามันเป็น จะเรียกว่าปรามก็ไม่เชิง ก็คือที่อย่างกรณีนักการเมืองก็คือเรื่องอายุความ เพราะว่าเดิมหนีไปแล้ว ก็ยังมีอายุความที่อาจจะหมดลง แต่ตอนนี้ก็คือไม่มีอายุความ เพราะฉะนั้นถ้าหนีก็คือต้องหนีไปตลอด อันนี้ก็เป็นมาตรการหนึ่งที่ทางกฎหมายที่มีการเปลี่ยนแปลงไป แต่ว่าในอนาคตถามว่าการเข้มงวดกวดขัน การดูแล การตรวจสอบก่อนออกไป มันก็เป็นกระบวนการที่สำคัญ”

เรื่องน้ำท่วม บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ใช้ทั้งรถไฟ และรถเมล์ คุณอภิสิทธิ์มีความเป็นห่วงอย่างไร
“น้ำท่วมก็เป็นห่วงนะครับ เพราะว่าทุกวันนี้ก็ยังมีพื้นที่ต่างๆ ที่ร้องเข้ามา วันนี้ผมก็มีทั้งจากร้อยเอ็ด อุทัยธานี เมื่อวานซืน หรือเมื่อวาน ก็ทางมูลนิธี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ก็เดินทางไป มีตัวแทนไปเอาของไปช่วยเหลือที่ลพบุรี สิงห์บุรี จังหวัดเลย ก็คือยังเยอะอยู่ครับ ยังเยอะอยู่ แล้วก็คงต้องติดตามกันไป แล้วก็คงต้องติดตามดูดินฟ้าอากาศด้วย เห็นว่าภาคใต้ก็ยังอยู่ในความเสี่ยงอยู่ ท่านนายกฯ ก็เห็นเดินทางไปขอนแก่น ไปตรวจเยี่ยม แล้วก็มีมาตรการในเรื่องของการขยายเวลาหักลดหย่อนภาษี เพื่อให้บริจาคเงิน ก็ต้องช่วยกันนะครับ ในการแก้ไขปัญหาต่อไป

ส่วนเรื่องบัตรสวัสดิการ ผมว่าหลังจากนี้คงต้องมีการประเมินหลายเรื่อง ที่ยังไม่เรียบร้อย เช่น การเชื่อมโยง กรณีรถไฟ รถเมล์ แล้วก็เห็นมีจำนวนบัตรที่ยังตกค้างอยู่จำนวนหนึ่ง นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ว่าเรื่องใหญ่ที่ผมก็เคยพูดไปแล้วในรายการนี้ก็คือ หลายต่อหลายจังหวัดมากที่มีความรู้สึกว่าถูกจำกัดโดยเรื่องของร้านค้า ความไม่สะดวกในการที่จะต้องเดินทางไป แล้วก็ที่สำคัญก็คือผลกระทบที่มันเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งก็คือ บรรดาผู้ค้าที่เป็นคนยากคนจนเอง ขายของอยู่ในตลาด อยู่ในร้านชำ ร้านสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่สามารถเข้าโครงการได้ กลับกลายเป็นว่าเจอกับภาวะที่หนักขึ้น เพราะว่าคนที่มีบัตรสวัสดิการก็เปลี่ยนไปใช้จ่ายเฉพาะร้านที่ถูกกำหนด ทีนี้ในตัวเมืองส่วนใหญ่ไม่ค่อยเป็นปัญหา ที่อาจจะมีจำนวนร้านเข้าได้เยอะหน่อย แต่หลายพื้นที่จะมีปัญหานี้มาก ก็เลยทำให้ผมก็เลยเสนอว่า ความจริงเวลาเราพูดถึงเรื่องเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุบ้าง เวลาเราพูดถึงเด็กแรกเกิดที่มีการจ่ายเงินบ้าง เราก็ไม่ได้ไปจำกัดเงื่อนไขอะไรแบบนี้ให้มันเกิดความยุ่งยาก เพราะฉะนั้นก็ยังยืนยันนะครับว่า ควรจะต้องทบทวนว่าจะทำให้มันสะดวกต่อประชาชนมากขึ้นได้อย่างไร”

เรื่องการจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา ว่ามีการกำหนดสเป็คให้สูง หรือราคาจัดซื้อสูงกว่าท้องตลาดอยู่มาก คุณอภิสิทธิ์ได้ติดตามหรือไม่
“ติดตามครับ บังเอิญมันเป็นช่วงก่อนหน้านี้นะครับ แล้วก็ช่วงนั้นผมก็ไม่แน่ใจว่ามีการยืนยันข้อเท็จจริงกันแค่ไหนอย่างไร ก็อยากให้ทำให้เกิดความโปร่งใสขึ้นว่า ตกลงที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าราคาสูงเกินจริงอะไรต่างๆ นี้มันเป็นอย่างไร เพราะรู้สึกว่ายังไม่เคยได้ยินคำชี้แจง แต่ผมไม่ทราบ เพราะบางช่วงข่าวเรื่องนี้จะค่อนข้างน้อย”

จัดซื้อทีเดียว 800 กว่าเครื่อง
“ใช่ครับ ควรจะชี้แจงให้หมด ความจำเป็น แล้วก็หน่วยงานที่จัดซื้อด้วย เพราะรู้สึกว่าไปจัดซื้อที่ ปภ. นั่นแหละครับ ก็ควรจะชี้แจงถึงความจำเป็นทั้งหมด แล้วก็ถ้าหากว่าไม่สามารถชี้แจงข้อสงสัยต่างๆ ได้ก็ต้องทบทวนนะครับ”

วานนี้ 31 ต.ค. เป็นวันออมแห่งชาติ นโยบายของคุณอภิสิทธิ์ สมัยที่เป็นรัฐบาลคือนโยบายกองทุนการออม รัฐบาลนี้ก็ผลักดันให้เกิดผลด้วย พบว่าคนรากหญ้าออมเงินเพิ่ม คิดเห็นอย่างไร
“ก็อยากจะบอกอย่างนี้ว่าไม่ค่อยมีรัฐบาลที่ส่งเสริมให้คนออมเท่าไหร่นะ ส่งเสริมให้คนกู้มีเกือบทุกรัฐบาล ก็เห็นใจนะเพราะว่าประชาชนจำนวนหนึ่งก็ต้องการเงินทุนเพื่อไปทำอะไร แต่ว่ารัฐบาลผมนี้ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องเงินออม แล้วก็ยุคนี้ยิ่งต้องให้ความสำคัญเพราะเรายิ่งก้าวเข้าไปใกล้สังคมสูงวัยมากขึ้น เพราะฉะนั้นตอนนั้นเราเริ่มกองทุนการออมไว้ ก็น่าเสียดายว่ารัฐบาลต่อมาไม่ทำอะไรเลย ดีที่ว่ารัฐบาลชุดนี้หยิบกลับมาทำต่อ แล้วก็คงจะต้องมีการประเมินต่อไปว่า หลังจากที่ใช้กฎหมายมาแล้ว แล้วเริ่มมีสมาชิกแล้ว ได้มีการทำให้เกิดการออมได้มากน้อยแค่ไหน

แต่อีกงานหนึ่งนะครับที่อยากจะย้ำ เพราะคนอาจจะลืมไปแล้ว สมัยผมก็คือกองทุนสวัสดิการของชุมชน เราจะเคยได้ยิน กองทุนที่เขาเรียกว่าออมวันละบาท สัจจะอะไรต่างๆ ขณะนี้มีประชาชนที่เข้าไปอยู่ในกองทุนแบบนี้ แล้วมีระบบสวัสดิการของชุมชนเองหลายล้านคน ในสมัยของผม สิ่งที่เป็นแรงจูงใจอันหนึ่งก็คือเราให้รัฐบาลสมทบเงินให้ แล้วก็ขอความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยว่า ให้ช่วยสมทบเงินให้อีกทางหนึ่ง ทีนี้เท่าที่ทราบ ตรงนี้ปรากฎว่ามีคนที่ คือมีการใช้เงินตัวนี้เพื่อสมทบนี้ พอหมดสิ่งที่รัฐบาลผมจัดสรรให้ ก็ไม่ได้จัดสรรเพิ่มเป็นล่ำเป็นสัน ตรงนี้อยากจะให้สานต่อ คืออย่าไปมองว่ามันต้องมีระบบเดียว เราต้องการความหลากหลายเหมือนกัน แล้วก็การมีระบบการออมในชุมชน เป็นกองทุน สัจจะวันละบาทอะไรต่างๆ นอกเหนือจากเรื่องเงินออมแล้ว ยังส่งผลให้เกิดการมีวินัย แล้วก็การอยู่ร่วมกันในชุมชนด้วย อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่ผมอยากให้ทำต่อ

แล้วก็มีอีกเรื่องนึงนะครับ ก็คือว่า ในช่วงที่ผมเป็นรัฐบาลก็พยายามที่จะเปิดโอกาสให้คนที่ประกอบอาชีพอิสระ ไม่มีนายจ้าง มีแรงจูงใจที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกประกันสังคมมากขึ้น เพราะนั่นก็เป็นการออมอีกช่องทางหนึ่ง นี่ก็เช่นเดียวกัน หลังจากที่จัดงบเรื่องนี้ไว้ในช่วงแรก ตอนหลังก็ดูจะเงียบๆ ไปอีกแล้ว

เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้รัฐบาล มันผ่านมาแล้วนะ วันออมแห่งชาติ แต่ว่าก็อยากให้รัฐบาลหยิบของพวกนี้มาดู อย่าได้รังเกียจว่าเป็นงานของรัฐบาลของใครคนใดคนหนึ่ง มันเป็นงานซึ่งผมยังมองว่ายังจำเป็นต้องทำต่ออีกเยอะ เพราะว่าในวันข้างหน้า นอกจากสังคมสูงวัย อีกเรื่องนึงที่จะเป็นปัญหาใหญ่มากเลยก็คือความไม่แน่นอนในเรื่องของอาชีพการงาน ไม่รู้พวกเราแต่ละคน ยังไม่รู้จะถูกหุ่นยนต์มาแทนที่เมื่อไหร่ ดังนั้นก็จะมีคนที่มีความไม่มั่นคงทางอาชีพมากขึ้นๆ ฉะนั้นการออมยิ่งมีความสำคัญนะครับ”






บทความอื่นๆ