บทความ

“อภิสิทธิ์” ตั้งข้อสังเกต 6 คำถามของนายกฯ ส่อให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างนักการเมือง พรรคการเมือง กับ คสช.
08 พ.ย. 2560

“อภิสิทธิ์” ตั้งข้อสังเกต 6 คำถามของนายกฯ ส่อให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างนักการเมือง พรรคการเมือง กับ คสช.


(8 พฤศจิกายน 2560) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 ต่อคำถาม 6 ข้อของนายกรัฐมนตรีว่า 1. เป็นสิทธิ์ของท่าน แต่อย่าทำให้เกิดความไขว้เขวว่า การตั้งคำถามนี้เป็นการสำรวจความคิดเห็นที่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งครั้งนี้ไปไกลถึงขั้นที่เรียกว่าอำนาจอธิปไตย

2. อยากให้ถามเรื่องเศรษฐกิจมากกว่า เพื่อนำไปเร่งปรับปรุงแก้ไขการบริหารราชการแผ่นดิน แก้ปัญหาปากท้องของประชาชนมากกว่า
นายอภิสิทธิ์ระบุว่า คำถามที่ตั้งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการเมือง ซึ่งกลไกหลักที่จะต้องทำ ก็เดินไปแล้วทั้งรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูก แต่การตั้งคำถามในลักษณะที่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง การเผชิญหน้าในลักษณะนี้ ก็คาดการณ์ว่าคงจะมีนักการเมืองออกมาตอบโต้ คสช. กันอีก โดยเฉพาะคำถามสุดท้าย ตนก็อยากจะบอกว่า หากรัฐบาลมีความรู้สึกว่าการวิพากษ์วิจารณ์ โดยนักการเมือง หรือใครก็ตามในสังคม หากไม่เป็นความจริง บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือเป็นเท็จ  แต่รัฐบาลมีกลไกอำนาจในการชี้แจง ก็อยากให้ออกมาชี้แจง

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ก็ยอมรับว่าตนเองก็วิจารณ์รัฐบาล แต่เป็นการวิจารณ์การทำงาน แต่ไม่เคยมีวัตถุประสงค์ที่จะไปให้ร้ายใคร แล้วตนก็กล้าท้าด้วยว่า ตนไม่เคยบิดเบือนข้อมูล ดังนั้นจึงไม่ควรแปลความหมายว่าการที่วิจารณ์อย่างนี้เป็นการวิจารณ์ที่ประสงค์ร้าย เพราะตนต้องการให้รัฐบาลรับฟังแล้วนำไปปรับปรุง แต่เหตุใดกลับมาสรุปเหมารวมว่า นักการเมือง พรรคการเมือง มาวิจารณ์ท่าน เพื่อด้อยค่า คสช.  เวลาท่านเหมารวมอย่างนี้ ท่านด้อยค่ากลไกทางการเมืองสำคัญต่อไปในอนาคตของประเทศ ก็คือนักการเมือง พรรคการเมืองทั้งหมด มันจะมีประโยชน์อะไร  ถ้าเราอยากให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าอย่างราบรื่น คนดีทุกวงการมี คนไม่ดีก็มี ก็ต้องแยกแยะ และต้องพยายามสร้างกระบวนการให้คนมาช่วยกันทำในสิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ไปเติมความขัดแย้ง สร้างเงื่อนไขเพื่อให้เกิดการเผชิญหน้า แล้วก็ทำให้สังคมยิ่งเคว้งคว้างหนักขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวอีกด้วยว่า หาก คสช. จะสนับสนุนพรรคการเมือง ก็สามารถทำได้ แต่ควรใช้สิทธิ์แบบประชาชน แต่ไม่มีสิทธิ์ใช้อำนาจรัฐ ซึ่งถ้าทำแบบนี้ มันจะเป็นความเลวร้ายซึ่งไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่เคยสร้างปัญหาให้กับประเทศ แถมอำนาจของท่านที่มีอยู่ขณะนี้เป็นอำนาจที่เบ็ดเสร็จด้วย โดยเฉพาะอำนาจตามมาตรา 44 ถ้าท่านบอกว่า ท่านจะแสดงออกในการสนับสนุน – ไม่สนับสนุนพรรคการเมือง อำนาจนี้ทำให้ท่านใหญ่กว่า กกต. ด้วย แล้วระบบประชาธิปไตยจะเป็นอย่างไร การเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร


คำต่อคำ
“อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ” คุณอภิสิทธิ์ก็เคยพูดใช่มั้ย
“ส่วนใหญ่ผมจะพูดคือเวลาอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 มั๊งครับ หรือประมาณนั้น”

เห็น 6 คำถามของนายกฯ หรือยัง อยากตอบบ้างหรือไม่
“เห็นแล้วครับ ผมเข้าใจว่าท่านคงไม่ถามผม เพราะว่าท่านก็จะบอกว่าท่านถามประชาชนทั่วไป แต่ว่าผมก็คงจะมีข้อสังเกตที่คิดว่าอยากจะนำเสนอ คือ

ประการแรก ท่านจะถามคำถามอะไร อย่างไรนั้น มันก็เป็นสิทธิ์ของท่านอยู่แล้วนะครับ แต่ว่าเนื่องจากว่าที่ผ่านมา มันเคยมี 4 คำถาม จำได้ใช่มั้ย แล้วก็การถามการตอบนี้มันก็เป็นการที่ระบุวิธีการที่ประชาชนที่จะตอบจะต้องไปแสดงตนต่อศูนย์ดำรงธรรมหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ หรือกระทรวงมหาดไทย หรืออะไรอย่างนี้

ก็ต้องบอกว่า เราทำอะไร เราก็อยากให้สังคมได้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง วิธีการแบบนี้ 1. ไม่ใช่การสำรวจความคิดเห็นที่เป็นที่ยอมรับกันในทางหลักสถิติ หลักวิทยาศาสตร์ 2. การใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนที่ท่านอ้าง ถ้าท่านไปอ่านรัฐธรรมนูญ ปกติวิธีใช้เขาก็จะต้องใช้โดยปกป้องประชาชนที่แสดงความคิดเห็นที่จะต้องมีสิทธิ์ เพราะฉะนั้นแม้กระทั่งการไปลงคะแนนเลือกตั้ง เขายังจะต้องไปเขียนในรัฐธรรมนูญเลยว่าต้องเป็นการไปลงคะแนนที่เป็นการลงคะแนนลับ เพราะว่าถ้าเปิดเผยเดี๋ยวผู้มีอำนาจก็จะมีอิทธิพลต่อสิ่งเหล่านี้ได้

เพราะฉะนั้นผมก็ย้ำอีกครั้งนะครับ เหมือนกับที่เคยพูดตอนถาม 4 คำถามว่า เอาละ ท่านอยากจะทำ มันก็เป็นสิทธิ์ของท่าน แต่ว่ากรุณาอย่าทำให้เกิดความไขว้เขวว่า การทำแบบนี้เป็นการสำรวจความคิดเห็นที่เป็นวิทยาศาสตร์ หรือการทำแบบนี้สามารถที่จะอ้างได้ ครั้งนี้ไปไกลถึงขั้นที่เรียกว่าอำนาจอธิปไตย นั่นประการแรก

ประการที่ 2 ผมเรียนตรงๆ ว่า ผมไม่ทราบเจตนาของท่าน แต่ว่าผมคิดว่าผมไม่อยากให้ท่านเสียเวลากับเรื่องแบบนี้ ผมว่าถ้าเกิดท่านอยากจะถามคำถามประชาชนจริงๆ ตอนนี้ ผมอยากให้ท่านถามมากกว่าว่า ที่เขาว่าเศรษฐกิจมันไม่ดี ที่ประชาชนหลายกลุ่มมีปัญหา ยกตัวอย่างชาวสวนยางขณะนี้ ที่บอกราคายางมันแย่มากแล้ว หรือพ่อค้า แม่ขาย ที่ได้รับผลกระทบจากการที่โครงการบัตรสวัสดิการรัฐในบางพื้นที่ไปดึงให้ฐานะเขาแย่ลงไปอีก เพราะทุกคนต้องวิ่งไปที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ หรือโอ้โห ปัญหา ผมฟังประชาชนร้องเรียนมา เรื่องเงินเดือนพนักงานครูไม่ออก ไม่เป็นไปตามบัญชีอะไรต่างๆ ท่านถามปัญหาเหล่านี้แล้วไปปรับปรุงแก้ไขการบริหารราชการแผ่นดิน แก้ปัญหาปากท้องของประชาชนไม่ดีกว่าเหรอครับ

แต่คำถามที่ท่านตั้งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการเมือง แล้วการเมืองที่จะต้องแก้ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายในเรื่องของการสร้างธรรมาภิบาล การสร้างหลักประกันเกี่ยวกับการบริหารที่ดี ตรงนี้กลไกหลักที่มันจะต้องทำ มันเดินไปแล้วไม่ใช่หรือ ตามรัฐธรรมนูญ มีกฎหมายลูก แทบจะเรียกว่ามีกฎหมายหลานแล้วมั๊งครับ ป่านนี้ ออกมาแล้ว ก็ให้มันทำงานของมันไป แล้วก็ถ้าท่านคิดว่ามันมีอะไรที่จะทำให้การเมืองมันดีขึ้น ก็ทำไป แต่การตั้งคำถามในลักษณะที่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง การเผชิญหน้า คือผมก็คาดการณ์ว่าก็คงจะมีนักการเมืองออกมาตอบโต้กันอีก กับ คสช.

ผมถามว่ามันเกิดประโยชน์มั้ยกับส่วนรวม ในขณะที่เรากำลังพยายามจะบอกว่า ผมเองผมพูดในรายการนี้ไม่รู้กี่ครั้งนะครับ พยายามจะบอกว่าทุกคนมีส่วนทั้งนั้นในการที่สร้างปัญหาให้กับบ้านเมือง แล้วถ้าเกิดเรามาช่วยกันดูว่าจะช่วยกันแก้ปัญหาอย่างไร มันจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่กลับกลายเป็นว่าลักษณะการตั้งคำถามนี้ เป็นการตั้งคำถามให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างนักการเมือง พรรคการเมือง กับคสช. ส่วนหนึ่ง

ยกตัวอย่างเช่น การพูดถึงว่านักการเมืองเก่า พรรคการเมืองเก่า หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมเองผมก็ไม่แน่ใจนะ ตอนนี้ตัวท่านเอง ท่านดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาแล้ว ท่านถือเป็นนักการเมืองเก่าหรือไม่ แล้วก็รัฐบาลท่าน รวมทั้งตัวหัวหน้า คสช. บริหารบ้านเมืองมานานกว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้งเกือบทุกชุดแล้วนะครับ นานกว่ารัฐบาลผม นานกว่ารัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ นานกว่ารัฐบาลคุณชวนสมัยแรก นานกว่ารัฐบาลบรรหาร นานกว่ารัฐบาลพล.อ.ชวลิต แต่การพยายามไปตั้งคำถาม ประหนึ่งว่าปัญหาทั้งหลายทั้งปวงหมักหมม มันเกิดมาเฉพาะในช่วงอื่น มันเป็นอย่างไร

แล้วก็บทเรียนมันมีทั้งนั้นแหละครับ รัฐบาลจากการเลือกตั้งที่ทำอะไรไว้ไม่ดีก็มีเยอะ ถามว่าคณะปฏิวัติในอดีตที่ผ่านมา จนถึงชุดปัจจุบัน ที่ทำไว้ ดีก็มี ไม่ดีก็มี เราจะมาสร้างบรรยากาศของการเผชิญหน้าระหว่างนักการเมืองกับ คสช. หรือบางคนก็เลยเรียกทหาร เรียกอะไรอย่างนี้ มันไม่มีประโยชน์อะไรกับใคร”

มองว่านี่เป็นการตอบโต้ช่วงนี้ที่นักการเมืองเองก็ออกมาเสียงดังขึ้นหรือเปล่า
“ผมก็เลยอยากจะเรียนต่อนะครับว่ามันมี รู้สึกจะคำถามสุดท้ายนั่นแหละ ที่อยู่ดีๆ ไปถามอีกว่า เอ๊ะ ที่นักการเมืองออกมาวิจารณ์ คสช. นั้น คิดว่าเป็นเพราะอะไร ผมก็อยากจะบอกอย่างนี้ครับว่า ถ้าท่านมีความรู้สึกว่าการวิพากษ์วิจารณ์ โดยนักการเมือง หรือแม้กระทั่งใครก็ตามในสังคม 1. ไม่เป็นความจริง คือบิดเบือนข้อเท็จจริง เป็นเท็จ หรือ 2. อาจจะไม่ถึงขั้นบิดเบือน แต่ว่าไม่ถูกต้องในความคิดของท่าน ท่านเป็นรัฐบาลที่มีกลไกอำนาจในการชี้แจงมากกว่า ผมว่ารัฐบาลอื่นๆ ในรอบเกือบ 20 ปีมังครับ เป็นอย่างน้อย 20 – 30 ปีนะ แล้วก็ผมก็ไม่ทราบ ท่านหมายถึงใครบ้าง

ถามว่าผมก็วิจารณ์รัฐบาลนี้มั้ย ผมวิจารณ์ครับ ผมวิจารณ์การทำงาน แต่ว่าผมไม่เคยวิจารณ์โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะไปให้ร้ายใคร แล้วก็ผมก็กล้าท้าด้วย ว่าผมไม่เคยบิดเบือนข้อมูล อย่างเมื่อวันจันทร์ ผมก็วิจารณ์ไปเยอะ เรื่องธรรมาภิบาลในรัฐบาลนี้ เช่น การรับเงินเดือนหลายทาง การเอาคนที่มีปัญหา มีผลประโยชน์ทับซ้อนไปอยู่ในกลไกที่พิจารณาในกฎหมายเรื่องนั้นๆ มันไม่จริงตรงไหน

แล้วมันไม่ได้แปลว่าการที่วิจารณ์อย่างนี้ เป็นการวิจารณ์ที่ประสงค์ร้าย ผมก็ต้องการให้ท่านรับฟังแล้วก็ไปปรับปรุงนะครับ แล้วก็หลายเรื่องที่ผมวิจารณ์เกี่ยวกับเรื่อง แม้กระทั่งที่พูดถึงบัตรสวัสดิการรัฐ ผมบอกว่า เอ๊ะ มันจะดีกว่ามั้ย ถ้าโอนเงินให้กับประชาชนเขาโดยตรง มันเป็นการให้ข้อเสนอแนะที่ผมมองว่าเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์

ทำไมท่านจะต้องมาสรุปเหมารวมบอกว่า นักการเมือง พรรคการเมือง มาวิจารณ์ท่าน เพื่อด้อยค่า คสช. ใช้คำนี้ด้วยนะ แล้วผมถามว่าเวลาท่านเหมารวมอย่างนี้ ท่านด้อยค่ากลไกทางการเมืองสำคัญต่อไปในอนาคตของประเทศ ก็คือนักการเมือง พรรคการเมืองทั้งหมด มันมีประโยชน์มั้ย

เพราะฉะนั้น มันควรที่จะ แหม จะใช้คำว่าปรับทัศนคติ ดีมั้ย กันหน่อยว่า ถ้าเราอยากให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าอย่างราบรื่น คนดีทุกวงการมี คนไม่ดีก็มี 1. ต้องแยกแยะ 2. ต้องพยายามสร้างกระบวนการให้คนมาช่วยกันทำในสิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ไปเติมความขัดแย้ง สร้างเงื่อนไขเพื่อให้เกิดการเผชิญหน้า แล้วก็ทำให้สังคมยิ่ง ผมใช้คำว่าเคว้งคว้างหนักขึ้นไปอีก

ดังนั้น ไม่ต้องตอบหรอกครับ 6 คำถามนี้ แต่นี่คือข้อสังเกตของผม มีคำถามเดียวที่ผมอาจจะต้องตอบนิดหน่อย คือที่บอกว่า เอ๊ะ คสช. สนับสนุนพรรคการเมืองได้มั้ย ผมบอกว่า ทุกท่านที่เป็น คสช. นี้ ผมไม่รู้ถ้านับ หมายถึงตัวคณะ หรือใคร เป็นสิทธิ์ของท่านเหมือนกับประชาชนคนไทยทั่วไป”

คสช. จะสนับสนุนพรรคการเมืองใด ก็ถือเป็นสิทธิ์ของ คสช. ใช่หรือไม่
“คำว่า คสช. ในที่นี้ ถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะสนับสนุนพรรคการเมืองใด พล.อ.ประวิตร ใครก็ตาม เป็นสิทธิ์ใช่มั้ย – ใช่ครับ แต่ท่านอย่าลืมนะครับ ถ้าการสนับสนุนนั้นเป็นการกระทำซึ่งมีการอิงกับการใช้อำนาจของรัฐ ท่านไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้ เพราะนั่นขัดกับหลักธรรมาภิบาล และประชาธิปไตย ที่รุนแรงที่สุด แล้วที่ผ่านมาที่การเมืองมันมีปัญหามาในยุคเลือกตั้งนี้ก็เพราะ เมื่อไหร่ก็ตามที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งลืมตัว เอาอำนาจรัฐไปใช้ในทางที่ผิด ในทางที่ผิดก็มีตั้งแต่ทุจริต คอร์รัปชั่น ไล่ไปจนถึงการที่เอาอำนาจนี้มาทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม มาทำให้กลไกของรัฐไม่กลาง นั่นเป็นการทำลายการเมืองที่สร้างวิกฤติให้กับประเทศมาถึงทุกวันนี้

ดังนั้นถ้า คสช. จะสนับสนุนพรรคการเมือง อย่างที่ผมบอกคือ ในฐานะบุคคล ชอบใคร เชียร์ใคร อยากจะเลือกใคร ทำได้ ใช้สิทธิ์แบบประชาชน แต่ถ้าเมื่อไหร่ท่านใช้อำนาจรัฐ ท่านไม่มีสิทธิ์ครับ แล้วถ้าท่านทำ มันก็จะคือความเลวร้ายไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่เคยสร้างปัญหาให้กับประเทศ แถมอำนาจของท่านที่มีอยู่ขณะนี้เป็นอำนาจที่เบ็ดเสร็จด้วย

แล้วผมถามว่า ท่านมีอำนาจมาตรา 44 อยู่ แล้วถ้าท่านบอกว่า ท่านจะแสดงออกในการสนับสนุน – ไม่สนับสนุนพรรคการเมือง แล้วก็พูดกันภาษาชาวบ้านนะ มีอำนาจนี้ท่านใหญ่กว่า กกต. ด้วย แล้วระบบประชาธิปไตยจะเป็นอย่างไร การเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร
เพราะฉะนั้นผมก็ไม่ทราบนะครับว่าท่านประสงค์อะไรจาก 6 คำถามนี้ แต่ผมก็บอกว่า เอาละ ใครอยากถาม อยากตอบ ก็ทำได้ แต่อย่าทำให้หลักการของบ้านเมืองเขว และอย่าทำให้เพิ่มความขัดแย้ง เป็นความขัดแย้งคู่ใหม่

จำได้มั้ยครับ ตอนที่ คสช. เข้ามา คสช. บอกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นคนนั้นทะเลาะกับคนนี้ คนนี้ทะเลาะกับคนนั้น ผมกำลังเข้ามาทำให้บ้านเมืองมันสงบ มันเรียบร้อย จะจัดระบบ จัดระเบียบ จัดกติกา แล้วเดี๋ยวค่อยว่ากันใหม่ แล้วก็พยายามจะบอกว่า ผมไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่ลักษณะของการตั้งคำถามวันนี้ ท่านกำลังดึงตัวท่านเองเข้ามาสู่วังวนของความขัดแย้ง อย่าทำเลยครับแบบนี้ ขอให้ช่วยกันคิด ช่วยกันดูดีกว่าว่าปัญหาบ้านเมืองจะต้องแก้อย่างไรให้มันเดินได้ไปข้างหน้า”

นี่คือคำถามไปสู่การตั้งพรรคการเมืองหรือไม่
“ผมไม่สนใจหรอกครับ ใครจะตั้งพรรค ไม่ตั้งพรรค มันเป็นสิทธิ์อยู่แล้ว แล้วก็ในระบอบประชาธิปไตย เราก็ต้องให้มีการแข่งขัน แต่ว่าที่ผมเป็นห่วงก็คือว่า

1. หน้าที่ความรับผิดชอบขณะนี้ แก้ปัญหาบ้านเมือง ปัญหาปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งคนยังบอกว่าเป็นปัญหาอันดับ 1 ทุ่มเทไปตรงนั้นดีกว่า

2. อยากให้บ้านเมืองเรียบร้อยหลังจากการเลือกตั้ง ซึ่งในที่สุดก็จะเป็น พูดง่ายๆ คือ จุดที่มาตัดสินว่า คสช. ทำงานสำเร็จหรือไม่นี้ อย่าดึงตัวท่านเองมาสู่ความขัดแย้งมากไปกว่านี้ ทำให้บ้านเมืองมันสงบเรียบร้อย รู้จักแยกแยะ คนดีนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือนกันนะครับ

อย่าง 2 ท่านนี้ที่ผมคุยอยู่ด้วย 2 ท่านอาจจะเป็นคนดีทั้งคู่ แต่ไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือนกันทุกเรื่อง ทำไมใครเห็นไม่เหมือนตัวเองจะต้องพยายามผลักว่าแปลว่าคนนั้นเลว อันนี้แหละคือพื้นฐานของปัญหาของบ้านเมือง ของสังคม ของความขัดแย้งที่มันเกิดขึ้น”

มีความเห็นที่แตกต่างกันได้
“ใช่ครับ พอผมวิจารณ์คุณ คุณวิจารณ์ผม แปลว่าคนนึงดี คนนึงเลว – ไม่ใช่ แต่ว่าถ้าเกิดผมวิจารณ์คุณ แล้วผมโกหก คุณก็บอกมาสิครับว่าผมโกหกอย่างไร บิดเบือนอย่างไร ข้อเท็จจริงมันคืออะไร เหมือนตอนนี้เขาส่งคลิปที่ตัดต่อเสียงผมอยู่ เห็นมั้ย อย่างนี้ผมก็เคยพิสูจน์มาแล้วว่า เสียงนี้ เอาคลื่นเสียงมาดูเลย มันเอามาจากรายการผมหลายรายการแล้วเอาคำมาต่อๆ กัน แล้วมาป้ายสีผม อย่างนี้ไม่ใช่เรื่องว่าความเห็นไม่ตรงกันแล้ว อย่างนี้บิดเบือน ใส่ร้าย โจมตี ใส่กัน แล้วก็รู้สึกเคยมีการไปตรวจสอบดูแล้วด้วยว่าต้นตอคลิปมาจากไหนอย่างไร เกี่ยวกับบริษัทไหน พรรคการเมืองไหน อย่างนี้ผมเข้าใจเลย

แต่ถ้าเกิดว่าคนมาวิจารณ์ว่า ท่านบริหารนี้มีปัญหานี้ หรือเอ๊ะ โครงการนี้เกิดความไม่โปร่งใสนะ ทำไมท่านไม่พยายามดูว่า มันตรงข้อเท็จจริงมั้ย ไม่ตรงก็ชี้แจง ตรงก็รับไปปรับปรุง มันจะเป็นแบบอย่างที่กว่ามั้ยล่ะครับ ในการที่จะขับเคลื่อนบ้านเมืองไปข้างหน้า”

เรื่อง ครม. ประยุทธ์ 5 อยากจะให้เน้นอย่างไรดี เพราะเห็นเรียกร้องเรื่องการเข้ามาดูแลเรื่องเศรษฐกิจ ทั้งเพื่อไทย และประชาธิปัตย์เลย
“ผมว่าทั้งสังคมคาดหวังว่าทำอย่างไรการบริหารเศรษฐกิจ มันจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นเรื่องของการปรับ ครม. เราก็หวังว่าจะมุ่งไปที่ความสำเร็จของงาน ของการบริหาร ท่านนายกฯ ก็ต้องเป็นคนไปพิจารณาว่าวิธีที่จะทำให้ได้ตรงนี้ดีที่สุดคืออะไร ผมไม่เคยพูดเรื่องว่า ทหาร หรือพลเรือนนะ เพราะผมถือว่าถ้าเป็นพลเรือนทำงานไม่ดีก็ควรเอาออก เป็นทหารทำงานดีก็ควรเอาไว้ ถูกมั้ยครับ อยากให้ยึดงานเป็นตัวตั้ง เป้าหมายของงานเป็นตัวตั้ง แต่ว่าขณะนี้ต้องยอมรับว่าเสียงเรียกร้องดังที่สุดก็คือ ต้องปรับปรุง แก้ไขเรื่องเศรษฐกิจ แล้วก็ต้องไปดูทิศทาง ไม่ใช่เฉพาะตัวบุคคลนะครับ นโยบาย ทิศทางหลายเรื่องที่มันเป็นปัญหามาถึงวันนี้มันเพราะอะไร

เพราะว่าผมยกตัวอย่าง ง่ายๆ เร็วๆ ว่า เพราะรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทีมเศรษฐกิจปัจจุบัน ยังใช้เกณฑ์การประเมินเศรษฐกิจโดยดูตัวเลขรวม แต่ไม่ดูการกระจายของผลของการเติบโต หรือผลของนโยบายในแต่ละเรื่อง เลยทำให้เราอยู่ในสภาวะที่หน่วยงานต่างๆ บอก เอ๊ะ ตัวเลขเศรษฐกิจดูดีขึ้น แต่ประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย ไม่มีใครรู้สึกเลยว่าเศรษฐกิจดีขึ้น”

ล่าสุด ครม. มีการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการช้อปช่วยชาติ และนำไปลดหย่อนภาษี ครั้งนี้ 23 วัน คุณอภิสิทธิ์คิดเห็นอย่างไร
“นี่ก็เป็นตัวอย่างนึงว่า อย่างนโยบายนี้ถามว่าประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นคืออะไร ก็คือคงจะมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่าปกติ แต่ว่าไม่ได้มากอย่างที่หลายครั้งประเมินกันนะครับ เพราะว่าประชาชนก็อาจจะใช้จ่าย คือซื้อของที่เคยคิดจะซื้อปีหน้า ก็ซื้อกันช่วง 23 วันนี้ ก็จะมีบางส่วนที่กระตุ้นตัวเลขของการใช้จ่ายในช่วงนี้ขึ้นมา นั่นคือสิ่งที่ได้ ถามว่าใครได้ก็ต้องตอบว่า

1. คนที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว และได้หักลดหย่อนภาษีมากขึ้น เพราะคนที่มีรายได้น้อย ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้ประโยชน์ทางด้านภาษีเท่าไหร่หรอกครับ ส่วนใหญ่ก็คือ ผู้ซื้อก็จะเป็นคนที่มีกำลังซื้ออยู่แล้ว เพราะไม่งั้นไม่สามารถที่จะได้ประโยชน์จากเรื่องของมาตรการภาษีแบบนี้ แน่นอนร้านค้าที่ได้รับตรงนี้ก็ได้รับการกระตุ้นยอดขายขึ้นมา แต่นี่ไงครับ เป็นตัวอย่างว่า แต่พอพูดถึงคนที่เดือดร้อนที่สุดที่มีปัญหามากที่สุดตรงนี้ เขาก็แทบจะไม่ได้อยู่ในวงจรของการได้ประโยชน์อะไรเลย ไม่ว่าเขาจะเป็นในฐานะผู้ซื้อที่ไม่ค่อยมีกำลังซื้อ เพราะรายได้น้อยอยู่แล้ว หรือไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้ขายซึ่งไม่ค่อยได้ประโยชน์จากมาตรการแบบนี้ ร้านค้าเล็กๆ พ่อค้า แม่ขาย ตลาดสด อะไรต่างๆ”

ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขนี้
“นี่ตัวอย่าง อย่างที่ผมบอก ถามว่าทำแล้วได้ประโยชน์อะไร แล้วก็แน่นอน ผู้สูญเสียมากที่สุดก็คือรัฐบาล เพราะว่าเสียรายได้ เสียภาษีไป”

แต่เขาก็มองว่ามันช่วยกระตุ้น GDP
“กระตุ้นตัวเลขได้ครับ กระตุ้นตัวเลขในช่วง 23 วันนี้แน่นอน แต่ถามว่าอย่างนี้มันสะท้อนในสิ่งที่ผมพูดก่อนหน้านี้ไง ว่าพอตัวเลขมันกระตุ้นขึ้นมา เอ๊ะ เศรษฐกิจมันดีขึ้นหรือเปล่า แต่อย่างที่ผมบอกคือ ถ้าเราพิจารณารายละเอียดนโยบายหลายเรื่องจะพบว่า คนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดขณะนี้ น่าจะได้ประโยชน์น้อยหรือแทบไม่ได้เลย”

ข้อห่วงใยถึงพี่น้องประชาชน สภาพอากาศน่าเป็นห่วง ภาคใต้ฝนหนัก ภาคเหนืออากาศลดลง กทม. เย็นมาวันสองวัน ร้อนอีกแล้ว
“มีฝนด้วยวันนี้ ก็คงต้องช่วยกันระมัดระวังเรื่องสุขภาพกันละครับ”

ข้อห่วงใยถึงพี่น้องภาคใต้
“ก็ติดตามกันอยู่ตลอดนะครับ เพราะว่าเวลาที่เกิดปัญหาเรื่องน้ำท่วม คือผมก็พยายามคนรายงานเข้ามา มีอะไรที่จะช่วยเหลือกันได้ ก็ช่วยเหลือกันครับ”

ลุ้นพี่ตูน บอดี้สแลม ด้วยมั้ย
“ผมว่าทั้งประเทศนะครับ คนไทยทั้งประเทศก็ลุ้นแล้วก็มันก็แสดงให้เห็นนะครับว่า เวลาที่มีคนที่มีความตั้งใจในการทำสิ่งดีๆ สังคมก็พร้อมที่จะสนับสนุน แล้วก็สิ่งที่ทำโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือการช่วยเหลือโรงพยาบาล ถือได้ว่า ผมว่ามันไม่มีใครไม่เห็นด้วย ทุกคนทราบดีถึงความต้องการตรงนี้ สำหรับพวกผมที่เป็นนักการเมืองก็ต้องมาคิดหนักว่า ทำไมปัญหาของงบประมาณเกี่ยวกับโรงพยาบาลมันหนักหน่วงจนกระทั่งมันต้องมีกิจกรรมแบบนี้ขึ้นมา”

แต่มัน impact จริงๆ
“ก็เป็นเรื่องที่ดีครับ ในการที่ทำให้เราได้อารมณ์ความรู้สึกดีๆ แล้วก็ความรู้สึกร่วมของการทำความดี และส่งเสริมการทำความดี ก็เป็นกำลังใจให้ครับ”

คิดหนักแล้วได้คำตอบหรือยัง
“ก็พอได้นะครับ เรื่องเกี่ยวกับระบบการจัดงบประมาณนะครับ แต่ว่าผมว่าอันนี้เป็นหน้าที่นักการเมือง ถ้าถามว่าเรื่องนี้ในส่วนของนักการเมือง นอกจากประเด็นเรื่องของการส่งเสริมให้สังคมสนับสนุนการทำความดีแล้ว ลองกลับมาทบทวนว่านโยบายที่ผ่านมา มันเกิดอะไรขึ้น ถึงได้ต้องมาถึงสถานการณ์แบบนี้ แม้แต่วันนี้ก็รวมรัฐบาลนี้ด้วยนะครับ”

ตกลง Label เป็นนักการเมืองแล้วใช่มั้ย
“อย่าปฏิเสธเลยครับ เป็นรัฐบาลนานกว่าเกือบทุกชุดแล้ว”

นายกฯ บอกว่าจะไปรังเกียจทหารทำไม แล้วก็ไปรังเกียจนักการเมืองทำไมใช่มั้ย
“ผมก็ไม่ได้พูดเรื่องรังเกียจทหารเลยนี่ครับ แล้วท่านจะรังเกียจนักการเมืองทำไม ท่านก็เป็นนักการเมืองแล้ว มาช่วยกัน คุยกันดีๆ ดีกว่าว่าจะเดินหน้าบ้านเมืองกันอย่างไร อย่ามาเติมความขัดแย้งครับ”





บทความอื่นๆ