บทความ

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 13 พฤศจิกายน 2560
13 พ.ย. 2560

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 13 พฤศจิกายน 2560


(13 พฤศจิกายน 2560) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมพูดคุยในรายการ ต้องถาม ทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ ดำเนินรายการโดย อาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

คำต่อคำ

วันนี้ที่หน้ากระทรวงเกษตรฯ จะมีชาวสวนยาง มาบอกความในใจ เห็นบอกว่าตัวแกนนำถูกจับไปปรับทัศนคติที่ค่ายทหาร ตอนนี้ปล่อยออกมาแล้ว คุณอภิสิทธิ์คิดอย่างไร

“เมื่อวานนี้ผมก็ติดตามข่าวอยู่ เพราะว่ามีการเชิญตัว จับหรือเปล่าผมไม่ทราบนะ แต่ว่ามีการเชิญตัวบรรดาแกนนำ คือเป็นผู้นำของเกษตรกรชาวสวนยางในหลายจังหวัด เข้าใจว่าไม่ใช่เฉพาะที่พาดหัวข่าวว่า 2 – 3 ราย มีหลายจังหวัดที่ถูกเชิญตัวไป

ก็คงเป็นวิธีการจัดการของ คสช. ซึ่งไม่ประสงค์จะเห็นการชุมนุมอะไรทั้งสิ้น เพราะถือว่าการชุมนุมเกิน 5 คน มันเป็นความผิด ขัดต่อคำสั่งของ คสช. เพราะฉะนั้นก็คงเป็นการไป คงจะขอร้อง หรืออะไรกันทำนองนี้มังครับ แล้วก็ปล่อยตัวกันออกมาเจรจา เพราะเรายังไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมด แต่ว่าเรื่องนี้ก็หลายแง่มุมนะครับ

แง่มุมที่ 1 ก็คือว่า การที่ประชาชนเขาจะมาแสดงออก มันก็คงมีแรงจูงใจที่หลากหลายกันไป แต่ในบางกรณี เช่นกรณีนี้ มันค่อนข้างชัดว่ามันเกิดขึ้นจากความเดือดร้อนของประชาชน แล้วก็ความพยายามที่จะจัดระบบ จัดระเบียบ ประเภทที่บอกว่ามีอะไรก็ไปร้องศูนย์ดำรงธรรม หรือว่ามีอะไรก็ทำหนังสือส่งไปนั้น ต้องยอมรับว่าวิธีการแบบนั้นผมเชื่อว่าก็มีการทำกันอยู่ รวมทั้งการที่จะพยายามให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบปัญหาความเดือดร้อน

แต่พอถึงจุดหนึ่ง เมื่อมันไม่มีการตอบสนอง หรือเมื่อปัญหามันไม่คลี่คลาย แล้วมันเป็นความเดือดร้อนจริงๆ มันเป็นธรรมชาติของผู้ที่เดือดร้อนนี้ ที่เขาคิดว่าทำอย่างไรที่จะต้องแสดงออกให้มันทราบถึง 1. พลัง พลังก็หมายความว่าจำนวนคนที่เดือดร้อน มันเป็นปัญหาทั่วไป เป็นปัญหาใหญ่ และ 2. ก็คือว่า เขาต้องการที่จะแสดงออกเพื่อให้คนที่ไม่ใช่กลุ่มเขา เช่นอาจารย์ หรือผม หรือประชาชนทั่วไป รับรู้รับทราบด้วย เผื่อที่จะเป็นอีกเสียงหนึ่งที่จะช่วยบอกกับผู้มีอำนาจว่า มันถึงเวลาที่ต้องแก้ไขปัญหาให้เขา”

นั่นคือปัญหาของคนเดือดร้อน แต่ธรรมชาติของทหาร มีอะไรผู้ใต้บังคับบัญชาก็ต้องฟัง หรือจะมีอะไรที่ไม่พอใจก็บอกผ่านขึ้นมา จะไปแสดงออกอย่างนั้นได้อย่างไร มันเป็นธรรมชาติคนละธรรมชาติกัน

“ใช่ครับ แต่ว่าขณะนี้เรากำลังพูดถึงปัญหาของประชาชน ปัญหาของเกษตรกร ปัญหาในเชิงเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ ความเดือดร้อน ปากท้อง เพราะฉะนั้นมันคงจะมาใช้ระบบการบังคับบัญชา เพื่อแก้ปัญหานี้ก็คงจะไม่ได้

ทีนี้ประการที่ 2 ก็คือว่า ทำไมเรื่องนี้มันรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ประการนึงก็คือว่าราคามันแย่จริงๆ ก็อย่ามองว่าเป็นปัญหาของภาคใต้นะครับ ในอีสาน และอีกหลายพื้นที่ก็ปลูกกันเยอะ ผมมีโอกาสเดินทางไปอีสาน 2 ครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมา ปกติจะบ่นเรื่องข้าว ครั้งนี้ก็ยังบ่นเรื่องข้าวอยู่ แต่มียางผสมผสานเข้ามาด้วย ก็แสดงว่าเป็นความเดือดร้อน

ทีนี้ที่ผ่านมา มันก็เคยมีการตกปากรับคำ พูดจาว่าจะมีการแก้ไขปัญหาต่างๆ แต่เอาเข้าจริงๆ มันไม่ได้เกิดผล ผมยกตัวอย่างนะครับ ข้อเสนอที่สำคัญข้อเสนอหนึ่งก็คือบอกว่า การเอายางพาราไปใช้ในโครงการของรัฐ จะเป็นถนน หนทาง ลานกีฬา อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งก็จะมีการตอบสนองนะ รัฐบาลก็จะบอกว่า ตกลงก็จะขอให้หน่วยงานของรัฐ รับเรื่องนี้ไปพิจารณา แต่สุดท้ายเท่าที่ผมติดตาม มันเกิดน้อยมาก กลับกลายเป็นว่า มีแต่ระดับท้องถิ่น อย่างเช่น อบจ. ในภาคใต้หลายจังหวัด เช่น ตรัง สงขลา เขาเอาไปทำ แต่ว่าเขามีกำลัง หรือมีโอกาสที่จะทำในค่อนข้างจำกัด”

แต่ถ้าเอาไปทำนั้น ก็ช่วยได้แต่เฉพาะคนที่ขายได้ กับสิ่งที่เอาไปทำ เพราะยางพาราเราเหลือที่จะต้องส่งออก เมื่อจะต้องส่งออก ราคาก็จะต้องไปพันกับการส่งออก

“ถูกต้องครับ คือการเพิ่มอุปสงค์ยังไงก็ช่วย มันช่วยหลายอย่างนะครับ เพราะว่ามันจะช่วยในเชิงจิตวิทยาด้วย แล้วก็จริงๆ ขณะนี้มันก็จะมีความรู้สึก หรือว่าแทบจะเป็นวาทกรรมไปเหมือนกันนะ บอกว่า โอย เดี๋ยวนี้ พื้นที่มันปลูกกันเยอะ ทั้งในประเทศไทย และหลายประเทศ เพราะฉะนั้นมันคงแก้ไม่ได้ แต่ความจริงถ้าอาจารย์ไปดูตัวเลข อุปสงค์มันก็เพิ่มขึ้น คือความต้องการในตลาดโลกมันก็เพิ่มขึ้น มันไม่ได้ผิดปกติ ขนาดที่เรียกว่าจะต้องกดราคาอย่างนี้

เพราะฉะนั้น อันที่ 1 คือถ้ารัฐ แสดงความเป็นผู้นำ เป็นตัวนำ แล้วไม่ใช่น้อยนะครับอาจารย์ ถ้าบอกว่าถนนทุกเส้นต้องใช้ ไม่ใช่น้อยเลยนะครับ เพียงแต่ว่าที่ผ่านมา เอาเข้าจริงๆ ถึงเวลาลงไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติ รัฐบาลไม่ได้ติดตาม ผมเคยเสนอด้วยซ้ำว่า ความจริงควรจะเป็นมติเลยว่า ต้องใช้ ถ้าจะไม่ใช่ ต้องขอหรือรายงานมา”

แต่ต้นทุนมันแพงกว่าหรือเปล่า
“แพงกว่าประมาณร้อยละ 10 และอาจจะไม่ถึงนะครับ ถ้าราคายางแบบนี้ แต่ว่าขณะเดียวกันก็มีการทดสอบกันในทางวิชาการเหมือนกันว่า ทนกว่านะครับ เพราะมันมีความยืดหยุ่นกว่าอย่างนี้เป็นต้น”

ถ้าดีจริง เอกชนเขาก็ใช้ไม่ใช่เหรอ ถ้ามันทำได้ดีกว่ายางมะตอยจริงๆ
“อาจารย์พูดว่า เอกชนเขาคงต้องทำ ก็ไม่แน่นะครับ เพราะว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่เป็นถนนที่เขารับผิดชอบ ค้าขายกำไรขาดทุนปกติ มันอยู่รัฐเป็นคนกำหนด แล้วก็ต้องยอมรับ ไหนๆ ก็พูดเรื่องนี้แล้ว ก็ต้องยอมรับว่าถ้าเปลี่ยนมาใช้ยางพารา ผู้ที่เคยทำถนนให้แก่รัฐ ก็อาจจะกระทบ นั่นก็อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำไมมันเดินยาก เพราะว่าแน่นอนมันก็จะต้องเปลี่ยนในเรื่องของการแข่งขันในการเข้ามาทำงาน แต่ที่มันน่าเสียดายคือนี่เวลามันผ่านมา 3 ปี พูดกันเรื่องนี้มา แต่มันขยับไปน้อยมาก และอย่างที่ผมบอกคือ ทำไมท้องถิ่นเขาขยับได้ แต่ทำไมในภาพใหญ่ขยับไม่ได้ นี่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นนะครับ

ตัวอย่างที่ 2 ก็คือว่า มีกฎหมายการยางใหม่ มีการพูดถึงที่รัฐจะเข้ามา พูดง่ายๆ ช่วยบริหารตลาด แต่ว่าก็มีการท้วงติงมาตลอด ในการตัดสินใจหลายครั้ง เช่น ในช่วงที่ราคายางเริ่มดีขึ้น ก็มีการพูดกันว่า อย่าเพิ่งเอาสต็อคออกมาระบาย ก็ไม่ฟังกัน แล้วก็พอพูดถึงเรื่องของการที่จะมาบริหารตลาดอย่างที่ว่า ก็มีข้อวิพากษ์วิจารณ์มากว่า ทำไปทำมาการเข้าไปบริหาร หรือแทรกแซงในตลาด แทนที่จะทำในลักษณะที่ชาวสวนเขาคาดหวัง กลับกลายเป็นเมือนกับว่าไปยิ่งทำให้มีปัญหาในเรื่องตลาดมากขึ้น

เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเห็นทีท่าของรัฐบาลกับ คสช. ความจริงควรจะมาในเชิงรุกด้วยซ้ำ ไม่ควรจะรอให้ถึงวันนี้ ทราบอยู่แล้วนี่น่าจะประกาศมาเลยบอกว่า เห็นปัญหาแล้ว แล้วก็จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ถ้าบอกว่าทำอยู่แล้ว ทำดีแล้ว ผมว่ามันยากละครับที่จะทำให้มันมีความราบรื่นตรงนี้”

ที่ชาวบ้านเขาขอให้ปลดผู้ว่าการยาง และขณะเดียวกันบอกว่าต้องปลดรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ ด้วย ช่วยได้หรือไม่
“คือผมเข้าใจความรู้สึกนะ คือเวลาที่มีการบริหารแล้วมันไม่ถูกใจ หรือมันยังไม่ได้ผล มันก็ทางหนึ่ง มันก็เป็นธรรมดาของหลักการบริหาร ก็อาจจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงบุคคล แต่ว่าผมไม่ไปก้าวล่วงตรงนั้นหรอก เพราะว่าผมถือว่าอย่างนี้ครับ ถ้าเปลี่ยนคน แล้วนโยบายมันเหมือนเดิม มันก็ได้ผลเท่าเดิม แล้วก็เรื่องนี้ผมก็จริงๆ ก็ไม่ว่าจะเป็นท่านรัฐมนตรีเกษตรฯ หรือไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าการยาง ผมก็พอรู้จักคุ้นเคยอยู่ อยากจะกระตุ้นให้ท่านมาฟัง หรือว่าถ้าท่านไม่ฟัง หรือถ้าท่านคิดว่าท่านไม่สามารถตอบสนองได้ ไม่สามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้ อย่างนั้นก็คงจะเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาแล้วว่าถ้าอย่างนั้นคนอื่นจะเข้ามาแล้วเหมาะกว่าหรือไม่”

ถ้าสุดท้ายเขาอยากปรับนโยบายไปรับซื้อเหมือนเก่า เข้าไปใส่ในสต็อคเหมือนเก่า แล้วก็เสียเงินในการไปซื้อ
“ที่จริงข้อเรียกร้อง ผมไม่ได้เห็นว่ามันจะเป็นอย่างนั้นนะครับ ไม่ได้เรียกร้องให้ทำเหมือนกับจำนำข้าว หรืออะไรนะครับ ความจริงยางมันยังมีข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งก็คือการเก็บมันยังไม่เสีย

แต่ว่าที่ผมเคยพูดมาตลอดก็คือว่า ยาง แทบจะเป็นสินค้าตัวเดียว ที่ประเทศไทยพอมีอำนาจทางการตลาดบ้าง หรือผู้ผลิตพอมีอำนาจทางการตลาดบ้าง เพราะฉะนั้นมันจะไม่เหมือนกับพืชผลตัวอื่นๆ ที่เราต้องยอมรับว่าราคาโลกมันเป็นตัวที่เราทำอะไรไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นอีกเรื่องนึงที่เขาพูดมาตลอดก็คือการประสานงานกับผู้ผลิตรายใหญ่ๆ ที่จะทำข้อตกลงกัน ผมยังเชื่อว่ามันมีหลายหนทางที่จะช่วยแก้ปัญหาได้

ส่วนระยะกลาง ระยะยาว ถ้าพูดถึงว่า จะปรับพื้นที่หรือไม่ นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นบทเรียนที่สำคัญ ก็คือว่า ความจริงพื้นที่สวนยาง พอไปทำเป็นพืชที่เขาเรียกว่าเชิงเดี่ยว คือปลูกอย่างเดียว แล้วทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่นั่น อันนี้กระทบมาก เพราะฉะนั้นมันมีตัวเลขที่น่าสนใจ ก็คือรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนในหลายจังหวัดในภาคใต้ อาจารย์เชื่อมั้ยครับว่า อย่างจังหวัดตรัง แค่ 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ลดลงไปถึงประมาณ 20 – 30% พอพึ่งสินค้าตัวเดียวนี่อันตราย

ทีนี้พื้นที่สวนยางจริงๆ ถ้าสามารถที่จะให้เกษตรกรเริ่มมีความคุ้นเคย กับการที่จะใช้พื้นที่ผสมผสาน ก็คงจะช่วยได้ แต่อย่างไรก็ตาม การบริหารในตัวของยางพาราเอง ผมยังเชื่อว่าต้องทำได้ดีกว่านี้ แล้วก็อยากให้รับฟังกลุ่มเกษตรกรเขา”

ถ้าจะเอานโยบายเรื่องประกันรายได้ มาใช้เป็นการชั่วคราวไปก่อน ในขณะนี้ระยะสั้น คุณอภิสิทธิ์คิดว่าไหวหรือไม่
“ผมคิดว่าไหวอยู่แล้วนะครับ ผมคิดว่าหลักการของการประกันรายได้มันใช้ได้โดยทั่วไป แต่ว่าขณะนี้พอเราไปทำเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เรียกว่าบัตรคนจน มันก็อาจจะเริ่มมีความ คนอาจจะบอกว่าซ้ำซ้อนกัน หรือว่าลักลั่น หรือเขย่งกัน แต่จริงๆ ในหลักการของการมีการประกันรายได้เกษตรกร ผมว่ามันน่าจะเป็นหลักการที่ไม่ต่างกับการที่เราพูดว่าทำไมผู้ใช้แรงงานต้องมีค่าแรงขั้นต่ำ ดังนั้นผมว่าเรื่องของประกันรายได้นี้ สามารถเอามาใช้ได้ครับ”

หมายความว่า สมมติว่าเราประกันไว้ราคาซัก 60 บาท เมื่อราคาตลาดมันต่ำว่าเท่าไหร่ก็ตาม ส่วนแตกต่างเราก็แจกให้ แต่ทั้งหมดนั้นจะต้องไม่เกินเท่าไหร่

“ถูกต้อง เพราะเราพูดถึงรายได้ขั้นต่ำ เราไม่ได้พูดว่าใครปลูกเยอะก็ต้องได้เยอะ ใครปลูกน้อยได้น้อย – ไม่ใช่ เรากำลังพูดถึงการประกันรายได้ขั้นต่ำของเกษตรกร”

เพราะฉะนั้นจะมีจำนวนกิโลชัดเจน หรือจำนวนไร่ที่ปลูกชัดเจนว่าสูงสุดได้เท่านั้น
“ถูกต้องครับ”

คิดว่าชาวบ้านจะยืดเยื้อหรือไม่ ที่มาชุมนุม
“ก็อยู่ที่การตอบสนองว่าจะมีอะไรที่มันเป็นรูปธรรม ที่จะทำให้มันมีความมั่นใจว่าจะมีการบริหารให้ดีขึ้น”

คนไทยจำนวนหนึ่งอาจจะเห็นตรงกันกับรัฐบาล ไม่อยากให้บ้านเมืองวุ่นวาย ไม่ต้องมีการชุมนุมได้มั้ย ผมเอง (อ.เจิมศักดิ์) เคยไปออสเตรเลีย ตอนนั้นเป็นประธานกรรมาธิการ ประธานรัฐสภาเขาเลี้ยงอาหารกลางวัน ขณะที่กำลังรับประทานอาหาร ปรากฎว่ามีคนมาชุมนุมที่หน้ารัฐสภา ประธานรัฐสภารีบจูงมือผมบอกไปดูความงดงามของประชาธิปไตย เปิดหน้าต่างชั้น 2 มอง แล้วก็บอกประมาณ นี่คือความงดงามของประชาธิปไตย การชุมนุมก็ยุ่ง แต่ว่าที่เขาพูดอย่างนั้นก็ถูก ก็เลยตัดสินใจไม่ได้

“จริงๆ แล้ว ความพอเหมาะพอดีที่สุดก็คือรูปแบบการชุมนุมที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ผมว่าที่เรากลัวๆ กันในขณะนี้ที่บอกมันวุ่นวาย คือส่วนใหญ่แล้วเมื่อมันมีการชุมนุม แล้วลุกลามบานปลายไปสู่การกระทำที่ผิดกฎหมาย หรือเลวร้ายที่สุดก็คือเอาอาวุธ เอาอะไรเข้ามาด้วย มีการก่อเหตุ ก่อการร้าย เหมือนกับที่เราเจอเมื่อปี 52 ปี 53  ที่อยู่ดีๆ ก็มี M79 มีอะไรต่างๆ รวมไปถึงการไปปิดถนน ยึดพื้นที่จนทำให้มีปัญหา ผมว่าอันนั้นคือสิ่งที่คนกลัว

แต่ว่าการแสดงออกนี้ ถ้าอยู่ในขอบเขตที่พอเหมาะ พอควร จะบอกว่าไม่ให้เดือดร้อนเลยนั้นมันเป็นไปไม่ได้หรอก แล้วก็ความจริงถ้าอาจารย์ไปคุยกับต่างประเทศนะ เขาก็บอกว่า ถ้าชุมนุมแล้วมันไม่มีใครเดือดร้อนเลย เขาก็บอก บางทีมันก็ไม่ใช่ เพราะว่ามันก็ทำให้ไม่ได้รับความสนใจ”

เช่นไปชุมนุมท้องไร่ท้องนา เผลอๆ รัฐส่งข้าวส่งน้ำให้
“ไปประชุมที่ไหนห่างไกลก็ไม่รู้ แล้วก็ให้อยู่ที่นั่นไปอะไรอย่างนี้ ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นมันก็อยู่ที่ความพอดี
ผมถึงได้พูดหลายครั้งว่า ปัญหาของการเมืองไทยที่ผ่านมา เราไปมองในเชิงกฎหมาย กติกา แต่เราไม่ได้มองในเชิงของวัฒนธรรมทางการเมือง ซึ่งถ้าเราแก้ไขตรงนี้ได้ มันจะเป็นสิ่งที่ตรงจุดที่สุด”

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีคำถามจากนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ 6 คำถาม สิ่งที่นายกฯ ถามนี้ แม้จะได้ยินคุณอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ไปบ้าง แต่คุณอภิสิทธิ์เห็นอย่างไร

“ก่อนที่จะย้อนกลับไปเพราะว่าหลายคนอาจจะได้ฟังสิ่งที่ผมพูดไปแล้ว สิ่งที่ผมพูดประเด็นหนึ่งตอนนั้น แล้ววันนี้อาจจะมีพัฒนาการ ใช้คำนี้ ก็คือว่ารูปแบบของการตั้งคำถามแบบนี้ แล้วมีกลไกรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วผู้ที่จะตอบคำถามก็จะต้องแสดงตัว มีบัตรประชาชน เราต้องเข้าใจเลยว่า อันนี้ไม่สามารถที่จะวัดความคิดเห็นตามหลักวิทยาศาสตร์ หรือหลักสถิติ หรือหลักการของการสำรวจความคิดเห็นที่ถูกต้องได้เลย เพราะว่ามันชัดเจนอยู่แล้ว แล้วก็ 6 คำถามนี้ เราก็พอรู้ละว่าตอบแบบไหนจะถูกใจ – ไม่ถูกใจคนถาม”

เพราะคนถาม ถามนำไว้เรียบร้อย
“มันเป็นคำถามนำทั้ง 6 คำถามนั่นแหละ อันนี้ก็วิเคราะห์แบบตรงไปตรงมานะ ไม่ได้ไปกล่าวหาอะไรกันเลย”

ถ้ามองว่า พล.อ.ประยุทธ์ อยากจะบอกได้หรือไม่ ไม่ใช่อยากจะถาม แต่ตวัดคำถาม
“อาจจะไม่ถึงกับอยากจะบอกหรอกครับ แต่อยากจะฟังซิว่ามีใครเห็นด้วยกับท่านมั้ย ทำนองนั้น แต่ว่าประเด็นก็คือว่า ผมถามว่าคนที่ไปตอบ 6 คำถามแล้วรู้ว่าคำตอบจะไม่ถูกใจ จะกล้าไปมั้ย ในยุคปัจจุบันนี้ ต้องเอาบัตรประชาชนไป แสดงตัว เรียกว่า เผลอๆ ถูกเชิญไปปรับทัศนคติ เพราะฉะนั้นมันก็จึงเป็นวิธีการที่ไม่ได้เป็นวิทยาศาสตร์

แล้วก็ทีนี้ เมื่อเช้านี้ ซึ่งผมกำลังตรวจสอบอยู่ ก็มีคนส่งข้อมูลมาให้ว่า ในหลายพื้นที่กำลังมีการ ใช้คำว่าเกณฑ์ก็ไม่เชิงนะ แต่เขาบอกเลยว่า ถ้าเป็นผู้นำ ประธานชุมชนต่างๆ บอกให้ไปวันนี้ ไปไม่ได้ให้ส่งตัวแทนไป (ฝีมือมหาดไทย?) ผมไม่ทราบ ยังตรวจสอบไม่ได้ แต่ว่าอันนี้ก็ นี่แหละครับ จะเป็นตัวอย่างที่บอกว่า ในที่สุดการทำสิ่งเหล่านี้ ผมก็เลยบอกว่า มันไม่ได้เป็นการค้นหาคำตอบที่แท้จริงจากสังคม

ประการที่ 2 ก็คือที่ผมพูดไปก็คือว่า จริงๆ ถ้านายกฯ อยากจะถามคำถาม ผมอยากให้ถามเรื่องปากท้องจริงๆ ถามประชาชนซิว่า ที่รัฐบาลบอกว่าเศรษฐกิจกำลังจะดีขึ้นนั้น เศรษฐกิจของประชาชนดีขึ้นมั้ย ถามซิว่า ทำไมเกษตรกรไม่ว่าจะเป็น ข้าว มัน ยาง ถึงได้ยังมีเสียงบ่นกันอยู่ ข้อเท็จจริงมันคืออะไร อยากให้รัฐบาลช่วยเหลืออย่างไร

ถามซิว่า ที่รัฐบาลได้ช่วยไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ และล่าสุดที่เราคุยกันสัปดาห์ที่แล้ว ช้อปช่วยชาติ ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะคนยากคนจน คนด้อยโอกาส ได้ประโยชน์มั้ย ถามซิว่า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนจนตกลงมีปัญหาอะไรบ้าง ซึ่งผมว่าถ้าถามอย่างนี้นะ แหม มันจะได้ทั้งใจ ได้ทั้งประโยชน์”

ถือเสียว่า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการจะระบายได้หรือไม่ นั่นคือความอึดอัด และเป็นความคิดลึกๆ ก็เลย
“คือปัญหาจะเป็นอย่างนี้ครับอาจารย์ ในภาวะที่เราทำงานบริหารประเทศ ผมก็รู้ ผมเคยอยู่ตรงนั้น โอ้โห บางวันนี่เรารู้สึก มันอึดอัด มันทำไมไม่เข้าใจเรา เราก็พยายาม เราตั้งใจดี เราก็ทุ่มเท 24 ชั่วโมง ผมเชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ก็คิดอย่างนั้น แต่เราเอาเรื่องของตัวเราเป็นใหญ่กว่าเรื่องของชาวบ้านไม่ได้

ถามจริงๆ เถอะ 6 คำถามที่ว่านี้ เทียบกับคำถามที่ผมยกตัวอย่างไปเพียงแค่ 4 – 5 คำถามนี้ อะไรเป็นเรื่องของประชาชน อะไรเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจ เราต้องเอาเรื่องของประชาชนมาก่อน ดังนั้น ถ้าเราถามอย่างที่ผมยกตัวอย่างคำถามที่ถามไปนี้ ผมว่ามันจะเป็นประโยชน์มหาศาลเลยในการได้รับเสียงสะท้อนมาว่า ทำไมเขาถึงบ่นเรื่องเศรษฐกิจ

เล่าอาจารย์ฟังด้วย วันเสาร์ ผมก็ไปร่วมสัมมนาอยู่ที่อุบลราชธานี เขาพูดเรื่องการพัฒนาอีสาน ผมยังแกล้งถาม 6 คำถามเลย แต่เป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอีสานว่า เอ๊ะ อีสานนี้มันไม่มีน้ำใช่มั้ย เลยต้องแห้งแล้งอยู่อย่างนี้ ซึ่งก็ไม่จริง อีสานนี่ไม่มีทะเล ไม่มีชายหาด พัฒนาท่องเที่ยวไม่ได้ใช่มั้ย ก็ไม่จริง คือตั้งคำถามอะไรที่มันเกี่ยวกับการพัฒนา เกี่ยวกับชีวิต มันจะเป็นประโยชน์มากกว่า

ทีนี้พอมาถึง 6 คำถามของท่าน ผมคงไม่ประสงค์ที่จะตอบหรอก และท่านก็คงไม่ประสงค์ที่จะฟังจากผม ผมมีแต่ว่าข้อสังเกตว่า ลักษณะการตั้งคำถามอย่างนี้ ที่ผมมีความรู้สึกว่ามันไม่ค่อยเหมาะนี้ ก็คือ มันเพิ่มความตึงเครียด และบรรยากาศการเผชิญหน้าระหว่าง คสช. กับภาคการเมือง ซึ่งมันไม่ได้เป็นผลดีอะไรกับใครเลย

อย่างลืมนะครับว่า คสช. เข้ามานี้ บอกต้องการลดความขัดแย้ง แล้วก็พูดมาตลอดว่า ไม่ได้มาเกี่ยวข้อง ไม่ได้มาเลือกข้าง เป็นกลาง เป็นกรรมการ แต่คำถามวันนี้ กลับกลายเป็นว่า อาจารย์ก็เห็นแหละ มันก็เกิดบรรยากาศของการตอบโต้ การเผชิญหน้าขึ้นมาทันที บวกกับว่า เป็นคำถามซึ่งกำลังจะบ่งบอกว่า ตกลง คสช. จะมาเป็นผู้เล่นเสียเองด้วยหรือเปล่า จากที่เคยบอกว่าเป็นกลาง

เพราะฉะนั้นในภาพรวมตรงนี้ ก็ไม่เป็นผลดีกับบรรยากาศทั้งในขณะนี้ ทั้งหลังจากปลดล็อค และทั้งจากหลังการเลือกตั้ง เพราะว่าในเมื่อเรากำลังจะบอกว่ารัฐบาลนี้ก็ตั้งใจจะทำอะไรดีๆ มีแผนปฏิรูป มีอะไรต่างๆ แล้วก็อยากจะให้คนที่เขามาต่อๆ ไป แล้ววันนึงมันก็ต้องเป็นนักการเมือง ปีหน้า อาจจะเป็นอีก 5 ปี หรืออะไรก็แล้วแต่นี่นะ ยังไงก็ต้องกลับมาเป็นอย่างนี้ แล้วเราจะสร้างช่องว่างให้มันเพิ่มขึ้นระหว่าง คสช. กับนักการเมืองทำไม

ผมก็เลยจึงบอกว่า ตรงนี้ที่ผมบอกว่ามันไม่ค่อยเหมาะ ส่วนมีประเด็นที่เกี่ยวกับเนื้อของคำถามจริงๆ ที่ผมคิดว่า จำเป็นที่จะต้องชี้เหมือนกัน แต่วันนี้ก็ปรากฎว่า กกต. ชี้ไปแล้ว 1 ข้อ คือประเด็นที่ถามว่า คสช. จะสนับสนุนพรรคการเมืองนั้น เป็นสิทธิ์ใช่มั้ย ซึ่ง กกต. ก็ตอบได้ดีนะครับ ก็เหมือนกับที่ผมพูดไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วบอกว่า ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ ใครต่อใคร จะสนับสนุนพรรคการเมืองไหนในทางส่วนตัวทำได้ทั้งนั้น แต่ คสช. ในฐานะผู้ถืออำนาจรัฐ จะต้องไม่สนับสนุนโดยมีการเอาสถานะ ตำแหน่ง หรืออำนาจรัฐ เข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะนั่นคือสิ่งที่จะไป ถ้าทำอย่างนั้นเป็นการทำลายพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย และการปฏิรูปการเมือง ซึ่งท่านพูดเสียเอง”

คำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ ถ้าไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ ถาม แต่ถ้าเป็นคนที่ทำหน้าที่สื่อ ที่บอกต้องถามคุณอภิสิทธิ์ เช่น พรรคการเมืองที่อยู่ในปัจจุบัน พรรคการเมืองเก่าๆ ไม่มีธรรมาภิบาล และสร้างปัญหา เราควรจะต้องมีพรรคการเมืองใหม่ๆ ใช่มั้ย คุณอภิสิทธิ์จะตอบว่า

“ผมก็ต้องตอบว่า การจะมีนักการเมืองใหม่ พรรคการเมืองใหม่นั้นเป็นเรื่องที่ดีเสมอ ไม่ว่าจะยุคไหน เพราะฉะนั้นอันนี้มันเป็นหลักทั่วไปอยู่แล้วว่า คือถ้าหากว่าพรรคการเมืองเก่า นักการเมืองเก่าเขาไม่ดี เราต้องเชื่อว่าประชาชนเขาจะสามารถที่จะรวมตัวกันเพื่อเสนอทางเลือกใหม่ขึ้นมา หรือต่อให้คนเก่าดี มันไม่มีอะไรเสียหายเลยกับการที่จะพยายามชักชวน กระตุ้นคนใหม่เข้ามา เพื่อที่จะเพิ่มการแข่งขัน เพิ่มทางเลือกให้กับสังคม ตรงนี้ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย

แต่ว่าถ้าจะไปเหมารวมว่า ของเก่ามันแย่หมด ของใหม่ยังไงก็ดี ก็คงต้องระวัง เพราะว่าในอดีต หลังการปฏิวัติทุกครั้งก็มีพรรคการเมืองใหม่ หรือแม้กระทั่งไม่มีปฏิวัติ ยุบสภาไปก็มีพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาทุกครั้ง แล้วก็ไม่ได้ดีกว่าของเก่าเสมอไป แล้วผมถึงบอกว่า การที่พยายามจะเหมารวม อย่างเช่น มาพูดเรื่องธรรมาภิบาล ปฏิรูป มาพูดเรื่องทำงานให้คนทุกจังหวัดมั้ย ผมก็บอกได้เลยว่า สมัยผมนี่ทำงานให้ทุกจังหวัด ศูนย์ประชุมซึ่งเคยจะต้องอยู่ภูเก็ต ถูกย้ายไปเชียงใหม่ ผมก็ทำเชียงใหม่ให้เสร็จ แล้วก็ต้องการทำภูเก็ตต่อนะครับ จะต้องทำสานต่องานที่ดีเป็นประโยชน์กับการปฏิรูป ผมก็ทำนะครับนโยบายไหนที่เห็นว่าไม่ใช่นโยบายที่ผมเริ่มต้นไว้ ถ้ามันดี ผมก็ทำต่อ

แต่น่าเสียดายว่านโยบายหลายเรื่องที่ผมเคยทำไว้นี้ เช่นเคยส่งเสริมเพื่อจะปูทางไปสู่การแยกอำนาจพนักงานสอบสวน รัฐบาลนี้ก็มาเลิก ผมทำเรื่องโฉนดชุมชน ทราบว่าจริงๆ คนในรัฐบาลก็เห็นด้วยนะว่าเป็นแนวทางที่ดี แต่อาจารย์เชื่อมั้ยติดที่อะไร ติดที่ว่าเป็นโครงการของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็ใช้ชื่อนี้ ไม่อยากจะใช้ นี่แหละครับมันไม่ได้เกี่ยวกับว่าพรรคการเมือง หรือรัฐบาล มันอยู่ที่พฤติกรรมของรัฐบาลแต่ละชุด”

ถ้าอย่างนั้นอะไรคือความแตกต่าง เมื่อที่ผม (อ.เจิมศักดิ์) ดูเหมือนเป็นคำถามของผม แต่เป็นคำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ถาม ดูน่าเกลียด แต่ถ้าผมถาม เมื่อกี้คุณอภิสิทธิ์ก็ตอบ

“คืออาจารย์ถามนี่นะ ผมไม่อยากไปลงรายละเอียดไงในถ้อยคำ วิธีถามมันถามได้ทั้งนั้นนะครับ ผมจะถามว่า สมควรมีพรรคการเมืองใหม่มั้ย ก็ตอบตรงไปตรงมาได้ ว่าอยากมี ไม่อยากมี แต่ถ้าถามบอกว่านักการเมืองเก่า พรรคการเมืองเก่ามีปัญหา สมควรจะมีพรรคการเมืองใหม่มั้ย อันนี้คนละอารมณ์กันแล้ว เหมือนผมจะถามว่า สมควรมีการปรับ ครม. โดยเฉพาะ ครม. เศรษฐกิจไหม กับที่ผมถามว่าเศรษฐกิจย่ำแย่ มา 3 ปี ราคาพืชผลก็ไม่ไปถึงไหน นโยบายหลายอย่างกลับไปเอื้อกลุ่มทุนเล็กๆ สมควรมีการปรับ ครม. เศรษฐกิจใหม่ อาจารย์ว่ามันเหมือนกันมั้ย 2 คำถามนี้ เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่เนื้อหาของการถามด้วย

แล้วก็อย่างที่บอกนี่ครับ คำถามบางคำถาม จริงๆ ไม่ต้องถาม ก็ต้องตอบได้ พรรคการเมือง นักการเมืองใหม่ควรจะมีเสมอ นักการเมืองต้องมี ไม่ว่าจะเลือกตั้ง ไม่เลือกตั้ง ต้องมีธรรมาภิบาล ต้องทำงานให้คนทั้งประเทศ อันนี้แทบไม่ต้องถาม ส่วนยุทธศาสตร์ ปฏิรูปอะไรก็ อันนี้อาจจะมีความหลากหลายแตกต่างกันบ้าง

ที่ผมต้องพูดอีกคำถามนึงก็คือ คำถามสุดท้าย ที่ท่านใช้คำว่า ทำไมนักการเมือง มาพยายามด้อยค่า คสช. จนผิดปกติ แล้วก็ใช้  เหมือนกับคำว่า บิดเบือนด้วย ผมก็ต้องถามกลับ ต้องถามเหมือนกันนะคราวนี้ จริงมั้ยครับว่านักการเมืองทุกคนบิดเบือน ผมเป็นคนหนึ่งที่ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน จริงๆ ผมวิจารณ์การทำงานรัฐบาลทุกชุด ชุดตัวเอง ผมยังวิจารณ์เลย ถามคนใน ครม. ผมได้ เราวิจารณ์โดยข้อเท็จจริง โดยเหตุผล มุมมองอาจจะต่างกัน ทำไมต้องเหมารวมว่าคนที่เขามาวิจารณ์เรานี้บิดเบือนเพื่อจะด้อยค่า มีวัตถุประสงค์แอบแฝง – ไม่ใช่”

แต่มันมีคนที่วิจารณ์แบบนั้นไม่ใช่เหรอ
“ถ้ามีอย่างนั้น ท่านก็ต้องไปจัดการกับคนเหล่านั้น (หรือพูดออกไปเลยว่าใคร) ใช่ หรือว่าตรงไหนเขาบิดเบือน ก็บอกมาสิครับบิดเบือน เหมือนกับที่ สมมติผมพูดนี่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 200 – 300 บาทนี่มีชาวบ้านบ่นนะ หลายพื้นที่ต้องเสียค่ารถ เพราะว่าร้านค้ามันไปไม่ทั่วถึง 2. แม่ค้า ตลาดสด ร้านเล็กๆ ที่ไม่สามารถเข้าโครงการนี้ได้ เขาบ่นนะ เพราะว่าขายไม่ได้ ท่านก็ตอบผมมา ผมบิดเบือนมั้ย ท่านก็ตอบผมมาว่าที่ผมพูดนี้อยู่บนพื้นฐานของประโยชน์ของประชาชนมั้ย ท่านอาจจะมีเหตุผลที่ดีกว่า ก็ว่ามาสิครับ แต่ไม่ใช่บอกว่า ทุกคนที่วิจารณ์แปลว่ามีวัตถุประสงค์แอบแฝง จะด้อยค่า หรืออะไรต่างๆ

แล้วก็จริงๆ ถ้าเกิดจะถามบางเรื่อง ยิ่งต้องคิดต่อเลยนะอาจารย์ สมมติเขาตอบมาว่า อยากให้มีพรรคการเมืองใหม่ อันนี้จะเป็นเหตุผลที่จะไปหนุนเรื่องปลดล็อคนะ ไม่ใช่ให้ช้าไปอีก เพราะพรรคการเมืองใหม่ จะมีปัญหามากที่สุด เนื่องจากว่ากฎหมายใหม่ไปบังคับเขาว่าจะต้องมีสมาชิกจำนวนเท่าไหร่ จึงจะส่ง สส. ได้ในเขตเลือกตั้งนั้น (มันจะไม่มีเวลาพอ) นั่นสิครับ ถ้าจะถามแบบนี้ แล้วก็บางทีจะอ้างโพล ก็ดูให้รอบด้าน

ผมถึงบอกว่าดีที่สุดอย่าสร้างบรรยากาศแบบนี้ ผมเห็นใจรัฐบาลทุกชุด ทำงานนี่ไม่ใช่ว่าดีหรอก รัฐบาลผมก็ถูกวิจารณ์เยอะ แต่ว่าการที่บอกว่า ปัญหาที่หมักหมมมาทุกรัฐบาลเพิ่งมาแก้อันนี้ ผมก็ต้องบอกว่า อันนี้ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกันนะครับ”

ทำไมโพลจึงขานรับคำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ได้ตรง เขาบอกว่าอยากจะให้มีพรรคการเมืองใหม่ถึง 86%
“อาจารย์มาถามผม ผมก็ตอบว่าอยากให้มีพรรคการเมืองใหม่ ผมก็เป็น 1 ใน 80 กว่าเปอร์เซนต์ ผมไม่ได้มีความรู้สึกว่ามันอะไรเลย แต่ถามว่าไอ้ที่ตอบอย่างนั้นไปพ่วงกับประโยคที่ไปเกี่ยวกับไม่ใช่คำถามโดยตรงมั้ย – มันไม่ใช่ ถามผม ผมก็ต้องบอกว่า ผมเป็นพรรคการเมืองที่ พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่ประสงค์จะเห็นการแข่งขันทางการเมือง ไม่ใช่พรรคการเมืองแบบที่คุณทักษิณพูดว่า จะต้องมีพรรคเดียว ฝ่ายค้านมันเป็นเรื่องของการขัดขวางการพัฒนา – ไม่ใช่ เพราะเราเป็นประชาธิปไตย เราก็บอกว่ามันต้องมีการแข่งขัน
เพราะฉะนั้นคำตอบแบบนี้ก็ใช่ มันก็เหมือนกับว่าทำไมคนตอบว่าอยากให้ปรับ ครม. เศรษฐกิจ แต่ว่าอย่างที่ผมบอก ถามแค่นี้นี่ ถ้าเกิดถามแบบยาวๆ บอก เพราะว่ามันแย่อย่างนั้นอย่างนี้ เขาก็ตอบอยู่ดีว่าอยากให้มีการปรับ ครม. เศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นผมว่าอย่าทำบรรยากาศแบบนี้เลย เวลาท่านก็ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งตามโรดแมพของท่านเอง มันก็ประมาณปีกว่าๆ เอาเวลาที่เหลือนี้ ทุ่มเทเรื่องการแก้ปัญหาของประชาชน แล้วก็เรื่องของการปฏิรูป

ความจริงหลายเรื่องที่ท่านพูดว่าหมักหมมนั้น ผมอยากจะเรียนนะครับ IUU ก็ดี ICAO ก็ดี สมัยผมก็มีการเตรียมการ โดยเฉพาะ IUU แล้วก็รับมือ บางเรื่องที่ท่านคิดว่าที่เพิ่งมาทำกันสมัยนี้ ยกตัวอย่างเช่น ความสามารถในการประกอบธุรกิจ ยาก – ง่าย ที่บอก ขึ้นมา 20 อันดับ อยู่ที่อันดับที่ 26 สมัยผมอยู่อันดับ 12 นะ แล้วมันตกไป เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ว่าทุกคนมาหมักหมม อะไรต่างๆ คือทุกรัฐบาลมีทั้งผลงาน มีทั้งข้อผิดพลาด คือพูดง่ายๆ ถ้าเกิดเราใช้การเมืองแบบวาทกรรมเหมารวม มันไม่ได้เป็นประโยชน์”

เป็นไปได้ไหมว่า ถ้าเราอ่านจากคำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ 1. พล.อ.ประยุทธ์ต้องการที่จะตั้งพรรคการเมือง หรือสนับสนุนพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ เพื่อสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ที่จะทำงานการเมืองต่อไป มันอ่านอย่างนั้นได้หรือไม่

“มันก็แล้วแต่คนจะอ่าน แต่ผมนี้เป็นคนที่ต้องการให้ความเป็นธรรม ความเป็นธรรมก็หมายความว่า มันเป็นไปได้ แต่มันก็อาจจะไม่ใช่ก็ได้ เราไปอ่านใจท่านจากคำถามอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพียงแต่ว่าท่านถามมา ก็แปลว่าท่านอยากรู้ว่า เอ๊ะ มันสนับสนุนพรรค”

เพราะมันมีคำด้วยว่า พรรคการเมืองเก่าๆ มันมีปัญหา และขณะเดียวกัน ถ้ามันไม่มีของใหม่ ผมก็ไม่เลือก ยังพูดด้วย
“จริงๆ กระบวนการนี้มันเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นได้โดยธรรมชาติอยู่แล้วนะครับ ผมไม่ต้องการที่จะไปตอบโต้ กล่าวหาอะไร ในสิ่งที่ผมไม่เห็น ไม่สามารถที่จะพิสูจน์ได้ ผมเพียงแต่บอกว่า ผมเสียดายว่าแทนที่ท่านจะมาถามคำถามเรื่องที่เป็นปัญหาของประชาชน และทิศทางการปฏิรูป ยกตัวอย่าง เช่นเรื่อง พนักงานสอบสวนนี้จะแยก ไม่แยก การศึกษานี้ควรจะกระจายอำนาจไปที่โรงเรียน หรือควรจะตั้งกระทรวงใหม่ขึ้นมา ผมว่ามันจะเป็นประโยชน์กว่าเยอะมั้ยครับอาจารย์ ถ้าจะถามคำถามพวกนั้น”

- พัก –

การปรับ ครม. คงเกิดขึ้นก่อนแน่ ที่จะมาพูดกันถึงเรื่องของการจะเลือกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในลักษณะไหนอย่างไร ขอถามเรื่องใกล้ตัวสักนิด มีคนบอกว่า ครม. ชุดนี้จริงๆ ต้องปรับใหญ่ แต่ว่าปรับแล้วมันจะไปกระทบพี่ กระทบน้อง กระทบเพื่อน มันก็เลยปรับลำบาก และถ้าพูดกันตรงๆ ตอนนี้ก็จะมีข่าวเรื่องปรับ พล.อ.ประวิตร ออกเยอะ ข่าวลือมันบอกอะไรบางอย่าง อาจจะไม่จริง แต่มันบอก ในฐานะนักสังคมวิทยา เขาอ่านว่า เขาอาจจะไม่ชอบอะไรก็จะลือไปในทางนั้น เขาเห็นว่าใครมีปัญหา แต่เขาไม่กล้าพูดตรงๆ เขาก็จะลือกันว่าจะปรับคนนั้นออก คุณอภิสิทธิ์มองว่าถ้าจะปรับอย่างตรงไปตรงมา จะกล้าหรือไม่

“คือผมพูดแบบให้ความเป็นธรรมเลยนะ ท่านนายกฯ พูดชัดเรื่องว่าพี่น้องกันเขาไม่ทิ้งกัน เคยพูดแล้วนะครับ จะถูกใจไม่ถูกใจอีกเรื่องหนึ่ง แต่การที่พูดอย่างนั้น ผมว่านอกเหนือจากการแสดงออกถึงความผูกพันธ์ บางทีท่านอาจจะประเมินเหมือนกันว่า ถ้าแยกทางกัน การทำงานไม่ใช่ว่าจะราบรื่น เพราะฉะนั้นที่พูดอย่างนี้ก็เพื่อที่จะบอกว่า เราไม่รู้สายสนกลในของการแบ่งภารกิจในการทำงานต่างๆ
แต่สิ่งที่เป็นความไม่ดี เช่น ข้อครหาเรื่องการทุจริต เรื่องการเล่นพรรคเล่นพวกหรืออะไรนั้น ตรงนี้ต้องไม่ปล่อยให้เข้ามาครอบงำสิ่งที่เป็นการทำงานหลักของรัฐบาล คือแน่นอนดีที่สุดนะครับ ปรับก็คือว่าปรับแล้วงานมันดีขึ้น จะปรับยังไงก็ได้ ขอให้งาน ผลงานมันออกมาดีขึ้น มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ นั่นคือความต้องการสูงสุด

แต่ว่าตัวนายกฯ เขาจะต้องเป็นคนประเมินเองว่า ที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น เขาทำได้มั้ยล่ะ ถ้าเกิดเขาเอาคนที่เขาไม่รู้จัก เขาไม่คุ้นเคยออกไปหมดเลย นี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา แต่ไม่ใช่ว่าพอเป็นพรรคเป็นพวกคุ้นเคยกันก็เลยแปลว่า ไม่ต้องปรับปรุงงาน ไม่ต้องแก้ไขจุดอ่อนที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กัน

ผมนั้นกลับเป็นห่วงตรงนี้ คือเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คือเราก็รู้นะ ในความคาดหวังของประชาชน ไม่ไปนับเรื่องว่าจะเอาทหาร หรือไม่ทหาร ซึ่งผมว่ามันไม่ใช่ประเด็นหลัก ประเด็นหลักคือเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องเศรษฐกิจต้องยอมรับว่ามันต้องมีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง ที่ผมค่อนข้างเป็นห่วงก็คือว่า รองนายกฯ สมคิด เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประกาศอย่างเดียวเลยว่าเปลี่ยนปรับคนหรือเปล่า หรือยังไง อะไรก็ไม่รู้ละ แต่นโยบายเศรษฐกิจจะไม่เปลี่ยน ไอ้ตรงนี้ผมว่าหนัก คือคำว่าเศรษฐกิจไม่เปลี่ยนนี่ผมเข้าใจนะครับ บางเรื่องท่านอยากจะให้ความเชื่อมั่นบางเรื่องในความต่อเนื่อง เช่นโครงการขนาดใหญ่อะไร พูดไปครับ แต่ถ้าบอกนโยบายเศรษฐกิจไม่ปรับเลยนี่ ผมบอกว่า อย่างนี้ไม่ได้ตอบโจทย์ชาวบ้านแล้ว เพราะชาวบ้านมองว่ามันมีหลายอย่างที่ต้องปรับต้องเปลี่ยน ภาคการเกษตรก็ดี ระบบสวัสดิการก็ดี อะไรก็ดี มันต้องปรับต้องเปลี่ยน จะบอกว่าเป็นตายร้ายดียังไง ต่อให้เปลี่ยนคนยังไง ก็จะต้องเป็นอย่างนี้ ผมว่าไม่ตอบโจทย์สังคม”

ถ้ามันปรับแล้วต้องปรับใหญ่ ปรับเยอะ มีผู้ใหญ่บางคนพูดกับผม (อ.เจิมศักดิ์) ว่า วิธีง่ายๆ จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องเพื่อนพ้องน้องพี่ด้วย ก็คือว่าปรับ พล.อ.ประยุทธ์เอง ออกจาก ครม. ก็หมายความว่าจะต้องปรับ ครม. ทั้งหมด พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะเป็นแค่หัวหน้า คสช. แล้วก็มีคนอื่นขึ้นมาดูแลทั้งหมด มันก็เป็นไปได้หรือไม่

“ถามว่าเป็นไปได้มั้ยนั้น จะเกิดขึ้นก็ต้อง กรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ลาออก ซึ่งก็เป็นไปได้นะครับ ถามว่าจะดีกว่ามั้ย ผมว่าก็ไม่มีหลักประกันอะไร ผมว่าในแง่ของ ครม. ชุดปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าความเชื่อถือ ถ้าพูดถึงตัวบุคคล พล.อ.ประยุทธ์ก็ดีกว่าทุกคนใน ครม. ถือว่า เอา ครม. มายืนเรียงกัน ผมว่าเกือบ 2 ใน 3 คน ก็อาจจะไม่รู้จักเลย อีก 1 ใน 3 ที่รู้จัก ยังไง พล.อ.ประยุทธ์ก็เป็นบุคคลที่ประชาชน ผมว่าในเชิงความเชื่อถือ ความนิยม ก็ยังสูงที่สุดใน ครม. นี้ เพราะฉะนั้นก็ผมว่ามันก็ไม่น่าจะเป็นคำตอบเท่าไหร่นะ ที่จะบอกว่าเอา พล.อ.ประยุทธ์ออกไป แล้วก็ที่สำคัญก็คือว่า มาถึงขั้นนี้แล้ว แล้วบริหารกันมาแบบนี้แล้ว 3 ปี ผมไม่แน่ใจว่าการจะไปแยกความรับผิดชอบระหว่างหัวหน้า คสช. กับนายกฯ มันจะยุ่งวุ่นวายแค่ไหน เพราะว่ามาตรา 44 ที่ใช้มานี้ มันเรื่องการบริหารเกือบทั้งนั้น ล่าสุดก็ที่เกิดเรื่องจนกระทั่งจะต้องปรับ ครม. นี่ ก็เพราะเรื่องรัฐมนตรีแรงงานไง ทีนี้สมมติว่าเกิดนายกฯ เป็นอีกคนนึง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้า คสช. ออกคำสั่ง ม. 44 มาเปลี่ยนปลัดกระทรวง เปลี่ยนอธิบดี แล้วนายกฯ กับ ครม. เขาจะทำอย่างไร”

ในอดีต ก็เคยมีใช่มั้ย หัวหน้า คมช. และนายกฯ อีกคนนึง
“แล้วดีมั้ยล่ะครับ”

แล้วถ้าบอกว่าช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน เพียงแค่ปีนึง หรือไม่ถึงปี ก็จะมีการเลือกตั้งอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก็มีคนอื่นเขาทำ หรือไม่อย่างนั้น พล.อ.ประยุทธ์ลาออก เสร็จเรียบร้อย หัวหน้า คสช. ก็ตั้ง พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ใหม่
“สนช. ต้องเลือกมั๊งครับ ใช่มั้ย ตามระบบ”

ก็เป็นไปได้ว่าเลือกกลับเข้ามาใหม่
“ก็สุดแล้วแต่ คือผมว่าเอาตรงไปตรงมาเถอะครับ เหลือเวลาไม่มาก ทางเลือกก็ไม่ได้มีมากนะครับ อยากได้คนเข้ามา ก็ใช่ว่าจะหาได้ที่จะทำให้เขาเข้ามา ดังนั้นมุ่งที่เรื่องงานเป็นหลักว่าตั้งโจทย์ใหญ่ๆ เลย เศรษฐกิจยังไง ปฏิรูปยังไง ใครจะเข้ามาทำ”

ปฏิรูปอย่างไร หมายถึงการปฏิรูปประเทศ
“ใช่ครับ”

และต้องปรับ ต้องเปลี่ยนใคร ก็อย่าเกรงใจ ก็ปรับไป
“อย่าเกรงใจครับ จริงๆ การจะปรับแล้วก็พวกเพื่อนพ้องน้องพี่ยังอยู่ก็หาที่ยืนได้ ใน ครม. ไม่ได้ยากอะไร”

หาที่ยืนได้ แปลว่า
“มีตำแหน่งอะไรต่างๆ ก็ทำให้มันลงตัวเหมาะสมได้ครับ”

ทำไมมนุษย์ต้องอยู่กับตำแหน่งตลอดชีวิตอย่างนั้นเหรอ
“อย่างที่ผมบอกไงครับว่า ไม่ใช่ว่าอะไร แต่ว่าเราไม่ทราบว่าบุคคลที่ท่านมีเพื่อที่คุ้นเคย เชื่อถือนี้มีบทบาทอะไรอย่างไรบ้าง ซึ่งบางทีมันมีความจำเป็น นี่ผมก็เปิด พูดอย่างตรงไปตรงมา ถ้าในอุดมคติ มันก็ใช่ละครับ หยิบใครก็ได้ออกมา แต่ถามว่าในความเป็นจริง โดยเฉพาะท่านนายกฯ ซึ่งพื้นฐานนี่ก็เติบโตมากับราชการ กับกองทัพ กับความจำเป็นที่จะต้องมีคนไว้เนื้อเชื่อใจในการทำงานอยู่ในกลไก ตรงนี้ผมก็เห็นใจ”

เรื่องคุณวิษณุ เครืองาม บอกว่าการเลือกตั้ง ฟังสุ้มเสียงแล้ว อาจจะเลือกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้ง ส.ว. และ ส.ส. คือ ส.ว. ไม่ได้เลือกตั้ง แต่มีการสรรหา แต่งตั้ง แล้วก็ ส.ส. สุดท้าย แล้วบอกว่าในองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนั้นก็จะไม่ให้เลือกพร้อมกัน กลายเป็นว่า อบต. ก็ดี อบจ. ก็ดี หรือว่าเทศบาลก็ดี ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรก่อนหลังอย่างไร คุณอภิสิทธิ์คิดอย่างไร

“แหม อยากจะเท้าความ คือตอนที่เขาหยุดการเลือกตั้งท้องถิ่น หลายแห่งตอนแรกๆ ผมนี่บังเอิญเจอกับหลายๆ ท่านรวมทั้งอาจารย์วิษณุ ผมบอกว่าที่จริง ในส่วนของท้องถิ่นอย่างเช่น ระดับ อบต. หรือเทศบาลเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งพรรคการเมืองไม่ได้เกี่ยวข้อง เนื่องจากพรรคการเมืองถูกห้ามเคลื่อนไหว ผมไม่ค่อยเห็นเหตุผลว่าทำไมไม่ปล่อยให้เขาเลือกกันไปตามวาระ เพราะผมบอกว่าการเลือกตั้งตามวาระ มันไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมๆ กันหมด เพราะฉะนั้นอะไรที่ คสช. เป็นห่วง เช่นว่า มันจะเกิดเหตุวุ่นวาย เช่นว่าการเลือกตั้งจะมีอย่างนั้นอย่างนี้ ความจริงคุมง่ายกว่าเยอะ เพราะว่าพื้นที่มันจำกัด แล้วก็ไม่ได้เลือกพร้อมๆ กัน ก็ทยอยเลือกไปสิ ผมบอกไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย แต่ว่าเอาละ ถ้าสมมติว่าท่านเห็นว่าตรงไหนพรรคการเมืองมันเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น กทม. อบจ. ใหญ่ๆ บอกว่าไม่ให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหว จะหยุด จะแก้อะไรก็ค่อยว่ากันไป

แล้วผมเคยเตือน บอก แล้วถ้าเกิดท่านอยู่ยาวขึ้นมา วันนึงมันจะต้องเลือกพร้อมกันหมดนะ ซึ่งก็คือสถานการณ์แล้ววันนี้ แล้วตอนนั้นท่านก็จะมากังวลอีกว่ามันเลือกพร้อมกันหมดไม่ได้ สิ่งที่ผมก็เคยเตือนไว้ บัดนี้ก็เป็นจริงแล้ว ทีนี้พอเป็นจริงแล้ว ถามว่าจะแก้อย่างไร มันก็มีประเด็นที่ผมคิดว่ายังไม่ค่อยได้พูดกันชัดเจนอยู่ 2 – 3 ประเด็น

ประเด็นที่ 1 ตกลงท้องถิ่นจะปฏิรูปมั้ย ถ้าท้องถิ่นจะปฏิรูป ซึ่งเคยมีการพูดกันว่า อยากจะต้องแก้กฎหมาย จะเป็นกฎหมาย เป็นประมวลท้องถิ่น กฎหมาย อบจ. กฎหมายเทศบาล กฎหมายแม้กระทั่งกรุงเทพมหานคร หรืออะไรนั้น แล้วกฎหมายเหล่านี้ยังไม่ได้แก้ โครงสร้างยังไม่ได้เปลี่ยน ถามว่าแล้วเลือกไปเสร็จ ออกกฎหมายมาใหม่ทำอย่างไร ต้องมาเลือกกันใหม่อีกรอบใช่มั้ย เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์โครงสร้างของการปฏิรูป”

แล้วรัฐธรรมนูญก็เปลี่ยนแปลงบางอย่าง ในเรื่องของการบริหารส่วนท้องถิ่น
“บางอย่างครับ แต่ว่าโดยรวม โครงสร้างเก่าก็คงไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ว่า ตกลงไม่เปลี่ยนใช่มั้ย ถ้าบอกไม่เปลี่ยน ก็ค่อยมาดูว่าจะเลือกตั้งหรือไม่ แต่ว่าถ้าบอกว่าจะต้องเปลี่ยน ไม่ค่อยมีเหตุผลในการจะมาเลือกในโครงสร้างเก่า แล้วออกกฎหมายแล้วมาเลือกกันอีกรอบ แต่ว่าเรื่องเปลี่ยนนี้ ขออนุญาตชี้แจงนิดนึง

บังเอิญมีคนในพรรคฯ ผมไปพูดเรื่องว่า เอ๊ะ จะยุบ อบจ. หรือไม่ยุบ อบจ. ต้องบอกก่อนนะ นโยบายพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีนะเรื่องยุบ อบจ. มีแต่จะทำอย่างไรให้อำนาจ อบจ. นี้เพิ่มขึ้นจากการถ่ายโอนจากผู้ว่า จนกระทั่งเสมือนว่าในที่สุดเราได้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด”

“แต่ว่า นายก อบจ. ที่มีอำนาจแบบผู้ว่าราชการจังหวัดในปัจจุบัน นั่นประเด็นที่ 1

ประเด็นที่ 2 มาตรา 44 ได้ไปแขวนผู้บริหาร สมาชิกสภาท้องถิ่นเยอะแยะมาก โดยที่ไม่ได้มีข้อกล่าวหา และกระบวนการที่ชัดเจน บางกรณีบอกว่าอยู่ในระหว่างการสอบ แล้วบางกรณีเขาบอกสอบเสร็จไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการที่จะยกเลิกคำสั่งเหล่านั้น ถ้าจะเลือกตั้ง ถามว่ามันเป็นธรรมกับคนที่ถูกมาตรา 44 ไหมว่า เขาอาจจะไม่ผิด แต่กลายเป็นว่าเขาถูกตราอยู่ว่า โดนอยู่อย่างนี้ แล้วเขาลงเลือกตั้งได้มั้ย แล้วจะเป็นอย่างไร อันนี้ก็ยังไม่ได้แก้ เพราะฉะนั้น 2 ส่วนนี้ก็ต้องแก้แล้วนะครับ

ส่วนที่ 3  กกต. ซึ่งควรจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ก็อยู่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากชุดเก่าเป็นชุดใหม่ แถม กกต. ชุดใหม่มีภารกิจใหญ่หลวงมาก เรื่องการบริหารตามกฎหมายพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งจะต้องเตรียมปูทางไปสู่การเลือกตั้ง ส.ส. ซึ่งจะต้องมีการจัดทำไพรมารี่ ถ้า กกต. จะต้องมารับผิดชอบการจัดการเลือกตั้งอีกในช่วง 1 ปีข้างหน้า ก็หนักหนาสาหัสอยู่พอสมควร นี่ก็เป็นข้อพิจารณา
แต่ว่าถามว่าที่ยกเรื่องนี้มานั้น ผมเข้าใจ แสดงว่ารัฐบาลก็เริ่มรู้ว่าถูกกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า เอ๊ะ ตกลงการเลือกตั้งมันจะไม่มีอีกแล้วหรืออย่างไร ทั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่น ก็เลยอาจจะคิดขึ้นมาว่า หาทางที่จะคลายบรรยากาศบ้านเมือง แต่ว่าถ้าตอบโจทย์ 3 – 4 ข้อที่ผมพูดมา มีคำตอบที่ชัดเจนก็ไปได้

มันก็จะเหลือคำถามสุดท้าย หลักเกณฑ์อะไรครับ เลือกใครก่อนหลัง เพราะว่าจะเอาว่าใครที่มันครบกำหนดมานานแล้ว เลยมานานแล้วเอาก่อน หรือจะมาบอกเป็นประเภท บอกเป็นประเภท แล้วก็จะมาพันกันนิดนึงก็คือว่า แล้วพรรคการเมืองเคลื่อนไหวได้มั้ย เพราะว่าโดยหลักของประชาธิปไตย พรรคการเมืองก็ควรจะมาเกี่ยวข้องกับท้องถิ่น ไม่ใช่ว่าไม่เกี่ยวข้องเลย”

ฟังแบบนี้แล้ว ตกลงเราจะได้เลือกตั้งท้องถิ่นหรือไม่ หรือเราจะไปเลือกหลังจากที่เลือก ส.ส. ไปแล้ว แล้วค่อยมีท้องถิ่น
“ความเข้าใจเดิมตลอดมานี้ ก็คือว่า ถ้าดูตามรูปแบบขั้นตอนระบบที่ผมพูดนี้ มันเหมือนกับว่า ส.ว. ส.ส. ท้องถิ่น ไปตามลำดับแบบนั้นมากกว่า แต่ว่าวันนี้ถ้าอยากจะเลือกท้องถิ่นก่อน ก็อย่างที่ผมบอกก็คือ ลองไปดูซิว่าตอบโจทย์ 3 – 4 ข้อนั้นได้ ถ้าตอบ 3 – 4 ข้อได้เลือกได้ก็ดีครับ ไม่มีปัญหา”

ถ้าเขาบอกว่าท้องถิ่นควรจะก่อน เพราะว่าจะได้ทดสอบด้วยว่าในพื้นที่ใดจะเป็นอย่างไรจะได้อ่านรู้ว่าผลการเลือกตั้ง จะได้รู้ว่าประชาชนนิยมพรรคไหนอย่างไร

“อย่าเอาเรื่องการเมือง อย่าเอาเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง อย่าเอาเรื่องพรรคนั้นพวกนี้ มาเป็นเรื่องหลักในการตัดสินใจเรื่องแบบนี้เลยครับ มันถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องพยายามรักษาระบบ ระบบนี้ก็คืออย่างที่ผมบอก อยากจะเลือกตั้งท้องถิ่นก็แปลว่าเราต้องชัดเจนแล้วว่า โครงสร้างท้องถิ่นเป็นอย่างไร”

เขาบอกว่า เขาจะได้รู้ว่าท้องถิ่นไหนพอจัดการเลือกตั้งแล้ววุ่นวายหรือไม่
“ถ้าวุ่นวาย ไม่วุ่นวายผมไม่ว่า ทดสอบว่าวุ่นวาย ไม่วุ่นวาย ผมไม่ว่า แต่ถ้ามาทดสอบคะแนนเสียงนี่ผมว่าคนละเรื่องแล้ว”

อันนั้นจะได้โดยปริยายด้วย และขณะเดียวกัน เมื่อท้องถิ่นมันยังวุ่นวาย หรือยังไม่ลงตัวทั้งหมด ก็ค่อยๆ เลื่อน ส.ส. ก็เลื่อนออกไป จากพฤศจิกายน กฎหมายพรรคการเมืองออกแล้ว แต่กฎหมายอย่างอื่นอีก 2 ฉบับยังไม่ออก เพราะฉะนั้นอันนั้นก็ยังไม่เสร็จด้วย
“ก็กฎหมายท้องถิ่นก็ยังไม่ออกเลยนะครับ”

มันก็เลยค่อยๆ เลื่อนออกไปได้
“ผมถึงบอกว่า ทำไมเราถึง มาสร้างเรื่องให้มันเสียสมาธิตัวเองอยู่เรื่อย เดินไปตามแผนที่เคยประกาศไว้ ทำให้มันดีที่สุด ให้มันเร็วที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุด โปร่งใสที่สุด ดีที่สุด”

เดินตามแผนที่คุณอภิสิทธิ์มอง ก็คือ เลือก ส.ส. พฤศจิกายนปีหน้า หลังจากนั้นถ้าท้องถิ่นยังไม่เรียบร้อยก็ไปเลือกหลังจากนั้น แล้วก็ปล่อยให้รัฐบาลใหม่เขาเข้ามาดูแลจัดการ

“ใช่ และโดยเฉพาะกฎหมายของท้องถิ่นมีความชัดเจนแล้วว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไรในเชิงโครงสร้าง มาตรา 44 ก็ชัดเจนไปแล้ว ตกลงใครผิดก็จัดการกันไป ใครไม่ผิดก็ต้องเปิดโอกาส ให้ความเป็นธรรมกับเขา”

ก่อนที่จะเลือก ส.ส. เดือนพฤศจิกายน ก็จะสรรหา ส.ว. เสียก่อนก็ทำให้เรียบร้อย
“ผมว่าทำให้มันชัดเจนซะ เพราะว่าเห็นใจ กกต. เขาหน่อยนะครับ งานเขาเยอะมากในปีข้างหน้า ให้เขารู้ซิว่า ขั้นตอนที่เขาจะต้องเตรียมตัวอะไรก่อนหลังมันเป็นอย่างไร”

จำได้ว่าสมัยคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ถูกคนปล่อยคลิปว่าคุณอภิสิทธิ์นั้นสั่งฆ่าประชาชน ฟังเป็นคลิปเสียงมันใช่เลย
“คือเสียงมันใช่เลยละ มันเสียงผมนั่นแหละ”

และคำพูดทุกคำก็ใช่ด้วยว่าสั่งฆ่า ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ คลิปอันนั้นทำไมมันจึงออกมาอีกในช่วงนี้
“คือเดี๋ยวต้องเท้าความนิดนึงนะครับว่า พอมีคลิปตรงนั้นออกมาปี 52 ผมก็ฟังปั๊บก็รู้เลยว่าเสียงผม ทุกคำนั่นเสียงผม แต่ผมก็รู้ทันทีว่าผมไม่เคยพูดอะไรแบบนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำตอนนั้นก็คือเราเอาผู้เชี่ยวชาญมาเปิดเสียง แล้วก็ทำเป็นคลื่นเสียงให้เห็น แล้วเราก็ไปพบว่าเนื้อหา 8- 90% หยิบมาจากการจัดรายการโทรทัศน์ของผม 2 ครั้ง แต่ว่าเอาท่อนนี้มาต่อกับท่อนนี้ ตัดคำนั้น ตัดคำนี้ออกไป ในทางการพิสูจน์คลื่นเสียง อาจารย์พูดอะไรไปครั้งนึง แล้วต่อให้พูดคำเดียวกัน ยังไงคลื่นเสียงมันจะไม่เหมือนกัน เขาก็เอามาให้ดูเลยว่า คลื่นเสียงที่ผมพูดในรายการโทรทัศน์ กับที่พูดในคลิปนี้ มันเหมือนกันเป๊ะ จนเป็นไปไม่ได้ว่ามันไม่ใช่มาจากที่เดียวกัน

กับ 2. ก็คืออย่างนี้ครับ บรรยากาศ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Ambience เสียงรอบข้าง พูดวันนี้กับพูดอีกวันนึง ยังไง Ambience มันไม่มีทางเหมือนกัน นี่ก็เหมือนกัน คลิปที่เอามาเผยแพร่ขณะนี้ ถ้าไปตรวจตัว Ambience จะพบเลยว่า บางท่อนเป็นอย่างนี้ บางท่อนเป็นอีกแบบนึง ก็พิสูจน์กันไปชัดเจนว่า เป็นเท็จ ตัดต่อ แล้วก็ใครที่รู้จักผมก็คงประหลาดใจอยู่แล้ว อย่าว่าแต่ผมเลย ใครจะไปพูดอะไรอย่างนั้น แถมจะไปพูดกับใคร เพื่ออะไร อย่างนั้นมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่ว่าก็เอามาทำลายกัน หยิบยกมาทำลายกัน แล้วก็คนที่มาหมิ่นประมาทผมว่าสั่งฆ่าอะไรก็ถูกศาลลงโทษไปเรียบร้อยแล้ว

ถามว่าช่วงนี้ทำไมกลับมาเยอะ ก็คงว่า 1. มีบรรยากาศที่จะเข้าสู่การเลือกตั้งมังครับ 2. หลายกลุ่มการเมืองก็มีปัญหาของตัวเองอยู่ ก็คงจะต้องมาเล่นงานคนอื่นด้วย เพราะคลิปนี้ก็มีที่มาที่ไปเขาก็เคยไปไล่ดูว่ามีใครส่งอะไรอย่างไรบ้าง ก็ค่อนข้างชัดว่า คนที่เผยแพร่นี้ก็คือฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกับผม”

ตอนนั้นคลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นเจ้าหน้าที่ SC Asset
“เป็นคนหนึ่งที่เผยแพร่ตัวนี้”

แล้วก็ถ้าจำไม่ผิดมีคนของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามด้วยเป็นคนเผยแพร่
“ใช่ครับ นอกจากเรื่องนี้ก็จะมีเรื่องอื่นๆ นะครับ ที่กำลังเผยแพร่”

แล้วมีคดีมั้ยตอนนั้น แล้วในที่สุดคนพวกนั้นต้องรับโทษหรือไม่
“คือเรื่องนี้ผมไม่ได้ฟ้อง มันเป็นการไปแจ้งความ แล้วก็มีการพิสูจน์บางเรื่องแต่ว่าในแง่การดำเนินคดีก็หายไปละครับ ต้องบอกตรงๆ”

อันนี้เป็นหน้าที่ของตำรวจหรือเปล่า
“ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจครับ แต่ว่าตอนนี้ คนที่เผยแพร่ในขณะนี้ก็จะมีความผิดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์”

คุณอภิสิทธิ์จะจัดการหรือไม่ คนที่เผยแพร่ในตอนนี้
“จริงๆ แล้วก็คงจะต้องดูกันอยู่ว่าจะทำอย่างไร คือผมก็ นี่เรียนตรงๆ นะครับ ผมก็กังวล เพราะว่าบางคนที่เขาส่งแบบไม่ได้มีเจตนา เช่นอาจารย์อาจจะส่งมาให้ผมบอก เอ๊ะ เคยเห็นอันนี้หรือยัง คือถ้าตามหลักกฎหมายนั้นมันผิดหมดทุกคน ต้องไปไล่พิสูจน์เจตนากัน แต่ว่าก็กำลังจะหาทางออกที่เหมาะสมในเรื่องนี้ ว่าจะทำอย่างไร

แต่ว่านี่เป็นเรื่องที่ผมบอกว่า เป็นหนังตัวอย่าง เพราะว่าการเลือกตั้งในอนาคต การต่อสู้กันโดยโซเชียลมีเดีย แล้วก็ประสบการณ์ของหลายประเทศในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ก็คือการใช้ที่เขาเรียกว่า Fake News ข่าวปดมั้ย ข่าวปด มดเท็จ มันจะเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะฉะนั้นก็หวังว่าตัวนี้จะเริ่มเป็นตัวที่ทำให้เราเรียนรู้นะครับว่า มันมีการใช้วิธีการสกปรกแบบนี้ แล้วก็ผมก็อยากจะเห็นว่าเราต้องช่วยกันอย่าให้การเมืองมันเป็นการเมืองที่สกปรกแบบนี้”

ถ้าชาวบ้านทั่วไปไม่รู้ แล้วส่งให้เพื่อนดู โดยที่ไม่มีความรู้ มันก็หมิ่นเหม่ แต่ถ้าคนระดับ ส.ว. เป็นคนส่งด้วย
“และผมเชื่อด้วยว่า ก็เคยทราบมาแล้วว่าระหว่างนั้นก็เคยมีการมีการออกรายการมาพิสูจน์กันมาอะไรกันแล้วก็เป็นคลิปเก่าไม่ใช่คลิปใหม่เลย อย่างนี้ก็บ่งบอกเจตนาอยู่เหมือนกันละครับ”

ควรต้องจัดการหรือไม่
“ก็กำลังพิจารณากันอยู่ว่า มีใครบ้างที่อยู่ในข่าย”

ทำไมไม่ตอบว่าจัดการ หรือไม่จัดการ ทำไมต้องกำลังพิจารณา
“อย่างที่ผมเรียนอาจารย์ว่า ถ้าผมแจ้งความ หรือมีใครไปแจ้งความเพราะอันนี้อาจจะเป็นความผิดต่อส่วนรวมด้วย อย่างที่บอกก็คือว่า เกิดเจ้าหน้าที่ไปไล่กวาดคนที่อาจารย์พูด ส่งกันธรรมดา ผมก็ไม่ต้องการให้มันเป็นปัญหาแบบนั้น แต่ว่าถามว่าถ้าจะเลือกฟ้องก็คงจะต้องใช้เวลานิดนึงในการแยกแยะว่าคนไหนส่งด้วยเจตนาอะไร”

ตอนที่เกิดเหตุที่คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ แล้วก็มีเหตุเรื่องอ้างว่ามีการตัดต่อ พอขึ้นต้นเป็นคลิปเสียงเฉยๆ รู้ว่าตัดต่อง่าย ถ้าเป็นทีวีภาพจะกระโดด เพราะมีภาพกับเสียงไปด้วยกัน หรือจะเห็นคนละสถานที่คนละเวลา เลยไปค้นคลิปดู พบว่า Thai PBS ได้ทำสกู๊ปติดตามตรวจสอบ (เปิดคลิป)

มันไปสอดคล้องกับที่ นายกฯ ประยุทธ์ พูดหรือเปล่าว่า การเมืองเก่า พรรคการเมืองเก่าบางพรรค ก็น้ำเน่า แล้วมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล

“ผมว่าเรามองไปข้างหน้าดีกว่า ผมว่าเราแข่งกันเรื่องความจริงก็เหนื่อยอยู่แล้วนะครับ ความจริงที่เป็นปัญหาของประเทศ ปัญหาของประชาชน คุยกับอาจารย์ก็ไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว ตั้งแต่เรื่องเทคโนโลยี สังคมสูงวัย ภาวะความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แค่เอาเรื่องความจริงมาแข่งกันนี่ผมว่าเหนื่อยหนักหนาสาหัสแล้ว เราเอาเรื่องข่าวปดมดเท็จออกไปจากการเมืองกันเถอะนะครับ เริ่มต้นกันตั้งแต่วันนี้แหละครับ ไหนๆ ก็มีคนอยากจะเล่นแบบเก่าแบบนี้แล้ว ผมว่าเดี๋ยวเราต้องช่วยกันจัดการว่าเราไม่เอาการเมืองแบบนี้”





บทความอื่นๆ