บทความ

“อภิสิทธิ์” ให้สัมภาษณ์รายการ 101 
22 พ.ย. 2560

“อภิสิทธิ์” ให้สัมภาษณ์รายการ 101 

(22 พฤศจิกายน 2560) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101   

คำต่อคำ  

ไปทำอะไรกับคุณอเนก เหล่าธรรมทัศน์มา 
“พอสมควรนะครับเพราะเขาก็ให้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง ก็มีนักการเมืองอีกหลายคนนะครับ (มีคุณสุวัจน์ ด้วยใช่มั้ย) ใช่ครับ แต่ไม่ได้พร้อมกันนะครับ คนละช่วงเวลา ก็อธิบายนิดนึง คณะกรรมการของ ดร.เอนก เป็นคณะกรรมการตามกฎหมาย แล้วก็ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหน้าที่ในการนำเสนอเรื่องของการปฏิรูปการเมือง แล้วก็มีเวลาที่จะต้องทำแผนปฏิรูปด้านการเมืองนี้ ถึงวันที่ ๒๔ ธ.ค. ก็จะส่งงานให้กับคณะกรรมการชุดใหญ่ตามกฎหมาย กรอบที่เขาใช้นี้ก็ถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญ กับตัวกฎหมายปฏิรูปเพราะฉะนั้นก็จะขอความเห็นในกรอบเหล่านี้ ซึ่งเขาก็มาแปลงเป็นจุดที่เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ เช่นการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม เรื่องกระจายอำนาจ เรื่องการมีรัฐธรรมาธิปไตย แล้วก็เรื่องของการมีกลไกแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี มีเรื่องของวัฒนธรรมทางการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะฉะนั้นก็จะค่อนข้างกว้างนะครับ หลายเรื่องที่ผมบอกว่ามันไปอยู่ในกฎหมายเสียแล้ว เช่นระบบเลือกตั้งเรื่อง ก็ไม่ต้องพูดแล้วก็ถือว่าก็เดินตามนั้น แต่ว่าเรื่องที่ผมให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือผมบอกว่า จริงๆ การปฏิรูปการเมืองของเราในขั้นต่อไป สิ่งที่คนคาดหวัง คือไม่อยากให้กลับไปสู่ปัญหาเดิมๆ ปัญหาเดิมๆ ถ้าไปถามคนส่วนใหญ่ว่า ที่ไม่อยากเห็นคืออะไร ๑.ทุจริต คอร์รัปชั่น ๒. การขัดแย้ง จนทะเลาะแบะแว้ง จนกระทั่งในที่สุดก็มาจบลงแบบที่อยู่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นผมก็บอกว่าส่วนหนึ่ง ผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญ ร่างกฎหมายก็พยายามออกแบบระบบการเมืองในเชิงโครงสร้าง เพื่อที่จะหวังว่าจะแก้ปัญหานี้ แต่ผมก็บอกว่าความจริงประเทศไทยลองมาเยอะแล้ว กฎหมายเชิงโครงสร้าง สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่าไม่ประสบผลสำเร็จเลยก็คือปัญหาในเชิงของ พฤติกรรม และวัฒนธรรมทางการเมืองมากกว่า เพราะฉะนั้นก็อยากให้ผู้ที่ทำ แผนปฏิรูปตรงนี้ได้คิดถึงตรงนี้ให้มาก เพราะว่าถ้ายังไปเน้นอยู่ที่จุดของเรื่องของบรรดากฎระเบียบอะไรต่างๆ นี้ มันคงไม่ใช่ สิ่งที่จะทำให้ตรงนี้เกิดขึ้นได้ เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองนี้ ก็ต้องได้ความร่วมมือทั้งจากนักการเมือง ซึ่งเป็นผู้เล่น แล้วก็จากสังคมในวงกว้างด้วยนะครับ เพราะว่าลำพังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ไม่เพียงพอ 

ผมก็บอกว่า … ถึงเวลาแล้วก็เคาะระฆังแล้วก็บอก ไปเลือกตั้ง ฉะนั้นถ้าเราอยากจะบอกว่าหลังเลือกตั้งเราไม่ต้องการเห็นความรุนแรงในการแข่งขันทางการเมือง เรา ... ทุจริต คอร์รัปชั่น ใช้อำนาจอะไรก็แล้วแต่ในทางไม่ชอบ ไม่ยอมรับการตรวจสอบ ไม่อะไรต่างๆ คือถ้าเราไม่อยากเห็นอะไรแบบนั้น เราก็ต้องทำให้เห็นว่าแล้วเราอยากเห็นแบบไหน ถ้าเราอยากเห็นแบบไหน ก็ทำไมไม่ค่อยๆ เริ่มตอนนี้ ยกตัวอย่างเช่น ผมก็บอกว่า เถียงกันอยู่นี่ เรื่องปลดล็อคนี้ ผมก็รำคาญมาก คุยกันในนี้หลายครั้งแล้ว บอกผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมาเถียงกันว่าปลด ทำไมไม่มาพูดกันว่า พรรคการเมืองไปทำอย่างนี้สิ แล้วก็ตอนนี้อย่าเพิ่งทำเรื่องนี้ ยกตัวอย่างนะครับ เช่น กลัวเรื่องความมั่นคง พรรคการเมืองก็อย่าเพิ่งไปจัดเวทีปราศรัย พรรคการเมืองก็อย่าเพิ่งไปอะไรต่างๆ แต่พรรคการเมืองนี้ควรจะคิดถึงการแก้ปัญหาของประเทศ อ้าว คุณประชุมเรื่องนโยบายได้ ไปศึกษา ควรจะให้เขาประชุมด้วยนะ ศึกษา เริ่มเสนอแนวทางการแก้ปัญหา ต่างๆ เพื่อที่จะให้เห็นว่านี่ไง กระบวนการการเมืองนี้มันต้องมุ่งไปสู่จุดของการแก้ปัญหาของบ้านเมือง ของประเทศ อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็เรื่องที่เป็นเรื่องธรรมาภิบาล ธรรมาธิปัตย์ หรือจะใช้คำว่า อะไรก็แล้วแต่ อะไรที่ภาวะในขณะนี้ทำได้ก็ควรทำให้เห็น ไม่อยากมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่อยากเห็นพฤติกรรมหลายอย่าง ที่เราว่าว่า นักการเมือง พรรคการเมืองในอดีตทำ คนที่มีอำนาจ และใช้อำนาจในขณะนี้ ต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง อย่าทำเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเสียเอง อย่าทำเรื่องอะไร คือมันจะได้ทำให้ประชาชน เริ่มมาสร้างบรรทัดฐานค่านิยมของสังคมว่า การเมืองแบบไหนล่ะที่ทุกคนจะยอมรับ การเมืองแบบไหนที่สังคมบอกว่า อย่างนี้ต้องตรวจสอบ ต้องขจัดไป ผมเลยยกตัวอย่างนะ การเมืองในโลกตะวันตก ตอนนี้ … เจอไปหลายประเทศหลายคนแล้วเห็นมั้ยครับ ถามว่าเรื่องกฎหมาย เป็นเรื่องโครงสร้างมั้ย เป็นเรื่อง โอ้โห มาตรการจะไปขึ้นศาลกันแล้วมั้ย – ไม่ใช่ครับ แต่ในที่สุดถึงจุดนึงสังคมเขาบอกพฤติกรรมที่เรา … สมควรที่จะดำรงตำแหน่งอยู่ในการเป็นบุคคลสาธารณะต่อไป สุดท้ายเห็นมั้ยครับ ในที่สุดมีลาออก มีการปลด อะไรก็แล้วแต่ โดยการดำเนินการโดยพรรคการเมือง หรือโดยสภาในการสอบ แล้วมันก็จะเป็นบรรทัดฐานต่อไป ผมบอกนี่ ที่สังคมไทยขาดตอนนี้คือกลไกแบบนี้ แต่ว่าถ้าเราไปเขียนบอก ใครมีเรื่องแบบนี้ขอให้ไปร้องคณะกรรมการก็บอกได้เลยว่า ถ้าอย่างนั้นพอเกิดเรื่องปั๊บ ท้ากันแล้ว คุณฟ้องกรรมการสิ กรรมการก็สอบ ไม่รู้นานเท่าไหร่ แล้วก็หายไป ที่ชี้ให้เห็นนี้ อย่างเรื่องการคุกคามทางเพศ จะเห็นว่าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภาครัฐ ที่เป็นเรื่องเป็นราวในต่างประเทศ ฮอลลีวู้ด ต่างประเทศ วงการสื่อก็มีเห็นมั้ย ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เวลาที่มันมีกฎระเบียบของบริษัท ถ้าเป็นต่างประเทศเขาบอก ไปโน่น แผนกบุคคล แผนก HR ถามว่าในที่สุดสำเร็จมั้ยครับ ก็ไม่สำเร็จ เพราะนี่พอมีกฎ มีกติกา มีโครงสร้างอะไร แล้วพอวันดีคืนดีวันนี้จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม อาจจะเป็นผู้ที่เป็นเหยื่อกล้าที่จะร้อง กล้าที่จะแสดงตัวขึ้นมา สังคมส่งเสียงดังขึ้นมาว่า พฤติกรรมนี้นะ คุณอาจจะบอก ๑๐ – ๒๐ – ๓๐ ปีที่แล้ว เฮ้ย เป็นเรื่องแปลกอะไร แต่วันนี้จะไม่ยอมรับแล้ว มันก็กลายเป็นการเปลี่ยนแปลง เป็นการปฏิรูปไปในตัว ผมก็เลยเอาตัวอย่างแบบนี้ครับ ไปยกให้เห็นว่า วันนี้น่าจะคิดถึงการสร้างค่านิยมใหม่ๆ อะไรแบบนี้ เพื่อที่จะเป็นตัว … 

… อย่างสมมติว่า การเลือกตั้งนี้นะครับ ต่อไปเจอปัญหา Fake News ข่าวปด จะแก้กันอย่างไร ถ้าบอกให้ รอ กกต. ไปร่าง แต่ถ้าเกิดเราบอกว่า เชิญพรรคการเมือง เชิญสื่อ เชิญผู้ประกอบการออนไลน์มานั่งคุยกันซิบอก ถ้าเราเจอ เวลานี้เราก็เจออยู่แล้วนะ นี่ขนาดยังไม่เลือกตั้งผมก็โดนไปหลายเรื่อง ข่าวปดทางออนไลน์นี่ พวกคุณก็คงได้คลิป ได้อะไรนี่นะครับ ของปลอมทั้งนั้น ผมก็บอกว่า ถ้ามานั่งด้วยกัน แล้วเสร็จแล้วคราวนี้มันจะคุยกันแล้ว แต่ว่าถ้าเกิดเรารอให้เรื่อง เกิด พอเกิดกับผม ฝ่ายตรงข้ามเขาก็ไม่เดือดร้อน เผลอๆ เขาทำหรือเปล่าผมก็ยังไม่ทราบ แต่ว่าถ้ามานั่งคุยกันในเรื่องแบบนี้ เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นกับใครโดยใคร เราก็จะมานั่งคุยกันแล้วบอกถ้ามีเรื่องแบบนี้ ทางออกคืออะไร เราจะให้ กกต. ทำอย่างไร ผู้เล่นจะตกลงกันอย่างไรว่า ไม่ทำให้สภาพของการหาเสียงนี้นำไปสู่การเอาความเท็จมาโยนใส่กันทางออนไลน์ อย่างนี้เป็นต้น ผมก็เลยบอกว่า ๓ ปีกว่าที่ผ่านมาที่ทำเรื่องปฏิรูปบ้าง เรื่องอะไรบ้าง ผมยังไม่เคยเห็น ความพยายามที่จะให้ผู้เกี่ยวข้องมาพูดคุยแบบเป็นเรื่องเป็นราว … 

… ผมไปให้ความเห็นวันนี้ ผมก็ยังรู้แต่ความเห็นผม และผมก็จะไปรู้ข้อสรุปอีกทีก็ตอนคณะกรรมการเขาทำเสร็จแล้ว ผมบอกผมไม่รู้หรอกว่าคุณสุวัจน์เสนออะไร คุณอนุทินเสนออะไร คุณนิกรเสนออะไร แล้วสำคัญกว่านั้นคือผมไม่มีโอกาสแลกเปลี่ยนกันเลยว่า ที่คุณเสนออย่างนี้ ทำไมผมก็คิดเหมือนกัน หรือทำไมคิดไม่เหมือนกัน ผมว่าถ้าเราไม่มีพื้นที่ตรงนี้ แล้วไม่ใช่จำกัดเฉพาะนักการเมืองนะครับ เราไปถึงเรื่อง NGO และรู้สึกขณะนี้ก็มีความอึดอัดมากขึ้นใช่มั้ยในเรื่องพื้นที่ของการแสดงออก ในเรื่องของการที่อยากจะขับเคลื่อนการปฏิรูป ผมว่าตรงโน้นมันไม่เกิดขึ้นเลย ผมว่าเราเปลี่ยนแปลงอะไรยาก ก็เสนอประเด็นแบบนี้ไปครับ” 

เสียงตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง 

“คือท่านก็รับฟังไงครับ และประมวลเอาไว้ ผมก็ไม่ทราบว่า ท่านจะพิจารณาอย่างไรต่อไป ผมก็ไม่ได้ไปก้าวล่วงตรงนั้นครับแต่ว่า ในช่วงเวลาประมาณสักครึ่งชั่วโมงสุดท้าย ก็จะมี อาจจะสอบถามความเห็นผมว่าอยากให้ขยายความตรงนั้น อยากให้ให้ความเห็นต่อประเด็นที่มีการนำเสนอแบบนี้อะไรอย่างนี้ ผมไม่อยู่ในฐานะที่จะไปทราบว่าข้อสรุปนี้คืออะไร เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับผมอย่างไร” 

ในฐานะที่ถูกเชิญไปนี้ คาดหวังอะไรบ้าง 

“ผมบอกกับคณะกรรมการเขาตรงๆ ว่าผมเอง ผมก็หนักใจ คำว่าหนักใจก็คือ ประการที่ ๑ ที่ผมคุยในรายการนี้จนคนฟังอาจจะเบื่อแล้วว่า การปฏิรูปนี้มันยังไม่มีวิสัยทัศน์หรือทิศทางที่ชัดเจน และผมก็วันนี้ยังถาม บอกว่า ตามโครงสร้างของกฎหมายปฏิรูป มันมีการปฏิรูปหลายเรื่องมาก เขายังมีสิ่งที่เรียกว่าที่ประชุมร่วมเลย เพื่อให้ประธานคณะกรรมการปฏิรูปหลายๆ ด้านนี้มาคุยกัน จะได้ไปทิศทางเดียวกันไงครับว่า ตกลงคือ ปฏิรูปคือกระจายอำนาจหรือเปล่า ปฏิรูปคือการลดอำนาจรัฐมั้ย อะไรอย่างนี้แต่ว่าถ้าเกิดบอก ทางนี้ทำไป กระบวนการปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมก็ทำไป การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินก็ทำไป มันอาจจะไม่สอดรับกัน ผมก็มีความหนักใจเรื่องนี้

 … อันที่ ๒ ที่ผมหนักใจก็คือว่า … จะเสนอสิ่งที่ปัจจุบันก็ถือว่ามันคงแก้ไม่ได้แล้ว เพราะว่าไปเขียนในรัฐธรรมนูญเสียล้ว ไปเขียนในกฎหมายพรรคการเมืองเสียแล้ว … ที่ที่จะสามารถเคลื่อนไปได้มันถูกจำกัดโดยกรอบ ผมก็เลยบอกว่าพลิกให้มันเป็นโอกาส แล้วก็เลิกคิดเรื่องบรรดากฎหมาย เลิกคิดเรื่องโครงสร้าง หันมาเน้นเรื่องการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่กันดีกว่า” 

จะต้องทำเรื่องนี้อย่างไร เพราะวัฒนธรรมนั้นมันไม่ใช่สร้างเพียงชั่วข้ามคืน 

“ถูกต้องครับ ก็เพราะมันเป็นอย่างนั้น มันถึงต้องรีบเริ่ม และผมก็บอกว่ามันก็คงต้องเริ่มต้นจากการหยิบเอาประเด็นต่างๆ มาพูดแบบตรงไปตรงมา เช่น ปัญหาความรุนแรงทางการเมือง ตั้งเป็นหัวข้อไปเลย ความรุนแรงในการเลือกตั้ง ความรุนแรงในการประท้วง ความรุนแรงที่มีการใช้โดยอำนาจรัฐบ้าง อำนาจรัฐแฝงบ้างอะไรบ้าง มาคุยกับผู้เกี่ยวข้องซิว่า จะมาลดความรุนแรงกันตรงนี้อย่างไร จำกัดขอบเขตของการเผชิญหน้าอย่างไรเพื่อไม่ให้ลุกลามไปสู่ตรงนั้น อย่างนี้เป็นต้น ความรับผิดชอบทางการเมือง การสร้างบรรทัดฐาน มาตรฐานจริยธรรม จะเอากันอย่างไร เราอยากจะให้เป็นเรื่องที่ต้องไปฟ้องร้องกันถึงศาล หรือเราอยากให้เป็นเรื่องที่ไปร้องกันไปร้องกันมา ปปช. คณะกรรมการ หรือเราอยากบอกว่า ต่อไปนี้เรามาช่วยกันนะ เรามองแล้วว่าที่การเมืองไทยมันติดหล่มอยู่อย่างนี้ เพราะตัวเราเองนะ อันนี้พูดถึงนักการเมืองก่อน มันต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มันต้องเปลี่ยนวิถี มาแลกเปลี่ยนกัน เอาละ ผมไม่คาดหวังหรอกว่า อยู่ดีๆ มานั่งรวมกันหมดแล้วทุกคนบอก อ๋อ ใช่ เหมือนกันหมด ไม่ใช่หรอก แตผมเชื่อว่าหลายเรื่องมีจุดร่วม และเรื่องไหนที่ยังเห็นต่าง อย่างน้อยพอเข้าใจเหตุผลของแต่ละฝ่าย ของกันและกันบ้าง ไม่น่าจะอะไรเสียหายหรอกครับ” 

ใครควรจะเป็นผู้เริ่ม 

“คือตอนนี้ท่านคณะกรรมการทั้งหลายตามกฎหมายท่านก็เป็นเจ้าภาพอยู่แล้ว ท่านเป็นคนหนึ่งที่ริเริ่มได้ ส่วนท่านจะทำหรือไม่ ก็คงอยู่ที่ท่าน ส่วนถ้าจะให้การเมือง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มนั้นผมว่ามันจะยาก ยากใช่มั้ยครับ ถ้าผมบอกผมจะตั้งตัวเป็นเจ้าภาพ พรรคการเมืองเขาก็จะบอกว่า อ้าว แล้วทำไมคุณถึงเป็นเจ้าภาพล่ะ แล้วมันเป็นคู่แข่งขันอะไรกัน ตอนนี้ไงครับ มันเป็นโอกาสที่ผมบอกว่า พลิกความไม่ปกติ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ก็ขณะนี้เราบอกว่าเรามีคนที่มาดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่บอกว่าไม่ใช่นักการเมือง ไม่อยากเป็นนักการเมือง ถ้าในอนาคตผมไม่ทราบนะ ปัจจุบันไม่ได้เป็นนักการเมืองนี่ ก็ทำเวทีให้คนมาคุยกันเรื่องแบบนี้ ผมว่าน่าจะได้นะครับ” 

เพราะอยากเป็นนักการเมืองก็เลยไม่ทำ 

“อยากเป็นก็ควรจะมาคุยด้วย ก็เขาต้องเป็นคนหนึ่งที่จะต้องสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่เหมือนกัน ถูกมั้ยครับ” 

แล้วภาคประชาชนทำอะไรได้บ้าง

 “ภาคประชาชนผมว่าเขาก็อยากได้ตรงนี้เหมือนกัน แต่ขณะนี้ทุกคนมันอยู่ในภาวะซึ่งมัน คือผมก็ว่ามันแปลกก็คือ เหมือนบางคนก็เลยบอก ไม่เอาแล้ว รอเลือกตั้ง อย่างบางคนก็บอกว่าอยู่กันไปอย่างนี้เรื่อยๆ ก็แล้วกัน อะไรอย่างนี้ ซึ่งมันไม่สามารถทำให้บ้านเมืองเดินหน้าได้” 

อยู่กันไปอย่างนี้ เดี๋ยวเลือกตั้งก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมเหรอ

 “คือขณะนี้ที่คนกลัวก็คือมันจะเป็นอย่างนั้นไง แต่ขณะเดียวกันผมก็ยังไม่เห็นความพยายามอย่างจริงจัง ในการที่จะบอกว่า ถ้าจะไม่ให้มันเหมือนเดิม เราจะต้องมาช่วยกันทำอะไร ถามว่าช่วยกันทำอะไร นึกออกมั้ยครับ” รอดูใช่มั้ยว่าใครจะกล้าเสนอตัวเป็นเจ้าภาพใช่หรือไม่ 

“ความจริง ง่ายที่สุด ต้องเป็นคนที่เขามีสถานะ มีอำนาจตอนนี้”

 นายกฯ เหรอ 

“ก็ หัวหน้า คสช. นายกฯ ผมไม่ทราบ สนช. ผมว่ามีคนตั้งเยอะแยะ ที่สามารถที่จะมีสถานะ และมีอำนาจในปัจจุบัน ที่จะมา คือแหวกวงล้อมที่มีการสร้างขึ้นมาตอนนี้ ผมยืนยันว่าถ้ายึดติดกันอยู่ กับการบอกว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวกรรมการปฏิรูปเสนอแผนปฏิรูปมา คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เสนอยุทธศาสตร์ชาติมา ผมก็ถาม ๒ ท่านนี้ คิดว่า มันจะสร้างความตื่นตัวไปสู่การมีวัฒนธรรมใหม่ทางการเมือง หรือทางด้านอื่นๆ ได้ไหม วันนี้ผมยังพูดในที่ประชุมเลยบอกว่า ผมกล้าท้าเลยนะครับวันนี้ ที่บอกว่ามีการปฏิรูปกันอยู่กี่ด้านก็แล้วแต่นะ บางทีก็ ๑๑ บางทีก็ ๒๐ กว่า บางทีก็อะไร ไปถามประชาชนสิว่า ทราบมั้ยว่าขณะนี้ที่บอก สมมตินะ ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปอย่างไร จากสภาพปัญหาที่มันจะเรียกว่าหมักหมมมาส่วนหนึ่ง จะเดินกันอย่างไร ปฏิรูปตำรวจทราบมั้ยเขาจะทำอะไร ปฏิรูปการเมืองก็เหมือนกัน ปฏิรูปสื่อก็เหมือนกัน ปฏิรูป ระบบราชการก็เหมือนกัน ปฏิรูปท้องถิ่นก็เหมือนกัน ดูสิครับ ปฏิรูปท้องถิ่นนี่รูปธรรม ตอนนี้กลายเป็นมาถกเถียงแค่ว่า จะเลือกตั้งเมื่อไหร่ แล้วตกลงที่บอกจะปฏิรูปท้องถิ่นตอนนี้ไปไหนแล้วครับ เดิมมีการพูดบอกว่า เอ๊ะ จะเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดมั้ย จะมีจังหวัดจัดการตนเองมั้ย วันนี้กลับกลายเป็นบอกว่า สงสัยถ้าจะเลือกตั้ง เลือก อบจ. ไปก่อนก็แล้วกัน แล้วก็ที่คนกังวลเรื่องการกระจายอำนาจพูดมาเรื่องท้องถิ่นมีการทุจริต มีอะไรต่างๆ ซึ่งก็จะไปเหมารวมหมดก็ไม่ได้ แต่ผมก็ไม่เห็นว่าจะมีความพยายามที่จะผลักดันกฎหมาย ซึ่งสมัยสภาชุดก่อนนี้ พวกผมก็พยายามผลักดันก็คือออกกฎหมายที่เป็นตัวบอกว่า ธรรมาภิบาลในท้องถิ่นมันควรจะเป็นอย่างไร ถ้าท้องถิ่นอยากจะทำโครงการ ต้องมีวิธีการรับฟังความเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างไร ถ้าท้องถิ่นจะอนุมัติงบประมาณต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างไร ถ้าท้องถิ่นไปทำการจัดซื้อจัดจ้างจะต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างไร ให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่ามันมีประสิทธิภาพที่สุดแล้ว มันสุจริต มันไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน กฎหมายนี้พรรคฯ เคยนำเสนอต่อสภา แต่ว่ายังไม่สามารถผ่านออกมาได้” 

มันเยอะด้านจนประชาชนหลงทางเหมือนกัน 

“ก็ไม่เชิงหลงทางหรอกครับ ยืนงงอยู่กับที่ เพราะไม่รู้จะเดินอย่างไร”

 เรื่อง พรบ.คอมฯ จัดการกับการเสนอข้อมูลบิดเบือน หรือข่าวปด 

“แต่ผมไม่ได้พูดเรื่อง พรบ.คอม เลยนะ ผมพูดแต่บอกว่า ปัญหาข่าวปด ข่าวเท็จ แล้ววนเวียนกันอยู่จะทำอย่างไร” 

ควรจะนำไปใส่ใน พรบ.คอม อย่างไรดี เพื่อจัดการกับ Fake News 

“อย่างนี้ครับ ผมนี้จะยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมเลย ผมนี่โดนอยู่นะ มีคนที่เผยแพร่คลิปตัดต่อ หลายคนผมก็เชื่อว่ารู้ แต่ว่าก็อยากจะส่ง แล้วก็เคยสืบสาวราวเรื่องมาแล้ว ต้นตอคลิปนี้ส่งมาจากไหน อย่างไร กองพิสูจน์หลักฐานเคยพิสูจน์ไปแล้ว แต่ก็ส่งกันต่ออยู่นี่ ก็มีคนมาบอกผมว่า เฮ้ย คุณทนอยู่ได้อย่างไร ทำไมคุณไม่ไปดำเนินคดี ผมก็บอกว่า ๑. ถ้าถามว่าผมจะดำเนินคดี จะฟ้องนี้ ผมจะไปฟ้องใคร เพราะว่าผมไปเห็น หรือเพื่อนผมไปเห็นมา มันส่งต่อมาทั้งนั้น ผมยังไม่รู้เลยว่าคนแรกที่ส่งอยู่ที่ไหน (ต้นฉบับเป็นใคร) ต้นฉบับหมายถึงว่ารอบนี้นะ ที่ส่งกันมานี้เป็นใคร ถ้าผมไปแจ้งความให้ตำรวจดำเนินคดี ผมก็กลัวว่าบางทีตำรวจไปเล่นงานเพื่อนผมที่มันส่งต่อให้คนของผม เพื่อช่วยดูหน่อยซิ ว่าจะแก้อย่างไร เพราะอะไรครับ กฎหมายไม่สามารถที่จะไปแยกได้ว่าคุณส่งนี้เจตนาอะไร ครั้นจะไปบอกว่า ก็ดูสิ คือเขาส่งมาเพื่อให้ตรวจสอบ เดี๋ยวนี้ก็มีพวกศรีธนนชัยอยู่ ที่ผมเห็นเป็นคนที่ตั้งใจทำร้ายผม ตอนหลังพอเริ่มๆ มีการพูดเรื่องกฎหมายก็จะใช้ ช่วยตรวจสอบหน่อยนะ เพราะฉะนั้นเรื่องกฎหมายมันไม่ง่ายหรอก แต่ผมยังยกตัวอย่างว่า เราลองคิดในเชิงแนวปฏิบัติ สมมติว่าโดยเฉพาะการเลือกตั้ง ผมก็บอกเสนอว่า สมมติว่าในการเลือกตั้ง กกต.จะบอกว่า กกต. เปิดเวปไซต์เฉพาะเพื่อจัดการกับเรื่องนี้ วิธีจัดการกับเรื่องนี้คือใครที่เห็นว่าไปเจอข่าวปดเกี่ยวกับตัวเองสามารถแจ้งและส่งหลักฐานคำชี้แจง ข้อเท็จจริงที่บอกว่าตัวนี้มันเท็จ มาแล้ว กกต.ต้องเอาไปใส่อยู่ในเวปนี้ แล้วคุณตัดสินใจเอาเอง ถ้าคุณคิดว่า คนเห็นไม่เยอะ ไม่อยากจะให้คนเห็นเยอะ คุณจะไม่ยุ่งกับมันก็ปล่อยไป ถ้าคุณเห็นว่ามันเยอะ แล้วมันควรจะมีคำชี้แจงที่เป็นทางการ แล้วมันไม่รู้จะเห็นอย่างไร เอาไปขึ้นตรงนี้ เอาไปขึ้นตรงนี้ในที่สุด ทุกฝ่ายไปเอาขึ้น พอทุกฝ่ายเอาขึ้น มันจะเป็นเวทีที่จะทำให้คนที่อยากรู้ข้อเท็จจริงได้เห็นข้อมูลทุกฝ่าย ถูกมั้ยครับ เพราะว่าเอาอย่างนี้ สมมติว่า ถ้าเราไม่มีอะไรตรงกลางแบบนี้ ผมก็จะบอกให้ว่า ส่วนใหญ่คลิปที่มาโจมตี คุณวารินทร์นี่นะ สมมติคุณเกณฑ์สิทธิ์ คุณวารินทร์อยู่คนละฝ่าย ฝ่ายคุณเกณฑ์สิทธิ์ ไปทำคลิปโจมตีคุณวารินทร์ มันก็จะเผยแพร่ไปทั่ว พอคุณวารินทร์ชี้แจง ผมรับรองได้ว่าคนที่อ่านของคุณวารินทร์ ส่วนใหญ่คือคนที่อยู่ฝ่ายคุณวารินทร์อยู่แล้ว ซึ่งก็อาจไม่ได้เชื่อตั้งแต่แรกอย่างนี้เป็นต้น และในทางกลับกัน ก็เช่นเดียวกัน แต่ว่าถ้ามมันหาทางว่า ในการเลือกตั้ง กกต.รับผิดชอบ มีเวทีกลางตรงนี้ เอาละทีนี้ไม่ว่าจะโดน คุณเกณฑ์สิทธิ์ หรือคุณวารินทร์ โดนโจมตี มีสิทธิ์ไปชี้แจง ผมว่าหลายคนต้องเข้าไปดู สื่อก็เป็นสื่อที่สามารถเข้าไปดูได้หมด สื่อมวลชนทั้งหลาย แล้วก็ต้องรายงานทั้งข้อมูลให้ครบถ้วน นี่ผมยกตตัวอย่าง ผมไม่ใช่ว่านี่เป็นคำตอบที่ดีที่สุดนะ ผมก็ยกเป็นตัวอย่างว่า ลองคิดอะไรกันแบบนี้มั้ย ว่า เออ ต่อไปเราจะปฏิบัติกันแบบนี้ แต่ถ้าเราคิดแค่เพียงว่าเอากฎหมายคอมพิวเตอร์เข้ามา ไปแจ้งความสิ ให้ กกต.สอบ ชี้แจงสิ เหมือนเรื่องนโยบาย ที่บอกว่าจะป้องกันนโยบายที่หลอกลวงไม่เป็นจริง ใครจะวินิจฉัย แต่ถ้าเราสามารถทำให้คนที่มีข้อมูลทุกด้าน สามารถเอาข้อมูลมานำเสนอกับประชาชนได้ มีพื้นที่ให้ประชาชนเห็น มันเป็นหลักประกันที่ดีที่สุด ประเทศ สังคมต่างๆ ที่เขาเป็นประชาธิปไตย เขาก็ต้องใช้วิธีนี้กันทั้งนั้น” 

ทิ้งท้ายเรื่อง ครม. ลุ้นมั้ย ตำแหน่งไหนปรับเข้าปรับออก 

“ไม่ลุ้นเรื่องคนเรื่องตำแหน่งครับ ลุ้นว่าทำอย่างไร รัฐบาล ครม.ใหม่ จะมาปรับปรุงงานโดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจให้มันดีขึ้นครับ



บทความอื่นๆ