บทความ

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 4 ธันวาคม 2560
04 ธ.ค. 2560

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 4 ธันวาคม 2560


(4 ธันวาคม 2560) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมพูดคุยในรายการ ต้องถาม ทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ ดำเนินรายการโดย อาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

คำต่อคำ
ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ได้เสียชีวิตอย่างกระทันหัน ขณะที่คุณอภิสิทธิ์อยู่ที่ประเทศจีน คุณอภิสิทธิ์มีความรู้สึกอย่างไร ทันทีที่ได้รับข่าวที่ประเทศจีน

“ผมอยู่ในระหว่างการเดินทางที่ประเทศจีน กำลังดูงานอยู่ที่โรงงานผลิตเครื่องบินแอร์บัส ประกอบเครื่องบินแอร์บัส ที่เมืองเทียนจิน ก็ได้รับโทรศัพท์จากสมาชิกพรรคฯ ซึ่งเคยเป็นประธานสาขาพรรคฯ อยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ผมก็รับโทรศัพท์แล้วก็บอกว่า ผมอยู่จีนนะ เหมือนที่เรามักจะทำเวลาอยู่ต่างประเทศ เขาก็บอกมีเรื่องด่วนว่า ดร.สุรินทร์ เสียชีวิตแล้ว ผมก็พยายามจะไม่เชื่อหูตัวเองนะ แล้วก็ถามเขาบอก ดร.สุรินทร์ไหน ก็บอก ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ก็บอกท่านเป็นอะไรเสียล่ะครับ เขาใช้คำว่าเป็นลม ผมก็เลยยิ่งบอก เอ๊ะ มันเป็นไปได้เหรอ แต่ว่าเขาก็ยืนยันนะครับ และผมก็ทราบว่าเขาก็มีความใกล้ชิด ดร.สุรินทร์ พอสมควร แต่พอวางหูไปก็ยังไม่เชื่อนะ ผมก็ยัง งงๆ อยู่ แล้วยังบอกกับผู้ที่ร่วมเดินทางไปด้วย เอ๊ะ ใครสามารถตรวจสอบข่าวได้ ตรวจสอบให้หน่อย ก็ปรากฎว่าก็เป็นเรื่องจริง ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนก็ตกใจมากในคณะ

แล้วก็คือตกใจ แล้วก็เสียใจ แล้วเราก็รู้สึกว่าเป็นความสูญเสียที่สำคัญ ไม่ใช่เฉพาะสำหรับพวกเราที่รู้จักท่าน หรือในพรรคประชาธิปัตย์ แต่ว่าท่านเป็นบุคคลที่มีบทบาท ผมก็ใช้คำว่าระดับสากล แล้วก็เป็นที่ยอมรับในแง่ของความคิด ความอ่าน รวมทั้งยังเป็นคนที่มีความกระตือรือร้นในการเคลื่อนไหวที่จะผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทุกระดับ เพราะฉะนั้นก็เป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ผมก็เขียนข้อความทันทีว่า ตกใจ เสียใจ แล้วก็บอกว่าเป็นความสูญเสีย ทั้งบุคคลที่มีความสามารถ แล้วก็ที่สำคัญด้วยก็คือ ที่มีความมั่นคงในเรื่องของอุดมการณ์

แล้วก็เสียดาย เพราะว่าโดยธรรมเนียม เขาก็จะต้องจัดการพิธีต่างๆ ภายใน 24 ชั่วโมง ผมก็ไม่มีทางเดินทางกลับมาได้ วันนั้นก็ไม่ได้อยู่ปักกิ่งด้วยนะครับ ก็เลยไม่ได้มีโอกาสไปร่วมงาน ได้แต่สื่อสาร แสดงความเสียใจกับผู้ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ผ่านทางอินเทอร์เน็ตมา”

ดร.สุรินทร์ มีความสัมพันธ์กับพรรคประชาธิปัตย์มากน้อยแค่ไหน
“ความสัมพันธ์นี้ต้องบอกว่า ลึกซึ้ง ยาวนาน ต่อเนื่อง คำว่าลึกซึ้ง ยาวนาน ต่อเนื่องนี้ก็เพราะว่าผมเอง ผมเข้ามาทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์ ก็ 25 ปีแล้ว แต่ว่า ดร.สุรินทร์นั้นเป็นนักการเมืองที่ผมติดตามมาตั้งแต่ก่อนผมเข้ามาการเมือง เป็น 1 ในตัวอย่างของบุคคลที่เวลาคนมาถามผมในขณะนั้นว่าในบรรดานักการเมือง เมื่อคุณเข้ามาแล้ว คุณเห็นว่าแบบอย่างที่ดีหรืออยากจะทำงานการเมืองแบบไหนอย่างไร ชื่อของ ดร.สุรินทร์ จะเป็นชื่อที่ผมเอ่ยอยู่เสมอ

ผมยังจำได้ว่าเมื่อปี 2535 ในช่วงพฤษภาทมิฬ ผมเป็น ส.ส.สมัยแรก ผมจะนั่งรถไปกับท่าน ท่านจะขับรถแล้วเราก็ไปดูเรื่องของการชุมนุม บางทีก็ไปปราศรัยด้วย อะไรด้วย อยู่ด้วยกัน แล้วก็ช่วงนั้น เนื่องจากพอผมได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. คนเดียวของประชาธิปัตย์ในกรุงเทพฯ สื่อก็ให้ความสนใจอะไรเยอะ แล้วท่านก็ไปอ่าน เวลาผมให้สัมภาษณ์ก็ให้สัมภาษณ์แบบนี้ว่า ดร.สุรินทร์นี้คือคนหนึ่งเลยนะ ที่ผมมองเป็นแบบอย่าง ท่านก็จะบอกชอบอกชอบใจ แหมนี่คนดังมาบอกว่าเป็นแบบอย่างอะไรอย่างนี้ คือท่านก็เป็นกันเองมาก

ทีนี้ถามว่าทำไมตั้งแต่ตอนนั้นผมนิยม หรือว่ามีความศรัทธาในตัวท่าน ก็เพราะว่าเป็นแบบอย่างของคนที่ทำงานบนพื้นฐานของความรู้ ความสามารถ อาจารย์ก็คงทราบนะในแวดวงการเมือง การจะก้าวจากการเป็นนักวิชาการ แล้วก็จบมาจากสถาบันการศึกษาที่ดี ระดับต้นๆ ของโลก บางคนอาจจะบอกอันดับ 1 ของโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไปดูภูมิหลังว่ามาจากครอบครัวในชนบท ไม่ใช่ครอบครัวที่มีความร่ำรวยอะไร แล้วก็สามารถที่จะใช้ความรู้ ความสามารถมาถึงจุดนั้น แล้วเสร็จแล้วก็สละอาชีพตรงนั้นมาอยู่บนความเสี่ยงของการทำงานการเมือง หลายคนอาจจะไม่ทราบนะครับว่า เมื่อก่อนนี้การลง ส.ส. ที่นครศรีธรรมราช ไม่ได้แปลว่าจะต้องชนะการเลือกตั้งนะครับ แต่ว่าท่านสามารถที่จะได้รับการยอมรับจากประชาชน แล้วก็เข้ามาทำงานในสภา

แล้วก็ตลอดระยะเวลาที่ทำงานอยู่ในสภา รวมทั้งดำรงตำแหน่งในฝ่ายบริหารที่กระทรวงการต่างประเทศ หรือทำหน้าที่ตรวจสอบในฐานะฝ่ายค้าน ผมว่าคนที่ติดตามบทบาทท่านก็จะเห็นแต่เรื่องดีๆ ทั้งนั้น ไม่เคยปรากฎว่าทำอะไรที่เสียหาย ก็คือพูดง่ายๆ ศัพท์ยังไม่รู้ยังใช้กันอยู่มั้ยสมัยนี้นะว่า นักการเมืองน้ำดี ที่มีความรู้ความสามารถแบบนี้หาได้ยาก

แต่เมื่อกี้ที่อาจารย์ถาม ที่สำคัญด้วยก็คือว่า ที่อาจารย์ถามว่าแล้วสัมพันธ์กับพรรคประชาธิปัตย์แค่ไหน จนถึงวันนี้ หรือจนถึงวันที่ท่านเสีย ท่านก็ยังเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ตอนที่เป็นเลขาอาเซียนก็เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์) เป็นอยู่ครับ ไม่ได้ลาออก แล้วก็หลังจากที่กลับมาจากการดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน ผมก็ไปขอให้ท่านมาช่วยทำงานให้กับมูลนิธิควง ที่เราตั้งสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทยขึ้นมา ท่านก็รับ แล้วก็ได้มีบทบาทสำคัญในการทำให้ตัวสถาบันนั้นมีการทำงานวิจัยในเรื่องนโยบายการศึกษาบ้าง นโยบายเรื่องอื่นๆ บ้าง”

สถาบันนี้เป็น Think Tank ของพรรคประชาธิปัตย์หรือเปล่า
“คือจะบอกของพรรคฯ ก็คงไม่เชิงหรอกครับ แต่ว่ามันก็เป็นคล้ายๆ เหมือนกับที่เขาเรียก Think Tank ในต่างประเทศ ก็คือว่าจะเป็นหน่วยงานที่ทำงานนโยบาย การวิจัยในเชิงวิชาการ แต่จะอิงอยู่กับอุดมการณ์”

หมายความว่าใครจะเอาผลงานวิชาการไปใช้ได้เลย รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ด้วย
“ได้ครับ เผยแพร่เป็นเรื่องปกติ รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ด้วย เพียงแต่ว่าคนที่มาทำงานอยู่ในมูลนิธิ ในสถาบันนี้ก็จะมีแนวคิดอุดมการณ์ในเชิงเสรีนิยมประชาธิปไตย สอดคล้องกับพรรคประชาธิปัตย์

ที่สำคัญครับอาจารย์ ครั้งสุดท้ายที่ผมได้คุยกับ ดร.สุรินทร์ เป็นเรื่องเป็นราวคือนั่งคุยกันระยะเวลาพอสมควร สองต่อสอง ก็คือช่วงที่มีข่าวว่าท่านอยากจะลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผมก็คุยกับท่าน ถามว่า เอ๊ะ เอาจริงแค่ไหนอย่างไร คือน่าสนใจนะครับ คือท่านพูดบอกว่า อยากรู้มั้ยว่า ทำไมผมถึงขยับมาทางนี้ ผมก็บอกว่าผมก็อยากรู้ เพราะว่าคือแม้ว่าผมจะเคยทราบว่าท่านก็สนใจงานเกี่ยวกับงานเกี่ยวกับการบริหารงานเมือง บริหาร กทม. ท่านบอก 2 เรื่องสำคัญ

เรื่องที่ 1 หลายคนก็อาจจะเคยเห็นคลิป ท่านก็มองว่าการปฏิรูปประเทศที่เราพูดกันอยู่เยอะแยะไปหมด ทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องทุจริต คอร์รัปชั่น หรือเรื่องอะไรที่เราเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ๆ คือท่านใช้คำว่า ถ้ากรุงเทพฯ ยังทำไม่ได้ แล้วประเทศไทยจะทำได้หรือ เพราะฉะนั้นก็อยากจะใช้เวทีเล็กนี้ทำให้เห็นว่าจริงๆ การปฏิรูปมันควรจะไปในทิศทางไหนอย่างไร

แต่ประเด็นที่ 2 คือท่านบอกว่าท่านอยากจะพิสูจน์ คือนอกจากที่จะแสดงเจตจำนงที่จะลงสมัครแล้ว ท่านบอกท่านอยากจะผลักดันว่า ถ้า คสช. ยังไม่พร้อมที่จะเลือกตั้งใหญ่ เลือกตั้งท้องถิ่น เลือกตั้ง กทม. ก่อนได้มั้ย ท่านบอกว่าท่านอยากจะพิสูจน์ให้เห็นว่านักการเมืองน้ำดีมันดี และท่านอยากจะให้การแข่งขันในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. นี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ที่ขณะนี้ที่คนมองว่านักการเมืองจากการเลือกตั้งมีแต่เรื่องเลวร้ายทั้งหลายนี้ – ไม่จริง อยากจะพิสูจน์ให้เห็นว่านักการเมืองที่มีความรู้ มีความสามารถ มีอุดมการณ์ มีคุณธรรม มีความเป็นประชาธิปไตยนี่แหละ สามารถที่จะเป็นที่พึ่ง ที่หวัง ของประชาชนได้ อย่างน้อยก็เริ่มต้นจากเวทีของ กทม.

แล้วท่านก็ยังพูดแบบ กึ่งติดตลกกับผมด้วย บอก แต่ถ้าเขาเลือกช้า ผมไม่เอาแล้วนะ เพราะผมก็จะ 70 แล้ว ท่านใช้คำนี้ เพราะฉะนั้นนี่คือที่อาจารย์ถามว่าความสัมพันธ์กับประชาธิปัตย์ ผมถึงใช้คำว่าลึกซึ้ง ยาวนาน และต่อเนื่อง คือท่านไม่เคยไปไหนเลย แล้วก็ยังยืนหยัดในความคิด ก็แบบฉบับของประชาธิปัตย์ด้วย ก็คือเชื่อในเรื่องของระบบที่มีนักการเมืองอาชีพ”

คุณอภิสิทธิ์เคยได้ยิน ดร.สุรินทร์ พูดด้วยหรือไม่ว่า อยากจะทำกรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครของโลก หรือเป็นเมืองที่สัมพันธ์กับโลก
“คือความเป็นสากล ในมุมมองของท่าน ซึ่งทำงานในระดับภูมิภาค ในระดับโลกมาแล้ว แน่นอนที่สุด ท่านก็บอกว่า ถ้ามีโอกาสบริหาร กทม. ก็ไม่อยากจะมอง พอใช้คำว่าท้องถิ่น คนก็จะมองเรื่องเฉพาะ เรื่องเล็กๆ ตรงนั้นตรงนี้ แต่ท่านก็มองเห็นว่า ศักยภาพของกรุงเทพฯ ในบทบาทของความเป็นมหานครที่มีความเป็นสากล และมีบทบาทในทางสากล – ก็ใช่

นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ผมพบท่านนะ แต่ผมเพิ่งทราบเมื่อวานอีกอย่าง ว่า 2 วันก่อนท่านเสียนี้ ท่านอุตส่าห์ร่างนโยบายการต่างประเทศของพรรคประชาธิปัตย์เอาไว้ ผมเพิ่งได้รับเมื่อคืนนี้ เพราะฉะนั้นนี่คือบุคคลที่ คืออยู่กับพรรคฯ เป็นคนของพรรคฯ แล้วก็ทำงานให้พรรคฯ จนแทบจะเรียกว่าวินาทีสุดท้าย แต่ว่ามันไม่ใช่แค่พรรคฯ หรอกครับ ในความคิด ในอุดมการณ์ของ ดร. สุรินทร์ การทำงานให้พรรคฯ บนอุดมการณ์นี้คือการทำงานให้กับประเทศ การทำงานให้กับชาวโลก”

แล้วประชาธิปัตย์จะเอาใครที่จะลงผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร
“ก็ยังไม่ได้คิด ยังไม่ได้เริ่มกระบวนการตรงนั้นนะครับ แล้วก็วันนี้ก็คงไม่ใช่ประเด็นหลักด้วย วันนี้ผมเห็นมีบางฉบับก็ไปเขียนทำนองว่า เลยกลายเป็นปัญหาของพรรคประชาธิปัตย์ คือความจริงการสูญเสีย ดร.สุรินทร์ มันเป็นเรื่องที่ใหญ่หลวงกว่านั้น คือเวทีที่ผมได้ไปพบท่านแต่ไม่ใช่สองต่อสอง หลังจากที่คุยกันแล้ว ก็คือไปพบที่ฟิลิปปินส์ เพราะท่านก็เป็นอีกคนนึงซึ่งเวลาเขามีเวทีเกี่ยวกับเรื่องของอาเซียน แล้วปีนี้ฉลอง 50 ปี เขาต้องเชิญท่าน”

ที่คุณอภิสิทธิ์ไปฟิลิปปินส์เมื่อครั้งที่แล้ว ได้พบกัน
“ตอนที่ผมไปขึ้นเวทีกับประธานาธิบดีอาโรโย ผู้ดำเนินรายการคือ ดร.สุรินทร์ แล้วก็ได้มีโอกาสพูดคุยกันเล็กน้อย แต่ว่าใครที่เคยสัมผัสกับ ดร.สุรินทร์ บนเวทีสากลจะทราบนะ คือเป็นคนที่ขึ้นพูดแล้วชาวต่างประเทศจับจ้อง ตั้งใจฟัง แล้วก็สามารถที่จะใช้ภาษาได้อย่างสละสลวยในการที่จะอธิบายเรื่องยากๆ ด้วย แล้วก็สิ่งหนึ่งที่ผมเห็น ทุกคนก็เห็นตรงกันก็คือว่า ท่านเก่งอย่างหนึ่งนะ เรื่องจะหนักจะเครียดจะอะไรอย่างไรก็ตาม ท่านพูดไปมีรอยยิ้มเสมอ เพราะฉะนั้นเราก็สูญเสียบุคคลสำคัญ”

ดูคุณอภิสิทธิ์จะหนีบางคำถามที่เกี่ยวกับ กทม.
“อ๋อ ไม่หรอกครับ คือผมเห็นว่าเรากำลังคุยถึงเรื่อง ดร.สุรินทร์อยู่ ผมก็เลยพยายามจะบอกว่า เรื่อง กทม. สำหรับผมเป็นเรื่องเล็กกว่าความสูญเสียครั้งนี้มาก แต่ว่าเรื่อง กทม. มีหลายคนที่สนใจ แล้วก็เราก็คงมีกระบวนการที่จะว่ากันต่อไป”

บอกชื่อได้บ้างหรือไม่ว่านอกจาก ดร.สุรินทร์แล้วจะมีใครอีก
“ยังไม่ถึงเวลาหรอกครับ เพราะว่ายังไม่ทราบว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ด้วย ก่อน – หลัง เลือกตั้งใหญ่หรือไม่ก็ยังไม่ทราบ แต่ว่าพอทราบว่ามีบุคคลที่สนใจ แล้วก็ยังมีบุคคลภายนอกที่เราก็คิดว่าน่าจะมีความสนใจแล้วก็อาจจะเข้ามาร่วมงานกับพรรคฯ ด้วย”

ทำอย่างไรสังคมจะได้เห็นสิ่งที่ ดร.สุรินทร์ ได้เขียนถึงนโยบายพรรคฯ เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ จะได้เห็นหรือไม่
“ได้เห็นครับ ผมคิดว่าได้เห็น คุยกับทางประธานนโยบาย คือคุณกรณ์อยู่ว่าเราจะเผยแพร่แบบไหนอย่างไรดี เพราะว่าความตั้งใจท่านขณะนี้คือเป็นร่างที่ส่งมาให้กับเรา”

แล้วมีเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์กับจีนด้วยหรือไม่
“ไม่ได้เจาะจงครับ แต่ว่าท่านจะเขียนนโยบายการต่างประเทศไว้ว่า เป้าหมายคืออะไร แล้วก็เรื่องหลักๆ ที่ต้องการจะผลักดัน เช่น บทบาทของไทยในภูมิภาค ภาพลักษณ์ในระดับสากลควรจะเป็นอะไร อย่างไร”

ที่คุณอภิสิทธิ์ไปจีน เพราะว่าพรรคคอมมิวนิสต์ของจีนเชิญบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ในโลกไปเยอะเลยใช่หรือไม่
“คือเป็น 2 งาน ของผมมันกลายเป็นงาน 2 งานในการเดินทางครั้งเดียวกัน ความจริงเดิมทีทางสมาคมมิตรภาพของจีน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จะเชื่อมความสัมพันธ์กับมิตรประเทศต่างๆ ของจีน ซึ่งก็ใกล้ชิดกับทางกองทัพ เขาได้ติดต่อผ่านสมาคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ไทย – จีน โดยบุคคลที่มีบทบาทสำคัญคือคุณไพศาล พืชมงคล ต้องการที่จะให้ผมได้มีโอกาสพาคณะไปเยือน แล้วก็ไปดูงานด้านต่างๆ

จังหวะเวลาเดียวกันพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งทุกปีจะเชิญตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ ไปจัดการประชุม ก็เชิญมาแล้วมันก็เป็นช่วงเวลาเดียวกัน เพียงแต่ปีนี้ เขายกระดับการประชุมตัวนี้ขึ้นมาอีก ปีนี้ ถ้าเกิดภาษาอังกฤษ จีนเขาจะใช้คำว่า High Level Meeting จากเดิมซึ่งเขาเขียนว่าเป็น Dialogue กับพรรคการเมืองทั่วโลก คราวนี้ก็บอกว่าเป็น High Level Meeting Dialogue เป็นความตั้งใจของเขามาก
ที่บอกว่าเดิมนี้เราก็ไม่แน่ใจ เพราะว่าเขาเพิ่งประชุมสมัชชาพรรค ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญในการกำหนดทิศทางอนาคต เมื่อเดือนตุลาคม เราก็ไม่แน่ใจว่า โอ้โห บุคลากรทั้งหมดมาทุ่มเทอยู่ตรงนั้นแล้ว ปรากฎว่าเขาตั้งใจจัดตัวนี้เลย เพื่อต่อเนื่องจากการประชุมสมัชชา แล้วก็เอาแนวคิดที่ได้จากการประชุมสมัชชา มาแลกเปลี่ยนกับพรรคการเมืองทั่วโลก เขาก็เชิญไปประมาณ น่าจะสัก 2 – 300 พรรค ทั่วโลก”

ประเทศไทยมีพรรคเดียวที่เชิญไป?
“มีผมไปในนามของพรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่กล้ายืนยันนะครับ ทราบเป็นการภายในว่ามีการเชิญบุคคลของพรรคเพื่อไทยไปด้วย แต่ติดปัญหาเรื่องการเดินทาง แต่ว่ามีอาจารย์โภคิน ไปในนามของสมาคม เพราะนอกจากพรรคการเมืองแล้ว จะมีองค์กรวิชาการ หรือว่าสมาคมมิตรภาพ ก็จะมีไปด้วย แต่ผมไม่ได้มีโอกาสพบ อ.โภคิน เพราะว่าคนเยอะมาก

ทีนี้การประชุมครั้งนี้ที่น่าสนใจก็คือว่า เขาตั้งหัวข้อว่า บทบาทของพรรคการเมืองในการที่จะกำหนดอนาคตของมนุษยชาติร่วมกัน ให้เป็นอนาคตที่ดีนั้น มันคืออะไร สิ่งที่จีนกำลังจะส่งสัญญาณ แล้วก็ผมว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากก็คือว่า คนทราบอยู่แล้วว่า พอจีนเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นมหาอำนาจ อิทธิพลทางการเมืองก็จะมีโดยอัตโนมัติ แล้วคนก็จะจับจ้องอยู่ว่า จีน กับสหรัฐฯ จะเป็นอย่างไร แล้วก็เหมือนกับมองว่าเป็นการแข่งขันกันกลายๆ มั้ยระหว่างโลกเสรีประชาธิปไตย กับจีน ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์

น่าสนใจคืออย่างนี้ครับ จีนตั้งหัวข้ออย่างที่ว่า แล้วพอท่านประธานาธิบดี สี จิ้นผิงมาเปิด ท่านพูดชัดเลย ท่านบอกว่า จีนก็มอง พรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นหัวใจของการพัฒนาจีน การขับเคลื่อนนโยบายทุกๆ ด้าน มันต้องผ่านจากกลไกของพรรค แต่ท่านใช้คำนี้ครับ ความสำเร็จของจีนที่ผ่านมา ไม่ได้นำเข้ารูปแบบการปกครองของใคร ใช้ทฤษฎีที่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งสำหรับเขาก็คือทฤษฎีของมาร์กซ์ (Marxism) แต่เอามาใช้กับบริบทของจีน จึงเกิดคำว่าสังคมนิยมแบบมีอัตลักษณ์ของจีน หรือมีลักษณะของจีน

และประโยคต่อไปสำคัญนะ จีนไม่คิดจะส่งออกรูปแบบการเมืองการปกครอง ความหมายคือจีนบอกว่า แต่ละประเทศต้องไปค้นหารูปแบบการเมืองที่เหมาะสมกับตัวเอง เพียงแต่จีนกำลังจะบอกว่า ปัญหาทั่วโลกเหมือนกัน คนต้องการหลุดพ้นจากความยากจน เราต้องช่วยกันปกป้อง รักษาโลกจากปัญหาเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลายลงไป แล้วก็การที่แต่ละประเทศ หรือแต่ละพรรคในแต่ละประเทศต้องไปค้นหารูปแบบที่เหมาะสมกับตัวเอง เราก็ควรจะ 1. คือให้เกียรติกันและกัน แต่มาร่วมปรึกษาหารือกันในประเด็นที่มันเป็นเรื่องร่วมกัน”

คุณอภิสิทธิ์เปลี่ยนใจหรือเปล่า เดิมคุณอภิสิทธิ์ค่อนข้างจะเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตย แต่พอฟัง สี จิ้นผิงพูดอย่างนี้ แล้วก็บอกว่าประเทศจีนเขาประสบความสำเร็จด้วยรูปแบบของเขา แต่เขาไม่ได้ต้องการส่งออก และแต่ละประเทศก็ต้องคิดของตัวเอง คุณอภิสิทธิ์เริ่มลังเลไปหาจีนมั้ย

“ผมไม่ได้เปลี่ยนใจอะไรครับ เพราะว่าผมก็ยังคิดว่าแนวการปกครองเสรีนิยมประชาธิปไตยนี้เป็นแนวการปกครองที่เลวน้อยที่สุด แล้วก็มีโอกาสในการที่จะตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดีที่สุด สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่า ความล้มเหลวหลายครั้งของประชาธิปไตยที่พูดนี้ ทั้งที่บอกประเทศไทยก็ล้มเหลวในช่วงที่ผ่านมา หรือขณะนี้คนมองว่า เอ๊ะ สหรัฐฯ กำลังจะล้มเหลวมั้ย ยุโรปกำลังจะล้มเหลวมั้ย ผมไปพูดในที่ประชุมอันนี้ก็คือผมบอกว่าความล้มเหลวมันไม่ได้เกิดจากความเป็นประชาธิปไตยนะ ความล้มเหลวมันเกิดขึ้นจากการไปละเลยหลักการของประชาธิปไตย เช่น

การไปทำให้เกิดการทุจริต คอร์รัปชั่น การไม่ทำให้การตัดสินใจทางการเมืองต่างๆ อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เหตุผล แต่มีการไปปลุกปั่น ปลุกระดมอะไรต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในด้านหนึ่งที่บอกว่าโลกเสรีประชาธิปไตยกำลังมีปัญหานี้ ไม่ใช่ปัญหาของตัวระบบเท่ากับคนที่ไปใช้ระบบ แล้วบิดเบือนระบบ

ในทางกลับกัน ถามว่าความสำเร็จของจีนที่เกิดขึ้น และความสำเร็จของพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน หลายเรื่อง แล้วก็ความจริงในศัพท์ของจีนเอง จีนเขาก็ใช้คำว่าประชาธิปไตยเหมือนกัน ถามว่าตอนนี้ที่พรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยเฉพาะหลังจากสมัชชาครั้งที่ 18 – 19 ที่เขาเน้นเรื่องพรรคมาก เขาเน้นเรื่องอะไรบ้างครับ 1. เขาบอกว่า พรรคต้องเข้าหา และเชื่อมโยงกับประชาชนให้มากที่สุด อาจารย์ฟังดูแล้วเป็นประชาธิปไตย หรือเป็นเผด็จการล่ะ 2. หมดเวลาแล้วที่ผู้นำ ในทางการเมืองนี้จะทำตัวให้ประชาชนไม่ศรัทธา ด้วยการทุจริต ด้วยการคอร์รัปชั่น ด้วยการวางอำนาจบาตรใหญ่ แล้วเขาทำถึงขึ้นว่าปัจจุบันอาจารย์จะเห็นนะ เรื่องของขวัญ เรื่องงานเลี้ยง โอ้โห เข้มงวด กวดขันมาก ของขวัญไม่ให้รับกันเลย งานเลี้ยงไม่ให้มีแอลกอฮอล์ ไม่ให้ยืดเยื้อ

ผมไปอ่านดู เขาบอกว่า หลายเรื่องน่าสนใจนะ เขาบอกคนที่ดำรงตำแหน่ง ทำงานทั้งหลายนี้ควรจะหลีกเลี่ยงงานเปิดงาน ตัดริบบิ้น กับงานวางศิลาฤกษ์ แต่ให้ทุกอย่างอยู่กับงานที่จะรับใช้ประชาชน เพราะฉะนั้นเอาละ เราไม่พูดว่าในเชิงโครงสร้างรูปแบบระบบไหน แต่ผมว่านี่คือจิตวิญญาณของประชาธิปไตย ก็คือการทำงานเชื่อมโยงกับประชาชน

เพราะฉะนั้นอาจารย์ถามว่าเปลี่ยนใจมั้ย ผมไม่ได้เปลี่ยนใจว่าหลักการมันควรจะเป็นอย่างไร แต่เพียงแต่ว่า ผมยอมรับว่า เราก็คงจะไม่ได้ลึกซึ้งเพียงพอที่จะไปตัดสินได้ว่าสิ่งที่จีนทำอยู่ หรือสิ่งที่อีกหลายต่อหลายประเทศทำอยู่ มันจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดีที่สุด หรือไม่อย่างไร”

ถ้ามีคนบอกว่าประเทศไทยต้องเผด็จการหน่อยๆ เพราะว่าคนไทยยังไม่พร้อม ต้องสั่ง ต้องจัดการ เพราะฉะนั้นจะไปเสรีประชาธิปไตยมันเป็นไปไม่ได้ ต้องเอากึ่งๆ จีน ที่ค่อนข้างจะเป็นเผด็จการหน่อยๆ บวกกับทหารหน่อยๆ แล้วก็ทำ เลือกตั้งก็ให้เป็นเพียงแค่พิธีการ ให้มีรูปแบบของประชาธิปไตยไป คุณอภิสิทธิ์คิดว่าอย่างไร

“ผมก็ต้องบอกว่า เราพูดกัน บางทีผมว่าเราก็ แหม ไม่อยากใช้คำแรงนะ แต่ว่าผมว่าบางทีเราประเมินคนของเราผิดหรือเปล่า ผมไม่ค่อยเชื่อนะว่าประชาชนที่ไหนจะไม่ได้อยากได้สิ่งที่ดีๆ สำหรับตัวเอง และสังคมของตัวเอง แต่ว่าเรื่องข้อมูลข่าวสารที่ได้รับนั้นอีกเรื่องหนึ่งว่าจะแก้ปัญหาข้อมูลเท็จ จะแก้ปัญหาการปลุกเร้า ปลุกระดมกันอย่างไร ก็ว่ากันไป แต่บอกว่าจะมีคนที่รู้ดีแล้วมาสั่ง แม้แต่จีนเขายังไม่ทำอย่างนั้นเลย ตอนนี้เขาบอก เขาบอกเขาต้องไปฟังก่อนว่าสิ่งที่ประชาชนจะเป็นอะไร แต่มีหน้าที่ ผู้นำมีหน้าที่ที่จะต้องเอาหลักวิชา และเอาความต้องการของประชาชน แล้วมาหาคำตอบ เขาไม่ได้บอกว่าเขาสั่งนะครับ

ส่วนเรื่องวินัยนั้น อีกเรื่องนึงนะ เรื่องวินัย กับเรื่องประชาธิปไตย ก็ไม่ได้ขัดกันนะครับ เพียงแต่ว่า คำว่าวินัยนั้น ขอบเขต วิธีการ รูปแบบในการบริหารจัดการคืออะไร วินัยของประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง ซึ่งผมอาจจะใช้คำว่า วัฒนธรรมทางการเมือง หรือมารยาททางการเมืองก็คือว่า มันก็ต้องเคารพกติกา แต่นี่มันไม่ใช่ว่าประชาธิปไตยมีปัญหานะ แต่ว่าถ้ามันไม่มีวินัย ต่อให้ถูกสั่งนะอาจารย์ ผมก็ถามว่า เรามีวินัยจริงหรือเปล่า เวลาถูกสั่ง ถูกบังคับ สุดท้ายมันก็ไปโผล่ด้วยรูปแบบต่างๆ ที่เป็นปัญหาอยู่ดี

เพราะฉะนั้นผมมองว่าที่จีนเขาจัดครั้งนี้ เขาค่อนข้างจะชาญฉลาด เขารู้ว่าสิ่งที่เขาทำในประเทศเขา ประเทศอื่นก็คงไม่สามารถ หรือไม่พร้อมที่จะรับไปทำ แต่เขากำลังพยายามจะดึงว่ามันมีหลายอย่าง ซึ่งมันเป็นจุดร่วม แล้วก็บังเอิญเขาช่วงชิงจังหวะที่สหรัฐฯ ไม่ได้เสียสูญในแง่ของปัญหาการเมืองในประเทศ แต่ท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ต่อปัญหาของโลก นั่นก็คือ

1. เรื่องการค้า แทนที่จะคิดเรื่องของประโยชน์ร่วมกัน กลับเน้นแต่ว่าจะเอาเฉพาะประโยชน์ของฉัน

กับ 2. ประเด็นอย่างสิ่งแวดล้อม ที่อยู่ดีๆ ก็ถอนตัวจากข้อตกลงกรุงปารีส เพราะฉะนั้นจีนก็ช่วงชิงตรงนี้ในการแสดงให้เห็นว่า ระบบเขาจะเป็นอย่างไรก็ตามภายใน แต่ความสัมพันธ์เขากับประเทศข้างนอก ทั้งเรื่องการค้า ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม แล้วเขาก็มีเรื่องของเส้นทางสายไหมใหม่ ที่บอกว่านี่ไงคือการพัฒนาที่ทุกคนได้ประโยชน์ด้วยกันหมด”

คุณอภิสิทธิ์กำลังจะบอกหรือเปล่าว่าตอนนี้จีนค่อนข้างจะรุกค่อนข้างมาก สังเกตว่าประชุมเรื่องเส้นทางสายไหมก็ดี เรื่องนั้นนี้ รวมกระทั่งในประเทศไทย ก็มีการพูดกันมากว่า ขุดคอคอดกระ เรียกว่าคลองไทยก็ดี จีนจะรุกแหลกลาญหมดเลย ทั้งรถไฟ ทั้งอะไรต่อมิอะไร ครั้งนี้ที่คุณอภิสิทธิ์ไป ก็เป็นการุกของจีนอย่างหนึ่ง ที่จะสัมพันธ์กับพรรคการเมืองต่างๆ ในภูมิภาค

“ถูกต้องครับ ถูกต้อง แล้วก็ความสัมพันธ์จะเห็นว่า วิธีการเดินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนนี้เขามีความหลากหลายในการใช้กลไก ความเป็นพรรค ซึ่งความจริงเป็นรัฐบาลตลอด แต่ว่าสามารถทำให้เขาสามารถติดต่อกับพรรคการเมือง ทั้งที่เป็นรัฐบาล ทั้งที่เป็นฝ่ายค้าน หรืออย่างกรณีประเทศไทยขณะนี้ พรรคการเมืองไม่ได้อยู่ในรัฐบาล หรือในอำนาจเลย แต่เขาก็สามารถเชื่อมความสัมพันธกับพรรคการเมือง ซึ่งในวันข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองไหน กลับขึ้นมา เขาก็สามารถที่จะสานต่อความสัมพันธ์ตรงนี้ได้ ในระดับของสมาคม ในระดับของธุรกิจ เขาก็เดินคู่ขนานกันไปหมด”

ระดับสื่อก็เหมือนกัน เชิญสื่อประเทศนั้นประเทศนี้ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ซึ่ง ผม (อ.เจิมศักดิ์) ก็ได้รับเชิญไปหลายครั้ง ตกลงอันนี้เป็นเกมรุกทางการเมืองหรืออย่างไร

“เป็นการรุกแน่นอนนะครับ แล้วก็เป็นการรุกบนความได้เปรียบในแง่ของความสำเร็จในทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา บวกกับอย่างที่ผมบอกคือ ในภาวะที่โลกตะวันตกกำลังจะใช้คำว่าเพลี่ยงพล้ำหรือมีปัญหาของตัวเอง ขณะนี้อย่างที่บอก พอมองไปสหรัฐฯ แล้วเจอผู้นำที่บอกว่า จะคบกับใครก็ต้องเป็นประโยชน์ของสหรัฐฯ มาก่อน หรือว่าสิ่งแวดล้อมไม่สนใจ ทั้งที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของโลกปัจจุบัน ของคนรุ่นปัจจุบัน เยอรมันตั้งรัฐบาลไม่ได้ อังกฤษกำลังจะถอนตัวจากสหภาพยุโรป อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเขาก็ช่วงชิงจังหวะตรงนี้ให้เห็นว่าเขาก็มีความพร้อมเหมือนกันที่จะเป็นผู้นำของโลก แล้วเขาพยายามจะแสดงว่า เขาไม่ได้เป็นผู้นำแบบโลกตะวันตก คือเขาพยายามจะบอกว่า ที่เขาบอกเขาไม่ส่งออกรูปแบบ เขาต้องการให้ประเทศอื่นสบายใจว่า เขาไม่ไปยุ่งนะเรื่องภายใน”

แล้วคุณอภิสิทธิ์ได้มีโอกาสไปเรื่องธนาคาร
“ครับ ในส่วนของงานที่สมาคมเชิญไป ก็ไปดูงาน มันก็มีงาน (2 งานนี้เขา Co กันหรือเปล่า หรือบังเอิญมาประจวบเหมาะกัน) ที่จริงโดยหลัก จีนถ้าเกิดมีหน่วยงานหนึ่งเชิญแล้ว อีกหน่วยงานเขาก็จะไม่ยุ่ง บังเอิญงานของพรรคครั้งนี้มีความสำคัญ เขาก็เลยบอกว่า งั้นถือเป็นงานเดียวกันก็แล้วกัน

ทีนี้งานที่ผมมีโอกาสไปแลกเปลี่ยน มันมี 3 ด้านหลักๆ ก็แล้วกัน ด้านที่ 1 ก็คือว่า ไปดูว่าเครื่องมือทางการเงินของจีน ที่จะมีบทบาทในการส่งเสริมการค้าการลงทุนในไทยด้วย 1. ก็มีธนาคาร AIIB ซึ่งความจริงผมมีโอกาสพบกับตัวประธานเขานี่ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ประเทศไทยถือหุ้นอยู่นะครับ อาจารย์และคนไทยจำนวนมากอาจจะไม่ทราบ เราถือหุ้นอยู่ แต่เรายังไม่เคยใช้บริการเขาเลย”

AIIB ชื่อเต็มว่าอย่างไร
“ธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในเอเชีย เราถือหุ้นอยู่ ร่วมก่อตั้งกับเขาด้วย แต่เรายังไม่เคยใช้ประโยชน์จากธนาคารนี้ ธนาคารนี้อธิบายง่ายๆ นะครับ เขาอยู่ตรงกลางระหว่างธนาคารพาณิชย์ กับธนาคารเพื่อการพัฒนา คือหมายความว่าเขาไม่ได้แสวงหากำไรแบบเอกชนแต่เขาบอกเขาก็ไม่ใช่ธนาคารที่จะต้องมาปล่อยแล้วช่วยเหลือแบบธนาคาร (เหมือน World Bank) ทำนองนั้น เขาบอกเขาอยู่ตรงกลาง แล้วก็ถ้าพูดกับอาจารย์ตรงๆ ผมก็จับความรู้สึกเขาได้ว่า เขาก็รู้สึกอึดอัด และผิดหวังว่าประเทศไทยยังไม่ค่อยให้ความสนใจกับการที่จะใช้บริการของเขา”

เขาตั้งขึ้นมาเพื่อแข่งกับ World Bank หรือเปล่า แต่จีนมักจะเลี่ยงๆ
“คืออย่างนี้ครับ จีนเป็นตัวตั้งตัวตี แต่ยืนยันว่าขณะนี้เป็นธนาคารของผู้ถือหุ้น จำนวนหลายสิบประเทศแล้ว และสหรัฐฯ สกัดกั้นมาก ต่อต้านมากในช่วงแรก แต่สุดท้ายก็ทานไม่อยู่ หลายประเทศในยุโรปก็เข้ามาถือหุ้น เข้ามาร่วมก่อตั้งด้วย แล้วก็เขาก็มีมาตรฐานของเขา ยกตัวอย่าง ผมก็เคยถามเขาบอกว่า ที่ตอนแรกทางสหรัฐฯ หรือใครจะวิจารณ์บอก เอ๊ะ เขาจะมีมาตรฐานในเรื่องของการลงทุนอะไรต่างๆ อย่างไร เขาก็ยกตัวอย่างนะครับ อย่างเรื่องสิ่งแวดล้อมนี้สำคัญ โรงไฟฟ้าถ่านหินเขาบอกว่า เขาจะให้กู้ ต้องเป็นเงื่อนไขที่มันเห็นได้ชัดว่า มันเหมาะสมที่จะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน เช่น ประเทศนั้นมีเหมืองถ่านหินอยู่ และสามารถจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมได้ แต่ถ้าไม่มีอยู่ เขาก็บอกมันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอีกแล้ว อย่างนี้เป็นต้นนะครับ ก็เคยคุยกับผมแบบนี้

เขาก็บอกว่า ดอกเบี้ยเขานี้อาจจะไม่ได้ถูกแบบธนาคารเพื่อการพัฒนา แต่เขามั่นใจว่าโดยมาตรฐานของความเป็นองค์กรสากล การจัดซื้อจัดจ้าง ความโปร่งใส การแข่งขันระดับสากล จะช่วยให้ เขาบอกว่าต้นทุนของโครงการถูก เขาบอกว่ามีประโยชน์อะไร ไปหาเงินดอกเบี้ยถูกคิดว่าตัวเองสามารถหาเงินดอกเบี้ยถูก ต้นทุนต่ำได้ แต่ปรากฎว่าระบบการบริหารจัดการโครงการ มีแต่ความล่าช้า มีแต่การทุจริต คอร์รัปชั่น ประมูลงานก็แพงเกินจริงอะไรต่างๆ เพราะฉะนั้นเขาก็มีความรู้สึกว่าตรงนี้เขาอยากจะเข้ามามีบทบาท

2. ผมไปพบกองทุนเส้นทางสายไหม Silk Road Fund ก็เช่นเดียวกัน พร้อมที่จะมาทั้งปล่อยกู้ พร้อมที่จะมาร่วมหุ้น ร่วมทุนกับโครงการอะไรก็ตามที่มีส่วนในการเชื่อมโยง”

เป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาเห็นว่า สหรัฐอเมริกา มีบทบาทสำคัญใน World Bank IMF เพราะฉะนั้นเขาก็จะทำอะไรคล้ายๆ กัน แต่เป็นอีกด้านหนึ่ง อีกขั้วหนึ่ง

“ใช่ครับ ก็ถูกต้องครับ แล้วก็เขาก็ถือว่าโครงการเส้นทางสายไหมนี้ เป็นโครงการที่จีนมีบทบาทนำในการเชื่อมโยง ก่อสร้าง ลงทุน สนับสนุนการค้า อันนี้ก็เป็นเครื่องมือทางการเงินที่จะมาสนับสนุน

และผมก็ยังได้พบธนาคารเพื่อการพัฒนาของจีนด้วย อันนั้นก็คือเรื่องการเงินทั้งหมด

ด้านที่ 2 ที่ได้ไปดูก็คือเรื่องเทคโนโลยี ไปดู Super Computer ซึ่งเคยเป็นอันดับ 1 ในแง่ของความเร็วนะ ในการคำนวนอะไรต่างๆ เมื่อปี 2553 ปัจจุบันก็คงมีเครื่องที่ทันสมัยกว่า แต่ก็อยู่ที่จีนหลายเครื่องนั่นแหละ ก็เป็น Super Computer ที่ทำเรื่องการดูข้อมูล ทั้งสภาพอากาศ ทั้งเรื่องของการจะช่วยในการที่จะค้นหาว่าแร่ธาตุอะไรอยู่ใต้ดินอย่างไร เอามาช่วยเรื่องการบริหารจัดการเมืองให้เป็น Smart City อะไรต่างๆ เหล่านี้

ผมไปดูบริษัทเอกชน ที่ทำเรื่องความมั่นคงทางอินเทอร์เน็ต ควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ต 1. ก็คือว่าไม่ให้ถูกแฮค ไม่ให้เจอไวรัส และที่สำคัญก็คือ มีเครื่องมือที่บอกว่ากรองสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาออกจากอินเทอร์เน็ตได้ด้วย อันนี้ก็คงเป็นคำสุภาพของคำว่า เซนเซอร์ นั่นแหละ แต่ก็ได้เห็นระบบของเขาแล้วก็ต้องบอกว่า ก้าวหน้ามากๆ”

คำถามคือใครเป็นคนกรอง อะไรคือมาตรฐานที่ดีงามถูกต้อง
“นั่นแหละครับ แต่เขามีหน้าที่ทำงาน เขามีเครื่องมือให้ ส่วนนโยบายก็แล้วแต่ว่าผู้ใช้จะเอาไปทำในเรื่องไหนอย่างไร แต่ว่าส่วนที่ 3 ที่ได้ไป ก็คือว่า เป็นรัฐวิสาหกิจที่ทำงานด้านการเกษตร อันนี้คือเป็นผู้ที่ทำเรื่องของเมล็ดพันธุ์ เครื่องจักรกลทางการเกษตร แม้กระทั่งเรื่องของการที่จะช่วยทางด้านการค้า การตลาดของเกษตรกร เขาก็ถือว่าเป็นงานสำคัญมาก แล้วก็การขับเคลื่อนผ่านรัฐวิสาหกิจตัวนี้เพื่อช่วยเกษตรกรนี่ เขาทำได้ค่อนข้างที่จะกว้างขวางมาก เยอะมาก มีเรื่องอย่างที่บอก มีเรื่องเมล็ดพันธุ์ มีเรื่องปุ๋ย มีเรื่องอะไรต่างๆ
เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นงานที่ได้ไปดู แล้วก็ได้เห็นถึงความก้าวหน้า และความสำเร็จในหลายๆ ด้านของจีน แล้วก็เห็นลู่ทาง รวมทั้งก็คงจะต้องช่วยกันสนับสนุนลู่ทางที่จะเกิดการค้า การลงทุนที่เป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้นกับทางจีน”

- พัก –

พรรคประชาธิปัตย์จะร่วมกับพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่
“เดี๋ยวจะตอบแน่นอนนะครับ แต่เพื่อความเป็นธรรมกับคุณนิพิฏฐ์นิดนึง ให้รู้ว่าที่มาที่ไปวันนั้นมันคืออะไร อันที่ 1 งานนั้นเป็นงานเสวนาที่จัดโดยกลุ่มญาติวีรชนพฤษภา 35 ซึ่งเขาจะจัดเสวนาอยู่เป็นระยะๆ แล้วก็จะเชิญบุคลากรทางการเมืองไป มันไม่ใช่งานของพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง เพียงแต่ว่ารูปที่ออกมานั้น ถ่ายมาแล้วก็มีคุณนิพิฏฐ์นั่งอยู่ แล้วก็มีสมาชิกพรรคเพื่อไทย กับ นปช. นั่งอยู่ หลายคนก็บอก อ้าว ไปสุมหัวจับมืออะไรกันหรือเปล่า

ไม่ใช่นะครับ เป็นงานเสวนาที่จัดขึ้นโดยองค์กรที่ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง แต่เชิญตัวแทนพรรคการเมืองไป เอาละ บางคนบอก พรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องส่งไปเลย เวทีแบบนี้ แต่ก็ต้องคิดว่า ถ้าคิดอย่างนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็อาจจะไม่ได้ไปสักงานเลยนะครับ ถ้าหากว่ามีองค์กรไหนที่เขาเชิญตัวแทนพรรคการเมืองไป แล้วก็เราไปถือว่าถ้าพรรคเพื่อไทยไป ประชาธิปัตย์ไม่ไป ก็คงจะ ไม่น่าจะเป็นวิธีการที่ถูกต้องหรอกครับ แต่ว่าเข้าใจความรู้สึกของคนที่เวลาเห็นรูปอย่างนี้แล้วมันบาดใจของผู้สนับสนุน พูดจริงๆ ก็คือทั้ง 2 ฝ่ายด้วยซ้ำ
ข้อที่ 2 คำพูดที่บอก คุณนิพิฏฐ์ บอกว่าคุณนิพิฏฐ์ ไปจับมือนั้น มันไม่ใช่นะครับ คือเขาถาม ในงานเสวนานี้เขาถาม เขาบอกว่าปัจจุบันนี้ โครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ การจะได้นายกฯ แล้วก็มันมีความเป็นไปได้ที่จะได้สิ่งที่นายกฯ คนนอก ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าเดี๋ยวนี้เขานิยามกันอย่างไรนะ คนนอกนี้ เพราะมันจะมีเรื่องว่าเสนอชื่อ ไม่เสนอชื่อ อะไรต่างๆ มันจะเป็นไปได้มั้ย ที่จะมีการป้องกันไม่ให้คนนอกเข้ามา
คุณนิพิฏฐ์ ก็เพียงแต่ตอบว่า ถ้าจะไม่ให้คนนอกเข้ามา มันจะต้องมีเสียง คำนวนตามรัฐธรรมนูญ 375 เสียง ที่บอกว่าไม่เอาคนนอก ก็มีคำถามต่อว่า เป็นไปได้มั้ยที่จะมี 375 เสียงที่จะไม่เอาคนนอก ก็บอกว่า ดูตามสถิติของการเลือกตั้งที่ผ่านมา มันจะมี 375 เสียง ก็โดยการจับมือของ 2 พรรคใหญ่ก็คือพรรคอันดับ 1 อันดับ 2 เท่านั้นเองครับ”

คุณนิพิฏฐ์ซื่อขนาดนั้นเชียวหรือ เมื่อโดนคนถาม
“แล้วคุณนิพิฏฐ์พูดต่อเลยบอกว่า แต่คงจะเป็นไปได้ยาก จับมือกันได้ยาก เพราะมันต่อสู้กันมา แล้วก็มีความคิดความอ่านไม่ตรงกัน ผมก็ว่าคุณนิพิฏฐ์ก็พูดค่อนข้างตรงไปตรงมานะครับ กับคำถามที่เกิดขึ้น

ทีนี้อาจารย์ถามบอก จับมือกันได้มั้ย ผมพูดมาตลอดอาจารย์ว่า พรรคประชาธิปัตย์นี้ จะต้องทำงานกับคนที่มีอุดมการณ์ตรงกันเท่านั้น พรรคเพื่อไทยและความจริงก่อนพรรคเพื่อไทยคือพรรคพลังประชาชน ก่อนพรรคพลังประชาชน คือพรรคไทยรักไทย อาจารย์ไปดูเถอะครับ ที่ต่อสู้กับระบอบทักษิณมาตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบัน ก็น่าจะมีพรรคประชาธิปัตย์อยู่องค์กรเดียวนะครับ องค์กรอื่นที่มาต่อสู้กับระบอบทักษิณนี้ สู้ทีหลังนะครับ ประชาธิปัตย์คือพรรคการเมืองที่ยืนมาตั้งแต่ต้นว่าเราไม่สนับสนุนแนวทางของการทำงานการเมืองที่เราเห็นว่าไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาเกี่ยวกับการทุจริต คอร์รัปชั่น การใช้อำนาจในทางไม่ชอบในรูปแบบต่างๆ และเราเห็นว่าเป็นการทำลายประชาธิปไตยด้วย

เพราะฉะนั้นเมื่ออุดมการณ์มันไม่ตรงกัน ก็จับมือทำงานด้วยกัน มันคงเป็นไปไม่ได้ มันยากแน่นอน แต่ว่าถามว่าถ้าอย่างนั้นพูดไปเลยได้มั้ยบอกว่า ยังไง ทั้งนี้ จะชั่วฟ้าดินสลายนี่ คือผมก็บอกว่าประชาธิปัตย์ไม่เปลี่ยนอุดมการณ์ แต่ว่าคำว่าพรรคเพื่อไทยนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าวันข้างหน้ามันจะเปลี่ยนเป็นอะไรหรือเปล่า หรือเปลี่ยนอะไรอย่างไรหรือเปล่า”

ถ้าสมมติว่าพรรคเพื่อไทยเขาเปลี่ยน เพราะตอนนี้พานทองแท้ อยากจะประกาศ และประกาศออกมาในเฟซบุ๊กว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะฉะนั้นเขาบอกตระกูลชินวัตรด้วย อาจจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ระบอบทักษิณอาจจะค่อยๆ หายไป คนที่เรียกว่าพรรคเพื่อไทย อาจจะปรับอุดมการณ์เสียใหม่ เป็นไปได้มั้ย

“จะไปตอบว่าเป็นไปไม่ได้ก็คงไม่ได้นะครับ แต่ถามว่าเป็นไปได้ง่ายมั้ย ก็ไม่ง่าย ประการหนึ่งผมรู้สึกว่าวันนี้ทันทีที่มีข่าวที่อาจารย์พูด ก็มีคนในพรรคเพื่อไทยจำนวนมาก ออกมาแสดงความเห็นว่า ไม่น่าจะจริง ไม่เชื่อ หรือต่อให้ไม่มีเฉพาะครอบครัวคุณทักษิณ ก็คือภรรยา ลูกๆ หรืออะไรนี่นะ ก็ยังมีคุณสมชาย ยังมีคุณเยาวภา คุณอะไร คือถ้าอย่างนั้นก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรอกครับ ก็ยังเหมือนเดิม”

ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่ว่าอยู่ที่อุดมการณ์และแนวคิด
“ใช่ครับ แต่แน่นอนนะครับ คำว่าอุดมการณ์ แนวคิด มันไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ วันรุ่งขึ้น มีใครประกาศว่า วันนี้ผมอุดมการณ์อย่างนี้แล้วนะ แล้วเราจะบอกว่า เราโอ้โห เขาพูดอย่างนั้นปั๊บ เราเชื่อเขาเลยนะครับ มันไม่ได้ แล้วมันก็ต้องดูภูมิหลัง พฤติกรรมอะไรต่างๆ อีกมากมาย เพราะว่าคนที่เขาก็สะท้อนความเห็นมาถึงผมเขาก็บอกผมบอกว่า โอ้โห คุณนี่สามารถที่จะไปจับมือกับคนที่ระดมคนมาจะฆ่าคุณ ทุบรถ ทำลายการประชุม คือเราไม่ลืมหรอกครับ เรื่องเหล่านั้น

แต่ว่าอย่างที่ผมบอกคือ เราต้องตอบในเชิงหลักการว่า อุดมการณ์นี้มันเป็นตัวตั้ง และผมคิดว่าคนควรจะมีความสบายใจนะ ว่ามีพรรคการเมืองที่บอกว่า จะเอาอุดมการณ์เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เรื่องบุคคล เรื่องพวก เรื่องความสะดวก ในการที่จะทำงานการเมืองเพื่อหวังอำนาจ
ประการที่ 2 อยากจะบอกอาจารย์นะ คุยกันในพรรคฯ นี่ พวกผมก็บอกว่า จริงๆ ไม่อยากคิดเรื่องจับมือ เราอยากทำพรรคฯ ให้เป็นที่พึ่ง ที่หวังของคน เพียงพอที่จะยืนด้วยตัวเองไม่ต้องจับกับใคร นั่นจะดีที่สุด เพราะว่ามันจะทำให้เราทำงานได้อย่างเต็มที่ตามแนวคิดของเรา ที่ผ่านมาเราก็จะติดขัดเรื่อง รัฐบาลผสมบ้าง ต้องมีการประนีประนอมในเชิงเรื่องนั้นเรื่องนี้บ้าง แต่ว่าถ้าเราสามารถได้รับการสนับสนุนมากเพียงพอ แล้วยืนด้วยตัวเองได้ ผมว่านั่นคือเป้าหมายของพรรคประชาธิปัตย์”

แต่ในความเป็นจริง จะไปถึงดวงดาวหรือเปล่า ที่คิดว่าอยากจะทำอย่างนั้น
“มันเป็นไปได้ ทำไมมันจะเป็นไปไม่ได้ ผมก็ถามว่า ในการเลือกตั้งทั้งในต่างประเทศ ทั้งในประเทศไทย คะแนนเสียงมันขึ้น มันลง มันมีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น”

สถานการณ์ตอนนี้ มันยิ่งน่าเป็นห่วงหรือเปล่าว่า เศรษฐกิจของไทยเจริญเติบโตก็จริง แต่ไปกระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มข้างบน คนข้างล่างเดือดร้อนมาก

“ก็นี่คือเหตุผลที่ว่า พอทำไมพรรคประชาธิปัตย์วิจารณ์รัฐบาลนี้ ผมถึงบอกว่า ทำไมพอเราวิจารณ์นโยบายรัฐบาลนี้ จะต้องไปบอกว่าเรานี้จับมือกับเพื่อไทย มันไม่เกี่ยวอะไรกับเพื่อไทยเลย ผมไม่สนใจเลยว่าเพื่อไทยจะพูดอะไร ประชาธิปัตย์ต้องพูดในสิ่งที่เป็นความจริง ความจริงก็คือมันเป็นอย่างที่อาจารย์พูด การบริหารเศรษฐกิจขณะนี้ นโยบายเศรษฐกิจอย่างนี้ มันไม่สามารถแก้ปัญหาของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะคนยากคนจนได้

แต่เราก็ต้องดูตอนที่เขาปรับ ครม. ว่าเอาละ เขาจะปรับเปลี่ยน หันเห ทิศทางมาเพื่อแก้ปัญหาหรือไม่”

ถ้าเหตุการณ์ยังเป็นเช่นนี้ การเลือกตั้งอีก 1 ปีข้างหน้า คนข้างบนที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจปัจจุบันนี้ ฟังแล้วหลังจากได้นั่งคุยกับคนข้างบนพวกนี้ เขาจะชื่นชอบว่า ทหารอยู่ต่อไปเลย บ้านเมืองสงบ ตัวเขาเองทำมาค้าขายคล่อง รายได้สูงขึ้นมาก เขาก็พอใจ คนข้างล่างก็จะรู้สึกอึดอัด ทีนี้ประชาธิปัตย์เองก็เคยได้ฐานเสียงคนข้างบนด้วย เมื่อมีพรรคทหารเกิดขึ้น ถ้าพูดกันจะมี 3 ขั้ว

“อาจารย์ก็ดูต่อไปอีก 1 ปี

1. คนที่อาจารย์บอกว่า อยู่ข้างบน พึงพอใจ ตรงนี้ อีก 1 ปีข้างหน้า เขาต้องประเมินนะว่า รัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะบริหารด้วยนโยบายแบบนี้ได้จริงมั้ย พรรคการเมืองที่ยืนยันว่า นโยบายเศรษฐกิจปัจจุบันนี้ดี การเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร เขาต้องประเมินนะ ถึงแม้ว่าโดยตัวเขาอาจจะยังมีความบอกว่า พึงพอใจ หรือไม่เดือดร้อนก็ตาม แต่เขาจะรับรู้ละว่า สังคมส่วนใหญ่จะคิดอย่างไร

2. คนที่เดือดร้อน ตรงนี้แหละครับ ที่มันจะต้องสู้กันด้วยข้อมูล ก็คือว่า แล้วระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ ใครมีคำตอบที่ยั่งยืนกว่ากัน”

แต่ถ้าชาวบ้านเขาบอกเขาไม่รู้ เขาได้ข้าว 15,000
“ทำไมเขาจะไม่รู้ เขาได้ข้าว 15,000 แต่วันนี้เขารู้แล้วว่ามันไม่สามารถทำได้ตลอดไป เขารู้แล้วว่ามันมีทุจริต เขารู้แล้วว่า ถ้าใครขืนกลับไปทำแบบนั้นอีก ก็จะนำพาบ้านเมืองมาสู่ประเด็นแบบนี้อีก แล้วก็มีคนจำนวนไม่น้อย ที่เขาก็บอกว่า เอ๊ะ แม้ว่าตอนที่ประกันรายได้จะได้ไม่ถึง 15,000 แต่ความจริงก็ได้ที่จะทำให้เขาฐานะดีขึ้น แล้วลืมตาอ้าปากได้ แล้วดูไปแล้วเป็นนโยบายซึ่งสามารถทำได้ตลอด เพราะฉะนั้นมันก็เป็นประเด็นที่จะต้องมาถกเถียงกัน”

ชาวบ้านเขาคิดซับซ้อนอย่างนั้นหรือ
“เขาไม่ได้ซับซ้อนหรอกครับ อาจารย์ไปถามเขา จริงๆ ผมถึงบอกว่า เราอย่าประเมินประชาชนผิดนะ ผมก็เคยเดินลงไปถามว่า 15,000 กับก่อนหน้านี้บางคนเรียก เงินส่วนต่าง ประกันรายได้ สุดแล้วแต่เป็นไง เขาก็พูดตอบว่า ถ้าถามนี่ว่าชอบอันไหน ก็ต้องบอกว่า อันไหนสูงกว่าก็ต้องชอบอันนั้น แต่เขาบอกว่า ในใจเขา เขาก็สงสัยเหมือนกันว่า 15,000 มันจะทำได้ตลอดไปเหรอ ถ้าคนมันมาซื้อของที่มันแพงเกินจริง แล้วมันจะไปขายยังไง ไม่ได้ซับซ้อนอะไรนะครับ เพียงแต่ว่ามันอยู่ที่เราได้มีการมานำเสนอ ทบทวนให้มันครบถ้วนหรือไม่

แล้วอย่างที่ผมบอกมาตลอด ที่เราเคยคุยกันว่า อันนี้เป็นปัญหาของกฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายเลือกตั้งว่า ถ้าหากว่าเรานี้ไม่พยายามเปิดเวทีให้มีการมาถกกัน เราบอกว่า ต่างคนต่างไปหาเสียงกัน เราก็จะไม่ได้มีโอกาสทำให้ประชาชนได้มาถกกันในเรื่องเหล่านี้ แต่ถ้ามานั่งถกกันนี่ ก็จะได้เห็นกันไปเลยว่า ข้อเสนอของพรรคใหม่เป็นอย่างนี้ พรรคเก่าเป็นอย่างนี้ พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไทยเป็นอย่างนี้ นั่นแหละคือจะเป็นสิ่งที่จะช่วยให้การตัดสินใจทางการเมืองมันอยู่บนพื้นฐานของการมีข้อมูลมากขึ้น”

เป็นห่วงว่า ถ้าไม่ได้ถกกัน ไม่ได้เห็นข้อมูลโดยละเอียด หรือคิดอะไรที่ลึกซึ้ง ฝ่ายนึงก็จะบอกว่าเห็นมั้ย เคยได้ตำบลละล้าน หมู่บ้านละล้าน แล้วก็รักษาพยาบาลก็ 30 บาท หรือลูกมีทุนไปเรียนต่างประเทศ อะไรพวกนี้
“แต่ถ้ามานั่งคุยกันผมก็จะบอกว่า แล้วประชาธิปัตย์ก็ทำรักษาฟรีต่อ แถมมีให้เรียนฟรี เรียนฟรีแบบมีค่าตำรา เครื่องแบบ มีเบี้ยยังชีพมาให้ทุกคน มีค่าตอบแทน อสม. ซึ่งนับวันจะต้องมีบทบาทมากยิ่งขึ้น ก็เคยคุยกันในเชิงรุก มันต้องมาแลกเปลี่ยนกันอย่างนี้ครับ แต่ว่าถ้าหากปล่อยบอกว่าเป็นเรื่องของแต่ละ ..”

แต่เข้าใจไม่ง่ายของประชาธิปัตย์ เพราะอันนั้นมันแจก มันให้เลย ชาวบ้านเขาอยู่ในระบบอุปถัมภ์ เขาเห็นแล้วเขาได้
“อาจารย์ การแจกการอะไรนั้น มันมีอะไรอีกหลายอย่างนะ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ถามว่ารัฐบาลนี้แจกมั้ย แต่มันก็มีปัญหาอีกแบบเหมือนกัน และการแจกๆ นี้ คือใครรับแจก ก็มีความพึงพอใจตอนได้รับแจก แต่ไม่ได้หมายความว่า เขาจะมองว่าเป็นทางออก หรือทางแก้ ที่ 1. ยั่งยืน หรือไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้นเรื่องแบบนี้มันก็ต้องทำให้ข้อเท็จจริงมันปรากฎให้มากที่สุด มาพูดกัน

เพราะฉะนั้นผมก็บอกว่า พรรคประชาธิปัตย์เราก็มีความมั่นใจ แล้วก็นโยบายที่พูดนี้ ยังพูดเฉพาะนโยบายเก่านะ ยังไม่ได้พูดนโยบายใหม่ที่จะต้องออกมา มันก็เป็นเรื่องที่ อยู่ที่ว่าเราสามารถจัดให้มีการถกเถียงกันเรื่องเหล่านี้ได้มากน้อยแค่ไหน และผมมั่นใจนะครับว่า ถ้าเรามีรูปแบบ วิธีการ เวทีแบบนี้ ผมว่าการเลือกตั้งก็สามารถที่จะได้รัฐบาลที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนด้วย แล้วก็เป็นรัฐบาลที่สามารถบริหารได้แบบยั่งยืนด้วย”

แต่ปัจจุบันนี้การวิเคราะห์ เริ่มออกมาชัดเจนว่า การที่พรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย หรือประชาธิปัตย์จะได้เสียงเด็ดขาด โดยที่ไม่ต้องร่วมกับคนอื่นคงจะเป็นไปได้ยาก

“เพราะอะไรครับอาจารย์ เพราะว่าเขาเอาตัวเลขเก่า มาสวมกับระบบใหม่ คือพวกวิเคราะห์นี้ ก็คือวิเคราะห์จากพฤติกรรมในอดีต ผมมี 2 ประเด็น

ประเด็นที่ 1 ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนระบบ พฤติกรรม ปัจจัยการตัดสินใจของประชาชนก็เปลี่ยน ตามระบบที่มันเปลี่ยนไป และบังเอิญระบบนี้เปลี่ยน 2 อย่างนะ นอกจากเรื่องของการจัดสรรปันส่วนแล้ว เหลือบัตรใบเดียว เพราะฉะนั้นเหลือบัตรใบเดียวนี้ ก็ไปเอาคะแนนของเก่ามา ผมว่ามันก็ลำบากนะ เพราะว่าเดิมประชาชนเขามี 2 คะแนน เขามีวิธีการคิด วิธีการตัดสินใจ แล้วก็มีการแบ่งคะแนนก็มี แต่ต่อไปนี้เลือกใบเดียว เรายังบอกไม่ได้เลยนะว่ามันจะไปทางไหน คือที่ผมพูดนี้ ไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องไปอย่างที่ผมบอกอาจารย์ หรืออาจารย์บอกผม มันไปทางไหนก็ได้

กับ 2 อาจารย์สังเกตมั้ยล่ะครับว่า การเลือกตั้งทั่วโลก ในรอบ 2 – 3 ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมของผู้เลือกตั้งในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง เปลี่ยนแบบรุนแรงมาก ชนิดที่เรียกว่า โพล หรือผลสำรวจนี้ตามไม่ทันเลย เพราะฉะนั้นใครที่ไปยึดอยู่กับว่า เอาตัวเลขเก่ามาแล้วก็วิเคราะห์กันอยู่ โดยไม่มองไปว่า 1. สภาวะผู้เลือกก็เปลี่ยน สื่อก็เปลี่ยน โลกก็เปลี่ยน แล้วประเด็นใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น ผมว่าอาจจะพลาดนะครับ ไม่เห็นอะไรบางสิ่งบางอย่างที่จะเกิดขึ้นต่อไป”

สมมติว่าเป็นไปอย่างที่คุณนิพิฏฐ์อธิบายต่อมาว่า โอกาสในการที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะครองเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ตอนนี้มี 3 ขั้ว ขั้วระบอบทักษิณ ขั้วประชาธิปัตย์ และขั้วพรรคทหาร รวมทั้ง ส.ว. 250 คน บวกกับพรรคที่จะเกิดขึ้นด้วย ตกลงประชาธิปัตย์จะต้องรวมกับใครซักอัน หรือจะไม่รวม

“รวม หรือไม่รวม กลับมาที่เดิม อะไรที่จะทำให้ประชาธิปัตย์สร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวมได้มากที่สุด ซึ่งก็เป็นได้ทั้ง คือเราก็คิดว่าเป็นรัฐบาลโดยปกติ ก็ทำประโยชน์ได้มากกว่าการเป็นฝ่ายค้าน แต่ถ้าการเป็นรัฐบาลนั้น เป็นการไปเป็นรัฐบาลที่ละทิ้งอุดมการณ์ ไม่สามารถเอาสิ่งที่เราคิดไปแก้ปัญหาประเทศได้ เราก็ไม่ควรจะเป็น ผมตอบได้เพียงเท่านี้ในขณะนี้ เพราะว่าผมยังไม่เห็นตัวเลข ผมยังไม่รู้ว่าผลจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่มีการวิเคราะห์วิจารณ์กันในขณะนี้ มันมีความจริงอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่า ระบบนี้ที่ถูกสร้างขึ้นมา เป็นระบบที่อาจจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าทางตัน เพราะเดิม มันแค่เสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ วันนี้ต้องการจะไปล็อคอีกว่าต้องมีเสียงข้างมากในที่ประชุมร่วม มันเลยกลายเป็น 375 ตรงนี้ผมถึงบอกว่า ถ้าเราไม่อยากให้มีปัญหาความขัดแย้งในอนาคต ผมก็ยังยืนยันว่า ส.ว. 250 คนนี้ ควรที่จะเคารพการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งเป็นหลัก”

หวังได้มั้ย
“ผมก็บอกว่า ถ้าพยายามฝืนเจตนารมณ์ของประชาชน โอกาสที่สังคมไทย การเมืองไทย จะเกิดความขัดแย้งจะสูงมาก แล้วก็แน่นอนที่สุดถ้าจะเอาแบบสุดโต่ง สมมติว่าจะไปหักเอา พูดง่ายๆ คือไม่สนใจเสียงข้างมากในสภาผู้แทน แล้วไปตั้งนายกรัฐมนตรี โดยแค่จับกับ 125 เสียงในสภาผู้แทน รัฐบาลนั้นจะอยู่ได้มั้ยล่ะครับ”

แล้วถ้าเขาจับกับประชาธิปัตย์ แต่เขาขอทหารเป็นนายกฯ จะทำอย่างไร
“เรายังไม่ได้เลือกตั้งเลย เราจะไม่ฟังเสียงประชาชนกันเลยเหรอครับ อยู่ดีๆ เราจะมาตกลงกันล่วงหน้า แล้วสุดท้ายเราจะให้เลือกตั้งเป็นพิธีกรรม - ผมว่าไม่ใช่ ผมว่าพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคการเมือง ต้องฟังเสียงประชาชน และผมก็หวังว่า วุฒิสมาชิก ซึ่งเขาบอกว่าเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย จะทำตัวเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย ไม่ใช่ตัวแทนของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง”




บทความอื่นๆ