บทความ

“อภิสิทธิ์” หวังให้ กกต. ทุกท่านทำงานตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ
06 ธ.ค. 2560

“อภิสิทธิ์” หวังให้ กกต. ทุกท่านทำงานตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ



(6 ธันวาคม 2560) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 เกี่ยวกับการคัดเลือก กกต. ชุดใหม่ว่า คาดหวังที่จะเห็นบุคลากรที่มาทำงานที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะว่าจะปฏิรูปอะไร ทำอะไรก็แล้วแต่ มันสำเร็จยากถ้าการเมืองไม่ดี ไม่สุจริต การเมืองถ้าเริ่มต้นจากการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต ก็คงยากที่จะไปได้ เพราะฉะนั้นก็ถือว่าทุกท่านที่มาทำหน้าที่ตรงนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ ก็อยากให้ทำตามเจตนารมณ์ให้ได้


คำต่อคำ

สัปดาห์ที่ผ่านมา คุณอภิสิทธิ์เดินทางไปประเทศจีน และได้ไปเป็นปาฐกถาหัวข้อ Steering the Building of a Community with a Shared Future for Mankind : Role and Responsibilities of Political Parties ในการประชุม CPC in Dialogue with World Political Parties High-Level Meeting ที่ Diaoyutai State Guesthouse ณ กรุงปักกิ่ง
“ประเด็นหลัก ผมมองว่าเป็นการรุกของจีน โดยเฉพาะพรรคคอมมิวนิสต์จีน ต้องเล่าภูมิหลังนิดหน่อย ว่าการประชุมสมัชชาของพรรคคอมมิวนิสต์ ครั้งที่ 19 ที่ผ่านมาเมื่อเดือนก่อน ซึ่งถือว่าเป็นการประชุมที่มีความสำคัญ ซึ่งเขาจะทำขึ้นทุก 5 ปี เพื่อวางอนาคตไปข้างหน้า

สิ่งหนึ่งซึ่งเขาพยายามพูดมากก็คือว่า แนวทางการพัฒนาของจีนทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ซึ่งทุกคนก็มองเห็นความก้าวหน้า ความสำเร็จ มันเป็นเรื่องของการขับเคลื่อนโดยพรรค เขาก็เอาตัวพรรคคอมมิวนิสต์เป็นแกนหลัก แล้วก็ยืนยันว่าจะต้องเป็นกลไกหลักที่จะต้องขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต เมื่อเป็นอย่างนี้ เขาก็พยายามจะบอกว่า แนวคิดของเขาในเรื่องการพัฒนา ซึ่งเมื่อก่อนนี้เราจะไม่ค่อยได้ยินจีนพูดถึงบทบาทของตัวเองในต่างประเทศมากนัก แต่ปัจจุบันเขาจะพูดเลยบอกว่า ท่านประธานเหมา ได้กล่าวเอาไว้ว่ายังไงจีนก็ต้องมีส่วนร่วมในการทำอะไรให้กับโลก เพราะว่าจีนเป็นประเทศที่มีประชากรเป็นจำนวนมาก

เพราะฉะนั้นวันนี้เขาก็บอกว่า เขานี้ต้องการจะมีส่วนร่วมในการที่จะพัฒนาประเทศอื่นๆ ด้วย แล้วก้แน่นอนอันนี้ก็จะไปสอดคล้องกับเรื่องของเส้นทางสายไหม หรือ หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง One Belt One Road อย่างที่ว่า ก็จะเป็นการสะท้อนแนวคิดนี้

แต่ผมว่าจีนเขาก็ทราบดีว่าตัวระบบการเมืองของเขานี้ มันเป็นระบบที่ไม่เหมือนที่อื่น และเขาเองเขาก็โฆษณาด้วยว่าขณะนี้เขาก็ใช้ระบบสังคมนิยมแบบมีอัตลักษณ์ของจีน เพราะฉะนั้น เขากำลังจะบอกว่าสิ่งที่เขาจะทำให้กับโลก หรือสิ่งที่เขาจะมีบทบาทในโลก แม้ว่าตัวพรรค หรือตัวกลไกทางการเมืองเขาขับเคลื่อน ท่านประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ปราศรัยในการประชุมที่ผมไปครั้งนี้ พูดชัด บอกว่าการพัฒนาของจีนไม่ได้นำเข้ารูปแบบการเมือง การปกครอง หรือระบบการบริหารจากที่ไหน เป็นของจีนเอง และตรงนี้สำคัญครับ และจีนไม่มีความปรารถนาที่จะส่งออกรูปแบบนี้ด้วย

ก็คือจีนบอกว่า จีนเคารพการจะออกแบบ วางแผน ระบบการเมืองของประเทศต่างๆ ที่จะต้องสอดคล้องกับอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของแต่ละที่ แต่จีนเชื่อว่ามันมีหลายสิ่งหลายอย่างซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของมนุษยชาติ ว่าในโลกมันต้องเป็นประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติ ความหมายตรงนี้ก็คือ จีนก็บอกว่า ปัญหาหลักๆ นี้ มันก็จะเป็นเรื่องของการพัฒนาเพื่อที่จะให้คนหลุดพ้นจากความยากจน สันติภาพ โลกต้องอยู่อย่างสันติ แล้วก็เรื่องของปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งภายในระยะเวลาประมาณ 2 ปี จีนพลิกจากการที่ถูกมองว่าเป็นตัวปัญหา มาเป็นผู้นำไปแล้ว ในเรื่องของสิ่งแวดล้อม

เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือสิ่งที่เขาตั้งเป็นโจทย์ขึ้นมาบอกว่า เพราะฉะนั้นที่เขาเชิญนักการเมืองทั่วโลกไปนี้ เราจะมาทำเรื่องนี้ด้วยกัน แต่ต่างคนต่างมีวิถีของตัวเอง แล้วก็จะมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน ผมเองที่ไปปาฐกถานี้ ก็พูดถึงว่าบทบาทของพรรคการเมือง ในการที่จะช่วยทำสิ่งนี้มันคืออะไร และจะต้องทำอย่างไร ซึ่งจุดหลักของผมก็คือว่า ไม่ว่าระบบการเมืองจะเป็นอย่างไร พรรคการเมืองก็มีหน้าที่ในการที่จะเป็นตัวแทนของประชาชน ผลิตนโยบายตามกรอบความคิด ซึ่งขณะนี้ถ้าหากว่าจะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ พรรคการเมืองต้องกลับมาเพื่อที่จะดึงศรัทธาของประชาชนให้ได้เสียก่อน เพราะเกือบจะทุกประเทศ พรรคการเมืองโดยรวมมีปัญหาในเรื่องนี้ แล้วก็สิ่งที่จะแก้ปัญหาได้ก็คือ ทั้งเรื่องของการที่จะต้องเข้าหาประชาชน เพื่อรับรู้ รับทราบความต้องการของประชาชนมากขึ้น มีคำตอบต่อปัญหาเหล่านั้น และต้องไม่ทำตัวแปลกแยกออกจากสังคม คำว่าแปลกแยกนี้ไม่ใช่แค่ห่างเหินอย่างเดียว แต่หมายความว่าที่ประชาชนไม่พอใจ หรือมองนักการเมืองด้วยความหวาดระแวงก็คือ นักการเมืองมีผลประโยชน์ของตัวเอง มีการทุจริต คอร์รัปชั่น มีสิทธิ์เหนือคนอื่นอะไรต่างๆ

ซึ่งเราก็จะเห็นว่าอันนี้มันก็เป็นหลักของธรรมาภิบาลทั่วๆ ไป แต่เราก็จะเห็นด้วยว่าแม้แต่ในประเทศจีนเอง พรรคคอมมิวนิสต์เขาก็ออกระเบียบต่างๆ เพื่อเข้มงวดกวดขันเรื่องนี้มากขึ้นมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เอาจริงเอาจังเรื่องคอร์รัปชั่น บอกเดี๋ยวนี้ห้ามรับของขวัญ งานเลี้ยงต้องไม่ฟุ่มเฟือย ผมไปอ่านดูเขาเขียนละเอียดถึงขั้นว่า ผู้บริหารทั้งหลายต้องไม่เสียเวลาไปกับการตัดริบบิ้น กับวางศิลาฤกษ์ ฟังดูคุ้นๆ มั้ยล่ะครับ”

เรื่องนี้มาพร้อมกับทางสภาออสเตรเลียผ่านกฎหมายที่ไม่ให้ต่างชาติเข้าไปแทรกแซงในประเทศ น่าจะอึดอัดเรื่องของจีนหรือเปล่า
“ผมมองอย่างนี้นะครับ วันนี้จีนพูดหลายเรื่อง พูดตรงๆ ก็คือว่า พยายามขับความแตกต่างจากสหรัฐฯ ในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น จีนพูดเรื่องของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ความยากจน การค้าการลงทุน จีนบอก มันต้องมีผลประโยชน์ร่วมกัน ต้อง WIN – WIN ไม่ใช่ลักษณะของการที่จะเอาชนะอยู่ประเทศเดียว อันนี้มันก็ชัดเจนว่า สวนกับสิ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พูด ที่บอกว่านโยบายเขาคือต้องอเมริกามาก่อน จีนพูดถึงว่า กติกาที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ ต้องเป็นพาหุพาคี ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง มากำหนดให้คนอื่นได้

เพราะฉะนั้นสิ่งที่จีนกำลังจะพูดก็คือว่า ในเชิงการเมือง ในเชิงนโยบาย เขาไม่ไปทำสิ่งเหล่านั้น แต่ข้อเท็จจริงที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือว่า ขนาดตลาดของจีนกับอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีน อย่างไรเข้าไปที่ไหนก็ต้องกระทบกับที่นั่น เพราะฉะนั้นการสื่อสารของจีนก็คือเพื่อพยายามที่จะบอกว่า คือพยายามจะให้ประเทศอื่นสบายใจว่าไม่ได้มีความปรารถนาที่จะรุกคืบเข้าไปครอบงำ ส่วนความเป็นจริงทางเศรษฐกิจจะเป็นอะไรอย่างไรนั้นมันก็จะเป็นปัญหาอีกปัญหาหนึ่ง”

ในหัวข้อเขาบอกว่า Role and Responsibilities of Political Parties มีหลายพรรค
“ทั้งหมดที่ไปทั่วโลกก็ 300 พรรคมังครับ ประเทศไทยผมไม่ค่อยชัดเจนนะครับ แต่ทราบว่าเขาเชิญ น่าจะเชิญพรรคเพื่อไทย แต่ว่าผู้แทนพรรคเพื่อไทยมีปัญหาในการเดินทาง อันนี้ผมไม่กล้ายืนยันนะครับ ที่ผมได้ยินมา แต่ว่าในหนังสือที่ผมดูคู่มือ อ.โภคิน ไปในนามของสมาคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจ แต่ว่าผมไม่ได้พบ เนื่องจากคนเยอะครับ”

ได้ไปฟ้องผู้นำจีนเรื่องปลดล็อคพรรคการเมืองหรือไม่
“(หัวเราะ) คงไม่มีเรื่องที่จะต้องไปฟ้องใครอะไรตรงนั้นนะครับ เขาก็บอกแล้วไงครับว่าเขาไม่มายุ่งเรื่องของการเมืองประเทศอื่น ในส่วนของจีนนะครับ
แต่ว่าผมก็ได้พบกับผู้นำในบางประเทศ หรืออดีตผู้นำ ก็มีพูดคุย ก็อาจจะมีสอบถามกันบ้าง รวมทั้งว่าการเดินทางครั้งนี้ทางสมาคมวัฒนธรรม เศรษฐกิจ ไทย – จีน ซึ่งก็เป็นผู้ประสานงาน ได้พาไปพบกับอีกหลายหน่วยงาน ความจริงหน่วยงานสำคัญ ๆ คือไปนี้ อย่างน้อยๆ 3 เรื่องใหญ่นะครับ

เรื่องที่ 1 คือเรื่องเกษตร ได้มีโอกาสไปคุยกับทางรัฐวิสาหกิจของจีนที่ทำงานเรื่องของเกษตรกร แล้วเขาทำครบวงจร ก็คือทำเรื่องของการสนับสนุนตั้งแต่พันธุ์พืช ปุ๋ย ยา เครื่องจักรกลทางการเกษตร ระบบการตลาด อะไรต่างๆ เหล่านี้ ก็ไปแลกเปลี่ยนดูว่า เขามีวิธีการช่วยเหลืออย่างไร เล่าให้ฟังนะครับว่า ในคณะของผมนี้ มีไปถามเหมือนกัน ไปถามเขาบอกว่า ชาวนาจีนขายข้าวเปลือกได้ราคาเท่าไหร่ แล้วปรากฎว่าสีหน้าของเขา เขางงๆ มากๆ เราก็ เอ๊ะ ทำไมเขาทำสีหน้างง แต่สุดท้ายเขาก็ตอบว่า ข้าวเปลือกนี้ราคามันต่ำมาก ชาวนาเขาไม่ขายข้าวเปลือก ชาวนาเขาขายข้าวสาร ก็คือระบบมันต้องไปจัดการให้หมด อย่างที่ผมบอกคือเขาทำครบวงจร นี่ก็เป็นเรื่องที่เราแลกเปลี่ยนกัน เราก็พูดคุยถึงว่า เรื่องยางพารา เรื่องอะไรต่างๆ ก็ได้พูดคุยกัน นั่นคือเรื่องที่ 1 เรื่องเกษตร

เรื่องที่ 2 ก็คือเรื่องการเงิน คือเราได้ไปพบกับทั้งธนาคาร AIIB ก็คืออันนี้เป็นธนาคารไม่ใช่ของจีนแล้ว ถือว่าเป็นธนาคารแบบของนานาชาติ จริงๆ ประเทศไทยมีหุ้นอยู่ด้วย (เทียบเท่ากับ World Bank หรือ IMF ของตะวันตกมั้ย) เขาก็บอกว่าเขาเป็นธนาคารที่เสนอทางเลือกใหม่ ก็คือไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ แล้วก็ไม่ใช่ธนาคารเพื่อการพัฒนา แต่จะช่วยสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในเอเชีย แล้วเขาก็มีความรู้สึก จริงๆ ต้องบอกตรงๆ ว่า ทางจีนก็มีความรู้สึกว่า เรื่องโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย โดยเฉพาะการเชื่อมโยงอะไรต่างๆ ในสายตาเขาก็คือไปได้ช้า แล้วก็ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่จากกลไกทางการเงินที่เขามี ซึ่งมีตั้งแต่ AIIB ซึ่งไม่ใช่ของจีนประเทศเดียว แล้วก็มีกองทุนเส้นทางสายไหม แล้วก็ยังมีผู้บริหารของธนาคารเพื่อการพัฒนาของจีน ที่มาพบผมด้วย เขาก็มีความรู้สึกว่าตรงนี้ยังเป็นลู่ทางที่ประเทศไทยควรจะต้องไปลองดู พิจารณาดูว่าเป็นทางเลือกแค่ไหนอย่างไร ในการที่จะเร่งในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานขึ้นมา

แล้วก็ยังมีพบกับทาง พวกบริษัทการลงทุนเอกชนด้วย  รัฐวิสาหกิจด้วย ที่มีความปรารถนาที่จะมาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งผมก็บอกว่าอยากจะให้มาช่วยลงทุนเรื่องการแปรรูปสินค้าเกษตร ร่วมทุนนะครับกับเรา แล้วก็เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน

ส่วนสุดท้ายที่ได้ไปดูก็คือเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็คือมีทั้งได้ไปดู Super Computer ของเขาที่เทียนจิน แล้วก็ได้ไปดูบริษัทที่ทำเรื่องความมั่นคง หรือความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งถ้าจะแปลกันตรงๆ ก็คือว่า เขาทำระบบที่สามารถ เขาใช้คำนี้นะ กลั่นกรองสาระในอินเทอร์เน็ต ที่ไม่พึงปรารถนา สรุปก็คือสามารถที่จะกรอง หรือเซนเซอร์ สิ่งต่างๆ ออกไปได้ ส่วนจะเป็นอะไรนั้นก็แล้วแต่ผู้ใช้ แต่เขามีความพร้อมในเชิงของเทคโนโลยีที่จะทำให้ และเราก็ทราบกันดีว่า ของเขาเองก็มีระบบเรื่องนี้ค่อนข้างที่จะเข้มงวด ใครที่ไปก็จะทราบ ไม่สามารถที่จะเข้าถึงหลายสิ่งหลายอย่างได้ครับ”

คุณอภิสิทธิ์ก็สื่อสารกับทางไทยลำบากมั้ยตอนอยู่ที่นั่น เพราะไลน์ เฟซบุ๊ก น่าจะเข้าไม่ได้
“ไลน์ได้ครับ พอได้อยู่”

เราสูญเสียคุณสุรินทร์ พิศสุวรรณ
“ขณะนี้กำลังจะเดินทางไปที่บ้าน ดร.สุรินทร์ คงมีหลายส่วน แต่ว่าที่ผมไปนี้ก็เพื่อที่จะไปเคารพศพแล้วก็พบปะกับครอบครัว เพราะว่าช่วงที่ท่านเสีย ผมก็อยู่ที่จีน แล้วก็กลับมาไม่ทัน แต่ว่าทราบว่า จนถึงทุกวันนี้ และวันนี้อาจจะเป็นวันท้ายๆ แล้วที่เขาก็ยังที่จะเปิดโอกาสให้คนเข้าไป พบปะ เยี่ยมเยียนครอบครัว แล้วก็เคารพศพ”

ถือว่ากระทันหัน
“เราก็ตกใจหมดนะครับ ผมได้โทรศัพท์ แล้วก็มีคนที่แจ้งข่าวมานี้ ผมยังถามเขาหลายครั้งว่าผมฟังผิดหรือเปล่า วางหูไปแล้วก็ยังไม่เชื่อเลยครับ ยังหันไปถามกับคนที่อยู่ในคณะบอก คุณช่วยเช็คข่าวหน่อยซิ ทำไมผมเป็นอย่างนี้ เพราะไม่มีวี่แววเลย แล้วท่านก็ยังทำกิจกรรม แข็งแรงและทำกิจกรรมอยู่ตลอด ก่อนเสียก็สัมภาษณ์ แล้วก็เตรียมจะไปงานสัมมนา และก่อนหน้านั้นก็เดินทางไปหลายแห่งเช่นเดียวกัน ทั้งในและต่างประเทศ”

คุณอภิสิทธิ์ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ไม่ใช่ว่าเป็นการสูญเสียเฉพาะประเทศไทย แต่ทั่วโลก เพราะที่ผ่านมา ดร.สุรินทร์ เป็นบุคคลที่มีคุณูปการหลายด้าน การจากไปอย่างกระทันหันนี้ ทำให้การทำงานของพรรคฯ สะดุดอย่างไรหรือไม่

“ผมไม่ได้มองในแง่พรรคฯ หรอกครับ แต่ผมมองในแง่ว่าบุคลากรซึ่งมีบทบาททางการเมือง ไม่ใช่เฉพาะในประเทศ แต่ว่าระหว่างประเทศ ที่มีคุณภาพ เราสูญเสียไป เราในที่นี้ก็คือไม่ใช่แค่พรรคประชาธิปัตย์ แต่ว่าประเทศไทยด้วย อาเซียนด้วย อาจจะพูดได้ว่าประชาคมโลกก็ว่าได้ เพราะงานที่ท่านทำเป็นที่รับรู้ เป็นที่ยอมรับไประดับโลกอย่างที่ว่า รวมไปจนถึงว่าสิ่งที่เป็นพรสวรรค์ของท่านเลย ก็คือความสามารถในการเข้าใจประเด็นที่มีความสลับซับซ้อน โดยเฉพาะในเรื่องของการต่างประเทศ แล้วก็สามารถที่จะสื่อสารให้เกิดความเข้าใจ แล้วก็ความที่ท่านเป็นคนที่อบอุ่นด้วย ผมก็เห็นผู้คนจากหลายวงการที่มีโอกาสสัมผัสกับท่าน ก็รับรู้ถึงความมุ่งมั่น ความตั้งใจแล้วก็ความจริงใจ
ในส่วนของพรรคฯ แน่นอน นอกจากบุคลากรที่มีความสามารถแล้ว ก็เป็นบุคคลที่มีความมั่นคงในอุดมการณ์มาก มีความผูกพันกับพรรคฯ มาก เมื่อวันจันทร์ผมก็เพิ่งบอกไปว่า 2 วันก่อนที่ท่านจะเสีย ท่านก็ยังอุตส่าห์มาช่วยเขียนนโยบายการต่างประเทศให้กับพรรคฯ”

คุณอภิสิทธิ์ได้เรียนรู้ชีวิตของ ดร.สุรินทร์ อย่างไรบ้าง
“สำหรับผม ตั้งแต่ตอนที่ผมเข้ามาการเมืองแรกๆ ซึ่งผมเข้ามาหลังท่านหลายปีอยู่ ผมก็ได้เคยพูดกับตัวท่านเองด้วยซ้ำ แล้วก็ให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่านี่ก็เป็นนักการเมืองที่เป็นแบบอย่างได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ 1. คือมาจากแวดวงวิชาการ แล้วก็มีการศึกษา มีความรู้ ความสามารถที่ดีมาก แต่ก็อยากที่จะมาทำงานการเมือง แล้วก็เป็นการเมืองในวิธีทางประชาธิปไตย ที่จะต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีความมั่นคงในอุดมการณ์เรื่องประชาธิปไตยด้วย

เป็นบุคคลที่ ท่านเองก็ยอมรับว่า ได้โอกาสจากสังคม คือด้วยความขยันหมั่นเพียร ด้วยความสามารถ ก็ได้มีโอกาสไปได้รับการศึกษาที่ดี แล้วก็ในที่สุดก็คือก้าวมาสู่ตำแหน่งสำคัญๆ ทางการเมือง ไปจนถึงตำแหน่งในระหว่างประเทศด้วย

ผมว่ามันก็เป็นกำลังใจให้กับคนอีกจำนวนมาก แล้วก็เป็นสิ่งที่ยืนยัน เพราะว่ายุคนี้ ต้องบอกตรงๆ ว่าใครๆ ก็ด่าว่านักการเมืองทั้งนั้น ว่าจริงๆ แล้วก็ยังมีนักการเมืองที่มีคุณภาพที่ดี แล้วก็พอเราสูญเสียอย่างนี้ ก็จะเตือนเราว่ามันมีบุคคลแบบนี้ที่เราควรจะหาทางที่จะให้เขาได้มีบทบาทกันในทางการเมืองกัน เพราะว่าตอนที่ผมสนทนายาวกับท่านเป็นครั้งสุดท้าย ก็อาจจะหลายเดือนก่อน ตอนที่มีข่าวเรื่องท่านจะลงผู้ว่าฯ กทม. ผมก็ไปพูดคุยเรื่องนี้ ท่านก็เป็นคนพูดเองบอกว่า สิ่งหนึ่งที่ท่านอยากทำเรื่องนี้ แล้วก็อยากหวังว่าจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น หรือ กทม. ก่อน ก็เพื่อที่จะให้คนกลับมาดูอีกครั้งนึงว่า จริงๆ กระบวนการประชาธิปไตย มันสามารถที่จะได้คนที่ดีมีความสามารถมาทำงานได้นะ ท่านก็ย้ำอย่างนี้”

อย่างนี้ทางพรรคฯ จะหาใครมาแทน มีการพูดคุยกันหรือยัง
“กระบวนการนี้มันก็ยังต้องอีกระยะนึงครับ เราเองก็ยังไม่ทราบความชัดเจนถึงตารางเวลาทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเลือกตั้งท้องถิ่นเอง เรื่องการปลดล็อคเรื่องอะไรต่างๆ แต่ว่าก็มีผู้ที่เสนอตัวที่จะลงในนามพรรคฯ ก็ยังมีอยู่ แล้วก็รวมทั้งเราก็ยังมองๆ ว่ามีบุคลากรที่เราคิดว่าถ้ามีโอกาสมาทำงานทางการเมือง แล้วดึงเข้ามาทำการเมืองได้ ก็น่าจะเป็นประโยชน์ ก็ต้องพิจารณากันไปตามกระบวนการ”

ในส่วนของ กกต. ชัดแล้ว กกต. ชุดใหม่เป็นอย่างไรบ้าง
“ผมไม่มีความเห็นอะไรหรอกครับ เพราะว่าการสรรหาบุคคลก็มีคุณสมบัติ มีอะไรก็ว่ากันไป ก็เพียงแต่คาดหวังที่จะเห็นบุคลากรที่มาทำงานที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะว่าจะปฏิรูปอะไร ทำอะไรก็แล้วแต่ มันสำเร็จยากถ้าการเมืองมันไม่ดี ไม่สุจริต ทีนี้การเมืองถ้าเริ่มต้นจากการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต ก็คงยากที่จะไปได้ เพราะฉะนั้นผมก็ถือว่าทุกท่านที่มาทำหน้าที่ตรงนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ ก็อยากให้ทำตามเจตนารมณ์ให้ได้ครับ”

คุณสมบัติค่อนข้างเข้ม ทำให้หลายๆ คนพลาดโอกาสที่จะได้เป็น กกต. ทั้งที่อาจจะมีความสามารถด้วยเหมือนกัน
“เรื่องกติกา เรื่องอะไรต่างๆ ที่เขียนกันมา ทำกันมา มันก็เลยจุดที่จะต้องมาวิพากษ์วิจารณ์กันแล้วครับ อยากจะมองไปข้างหน้ามากกว่า เดินไปข้างหน้ามากกว่า แล้วก็ กกต. ก็จะมีภาระหนักจริงๆ เพราะว่ากฎหมายใหม่ ทั้งกฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายการเลือกตั้ง กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง แล้วก็การที่อาจจะต้องดูแลการเลือกตั้งทั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่น ในระยะเวลาซึ่งไม่มากนัก ก็เป็นภาระที่หนักมากนะครับ ก็เป็นกำลังใจให้นะครับว่าทำให้สำเร็จ”

ครม. ใหม่ มองไปข้างหน้าได้หรือไม่
“ครม. ใหม่ก็ จริงๆ การเปลี่ยนแปลงที่ดูมากที่สุด ก็คงจะเป็นที่กระทรวงเกษตรฯ ก็เท่ากับว่าทางรัฐบาลคงตระหนักเรื่องของความสำคัญของภาคการเกษตร และปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้าว เรื่องยาง หรือเรื่องอื่นๆ ไม่นับปัญหาเฉพาะหน้าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเรื่องของน้ำท่วม
แต่ทีนี้จะทำได้มากน้อยแค่ไหน ผมก็คิดว่าคงจะต้องไปทบทวนดูนโยบายหลายอย่าง แล้วก็ยังจะเห็นว่าทางพรรคประชาธิปัตย์เอง โดยคุณกรณ์ และคณะได้พยายามนำเสนออยู่เหมือนกันว่า เรื่องข้าวน่าจะมีมาตรการอะไรอย่างไร ยางพารานี้พวกเราก็พยายามติดตาม แล้วก็เรียกร้องว่าทำอย่างไร ถึงจะมีการแก้ไขตรงนี้ด้วย แล้วยังมีเรื่องการประมง และเรื่องอื่นๆ ด้วย”

พอพูดถึงเรื่องรัฐมนตรีเกษตร ฯ ปัญหายางพารา ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุย เพราะตอนนี้ชาวสวนยางเดือดร้อน คุณอภิสิทธิ์มองเรื่องนี้อย่างไร
“ก็เดือดร้อนหมดนะครับ ทั้งยาง ทั้งข้าว ทั้งสินค้าเกษตรอื่นๆ ประมงด้วยนะครับ ก็อยากให้แก้ไข เพราะฉะนั้นตรงนี้อยากให้ตั้งหลัก ก็ดูเหมือนท่าทีของทางรัฐมนตรีใหม่ก็อยากจะรับฟังไม่ใช่เหรอครับ ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ว่ามาตรการต่างๆ รวมทั้งการบริหารเศรษฐกิจในภาพรวม ผมก็ยังยืนยันอยู่ว่าถ้าไม่ทบทวนหลักคิด นโยบายที่ผ่านมา มันก็คงจะเปลี่ยนแปลงอะไรยาก รวมไปจนถึงว่านโยบายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรเอง บางเรื่องก็เกินอำนาจของกระทรวงเกษตรฯ ดังนั้นก็จะต้องทำอย่างไรผลักดันให้เกิดความร่วมมือ แล้วก็หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และหัวหน้ารัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังด้วย

อย่างเช่น การใช้ยางพาราในประเทศ พูดกันมาตลอดให้ใช้มากขึ้นๆ กระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้เป็นคนใช้นะครับ มันกระทรวงอื่นทั้งนั้น แต่ว่าไม่ได้ขยับ”

ไฟฟ้า ยังมีความเห็นแตกออกเป็นสองทาง
“พูดถึงเทพา ใช่มั้ย โอ้โห เราเสนอไปเมื่อ จะ 2 ปีหรือยังครับ ผมจำไม่ได้ วันก่อนยังเอาหนังสือมาอ่านเลย ที่ไปยื่นให้กับทางรัฐบาล เราเตือนแล้วว่าจริงๆ ขณะนี้โลกมันมีทางเลือกเรื่อง LNG ถ้าเอา LNG มาใช้ แล้วก็หลีกเลี่ยงปัญหาของถ่านหิน มันน่าจะดีกว่า แล้วก็ศึกษาตัวเลข ศึกษาอะไรหลายอย่างแล้ว ก็เห็นว่าไม่ได้มีปัญหา แล้วก็เรายังเขียนเลยนะครับว่า ถ้าเกิดเดินหน้าเรื่องถ่านหิน เราก็คาดว่าจะเจอกับปัญหาแบบที่เจออยู่ขณะนี้ เพราะฉะนั้นก็เสียดายตั้งแต่ตอนโน้นว่า ทางกระทรวงพลังงานก็เหมือนกับปัดข้อเสนอที่เราเสนอไป แล้วก็ในที่สุดก็มาติดอยู่ตรงนี้

เหมือนกับเมื่อวาน หรือเมื่อวานซืนนะ โฆษกรัฐบาล หรือไงนี่ ก็มาปัดข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์เรื่องข้าว แล้วก็มาต่อว่าต่อขานด้วย ผมก็ยังแปลกใจอยู่ เพราะว่าสิ่งที่นำเสนอนี้ไม่ได้ตำหนิอะไรใครเลย แล้วก็เป็นการนำเสนอแบบสร้างสรรค์ ผมยังนึกว่าน่าจะเป็นแบบอย่างของการเมืองที่มันสร้างสรรค์ ที่เป็นบทบาทของนักการเมืองที่พึงกระทำ แต่กลับกลายเป็นว่ายุคนี้ท่านคงไม่ค่อยอยากจะฟังอะไรจากนักการเมือง ก็เลยมองว่าเป็นเรื่องการเมืองไปอีก”

สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้
“เป็นห่วงครับภาคใต้ก็รายงานกันมาตลอด ในอีกหมวกนึงของมูลนิธิเสนีย์ฯ ก็พยายามส่งของไปอยู่ แล้วก็หลายคนก็ไปเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชน เมื่อกี้ก็เพิ่งเห็นมีใครส่งรูปทางอดีตนายกฯ ชวน ลุยน้ำอยู่เหมือนกันครับวันนี้ที่ภาคใต้ครับ

ผมเพิ่งกลับมา (จากจีน) เมื่อวันอาทิตย์ แล้วก็มีภารกิจที่นัดหมายไว้ล่วงหน้าอยู่เยอะพอสมควร แต่เดี๋ยวจะต้องดูละครับ เพราะว่าปัญหาดูท่าทางจะหนักหน่วงแล้วก็คงยังไม่คลี่คลายได้ง่ายๆ หรอกครับ”




บทความอื่นๆ