บทความ

“อภิสิทธิ์” อวยพรปีใหม่ คิดสิ่งใดเป็นสิ่งดีขอให้สมความปรารถนาทุกท่าน
27 ธ.ค. 2560

“อภิสิทธิ์” อวยพรปีใหม่ คิดสิ่งใดเป็นสิ่งดีขอให้สมความปรารถนาทุกท่าน


(27 ธันวาคม 2560) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 อวยพรปีใหม่ “ปีเก่ากำลังจะผ่านพ้นไปนะครับ ก็ขอให้สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายของท่านผู้ฟังได้ผ่านพ้นไปด้วย แล้วก็ปี 2561 ปีใหม่ก็จะมีแต่สิ่งดีๆ เข้ามา มีความสุข มีความก้าวหน้า มีความเจริญ แล้วก็คิดสิ่งใดเป็นสิ่งดีก็สมความปรารถนากันทุกท่านครับ”

 
คำต่อคำ

มีอะไรจะขอจันทร์โอชามั้ย

“ส่วนตัวไม่มีเลยครับ แต่ว่าถ้าจะขอ ขอให้ส่วนรวม ให้ประเทศ ให้ประชาชน แล้วก็ขอในโอกาสปีใหม่ไปเลยนะครับ คือ 2561 ตามโรดแมปคือปีสุดท้ายของ คสช. นะครับ ก็อยากให้ คสช. รู้สึกสัปดาห์ที่แล้วก็เกริ่นไว้นิดหน่อย คสช. ย้อนกลับไปดูดีกว่าว่าตอนเข้ามา พ.ค. 2557 สัญญา ตั้งใจอะไรไว้บ้าง นั่นแหละครับก็ขอสิ่งนั้นให้กับประชาชน กับประเทศในปี 2561 ก็แล้วกัน”

แล้วถ้าให้ไม่ได้ล่ะ

“มันก็เป็นความรับผิดชอบของ คสช. เอง เพราะว่า คสช. ก็ถือว่าทำงานนานกว่ารัฐบาลไทยโดยเฉลี่ยนะ ประมาณ 4 ปี พอถึงสิ้นปีหน้า 4 ปีกว่าๆ แล้วก็มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มากกว่าหลายๆ รัฐบาล เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตั้งใจจะทำไว้ก็ควรจะทำให้ได้ แล้วก็ถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องคิดถึงว่าประเทศชาติก็จะสูญเสียโอกาสไป 4 ปี”

หมายถึงอีก 4 ปี หรือที่ผ่านมา 4 ปี

“ที่ผ่านมาครับ ส่วนต่อไปก็ต้องไปดูต่อนะครับว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะว่าอย่างที่ผมเคยพูดมานานแล้วว่า ความสำเร็จของ คสช. ท้ายที่สุด จะวัดอยู่ที่ว่าหลังจาก คสช. ออกไปแล้ว การเมืองไทยมันดีขึ้นมั้ย ถ้าการเมืองไทยมันดีขึ้นก็เป็นความสำเร็จที่ คสช. ได้ทำงานมา ถ้าการเมืองไทยมันไม่ดีขึ้น มันก็เท่ากับ นี่แหละครับ นอกจากจะสูญเปล่า 4 ปีแล้ว ก็อาจจะทำให้อีก 4 ปีข้างหน้าก็มีปัญหาอีกก็ได้”

แต่คำว่าดีของการเมืองไทย ถ้าถามแต่ละคน นิยามก็ไม่เหมือนกัน ถามนักการเมืองก็ตอบได้อย่างนึง ถามประชาชนทั่วไปอาจจะตอบ หรือมองไม่ตรงกับนักการเมืองก็ได้

“ผมว่ามันมีหลักธรรมาภิบาล ที่น่าจะเป็นตัวตั้ง เพราะว่าหลักธรรมาภิบาล ถ้ามันได้ครบถ้วน ผมว่าคงจะหาคนที่บอกมันไม่ดี ไม่มีมังครับ 6 หลักที่ระเบียบสำนักนายกฯ ผมเป็นคนร่างไว้เองไว้เกือบ 20 ปีแล้ว 1. หลักนิติรัฐ นิติธรรม 2. คุณธรรม จริยธรรม 3. การมีส่วนร่วม 4. ความโปร่งใส 5. ความรับผิดชอบ 6. ประสิทธิภาพ ถ้าการเมืองมีอย่างนี้หมด ผมว่าคงไม่มีใครมาโต้แย้งมั๊งครับว่ามันไม่ดี อันนี้ก็ต้องไปไล่ดูละครับ แต่ละหลักจะทำกันอย่างไรให้มันเกิดขึ้น ให้กฎหมายเป็นกฎหมาย มีความชัดเจน มีความแน่นอน ให้มีความซื่อสัตย์สุจริต ให้คนทำงานคิดถึงส่วนรวม ให้มีการมีส่วนร่วมซึ่งไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่ว่าต้องตลอดระยะเวลาของการทำงานของรัฐบาล ให้มีความโปร่งใส อะไรที่ประชาชนสงสัย ต้องสามารถเปิดเผยข้อมูลได้ ให้มีความรับผิดชอบ เมื่อมีการทำงานไปแล้ว และมีความผิดพลาด หรือมีความสำเร็จอะไรต่างๆ ผู้ที่ทำงานก็ต้องรับผิดชอบ แล้วก็ต้องมีประสิทธิภาพก็คือใช้ทรัพยากรของประเทศให้คุ้มค่า

แหม ผมว่าไม่ต้องเถียงมั๊ง อย่างนี้ ถ้ามันดีอย่างนี้มันก็คือดีละครับ ถ้ามันหย่อนไปจากนี้ เอาละเข้าใจ มันไม่มีอะไรได้ 100% ถ้ามันหย่อนไปกว่านี้ก็คงต้องมาว่ากันอีกทีว่าจะแก้ไขกันอย่างไร แต่นี่มันต้องเป็นเป้าหมายที่ควรจะเป็นสำหรับการวางระบบการเมืองต่อไป”

ล่าสุดกับความเคลื่อนไหวที่จะให้ตีความคำสั่ง คสช. ที่ว่าจะทราบความชัดเจนหลังปีใหม่นั้น ตอนนี้ดำเนินการอย่างไรบ้าง

“ขณะนี้เมื่อมีคำสั่งออกมา สมาชิกส่วนหนึ่ง เขาก็มีความรู้สึกว่าเขาถูกละเมิดสิทธิ แล้วก็บางคนก็มีความเห็นว่าคำสั่งที่ออกมานี้มันไม่น่าจะชอบ ทีนี้เรื่องนี้ ผมก็ได้พูดคุยกับคนที่มาพูดกับผมในเรื่องเหล่านี้ว่า เรื่องแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องที่จะบอกว่า เป็นเพราะเราพอใจ – ไม่พอใจ ได้เปรียบ – เสียเปรียบ ชอบ – ไม่ชอบ เรื่องของการจะส่งตีความนั้นมันเป็นเรื่องของข้อกฎหมาย แล้วก็ข้อเท็จจริงประกอบกัน เพราะฉะนั้นถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าคำสั่งที่ออกมา มันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญจริง มีเหตุผล มีข้อเท็จจริงประกอบหนักแน่น อย่างนี้ก็มีช่องทางที่จะต้องไปดูต่อในรัฐธรรมนูญว่าจะยื่นได้มั้ย

เพราะฉะนั้นการตัดสินใจตรงนี้คงไม่ใช่เรื่องนโยบายหรอกครับ คงจะเป็นเรื่องของข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงที่กำลังมอบหมายให้หลายๆ ท่านไปศึกษากันอยู่ เพื่อสรุปเป็นความเห็นมา ก็คิดว่าก็คงจะหลังปีใหม่ ก็คงจะได้ข้อสรุปตรงนี้”

ถึงขั้นจะให้ศาลตีความ ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเลยหรือไม่

“ก็นั่นแหละครับต้องดู คือพรรคประชาธิปัตย์คงไม่ไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าไม่เห็นว่าเป็นเรื่องที่เข้าข่ายที่จะยื่น และมีเหตุผล มีน้ำหนักเพียงพอที่จะยื่น”

ที่ว่าจะมีกิจกรรมทางการเมืองได้หลัง 1 เมษายน พรรคใหม่ พรรคเก่า เริ่มต้นเท่าๆ กัน ตรงนี้พรรคเก่าอย่างประชาธิปัตย์มีความเห็นอย่างไรบ้าง

“เมื่อกี้ผมไม่แน่ใจว่าคุณวารินทร์สรุปถูกรึเปล่านะ”

เป็น Quote คำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประวิตร ที่เป็นข่าววันนี้

“สงสัยผมกับท่านอ่านกฎหมายไม่เหมือนกัน เพราะว่าข้อที่ 1 คำสั่งที่ออกมา หลายคนก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องปลดล็อค จริงๆ จะบอกว่าปลดล็อคนั้นแทบไม่ได้เลย เพราะว่าคำสั่งนั้นบอกว่าจะปลดล็อคหรือไม่ ขอรอดูหลังจากกฎหมายเลือกตั้งผ่านก่อน ที่กำลังพูดขณะนี้บอกว่า ให้ความชัดเจนในเรื่องการดำเนินการในเชิงธุรการ แต่ว่าธุรการที่เมื่อกี้ใช้คำว่าเท่าเทียมกันระหว่างพรรคการเมืองเก่ากับใหม่นั้น ก็ไม่ใช่อีก

เพราะว่าที่อนุญาตให้พรรคการเมืองเก่าทำในขณะนี้ คือบอกว่าระหว่างวันที่ 1 – 30 เมษายน ให้สมาชิกพรรคการเมืองเก่า มาทำหนังสือยืนยัน และชำระเงินค่าบำรุงพรรค เพื่อยืนยันความเป็นสมาชิก ถ้าพ้น 30 เมษายนไปแล้ว ไม่ได้ยื่นหนังสือ ก็จะพ้นจากความเป็นสมาชิกพรรค

กฎหมายใช้คำว่า ทำเป็นหนังสือต่อหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยหลักฐานที่แสดงว่าต้องการเป็นสมาชิกพรรคต่อ บวกกับการไม่ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย อันนี้คือสิ่งที่พรรคเก่าทำได้ใน 30 วัน กรณีของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ สมาชิกเกือบ 3 ล้านคน มีเวลา 30 วัน รวมทั้งสงกรานต์ด้วยนะ ที่ต้องทำตรงนี้

ส่วนพรรคการเมืองใหม่ เขาบอกว่าสามารถที่จะเริ่มก่อตั้งพรรคได้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ซึ่งหมายถึงไปหาสมาชิกใหม่ด้วยนะครับ ไม่งั้นเขาก็จะไม่สามารถเริ่มต้นกระบวนการการตั้งพรรคการเมืองได้ เพราะฉะนั้นโดยสรุปอยากจะบอกว่า ที่บอกว่าปลดล็อคนั้น ขณะนี้สำหรับพรรคการเมืองเก่าไม่มีอะไรปลดล็อคเลย ให้ทำงานธุรการ 1 – 30 เมษายน แล้วก็รอว่า กฎหมายเลือกตั้งออกมาแล้ว จะปลดล็อคให้ทำอะไรได้บ้าง

ส่วนพรรคการเมืองใหม่นั้น สามารถที่จะหาสมาชิกได้ ตั้งแต่ 1 มีนาคมเป็นต้นไป ผมก็บอกข้อเท็จจริงว่า กฎหมายมันเขียนอย่างนี้นะ คุณวารินทร์ก็ไปพิจารณาเอาเองว่าคำสรุปเมื่อกี้ที่บอกว่า เป็นการปลดล็อคให้พรรคการเมืองเก่า และใหม่ ทำเพื่อความเท่าเทียมกัน มันใช่หรือไม่ใช่”

เขาพูดอย่างนั้น

“ผมก็เล่าให้ฟังว่ากฎหมายเขียนอย่างนี้ ไม่ใช่ผมพูดนะ กฎหมายเขียนอย่างนี้ ผมก็เล่าให้ฟังว่ากฎหมายเขียนอย่างนี้ครับ”

เขาก็ย้ำว่าไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคใหม่ และไม่ได้เซ็ตซีโร่พรรค เพราะว่าพรรคการเมือง คณะกรรมการบริหารพรรคก็ยังอยู่ เพียงแค่ไปหาสมาชิกพรรคทั้ง 4 ภาค จังหวัดละ 100 คน และจ่ายตังค์ให้พรรคการเมืองเท่านั้นเอง นี่คือคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประวิตร

“เอาอย่างนี้นะครับ ผมก็ให้ข้อเท็จจริงไปว่า มันมีสมาชิก 3 ล้านคน มันมีเวลา 30 วัน ทุกคนต้องทำหนังสือถึงหัวหน้าพรรค พร้อมหลักฐาน พร้อมอะไรต่างๆ ว่าไป เราพูดกันตามความเป็นจริงเถอะ มันเป็นไปได้มั้ย อันที่ 1 นะ

อันที่ 2 ผมถือว่าคำสัมภาษณ์ของรองนายกฯ วิษณุ คือคำสารภาพ ว่ามันคือการรีเซ็ต เพราะคุณวิษณุบอกว่า ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ 30 วันพ้นไป คุณก็ไปสมัครใหม่ คำว่าขยายเวลาเป็นชาติได้คือ ให้คุณไปสมัครใหม่ นั่นแหละครับคือความหมายของคำว่า รีเซ็ต

ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมไม่ต้องแสดงความเห็นอะไรเพิ่มเติมแล้วเรื่องนี้ ผมแสดงความคิดเห็นมามากแล้ว แล้วก็พรรคประชาธิปัตย์ ถ้าคำสั่งนี้ กฎหมายนี้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ต้องปฏิบัติ ก็มีเท่านั้น ก็ไม่เป็นไร แต่ที่ผมท้วงติงไว้ จริงๆ ในแง่ผลที่จะกระทบต่อเรื่องการแข่งขันในการเลือกตั้งนั้น ผมไม่ได้กังวลอะไรเลย แต่ที่ผมต้องท้วงติงไว้คือ

1. ผมคิดว่าคนที่จะออกคำสั่งแบบนี้ ควรจะตรงไปตรงมากับประชาชน บอกความจริงกับประชาชน มันปลดล็อคจริงมั้ย มันเท่าเทียมจริงมั้ย แล้วก็เหตุผลที่มาอ้าง เช่นบอก สมาชิกมันซ้ำซ้อนกันอยู่ - ไม่ครับ กกต. เขาสะสางไปหมดแล้ว แล้วก็สมาชิกถ้าพรรคการเมืองไม่เริ่มต้นเท่ากัน มันเหมือนจะผิดหลักการอะไรบางอย่าง ผมก็บอกว่ามันต้องตรงไปตรงมา แล้วก็เข้าใจความเป็นจริงหน่อย ถ้าใช้หลักนี้ ผมถามว่าปีหน้า คุณวารินทร์จะตั้งพรรค ทุกพรรคควรจะรีเซ็ตใหม่หมดมั้ย สมมติมีเลือกตั้งอีก 3 ปี 4 ปีข้างหน้า ต้องมาเริ่มต้นกันบอก รีเซ็ตกันใหม่หมดมั้ย ไม่งั้นไม่เท่าเทียมกันนี่ มันไม่มีที่ไหนในโลก ไม่มีหลักการที่ไหนที่รองรับ เพราะ

1. ก็คือสมาชิกเก่า เขาสามารถที่จะลาออกไปสมัครพรรคใหม่ได้อยู่แล้ว ถ้าพรรคใหม่มันดีกว่า

2. ความเท่าเทียมกันตามกฎหมายก็คือว่า จะพรรคเก่า หรือพรรคใหม่ คุณก็ต้องไปหาสมาชิกที่จ่ายเงิน ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ จำนวนเท่ากันหมดนะครับ 6 เดือน 500 คน คุณจะหาสมาชิกใหม่ หรือผมจะมีสมาชิกเก่า ผมก็ต้องหาคนมาจ่ายเงิน 500 คนเท่ากัน มันไม่มีอะไรที่มันไม่ได้เท่าเทียมกันอยู่เลยตั้งแต่ต้น ผมเลยบอกว่า อยากจะออกคำสั่งอะไร มีอำนาจ ถ้าใช้อำนาจนั้นในขอบเขตรัฐธรรมนูญก็ทำไปเถอะครับ แต่ควรจะบอกความจริงให้กับประชาชนว่ามันคืออะไร

อันที่ 2 ก็คือว่า คำสั่งนี้ออกมาเสร็จ จากกรอบเวลาที่มันเคลื่อนไปตรงนี้ มันก็เลยทำให้คนสงสัยอีกว่า แล้วจะเลือกตั้งทันมั้ย แล้วก็พวกผมก็บอกผมไม่ได้มีปัญหานะ แต่คนที่มาเรียกร้องให้รีเซ็ตพรรค ตอนนี้ก็เริ่มโวยอีกแล้วว่าจะทำไพรมารีไม่ได้ ก็สรุปเราเห็นกฎหมายบ้านเมืองเป็นอะไร ออกมายังไม่ทันบังคับใช้ก็เปลี่ยน เปลี่ยนเสร็จ วันเดียวกันก็ยังมีการร้องอีกว่าต้องเปลี่ยนอีก อะไรทำนองนี้ อันนี้ย้อนกลับไปหลักธรรมาภิบาลนะ มันไม่มีธรรมาภิบาล ทำกันแบบนี้

อันที่ 2 ผมก็ไม่อยากให้การเมืองวันข้างหน้ามันมีปัญหาแบบเดิมๆ คำว่าแบบเดิมๆ ก็คือ ผมพูดมาตลอดว่าประชาธิปไตยที่มันล้มเหลวมา เพราะในที่สุดคนที่เข้ามาเล่น เล่นแล้วไม่รักษาหลักของประชาธิปไตย สิ่งหนึ่งซึ่งมันเป็นปัญหามาในอดีตก็คือ คนใช้อำนาจรัฐ เพื่อสร้างความได้เปรียบ – เสียเปรียบทางการเมือง  เพราะฉะนั้นถ้าอันนี้คือความล้มเหลว หรือจะเรียกได้ว่าเป็นความชั่วร้ายที่เคยเกิดขึ้นในอดีต อยากจะปฏิรูป ก็อย่าทำเสียเอง เท่านั้นแหละครับ ผมไม่ติดใจเรื่องว่าที่ออกคำสั่งมาแล้วผลการเลือกตั้งจะกระทบมั้ยอะไรมั้ย – ไม่ครับ แต่ว่าผมอยากเห็นธรรมาภิบาล และผมอยากเห็นคนที่มีอำนาจ โดยเฉพาะอำนาจเบ็ดเสร็จ ใช้อำนาจนั้นในขอบเขต ไม่พร่ำเพรื่อ เป็นธรรม มีหลัก และไม่ใช่หลักไปปักขี้เลนนะครับ เท่านั้นเองครับ ผมก็พูดเท่านี้ เพราะว่า เราอยากเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า แต่ว่าถ้าการใช้อำนาจมันมีปัญหา มันเดินไปยาก”

ทางพรรคเพื่อไทยจะไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพราะมองว่ามาตรา 44 ขัดรัฐธรรมนูญ คุณอภิสิทธิ์คิดว่าจะเป็นหนังม้วนยาวหรือไม่ อย่างไร

“ผมไม่ทราบว่าเพื่อไทยเขาจะคิดอ่านอย่างไร เขากับผม หรือกับประชาชนทั่วไป ทุกคน ถ้าเห็นว่ามันมีปัญหาจริงๆ ก็มีสิทธิ์เหมือนกันในการที่จะไปยื่น แต่ว่าจริงๆ ไม่อยากไปพาดพิงเขานะ แต่ถ้าไปดูในอดีต คำร้องเวลาเราร้องศาล หรือร้อง ปปช. หรืออะไร ในอดีตที่ผ่านมา ประชาธิปัตย์จะค่อนข้างลงรายละเอียดชัดเจนว่า เหตุผล ข้อเท็จจริงประกอบคืออะไร

เพราะฉะนั้นเราถึงบอกว่า เราจะต้องมาศึกษากันให้ดี เพราะว่าไม่ใช่นึกบอกว่า ไม่พอใจก็จะไปยื่น เราบอกว่าต้องไปดูให้ชัดว่า มันขัด ถ้ามันขัด มันขัดจริงมั้ย ช่องทางที่จะยื่นคืออะไร ประเด็นที่มันขัดนี้จะชี้แจงแสดงเหตุผลได้อย่างไร อันนี้ก็คือสิ่งที่เราจะทำ”

นักการเมืองมองปีหน้า 2561 อย่างไร

“ปีหน้า อย่างที่บอกนะครับ ถ้าเชื่อตามโรดแมป มันก็คือปีสุดท้ายของ คสช. ก็จะเป็นปีที่มีการเปลี่ยนผ่าน กลับเข้าสู่ภาวะปกติ”

อะไรน่าจะเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้บ้างทางการเมือง

“คำว่าอุบัติเหตุนี่มัน แหม คุณนิยามอย่างไร อย่างคำสั่งที่เราคุยกันเมื่อสักครู่ เป็นอุบัติเหตุมั้ย มันใช่มั้ย คือที่ผมติงนี้ก็เพราะว่านี่ไงครับ พอมันมีปรากฎการณ์แบบนี้ มันทำให้สิ่งที่ประเทศไทยพึงจะได้รับในเชิงความเชื่อมั่น ความแน่นอนมันลดลงไปเยอะ เวลา 2 ท่านถามผมว่า 2561 จะเป็นอย่างไร คือถ้าเกิดวันนี้เราใช้อำนาจกันแบบมีธรรมาภิบาลนะ เราก็จะพูดด้วยความมั่นใจ แทบจะไม่ต้องคุยกันเลย เราก็พูดด้วยความมั่นใจว่า นี่ไง รัฐธรรมนูญ กฎหมาย คสช. เขาวางโรดแมปไว้ 2561 เป็นอย่างนี้ๆๆ

วันนี้มันแปลกมั้ยล่ะครับว่าเราเดินไปที่ไหนในสังคม มีแต่คนถามว่า มันใช่รึเปล่า มันจะเป็นอย่างนี้จริงหรือเปล่า มันจะเปลี่ยนอีกหรือเปล่า จะมีอะไรอีกมั้ย แค่นี้ก็เป็นตัวบ่งบอกว่า นี่คือสิ่งที่มันทำให้เราสูญเสียในแง่ของความเชื่อมั่น ในแง่ของการที่จะทำให้ทั้งคนในประเทศ และคนนอก มองอนาคตได้อย่างชัดเจน ซึ่งมันควรจะเป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจพึงจะกระทำ

เพราะฉะนั้น ถามผม ผมก็บอกว่า ถ้ามีการบริหารแบบนี้ อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้เสมอ”

ปากท้อง เศรษฐกิจปีหน้า

“ผมก็เข้าใจว่าตัวเลขเศรษฐกิจรวม ก็คงจะดีขึ้นนะครับ อย่างที่มีการคาดการณ์กัน แต่ว่าผมก็ยังยืนยันเหมือนเดิมว่า ถ้าไม่มีการมาทบทวนในแง่ของนโยบาย วิธีคิดกับการบริหารเศรษฐกิจ แล้วไม่เข้าใจเงื่อนไขความเปลี่ยนแปลงของโลกในขณะนี้ที่ทำให้ตัวเลขรวมเศรษฐกิจไม่สามารถสะท้อนความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ได้ ผมก็กังวลว่าปีหน้า ความยากลำบากทางเศรษฐกิจสำหรับคนส่วนใหญ่ก็จะเป็นเหมือนเดิม

ทีนี้ถามว่านโยบายที่จะเปลี่ยน มันเปลี่ยนอะไรอย่างไร บังเอิญเมื่อวานได้มีโอกาสคุยกับอาจารย์ ก็นั่งคุยกันอยู่แล้วมีภาพอันนึงที่สรุปออกมาแล้วผมว่ามันตรง รัฐบาลนี้คิดว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็คือจะมีหัวขบวน คือคนที่มีกำลัง เร่งเครื่องตรงนั้นแล้วลากทุกคนไปได้ แต่ว่าที่เราพูดสรุปกันก็คือว่า รัฐบาลไม่ได้ดูว่าขณะนี้ “ขอ” ยังไม่ได้เกี่ยวกันเลยครับ ไปก็ไปแต่เฉพาะข้างหน้านั่นละ ข้างหลังก็จะมีช่องว่างมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจาก “ขอ” ไม่เกี่ยวแล้ว หลายครั้งการเร่งขบวน หัวขบวนกลับกลายเป็นไปดูดกำลังออกมาจากข้างหลังด้วย เพราะฉะนั้นถ้าไม่เปลี่ยนวิธีคิดในการทำนโยบายเศรษฐกิจก็จะเป็นสภาพแบบนี้ต่อไป หัวขบวนอาจจะเร่งเร็วขึ้นจาก 3% เป็น 4% หรือสูงกว่านั้นนะครับ แต่ข้างหลังก็เหมือนเดิม หรืออาจจะแย่ลง”

Thailand 4.0 พูดกันจนลืมนิยามไปแล้ว ปีหน้าจะเป็นอย่างไร

“เรื่องนี้ต้องรู้ก่อนนะ ผมว่านโยบายบางเรื่องก็คงมีความคืบหน้าไป เช่น พวกโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลายก็คงจะคืบหน้าไประดับหนึ่ง แต่ว่าการที่จะปรับเปลี่ยน 4.0 จริงๆ ผมก็ยังมองว่าหัวใจจะอยู่ที่บรรดากฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ

2. ก็คือการยกระดับขีดความสามารถของคนที่จะรองรับ 4.0 2 เรื่องนี้ครับ ที่ผมมองว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุด”

สภาพอากาศหนาวเลยวันนี้ อากาศเหมือนลอนดอนดีมั้ย

“ฝนด้วยครับ แต่ตอนนี้ของตะวันตกเขามันขาวหมดแล้วครับ White Christmas”

อวยพรปีใหม่

“ปีเก่ากำลังจะผ่านพ้นไปนะครับ ก็ขอให้สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายของท่านผู้ฟังได้ผ่านพ้นไปด้วย แล้วก็ปี 2561 ปีใหม่ก็จะมีแต่สิ่งดีๆ เข้ามา มีความสุข มีความก้าวหน้า มีความเจริญ แล้วก็คิดสิ่งใดเป็นสิ่งดีก็สมความปรารถนากันทุกท่านครับ”

 



บทความอื่นๆ