บทความ

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 1 มกราคม 2561
01 ม.ค. 2561

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 1 มกราคม 2561


(1 มกราคม 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมพูดคุยในรายการ ต้องถาม ทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ ดำเนินรายการโดย อาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

คำต่อคำ

คุณอภิสิทธิ์อยากเห็นประเทศไทย และคนไทยเป็นอย่างไรในปี 2561
“ถ้าพูดถึงปีนี้ เอาประเทศก่อนนะครับ ผมว่าเราคงอยากเห็น 3 อย่าง สงบ ราบรื่น ก้าวหน้า ความหมายก็คือว่า สิ่งที่ประชาชนคนไทยต้องการจะเห็น ก็คือบ้านเมืองยังมีความสงบเรียบร้อย ไม่ย้อนกลับไปสู่ความขัดแย้ง ความวุ่นวายที่เราเคยผ่านๆ กันมา เพราะฉะนั้นความสงบเรียบร้อย นั่นประการที่ 1

ประการที่ 2 ผมว่าเราทุกคนก็ทราบกันดีว่า ตามโรดแมปปฏิทินการเมืองที่ คสช. วางไว้ ก็คือปีที่จะต้องมีการถ่ายโอนอำนาจกลับเข้าไปสู่ระบบที่มีการเลือกตั้ง ตรงนี้ก็คือคำว่าราบรื่น ว่าทำอย่างไรกระบวนการตรงนี้มันไม่สะดุด มันไม่มีปัญหา ผมก็ดูจากเสียงสะท้อน รู้สึกแม้กระทั่งล่าสุดเมื่อเช้านี้มีข่าว กรุงเทพโพล ก็พูดถึงว่า อยากจะให้มีการเลือกตั้ง จริงๆ ใช้คำว่าเร็วด้วย แต่ว่าเอาว่าราบรื่น คือไม่มีอะไรสะดุดแล้ว สิ่งที่เป็นแผนที่วางเอาไว้ตามปฏิทินว่าไป

แต่ว่าส่วนสุดท้ายก็คือมันคงจะเอาเฉพาะความสงบ ความราบรื่นไม่ได้หรอก เราต้องการเห็นความก้าวหน้า ความก้าวหน้านี้ก็คือทุกๆ ด้าน ถ้าในใจประชาชน ผมเชื่อว่าสำคัญที่สุดก็คือเรื่องเศรษฐกิจ เราคงไม่พูด เศรษฐกิจมหภาค แต่เราพูดถึงว่าความก้าวหน้าของประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้แรงงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการใหม่ ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ประกอบการขนาดกลาง คงอยากจะเห็นเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ที่จับต้องได้ มีความก้าวหน้า

เช่นเดียวกัน คำว่าก้าวหน้า ก็ต้องใช้กับคำว่าการเมืองด้วย ซึ่งก็หมายถึงว่า คงไม่เพียงพอหรอกที่บอกว่า กลับไปเลือกตั้ง ถึงแม้ว่าจะสงบ ราบรื่นแล้วก็ตาม แต่ว่าก็คงอยากจะเห็นรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง สามารถที่จะพาประเทศเดินไปข้างหน้าได้ ในเอาภาพใหญ่ก่อนก็คือในเวทีโลก จากการที่เราได้ประชาธิปไตยคืน มีความเป็นสากลมากขึ้น ก็อยากจะเห็นประเทศไทยนี้มีสถานะของความเป็นผู้นำ หรือผู่เล่นสำคัญมากขึ้น อย่างน้อยก็ต้องในภูมิภาคนี้ กับมหาอำนาจที่ใกล้เคียงอย่างนี้เป็นต้น

แล้วก็แน่นอนภายใน ก็คงไม่อยากเห็นการเมือง 1. ไม่กลับไปแบบเดิม แต่ 2. ก็คือการเมืองก็ต้องมีการปรับตัว เปลี่ยนแปลง ปฏิรูปไปพอสมควร ความซื่อสัตย์ สุจริต ประสิทธิภาพในการทำงาน ความเท่าทันต่อสถานการณ์โลก นี่คงเป็นสิ่งที่ผม แล้วก็ ผมก็เชื่อว่าคนไทยทุกคนอยากจะเห็นในแง่ของประเทศ”

สำหรับผม (อ.เจิมศักดิ์) ประเทศถ้าจะก้าวหน้า คิดว่าต้องมีการปฏิรูปโครงสร้าง ไม่อย่างนั้นแล้ว ประเทศมันก็จะวนๆ
“ใช่ครับ ผมถึงบอกว่ามันต้องประกอบกันไป อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ สงบ ราบรื่น ก้าวหน้า เพราะว่าถ้าไม่ก้าวหน้าเลย สงบ ราบรื่น แต่ว่าเหมือนกับเศรษฐกิจ การเมือง ติดหล่มอยู่ ไม่ช้าไม่นาน เราก็จะมีปัญหาอีก คนไทยคงไม่อยากเห็นอย่างนั้น ก็คงอยากจะเห็นประเทศไทยที่มีความก้าวหน้า ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ก็คือการปฏิรูป อย่างที่พูดกันมา”

มันจะขัดแย้งกันหรือไม่ คุณอภิสิทธิ์บอกว่าอยากจะให้ราบรื่น ก็คือเป็นไปตามระบบที่วางกันไว้ ก็คือปีหน้านี้จะมีการเลือกตั้ง จะมีอะไรกลับเข้าไปในประชาคมโลกอย่างที่พูด แต่ขณะเดียวกัน คุณอภิสิทธิ์บอกว่าอยากจะเห็นความก้าวหน้า แล้วจะทำได้หรือไม่ในเรื่องการปฏิรูป

“ผมกลับมองว่า มันต้องไปด้วยกัน เพราะผมคิดว่าถ้ามันไม่ก้าวหน้า ไม่ช้าไม่นานมันก็ไม่ราบรื่น แล้วเผลอๆ ไม่สงบด้วย เพราะฉะนั้นปีนี้เป็นปีที่เราอยากเห็นประเทศไทยเดินไปข้างหน้าจริงๆ ด้วยความมั่นคง ด้วยความแน่นอน แล้วก็มองเห็นว่ากำลังเดินไปในทิศทางไหน ซึ่งสอดคล้องกับสังคมโลก สอดคล้องกับอนาคต”

แต่ยังมองไม่เห็นแววของการปฏิรูป คือการปรับโครงสร้าง แล้วคุณอภิสิทธิ์จะให้ทำทันได้หรือไม่ในปีหน้า
“ผมมองว่า ถ้าเราไปคาดหวังการเปลี่ยนแปลงแบบสมบูรณ์แบบ สำเร็จรูป เหมือนกับรื้อของเก่า แล้วมีอะไรมาวางลงไปทันทีนั้น มันคงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่คำว่าก้าวหน้าในความหมายที่ผมคิดก็คือมันมีทิศทางแล้ว ที่สังคมเห็นว่า เราควรจะเดินไปทางนี้นะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ระบบราชการ ตำรวจ สื่อมวลชน การศึกษา ถึงแม้ว่าเรายังไม่สามารถทำสำเร็จ เรามีความเห็นร่วม เป็นเจ้าของร่วม มีความรู้สึกร่วมว่า จะเป็นอย่างนี้ แล้วก็ผ่านการเลือกตั้งไปแล้ว ก็ยังเดินไปในทิศทางนี้ ผมว่านั่นคือสิ่งที่ไม่เกินความสามารถของสังคมไทย และคนไทยที่จะสร้างในปีนี้”

แต่จะให้คนไทยหวังได้หรือไม่ เราพูดกันมาเรื่องปฏิรูป 3 ปีเศษแล้วยังไปไม่ได้ถึงไหน แต่เหลืออีกปีเดียวบอกว่าจะปฏิรูป
“ผมคิดว่าถ้าเราปรับระดับความคาดหวัง คือเวลาที่เราพูดคำว่าปฏิรูปกันมาหลายปีนั้น มันเหมือนกัน บางคนไม่ได้มองถึงความยากลำบากของการปฏิรูปโดยธรรมชาติ เพราะฉะนั้นถ้าเราปรับจาก ที่ผมบอก เหมือนกับว่าเนรมิตรระบบใหม่ขึ้นมาทันที มาเป็นว่า อย่างน้อยเรารู้แล้วว่าเราจะเดินไปทิศทางไหน เราตกลงกันแล้วว่าจะเดินไปด้วยกัน ผมว่ามันไปได้”

ปรับความคาดหวังของประชาชน หรือคนที่มีอำนาจก็ต้องปรับวิธีการทำงานเรื่องการปฏิรูป
“คนทำงานนี้จะต้องปรับใหญ่เลย เพราะว่าอย่างที่อาจารย์พูดเองว่า ดูเหมือน 3 ปี มันยังไม่เห็นอะไรชัดเจนเลย เมื่อเหลือปีเดียวก็ต้องเร่งทำตรงนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรมขึ้นมา

สำหรับประชาชนก็แน่นอนนะครับ ทุกคนก็อยากมีความสุข ชีวิตส่วนตัว ชีวิตครอบครัว หน้าที่การงาน ปากท้อง ก็คงต้องการจะเห็นสิ่งดีๆ เกิดขึ้น ผมก็เพียงแต่ย้ำเสมอเกือบจะทุกปีนะครับว่า พวกเราทุกคนก็อยากจะได้สิ่งดีๆ ทั้งนั้น แต่ว่าชีวิตเราจะดีได้นั้น สังคมต้องดีด้วย สังคมจะดีได้ คือเราคิดเฉพาะตัวเราเองไม่ได้ เราต้องคิดว่าเราจะหยิบยื่นอะไรให้กับคนอื่น หยิบยื่นอะไรให้กับสังคม ถ้าเราหยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้คนอื่น แล้วคนอื่นหยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้กับเรา ผมว่าสังคมโดยรวมจะดี

ผมก็หวังว่าปีนี้ก็จะเป็นปีที่คนไทยได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้น แล้วก็ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง รวดเร็วมหาศาล ก็หวังที่จะเห็นคนไทยเท่าทัน ตามทัน แล้วก็ใช้สิ่งเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์”

คุณอภิสิทธิ์ไม่อยากเห็นอะไรในปีหน้า
“ก็คงจะตรงกันข้ามกับ 3 เรื่องที่ว่านะ 1. ก็คือไม่อยากเห็นความวุ่นวาย ความขัดแย้ง ไม่ว่าจะในช่วงระยะเวลาใดเลย ในปี 2561 นะครับ อยากให้เรามีความมั่นใจในสถานการณ์ว่ามันสงบ เรียบร้อย 2. ไม่อยากเห็นอะไรที่มันไม่ราบรื่น เพราะว่าต้องถือว่า ประเทศไทยเราก็เสียโอกาสมาจากการเมืองมานานแล้ว เพราะฉะนั้นอยากเห็นปีนี้เป็นปีที่เรารู้สึกได้ แล้วก็บอกกับชาวโลกได้ด้วยว่า เอ๊ะ ประเทศไทยนี้ได้ตั้งต้นแล้ว แล้วก็กำลังก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เพราะฉะนั้นก็ไม่อยากเห็นการสะดุด ความไม่แน่นอน หรือความอึมครึม ครอบงำเป็นบรรยากาศทางเศรษฐกิจ การเมืองอยู่

เพราะว่าผมก็มั่นใจว่า ถ้ามันมีความราบรื่น มีความชัดเจน ผลอย่างหนึ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือเศรษฐกิจจะได้รับความเชื่อถือ ความเชื่อมั่นมากขึ้น แล้วก็น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคน

แล้วก็สุดท้ายนี้ผมก็ยังยืนยันว่า ก้าวหน้า เพราะว่าถ้าไม่ก้าวหน้า ความหมายก็คือว่า เราก็อยู่กันไปแบบเดิมๆ ไม่ช้าไม่นาน ปัญหาเก่าๆ ก็จะกลับมา เพราะฉะนั้นก็ไม่อยากเห็นการเสียโอกาส ไม่อยากเห็นการเสียโอกาสก็คือ ไม่เพียงแต่ว่า เอาละ สงบ เรียบร้อย ราบรื่น แต่ไม่อยากเห็นการเสียโอกาสอีกต่อไป ผมว่าประเทศไทยต้องก้าวเดินไปข้างหน้าแล้ว”

คุณอภิสิทธิ์ได้นัดสมาชิก หรือกรรมการของพรรคประชาธิปัตย์ เห็นบอกว่าจะพิจารณากันว่ามาตรา 44 นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในเรื่องของการไปจำกัดสิทธิ์ของสมาชิกของพรรคการเมือง คุณอภิสิทธิ์คิดแล้วหรือยังว่าตกลงจะไปศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

“คือที่เขาจะคุยกันนั้นก็คือ ผมขอให้คนที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยเฉพาะ ก็จะมีหลายคนเลย คุณนิพิฏฐ์ คุณวิรัตน์ คุณราเมศ คุณถวิล ไพรสณฑ์ ไม่ใช่มีการประชุมอะไรครับ เพราะว่าสิ่งที่มันมีการหยิบยกขึ้นมา หลังจากที่เกิดคำสั่งมาตรา 44 ตามมาตรา 44 เรื่องนี้ก็คือมีคนท้วงว่ามันขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งก็มีหลายแง่มุมที่มีการนำเสนอ เช่น อาจารย์พูดถึงว่าการจำกัดสิทธิ เสรีภาพหรือไม่ มันมีในรัฐธรรมนูญด้วยว่าการออกกฎหมายต้องไม่เพิ่มภาระเกินสมควร อย่างนี้เป็นต้น

ประกอบกับประเด็นที่ว่า ถ้ามันมีความขัด หรือแย้งกับรัฐธรรมนูญตรงนี้ มาตรา 44 เอง จริงๆ ก็มีการถกเถียงกันมานานแล้วว่า เอ๊ะ สามารถทำอะไรที่มันขัด หรือแย้งรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ คือพูดง่ายๆ เป็นเบ็ดเสร็จขนาดที่เรียกว่า ไม่มีใครไปโต้แย้งได้เลยหรือไม่
ทีนี้พอประเด็นเหล่านี้เกิดขึ้นมา ผมก็บอกว่าเอาละมันมีคนที่รู้สึกแล้วว่ามันขัดว่าถูกจำกัดเสรีภาพ มีภาระที่เพิ่มมาเยอะเกินไปโดยไม่จำเป็น หรืออะไรต่างๆ ผมก็บอกว่า แม้จะมีความรู้สึกอย่างนี้ การจะไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่จะมาทำกันเล่นๆ จะยื่นก็ต้องมั่นใจว่ามันมีเหตุผล มีช่องทาง เพราะฉะนั้นก็เขาคงจะต้องไปดู อย่างน้อยๆ ก็ผมว่า 3 ประเด็นนะ

ประเด็นที่ 1 ก็คือ ดูคำสั่งโดยละเอียด แล้วก็ดูรัฐธรรมนูญ ในหมวดสิทธิ เสรีภาพ อาจจะประกอบด้วยหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ ว่าคำสั่งที่ออกมามีตรงไหนบ้างที่คิดว่ามันขัด หรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ

ประการที่  2 ก็คือ คงจะต้องดูในประเด็นที่ว่า การออกคำสั่งมาตรา 44 นี้ มันอยู่ภายใต้กลไกของการตรวจสอบหรือไม่
แล้วก็ประเด็นที่ 3 ก็คือ จะต้องดูว่า แล้วถ้าหากว่าเราคิดว่ามันขัดกับรัฐธรรมนูญ แม้จะเป็นมาตรา 44 ก็โต้แย้งได้ ช่องทางในการที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณานั้น มันจะต้องไปช่องทางไหน

เพราะฉะนั้นเขาก็คงจะไปดูใน 3 ประเด็นนี้ ผมก็ต้องบอกอาจารย์ว่า ผมยังไม่ทราบคำตอบ เพราะว่าถ้าผมทราบคำตอบก็คงไม่จำเป็นที่จะต้องให้นักกฎหมายเขาช่วยดูกัน”

คุณอภิสิทธิ์ยังไม่ทราบคำตอบของการประชุม แต่ตัวคุณอภิสิทธิ์เอง พอจะบอกความในใจได้หรือไม่
“ผมเห็นว่าการที่มีคนมาท้วงติงเรื่องขัดรัฐธรรมนูญนี้มีน้ำหนัก คือไม่ใช่เรื่องไร้สาระหรอก มีน้ำหนักนะครับ แต่ว่าคงจะต้องไปดูในรายละเอียดว่า ตัวบทข้อไหนอย่างไร เอาให้ชัดเจน และกับใคร เพราะว่าไปพูดรวมๆ ไม่ได้”

รัฐธรรมนูญมาตรา 26 บอกว่า การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิ์ หรือเสรีภาพของบุคคล ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระ หรือจำกัดสิทธิ์ หรือเสรีภาพของบุคคล เกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิ์และเสรีภาพไว้ด้วย

มาตรา 44 ที่ออกมาบอกว่า สมาชิกของพรรคการเมือง เปรียบเสมือนหลุดไป เพราะว่าต้องมายืนยันใหม่ ตีความอย่างนั้นได้หรือไม่
“คนออกก็จะบอกว่า ยังไม่หลุด ให้มายืนยัน ให้ทำหนังสือ ชำระเงิน ต้องทำเป็นหนังสือถึงหัวหน้าพรรค”

ตีความว่านั่นคือสมัครใหม่ได้หรือไม่ มันต่างกันตรงไหน
“กระบวนการมันก็แทบจะเหมือนกับสมัครใหม่นั่นแหละครับ”

ถ้าอย่างนั้น ถ้าเป็นศาลรัฐธรรมนูญ จะบอกว่าแล้วไปจำกัดสิทธิ์เขาออกไปได้อย่างไร แต่ไม่ได้มองในแง่พรรคการเมือง แต่มองในแง่บุคคลที่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง

“ก็นี่แหละครับ เป็นเหตุผลที่มีการหยิบยกขึ้นมา ทีนี้ที่ผมบอกว่า เขาต้องไปประชุมกันวันที่ 4 เพราะว่าเขาก็ต้องไปดูว่า เหตุผลตามคำสั่งที่ให้มา อาจารย์จะเห็นว่าเป็นคำสั่งที่อารัมภบทยาวมาก ก็ต้องไปดูว่าเขาให้เหตุผลนี้ มันสมเหตุสมผลมั้ย มันสอดคล้องกับความเป็นจริงมั้ย แล้วก็มันจะเข้าข่ายอย่างที่ว่าหรือไม่ อันนั้นคือเฉพาะเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ทีนี้มาเรื่องภาระนี่ ก็เป็นอีกอันหนึ่ง”

เพราะบอกว่าต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระ หรือจำกัดสิทธิ์ เสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ ตกลงขัดหลักนิติธรรมหรือไม่ อยู่ดีๆ ไปบอกให้หยุด เหมือนหลุดไปแล้วก็มาสมัครใหม่

“ผมเชื่อว่ามีคนที่เห็นว่าอย่างนั้น ทีนี้คำว่าหลักนิติธรรมนี่ก็อาจจะโต้แย้ง โต้เถียงกัน แต่ว่าที่เป็นรูปธรรมก็คือเรื่องภาระ เกินสมควรแก่เหตุ คือมันต้องย้อนกลับไปด้วยว่า ตกลงเหตุผลที่ให้ว่าจำเป็นจะต้องมีกระบวนการนี้นั้นมันคืออะไร ซึ่งก็มีความเข้าใจผิดอยู่เยอะ เช่นมีความรู้สึกว่า สมาชิกมีการซ้ำซ้อนกัน จึงจำเป็นที่จะต้องให้มายืนยันสะสาง ซึ่งข้อเท็จจริงตรงนี้ก็คือ กกต. เขาได้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์สะสางตรงนี้ไปตั้งหลายปีแล้ว และหลังจากนั้นก็ไม่ได้มีปัญหาเหมือนกับในอดีตที่เคยมี

หรือ 2 พูดทำนองว่า ถ้าไม่ให้มายืนยันอย่างนี้จะเกิดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างพรรคการเมืองเก่า พรรคการเมืองใหม่ ตรงนี้ก็ต้องอธิบายเช่นเดียวกัน บอกว่าความจริงแต่ไหนแต่ไร ใครตั้งพรรคการเมืองใหม่ อยากได้สมาชิกก็ไปหาสมาชิก เขาก็ไม่ได้ห้าม ในการที่จะไปโน้มน้าวสมาชิกพรรคการเมืองที่คนเป็นสมาชิกอยู่ก่อน เขาเปลี่ยนใจเขาก็ลาออก ซึ่งทำได้ง่ายมาก แถมกฎหมายฉบับใหม่ คือกฎหมายพรรคการเมือง เดี๋ยวนี้ให้ไปลาออกที่ กกต. ก็ได้ ไม่ต้องไปที่พรรค สมัยก่อนมีนะ เขาบอกมีบางพรรคคนไปลาออกแล้วเก็บเรื่องไว้ หรือยังไม่ยอมทำอะไร เขาก็เลยบอกเดี๋ยวนี้ไปลาออกที่ กกต. ได้ เพราะฉะนั้นก็มีความเท่าเทียมกันทุกอย่าง

ส่วนประเด็นว่าแต่ละพรรคจะต้องมีสมาชิกจำนวนเท่าไหร่ ภายในเท่าไหร่ เช่นว่า ต้องมีสมาชิกที่จ่ายเงินค่าบำรุง 500 คน ภายใน 6 เดือน 5,000 คน ภายใน 1 ปี อันนี้ก็เท่าเทียมกันอยู่แล้ว ถึงมีสมาชิกเก่าอยู่ แต่ถ้าไม่จ่ายเงินก็นับไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็นี่แหละครับ ก็จะโยงกลับเข้ามาว่า เหตุผลที่จำเป็นต้องให้ทำอันนี้คืออะไร แล้วถ้ามันเป็นเหตุเป็นผลจริง ภาระมันเกินความจำเป็นมั้ย ภาระนี้ก็มองได้หลายมุม ตัวบุคคลที่เป็นสมาชิกก็ใช่ ความจริงภาระหัวหน้าพรรคการเมืองก็หนักอยู่ 3 ล้านคน 30 วันเดือนเมษายน สงกรานต์ไม่ทราบกี่วัน วันหยุดไม่ทราบกี่วัน”

วานนี้นายกฯ ประยุทธ์บอกว่า จริงๆ แล้วไม่เห็นจำเป็นว่าจะต้องมายืนยันให้ครบ แต่ว่าแค่ 500 คน ก็พอแล้ว (เปิดคลิปให้สัมภาษณ์สื่อ)
คุณอภิสิทธิ์กลัวหรือไม่ว่าสมาชิก

“ไม่กลัวครับ ไม่ได้มีอะไรจะกลัวเลยครับ ตรงนี้ที่อยากจะ ก็ปีใหม่แล้วนะ เผื่อท่านนายกฯ จะดูอยู่ ท่านลองไปทบทวนดูสักนิดนึงนะครับ พวกผมไม่ได้มีความกังวล ไม่ได้มีความกลัวอะไรเลย เช่นเดียวกัน พรรคใหม่ก็ไม่ต้องกลัว ถ้าอุดมการณ์ดีกว่าอย่างที่ว่าจริง อย่างที่ผมบอกสมาชิกเก่าเขาก็ลาออกเอง แต่มันเป็นเรื่องขององค์กรความผูกพันที่มันสะสมกันมา ผมไม่ได้มีความเกรงกลัวเลยเพราะว่าอย่างที่ผมบอกคือ ถึงท่านไม่รีเซ็ต ผมก็ต้องไปให้คนมาชำระเงิน 500 คนอยู่แล้วภายใน 6 เดือน 5,000 คนภายใน 1 ปี เพียงแต่ผมถามว่า ทำไมท่านเอาเรื่องนี้มาเป็นภาระกับคนซึ่งเขาอาจจะผูกพันกับพรรคการเมืองมาเป็นเวลานาน

แล้วเราต้องพูดตามความเป็นจริง ก็คือ ผมนึกถึงนะครับ หลายท่านเป็นสมาชิกมาตั้งแต่สมัย อ.เสนีย์ คุณพิชัย แม้กระทั่งคุณชวน อายุมากแล้วที่ผมเคยไปเจอ แล้วก็เอาบัตรออกมาให้ดู ท่านเหล่านี้จะมีความยากลำบากมากเลยที่จะรู้ เอาตามความเป็นจริงนะครับ อย่าบอกว่าประกาศราชกิจจาฯ แล้วทุกคนรู้ ที่จะรู้ว่าแบบ หนังสือที่จะต้องใช้ในการยืนยัน หลักฐานจะเป็นอย่างไร จะต้องส่งมาให้กับหัวหน้าพรรค ด้วยวิธีการใด อย่างไร ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ยังไม่อนุญาตให้ทำกิจกรรมทางการเมือง

คือขณะนี้คำสั่ง คสช. ที่บอกห้ามทำกิจกรรมทางการเมืองยังมีอยู่ ผมก็ไม่ทราบว่าแปลว่า การที่จะให้คนออกไป สมมตินะครับ สาขาพรรคเขาจะบอกเชิญสมาชิกมาประชุมชี้แจง ทำได้หรือเปล่า เพราะเดี๋ยวก็จะขัดกับคำสั่ง คสช. อีกฉบับหนึ่ง

เพราะฉะนั้นผมไม่ได้กลัวอย่างที่บอก มันไม่ได้มีอะไรกลัวหรอกครับ แต่ความผูกพันมันมี แล้วการเสียความรู้สึกมันมี ถ้าหากว่าเราไม่สามารถที่จะทำให้สมาชิกนี้เขารู้ว่าเขาคงสถานะของเขาได้ แล้วเขาก็ไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไรผิด”

เป็นไปได้มั้ยว่าคุณอภิสิทธิ์มองในมุมของสมาชิก ว่าสมาชิกถูกกระทบ แต่นายกฯ ประยุทธ์ มองในมุมของพรรคการเมือง ว่าพรรคการเมืองไม่ได้เสียหายอะไร แค่ 500 คนเท่านั้น ก็สามารถเดินต่อได้

“คือมันขึ้นอยู่กับว่าท่านนายกฯ มองว่าพรรคการเมือง มีไว้ใช้เลือกตั้งเท่านั้นใช่มั้ย คือถ้ามองพรรคการเมืองแบบ โทษนะครับแบบเหมือนกับเป็นองค์กรแบบราชการตามกฎหมาย ก็ไม่ได้เสียหาย – ใช่ ใครก็ทำตามขั้นตอนอะไรต่างๆ ได้ แต่ผมนั้นนึกว่า เราปฏิรูปนี้เพื่อให้พรรคการเมือง กับสมาชิกนี้เขามีความผูกพันกัน

การผูกพันกันนี้อยู่ดีๆ มันมีคำสั่งแบบนี้ ภายใต้สภาวะแวดล้อมอย่างนี้ มันเป็นสิ่งที่สามารถทำลายความผูกพันตรงนี้ได้ สมาชิกที่เขาในที่สุด ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามในเชิงธุรการ 30 วัน เขาก็ไม่สะดวกอยู่แล้ว เกิดหลุดไป อาจารย์คิดว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร ผมนั้นมีความรู้สึกตรงนี้ ผมไม่ได้คิดเรื่องได้เปรียบ – เสียเปรียบ เลือกตั้ง ทำตามกฎหมายได้ – ไม่ได้ ทำตามกฎหมาย ทำได้อยู่แล้ว ส่งผลต่อการเลือกตั้งหรือเปล่า ผมไม่ได้กังวลตรงนั้นเลย อยากให้เข้าใจว่าคนที่เขาสร้างสถาบันการเมือง พรรคการเมืองมาด้วยความยากลำบาก

เพราะว่าอย่างที่ผมเคยพูดกับอาจารย์ว่า กรณีของพรรคประชาธิปัตย์นี้ เราไม่เคยไปทำสมาชิกแบบที่เขาเรียกว่า ทำแบบปลอมๆ อยู่ดีๆ ไปเรียกคนนั้นคนนี้มาเป็นสมาชิก มีรูปเขา มีลายเซนต์เขา มีกระบวนการต่างๆ หลายอย่าง สิ่งเหล่านี้มันใช้เวลาในการทำ สะสมมา
แล้วผมก็ถามอาจารย์อย่างนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ผมเห็นข่าวบอกว่า จะต้องมีการยืดเวลาเรื่องแรงงานต่างด้าว ที่จะมาอะไรนะ ขึ้นทะเบียนอะไร ไปอีก 6 เดือนหรือเปล่า อาจารย์เห็นมั้ย จริงๆ แล้วเดิมตอนกฎหมายออกมา ก็ต้องผ่อนผันมาสัก 3 – 4 เดือน สิ้นปีที่แล้ว แล้วตอนนี้ข่าวบอกว่า ไม่ทัน ต้องต่อถึงมิถุนายน นั่นคือคนที่มีตัวตนทำงานอยู่นะ หมายถึงว่า นายจ้างทำงานอยู่ในประเทศไทย ทำงานอยู่ในองค์กร นายจ้าง กับเขา ต้องไม่ต้องไปเดินหากันเลยนะ จำนวนก็น่าจะน้อยกว่าสมาชิกพรรคผมนะ ทำไมท่านใช้เวลา 9 เดือน 10 เดือนล่ะ แล้วทำไมของผม 30 วันล่ะ นี่ไงครับ คือสิ่งที่มันเปรียบเทียบได้ ให้เห็นว่ามันผิดธรรมชาติ ผมไม่โต้แย้งท่านหรอกเรื่องว่า 500 คน 5,000 คน ทำได้อยู่แล้ว”

อ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ได้วิเคราะห์ประเด็นนี้ว่าไม่รู้ว่าจะจงใจหรือเปล่า แต่ผลของมันก็คือว่า มันจะทำให้สมาชิกของพรรคการเมืองเก่า หรือนักการเมืองที่สัมพันธ์อยู่กับนักการเมืองเก่า แตกกระจายออกไป แล้วขณะเดียวกันก็อาจจะไปอยู่กับพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ได้โดยสะดวก และโดยเฉพาะฐานเสียงของภาคใต้ กับในกรุงเทพมหานคร หรือในเมืองใหญ่ที่เป็นฐานเสียงของประชาธิปัตย์จะถูกแบ่งไปให้ลุงกำนัน ที่ไปเปิดอีกพรรคหนึ่ง เพราะฉะนั้นจะเกิดการแย่งฐานเสียงกันตรงนี้ คุณอภิสิทธิ์มองอย่างนั้นหรือไม่

“ในส่วนตรงนั้นคงไม่ได้มีผลอะไรมากมายนะครบั อย่างที่ผมบอกกับอาจารย์ว่า ใครก็ตามซึ่งเคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไม่ว่าจะเป็นประชาชนธรรมดา ไปจนถึงอดีต ส.ส. หรืออดีต ผู้บริหารของพรรคฯ ถ้าเขาอยากจะย้ายพรรค เขาก็ย้ายได้อยู่แล้ว มีกรณีเดียวที่ช่วยก็คือคนที่ไม่กล้าสู้หน้ามั๊งครับ ก็คือไม่อยากมาลาออก ก็เลยใช้คำสั่งนี้ หายตัวไป 30 วัน แล้วก็ไปโผล่พรรคอื่น”

โดยเฉพาะคนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือว่าเป็นนักการเมือง
“ผมไม่ได้ติดใจตรงนั้นหรอกครับ เพราะว่าถ้าใจเขาจะไป ยังไงเขาก็ไปนะครับ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีคำสั่งนี้ ผมไม่ได้ติดใจตรงนั้น แต่ผมไม่เข้าใจว่ามาทำลายสมาชิกภาพของคนจำนวนมากนี้เพื่ออะไร เท่านั้นเองครับ”

ประเด็นนี้สื่อมวลชนไปถามนายกฯ ประยุทธ์ ว่า นายกฯ จะตั้งพรรคการเมืองหรือเปล่า (เปิดคลิป)
ตกลงคนไทยจะมีปัญหามั้ย

“ผมเป็นคนไม่ดูถูกดูแคลนใครทั้งนั้น ใครใน – คนนอก เพราะฉะนั้นทุกคนก็ต้องเสนอตัวผ่านกระบวนการมา ก็เท่านั้นเอง ส่วนที่ท่านนายกฯ พูดว่าท่านไม่ได้ลงเลือกตั้งอยู่แล้วนั้น ก็ถูกต้อง เพราะว่าคนที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ถ้าจะลงสมัครรับเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญเขาบังคับให้ลาออก ตั้งแต่รู้สึกจะ 2 – 3 เดือนใช่มั้ย หลังจากรัฐธรรมนูญบังคับใช้ เพราะฉะนั้นโดยเจตนารมณ์เขาก็ไม่ต้องการให้คนที่มีอำนาจ ถือกลไกของรัฐ มาลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะคงจะมองว่าอาจจะเกิดความได้เปรียบ – เสียเปรียบ ไม่เป็นธรรมขึ้นมา

มันก็เหลือประเด็นเดียวเท่านั้นเอง นักข่าวก็พยายามจะถามท่านละมั๊งว่า การจะเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งนี้ ช่องทางหนึ่งก็คือให้ ผมก็ไม่รู้เดี๋ยวนี้เขาจะเรียกคนใน หรือคนนอกนะ กรณีที่ไม่ลง ส.ส. แต่มีคนเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ ก็ถือว่า ใน ก็แล้วกันนะ เพราะมันยังมีนอกอีกแบบนึง ก็ถามว่าเป็นตรงนั้นได้มั้ย ท่านก็ตอบถูก ท่านก็บอกว่า แล้วแต่สถานการณ์ ก็หมายความว่า ท่านก็ยังไม่รู้ว่ามันมีกี่พรรค พรรคเก่าก็ได้ พรรคใหม่ก็ได้ ไม่รู้ว่ามีพรรคไหนอยากจะเสนอชื่อท่านมั้ย แล้วก็สุดท้ายอยู่ที่ท่าน เพราะกฎหมายไปเขียนเอาไว้ว่า ถ้าท่านอยากจะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านต้องสมัครใจคือยินยอมให้พรรคการเมืองเขาเสนอชื่อ เพราะฉะนั้นสมมติว่ามีพรรคใหม่ขึ้นมา พรรคสมมติ พรรคประชา .. ไม่ต้องไปเอาชื่อดีกว่า พรรค ก. บอกอยากจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จะเสนอเป็น 1 ใน 3 ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องยินยอม ไปเสนอโดยที่ท่านไม่ยินยอมไม่ได้ สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ยินยอมได้พรรคเดียว
เพราะฉะนั้นมี พรรค ข. พรรค ค. มาบอกว่า ขอเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ทุกพรรค รัฐธรรมนูญบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องยินยอม และยินยอมได้พรรคเดียว ถ้ายินยอมพรรค ก. แล้ว ข. ค. จะไปเสนอชื่อท่านก็ไม่ได้”

ที่คุณอภิสิทธิ์พูด กับ คุณประยุทธ์พูด ก็พูดไปตามกฎเกณฑ์ที่อยู่ในปัจจุบัน แต่ถ้าย้อนกลับไป กฎเกณฑ์แบบนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญของไทยมาก่อน ยกเว้นเที่ยวนี้ ที่จะต้องให้พรรคการเมืองเสนอ 3 ชื่อ และขณะเดียวกันถ้ารอบแรกไม่ได้ ก็จะไปเอาบุคคลที่ไม่ได้เป็น ส.ส. มันเป็นของใหม่

“อันนั้นคืออีกขั้นแล้ว คือหมายความว่า สมมติว่าไม่มีการเสนอชื่อคนนอกเลย ใช้คำนี้ก็แล้วกันนะ หมายความว่า หรือคนที่ถูกเสนอชื่อทั้งหมดโดยทุกพรรค ปรากฎว่าเลือกตั้งเสร็จแล้ว มันไม่มีใครได้เสียงพอ เสียงพอในที่นี้คือ 375 เสียง เขาก็บอกว่า มันสามารถให้มีคนเสนอญัตติได้ว่าไม่ต้องเอาคนในบัญชี อันนี้ผมจะเรียกว่า คนนอกจริงๆ เลยคราวนี้ คือมาแบบไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการการเลือกตั้งเลย ซึ่งก็ต้องใช้เสียง 375 เสียง (ซึ่งอันนี้ก็เป็นของใหม่) ของใหม่ แล้วก็เป็นบทชั่วคราว”

ขณะเดียวกันวุฒิสมาชิกก็เพิ่มจาก 200 เป็น 250 และมาจากการสรรหา หรือแต่งตั้ง 250 คน ก็เป็นของใหม่อีกเหมือนกัน บวกกัน 2 อย่างนี้เข้าไป ของใหม่ทั้งคู่ มันก็พอจะมองเห็นอะไรบางอย่างใช่มั้ย
“มันก็ไม่ใหม่เสียทีเดียวหรอกอาจารย์”

แล้วยิ่งกว่านั้นยังมีของใหม่เกิดขึ้น ก็คือให้สมาชิกจะต้องยืนยันสมาชิก พอ 3 อย่างบวกกัน ก็คิดว่าคนเขาก็มองเห็นหรือเปล่า
“คนเขาก็คงดูว่ามันเป็นการเปิดทาง เปิดช่องเอาไว้ ส่วนจะเกิดขึ้นมั้ย ก็อย่างที่ท่านนายกฯ พูดก็แล้วแต่สถานการณ์ แต่ที่ผมบอกอาจารย์ว่ามันไม่ค่อยใหม่นั้น มันจะมีอะไรคล้ายๆ กับรัฐธรรมนูญปี 21 ที่มีการเลือกตั้งปี 22 แล้วก็จะต้องเอาวุฒิสภามาลงคะแนนกับสภาผู้แทนเพื่อเลือกนายกฯ ด้วย แล้วก็รู้สึกการประชุมสำคัญๆ ทั้งหมด เช่นเรื่องงบประมาณ เรื่องไม่ไว้วางใจเรื่องอะไรก็ให้วุฒิสมาชิกมาด้วย สมัยนั้นก็เป็นวุฒิแต่งตั้งเลย แล้วก็รู้สึกว่าเป็นข้าราชการประจำได้ด้วย เพราะฉะนั้นอันนั้นก็จะชัดมากว่า คือเป็นการสืบทอดอำนาจ แล้วก็ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ก็ได้ใช้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญนั้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งเกิดที่เรียกว่า วิกฤติน้ำมัน ท่านก็ลาออก หลังจากนั้นตอนที่ พล.อ.เปรม มาดำรงตำแหน่ง ท่านก็ปรับมาเป็นว่า ท่านเอาเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็เปลี่ยนผ่านเข้าสู่การเลือกตั้งประมาณปี 26 ที่บทเฉพาะกาลที่เอาวุฒิสภามาค้ำไว้นี้หมดไป
เพราะฉะนั้นจริงๆ ถามว่ามันใหม่หมดมั้ย มันก็มีลักษณะโครงสร้างคล้ายๆ กับรัฐธรรมนูญปี 21 นั่นแหละ”

ถ้าเทียบอย่างนั้น อย่างที่ไล่ไปตั้งแต่นายกรัฐมนตรีอาจจะเป็นคนที่ไม่ได้มาจากพรรคการเมืองก็ได้ วุฒิฯ 250 คนเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ก็เคยวิเคราะห์กันว่า นายกรัฐมนตรี หรือรัฐบาล อาจจะมีปัญหาในรัฐสภา เพราะในสภาผู้แทนราษฎร ถ้าไม่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรก็ทำงานลำบาก
“ทำงานลำบาก เพราะว่ากฎหมายก็อาจจะไม่ผ่าน ไม่ไว้วางใจก็อาจจะถูกคว่ำเมื่อไหร่ก็ได้”

เป็นไปได้มั้ยว่าก็เพิ่มอำนาจวุฒิฯ เข้าไปอีก โดยการขอแก้รัฐธรรมนูญ เพิ่มอำนาจวุฒิฯ ให้เหมือนปี 21 ให้วุฒิฯ มีอำนาจคล้ายๆ ส.ส. เป็นสภาที่มี ส.ส. 2 ประเภท ประเภทมาจากการเลือกตั้ง กับประเภทมาจากการแต่งตั้ง
“โอ้โห คิดไกลแล้วนะทีนี้”

มันเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าค่อยๆ ขยับไปอย่างนี้
“คือถ้าจะทำก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญ อันนี้ก็น่าสนใจอีกนะว่า การแก้รัฐธรรมนูญนี้ก็จะไปเข้าเงื่อนไขว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งก็อาจจะเป็นกระบวนการที่ยุ่งยากพอสมควร”

อาจจะต้องประชามติมั้ย
“นั่นนะสิครับ ถ้าเป็นประชามติ คราวนี้ก็จะเกิดคำถามขึ้นอีกว่าตารางเวลาอะไรจะเป็นอย่างไร อันนั้นส่วนหนึ่งนะครับ ส่วนที่ 2 ก็คือว่า เดี๋ยวก็เลยจะเกิดคำถามอีกว่า แล้วจะใช้มาตรา 44 ได้มั้ย ทีนี้ตรงนี้เมื่อกี้ที่ท่านนายกฯ พูดตอนท้าย ผมยังติดใจนิดหน่อย เพราะว่าการที่บอกว่าจะเลือกว่าจะใช้การแก้กฎหมาย หรือจะใช้มาตรา 44 ท่านพูดทำนองว่า อันนึงมันเป็นเรื่องระยะยาว อันนึงเป็นเรื่องเฉพาะหน้า ระยะสั้น ความจริงกฎหมายมันมีผลทั้งนั้น ระยะสั้น ระยะยาว แล้วก็บทที่แก้ไปแล้ว ก็อยู่ในบทเฉพาะกาล เขาก็เขียนกันในกฎหมาย
คำถามก็อย่างที่ว่า 1. เพราะว่าคำสั่งที่ออกมานี้ มันมีผลทางนิติบัญญัติ เสมือนเป็น พระราชบัญญัติด้วย แต่ไม่ได้ผ่านกระบวนการแบบเดียวกับพระราชบัญญัติ กระบวนการพระราชบัญญัติ ก็ต้องผ่านสภานิติบัญญัติในปัจจุบัน ทูลเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้ คำถามนี้นักกฎหมายเขาก็สงสัยกันมานานแล้วเหมือนกันว่า ถ้าอย่างที่ผมบอก มาตรา 44 มันขัด หรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ มันแก้รัฐธรรมนูญได้หรือเปล่า ก็จะถกเถียงกัน

ทีนี้มันน่าสนใจอีกอันนึงก็คือว่า เมื่อกี้อาจารย์อ่านรัฐธรรมนูญ ไม่ได้พูดถึงมาตรา 77 มาตรา 77 นี้บอกว่าการตรากฎหมาย มันจำเป็นจะต้องไปรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่จะได้รับผลกระทบก่อนที่จะตราออกมา ซึ่งอาจารย์จะเห็นว่า เดี๋ยวนี้ สนช. เขาจะทำกฎหมายนี้ เขาจะต้องมีกระบวนการนี้ คำถามคือ แล้วมาตรา 44 ซึ่งมีผลเป็นกฎหมาย มันจะต้องอยู่ตามมาตรา 77 ด้วยหรือเปล่า อันนี้ก็น่าคิด

ผมก็อยากจะเรียกอย่างนี้ว่า คราวที่แล้วรู้สึกเราพูดไปเยอะเรื่องการใช้มาตรา 44 ผมว่ามันควรจะเป็นไปตามเงื่อนไขที่มันอยู่ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวจริงๆ ก็คือมันเป็นเรื่องที่ พูดง่ายๆนะครับ ภาษาบ้านๆ บอก มันคอขาดบาดตาย มันจำเป็นจะต้องใช้มาตรา 44 ไม่อย่างนั้นมันแก้ปัญหาไม่ได้ เอาอย่างนี้ดีกว่า”

ซึ่งมาตรา 44 เลข 44 อยู่ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งมันเลิกไปแล้ว
“ใช่ครับ ตอนนี้ก็เพียงแต่ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ในบทเฉพาะกาล เขาก็จะต้องเขียนไว้ว่า บรรดาองค์กรทั้งหลายที่มีอยู่ วันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ สถานะเป็นอย่างไร เขาก็บอกว่า หัวหน้า คสช. กับ คสช. นี้ยังมีอยู่นะ เพราะมันมีอยู่แล้ว ก็ให้มีต่อไป แล้วก็ให้มีอำนาจเหมือนกับที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว”

ตกลงมาตรา 44 หรือการใช้อำนาจตามมาตรา 44 อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบันหรือไม่
“อยู่สิครับ เพราะถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญปัจจุบัน มันหมดไปแล้ว”

ถ้าอย่างนั้นมาตรา 44 จะออกมาโดยที่ไปขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้
“ผมก็มองอย่างนั้น ในแง่ของนักกฎหมายนะ ก็มองอย่างนั้น”

แต่ถ้าเขามองว่า มาตรา 44 มาจากรัฏฐาธิปัตย์ รัฏฐาธิปัตย์ยังอยู่ เพราะฉะนั้นรัฏฐาธิปัตย์ยังล้มรัฐธรรมนูญได้ ทำไมจะแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้
“ผมว่ารัฏฐาธิปัตย์อยู่หรือไม่นั้นก็น่าคิด เพราะเรามีรัฐธรรมนูญแล้ว โปรดเกล้าฯ ลงมาเป็นกฎหมายสูงสุด และ (มีประชามติด้วย) และ คสช. ไม่ได้เป็นองค์กรที่มาสถาปนาอำนาจแล้ว อำนาจนั้นหมดไปกับรัฐธรรมนูญชั่วคราว แต่รัฐธรรมนูญใหม่ เพียงแต่บอกว่าคุณอยู่ต่อได้ แล้วก็คุณมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญเดิม ซึ่งอย่างที่ผมบอกคือ ต้องไปอ่านมาตรา 44 ด้วยว่า ที่เขาให้อำนาจใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งนี้ มันมีเงื่อนไขอะไรบ้าง เพื่อความสงบเรียบร้อย ระงับยับยั้งภัยต่างๆ เพื่อที่จะให้เกิดความปรองดอง หรืออะไรต่างๆ มันต้องไปดูว่าเข้าเงื่อนไขนั้นด้วยหรือเปล่า”

- พัก –

พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้สัมภาษณ์ด้วยว่า ถ้าหากว่าบ้านเมืองสงบ ก็ไม่รู้ว่าจะได้มีการเลือกตั้งหรือไม่ ในทำนองอย่างนี้ (เปิดคลิป)
ถ้ามีความขัดแย้งสูง จะได้เลือกตั้งหรือเปล่าไม่รู้

“คือท่านก็พูดว่าถ้ามันยุ่งวุ่นวาย มันก็เลือกตั้งไม่ได้ แต่ว่าท่านก็ไม่ได้บอกว่าขณะนี้มันยุ่ง หรือไม่ยุ่งอย่างไร คือใจผมนี้ไม่ค่อยอยากให้ท่านพูดอย่างนี้หรอก เพราะว่าท่านเป็นคนวางตารางเวลาทุกอย่างไว้เอง ผมนี้ก็ไม่เคยไปเรียกร้องเลยนะว่าจะต้องเร็ว จะต้องเร่งอะไร ผมก็บอกว่าเอาตามที่ท่านพูด เพราะว่าถ้ามันเป็นไปตามที่ท่านพูด มันคือความแน่นอน ความชัดเจน ความน่าเชื่อของประเทศด้วย”

แต่โรดแมปก็เลื่อนมาเรื่อยๆ อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ
“คือที่ผ่านมา อย่างที่ผมอธิบายนะ มันก็ไม่ได้เลื่อนในลักษณะที่ทำให้คนมองว่า มันผิดธรรมชาติ หรืออะไรจนเกินไปเอาอย่างนี้ดีกว่า”

มันก็มีเหตุที่จะต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่
“อันนั้นผมว่าทุกคนเข้าใจนะ แล้วก็เป็นสิ่งที่มันเกิดขึ้นได้ แต่ว่าพอมาถึงวันนี้ถ้าพูดว่าวุ่นวายแล้วเลือกตั้งไม่ได้ อันนี้มันไม่ใช่แบบเดิมๆ แล้วนะ คือมันไม่ได้เป็นปัญหาในเชิงเทคนิคขั้นตอนตามกฎหมายแล้ว มันกลายเป็นเหตุการณ์ ทีนี้ประเด็นก็คือว่า
1. มันเป็นความรับผิดชอบของท่านใช่มั้ย ที่จะต้องดูแลให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ท่านก็ต้องทำให้สำเร็จ
2. ในเมื่อท่านก็มองว่าทุกคนที่ท่านมองว่าเป็นปัญหา ก็อยากเลือกตั้งใช่มั้ย คนที่อยากเลือกตั้ง เขาจะไปทำให้มันวุ่นวายทำไม เพราะวุ่นวาย เดี๋ยวเขาไม่ได้เลือกตั้ง เพราะฉะนั้นโดยหลักมันก็ไม่น่าจะมีปัญหาหรอก ถูกมั้ยครับ มันก็อยู่ที่ว่าท่านก็ต้องคุมสถานการณ์ให้ได้ ผมถึงไม่อยากให้ท่านพูดแบบนี้ไง คือท่านต้องบอกว่า ท่านจะดูแลให้มันเรียบร้อย ให้มันสงบ แล้วมันจะเดินได้ ประเทศจะเดินได้ ก้าวหน้าได้ ผมว่าอย่างนี้ทุกคนจะได้มั่นใจ”

คำถามคือว่า คำว่าสงบ คำว่าเรียบร้อย ตรงไหนถึงเรียกว่าสงบ หรือไม่สงบ หรือว่าวุ่นวาย
“ในความเห็นผมนะ ถ้าพูดว่าสงบ เรียบร้อย ก็คือว่า ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย คำว่าอยู่ภายใต้กฎหมายก็คือ มันไม่มีการออกไปละเมิดกฎหมาย เกิดความรุนแรงเกิดการละเมิดสิทธิ์ของกันและกัน ที่คนมีอยู่ตามกฎหมาย”

แต่ภายใต้กฎหมาย ก็หมายความว่าภายใต้มาตรา 44 ด้วย เพราะมาตรา 44 ถือเป็นกฎหมาย หรือภายใต้ที่ให้ สนช. ออกกฎหมายอย่างนั้นอย่างนี้
“ขณะนี้อย่างที่บอกนะ ผมยึดถือตามรัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุด เราก็มีหมวดเรื่องสิทธิ เสรีภาพอะไรต่างๆ ทีนี้อาจารย์ถามว่า ความไม่สงบนี้จะนิยามกันอย่างไร ผมก็บอกว่าไม่สงบที่เป็นปัญหาก็คือ เวลาคนมันไม่เคารพกฎหมายกัน ละเมิดสิทธิ์กันอย่างกว้างขวาง เกิดอาจจะปลุกระดม ทำความรุนแรง คือสิ่งเหล่านี้ไม่มีใครอยากเห็น และผมก็เข้าใจดีนะว่าถ้าเกิดขึ้นก็จะเป็นคำถาม แล้วนำไปสู่ข้ออ้างที่บอก ถ้าอย่างนั้นก็ต้องอยู่ภายใต้ภาวะแบบนี้ไปเรื่อยๆ

แต่ว่าถ้าบอกว่า แสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์กันอาจจะรุนแรงไป แล้วบอกอันนี้ไม่สงบ ผมว่าอันนี้คงไม่ใช่นะครับ เราก็ต้องอยู่ในสังคมที่มันมีความหลากหลาย คนมีเสรีภาพตามสมควร พูดจากันไปวิจารณ์อะไกันไป ถูกใจคนนั้น ใม่ถูกใจคนนี้ ต้องถือเป็นเรื่องปกติ ตราบเท่าที่มันอยู่ภายใต้กฎหมาย

ก็เหมือนกับผมกับอาจารย์นั่งคุยกันนี้ ก็มีคนไม่ชอบใจเยอะนะครับ แต่มันต้องอยู่ในขอบเขต ผมไม่ถือว่าอย่างนี้คือไม่สงบ คงไม่ใช่ว่าทุกคนต้องพับเพียบ เรียบร้อย ไม่มีใครวิจารณ์อะไรเลย โดยเฉพาะถ้าการวิพากษ์วิจารณ์นั้นอยู่บนเหตุบนผลบนข้อมูล บนข้อเท็จจริง”

อ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ได้วิเคราะห์ในบทความ แล้วก็บอกว่าตอนท้าย ถ้ายังขืนเดินกันไปอย่างนี้ ในที่สุดแล้วจะมีคน นักการเมืองท้องถิ่นก็ดี นักการเมืองที่ลงสมัครในจังหวัดต่างๆ ก็อยากจะอยู่ฝ่ายผู้ชนะ ก็จะแห่ไปอยู่กับพรรคทหารที่เกิดขึ้นใหม่ และในที่สุดบ้านเมืองก็จะเกิดออกมาว่า มีเอาทหารกับไม่เอาทหาร บ้านเมืองก็จะกลับไปเหมือนเดิม ตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่บ้านเมืองจะเป็นลักษณะนั้น คุณอภิสิทธิ์กลัวว่าจะเกิดอย่างนั้นหรือไม่

“ตอนที่ท่านนายกฯ ตั้ง  6 คำถาม อาจารย์จำได้ใช่มั้ย ประเด็นที่ผมพูดกับอาจารย์ ผมไม่ได้ไปต้องการที่จะเป็นมิตร เป็นศัตรูอะไรกับใครทั้งนั้น แต่ผมเตือนว่าลักษณะของการตั้ง 6 คำถามนี้ต้องระมัดระวัง ด้วยเหตุที่ว่า ผมมองว่า คสช. นี้ได้อาสาตัวเข้ามานะ คือมาเป็นผู้ที่ทำให้ระบบมันเรียบร้อย แล้วก็แสดงตัวตอนต้นว่า อยู่เหนือความขัดแย้ง มีความเป็นกลาง แต่ว่าพอตั้ง 6 คำถามนี้ ผมบอกว่า มันเริ่มมีลักษณะอย่างนี้อาจารย์พูดถึง อ.ปริญญา พูดว่า เอ๊ะ จะมาเป็นผู้เล่นเองใช่มั้ย แล้วก็เลยต่อไปนี้ก็คือ อาจจะกลายเป็นคู่ขัดแย้งในทางการเมืองขึ้นมาได้อีก ผมบอกผมไม่อยากเห็นอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น วันนี้พอมันเกิดมาตรา 44 เรื่องพรรคการเมืองด้วย อะไรด้วย มันก็เลยทำให้สถานการณ์ คนมองว่ามันไหลไปแบบที่ อ.ปริญญาพูด แต่ผมไม่อยากให้เกิดอย่างนั้นเพราะว่าผมคิดว่า เราอยากเห็นประเทศไม่มีลักษณะของการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เป็นลักษณะของพวก ที่ผูกติดกับบุคคล แล้วก็มาขัดแย้งกัน ผมอยากเห็นการแข่งขันทางการเมืองที่เป็นการแข่งขันในเชิงความคิด ในเชิงอุดมการณ์ ในเชิงนโยบาย แต่ว่าถ้ามาแบ่งกันว่า พวกฉัน พวกเธอ ไม่มีประโยชน์อะไร

แล้วก็อย่างที่ผมบอกว่า ในอดีตที่ผ่านมา ที่บอกว่า ผมก็เป็นคู่ขัดแย้ง ก็ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบกับภาวะการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้น เอาละ ผมอาจจะเกินเลยอะไรไปบ้าง แต่ยืนยันได้ว่าในการเข้าไปเป็นคู่ขัดแย้งนี้ ผมไม่ได้ขัดแย้งกับบุคคล ผมขัดแย้งกับการปฏิบัติของบุคคล จะทุจริต คอร์รัปชั่น เอาอำนาจรัฐมาเอื้อประโยชน์ทางการเมือง ข่มขู่ คุกคามคนอื่น นั่นคือสิ่งที่ผมต่อสู้ด้วย เพราะฉะนั้นจะเป็นใครมาทำอันนี้ ผมก็ต้องต่อสู้ด้วย นั่นคือแนวที่ผมคิดว่ามันควรจะเป็น ก็คือเราไม่ได้มาดูว่า อ้อ ถ้าคนนี้ทำไม่เป็นไร ถ้าคนนี้ทำเล่นกันจนตาย มันไม่ได้ บ้านเมืองก็จะไม่มีหลักมีเกณฑ์

แต่ว่าถ้าเราบอกว่า พฤติกรรมนี้มันไม่ควรทำ เราก็ต้องยืนยันว่า ใครจะทำก็ไม่ควรทำ ตัวเราเองก็ต้องไม่ทำด้วย”

ในปีนี้ และในปีถัดๆ ไป เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก ขณะนี้เทคโนโลยีที่เขาเรียกว่า Technology disruption ก็คือรุกล้ำทำลายของเก่า ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบเก่า หลายต่อหลายอย่างก็พินาศกันเป็นแถบหมด การเมืองจะถูกเทคโนโลยีใหม่เข้ามาทำลายหรือไม่ การเมืองแบบเก่า หรือว่าการเมืองจะต้องปรับตัวอย่างไร

“การเมืองก็คงเหมือนกับเรื่องอื่นๆ หนีไม่พ้น ถ้าพูดถึงในแง่ของวิถีนะ วิถี เอาง่ายๆ ก็คือ ผมก็ยืนยันว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นครั้งแรกที่การต่อสู้บนโลกไซเบอร์นั้นจะเป็นพื้นที่หลักเป็นครั้งแรก ไม่เหมือนกับในอดีต แล้วก็ตรงนี้เราก็เห็นฤทธิ์ของโซเชียลมีเดียอยู่แล้ว ทั้งในทางสร้างสรรค์ และในทางทำลาย สร้างสรรค์ก็หมายความว่ากลไกเครือข่าย การตรวจสอบ มันทำได้เยอะ กว้างขวาง ข้อมูลแบ่งปันกันได้ ต่อยอดกันได้ อะไรกันได้”

เช่นยกมือปั๊บ นาฬิกา?
“ไม่ต้องเจาะจงเรื่อง ทุกเรื่องแหละ ถูกตวรจสอบกันได้ง่ายขึ้น แล้วก็การมีส่วนร่วมเช่น ใครอยากที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง ก็สามารถรณรงค์ออนไลน์ เผลอแป๊บเดียวคนเป็นพัน เป็นหมื่นเข้ามา สนับสนุนเป็นพลังในทางการเมือง

ในทางทำลายก็ ฝรั่งเรียก Fake News เราก็เรียกข่าวปด ข่าวเท็จ ก็ทำให้การเมืองนี้มันรวนเรได้ แล้วก็นำไปสู่ความขัดแย้งได้ เพราะฉะนั้นการเมืองก็หนีไม่พ้น แต่ว่าผมมองปัญหาของเทคโนโลยีแล้วก็โอกาสด้วย ผมกลับมองว่า เรื่องใหญ่กว่านั้นก็คือตัวเทคโนโลยีนี้มันจะทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม เปลี่ยนหมด แล้วการเมืองนี้ในที่สุดมันต้องตอบสนองปัญหาของเศรษฐกิจ กับสังคม
ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น ความรู้สึกที่ไม่พอใจกับสภาพที่เป็นอยู่นี้ มันออกฤทธิ์แล้วในต่างประเทศ เราเห็น จากที่ทำให้เกิดทั้งประชานิยม กึ่งเผด็จการอะไรต่างๆ เยอะแยะไปหมด เมืองไทยก็คงไม่เป็นข้อยกเว้น แล้วสิ่งที่ผมบอกมันเป็นโอกาสก็คือ บางทีมันก็ดีเหมือนกันนะ เพราะว่ามันจะได้ทำให้ภาครัฐ คำว่าภาครัฐ ก็คือการเมืองด้วย ราชการด้วย ต้องกลับมาทบทวนตัวเองใหม่มังครับว่าจะทำหน้าที่อะไร”

ภาครัฐจะมีอำนาจน้อยลงหรือไม่
“ผมว่าบทบาทหลายอย่างมันจะถูกลดลงไปโดยปริยาย ความหมายก็คือว่า รัฐไม่ต้องทำ มันมีคนที่สามารถที่จะมาสร้างเครือข่าย สร้างระบบอะไรของมันเองได้หมด อย่างเช่น ตอนนี้ที่วิพากษ์วิจารณ์กันเยอะก็คือการสร้างกระทั่งสกุลเงินขึ้นมา โดยที่ไม่ต้องมีธนาคารกลางมาหนุนหลัง ไม่มีอะไรหนุนหลังเลยด้วยซ้ำ เอาแต่ความเชื่อถือของคนในระบบ ว่ามันมีกระบวนการอย่างนี้ แล้วเป็นที่ยอมรับที่จะแลกเปลี่ยนกัน อันนี้ก็ค่อนข้างชัดว่ากระทบกับบทบาทของรัฐอย่างรุนแรง”

แม้กระทั่งธนาคาร ก็จะเจอร้านสะดวกซื้อ เจอบริษัทมือถือ
“ระบบการชำระเงินที่ไปพันกับระบบการค้าปลีก ระบบอะไรต่างๆ อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็มันทำให้บทบาทของรัฐ (น้อยลง?) ผมไม่เรียกว่าน้อยลงนะ ผมว่ามันเปลี่ยน หลายเรื่องที่เราเคยทำ โดยเฉพาะนะการที่รัฐบาลจะไปเป็นผู้เล่นเองในระบบเศรษฐกิจ ยิ่งทำได้ยาก มันไม่คล่องตัว มันไม่ทัน มันไม่มีทางหรอกครับ ด้วยระบบ ระเบียบราชการที่จำเป็นต้องมีอยู่

แต่ในทางกลับกันนั้น การมีกติกาที่ดี ที่ปฏิบัติได้ สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่นี้เรื่องใหญ่เลยที่รัฐจะต้องทำ การเมืองจะต้องทำ ความเหลื่อมล้ำที่มันเกิดขึ้นจากโครงสร้างแบบนี้ แปลว่ารัฐจะต้องมีระบบที่ดูแลในเชิงสวัสดิการ ที่เปลี่ยนไปจากวิธีคิดแบบเดิม”

หมายถึงว่าจะมีคนจำนวนนึงที่ไม่มีงานทำ
“ใช่ครับ ถูกเทคโนโลยีทำตกงาน เยอะแยะไปหมด แล้วก็โครงสร้างเครือข่าย Big Data เหล่านี้จะไปสร้าง ใช้คำว่าการผูกขาดที่เกิดขึ้นตรงนั้น เกิดขึ้นตรงนี้อยู่ตลอดเวลา มันไม่ได้เป็นการแข่งขันแบบสมบูรณ์ แบบทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่เราเรียนกันมาอีกต่อไป”

หมายความว่ามันไปกระจุกกับบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้
“มันจะกระจุก ใช่ครับ พอเทคโนโลยีตัวนี้ ถ้าใครเป็นผู้นำไป แล้วมีความได้เปรียบทั้งในเชิงฐานข้อมูล ทั้งในเชิงเครือข่ายปั๊บ คนอื่นก็เข้ามายาก มันก็เกิดการผูกขาด เพราะฉะนั้นระบบตรงนี้จะเปลี่ยนหมด รัฐจะต้องดูแลคนที่ไม่สามารถที่จะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ว่า เขาจะลืมตาอ้าปาก ฟื้นตัวปรับตัวอย่างไร แล้วก็เลยเกิดคำถามใหญ่ที่สุดว่า แล้วรัฐจะเอาเงินจากไหนมาทำตรงนี้”

เพราะทุกคนนี้มันซื้อขายกันโดยมองไม่เห็น
“ถูกต้อง แล้วก็ทำให้การจัดเก็บภาษียากขึ้น แล้วก็ที่สำคัญก็คือว่า ทุน ทุนในที่นี้มันไม่ใช่แค่เครื่องจักรแล้ว มันกลายเป็นระบบเครือข่าย ยี่ห้อ ชื่อเสียง ตัวนี้มันโยกย้ายหนีพรมแดน หนีอะไรได้หมด ตรงนี้จะทำให้มีข้อจำกัดมากขึ้น ยกเว้นแต่เราสามารถที่จะสร้างความร่วมมือข้ามชาติได้มากขึ้น ในการที่จะดูแลเรื่องนี้ เพราะว่ารูปธรรมที่เราเห็นชัดเจนก็คือว่า การเก็บภาษีจากทุน ถูกข้อจำกัดตัวนี้ทำให้ทุกคนแข่งขันกันลดภาษี ไม่ค่อยมีรัฐบาลไหนอยากจะเก็บภาษีจากทุน เพราะกลัวทุนหนีไปที่อื่น แรงงาน เมื่อก่อนก็เคยกลัวนะ แต่ว่ายังหนียากกว่าทุน ที่ดินหนีไม่ได้เลย ปัญหาก็คือ แล้วถ้าเกิดความมั่งคั่งมันเกิดจากทุนเป็นหลัก จะทำอย่างไร

เพราะฉะนั้นบทบาทของรัฐ มันจะต้องปรับเปลี่ยนไปหมด ซึ่งตรงนี้ท้าทายมาก แล้วในที่สุดตัวนี้จะย้อนกลับมาที่การเมือง เพราะถ้าบทบาทของรัฐไม่สามารถปรับตัวตามนี้ ความไม่พอใจต่อระบบการเมืองก็จะมีสูง แล้วสุดท้ายเราก็ไม่รู้ว่า คนจะแสดงออก หรือจะใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีอย่างไร เมื่อมีความไม่พอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ เผชิญกับความยากลำบากที่เกิดขึ้นจากความเป็นอยู่”

เรื่องการเลือกตั้ง ถ้าเทคโนโลยีมาขนาดนี้ ใช้โทรศัพท์ก็สามารถเลือกตั้งได้ เพราะถอนเงิน โอนเงิน กันได้เยอะแยะ ทำไมแค่เลือกตั้งทำไมทำไม่ได้

“มันได้ละครับ มันได้ แต่ว่าต้องมีความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจว่า คนบริหารระบบนี้ เรามั่นใจว่าเขาเป็นกลาง แล้วก็ไม่ทำให้ระบบล่ม เพราะต้นทุนจะสูงมาก ถ้าเกิดมีการเลือกตั้งแล้วระบบเกิดล่ม เกิดรวนขึ้นมา”

สมมติว่าทำได้ มี Platform หรือ Blockchain ที่สามารถทำได้โดยที่ไม่มีใครสามารถจะมาแก้ระบบตรงนี้ได้ หรือ กกต. วางระบบที่ดีได้ เรายังจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องแบ่งเขตเลือกตั้ง มันเป็นการเมืองโดยตรง เลือกคนทั้งประเทศก็ได้ จำเป็นหรือไม่ว่าจะต้องกลายเป็นว่าเขตนี้เลือกเฉพาะ ส.ส. เขตตรงนี้

“ผมมี 2 ประเด็น ประเด็นแรก ระบบที่จะสมบูรณ์ขนาดนั้น ที่ทำให้คนเข้าถึงได้ ก็อาจจะยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง เพราะว่าต้องยืนยันตัวตนของคน เทคโนโลยีอะไรต่างๆ ซึ่งก็ต้องมีเครื่องมือ  มีอุปกรณ์พอสมควร เพราะฉะนั้นก็อาจจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง

กับ 2. ผมมองว่ากระบวนการทางการเมือง ความสัมพันธ์ในเชิงความสัมพันธ์ของมนุษย์ มันยังมีความจำเป็น เพราะฉะนั้นผมก็ยังไม่คิดว่า มันจะต้องไปเลิกระบบของการผูกติดอยู่กับเรื่องการแบ่งพื้นที่ หรืออะไรต่างๆ รวมไปถึง ความรู้สึกที่บอกว่า อ้าวถ้าเกิดต่อไปในอนาคต ทุกคนแสดงความคิดเห็น ก็กดปุ่มเห็นด้วย – ไม่เห็นด้วยได้ ต้องมีตัวแทนมั้ย ผมก็ยืนยันว่าการบริหารราชการแผ่นดิน การทำงานที่เราเรียกว่าการเมืองนี้ มันต้องมีกระบวนการของการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ไตร่ตรองพอสมควร เพราะฉะนั้นลำพังเพียงแค่บอกว่าให้คนมาบอก ชอบ – ไม่ชอบ เห็นด้วย – ไม่เห็นด้วยนี้ ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่มาทดแทนกระบวนการทางการเมืองที่ดีได้”

ถ้าเกิดในอนาคต ระบบมันสร้างขึ้น ทำให้คนสามารถเลือกคน 500 คน ที่เป็น ส.ส. ได้เลย จะว่าอย่างไร แต่เขาเลือกคน 500 คน แทนที่จะกระจายกันเลือก

“ก็เป็นวิธีการออกแบบระบบได้ แต่อย่างที่ผมบอกก็คือว่า เราต้องเท่ากับว่า เรายอมรับการที่ว่าสภาพพื้นที่ที่มันมีความหลากหลาย ควรจะมีคนที่มีความเข้าใจพื้นที่แต่ละพื้นที่ ทำงานตรงนั้น เป็นตัวแทนของคนกลุ่มนั้น มันหมดไปแล้วจริงหรือเปล่า ซึ่งผิวเผิน เวลาเราพูดถึงเทคโนโลยีตัวนี้ เราจะบอกว่า ทุกคนเท่าเทียมกันหมดแล้ว แต่สภาพความเป็นจริง มันก็ไม่ใช่ แล้วเราก็มีบทเรียนมาแล้วในรอบประมาณ 20 กว่าปี ที่เราคิดว่า อินเทอร์เน็ตจะทำให้ทุกคนเท่ากัน แต่วันนี้โลก ความเหลื่อมล้ำ ความแตกต่าง กลับมากกว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้วนะครับ”




บทความอื่นๆ