บทความ

“อภิสิทธิ์” ระบุ ไม่ควรมีใครรังเกียจอาชีพที่ทำประโยชน์ให้บ้านเมือง แต่ควรรังเกียจคนชั่ว
03 ม.ค. 2561

“อภิสิทธิ์” ระบุ ไม่ควรมีใครรังเกียจอาชีพที่ทำประโยชน์ให้บ้านเมือง แต่ควรรังเกียจคนชั่ว


(3 มกราคม 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 ต่อการที่นายกฯ ประยุทธ์ ระบุว่าวันนี้ต้องเปลี่ยนแปลงเพราะตนไม่ใช่ทหาร แต่เป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหารว่า ตนคิดว่าไม่ควรจะมีใครรังเกียจทหาร และไม่ควรจะมีใครรังเกียจนักการเมือง แต่ควรจะรังเกียจคนชั่ว

“ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือเป็นทหาร ถ้าชั่วก็ควรจะรังเกียจ แต่มันไม่ควรจะมีใครไปรังเกียจอาชีพใดอาชีพหนึ่ง ซึ่งโดยหลักแล้วก็เป็นอาชีพที่สามารถทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้ทั้งนั้น แล้วก็ผมว่าก็ถูกของท่านนะครับ ผมก็พูดมานานแล้วว่า เมื่อมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง ท่านก็เป็นนักการเมือง แล้วก็ท่านก็ไม่ได้รับราชการทหารแล้ว ไม่ได้อยู่ในกองทัพ ก็ดีครับ มันจะได้เป็นความชัดเจนว่าสถานะของท่านขณะนี้คือ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนทหารนั้นเราต้องพูดถึงกองทัพ ซึ่งก็ 3 เหล่าทัพ เขามีภารกิจ เขาปฏิบัติหน้าที่ไป เขาไม่ได้มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ผมว่าแยกกันอย่างนี้ก็ดีครับ”

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ได้ให้กำลังใจ คสช. หลังจากมีโหรทำนาย ว่าตนไม่อยากให้ คสช. เสียกำลังใจ อยากให้ คสช. คิดว่า มันจะดี หรือไม่ดี อยู่ที่การกระทำของท่านเอง ถ้าทำถูก ไปในทิศทางที่ถูกต้อง มันก็จะดีเอง อย่าไปหวั่นไหว ถ้ามั่นใจว่าสิ่งที่ทำดี แล้วทำแล้วดีจริง ไม่ต้องไปหวั่นไหวเลย แม้ใครจะมาบอกว่าดวงไม่ดี ดวงตกอย่างนั้นอย่างนี้

พร้อมกันนี้นายอภิสิทธิ์รู้สึกเสียดายโอกาสที่นายกฯ อุตส่าห์พูดยืนยันเรื่องโรดแมปว่า คสช. ต้องกล้าที่ประกาศว่า คสช. จะดูแลให้มันเป็นไปตามตารางเวลาที่ประกาศไว้ แต่ถ้ามีเหตุสุดวิสัย เหตุจำเป็น ก็จะบอกอย่างตรงไปตรงมา ถ้าเป็นอย่างนี้ทุกคนก็จะมีทั้งความมั่นใจ แล้วก็เห็นว่าตรงไปตรงมา


คำต่อคำ

เห็นพาดหัวข่าวของกรุงเทพธุรกิจเมื่อสิ้นปีหรือยัง “อภิสิทธิ์ จัดหนัก จี้ คสช. ทบทวนตัวเอง”  เป็นเรื่องที่เราคุยกันเมื่อวันพุธที่แล้วในรายการ
“ใช่ครับ ไม่ได้จัดหนักอะไรครับ จัดตามปกติครับ”

แล้วบอกให้ทบทวนตัวเอง
“ใช่ครับ ก็ผมว่ามันทุกปี เราสิ้นปีปั๊บ เราก็มักจะมาทบทวนว่า ปีใหม่เราอยากให้อะไรเป็นอย่างไร ซึ่งก็รวมถึงตัวเราเองด้วยใช่มั้ยครับ ก็เห็นต่างประเทศเขาจะพูดถึง New Year Resolution (ปณิธานปีใหม่) ตั้งมั่นว่าจะทำอะไรๆ เพราะฉะนั้นผมก็เพียงแต่บอกว่า ก็เป็นโอกาสดีเพราะว่า คสช. เอง เมื่อกี้ท่านนายกฯ ก็พูดอีกใช่มั้ยว่า เลือกตั้ง พฤศจิกายนปีนี้ คือประกาศไว้เองว่าปีนี้เป็นปีสุดท้าย ก็มันเป็นจังหวะเวลาที่ดีเลยที่จะดูว่า เหลือเวลากี่เดือนๆ นี้ ที่เคยอยากจะมาทำ เรื่องปฏิรูป เรื่องปรองดอง เรื่องอะไรสารพัด จะเดินหน้าให้มันสำเร็จได้อย่างไร ก็เป็นผลดีกับทุกคนใช่มั้ยครับ ถ้า คสช. ทำสำเร็จ บ้านเมืองก็เป็นอย่างที่หลายฝ่ายตั้งความหวังเอาไว้ ก็ดีกับ คสช. ด้วย

แต่สำคัญกว่านั้นคือดีกับประชาชนด้วย ผมก็ว่ามันเรื่องปกตินะครับที่จะพูดอย่างนี้ แล้วก็ยังอวยพรด้วยบอกว่าอยากให้สำเร็จ
เพราะว่าถึงแม้ผมจะเห็นด้วยบ้าง ไม่เห็นด้วยบ้างกับหลายๆ เรื่อง แต่ภารกิจหลักของ คสช. ผมว่าคนส่วนใหญ่ก็อยากให้สำเร็จ ก็คือให้บ้านเมืองสงบ แล้วก็ทำให้บ้านเมืองมันดีขึ้น มีการปฏิรูป หลังเลือกตั้งไปแล้วการเมืองดีกว่าเดิม คือถ้าทำสำเร็จ ก็น่าจะเป็นที่พอใจของทุกคน”

มีความเห็นอย่างไรที่ทาง คุณพิชัย ออกมาพูดถึงเพื่อไทย กับประชาธิปัตย์ ต้องร่วมมือกันดึงประชาธิปไตยกลับคืนมา และอนาคตของประชาธิปัตย์ ก็มองว่าต้องเป็นคุณชวน เป็นหัวหน้าพรรค มีคุณจุรินทร์ คุณบัญญัติ คุณอภิสิทธิ์เป็นรองหัวหน้าพรรค

“ก็เป็นความห่วงใย แล้วก็เป็นความเห็นของท่านนะครับ ท่านก็เป็นผู้อาวุโส แล้วก็ตอนที่ท่านลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์นั้น ผมก็เข้าไปพบท่าน ท่านก็แสดงความห่วงใยนี่แหละครับ เรื่องของประชาธิปไตย แล้วก็ในความคิดของท่าน ท่านก็มองว่า ถ้านักการเมืองจับมือกัน ประชาธิปไตยมันก็จะได้คืนมา ทำนองนั้นนะครับ ก็เป็นความเห็นของท่าน

ทีนี้ผมก็เห็นด้วยกับท่านว่า บ้านเมืองนี้จะต้องเป็นประชาธิปไตย แต่ว่าในระยะหลังนี้ ผมเห็นว่าภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยนี้มีหลายรูปแบบ ซึ่งรวมถึงภัยที่มาจากคนที่มาจากการเลือกตั้งด้วย เพราะฉะนั้นการที่จะพูดเพียงว่า ถ้านักการเมืองจากการเลือกตั้งจับมือกัน แล้วมันจะเป็นประชาธิปไตยนั้น ผมว่าก็ต้องระมัดระวังนะครับ นอกเสียจากว่าที่ผมเคยพูดเสมอคือ มีการมาทบทวนบทเรียนกันว่า นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งนี้แล้วก็ทำร้ายประชาธิปไตย โดยการทุจริต คอร์รัปชั่น โดยการใช้อำนาจในทางไม่ชอบ แล้วก็ทำลายเรื่องของหลักธรรมาภิบาล ถ้ากรณีอย่างนั้นยังมีอยู่ ถึงนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งไปจับมือกัน ประชาธิปไตยก็ไม่ได้ดีขึ้นหรอกครับ
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมยืนยันก็คือว่า เราอยากได้ประชาธิปไตยกลับคืนมา แล้วก็ขณะนี้ คสช. เขาก็วางโรดแมปไว้ เมื่อมีการเลือกตั้ง ผมก็คิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ ทุกคนเคารพเจตนารมณ์ของประชาชนในการเลือกตั้ง นั่นคือประชาธิปไตย

ส่วนหลังจากนั้นใครจะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ ประชาชนเขาจะเป็นคนชี้ ผมก็เรียกร้องให้วุฒิสภา เคารพเจตนารมณ์ของประชาชน ส่วนใครจะเป็นรัฐบาลนั้น ผมว่ามันไม่จำเป็นหรอกครับที่นักการเมืองทุกพรรคจะต้องจับมือกัน แล้วก็ไปเป็นรัฐบาล เพราะว่าการเป็นฝ่ายค้านก็มีความสำคัญ พรรคการเมืองตรวจสอบถ่วงดุลกัน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จำเป็นจะต้องยืนยันในหลักการประชาธิปไตย ถ้าเกิดสมมติว่าพรรคการเมืองใหญ่จับมือกันหมด แล้วไม่มีฝ่ายค้าน หรือมีฝ่ายค้านที่อ่อนแอมาก ผมว่าก็ไม่เป็นผลดีกับประชาธิปไตยนัก

เพราะฉะนั้นผมก็เคารพความเห็นท่าน แล้วก็เห็นเจตนาดีของท่านที่เป็นห่วงเป็นใย แล้วผมก็อยากจะให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย แต่ก็อยากจะมองต่างแค่ว่า การจะเป็นประชาธิปไตยนั้น มันไม่ใช่เฉพาะเรื่องมาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว มันจะต้องมีองค์ประกอบอื่น เช่น ธรรมาภิบาล การตรวจสอบถ่วงดุลด้วย เพราะฉะนั้นก็คงต้องรอดูสถานการณ์

ส่วนเรื่องภายในพรรคฯ นั้น มันก็เป็นปกติธรรมดานะครับ ที่จะมีความเห็นที่หลากหลายกันไปว่า เอ๊ะ พรรคฯ ควรจะจัดทัพอะไรอย่างไร แล้วก็ตามกฎหมายใหม่ที่มีอยู่ ยังไงก็ต้องมีการทบทวนกรรมการบริหารพรรค ทั้งหมดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นพรรคฯ ก็จะมีกระบวนการของพรรคฯ”

คุณพิชัย ฟันธงว่าคงไม่ได้เห็นประชาธิปไตย ท่านไม่เชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งในปีนี้ และยังรู้สึกเสียดายกำลังสำคัญของประชาธิปัตย์ การสูญเสียคุณสุรินทร์ พิศสุวรรณ โดยท่านน่าจะมองการรวมกันของเพื่อไทย กับประชาธิปัตย์ เพื่อให้เป็นคนละมุมกับทางฝั่งทหาร

“อย่างที่ผมเรียนนะครับ ผมไม่ใช้คำว่าทหาร หรือไม่ทหาร แต่ว่าผมบอกว่า ถ้าหากว่าหลังการเลือกตั้ง เราให้วุฒิสภา สามารถทำให้วุฒิสภาเขาเคารพเจตนารมณ์ของประชาชนได้ ในความเห็นของผมที่เสนอไปแล้วก็คือว่า ถ้าสภาผู้แทนราษฎรเขามีพรรคการเมือง ซึ่งสามารถรวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่ง เกินกึ่งหนึ่งก็คือ 250 นะ ในสภาผู้แทนฯ ผมก็อยากให้วุฒิสภานี้สนับสนุนการรวมรวมเสียงของสภาผู้แทนราษฎรนั้น ในกรณีอย่างนี้ในความเห็นผม นั่นก็เป็นประชาธิปไตย ก็เท่ากับว่าเสียงส่วนใหญ่ที่มาจากการเลือกตั้ง เขาเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องไปพูดเรื่องว่า ทหาร หรือไม่ทหาร ในความเห็นผม

เราก็พูดแค่เพียงว่า ถ้าวุฒิสภาเขาเคารพเจตนารมณ์ของประชาชน ผ่านเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ผมก็ถือว่ามันก็เป็นประชาธิปไตย แต่ว่าเราจะได้เห็นในปีนี้มั้ย หรือไม่ นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง และผมก็อย่างที่บอก ก็เข้าใจดีถึงความห่วงใยของท่าน ในฐานะที่เป็นนักการเมืองอาวุโส แล้วก็ยืนหยันอยู่กับอุดมการณ์ประชาธิปไตยมาตลอด ว่าท่านก็คงอยากจะเห็นอะไรที่มันชัดเจน เพราะว่าท่านก็คงมองว่า ถ้า 2 พรรคใหญ่จับมือกันได้ บทบาทของทหารจะผ่านวุฒิสภา หรือจะผ่านใครก็แล้วแต่ มันก็จะถูกลดทอนลงไป หรือถูกกีดกันออกไปในตัว”

กับที่นายกฯ ให้สัมภาษณ์วันนี้ว่า ได้ประกาศไปแล้วว่าถ้ากฎหมายลูกเสร็จก็เลือกตั้ง แต่ถ้าไม่เสร็จก็ไม่ใช่เรื่องของตน หรือเสร็จก็ไม่ใช่เรื่องของตน แล้วไม่ใช่ไปโทษ สนช. ดึงเรื่อง – มันไม่ใช่ เวลา สนช. อภิปราย ลองไปดูว่าเขาเถียงกันเรื่องอะไร เขาไม่ได้พูดเข้าข้างผมสักคน บางเรื่องเขาก็ไม่เห็นด้วย ถ้าบอกว่าผมมีอำนาจทับซ้อน สนช. จริง แล้วเขาจะกล้าเหรอ แสดงว่าผมก็ปล่อยเขาเสรีไม่ใช่หรือ ผมจะไปสร้างเรื่องทำไม วันนี้งานก็เยอะอยู่แล้ว คุณอภิสิทธิ์มีความเห็นอย่างไรบ้าง

“ที่ถูกก็คือว่า ตามโรดแมปที่ท่านวาง เมื่อกฎหมายเลือกตั้งมันผ่าน รัฐธรรมนูญเขากำหนดอยู่แล้วว่าต้องเลือกตั้งภายใน 150 วัน หลังจากที่กฎหมายประกาศใช้ แต่ว่าส่วนหลังที่บอกว่า ไม่ใช่เรื่องของท่านนั้น ผมว่ามันก็แปลกอยู่นะครับ คำว่าแปลกอยู่ก็คือว่า เรายังเป็นระบบรัฐสภานะครับ เราไม่ใช่ระบบประธานาธิบดี

ดังนั้นการบริหารประเทศ แล้วก็ทิศทางหลักๆ นี้ รัฐบาลก็ยังจะต้องมีความสามารถในการกุมสภาพการออกกฎหมายต่างๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมายซึ่งต้องบอกว่าไม่ได้เกี่ยวกับนโยบายด้วยซ้ำ มันไม่ใช่นโยบายการบริหารนะครับ อันนี้เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังไงก็ต้องมี แล้วก็มีนี้ ก็ต้องเป็นไปตามหลักการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ สนช. ได้รับแต่งตั้งจากท่านทั้งนั้นนะครับ จะบอกว่าไม่ใช่เรื่องของท่านเลยนั้น ผมว่าคงไม่ได้ แล้วก็ถ้าท่านมีความตั้งใจที่จะให้ทุกอย่างเดินตามโรดแมป ท่านก็ต้องไปช่วยแก้ปัญหาให้มันเกิดขึ้นใน สนช. จะบอกว่าไม่ใช่เรื่องของท่านนั้น ผมว่ามันไม่ค่อยถูกต้องทีเดียว

แล้วก็ทีนี้ ส่วน สนช. อภิปรายเสรีอะไรแค่ไหนนั้น ก็จริงนะครับ มีสมาชิกบางท่านก็แสดงความคิดเห็น แต่ผมถามว่า 3 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา สนช. เคยปฏิเสธ หรือไม่รับร่างกฎหมายบ้างหรือไม่ เท่าที่ผมทราบก็ไม่มีนะครับ แล้วก็จริงๆ ก็มีวิปอยู่ด้วยนะ ใน สนช. และวิป ก็เชื่อมโยงอยู่กับแม่น้ำ 5 สาย ไม่งั้นจะมีคำว่าแม่น้ำ 5 สายไว้ทำไมนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็บอกว่า ใช่ครับ มันผูกอยู่กับเรื่องของกฎหมายเลือกตั้ง แต่ผมคิดว่า มันก็เป็นความรับผิดชอบของ คสช. ด้วย ถ้าท่านบอกไม่ยุ่งเลยนะ กับงานของ สนช. ท่านเอามาตรา 44 มาแก้กฎหมายพรรคการเมืองทำไมล่ะ

ก็ต้องเลือกเอานะ ถ้าบอกไม่ยุ่งเลย แล้วท่านจะเอามาตรา 44 มาแก้กฎหมายทำไม”

แล้วถ้าบอกว่า ถ้าเสร็จ – ไม่เสร็จ ไม่ใช่เรื่องของตน คุณอภิสิทธิ์อยากจะเห็นบทบาทของ คสช. หรือนายกฯ อย่างไรในเรื่องนี้

“ผมถึงบอกว่ามันไม่ใช่หรอกครับ วันนี้ คสช. ท่านมีภาระในการดูแลบ้านเมือง และเป็นอำนาจที่ใครๆ ก็ใช้คำว่าเบ็ดเสร็จทั้งนั้น ส่วนการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จท่านจะแบ่งออกเป็นแม่น้ำกี่สาย สำหรับคนส่วนใหญ่เขาก็มองเป็นเรื่องภายในของท่าน แต่ความรับผิดชอบมันหนีไม่พ้นท่านหรอก

เพราะฉะนั้นจริงๆ ผมก็เสียดายโอกาสนะ ท่านนายกฯ ก็อุตส่าห์พูดยืนยันโรดแมปต่างๆ ต้องกล้าที่จะประกาศว่า คสช. จะดูแลให้มันเป็นไปตามตารางเวลาที่ประกาศไว้ แต่ถ้ามีเหตุสุดวิสัย เหตุจำเป็น ผมจะบอกอย่างตรงไปตรงมา ผมว่าถ้าอย่างนี้ทุกคนก็จะมีทั้งความมั่นใจ แล้วก็เห็นว่าท่านตรงไปตรงมาดี

แต่ว่าพออย่างนี้ พอพูดอย่างนี้ปั๊บ เดี๋ยวสื่อก็ไปวิเคราะห์อีกใช่มั้ยครับ แปลว่าอะไร จะมีการคว่ำกฎหมายมั้ย ทำไมไม่ทำให้บรรยากาศบ้านเมืองมีความแน่นอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เพื่อส่วนรวมนะครับ ไม่ใช่เพื่อใคร ส่วนถ้าเห็นว่ามันไม่เหมาะสมที่จะเลือกตั้ง ท่านก็บอกมา ท่านเห็นว่ามันไม่เหมาะสมเพราะอะไร อย่างนี้ตรงไปตรงมา อย่างนี้ครับธรรมาภิบาล ที่ท่านชอบพูดนะคำนี้ แต่ถ้าไม่ตรงไปตรงมา ไม่ใช่ธรรมาภิบาล”

ผู้สื่อข่าวถามว่ายังจะเลือกตั้งเหมือนเดิม นายกฯ ก็ยังยืนยันว่าจะเลือกตั้ง พฤศจิกายน 2561 แต่วันนี้มีคำพูดใหม่ออกมา เปิดตัวเลยว่า ผมเป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหาร แล้วบอกรังเกียจอะไรกับทหาร

“ผมว่าไม่ควรจะมีใครรังเกียจทหาร แล้วก็ไม่ควรจะมีใครรังเกียจนักการเมือง ผมว่าควรจะรังเกียจคนชั่ว ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือเป็นทหาร ถ้าชั่วก็ควรจะรังเกียจ แต่มันไม่ควรจะมีใครไปรังเกียจอาชีพใดอาชีพหนึ่ง ซึ่งโดยหลักแล้วก็เป็นอาชีพที่สามารถทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้ทั้งนั้น แล้วก็ผมว่าก็ถูกของท่านนะครับ จริงๆ ผมก็พูดมานานแล้วว่า เมื่อมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง ท่านก็เป็นนักการเมือง แล้วก็ท่านก็ไม่ได้รับราชการทหารแล้ว ไม่ได้อยู่ในกองทัพ ก็ดีครับ มันจะได้เป็นความชัดเจนว่าสถานะของท่านขณะนี้คือ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนทหารนั้นเราต้องพูดถึงกองทัพ ซึ่งก็ 3 เหล่าทัพ เขามีภารกิจ เขาปฏิบัติหน้าที่ไป เขาไม่ได้มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ผมว่าแยกกันอย่างนี้ก็ดีครับ”

ปี 2561 จะมีการแถลงความคืบหน้าเรื่องการปฏิรูปประเทศ คุณอภิสิทธิ์ก็พูดถึงเรื่องนี้ว่าที่ผ่านมายังไม่มีอะไรหยิบจับได้เป็นรูปธรรมเลย
“ก็รอฟังนะครับว่า แต่ละชุดแต่ละคณะมีความคืบหน้าในเรื่องไหนอย่างไรบ้าง คงจะไม่ไปวิจารณ์ล่วงหน้าหรอกครับ แต่ก็ยังเป็นห่วงอยู่ เพราะว่าอย่างที่ผมย้ำหลายครั้งแล้ว การปฏิรูปมันไม่เสร็จหรอกในรัฐบาลนี้ มันจะต้องมีการสานต่อ แต่ถ้าสังคมไม่รู้ทิศทางการปฏิรูป ใครจะเป็นคนดูแลให้มันเดินไปตามทิศทางนั้น เพราะฉะนั้นก็ถ้าทำความกระจ่างออกมาได้ ก็อย่างที่ผมบอกละครับว่าปีนี้ เริ่มต้นปีใหม่มา ถ้าสามารถทำความกระจ่างชัดเจนได้ ความแน่นอนได้ในเรื่องต่างๆ จะเป็นผลดีมากกับทุกคน”

ความท้าทายอยู่ที่ว่าเขาต้องทำงานวันต่อวันให้เห็นผล ขณะเดียวกันก็ต้องวางยุทธศาสตร์ชาติด้วย ซึ่งนักการเมืองก็ไม่ได้ต้องการอยากให้วางเรื่องยุทธศาสตร์ใช่หรือไม่

“ผมไม่ได้คิดว่านักการเมืองไม่ต้องการให้วางยุทธศาสตร์นะครับ แต่มันต้องอยู่บนความพอดี ความพอดีที่ว่าก็คือว่า ก่อนอื่นต้องบอกก่อนนะว่าไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลชุดนี้นะ รัฐบาลทุกชุดเขาก็ต้องทำทั้งเรื่องเฉพาะหน้า แล้วก็ทำทั้งเรื่องที่เป็นเรื่องระยะยาว สมัยผมนี่เจอม็อบประท้วงอะไรต่างๆ เรื่องเฉพาะหน้าก็ทำ แต่ว่าเรื่องระยะยาวก็ไม่เคยหยุด ไม่งั้นคงไม่เกิดกองทุนการออม ไม่งั้นคงไม่เกิดระบบอะไรหลายอย่างซึ่งเราสร้างขึ้นมา เพราะฉะนั้นก็เห็นใจละครับ แต่ว่าเรื่องที่บอกว่าไม่อยากให้วางยุทธศาสตร์ก็ไม่ใช่นะครับ จริงๆ เรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอยู่แล้ว 5 ปี ซึ่งถ้ามีทิศทางที่ชัดเจน เวลามีการนำเสนอนโยบาย หรือโครงการใดๆ ก็ต้องมีการอ้างอิงว่ามันสอดคล้องกับแผนมั้ย

เพียงแต่ว่ายุคปัจจุบัน ความที่โลกมันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก การที่จะไปวางอะไรลงไปในรายละเอียดนั้น ซึ่งรู้สึกว่าท่านนายกฯ ก็ยืนยันแล้วว่าจะไม่มี ก็คงทำได้ยาก หรือทำไปแล้วน่าจะเป็นอุปสรรคมากกว่า เพราะว่าลองนึกย้อนไม่ต้อง 20 ปีหรอกครับ แค่ 5 ปีที่แล้ว ผมว่าเราก็มองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่างที่เป็นเงื่อนไข ทั้งทางสังคม วิถีชีวิต เศรษฐกิจ เยอะแยะไปหมด เพราะฉะนั้นที่ท่านพูดก็คือว่า เป้าหมายกว้างๆ เช่นถ้าบอกว่า ประเทศไทยจะต้องเป็นประเทศที่มีรายได้สูง High Income ภายใน 20 ปี ผมว่าไม่มีใครค้านมั๊ง ผมก็ไม่ค้านนะ ผมก็นึกไม่ออกว่ามีนักการเมืองคนไหนจะค้าน ประเทศไทยควรจะมีความมั่นคงทางพลังงานทางระดับหนึ่ง ถึงแม้จะมีการนำเข้า ก็มีความหลากหลายในเชิงเชื้อเพลิง อะไรอย่างนี้นะครับ อย่างนี้ผมว่าผมก็ไม่ค้าน ผมก็นึกไม่ออกใครจะค้าน

แต่ถ้ามาบอกว่า ต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพื่อที่จะทำตรงนี้ ก็ไม่เห็นด้วยละ เพราะว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงในโลก ในเทคโนโลยี ในอะไรหลายต่อหลายอย่าง เพราะฉะนั้นนี่ก็คือสิ่งที่จำเป็นจะต้องมาทำความเข้าใจกันเท่านั้นเอง ซึ่งดูเหมือนท่านนายกฯ ก็ยืนยันแล้วว่า ต่อไปนี้ยุทธศาสตร์นี้กว้างๆ เท่านั้นแหละ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการบริหาร ผมว่าอย่างนี้นักการเมืองก็ไม่ค้านหรอกครับ”

หรือว่าที่ผ่านมาค้าน หรือที่จับใจความได้ เป็นการค้านในสิ่งที่เขากำหนดไว้ดูไปปิดทางไม่ให้นักการเมืองทำงานได้สะดวกในการจะหาเสียงเข้ามา หรืออาสาเข้ามาทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง

“ผมยังไม่เคยเห็นปัญหา ยังไม่เคยค้านนะ แล้วก็ยังไม่เคยเห็นปัญหานั้น แต่เตือนเอาไว้อย่างที่ผมบอกไงว่า อย่างพลังงาน ถ้าคุณบอกว่าความมั่นคงทางพลังงาน ความหลากหลายของเชื้อเพลิง อย่างนี้โอเค แต่ถ้าคุณมาเจาะจงบอกว่า ต้องมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน อย่างนี้ผมว่ามันไม่ใช่ มันเป็นสิทธิ์ของพรรคการเมืองต่างๆ ที่จะนำเสนอว่า คุณจะใช้ LNG คุณจะมีพลังงานทดแทน หรืออาจจะมีพรรคไหนมาบอกจะทำนิวเคลียร์ ผมว่าอย่างนี้มันเป็นสิทธิ์ที่พรรคการเมือง และประชาชนจะต้องมีทางเลือก

อย่างที่บอก ขณะนี้ผมก็ไม่ทราบใครได้อ่านหรือยัง ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้เห็นหรือยัง เห็นเมื่อตอนปีใหม่ท่านนายกฯ ก็ถามนักข่าวอยู่ เห็นหรือยังๆ ก็ยังไม่เห็นเหมือนกัน แต่ผมก็เข้าใจว่า อะไรนะ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน หลักการอย่างนี้ ผมว่าไม่มีใครค้านหรอกครับ แต่ถ้าไปเขียนอะไรซึ่งมันทำให้เป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป อันนั้นแหละที่เขาแสดงความเป็นห่วงกัน”

ศักราชใหม่ คุณอภิสิทธิ์ไปดูดวงบ้างหรือเปล่า
“ไม่หรอกครับ”

แต่มีคนดูให้คุณอภิสิทธิ์
“มันมีคนดูให้อยู่แล้วครับ ผมไม่ต้องไปดูหรอกครับ มีคนดูให้ฟรี”

แล้วเชื่อมั้ย
“ผมเป็นคนที่ไม่บอกว่าเชื่อ หรือไม่เชื่อดีกว่านะ เพราะว่าเดี๋ยวจะหาว่าไปลบหลู่ หรือว่าเขาเป็นศาสตร์ หรือไม่เป็นศาสตร์ เลยไม่อยากจะไปเถียงตรงนั้น เอาว่าผมมีทัศนคติในการใช้ชีวิตว่า เราต้องพยายามกำหนดอนาคตตัวเอง ผมไม่อยากจะใช้ชีวิตภายใต้ความเชื่อว่า ทุกคนกำหนดอนาคตมาให้แล้ว แล้วเราก็จะทำอะไรก็ อนาคตก็จะเป็นอย่างนั้น ผมว่ามันไม่จริงนะครับ ถ้าใครมาทายว่า โอ้โห ทุกอย่างดีเลิศเลอหมดสำหรับนายอภิสิทธิ์ แต่นายอภิสิทธิ์ขี้เกียจนะ ไม่เรียนรู้ ไม่ซื่อสัตย์ไม่อะไร ผมไม่เชื่อว่าเป็นเพราะดวงผมก็จะยังดีอย่างที่เขาทำนาย ใช่มั้ยครับ

เพราะฉะนั้นก็เช่นเดียวกันนะ ผมก็เห็นตอนหลังๆ คำทำนายโหรก็เปลี่ยนไปเยอะนะ เกี่ยวกับ คสช. ใช่มั้ย เมื่อก่อนก็ทำนายว่า โอ้โห ดีทุกอย่างใช่มั้ยครับ วันนี้ไม่ทราบอีท่าไหน ดาวเคลื่อนอย่างไร ผมก็ไม่มีความรู้ มาทำนายอย่างนี้ ผมก็ไม่อยากให้ คสช. เสียกำลังใจ ผมอยากให้ คสช. คิดว่า มันจะเป็น หรือเกิด ดี หรือไม่ดี อยู่ที่การกระทำของท่านเอง ถ้าทำถูก ไปในทิศทางที่ถูกต้อง มันก็จะดีเอง อย่าไปหวั่นไหว ถ้ามั่นใจว่าสิ่งที่ทำดี แล้วทำแล้วดีจริง ไม่ต้องไปหวั่นไหวเลย ใครจะมาบอกว่าดวงไม่ดี ดวงตกอย่างนั้นอย่างนี้”

แล้วคุณอภิสิทธิ์กำหนดอนาคตตัวเองไว้อย่างไรบ้างในปีนี้
“ผมก็ยังทำหน้าที่ในฐานะนักการเมืองอาชีพ ซึ่งก็คือผมก็ยังเดินหน้า พบปะประชาชน ศึกษาปัญหาต่างๆ เตรียมความพร้อม เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังมีความรับผิดชอบอยู่ ที่จะต้องทั้งปฏิบัติตามกฎหมาย แล้วก็ทำอย่างไรให้พรรคฯ เป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชนได้ ก็ยังเป็นความตั้งใจที่จะทำอย่างนี้อยู่ในปีนี้ แล้วก็อยากจะทำปีแต่ละปี ให้มันดีกว่าปีที่ผ่านมา”

อะไรที่ถือว่าเป็นผลงานที่ตัวเองภูมิใจในปีผ่านไป
“ปีที่ผ่านมาเหรอ ผมมีความภูมิใจอย่างหนึ่งก็คือว่า ปีที่ผ่านมา ผมก็ยังไม่มีสถานะ ไม่มีตำแหน่งอะไร แต่ผมก็ยังมีความภาคภูมิใจว่า อะไรที่เป็นปัญหาของประชาชน ผมไม่เคยดูดาย ผมแสดงความคิดเห็น ผมประสานงาน ผมพบปะ ผมพยายามทำความเข้าใจ ผมศึกษาว่าปัญหาต่างๆ จะแก้ไขอย่างไร ผมว่าอันนี้คือสิ่งที่ แล้วก็แสดงความคิดเห็นตรงไปตรงมา ไม่ถูกใจคนที่มีอำนาจบ้าง ไม่ถูกใจประชาชนส่วนหนึ่งบ้าง แต่ผมก็ถือว่าผมให้ความจริงแก่สังคม อันนี้คือสิ่งที่ยังเป็นความภาคภูมิใจอยู่ว่า นี่คือประโยชน์ของคนที่เป็นนักการเมืองอาชีพที่พึงจะกระทำครับ”

โดยที่ไม่ต้องไปยึดติดกับตำแหน่งอะไรว่าจะต้องอยู่ในฐานะอะไร ช่วยตรงไหนก็ช่วย
“ใช่ครับ”

นึกว่าจะตอบว่าภูมิใจที่ได้พูดในรายการทุกวันพุธ
“มันขาดไปหลายพุธเหมือนกันนะ”

ก็มีภารกิจในต่างประเทศด้วย
“ใช่ครับ นั่นก็เป็นอีกจุดๆ หนึ่งที่ก็ถือว่า จะบอกเป็นความภาคภูมิใจก็ได้ ก็คือว่า เวทีของต่างประเทศเขาก็ยังต้องการความคิด ความอ่าน หรือต้องการให้เราไปแลกเปลี่ยนอยู่”

คิดว่าปีนี้ต่างประเทศจะมีบทบาทในการกำหนดการเมืองของบ้านเราอย่างไรบ้าง เพราะปลายปี EU ก็เริ่มผ่อนคลายแล้ว แต่ก็มาพร้อมกับความคาดหวังอย่างสูงว่าเราจะมีการเลือกตั้งในปีนี้

“ผมว่าท่าทีเขาก็ชัดละครับว่าเขาอยากจะเห็นประเทศไทยกลับคืนสู่สิ่งที่เรียกว่าภาวะปกติ แต่ว่าขณะเดียวกัน ผมว่าเขาก็ไม่กล้าหรอกที่จะไปตัดขาดความสัมพันธ์กับไทย เพราะประเทศไทยก็มีความสำคัญทั้งในทางเศรษฐกิจ ทั้งในทางความมั่นคง และอื่นๆ แต่ว่าถ้าเราอยากได้ประโยชน์เต็มที่จากต่างประเทศ ไม่ได้แปลว่าไปยินยอมเขานะ แต่หมายความว่าเรายืนหลักของความเป็นสากลของประเทศได้ โดยแก้ปัญหาด้วยวิถีทางของเราเองได้ นั่นแหละจะทำให้เราได้ประโยชน์ที่สุดจากต่างประเทศ แล้วก็ไม่ต้องไปกังวลต่อเสียงกดดันต่างๆ แต่มันต้องมีหลักของความเป็นสากลที่ทั่วโลกเขายอมรับกัน ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาตามวิถีทางที่มันสอดคล้องกับสภาพของสังคมเรา”

ในแง่ความเป็นรัฐ ในแง่ของความเป็น G2G
“ส่วนนักลงทุนเขาต้องการความแน่อน ความสงบ ความแน่นอน ความสงบขณะนี้ก็มี แต่ว่าเขาก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นความสงบที่ยั่งยืนมั้ย แล้วก็จะใช้มาตรการพิเศษเพื่อกดทับให้เกิดความสงบ เขาก็มองว่าอันตราย เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะได้ความมั่นใจจากนักลงทุน ก็ต้องให้เห็นว่ามันจะมีความสงบที่ยั่งยืน แล้วก็มีความแน่นอน

ผมถึงบอกว่า เมื่อตอนต้นรายการเราคุยกัน ผมถึงบอกว่า เสียดาย คสช. คือหัวหน้า คสช. น่าจะต้องพูดว่า กฎหมายเลือกตั้งเสร็จ ก็จะมีการเลือกตั้งตามกำหนด ถ้ากฎหมายเลือกตั้งมีปัญหา ผมจะช่วยเข้าไปแก้ไข ผมว่าถ้าพูดอย่างนี้นี่ อื้อหือ มันชัดมั้ยล่ะ” (ดีกว่าการตัดไปให้ สนช.)

คุณอภิสิทธิ์คิดว่าผ่านมา 3 ปีกว่า ถ้ากลับมาสู่วิถีปกติ เราจะให้ความสงบ กับความมั่นคงกับนักลงทุนต่างชาติได้หรือยัง

“อันนี้ก็ 1. ก็คือมันก็ต้องดูว่าการเลือกตั้งเสร็จแล้วผลเป็นอย่างไร กระบวนการการจัดตั้งรัฐบาลเป็นอย่างไร แล้วก็หลังจากนั้นที่สำคัญก็คือว่า นักการเมืองเรียนรู้จากอดีตหรือยังล่ะ ว่าถ้าเหลวไหล คดโกง แล้วก็สร้างความขัดแย้งด้วยการใช้อำนาจในทางไม่ชอบ ต่างชาติเดี๋ยวเขาก็คงอ่านออกอีกว่า มันก็ยังมีปัญหาอีก

เพราะฉะนั้นมันก็เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายก็ต้องช่วยกันทำ แล้วก็ผมถึงได้เคยเสนอมาตลอด แต่ว่าก็เสียดายว่า คสช. เขาก็อาจจะมีความคิดเห็นอย่างอื่น ว่าความจริง แทนที่จะบอกว่านักการเมืองรอเลือกตั้ง มันควรจะเปิดโอกาสให้นักการเมืองนี้แสดงบทบาทในทางสร้างสรรค์ ส่วนนักการเมืองที่แสดงบทบาทในทางที่เรียกว่าทำลายความมั่นคง เหลวไหล ก็จัดการไป มันก็จะเป็นวิธีในการที่จะสร้างให้เห็นภาพว่าอนาคตการเมืองมันควรจะเป็น”

เศรษฐกิจปีนี้ หลายค่ายบอกว่าจะโตกว่าปีที่แล้ว จะเป็นการโตแบบรวยกระจุก จนกระจายหรือไม่ โตแต่ตัวเลข

“ผมมองว่าการโต คงจะโตเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมองดูว่าการโตก็จะโตอยู่ แหม จะใช้คำว่ากระจุกก็จะตามคุณวารินทร์มากเกินไป เอาว่าบางภาคเท่านั้น บางสาขา ที่จะเติบโตได้เร็ว และยังเป็นห่วงอยู่ว่า ทิศทาง นโยบายในปัจจุบัน ยังไม่เอื้อต่อการกระจาย แต่ก็สนใจที่ท่านนายกฯ พูดช่วงปีใหม่ บอกว่าได้มีการสั่งการให้กระทรวงต่างๆ ไปดูซิว่าในมิติในเรื่องของความยากจนนี้จะแก้ไขกันอย่างไร ถ้าตรงนี้ทำได้เป็นระบบ เป็นรูปธรรม ก็จะช่วยแก้ปัญหาที่เราพูดกันอยู่ วิจารณ์กันอยู่ได้เรื่องกระจุก กระจายนี่นะครับ

แต่ก็อยากจะให้มุมมองอันหนึ่ง ซึ่งผมไม่อยากให้รัฐบาลมองข้าม ก็คือเวลาให้กระทรวงต่างๆ ไปดู เรื่องนโยบายอย่างที่ว่า ช่วยความยากจนนี้ อย่าไปแยกเรื่องของความยากจนออกจากตัวระบบ แล้วนโยบายบางอย่างที่มันทำให้เกิดการกระจุก แม้จะไม่ได้มีเจตนาให้มันเป็นอย่างนั้น มันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาความยากจน ยกตัวอย่างที่เราต่อสู้มา เช่น การนำเข้าข้าวสาลี อย่างนี้ก็อาจจะทำให้ตัวเลขเติบโตขึ้น เพราะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เติบโตขึ้น แต่เกษตรกรส่วนใหญ่มีปัญหา มันก็เลยเกิดความยากจน หรืออย่างที่บอกว่า เงินสวัสดิการรัฐ การไปบังคับให้ต้องใช้อยู่เฉพาะในบางร้านค้าที่เข้าโครงการ ทำให้เงินไม่หมุนเวียนในชุมชน แล้วทำให้ร้านค้าในชุมชนซึ่งเขาเคยขายของได้กับคนยากคนจน เขาขายไม่ได้แล้ว เพราะคนยากคนจน กำลังซื้อถูกดูดไปอยู่ที่ร้านเดียว อย่างนี้ก็ไปสร้างความยากจนด้วย คือต้องมองให้มันเชื่อมโยงกัน แล้วก็แก้ปัญหาซะนะครับ”

ปีใหม่ไปเคาน์ดาวน์ที่ไหนมา
“ผมอยู่กรุงเทพฯ ครับ ก็อยู่ที่บ้านละครับ”

อวยพรอีกรอบ
“ยังคงไม่สายเกินไปนะครับ ปีใหม่ก็ขอให้มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตครับ แล้วก็ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ตั้งใจว่าจะช่วยทำให้สังคม แล้วก็ชีวิตของประชาชนดีขึ้นครับ”




บทความอื่นๆ