บทความ

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 8 มกราคม 2561
08 ม.ค. 2561

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 8 มกราคม 2561


(8 มกราคม 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมพูดคุยในรายการ ต้องถาม ทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ ดำเนินรายการโดย อาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

คำต่อคำ

ทำไมไม่มีข่าวอะไรที่ต้องถาม คุณอภิสิทธิ์คิดว่าการไม่มีข่าวทั้งหลายเป็นของดี หรือไม่ดี
“ผมวิเคราะห์ก่อนนะครับว่า ที่มันไม่ค่อยมีข่าวนี้ ก็เหมือนกับว่าทุกคนเพิ่งเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่กัน”

รวมทั้งรัฐบาลด้วยเหรอ
“คงไม่ใช่รวมทั้งรัฐบาลด้วยนะครับ แต่ว่าเราจะเห็นว่า ผมก็ไม่ทราบนะว่าสัปดาห์ที่แล้วอาจารย์ทำอะไรบ้าง ผมก็สังเกตดูว่ารถราก็ยังไม่ค่อยติดเท่าไหร่ เหมือนกับว่า หลายคนก็ยังอยู่ในช่วงของการเที่ยว หรือฉลองต่อเนื่อง หรือว่ายังไม่ได้กลับมาทำงานเต็มตัว อันนี้ก็เป็นคล้ายๆ บรรยากาศที่ทำให้มันเหมือนกับข่าวคราวต่างๆ นั้นมีไม่มาก

แต่คงจะไปบอกว่ารัฐบาลเขาไม่ทำงานคงไม่ใช่ เพราะว่าเขาก็มีการประชุมคณะรัฐมนตรีตามปกติ แล้วก็ดูว่าผู้ที่เกี่ยวข้องเขาก็ทำหน้าที่ของเขาอยู่ อาจจะเป็นไปได้ว่าทางสื่อมวลชนเองก็ยังไม่มีประเด็นอะไรใหม่ๆ ที่จะนำเสนอ เพราะว่าถ้าดูจากข่าวก็จะเป็นเรื่องเก่าๆ ที่ต่อเนื่องมาจากปีที่แล้วมากกว่า แล้วก็ไม่ทราบนะ ผมมีความรู้สึกว่าทั้งสัปดาห์ที่แล้วก็มีแต่ข่าวเสก (โลโซ) เป็นเรื่องอย่างนั้นมากกว่า ทีนี้ถามว่าดี หรือไม่ดี ก็บางคนก็บอกว่าการที่ไม่มีข่าวการเมือง มันก็ดีนะ มันเหมือนไม่ค่อยมีอะไรขัดแย้ง เพราะส่วนใหญ่พอเป็นข่าวการเมืองปั๊บ คนก็จะนึกถึงความขัดแย้ง หรือการโต้แย้งในเชิงของความเห็นกันไปกันมา ในมุมมองของคนที่ไม่ค่อยชอบการเมืองอยู่แล้ว ก็ต้องบอกว่า มันเป็นเรื่องที่ดี

แต่ว่าที่สุดแล้ว มันดีหรือไม่กับบ้านเมือง ก็ต้องบอกว่า ความจริงดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองก็คือ ถ้าเราได้รับรู้ รับทราบ และได้เห็นการทำงานต่างๆ ที่มีผลกระทบกับประชาชน แล้วก็การที่จะมีคนมาให้ความเห็น ไม่ว่าจะเป็นในเชิงสนับสนุน คัดค้าน หรือวิเคราะห์ ก็เป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้น”

คราวที่แล้ว จำได้ว่า ได้ถามคุณอภิสิทธิ์เรื่องมาตรา 44 ที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ คุณอภิสิทธิ์บอกว่า ฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งตัวคุณอภิสิทธิ์ กำลังจะประชุมกันวันที่ 4 ผลเป็นอย่างไร

“วันที่ 4 นี้ คณะทำงานด้านกฎหมายเขามาพูดคุยกัน ผมไม่ได้เข้าไปด้วย แล้วก็ได้ข้อสรุปเบื้องต้น ซึ่งวันนี้เขาจะคุยกันอีกรอบนึง เพื่อที่จะดูการยกร่างคำร้อง สรุปง่ายๆ ก็คือว่า สัปดาห์ที่แล้วในความเห็นของคณะทำงาน เห็นว่าสมควรที่จะนำเรื่องนี้ร้องสู่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ว่าในรายละเอียดของการยกร่างนั้น เขาจะทำกันวันนี้ คือคงมีการมอบหมายให้ท่านใดท่านหนึ่งไปยกร่างมา วันนี้คือวันที่ 8 เขาก็จะดูตรงนี้ เมื่อเสร็จแล้วเขาก็จะส่งมาให้ผมดู หรือผมอาจจะต้องขอให้เขามาชี้แจงรายละเอียด

แต่ที่ทราบเบื้องต้นก็คือ 1. ที่เขาสรุปก็คือ เขาเห็นว่าสมควรที่จะร้อง เหตุผลที่เขาเห็นว่าสมควรที่จะร้องก็คือ ประการที่ 1 เขาเห็นว่าการออกคำสั่งตามมาตรา 44 ครั้งนี้ ขัดกับรัฐธรรมนูญจริง คำว่าขัดกับรัฐธรรมนูญก็คือ มีตั้งแต่ประเด็นในเรื่องของการจำกัดสิทธิ เสรีภาพ ซึ่งเกี่ยวข้องกับตัวสมาชิกพรรคการเมืองที่เป็นสมาชิกอยู่ในปัจจุบัน แต่คำสั่งที่ออกมานี้ มีผลเสมือนกับเป็นการไปลิดรอนสิทธิ์ ซึ่งก็จะมีรายละเอียดอธิบายว่า เหตุใดเขาจึงมองอย่างนั้น”

เขามองด้วยหรือเปล่าว่า เหมือนกับให้สมาชิกนั้นสมัครใหม่
“ถูกต้องครับ ก็คือภาระที่มันเกิดขึ้น ก็คือประเด็นที่ 2 ที่ผมจะพูดก็คือว่า มันมาผูกพันกับเรื่องของการที่รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ว่า การตรากฎหมายนี้ต้องไม่สร้างภาระโดยไม่จำเป็น ทีนี้คำว่าภาระโดยไม่จำเป็นนี้ ก็คือถ้าไปดูตัวคำสั่ง ก็จะทราบว่ามันยุ่งยากพอสมควร ผมก็คุยกับอาจารย์ได้อย่างเป็นรูปธรรมเลยเพราะว่าตั้งแต่มีข่าวคำสั่งนี้ออกมา ก็มีทั้งประชาชนที่เป็นสมาชิกอยู่แล้ว เขาก็ บางส่วนก็ อารมณ์ ความรู้สึกจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ เขาก็พยายามติดต่อผมมาบอก ถ้างั้นเขาขอยืนยันการเป็นสมาชิก แล้วก็มีอีกส่วนหนึ่งซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิก แต่วันนี้คิดจะเป็นสมาชิก พอเขาอ่านข่าวบอกว่าคำสั่งนี้ปลดล็อค เขาก็บอกว่าจะขอสมัครสมาชิก

ทีนี้ข้อเท็จจริงก็คือว่า จริงๆ คนที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก ยังสมัครใหม่ กับพรรคการเมืองเก่าไม่ได้ และก็ยังมองไม่เห็นด้วยว่า จะได้เมื่อไหร่ เพราะคำสั่ง คสช. บอกว่า เรื่องแบบนี้สำหรับพรรคการเมืองเก่า จะต้องรอจนกว่ามีคำสั่งปลดล็อคจริงๆ คำว่าปลดล็อคจริงๆ ก็คือ ยกเลิกคำสั่ง คสช. เดิม ที่ห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง”

ที่บอกว่า 1 เม.ย. – 30 เม.ย. เฉพาะคนที่เคยเป็นสมาชิกอยู่แล้ว
“ถูกต้องครับ แต่ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองใหม่ ต้องรับสมาชิกได้ ตั้งแต่เดือนมีนาคม อันนี้ก็เลยเกิดประเด็นตามมาอีกว่า คำสั่งแบบนี้ถือเป็นการเลือกปฏิบัติมั้ย ส่วนสมาชิกเก่าที่บอกผมขอยืนยันเลย ดิฉันขอยืนยันเลย ผมก็อธิบายว่า คำสั่ง คสช. เขาบอกว่าคุณทำตอนนี้ไม่ได้ เพราะเขาบอกว่า จะทำได้ก็ต้องเริ่มต้นในวันที่ 1 เมษายนเท่านั้น

เขาก็ถามผมมาอีกว่า เขาขอส่งไลน์มายืนยันได้มั้ย ผมก็บอกว่าไม่ได้ เพราะว่า คสช. ออกคำสั่งว่า ต้องทำเป็นหนังสือ แล้วก็ผมก็พยายามนะ อยากจะต้องหารือ กกต. ไปว่า คำว่าหนังสือนี้ จะเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้หรือไม่ แต่มันก็มีข้อน่าสังเกตว่า คำสั่งนี้บอกว่า เวลาที่สมาชิกจะแจ้งหัวหน้าพรรค ต้องทำเป็นหนังสือ แต่เวลาที่ กกต. หรือพรรคการเมืองติดต่อกัน เขาจะมีอีกข้อต่างหากว่า กรณีอย่างนั้นให้ใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่ข้อความนี้ไม่มาใช้กับกรณีการติดต่อระหว่างสมาชิกกับหัวหน้าพรรค

นอกจากนั้น ที่บอกว่าเป็นภาระเกินจำเป็นก็คือว่า คำสั่ง คสช. เขียนต่อด้วยว่า ถ้าอยากจะยืนยันการเป็นสมาชิกมานี้ นอกจากมีหนังสือถึงหัวหน้าพรรค แล้วก็ชำระค่าบำรุงแล้ว ยังจะต้องแสดงหลักฐาน ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องใหม่เลยนะครับ แสดงหลักฐานว่า เจ้าตัวสมาชิกนั้นมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ตามกฎหมายพรรคการเมือง พร้อมแสดงหลักฐาน ทำหนังสือยืนยันต่อหัวหน้าพรรคการเมือง พร้อมแสดงหลักฐาน”

ยืนยันตัวเองได้หรือว่า นายเจิมศักดิ์ หรือใครก็แล้วแต่ มีคุณสมบัติครบถ้วน
“ตรงนี้ก็ยังเป็นข้อสงสัยอยู่ว่ามันจะถือว่าเป็นหลักฐานมั้ย เพราะว่าความจริงถ้าไม่มีคำว่าหลักฐานก็จะตีความง่าย เช่น ถ้าคำสั่งเขาเขียนว่า มีหนังสือยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือประสงค์จะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และตนไม่มีคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้าม ก็เขียนเสียอย่างนี้ก็หมดเรื่อง แต่นี่เขียนว่าทำหนังสือยืนยันการเป็นสมาชิกต่อหัวหน้าพรรคการเมือง พร้อมแสดงหลักฐานว่า..”

ถ้าเขียนว่าพร้อมแสดงหลักฐานก็แสดงว่า
“ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่าหลักฐานคืออะไร เพราะว่าผมจะยกตัวอย่างว่า อะไรบ้างที่จะต้องบอกว่าตัวเองมี หรือไม่มี เช่น ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า หลักฐานที่จะแสดงว่า ผมไม่เป็นบุคคลล้มละลายนี้มันคืออะไร ไม่เคยติดยาเสพติด ไม่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไม่เคยถูกจำคุก อะไรต่างๆ เหล่านี้ ก็เป็นปัญหาที่ อย่างที่บอกว่า มารวมกันแล้ว มันเป็นลักษณะของการลิดรอนสิทธิ์ มีลักษณะของการสร้างภาระเกินจำเป็น อันนี้ภาระของสมาชิกนะ ส่วนตัวหัวหน้าพรรค ซึ่งมีสมาชิกอยู่ 3 ล้านคน จะต้องพยายามไปสื่อสารภายใน 30 วันเท่านั้น ก็เป็นภาระที่อาจจะพูดได้ว่าเกินความจำเป็น”

หัวหน้าพรรค ต้องรับผิดชอบหรือไม่ ถ้าสมาชิกเข้ามาสมัครแล้วมีคุณสมบัติต้องห้าม แต่ว่ารับรองมาว่าตัวเองเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
“ที่ผ่านมา พรรคการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็จะตรวจสอบเท่าที่เราทำได้ แต่หลายครั้งก็ต้องใช้เวลาในการที่จะตรวจสอบว่ามันเป็นอย่างไร แต่คำว่าพร้อมแสดงหลักฐานนี้มันไม่ได้ปรากฎที่อื่นเลย ยกเว้นกรณีของพรรคเก่าที่จะต้องยืนยันสมาชิก”

หมายความว่าพรรคใหม่ที่คนจะไปสมัครนี้
“ไม่ได้เขียนเรื่องนี้ ไม่ได้เขียนว่าต้องแสดงหลักฐาน”

ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยให้สมาชิกหลุดไป แล้วค่อยสมัครใหม่
“ก็คือรีเซ็ต นี่ไงครับ ซึ่งก็จะขัดกับคำปรารภในคำสั่ง คสช. เอง ที่บอกว่า คำสั่งที่ออกมานี้ไม่ได้ต้องการสลายสมาชิกภาพ มีคำนี้อยู่ด้วยนะ อันนี้ก็คือประเด็นแรกก่อนว่า ส่วนที่จะขัดกับเรื่องของสิทธิ เสรีภาพของบุคคล การไม่เลือกปฏิบัติ หรือการเพิ่มภาระ นั่นส่วนหนึ่งที่เขามองมา

ส่วนที่ 2 ก็คือว่าการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ก็บอกว่าต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็ไม่ได้ทำ และก็จะต้องไม่ขัดกับกระบวนการตามปกติ ซึ่งกรณีนี้เป็นการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ที่โดยปกติแล้วก็จะต้องมีการส่งศาลรัฐธรรมนูญเสียก่อน เพราะฉะนั้นอันนี้คือประเด็นที่ว่า ขัดทั้งในแง่ของการละเมิดสิทธิ เสรีภาพ และในแง่ของกระบวนการ”

กระบวนการนี้เขาอ้างได้มั้ยว่า ครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการแก้กฎหมายโดยสภา แต่เป็นการประกาศตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญเก่า แม้รัฐธรรมนูญเก่าจะไม่อยู่แล้ว แต่ว่าเขายังมีรัฏฐาธิปัตย์ที่เขาทำได้
“รัฐธรรมนูญใช้คำว่าการตรากฎหมาย รัฐธรรมนูญไม่ได้บอกว่าใครตรากฎหมาย”

คุณอภิสิทธิ์ตีความว่า การประกาศมาตรา 44
“ผมว่ามันตีความเป็นอื่นไม่ได้ การตรากฎหมายนี้ก็ต้องครอบคลุมทุกคน ทีนี้ถัดมาก็คือประเด็นที่บอกว่าแล้วเขามีอำนาจหรือเปล่า ซึ่งเมื่อสักครู่นี้อาจารย์ใช้คำนึงก็คือคำว่ารัฏฐาธิปัตย์ ผมคิดว่าเรื่องของรัฏฐาธิปัตย์นี้คงต้องพูดกันให้ชัด เมื่อก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นรัฐธรรมนูญชั่วคราว อันนั้นมีรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44 และ 45 ที่เขียนไว้ชัดว่า คสช. สามารถที่จะใช้อำนาจในทางนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ โดยการออกเป็นคำสั่งของหัวหน้า คสช. เพื่อประโยชน์ 2 – 3 ประการ ก็คือรักษาความสงบเรียบร้อย ปฏิรูป ปรองดอง อะไรทำนองนี้ แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องมีความเร่งด่วนตามสมควร

แล้วก็มาตรา 44 ก็บอกว่าใครจะไปโต้แย้งอันนั้นก็ไม่ได้ ให้ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ นี้ก็คือรัฐธรรมนูญชั่วคราว แล้วมาตรา 45 ก็บอกว่า ใครทำอะไรที่ขัดกับรัฐธรรมนูญสามารถที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ยกเว้นการใช้อำนาจตาม 44

ทีนี้พอมีรัฐธรรมนูญใหม่ รัฐธรรมนูญเก่าก็หมดสภาพไป ชั่วคราวนี้หมดสภาพไป เพียงแต่รัฐธรรมนูญใหม่เขาบอกว่า หัวหน้า คสช. ให้มีอำนาจตามที่เคยกำหนดไว้ ซึ่งหมายความว่า แล้วก็บอกว่า คำสั่งที่เคยออกไว้นี้ก็ให้มีผลบังคับใช้ต่อไป เพราะฉะนั้นส่วนใดที่ คสช. เคยทำตามมาตรา 44 นี้ก็ไม่เป็นไร ถือว่ารัฐธรรมนูญใหม่รับรอง แต่ที่รับรองว่า มีอำนาจของ หัวหน้า คสช. ต่อไปนี้ ก็หมายความว่า ก็ต้องไปดูเงื่อนไขการใช้อำนาจนั้น ซึ่งก็คืออย่างที่บอกว่า มันเป็นเพื่อการรักษาความมั่นคง อะไรต่างๆ หรือไม่ แต่มันไม่มีตรงไหนแล้วที่บอกว่า อำนาจนี้โต้แย้งไม่ได้ มันก็ต้องโต้แย้งได้ อย่าลืมว่าพอเรามีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรแล้ว พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ แล้ว ทั้งหมดทุกสถาบัน ทุกองคาพยพอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญหมด จะมาเว้นแบบที่เคยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว มันไม่มีแล้ว”

ก็รัฐธรรมนูญชั่วคราวก็ไม่มีแล้วด้วยหรือเปล่า
“ถูกแล้วครับ หมดสภาพไปแล้ว”

ก็มีรัฐธรรมนูญใหม่
“ครับ ดังนั้นการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช. ก็ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่”

ถ้าเขาอ้างว่า รัฐธรรมนูญใหม่ก็ไปรับรองอำนาจของ คสช. ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญเดิม
“เขามีอำนาจในการออกมาตรา 44 ภายใต้เงื่อนไขที่เขาสามารถใช้อำนาจนั้นได้ ก็คือแล้วไม่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะฉะนั้นอันนี้ทางคณะทำงานเขาก็เห็นว่า กรณีนี้ไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 44 ด้วย เหตุผลที่ไม่เข้านั้นก็เพราะว่า ข้อเดียวที่พอจะอ้างได้ว่าจำเป็นต้องทำเรื่องนี้คือการปฏิรูป แต่กลับกลายเป็นว่า เราจะดูได้อย่างไรว่าอะไรคือการปฏิรูป ไม่ปฏิรูป เราก็ต้องย้อนกลับไปดูรัฐธรรมนูญ และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ซึ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องนี้กลับกลายเป็นว่า มีแต่จะส่งเสริมว่าทำอย่างไรจะให้สมาชิกมีส่วนร่วม หรือเข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคการเมืองมากๆ แต่กลับกลายเป็นการมาลิดรอน หรือมาเพิ่มภาระให้กับสมาชิกพรรคการเมืองแบบนี้ เพราะฉะนั้นอันนี้คือข้อสรุปเบื้องต้นที่เขาบอกกับผมด้วยวาจา แล้ววันนี้เขาก็จะไปลองยกร่างมา

ประเด็นสุดท้ายที่เขามองดูก็คือว่า การร้องก็อาจจะใช้ช่องทางของการไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน เนื่องจากว่ามาตราในรัฐธรรมนูญจะเขียนไว้ค่อนข้างชัดว่า เวลาใครได้รับความเสียหายจากการใช้อำนาจอะไรก็ตาม ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาแล้วเห็นว่าบทบัญญัติของกฎหมายนี้มันมีส่วนที่แย้งกับรัฐธรรมนูญก็สามารถส่งศาลรัฐธรรมนูญได้

ส่วนการที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง ดูรัฐธรรมนูญจะใช้คำว่าการกระทำ ซึ่งเขาก็จะไปพิจารณาต่อ คณะทำงานว่า อันนี้ถือเป็นการกระทำหรือไม่ คือการออกตัวคำสั่งนี้

สุดท้ายนิดเดียวก็คือการส่งเรื่องนี้ จะอธิบายด้วยว่าการได้รับการวินิจฉัยจะเป็น ประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างไร เพราะว่าอันนี้เรากำลังพูดถึงประโยชน์สาธารณะ ไม่เพียงเฉพาะสิทธิส่วนบุคคลของสมาชิกพรรค หรือว่าปัญหาของพรรคการเมืองอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทิศทางของการปฏิรูปการเมือง บวกกับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับสาธารณะก็คือว่า ต่อไปนี้การใช้อำนาจ แม้กระทั่งมาตรา 44 ซึ่งมักจะชอบพูดกันติดปากอย่างที่อาจารย์พูดเมื่อสักครู่ว่ารัฏฐาธิปัตย์นี้ จะได้รู้ว่ามันอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ แล้วก็สามารถที่จะโต้แย้งได้ ไม่สามารถที่จะไปจำกัดสิทธิ์ได้”

จะมีอะไรเกิดขึ้นกับการเมืองไทย ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำสั่งมาตรา 44 ดังกล่าวขัด และแย้งกับรัฐธรรมนูญบังคับไม่ได้ จะมีอะไรเกิดขึ้น
“ผลเฉพาะเรื่องก่อนก็คือ คำสั่งนี้ก็คงจะต้องถูกยกเลิกไป ก็ว่ากันใหม่”

แต่ผลของมันในทางการเมือง ผลของมันในความเชื่อถือ
“ผมเรียนตรงๆ ผมไม่ได้ต้องการให้เกิดผลกระทบกระเทือนทางการเมืองอะไรมากมาย แต่ว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้น ถ้าหากว่าวินิจฉัยเช่นนั้นก็คือ คุณูปการอย่างหนึ่งที่จะเกิดขึ้นคือต่อไปนี้การใช้มาตรา 44 จะต้องมีหลักเกณฑ์ชัดเจนแล้วว่าอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งก็จะเป็นการคุ้มครองผู้อื่น ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบกระเทือนจากการใช้มาตรา 44 แบบเดียวกัน”

เป็นการบอกด้วยหรือเปล่าว่าบัดนี้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ได้หมดแล้วตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ และรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีความหมายหรือไม่ การทำประชามติ
“รัฐธรรมนูญนี้ก็ผ่านการประชามติมา เพราะฉะนั้นก็ถือว่า ..”

ทันทีที่มีการลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นอำนาจรัฏฐาธิปัตย์หมดแล้ว ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นนี้
“ใช่ครับ ผมคิดว่าอันนั้นก็จะเป็นประโยชน์กับส่วนรวม”

จะได้ชัดเจน และสอดคล้องอะไรหรือไม่ ที่พล.อ.ประยุทธ์บอกว่า ตัวพล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่ทหาร แต่เป็นนักการเมือง เพราะฉะนั้นประเด็นพวกนี้มัน ..

“ผมไม่ได้คิดว่าท่านพูดในความหมายว่ามันสอดคล้องกับตรงนี้ แต่ว่าก็เป็นคำพูดที่ ที่อาจารย์บอกว่าไม่ค่อยมีข่าว ถ้าจะมีข่าวการเมือง สัปดาห์ที่แล้วก็รู้สึกมีคนให้ความสนใจกับเรื่องนี้ค่อนข้างมาก”

ประเด็นที่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ที่บอกจะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน หรืออาจจะส่งโดยตรงด้วย ทำไมไม่ทำทั้ง 2 ทางพร้อมๆ กัน จากประสบการณ์ผม (อ.เจิมศักดิ์) ส่งผู้ตรวจการแผ่นดิน บางทีก็ช้า

“ต้องเรียนอาจารย์อย่างนี้ว่า เพราะว่าขณะนี้อย่างที่บอก คณะทำงานยังไม่ได้สรุปทั้งหมด ที่เขารายงานผมมาคือ เขาได้ดูช่องของผู้ตรวจการแผ่นดินที่มีบทบัญญัติที่เขียนว่า เมื่อมีบทกฎหมาย หรือบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ขัดนี้ไปทางนั้น ส่วนประเด็นของศาลรัฐธรรมนูญนี้ใช้คำว่าการกระทำ ก็จะต้องแยกกันนิดหน่อย แล้วก็ที่เขาทำมาขณะนี้ก็คือ เขาไปดูในประเด็นว่าตัวบทกฎหมายที่มันขัดแย้ง”

การที่คุณอภิสิทธิ์ไม่เข้าประชุมกับทีมกฎหมาย แล้วเขามีข้อสรุปตรงนี้ออกมา แล้วก็บอกว่า เขาได้รายงานให้ทราบ พร้อมกับกำลังจะร่างวันนี้ แล้วก็ส่งมาให้คุณอภิสิทธิ์ทราบ ทำไมคุณอภิสิทธิ์ไม่ไปเข้าประชุมกับเขา เผื่อเอาไว้หรือเปล่าในทางการเมืองว่า ถ้าที่ประชุมจะเอาอย่างนี้ ตัวหัวหน้าพรรคจะได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรได้

“ผมพูดเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นนะว่าเราเอาความต้องการเป็นตัวตั้งไม่ได้ ผมเห็นว่าการจะยื่นเรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ มันเป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมาทำกันเล่นๆ หรือทำกันพร่ำเพรื่อ ทำนี้ก็ต้องมีเหตุผล น้ำหนัก ทั้งในเชิงข้อเท็จจริง มาประกอบกับข้อกฎหมาย เพราะฉะนั้นที่ผมตอบสื่อมาตลอดก็คือ ต้องไปดูตามเนื้อผ้า ใช้คำนี้ก็แล้วกัน

ดังนั้นผมก็เห็นว่าบุคคลที่เขาเป็นคณะทำงานตรงนี้ เขาคือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ถ้าผมเข้าไปด้วย แนวโน้มอย่างหนึ่งก็คือว่า เขาก็จะถามหัวหน้าพรรค ผมก็เลยคิดว่าให้เขาเป็นอิสระในการพิจารณาในเชิงข้อกฎหมายเสีย แล้วก็ทำความเห็นมาให้ผม ก็คิดว่าจะเป็นการทำงานที่เป็นขั้นเป็นตอน แล้วก็น่าจะได้ความเที่ยงตรงมากกว่า”

คุณอภิสิทธิ์มอง พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน เป็นคู่แข่งทางการเมือง หรือว่าเป็นคนที่จะทำงานร่วมกัน
“ขณะนี้ผมไม่ได้มองทั้ง 2 อย่าง เหตุผลก็คือว่าขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์นี้เป็นหัวหน้า คสช. และเป็นนายกรัฐมนตรี จริงๆ ในทางเทคนิค ก็คือท่านก็เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งความหมายก็คือเป็นนักการเมือง แล้วก็เราคุยกันมา 3 ปีกว่าๆ รู้สึกเราก็เห็นตรงกันนะอาจารย์ว่า พล.อ.ประยุทธ์ก็เป็นนักการเมืองนั่นแหละ เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาในอดีตท่านจะไม่ยอมรับตรงนี้ แล้วก็เวลาพูดถึงนักการเมืองก็จะค่อนไปในทางที่แสดงข้อรังเกียจนักการเมืองมาโดยตลอด

พอสัปดาห์ที่แล้ว ท่านบอกว่าตอนนี้ท่านเป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหาร ผมก็เลยเฉยๆ นะครับ เพราะว่าผมถือว่าท่านก็เป็นมานานแล้ว แล้วก็ไม่ยอมรับมาจะอย่างไรก็ตามท่านก็เป็น วันนี้ยอมรับสถานภาพตรงนี้ก็ดีแล้ว แต่ว่าการเป็นนักการเมืองเราก็หวังที่จะเห็นคุณสมบัติหลายอย่างโดยเฉพาะเมื่อท่านอยากจะปฏิรูปการเมือง นักการเมืองที่ดีก็ 1. ซื่อสัตย์ สุจริต ยึดประโยชน์ส่วนรวม เอาใจใส่ปัญหาของประชาชน รับฟังประชาชน แล้วก็ต้องรับผิดชอบกับการกระทำต่างๆ ที่เกิดขึ้น ฉะนั้นถ้าเกิดท่านมาเป็นนักการเมืองแล้ว ประกาศแล้ว ก็อยากจะให้ยึดถือสิ่งเหล่านี้”

แล้วไม่ใช่คู่แข่งทางการเมืองเหรอ เมื่อเป็นนักการเมืองแล้ว ประกาศตัวแล้ว
“ณ วันนี้ถามว่าเป็นคู่แข่งทางการเมืองมั้ย หรือเป็นผู้ร่วมงานมั้ย ผมบอกผมตอบไม่ได้ เหตุผลที่ผมตอบไม่ได้ก็เพราะว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่ได้แสดงท่าทีอย่างหนึ่งอย่างใดกับอนาคต เช่น ถ้าสมมติว่าเมื่อมีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองอยากจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ แล้วท่านตอบรับ ผมว่าอย่างนี้ชัดเจนแล้วว่า เป็นคู่แข่ง เป็นคู่แข่งก็คือหมายความว่า อยู่คนละพรรค กับพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็แสดงเจตนาที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง ก็แข่งขันกัน

สมมติว่าท่านตอบว่า ไม่เอา มาเสนอชื่อผมไม่ได้ ผมไม่ยินยอม ก็เสมือนกับว่าท่านก็ไม่ได้ลงสนามเลือกตั้ง แต่บังเอิญรัฐธรรมนูญไปเขียนเอาไว้อีกว่า เมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้ว ถ้าที่ประชุมของรัฐสภาเห็นว่า จะให้ยกเว้น ไม่ต้องเอาคนที่อยู่ในบัญชีในการเลือกตั้งมาเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านก็อาจจะเข้ามาอีกทางนึงก็ได้ ตรงนั้นก็อาจจะเป็นอีกขั้นตอนนึงที่บอกว่าจะเป็นคู่แข่งหรือไม่

เช่นเดียวกัน ร่วมงานหรือไม่ ก็ตอบไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าสถานะท่านจะเป็นอย่างไร แต่ ณ ขณะนี้ก็คือบอก ท่านไม่ใช่ทั้ง 2 อย่าง ผมถือว่าท่านเป็นนักการเมืองที่รับผิดชอบบ้านเมืองในขณะนี้ ผมเป็นพรรคการเมือง แม้แต่จะถูกห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ไม่มีสถานะอะไรก็แล้วแต่ แต่ผมเป็นนักการเมืองอาชีพ ผมไม่เคยปฏิเสธอันนี้ ผมก็ถือว่าผมก็มีหน้าที่ในการที่จะตรวจสอบการทำงานของท่าน และผมมีหน้าที่ในการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน ในการทำงานของท่าน”

คุณอภิสิทธิ์ตอบเหมือนกับในหลักการว่า ตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประกาศตัวแค่ไหนอย่างไร ก็วิเคราะห์แค่นั้น แต่คุณอภิสิทธิ์ไม่วิเคราะห์มากกว่านั้นเหรอ พล.อ.ประยุทธ์ก็บอกว่า รัฐธรรมนูญเขาก็ร่างออกมา ถ้าเขาจะเป็นนักการเมือง จะทำงานต่อไป ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ร่างออกมา และถ้าหากว่าดูตั้งแต่ต้นแล้ว

“ก็ดีแล้วครับ เพราะว่าที่พล.อ.ประยุทธ์พูดตรงนั้นก็คือ จะบอกว่า ถ้าอนาคตในทางการเมืองของท่าน มันอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ หัวใจก็คือ รู้สึกท่านจะพูดต่อว่า มันไม่มีการปฏิวัติแล้ว ก็แปลว่าท่านบอกว่า ถ้าท่านจะเข้ามาการเมืองก็คืออยู่ในระบบตรงนี้ ไม่มีการปฏิวัติ”

การปฏิวัตินั้นถ้าจะทำนั้น ท่านทำไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าจะทำ คนอื่นเขาทำท่าน
“อันนี้อาจารย์ตอบท่านเองนะ ผมยังไม่ทันจะตอบ”

ในเทคนิคมันก็เป็นเช่นนั้น
“ถูกต้องๆ แต่ว่าคนฟังตอนแรกก็บอกว่า ไม่มีปฏิวัติแล้ว ผมก็คิดเหมือนอาจารย์นั่นแหละว่า ถ้ามันจะมี มันก็คงจะเป็นคนอื่นแล้วละทีนี้”

คุณอภิสิทธิ์ไม่วิเคราะห์หรือว่า บ้านเมืองที่ต้องร่างรัฐธรรมนูญ ที่เปิดโอกาสให้มี สว. เข้ามา 5 ปีแรก เข้ามาเลือกนายกรัฐมนตรี นายกฯ อาจจะมาลงสมัครรับเลือกตั้งก็ได้ ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งก็ได้ แล้วค่อยๆ โผล่ออกมาเรื่อยๆ ว่า ตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ออกงานไปกาฬสินธุ์ ไปโน่นไปนี่ มีคนเขาก็บอกว่า เป็นการประกาศตัวในการทำงานการเมือง เพราะเหมือนกับนักการเมือง มันเห็นช่องรำไรมาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ประกาศว่าตอนนี้ผมเป็นนักการเมือง แต่เคยเป็นทหาร ตกลงถ้ามองภาพยาว

“ผมก็บอกว่าท่านนายกฯ ไม่ปิดทางตัวเอง ส่วนท่านจะตัดสินใจอย่างไรผมไม่ทราบ แต่ท่านไม่พร้อมที่จะปิดทางตัวเอง”

เป็นแบบไทยๆ หรือเปล่าว่า ถ้าประกาศเมื่อไหร่ว่าอยากจะทำงานการเมือง อยากจะเป็นนายกฯ มันจะไม่ได้เป็น คนเขาก็อาจจะมาต่อต้าน แต่ถ้าค่อยๆ วัดเรื่อยๆ
“ครั้นจะไม่ประกาศเลยก็เกิดวันข้างหน้าเสียสัตย์ขึ้นมา ก็เป็นไปได้ครับ ก็อย่างที่บอกก็เปิดช่อง ผมก็บอกแล้วว่าผมนั้นไม่ติดใจอะไร เพราะว่าผมเป็นนักการเมืองอาชีพ สังกัดพรรคการเมืองที่ไม่เคยมีความเห็นว่าควรจะมีพรรคเดียวในประเทศไทย อันนี้ตรงข้ามกับฝ่ายคุณทักษิณ ซึ่งคุณทักษิณประกาศมาตลอด ซึ่งผมเห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตยเลย ที่คุณทักษิณบอกว่าพรรคฝ่ายค้านไม่ต้องมีก็ได้อะไรทำนองนี้

คือเราเห็นว่าการแข่งขันทางการเมืองพึงจะมี คนที่อยากจะเสนอตัวเข้ามา โดยเฉพาะถ้ามีทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน เป็นเรื่องที่ดีทั้งสิ้น ส่วนหนึ่งก็คือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน ส่วนที่ 2 คือเป็นการกระตุ้นให้คนที่อยู่เดิมต้องปรับปรุงตัวเอง เพื่อที่จะสามารถแข่งขันได้ แต่สิ่งที่ผมสนใจมากกว่าก็คือ ถ้าสมมติว่าท่าน พล.อ.ประยุทธ์ เปิดช่อง เปิดทางอย่างที่อาจารย์พูด ก็อยากให้รักษาเจตนารมณ์ในเรื่องของการปฏิรูป และธรรมาภิบาลไว้

ความหมายก็คือ ถ้ารู้ตัว หรือไม่แน่ใจว่าตนเองจะเป็นผู้เล่น คือเดิมนั้นแสดงตัวเป็นกรรมการ วันนี้บอกว่าอาจจะเป็นผู้เล่น ต้องไม่เอาความเป็นกรรมการกับความเป็นผู้เล่น หรือต้องไม่เอาอำนาจรัฐในการมาเอื้อการที่ตัวเองเป็นผู้เล่นเข้ามา ผมไม่ได้คิดเรื่องความได้เปรียบ – เสียเปรียบอะไร เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์ต่อสู้ 70 กว่าปีนี้ อยู่ในสถานะเสียเปรียบมาหลายต่อหลายครั้ง มันเป็นสิ่งที่เราบอกว่า เราก็ต้องสู้

แต่การที่ไม่รักษาธรรมาภิบาล หรือการใช้อำนาจรัฐ เอารัดเอาเปรียบนี้ มันจะเป็นการทำให้การเมืองไทยกลับเข้าสู่วังวนเดิมๆ ที่นำมาสู่การวิกฤติที่มีการต่อต้านประท้วงกันมาหลายต่อหลายครั้ง ชนวนเริ่มต้นก็มาจากความรู้สึกที่ว่า ไม่เป็นธรรม เอาอำนาจรัฐไปใช้
ส่วนที่อาจารย์บอก แล้วตกลงเป็นคู่แข่ง แล้วจะร่วมงานหรือไม่นั้น ผมบอกว่ารู้สึกทุกวันนี้คนจะเรียกร้องอะไรกันอย่างนี้ตลอดเวลา เดี๋ยวก็มีพรรคเพื่อไทยบอกว่า ประกาศกันหน่อยได้มั้ย พรรคการเมืองทุกพรรคจับมือกัน อดีตหัวหน้าพรรคผม คุณพิชัย ก็ออกมาบอก ทำไมพรรคการเมืองใหญ่ไม่จับมือกัน ขณะเดียวกันก็มีคนที่ไม่ชอบระบอบทักษิณบอก ประกาศได้มั้ยว่าจะไม่มีทางรวมกับพรรคเพื่อไทย คือก็จะมีเสียงเรียกร้องอย่างนี้ทั้งหมด ผมก็อยากจะบอกอย่างนี้ว่า

ความจริงเรา อันที่ 1 การที่จะไปรวมพรรคกับใครนั้น ประชาธิปัตย์ไม่มีความคิดนั้น รวมนะ รวมเอาอันนี้ก่อน รวมกับใครก็ตามนั้นไม่มี”

ถ้าเขามาขอรวมได้หรือไม่ ไม่ไปรวมกับเขา แต่ชื่อประชาธิปัตย์ แต่เขาขอร่วมด้วย
“หมายถึงว่าเขาจะยุบพรรคเขาอะไรอย่างนี้เหรอ”

หรือว่าตัวคนเขามา
“คนมาไม่เกี่ยวกับพรรคนะ
อันที่ 2 ก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ จะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ด้วยการนำเสนอทั้งนโยบาย ซึ่งเราเห็นว่าจะเป็นคำตอบให้กับประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของปากท้อง เศรษฐกิจ ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่หนักหน่วงมาก เราเตรียมไว้ตรงนี้ค่อนข้างมาก กับการเตรียมให้ประเทศไทยนี้มีธรรมาภิบาลจริงๆ แล้วเข้าสู่มาตรฐานสากล เรามีชุดนโยบาย เรามีอุดมการณ์อย่างนี้ แล้วเราก็จะนำเสนอบุคลากรของพรรคมาเป็นผู้นำของประเทศ เราก็ต้องการที่จะได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ดีที่สุดเลยคือได้เกินครึ่ง ยากมั้ย – ยาก แต่นั่นคือเป้าหมาย ถ้าเราได้ตรงนี้ผมว่ามันจบคำถาม”

ถ้าไม่ได้ล่ะ
“ทีนี้ถ้าไม่ได้ ผมก็บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องดูว่าเราจะให้ประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ แล้วก็ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของตัวเอง เขาสมหวังได้อย่างไร คำว่าสมหวังได้อย่างไร ผมจึงเป็นคนแรก และถึงทุกวันนี้ก็ยังยืนยันว่า เราเห็นว่าใครที่รวบรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ คือเกิน 250 เสียง ก็ควรที่จะได้มีโอกาสในการที่จะจัดตั้งรัฐบาล

ด้วยความเคารพ อำนาจของวุฒิสภาที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญ แต่ผมเห็นว่าวุฒิสภาไม่พึงที่จะไปขัดขวางเจตนารมณ์ของประชาชนตรงนี้ ดังนั้นก็จะอยู่ที่การรวบรวมเสียงข้างมาก หลักเกณฑ์ในการรวบรวมเสียงข้างมากของประชาธิปัตย์นี้ก็คือ เราต้องยึดเอาอุดมการณ์ และสิ่งที่เราบอกกับประชาชนเอาไว้ในการเลือกตั้งเป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นใครที่บอกว่า รวมกันเถอะ เพื่อกีดกันคนใดคนหนึ่งออกไป แต่ปรากฎว่าอุดมการณ์ นโยบายไม่ตรงกันเลย คดโกง ไม่มีความซื่อสัตย์ ไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหาประเทศที่สอดคล้องกับเรา เราก็ร่วมไม่ได้ ร่วมไม่ได้ คราวนี้ไม่ใช่รวมแล้ว ร่วมไม่ได้”

คุณอภิสิทธิ์กำลังจะบอกหรือเปล่าว่า กับพรรคเพื่อไทยนั้นร่วมลำบาก ถ้าไม่แก้ไขอุดมการณ์ให้ตรงกัน
“ถ้าไม่ปรับรื้อกันแบบชนิดที่เรียกว่าครั้งใหญ่ ร่วมลำบาก อันนี้คือการร่วมเป็นรัฐบาล”

ร่วมลำบาก หรือร่วมไม่ได้
“ถ้าเป็นสภาพที่เป็นอยู่ ร่วมไม่ได้นะครับ แล้วก็อย่างที่บอก ต้องปรับรื้อครั้งใหญ่ เดี๋ยวจะหาว่า เดี๋ยวเขาไปแก้อะไรเล็กๆ น้อยๆ อะไร ผมพูดชัด ตราบเท่าที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของครอบครัวชินวัตร ร่วมไม่ได้นะครับ แต่ถ้าเขาสลัด หลุดออกมาจริงๆ ไม่มีผลประโยชน์ตรงนั้นจริงๆ ซึ่งก็ต้องหาวิธีพิสูจน์กัน ก็จะไปบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้เสียเลยทั้งหมดมันก็คงจะไม่ค่อยเป็นธรรมเท่าไหร่”

เขาปลอมตัวได้มั้ย เปลี่ยนชื่อใหม่ มีพรรคใหม่ออกไป
“คือถ้าเขาปลอมตัว ก็แสดงว่าของจริงยังเป็นเหมือนเดิมก็ไม่ได้ คือต้องเปลี่ยนจริง

ส่วนฝ่ายพรรคใหม่ซึ่งอาจจะสนับสนุนผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ผมก็ใช้เกณฑ์เดียวกันว่า แนวทางการแก้ปัญหาประเทศมันตรงกันมั้ยล่ะ ซึ่งผมก็เคยคุยกับอาจารย์หลายครั้งว่า ถ้าบริหารโดยไม่เคารพเสียงของประชาชน ไม่กระจายอำนาจ เอื้อประโยชน์ให้กับคนที่มีกำลังในสังคมอยู่แล้ว เศรษฐกิจอยู่แล้ว ต้องบอกว่าอย่างที่เป็นอยู่ ก็ไม่ง่ายนะครับในการที่จะบอกว่าจะมาร่วมกัน ยกเว้นอย่างที่บอก ก็คือว่า มาสนับสนุนแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์

ส่วนอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งคนไม่ค่อยพูดกัน การเป็นฝ่ายค้าน ..”

ก่อนเป็นฝ่ายค้าน ที่คุณอภิสิทธิ์พูดว่า อีกฝ่ายนึง ขอเรียกว่าพรรคทหาร
“ก็ไม่มีทหารแล้ว มีแต่นักการเมือง”

ตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ก็พยายามดันออกไปว่าไม่มีทหารแล้ว
“จริงๆ ผมพูดนิดนึงนะครับ ผมว่าดีนะครับที่ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ พยายามที่จะไม่ใช้ว่าเป็นทหารแล้ว ผมมองในมุมของทหาร ทหารนั้นคือทหารประจำการ กองทัพในปัจจุบัน ทหารอาชีพนี้ ผมว่าถ้าเรามองอนาคตของประเทศเป็นประชาธิปไตย บุคลากรในกองทัพก็คงอยากจะเป็นทหารอาชีพ กองทัพอาชีพอย่างที่ว่า การที่คนยังมีความรู้สึกว่าบุคคลซึ่งไม่ได้อยู่ในกองทัพแล้ว เพียงแต่ว่าเคยเป็นทหาร แล้วมาทำงานการเมือง ถูกมองว่าเป็นอย่างนี้ พรรคทหาร ทหารอย่างนั้น ทหารอย่างนี้ มันไม่เป็นผลดีกับกองทัพ การประกาศแยกออกมา ผมว่าดีแล้ว แล้วก็ผมว่าน่าจะทำให้กองทัพเขาสบายใจขึ้น และสามารถที่จะแสดงท่าทีได้ชัดเจนขึ้นว่า เขาไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง นอกจากการปฏิบัติหน้าที่ของเขาตามรัฐธรรมนูญ”

ยกเว้นจะยึดอำนาจใหม่อีกครั้งนึง
“อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องนึง”

ที่คุณอภิสิทธิ์บอกว่า ตอนนี้ฟังดูการเมืองมี 3 ขั้ว มีพรรคใหม่ ที่ สว. 250 คนอาจจะสนับสนุน คุณอภิสิทธิ์บอกว่า ตราบใดก็ตามที่ยังไม่กระจายอำนาจ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปกระจุกตัวอยู่กับคนบางกลุ่ม ไม่ได้กระจายให้ทั่วถึง หลักๆ ทำนองนี้ สงสัยจะยาก ยกเว้นจะต้องปรับนโยบาย ถ้าผม (อ.เจิมศักดิ์) มองอุดมการณ์ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แต่อุดมการณ์แล้วไม่ค่อยจะแตกต่างกันนักกับประชาธิปัตย์ ส่วนวิธีการอาจจะปรับกันได้ ถ้าพูดอย่างนี้ แล้วมองว่า ประชาธิปัตย์กับพรรคใหม่พวกนี้
“กระจายอำนาจนี้ถูกระบุอยู่ในอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์”

พรรคใหม่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องกระจายอำนาจ
“ก็ต้องปฏิบัติให้เห็นนะครับ เพราะว่าหลายเรื่องขณะนี้ก็ไม่กระจายอำนาจ รวมทั้งก้าวล่วงไปถึงกระบวนการเรื่องการศึกษาด้วย อะไรด้วย อย่างที่บอกก็คือว่า ถ้าใครก็ตามสนับสนุนแนวทางพรรคประชาธิปัตย์ อย่างนี้ก็มาร่วมกันเป็นรัฐบาลได้”

ทำไมประชาธิปัตย์ไม่เปลี่ยนแนวของประชาธิปัตย์ไปสนับสนุนแนวของคนอื่นบ้าง
“เพราะสิ่งที่ผมพูดเป็นการยืนยันนี้ มันเป็นเรื่องของอุดมการณ์ที่เป็นตัวตนของประชาธิปัตย์ ประชาธิปัตย์ที่อยู่มา 70 ปี ไม่ได้บอกว่า แล้วแต่นายควง ม.ร.ว.เสนีย์ จนถึงนายอภิสิทธิ์คิดอย่างไร แต่ทุกคนที่มาเป็นหัวหน้าพรรค และสมาชิกพรรคที่ทำงานในแต่ละยุค แต่ละสมัย ยังคงต้องยึดถืออุดมการณ์ เพราะนั่นคือตัวตนของประชาธิปัตย์ ถ้าประชาธิปัตย์จะไปร่วมกับคนอื่นซึ่งไม่มีแนวทางประชาธิปัตย์ มันก็ไม่เป็นประชาธิปัตย์แล้ว”

เมื่อร่วมกับใคร ตัวผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีสำคัญหรือไม่ ว่าจะเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือจะเป็นหัวหน้าพรรคอื่น
“ต้องยอมรับว่าการเป็นนายกรัฐมนตรีก็จะมีส่วนในการที่จะชี้ทิศทางต่างๆ ได้ แต่อย่างที่บอกก็คือว่า ทั้งหมดสำหรับผม มันเป็นเรื่องที่ต้องมาพิจารณาหลังการเลือกตั้ง เพราะในระหว่างการเลือกตั้งนี้ก็จะเป็นช่วงเวลาที่ทุกพรรคการเมืองจะต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในแต่ละเรื่อง และการจะเจรจาเพื่อรวบรวมเสียง โดยยึดเอาเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ เป็นที่ตั้งนั้น ถือเป็นการเคารพการตัดสินใจของประชาชน

ทีนี้ที่เมื่อกี้ค้างไว้ก็คือว่า แล้วขณะที่มาพูดรวม ร่วม อะไรต่างๆ นี้ บางทีคนก็ไปพูดถึงว่า อ้าวแล้วเป็นฝ่ายค้านล่ะ” (จะว่าอย่างไร)

- พัก –

หลังเลือกตั้ง เมื่อกี้คุณอภิสิทธิ์บอกว่า ไม่ค่อยจะพูดกันว่าถ้าเป็นฝ่ายค้าน หรือเป็นฝ่ายตรวจสอบจะเป็นอย่างไร
“คือต้องบอกอีกครั้งนะครับว่า สำหรับพรรคการเมืองทุกพรรค ถ้าถามก็คงอยากเป็นรัฐบาลด้วยกันทั้งนั้น แต่อาจจะคนละเหตุผลกันนะ บางพรรคก็คงอยากจะเป็นรัฐบาลเพราะเรื่องผลประโยชน์ เรื่องอะไรก็ว่าไป แต่ประชาธิปัตย์ก็อยากเป็นรัฐบาลเพื่อผลักดันแนวคิดของเรา ในการที่จะทำให้กับบ้านเมือง แต่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาล ก็ไม่ได้มีสภาพแบบที่บางพรรคบอก อดอยากปากแห้ง มีปัญหา แล้วก็จะต้องลุยกันจนชนิดที่เรียกว่าเป็นฝ่ายค้านไม่ได้ – ไม่ใช่ ก็ทำหน้าที่การตรวจสอบ เป็นฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็งได้นะครับ
เพราะนั้นพอถามต่ออีกว่า แล้วเป็นฝ่ายค้านเป็นกับใคร ไอ้อย่างนี้ผมต้องบอกว่า มันไม่มีใครเขามาประกาศจับมือกันเป็นฝ่ายค้านหรอก มันไม่ใช่เรื่อง ถ้าคุณไม่ประสงค์ หรือไม่มีใครเขาทาบทามคุณมาเป็นรัฐบาล คุณก็เป็นฝ่ายค้าน คุณจะเป็นกับใคร คุณเลือกได้ที่ไหนล่ะ ใช่มั้ยครับ ที่ผ่านมาในอดีตก็ไม่ได้มีฝ่ายค้านพรรคเดียวเสมอไป เราก็เลือกไม่ได้หรอก ใครที่ไม่เป็นรัฐบาลก็ต้องมาเป็นฝ่ายค้านด้วยกันทั้งนั้น มันจึงไม่มีกรณีที่จะไปจับมือเป็นฝ่ายค้าน – ไม่ใช่”

แล้วที่เคยมี ฝ่ายค้านจับมือกันไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง บอยคอต คว่ำบาตรการเลือกตั้ง
“อันนั้นคือ ไม่ได้จับมือเพื่อไปเป็นฝ่ายค้านด้วยกัน แต่เมื่อเป็นฝ่ายค้านด้วยกันแล้ว ก็ต้องทำงานร่วมกัน อันนี้ปฏิเสธไม่ได้ เพราะว่าการทำงานในสภาก็ต้องเป็นระบบ แต่ว่ามันก็ไม่เคยมีการไปบังคับได้ บางทีฝ่ายค้านเป็นอยู่ด้วยกัน เราคัดค้าน แต่เขาไปสนับสนุนรัฐบาล งดออกเสียงอะไรก็มี ในอดีตก็มี
เพราะฉะนั้นการจับมือไปเพื่อไปเป็นฝ่ายค้านนั้นไม่ต้องพูดถึง”

มันมีประโยชน์ตรงไหน การไปเป็นฝ่ายค้าน
“ผมนั้นพูดเสมอนะ ระบอบประชาธิปไตยมันมีคุณค่าตรงที่มันมีฝ่ายค้าน เพราะระบอบอะไรก็มีรัฐบาลทั้งนั้น แต่ระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นที่เขามีฝ่ายค้านไว้เพื่อคอยตรวจสอบ เพื่อคอยที่จะเสนอทางเลือกให้กับประชาชน

เพราะฉะนั้นวันนี้ผมย้ำอีกครั้งนะครับ ประชาธิปัตย์ต้องการนำเสนอแนวทางของเรา ซึ่งเมื่อไหร่ที่ปลดล็อคก็จะต้องมีการแก้ไขข้อบังคับอะไรต่างๆ ว่ากันไป พูดถึงเรื่องนี้ก็ดีเหมือนกันนะ ย้อนกลับไปนิดนึง ที่สงสัยคำสั่ง คสช. อีกข้อนึง เขาบอกที่ให้สมาชิกมาทบทวนว่าจะเป็นสมาชิกต่อหรือไม่ เพราะว่าจะได้ดูเรื่องของข้อบังคับ อุดมการณ์ นโยบาย แต่ปรากฎว่า ข้อบังคับ อุดมการณ์ นโยบายนี้ มันจะเกิดขึ้นได้ต้องมีการประชุมใหญ่ก่อน แล้วก็ไม่ให้ประชุมใหญ่ แต่ให้พิจารณาโดยที่ไม่รู้ ก็เป็นอีกเรื่องนึงซึ่งแปลกดีสำหรับคำสั่งของ คสช.
แต่ประเด็นก็คือว่า ประชาธิปัตย์จะมุ่งเรื่องนี้ เพราะวันนี้ประชาธิปัตย์เห็นว่า ปัญหาของบ้านเมือง มันเกินเลยที่จะมาคิดเรื่องว่า ใครจะเป็นพวกกับใคร มันต้องก้าวข้ามไปสู่ว่า ใครเหมาะที่จะแก้ปัญหาให้กับประเทศในอนาคต ซึ่งมีแรงกดดันทุกด้าน ด้านหนึ่งเรามีคนจำนวนมหาศาลที่ขณะนี้ต้องใช้คำว่า ถูกทอดทิ้ง ทั้งโดยสภาพความเป็นจริงของเทคโนโลยี ระบบทุน แล้วก็นโยบายที่ไม่เอื้อ แล้วเราก็มีปัญหาสำหรับการที่จะต้องก้าวตามให้ทันโลกด้วย ที่อาจารย์ก็ชอบถามอยู่ปัจจุบันว่า เทคโนโลยีที่เข้ามาใหม่ การจะแข่งขัน การจะยืนอยู่ในเวทีโลกเป็นอย่างไร และทั้งหมดนี้ประชาธิปัตย์เชื่อด้วยว่า นอกจากมีวิสัยทัศน์ มีนโยบายที่ดี ถ้าไม่มีความซื่อสัตย์ และไม่มีเรื่องธรรมาภิบาล ทุกปัญหาก็แก้ไม่ได้ เราต้องมั่นใจในแนวคิดนี้ เราก็จะเดินหน้าขอเสียงประชาชนสำหรับจุดยืนแบบนี้ ถ้าได้มาอย่างที่ชนิดที่เรียกว่าเราเป็นรัฐบาลได้ก็ง่าย แต่ถ้าได้มาไม่พอ ก็ต้องไปดูว่าจะสามารถมีแนวร่วมที่สนับสนุนแนวทางนี้ได้มั้ย อันนี้คือหลักการที่สำคัญที่สุด

วันนี้มันมีคนพยายามที่จะ ทั้งคาดคั้น ทั้งจะผลัก ทั้งอะไร อาจจะมีวัตถุประสงค์แอบแฝงทางการเมืองก็ได้ เช่น พยายามไปป้ายสี ใส่ร้ายว่า ประชาธิปัตย์คิดจะไปจับมือกับพรรคเพื่อไทยแล้ว ซึ่งไม่มี แต่ว่าเขาทำอย่างนั้นเพราะว่า เขาจะได้ตั้งพรรคการเมืองใหม่ได้ง่าย สำหรับคนที่ไม่ชอบระบอบทักษิณก็จะได้คิดว่า พรรคประชาธิปัตย์ไปจับมือกับระบอบทักษิณซึ่งผมบอกเลยว่า อันนี้คำว่าเป็นไปไม่ได้เลยนะ”

แล้วที่อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คุณพิชัย บอกว่าน่าจะจับมือกับเพื่อไทย เพื่อจะเอาประชาธิปไตยกลับคืนมา
“ก็เป็นความเห็นของท่าน ผมก็บอกแล้วบอกว่า ผมขยายความนิดนึงนะ ผมเห็นด้วยกับเป้าหมายท่านว่าต้องเอาประชาธิปไตยคืนมา แต่ผมก็มีความเห็นว่า ประชาธิปไตยนี้มันมีภัยคุกคาม 2 ด้าน ด้านนึงก็คือเผด็จการ ซึ่งก็มาจากการรัฐประหาร หรือการไม่เคารพสิทธิ์ เสียงของประชาชน ในรูปแบบที่ว่าไม่เคารพเจตนารมณ์ประชาชนในการเลือกตั้ง อันนี้ชัด แต่ที่ผ่านมา มันมีภัยคุกคามประชาธิปไตย จากคนที่มาจากการเลือกตั้ง มันถึงทำให้ประเทศไทยวุ่นวายมาจนถึงทุกวันนี้ ตรงนั้นถ้าเราไปจับมือกับคนเหล่านั้น เราก็ไม่ได้ประชาธิปไตยคืนมานะครับ

เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยกับเป้าหมายของท่าน แต่วันนี้อย่างที่ผมบอกว่า มันยังไม่มีจุดไหนเลยที่บอกว่าประชาธิปัตย์จะต้องไปจับมือกับคนนั้น จับมือกับคนนี้”

คุณอภิสิทธิ์อ้างว่า ประชาธิปัตย์ยึดหลักการมาโดยตลอด แต่ทำไมปี 2526 ประชาธิปัตย์ได้คะแนนสูงสุดในการเลือกตั้ง และคุณพิชัยเป็นหัวหน้าพรรคฯ ทำไมไปยอมให้ พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรี

“ผมเล่าประวัติศาสตร์นิดนึงก็ได้นะ จริงๆ ช่วง 26 ก็เป็นคนละเงื่อนไขนะ มี 26 มี 29 มี 31 จริงๆ ก่อนปี 26 เรามีรัฐธรรมนูญปี 21 ซึ่งก็อนุญาตให้วุฒิสภามาใช้สิทธิ์แบบสภาผู้แทนฯ (คล้ายๆ ตอนนี้?) มากกว่านี้ คือหมายความว่ามาลงมติ ประชุมร่วม จนเรียกว่าค้ำรัฐบาลได้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ก็ใช่ช่องนี้ในการเข้ามา ตอนนั้นประชาธิปัตย์ก็เป็นฝ่ายค้าน ร่วมกับกิจสังคม ร่วมกับพรรคชาติไทย พรรคใหญ่ๆ มีแต่พรรคเล็กๆ ส่วนหนึ่งจำนวนนึง เข้าไปจับมือกับวุฒิสภา หนุน พล.อ.เกรียงศักดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาเกิดวิกฤติน้ำมันขึ้น พล.อ.เกรียงศักดิ์ก็ลาออก ตอนนั้นพรรคการเมืองทั้งหลายมองดูแล้วเห็นว่าวิธีการเดียวที่จะทำให้บ้านเมืองมันเดินต่อได้ ก็คือสนับสนุนคนนอก พล.อ.เปรม ก็ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แล้วก็ดึง แล้วก็พรรคการเมืองต่างๆ เสียงข้างมากของสภาผู้แทนนั่นแหละสนับสนุน พล.อ.เปรม

พอเลือกตั้งปี 26 พรรคกิจสังคมมังครับ คือพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ชนะการเลือกตั้งก็ไปอยู่ในฐานะของการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ตอนนั้นก็น่าจะคุณพิชัยมังครับ ท่านเป็นหัวหน้าพรรค

ปี 29 ประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้ง ได้ 100 เสียง ต้องบอกกับอาจารย์ว่า ความจริงผมก็เดินหาเสียงให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งปี 26 แล้วก็ปี 29 ก็สนับสนุนพรรค แล้วก็ตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้ง แล้วก็สนับสนุน พล.อ.เปรม ต้องบอกว่าผมเองผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วย และความจริงผมคิดว่าท่านอดีตหัวหน้าพรรค คุณพิชัยก็น่าจะจำได้ผมก็แสดงท่าที่ชัดเจนเลยว่าผมไม่เห็นด้วย แต่ว่าตอนนั้นก็แปลกอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่า ในสภาพเมื่อปี 29 สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จำนวนหนึ่ง หลังจากที่ไปร่วมรัฐบาลกับพล.อ.เปรม แม้กระทั่งช่วงหาเสียง ก็ยังพูดสนับสนุน  พล.อ.เปรม ก็เป็นปัญหาใหญ่ แล้วก็ในที่สุดก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ขาดความเป็นเอกภาพต่อมาด้วย ภาคใต้เป็นส่วนใหญ่ (เพราะ พล.อ.เปรม เป็นคนใต้ด้วยหรือเปล่า) ผมไม่ทราบ อันนี้คงไม่ใช่หรอกครับ ผมว่าความเป็นคนใต้ก็อาจจะทำให้เกิดความผูกพัน แต่ผมว่าทางสมาชิกพรรค เขามองในเรื่องของความซื่อสัตย์ แล้วก็การทำงานของท่านมากกว่า

แต่ว่าพอปี 29 ที่คุณพิชัยเองก็เคยอธิบายก็คือว่า พรรคอื่นๆ เขาบอกเขาไม่ให้ เรารวบรวมเสียงไม่ได้ เขาพูดอย่างนั้น”

ก็เป็นฝ่ายค้าน
“อันนั้นก็เป็นเรื่องที่พรรคฯ ก็ต้องพิจารณา บังเอิญขณะนั้นผมไม่ทราบ เพราะว่าผมยังไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ตอนนั้นผมก็เพิ่งยังเรียนหนังสืออยู่ ยังเรียนหนังสือไม่จบ

แต่ว่ามาถึงวันนี้ผมต้องการความเป็นเอกภาพของพรรค ความชัดเจนของพรรค แล้วก็การเคารพเจตนารมณ์ของประชาชน เราก็ต้องว่ากันอย่างนี้”

ช่วงเดียวกัน ปี 61 จะมีอะไรเปลี่ยนแปลง แม้บอกว่าตอนนี้ไม่ค่อยมี
“ตอนนี้ยังไม่มีหรอกครับ เดี๋ยวก็มี”

ตอนที่ยังไม่มีข่าวคราว เมื่อกี้บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์เริ่มบอกว่าตัวเองเป็นนักการเมือง แต่ในสัปดาห์เดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ปรากฎตัว และมีเครือข่ายที่จะพยายามลงในโชเซียลมีเดีย รวมทั้งนักข่าวต่างประเทศบางคนที่รู้กันว่าเป็นผู้สนับสนุน ก็เริ่มออกมาตรงนี้ คุณอภิสิทธิ์มองการเมืองตรงนี้อย่างไร ว่าทำไมอยู่อังกฤษ กำลังจะได้ลี้ภัยในอังกฤษ

“แหม ความจริงอาจารย์ชอบเปิดคลิปในรายการ อาจารย์น่าจะเอาคลิปเก่าที่เราคุยกันเรื่องนี้ ตอนที่คุณยิ่งลักษณ์ไม่ปรากฎตัวที่ศาล แล้วก็มีการมาซักถามกัน อาจารย์ก็พยายามถามผมหลายครั้งว่าอยู่ที่ไหน แล้วผมก็พูดว่า เท่าที่ผมพอทราบ แล้วก็วิเคราะห์มา เป้าหมายสุดท้ายน่าจะอยู่ที่อังกฤษ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ ทำไมถึงพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าไม่แปลกใจ

ประการที่ 2 อาจารย์เคยมาซักถามผม บอกว่า เขาวิเคราะห์กันว่าผู้มีอำนาจปล่อยไปหรือเปล่า ผมก็บอกว่าเราไม่มีหลักฐาน เราจะไปกล่าวหาเขาไม่ได้ แล้วก็อาจารย์ก็ถามว่า แต่ก็ดีใช่มั้ย เขาเรียก WIN – WIN ใช่มั้ย ผมก็บอกว่า วันนี้อาจจะรู้สึกอย่างนั้น แต่วันข้างหน้ามันจะเกิดประเด็นขึ้นมา ถ้าคุณยิ่งลักษณ์ไปขอลี้ภัยทางการเมือง เพราะหากประเทศที่เขาไปอยู่ ให้สิทธิ์ ให้สถานะ มันจะย้อนกลับมาทางประเทศไทย ทาง คสช. โดยเฉพาะผมว่าประเทศไทย ก็คือมันจะกลายเป็นว่า ต่างประเทศเขามองหรือเปล่าวว่า ประเทศไทยนี้ขาดมาตรฐานในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ความเป็นธรรม

เพราะฉะนั้นผมเอง ผมพูดตั้งแต่ตอนนั้นว่า ผมไม่ได้มองว่า WIN – WIN ผมมองว่าถ้ามีกรณีนี้เกิดขึ้น ก็จะเป็นภาระของประเทศไทย หรือรัฐไทยที่จะต้องไปชี้แจง ถ้าทำได้ แล้วถ้าชี้แจงไม่สำเร็จ ก็จะเป็นผลเสียกับประเทศ”

หมายความว่ากำลังเกิดขึ้นแล้ว
“ก็เกิดขึ้นตามที่เราเคยคุยกันไว้ในรายการทุกก็เลยบอกว่า ไม่แปลกใจ”

เป็นไปได้ น.ส. ย่งลักษณ์ทดสอบอยู่ระยะหนึ่งที่หนีไป รู้ว่าทางการไทยไม่ได้เอาจริงกับเธอ เพราะฉะนั้นก็เลยค่อยๆ เปิดตัวไปเรื่อยๆ และในที่สุดก็จะไปขอลี้ภัย แล้วก็ไปอ้างว่าประเทศไทยไม่ให้ความยุติธรรมเลยตอนนี้

“เจ้าตัวเขาก็คงต้องระมัดระวัง เพราะว่าเมื่อหลบหนีไป ธรรมดาก็ต้องระมัดระวัง ให้เกิดความมั่นใจ”

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นของสำคัญมกา เพราะฉะนั้นบุคลๆ เดียวกับยิ่งลักษณ์ถ้ารัฐบาลไทยจะเอาจริง ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ หรือกระทรวงการต่างประเทศเอาจริง คุณอภิสิทธิ์ก็เป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว เจรจากับอังกฤษให้รู้เรื่องว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องธรรมดา แต่เป็นเรื่องความผิดทางอาญา และขึ้นสู่ศาลฎีกา

“ก็ที่ผมติดใจมาตลอดเรื่องหนึ่งก็คือการเพิกถอนหนังสือเดินทางช้ามาก โดยอ้างว่าต้องรอเงื่อนไขอะไรต่างๆ ซึ่งความจริงตามระเบียบ ทำได้เร็วกว่านี้แน่นอนอยู่แล้ว”

คุณอภิสิทธิ์กำลังจะบอกหรือเปล่าว่า แสดงให้เห็นว่าไม่เอาจริง
“คืออาจารย์คงฟังการให้สัมภาษณ์ของผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ในขณะนี้ ซึ่งสรุปง่ายก็คือว่า เหมือนกับไม่มีใครอยากจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็อาจจะมองว่าเป็นภาระ หรืออาจจะมองว่าเป็นเรื่องร้อน หรืออะไรก็ตาม ก็เลยเหมือนกับมีลักษณะที่ว่าถามกระทรวง กระทรวงบอกต้องไปถามตำรวจ ตำรวจก็บอก มันต้องรอข้อมูล ความชัดเจน วนไปวนมา ก็เป็นอาการแบบนี้หมด”

แต่อาการนี้เกิดขึ้นกับพี่ของเธอด้วยหรือเปล่า
“มันก็เกิดขึ้นเป็นระยะๆ แล้วแต่ เพราะว่าความเอาจริงเอาจังในแต่ละยุค แต่ละสมัยก็ไม่ค่อยเหมือนกัน แล้วก็กลไก แล้วก็ระเบียบด้วย แล้วก็เงื่อนไขด้วย มันก็ไม่เหมือนกัน เพราะว่ากรณีของคุณทักษิณนั้น ปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งก็คือว่า คดีที่หลบนี้นี้เป็นคดีซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ปปช. มาตรา 100 ซึ่งหลายประเทศมันไม่มีกฎหมายที่เทียบเคียงได้มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีกฎหมายเทียบเคียงหรือไม่
“157 นี้ผมคิดว่า หลายประเทศมีกฎหมายที่เทียบเคียงได้”

จะมีความเหมือนอีกอย่างหรือไม่ สมัย นายทักษิณ ตอนแรกก็บอกว่า ปล่อยๆ ไปเถอะ จบๆ กันไป แบบ WIN – WIN แต่ว่าปล่อยเสือเข้าปา ในที่สุดก็มีกระบวนการทางการเมืองกลับขึ้นมา แล้วก็เกิดเหตุการณ์ปี 52 – 53 เผาบ้านเผาเมือง โน่นนี่นั่นตามมาเรื่อยๆ เที่ยวนี้จะเป็นการปล่อยตัวที่ 2 เข้าป่าหรือเปล่า หรือไม่มีอะไร เป็นแต่เพียงเสือกระดาษ

“อย่าไปวิจารณ์อย่างนั้นเลยครับ เอาว่าอย่างนี้ดีกว่าว่า เอาละประเด็นเรื่องการติดตาม ข้อกฎหมาย ความเอาจริงเอาจัง ก็เป็นประเด็นนึง แต่ประเด็นที่ผมคิดว่าคนก็สนใจมากกว่าก็คือการรักษาความสงบเรียบร้อย และการที่จะไม่ต้องการเห็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งเป็นเงื่อนไขจากผลประโยชน์ตัวบุคคล ไม่ว่าจะพี่หรือน้อง แล้วมาทำลายสภาวะของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเศรษฐกิจ หรือความสงบเรียบร้อย ที่อาจารย์ใช้คำพูดว่าเผาบ้านเผาเมือง หรือบ่อนทำลายด้วยวิธีการอื่น

รัฐบาลชุดปัจจุบัน รัฐบาลชุดต่อไป และพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน สังคมต้องไม่ยอมให้กับไปสู่เงื่อนไขของการเอาประเทศนี้ เปรียบเสมือนเป็นตัวประกัน เพื่อที่จะให้ได้ตามสิ่งที่บุคคล หรือครอบครัว หรือคณะบุคคลนี้ต้องการ”

ประเด็นที่คุณอภิสิทธิ์พูด ผม (อ.เจิมศักดิ์) หนักใจ และเพิ่งได้คิดที่บอกว่า เหตุการณ์ถ้าปล่อยไปอย่างนี้ กระบวนการยุติธรรมของไทย ประเทศไทยอาจจะเสื่อมเสียเรื่องความถูกต้อง ความยุติธรรม แล้วจะบานปลายต่อไปในอนาคตหรือไม่ ...




บทความอื่นๆ