บทความ

“อภิสิทธิ์” จี้รัฐบาลอธิบายกระบวนการ “ตามจับยิ่งลักษณ์” ทำจริง – ไม่จริง ให้สังคมกระจ่าง
10 ม.ค. 2561

“อภิสิทธิ์” จี้รัฐบาลอธิบายกระบวนการ “ตามจับยิ่งลักษณ์” ทำจริง – ไม่จริง ให้สังคมกระจ่าง


(10 มกราคม 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 กล่าวถึงภาพข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ปรากฎตัวที่ลอนดอนว่า ตนไม่แปลกใจ เพราะว่าหลายคนก็เคยวิเคราะห์หรือคาดคะเนกันอยู่แล้วว่า ในที่สุดก็คืออยู่ต่างประเทศ แล้วตนก็เป็นคนหนึ่งที่พูดประเทศอังกฤษมาโดยตลอด เพราะคิดว่าน่าจะเป็นที่ที่คุณยิ่งลักษณ์ตัดสินใจว่าไปใช้ชีวิตอยู่ได้สะดวก สบายตามสมควร แต่ที่แปลกใจนิดหน่อยก็คือ การที่บุคคลในรัฐบาลซึ่งแต่ไหนแต่ไรบอกไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน กลับมีการให้สัมภาษณ์บอก รู้ตั้งแต่เดือนกันยา และสิ่งที่รัฐบาลคงต้องชี้แจงก็คือว่า แล้วได้ดำเนินการอะไรอย่างไรบ้าง

ซึ่งเรื่องนี้เป็นหน้าที่รัฐบาลนี้ที่จะต้องรักษากฎหมาย และทำให้เห็นว่า เวลามีใครก็ตามทำผิดกฎหมายแล้วเกิดความเสียหายให้กับประเทศ ผู้มีอำนาจก็มีหน้าที่ในการที่จะต้องทำให้กฎหมายมันศักดิ์สิทธิ์ เพราะฉะนั้นก็คงต้องไปถามรัฐบาลว่าตกลงจะทำอะไรหรือไม่ ถ้าจะทำก็ควรที่จะสามารถอธิบายให้กับสังคมได้ว่า ควรจะทำเป็นขั้นเป็นตอน ปัญหาอุปสรรคอะไร ทำให้มันโปร่งใส หรือถ้าจะไม่ทำก็พูดให้มันชัดไปเลยบอกว่ารัฐบาลนี้ไม่ทำ จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ จะได้ทราบกันไปว่าเป็นอย่างไร

คำต่อคำ
พิกัดของคุณยิ่งลักษณ์ ที่ลอนดอน คุณอภิสิทธิ์คุ้นๆ หรือไม่ ในฐานะที่เคยอยู่ลอนดอนมาก่อน
“ผมว่าหลายคนก็คงคุ้นมั๊งครับ คนที่เคยไปเที่ยวลอนดอน เพราะว่าก็เป็นย่านท่องเที่ยวนี่ครับ”

ตาไปที่กระเป๋าใบนั้นอย่างเดียวเลย
“ผมไม่ได้สนใจกระเป๋าขนาดนั้น”

อย่างไรบ้างกับข่าวที่ตอนนี้กำลังกลับมาเป็นที่ฮือฮากับการปรากฎตัวของคุณยิ่งลักษณ์
“ก็ไม่แปลกใจนี่ครับ เพราะว่าหลายคนก็เคยวิเคราะห์หรือคาดคะเนกันอยู่แล้วว่า ในที่สุดก็คือ 1. อยู่ต่างประเทศ แล้วก็ถ้าถามว่าประเทศไหนก็รู้สึกว่าผมเองก็เป็นคนหนึ่งก็พูดประเทศอังกฤษมาโดยตลอด เพราะคิดว่าน่าจะเป็นที่ที่คุณยิ่งลักษณ์ตัดสินใจว่าไปใช้ชีวิตอยู่ได้สะดวก สบายตามสมควร
แต่ว่าที่ผมแปลกใจนิดหน่อยก็คือ การที่บุคคลในรัฐบาลซึ่งแต่ไหนแต่ไหรบอกไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน กลับมีการให้สัมภาษณ์บอก รู้ตั้งแต่เดือนกันยา แล้วก็สิ่งที่รัฐบาลก็คงต้องชี้แจงก็คือว่า แล้วได้ดำเนินการอะไรอย่างไรบ้าง”

แต่ดูเหมือนสหราชอาณาจักร จะกลายเป็น Safe Haven สำหรับผู้ที่จะขอลี้ภัยทางการเมือง หรือผู้ที่จะใช้หนังสือเดินทางที่ไม่ใช่ของไทยเข้าไป
“ผมว่าขณะนี้เราอย่าเพิ่งไปสรุปเรื่องการลี้ภัยทางการเมือง หรืออะไรทั้งสิ้นนะครับ เพราะว่ายังไม่ได้มีอะไรที่ชัดเจนนักว่าจะมีการขอเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง แล้วก็ว่าตามความเป็นจริง ความจำเป็นที่จะต้องขอตรงนั้นในกรณีที่มีหนังสือเดินทางประเทศอื่นแล้ว ก็คงจะน้อยนะครับ ถูกมั้ยครับ เพราะว่าเงื่อนไขการเข้าประเทศ ตามหนังสือเดินทางที่ถืออยู่ ก็อาจจะมีทั้งเรื่องการมีไปขอในฐานะนักลงทุน หรืออะไรก็แล้วแต่ และข้อตกลงระหว่างตัวสหราชอาณาจักรเอง กับประเทศที่เป็นผู้ออกหนังสือเดินทางให้ ก็จะมีเงื่อนไขอยู่ สมมติว่าบอกว่า เข้าไปได้อยู่ได้ 6 เดือน ก็อยู่เกือบถึง 6 เดือนแล้วก็ข้ามไปเที่ยวฝรั่งเศสสักวัน สองวัน ใช่มั้ยครับ ก็กลับเข้าไปได้ ไม่ได้มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปขอสถานะตรงนี้”

แล้วเรื่องการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ดูเหมือนเราเองจะทำอะไรไม่ค่อยได้ เพราะขึ้นอยู่กับอังกฤษหมดเลย
“ผมว่าต้องแยกนิดนึงนะครับ คือเรื่องการไปขอสถานะของการเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง เป็นเรื่องระหว่างเจ้าตัวกับประเทศที่ไปขอ อันนั้นจริงคือเราคงไปทำอะไรได้ยาก ความหมายก็คือ ถ้าคุณยิ่งลักษณ์จะขอกับราชอาณาจักร คุณยิ่งลักษณ์ก็ต้องไปทำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของเขาว่าจะเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง ทางกระบวนการยุติธรรมของเขาก็จะเป็นผู้พิจารณาเสียเองว่ามันมีเหตุผลที่จะให้หรือไม่ โดยประเทศไทย หรือคนอื่นๆ ก็คงไม่ได้เข้าไปเป็นคู่ความด้วย
ส่วนกรณีการติดตามตัวที่จะเอาตัวมา อันนั้นเป็นเรื่องของเรา ความหมายคือถ้าเราไม่ทำอะไรก็ไม่มีใครเขาส่งมาให้อยู่แล้ว แล้วก็ตอนนี้เราก็เพิ่งได้ฟังจากหน่วยงานว่า อันที่ 1 ก็คือกรณีอัยการยังไม่มีการขอตัวเลย กรณีของตำรวจก็เหมือนกับบอกว่าขณะนี้ยังไม่ได้ออกหมาย หมายแดงรึเปล่า โดยอ้างว่า ตอนแรกบอกเหมือนกับว่าที่ตำรวจชี้แจงก็พูดเสมือนกับว่าเอกสารที่เคยส่งไปให้ทางอินเตอร์โพลยังไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าขณะนี้ผมก็ยังไม่เห็นความจำเป็นในการที่จะไปขอสถานะผู้ลี้ภัย
ตรงนั้นจะเกิดความจำเป็นขึ้นก็คือ เมื่อเกิดการขอตัว ซึ่งความจริงก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองอีกนั่นแหละ เพราะก็จะสามารถไปต่อสู้ในศาลได้ว่า อย่าส่งตัวนะ เพราะว่าอาจจะไม่เข้าเงื่อนไขสนธิสัญญา ความผิดนี้มันเป็นเรื่องการเมือง หรืออะไรก็แล้วแต่
เพราะฉะนั้นโดยสรุปก็คือว่า จริงๆ ต้องให้ทางรัฐบาลเขาชี้แจงเสียก่อนว่าตกลงเขาจะทำอะไรบ้าง คือทำอะไรไปแล้วนั้นดูจะทำน้อยมากครับ แต่ว่าจะทำอะไรหรือไม่ และจะทำอะไรบ้าง อันนี้เป็นเรื่องของรัฐบาล คนอื่นก็ทำอะไรไม่ได้นะครับ”

แล้วเราทำอะไรได้บ้าง เท่าที่ฟังแต่ละคนให้สัมภาษณ์ดูเหมือนโยนไปโยนมา เหมือนโยนให้ทางอังกฤษด้วยซ้ำว่าต้องส่งตัวกลับมา ต้องแล้วแต่ประเทศปลายทางอย่างนี้
“คือเราต้องนึกภาพนะครับ เราเป็นรัฐบาล หรือเป็นประเทศอังกฤษ มีคนเข้าเมืองมาถูกต้องตามกฎหมาย เขาไม่มีหน้าที่จะไปเอาคนนั้นส่งไปให้ใคร มันต้องมีการขอ การขอก็คือต้องส่งคำขอไปว่า มีบุคคลที่หลบหนีคดีในประเทศไทย และประเทศไทยประสงค์ที่จะเอาตัวกลับมาเพื่อรับโทษ หรือเพื่อมาดำเนินคดี ถ้าเราไม่เริ่มต้น ไม่มีทางที่เขาจะส่งมา
ส่วนใครจะต้องทำอะไรนั้น ผมก็เคยวิจารณ์ไปครั้งหนึ่งแล้วว่า ผมแปลกใจเรื่องการเพิกถอนหนังสือเดินทาง ว่าไม่ได้จริงจังที่จะทำจนกระทั่งเรียกว่าไม่รู้จะเพิกถอนทำไมแล้ว เพราะผมก็เชื่อว่า ณ ขณะนั้นก็คงไปอยู่ในประเทศที่อยากจะไปอยู่แล้ว ต้องไปถามทางรัฐบาลมากกว่าว่าตกลงมีความตั้งใจจะทำอะไรมั้ย แล้วก็ถ้าจะทำ มอบหมายให้ใครทำ ใครจะเป็นคนทำ”

ดูเหมือนเดจาวู ซ้ำแล้วซ้ำอีก ตัวนายกฯ เอง ก็บอกว่า คนก่อนก็ไม่เห็นส่งกลับมา
“อันนั้นต้องเข้าใจนะครับ ประการที่ 1 มีการขอตัวนะครั้งนั้น แล้วก็อัยการเขาก็ชี้แจงมาแล้วว่าตอนขอตัวไปนั้น หลายประเทศเขาก็บอกว่าไม่ได้อยู่ที่นั่น หรือไม่พบตัวที่นั่น เพราะอย่าลืมว่ารายก่อนนี้เดินทางไปหลายที่ ประการที่ 2 สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนไม่ได้มีกับทุกประเทศ และที่สำคัญก็คือว่า หลักอันหนึ่งของสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน มันจะต้องดูความผิดที่ตรงกัน ความหมายก็คือว่า ถ้าคุณหนีไปอยู่ประเทศใดก็ตาม ประเทศนั้นต้องมีกฎหมายที่มีความผิดในเรื่องเดียวกันเขาถึงจะส่งตัวให้ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดรับโทษอะไรในประเทศไทย ซึ่งปรากฎว่าตามกฎหมายเขามันไม่มี เขาไม่ต้องส่งตัวให้
กรณีคุณทักษิณ เป็นการกระทำความผิดกฎหมาย ปปช. มาตรา 100 ซึ่งหลายประเทศไม่มีบทกฎหมายนี้ครับ แต่ว่ากรณีคุณยิ่งลักษณ์นั้นน่าคิด เพราะผิดมาตรา 157 ซึ่งคือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ประเทศส่วนใหญ่มีกฎหมายเรื่องนี้”

อังกฤษมีมั้ย
“ผมคิดว่ามีครับ เพราะฉะนั้นก็จะไปตัดแบบว่า คนเก่าก็ตามตัวไม่ได้นั้น มันต้องไปดูเป็นกรณีๆ ไป”

คุณอภิสิทธิ์คิดว่าครั้งนี้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำอะไรหรือไม่
“ผมไม่ทราบจริงๆ ผมไม่ทราบจริงๆ เพราะว่าผมก็สังเกตเหมือนกับที่ 2 ท่านถามผมนี่แหละว่า เอ๊ะ ฟังสุ้มเสียงเวลาไปสัมภาษณ์เหมือนกับไม่มีใครอยากจะเป็นธุระทำอะไรทั้งนั้น”

ทำไมล่ะ
“ก็ต้องถามเขาครับ มาถามผมทำไม ต้องถามเขาว่าเพราะอะไรนะครับ”

สิ่งที่เกิดขึ้นจากภาพ ที่ปรากฎผ่านทางไลน์ ทางสื่อ กลายเป็นว่าคุณยิ่งลักษณ์อยู่ต่างประเทศ ใช้ชีวิตหรูหรา เหมือนไม่อินังขังขอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วความเสียหายจำนำข้าวก็ยังอยู่ และเรื่องความผิดทางละเมิดที่เป็นทางแพ่งจะทำอย่างไรต่อ ตรงนี้ก็ไม่มีใครพูดถึงด้วย
“คือผมนี้เป็นคู่แข่งทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทย แทบเกือบจะเป็นคู่ความ เพราะว่าพรรคผมก็คือพรรคที่ทำเรื่องของจำนำข้าว เพราะเราเห็นว่าจริงๆ การช่วยเหลือเกษตรกรมันมีวิธีที่ได้ผลกว่านี้ ดีกว่านี้แล้วไม่สร้างความเสียหาย หรือทุจริตแบบนี้ ผมจะไปพูดอะไรมากก็จะหาว่า เป็นเรื่องของการไปไล่ล่าจองล้างจองผลาญคนนั้นคนนี้ แต่รัฐบาลนี้ต้องทำหน้าที่ เหมือนกับสมัยที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี การติดตามตัวคุณทักษิณ หรือกระทั่งการจำกัดการเคลื่อนไหวของคุณทักษิณก็ทำได้หลายประเทศนะครับ จนกระทั่งคุณกษิต (ภิรมย์) จำได้มั้ยครับ ถูกโจมตีมาก อะไรทำไมถึงจะต้องไปยุ่งวุ่นวายในเรื่องเหล่านั้น
ดังนั้นผมก็จึงบอกว่า มันเป็นหน้าที่รัฐบาลนี้ครับ คือมันเป็นเรื่อง ผมไม่ได้มองว่าเป็นคุณยิ่งลักษณ์หรือใคร แต่ผมมองว่าเป็นเรื่องของการที่จะต้องรักษากฎหมาย แล้วก็ทำให้เห็นว่า เวลามีใครก็ตามทำผิดกฎหมาย แล้วเกิดความเสียหายให้กับประเทศ ผู้มีอำนาจก็มีหน้าที่ในการที่จะต้องทำให้กฎหมายมันศักดิ์สิทธิ์ เพราะฉะนั้นก็อย่างที่บอกครับ ก็คงต้องไปถามรัฐบาลว่าตกลงจะทำอะไรหรือไม่ ถ้าจะทำก็ควรที่จะสามารถอธิบายให้กับสังคมได้ว่า ควรจะทำเป็นขั้นเป็นตอน ปัญหาอุปสรรคอะไรให้มันโปร่งใสซะ หรือถ้าจะไม่ทำก็พูดให้มันชัดไปเลย บอกรัฐบาลนี้ไม่ทำ จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ จะได้ทราบกันไปว่าเป็นอย่างไร ไม่อย่างนั้นก็นี่แหละครับ ผมก็เห็นสื่อก็จะต้องวนเวียนถาม เดี๋ยวอัยการ เดี๋ยวกระทรวงการต่างประเทศ เดี๋ยวตำรวจ เดี๋ยวคนนั้นเดี๋ยวคนนี้ต่อไปไม่จบไม่สิ้น”

หรือที่ครั้งนี้ที่คุณอภิสิทธิ์ไม่อยากพูดอะไรมาก หรือประชาธิปัตย์ไม่พูดอะไรมาก เพราะเตรียมจะจับมือกับเพื่อไทยสกัดพรรคทหารที่มีนายกฯ คนนอก
“ผมนึกแล้วเชียวว่าคุณจะต้องหมุนมาอย่างนี้ ไม่เกี่ยวหรอกครับ เพราะว่าผมยืนยันว่ารัฐบาลมีหน้าที่ที่ต้องทำก็ทำไป ผมไม่ได้บอกว่าทำเพราะเป็นคุณยิ่งลักษณ์ เดี๋ยวจะหาว่าเป็นคู่แข่งกัน หรือเป็นคู่กรณีกัน ผมก็จะไม่พูดบอกว่าไม่ทำอะไรด้วย เพราะผมบอกว่าต้องทำหน้าที่นะครับ ดังนั้นก็เป็นเรื่องนี้ครับ ไม่ได้เกี่ยวอะไร
ส่วนเรื่องเพื่อไทยจับมือ ไม่จับมืออะไร ผมพูดจน แหม จนเบื่อแล้ว”

แต่ก็ยังเป็นข่าวอยู่ตลอดเวลา
“ก็ธรรมดาครับเพราะมันก็มีคนเสนออยู่เรื่อยนี่ครับ”

เป็นไปได้หรือไม่
“ก็คนที่เขาเสนอ เขาก็มีสิทธิ์เสนอ ผมก็ไปห้ามเขาไม่ได้ใช่มั้ยครับ ผมก็ยืนอยู่ที่เดิม บอกว่าอุดมการณ์ไม่ตรงกัน ก็จับมือกันไม่ได้ ตราบใดที่พรรคเพื่อไทยยังไม่หลุดพ้นจากร่มเงาของครอบครัวชินวัตร ผลประโยชน์ชินวัตร หรือไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน ที่จะทำให้ร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ได้ มันก็ร่วมกันไม่ได้”

แล้วจะจับมือกับพรรคที่จะมีนายกฯ คนนอกได้หรือไม่
“ผมก็ใช้หลักเดียวกันนะครับว่า มันมีจุดยืนเกี่ยวกับทิศทางของประเทศอย่างไร แล้วก็ถามผมตอนนี้ก็คือว่า ผมนั้นบอกว่าประชาธิปัตย์นี้มีจุดยืนของตัวเอง และมีหน้าที่ที่จะทำให้ประชาชนมาสนับสนุนจุดยืนนี้มากที่สุด ผมจึงคิดว่าเราอยากจะเอาอุดมการณ์ นโยบาย และจุดยืนของเราเป็นตัวตั้ง เราไม่ได้เอาคนอื่นเป็นตัวตั้ง แล้วก็คิดว่าจะไปกับคนนั้น หรือจะไปกับคนนี้ทั้งนั้น เพราะว่าเป้าหมายของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ อยากได้เกิน 250 เสียง จะได้ไม่ต้องพูดเรื่องพวกนี้”

คุณอภิสิทธิ์ได้ประเมินหรือไม่ว่า ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเขาพร้อม หรืออยากไปเลือกตั้งแล้วหรือยัง
“ผมก็มีทั้งที่ติดตามจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน คือโพลต่างๆ แล้วก็รวมทั้งได้มีการดูโพลที่ไม่ได้เป็นโพลของสำนักที่เผยทางสาธารณะก็ค่อนข้างตรงกันนะครับ คือประชาชนก็มีความรู้สึกว่าการเลือกตั้งตามโรดแม็ป ซึ่งขณะนี้ตามความเข้าใจของเขาก็คือ พฤศจิกายน ที่นายกฯ พูด มันก็เหมาะสม ถามว่ามีคนบางส่วนที่ยังกังวลมั้ย – มี กลัวว่าเลือกตั้งแล้วประเทศจะไม่ดีก็มี ไม่ใช่ไม่มี แต่ส่วนใหญ่ก็เห็นว่ามันถึงเวลาที่จะเลือก
ผมเองก็ไม่เคยไปเรียกร้องให้ไปเร่งรัดอะไรทั้งนั้น แต่ผมนี้พูดถึงความสำคัญของการที่ประเทศจะต้องมีความน่าเชื่อถือ เพราะฉะนั้น 3 – 4 วันนี้ผมเจอกับทูตของประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่ก็ยังวนเวียนถามกันอยู่ตรงนี้ว่า ตกลงอนาคตประเทศไทยนี่ยังมีความแน่นอนหรือยัง
ผมก็ถามว่า แล้วเขาคุยกับคนอื่น คนไทยว่าอย่างไร เขาก็บอกกับผมว่า เขาสงสัยไงว่าทำไมนายกฯ ประกาศ คสช. ประกาศโรดแม็ป แต่เขาคุยกับคนไทยกี่คนๆ ไม่มีใครมั่นใจเลย”

มันเกิดขึ้นเพราะอะไร
“ก็เพราะว่ามันมีบางอย่างซึ่งมาทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน เหมือนเราเข้าใจมาตลอดว่า กฎหมายพรรคการเมืองประกาศแล้ว แปลว่าพรรคการเมืองเริ่มต้นทำงานได้ ปรากฎว่าจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีการปลดล็อค คำสั่งที่ออกมานี้ บังเอิญสื่อไปเขียนกันว่าเป็นคำสั่งปลดล็อค ไม่ได้มีการปลดล็อคเลยนะครับสำหรับพรรคการเมืองเดิม ทุกอย่างที่ห้ามอยู่ ยังคงห้ามอยู่ และยังจะไม่รู้ด้วยว่าจะห้ามไปจนถึงเมื่อไหร่ เพราะคำสั่งนั้นบอกว่า จะปลดให้กับพรรคเก่านั้น ต้องให้กฎหมายเลือกตั้งเรียบร้อยก่อน ที่ปลดให้ขณะนี้คือปลดให้เฉพาะคนอยากตั้งพรรคใหม่ ตั้งแต่ 1 มีนาคม เป็นต้นไปครับ”

ก็คือขยายเวลาการทำธุรการใช่หรือไม่
“ซึ่งก็หมายความว่าเดิมตามโรดแม็ปมันก็มีเวลาของมันใช่มั้ยว่า พรรคการเมืองมีเวลาเตรียมตัว ซึ่งพอกฎหมายพรรคการเมืองออกเดือนตุลา เรานึกว่า ตุลา เริ่มต้นอะไรได้ ตอนนี้พรรคเก่ายังเริ่มอะไรไม่ได้เลย นอกจากเดือนเมษา จะให้สมาชิกมายืนยันใช่มั้ยครับ แล้วพรรคใหม่เพิ่งเริ่มตั้งได้ สิ่งเหล่านี้มันก็เลยทำให้คนถึงได้ไม่แน่ใจไง แล้วตกลงมันจะยังเป็นอย่างที่นายกฯ พูดหรือเปล่าว่าพฤศจิกา”

มีเรื่องเซอร์ไพรส์ตลอด ตรงนี้พรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่าเตรียมที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญ
“คำสั่งที่ออกมา เป็นคำสั่งที่เป็นการลิดรอนสิทธิ์ที่สมาชิกของพรรคการเมือง ซึ่งประชาชนทั่วไปที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองนะครับ ไม่ใช่หมายถึง ส.ส. หรือนักการเมือง เขาถูกลิดรอนไป คือเขาเป็นสมาชิกอยู่ มาเพิ่มภาระให้กับเขาว่า ภายใน 30 วัน เขาจะต้องทำหนังสือถึงหัวหน้าพรรค พร้อมแสดงหลักฐานว่า มีคุณสมบัติ ไม่มีลักษณะต้องห้ามในการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง แล้วก็ชำระเงินภายใน 30 วัน ซึ่งประเด็นก็คือ
อันที่ 1 หลายคนสอบถามมา ผมก็ต้องตอบไปว่า กฎหมายเขาเขียนอย่างนั้นจริงๆ ว่าทำเป็นหนังสือ คุณไลน์บอกผมไม่ได้ คุณเข้าเวปไซต์ ส่งอีเมล์มาบอกก็ไม่ได้
2. ขณะนี้ก็ยังไม่มีใครตอบผมได้ว่า หลักฐานการมีคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามนั้นเป็นอย่างไร เพราะว่าปกติ และรวมทั้งพรรคใหม่ เวลาสมัครสมาชิกก็ไม่ต้องมีตัวนี้ เพราะว่าหลักฐานนี้มัน ผมก็ไม่ทราบนะครับ 2 ท่านพอทราบมั้ย หลักฐานที่ว่าคุณไม่ล้มละลาย หลักฐานที่ว่าคุณไม่เคยถูกจำคุก หลักฐานที่ว่าคุณไม่ถูกตัดสิทธิ์เลือกตั้ง หลักฐานที่ว่าคุณไม่ติดยาเสพติดอะไรอย่างนี้ มันหาอย่างไรครับ ของพวกนี้ในอดีตมันไม่ได้มีการมาเรียกร้องให้สมาชิกต้องไปเอาหลักฐานมาให้ ในอดีตมันเป็นเรื่องของหน่วยงานของรัฐ เพราะคนที่มีข้อมูลทั้งหมดคือหน่วยงานของรัฐ ที่สามารถที่จะทำได้อยู่แล้ว
ผมก็เลยอยากจะบอกว่า อ่านคำสั่ง คสช. แล้วก็ต้องบอกกับผู้ฟังจริงๆ ว่า มันเป็นคำสั่งที่ไม่ได้อยู่กับความเป็นจริง เพราะว่าที่อ้างว่าจำเป็นต้องให้สมาชิกเก่ามายืนยันใหม่นั้น ผมอ่านทุกเหตุผลแล้ว ผมอธิบายได้หมดเลย เช่นเหตุผลแรกบอกว่า ให้สมาชิกเขาต้องมีโอกาสทบทวนก่อน เพราะว่ารัฐธรรมนูญใหม่ กฎหมายใหม่ พรรคก็ต้องไปออกข้อบังคับใหม่ ตามกฎหมาย ซึ่งต้องประกาศอุดมการณ์ นโยบายใหม่หมด จะได้ดูว่า เออ ใช่มั้ย ยังอยากจะเป็นสมาชิกพรรคมั้ย อันนี้เขียนอยู่ในคำปรารภของคำสั่งนะครับ แต่ปรากฎว่าข้อเท็จจริงก็คือว่า ข้อบังคับใหม่ นโยบายใหม่ อุดมการณ์พรรคที่จะต้องประกาศนั้น ยังไม่ให้ทำ แล้วก็ยังไม่คิดว่าจะทำได้ในช่วงก่อนเดือนเมษาด้วย (เพราะยังไม่ได้ปลดล็อค) ใช่ แล้วผมก็เลย งง ว่าแล้วจะให้สมาชิกเขาพิจารณาตรงนี้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ไม่จริง
อันที่ 2 ที่บอกว่า เพราะว่าในอดีต มันมีสมาชิกที่มีความซ้ำซ้อน ก็ต้องเรียนให้ทราบว่า สมาชิกที่ซ้ำซ้อนนั้น กกต. เขาสะสางเรื่องนี้ไปแล้ว แล้วก็ล่าสุดหลังจากที่เราไม่ได้ทำกิจกรรมการเมืองมา แล้วก็ตอนแรกมันมีกฎหมายพรรคการเมือง ที่บอกให้เราตรวจสอบฐานสมาชิกนั้น ผมก็ทำเสร็จหมดแล้วนะ 2 ล้าน 9 ที่ตัดเสียชีวิต ตัดที่ซ้ำซ้อนกับพรรคอื่น ตัดที่ซ้ำซ้อนเพราะว่าในฐานข้อมูล นาย กับคุณ คนเดียวกัน ทำเสร็จหมดแล้วครับ ไม่ได้มีตรงไหนที่จะไปซ้ำซ้อนอีก แล้วก็นับตั้งแต่ปี 50 เป็นต้นมา กกต. เขาไม่ยอมให้มีฐานสมาชิกของบุคคลเดียวกันแล้วอยู่หลายพรรคได้ ไม่มีอยู่แล้ว
ถัดมามีคนพูดอีก มันมีบางช่วงไม่ใช่เหรอ พรรคการเมืองไปเอาสมาชิกมาโดยเจ้าตัวไม่รู้ตัว ผมยืนยันก่อนว่าประชาธิปัตย์ทำไม่ได้ เพราะประชาธิปัตย์แต่ไหนแต่ไรมา บัตรสมาชิกต้องมีรูปเจ้าตัว บางยุคต้องมีลายเซ็นเจ้าตัวด้วย และหลังจากปี 50 เป็นต้นมา ต้องพิมพ์หัวแม่โป้ง มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไปเอามาโดยอย่างนั้น ส่วนพรรคอื่นก็ต้องเรียนตรงๆ ว่า ผมก็ไม่คิดว่ามีแล้ว เพราะว่าพรรคอื่นส่วนใหญ่ก็คือตอนหลังคือก่อตั้งขึ้นหลังจากที่ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือ เพราะฉะนั้นก็ไม่จริงอีก
ที่บอกต่อไปอีกว่า สมาชิกอาจจะ บอกไม่เต็มใจ แล้วก็บอกว่า เอ๊ะ เอาตัวเลขสมาชิกไปหากินด้วยหรือเปล่า เช่นไปหาเงินจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง อันนี้เขาก็เลิกไปนานแล้วครับ เพราะว่าตอนหลังกฎหมายเก่าก็บอกว่าการจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง ให้ดูเฉพาะสมาชิกที่จ่ายเงิน แล้วกฎหมายใหม่ก็แบบเดียวกัน เพราะฉะนั้นตัวเลขสมาชิกที่ไม่ได้จ่ายเงินนั้นไม่ได้มีความหมายอะไรอยู่แล้ว”

สรุปแล้วมีขึ้นมาเพื่อสกัดพรรคใหญ่ แล้วให้มาเริ่มต้นนับ 1 ใหม่หรือเปล่า
“ผมไม่ทราบ ถึงบอกว่าผมจำเป็นต้องร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะผมเห็นว่านี่เป็นการตามรัฐธรรมนูญเลย คือเป็นการสร้างความเดือดร้อนจากการออกกฎหมาย หรือการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ความไม่เป็นธรรมก็คืออย่างที่บอก ขณะนี้พรรคใหม่หาสมาชิกใหม่ได้ คำว่าหาสมาชิกใหม่ได้นี่คือหาจากคนที่เป็นสมาชิกเก่าพรรคเดิมด้วยนะ สมมติคุณวารินทร์เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ พรรคใหม่เขาไปขอให้คุณสมัครสมาชิกเขา แล้วลาออกจากผมนั้นได้ แต่ผมต้องหาสมาชิกใหม่เลย ไม่เป็นธรรม ภาระได้พูดไปแล้ว ทั้งในส่วนของสมาชิกว่าต้องไปหาหลักฐาน แล้วก็ภาระหัวหน้าพรรคนี่ซึ่งต้องทำให้กับทุกคนให้เสร็จภายใน 30 วัน มันก็ขัดกับหลักการของรัฐธรรมนูญโดยพื้นฐาน
เพราะฉะนั้นผู้ตรวจการแผ่นดินเราก็จะร้องไปว่า ถ้าเขาเห็นว่าเราได้รับผลกระทบเช่นนี้ เขาก็มีอำนาจหน้าที่ของเขา เขาก็ทำได้หลายอย่าง เช่น ถ้าเขาเห็นว่าควรที่ต้องแก้ไขคำสั่งนี้ให้เกิดความเป็นธรรม เขาก็ต้องทำหนังสือเสนอแนะไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ถ้าเขาเห็นว่ามีอะไรขัดกับรัฐธรรมนูญเขาก็สามารถจะส่งศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าเขาเห็นว่ามีอะไรขัดกับกฎหมาย เขาก็ส่งศาลปกครองได้”

จะทันมั้ย
“ผมว่ามันวินิจฉัยไม่ยากนะครับ ว่าอย่างที่ผมอธิบายมาทั้งหมดนี้ ว่ามันเป็นการตรากฎหมายที่สร้างความเดือดร้อนมั้ย ละเมิดสิทธิ์มั้ย เพิ่มภาระเกินสมควรแก่เหตุมั้ย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้ออ้างที่บอกว่าจำเป็นต้องทำอย่างนี้ ผมก็ชี้ให้เห็นหมดแล้วว่า มันไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นจริง
นี่ผมยกตัวอย่างนะ เพราะว่ามีคนบอกว่า ขออนุญาตเอ่ยชื่อเขาก็ได้นะ เขาเพิ่งโพสต์เฟซบุ๊กเข้าไป คุณทรงกรด บางคนรู้จักเขาในนาม ผู้กองปูเค็ม เขาก็ไปโพสต์บอกว่า ดูสิ เขาเอาเลข 13 หลักเข้าไปในเวป กกต. บอกว่าเขาเคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็ไม่เคยลาออก แล้วก็ต่อมาไปเป็นสมาชิกพรรคชาติพัฒนา แล้วต่อมาไปเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย เขาบอกเนี่ย เขาไม่เคยสมัครชาติพัฒนา ไม่เคยสมัครพรรคไทยรักไทย แล้วเขาลาออกจากประชาธิปัตย์แล้ว ทำไมฐานข้อมูลเป็นอย่างนี้
ผมก็บอกเลยบอกว่า ฐานข้อมูลเป็นอย่างนี้เพราะว่าจริงครับ ก่อนปี 50 อย่างที่ผมบอก บางพรรคการเมืองไปเอาชื่อคนไปใส่ แต่หลังปี 50 นี้ไม่มี ส่วนที่เขาบอกเขาลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์นั้น ฐานข้อมูลของ กกต. ในคอมพิวเตอร์ขณะนี้ เขาจะประกาศเป็นรายไตรมาส ล่าสุดคือ 30 กันยา 60 คุณทรงกลดมาลาออกกับพรรคประชาธิปัตย์ ผมมีใบลาออกอยู่ในมือ เขาลาออกเดือนตุลาคม แล้วบัดนี้ก็กำลังอยู่ในช่วงที่ กกต. ไปเอาชื่อเขาออกจากฐาน ทุกอย่างเป็นปัจจุบันทุกอย่างครับ ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาโพสต์ขึ้นบอกว่านี่ไงมั่ว ข้อมูลมั่วหรืออะไร
แล้วอย่างที่ผมบอกก็คือว่า ที่จะทำแบบพรรคชาติพัฒนา หรือไทยรักไทย ที่บอกว่าไม่เคยสมัครแล้วไปสมัครอะไรนั้นมันไม่ได้ เพราะว่าปัจจุบัน คือหลังจากปี 50 เป็นต้นมา ความเข้มงวดกวดขันในรูปแบบของใบสมัคร การรับรองอะไรต่างๆ นั้นมันเปลี่ยนไปแล้ว”

ถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินดูแล้วคิดว่าโอเคกับ คสช. ทางพรรคฯ จะทำอย่างไรต่อ
“พรรคฯ ก็ต้องทำตามกฎหมาย มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นหรอกครับ แต่ว่าความบิดเบี้ยวของเรื่องนี้ ก็คือมันถึงขั้นกับมีคนถามผมบอกว่า เอ๊ะ ถ้างั้นก็ไปทำพรรคใหม่เลยไม่ง่ายกว่าเหรอ แล้วก็คุณวิษณุเองก็ให้สัมภาษณ์บอกว่า จะเดือดร้อนอะไร ถ้าทำไม่ทันใน 30 วันก็สมัครใหม่ อันนี้ก็จะสวนทางกับคำปรารภในคำสั่งของ คสช. เองว่า ไม่ได้มีเจตนาที่จะ ใช้คำว่า สลายสมาชิกภาพ ภาษาที่เราพูดกันก็คือรีเซ็ต แต่ผมฟังคำพูดก็คือว่า สมัครใหม่ง่ายกว่านั่นแหละคือ รีเซ็ต
อย่างที่บอกนะครับ ผมคิดถึงว่าทำไมไม่ตรงไปตรงมา เท่านั้นเอง แล้วก็ที่ผมพูดเรื่องนี้มันไม่ได้มีความเดือดร้อนในแง่ของการเป็นพรรคการเมืองตามกฎหมายหรอก การมีสมาชิกชำระเงิน 500 คน 5,000 คน อะไรนั้น ประชาธิปัตย์ทำได้ครับ แต่ผมอยากจะบอกอย่างนี้ครับ ตกลงคุณอยากปฏิรูปมั้ย เพราะว่าอะไร เพราะว่าสมาชิกนี้ผมไม่ได้ต้องการมีแค่ตามกฎหมาย ผมต้องการให้สมาชิกมาทำไพรมารี่จริงๆ จำได้มั้ยครับ ที่ผมเคยพูดเรื่องไพรมารี่บอกว่า ผมอยากให้ไพรมารี่มันมีแล้วคะแนนมันเป็นหลักพัน หลักหมื่น ไม่ใช่ทำไพรมารี่แล้วคะแนนมันหลักสิบ หลักหน่วย ทีนี้ถ้าสมาชิกจำนวนมากเขาสูญเสียความเป็นสมาชิกไป เพียงเพราะมีคำสั่งนี้ในบรรยากาศที่ห้ามเราทำกิจกรรมอะไรทั้งสิ้นเลย ไม่สามารถสื่อสารประชาสัมพันธ์ได้โดยทั่วไป เพราะเดี๋ยวจะขัดกับคำสั่ง คสช. สุดท้ายไพรมารี่ก็เป็นแค่พิธีกรรม แล้วสุดท้ายมันก็ไม่ได้ปฏิรูปพรรคการเมือง ผมก็เลยไม่เข้าใจว่า ทั้งหมดที่ออกมานี้ มันกลายเป็นสวนทางกับทิศทางการปฏิรูปที่ทำมาเอง”

ไปยื่นในนามพรรคฯ หรือว่าส่วนตัว
“ผมก็คงจะ ทำในนามพรรคฯ คงพูดไม่ได้หรอกครับ มันไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค แต่เนื่องจากว่าประเด็นเรื่องการเพิ่มภาระเกินสมควรกว่าเหตุที่เขียนในกฎหมายนี้ มันมีส่วนที่เป็นภาระของหัวหน้าพรรคการเมืองด้วย เพราะฉะนั้นผมก็ต้องทำตรงนี้ครับ”

วันเสาร์นี้วันเด็ก อวยพรวันเด็ก
“ผมเรียนว่า พวกเราทั้งหมดนะ คงยังไม่ลืมใช่มั้ยว่าเคยเป็นเด็ก ผมว่าวันเด็กก็เป็นความน่ารักอย่างหนึ่งของสังคมไทยนะ มันทำให้เราเห็นว่าสังคมเราก็ให้ความสำคัญกับเด็ก ความจริงก็ควรจะให้ความสำคัญทุกวันอยู่แล้ว แต่การมีวันเด็กที่เกิดขึ้น วันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมทุกปี แล้วก็มักจะมีกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยหน่วยราชการ เอกชน ประชาชนทั่วไป ผมว่าก็อยากให้เด็กมีความรู้สึกว่า นี่แหละ สังคมให้ความสำคัญนะครับ แล้วก็สังคมก็คาดหวังว่าเด็กก็จะมีโอกาสที่จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพทุกคน ก็อยากให้ผู้ใหญ่ได้ใช้โอกาสนี้ให้ความสำคัญ ความอบอุ่นกับเด็กๆ แล้วก็ให้เด็กได้มีความรู้สึกภาคภูมิใจว่า สังคมนี้ให้ความสำคัญกับเขา และเขาจะได้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีครับ”





บทความอื่นๆ