บทความ

“อภิสิทธิ์” ชวน ครม. อ่าน “มาตรฐานทางจริยธรรม” ที่มีผลบังคับใช้แล้วกับ “ส.ส.-ส.ว.-ครม.”
31 ม.ค. 2561

“อภิสิทธิ์” ชวน ครม. อ่าน “มาตรฐานทางจริยธรรม” ที่มีผลบังคับใช้แล้วกับ “ส.ส.-ส.ว.-ครม.”


(31 มกราคม 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 กล่าวถึงการประกาศใช้มาตรฐานทางจริยธรรม ในราชกิจจานุเบกษาว่า อยากให้รัฐบาลนี้ ครม. นี้ดูว่าได้ทำตามมาตรฐานนี้หรือไม่ โดยเฉพาะในหมวด 1 ซึ่งเป็นหมวดว่าด้วยมาตรฐานทางจริยธรรม อันเป็นอุดมการณ์ ที่ระบุเลยว่า การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง
“ที่ผมพูด อย่างที่ผมบอกคือผมยังไม่รู้ว่าข้อเท็จจริง ถูก – ผิด แต่ถามว่าทำไมสังคมถึงได้สนใจเรื่องนี้ แล้วก็ยังไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป ก็เพราะแม้แต่มาตรฐานจริยธรรมเองยังบอกว่าเรื่องอย่างนี้ถือว่าเรื่องร้ายแรงนะ มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ แล้วเสร็จแล้วก็มีมาตรฐานอื่นๆ ซึ่งมันจะมาเกี่ยวข้องกับการที่ต้องมาทำตามหลักธรรมาภิบาลที่เราคุยกันเยอะ ผมว่าไปอ่านเถอะครับ 3 – 4 หน้าเองครับ มี 20 กว่าข้อสั้นๆ แบบนี้ แล้วก็ลองดูว่าตกลงอันนี้ถ้าเราเห็นด้วยซึ่งก็ประกาศออกมาแล้วนะครับ คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติได้ตามนี้มันก็จะเป็นเรื่องที่ดี” นายอภิสิทธิ์กล่าว

 
คำต่อคำ

ได้ไปร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับบิ๊กป้อมมาหรือเปล่า
“ไม่หรอกครับ”

เขาตัดพ้อว่า 50 ปีที่ทำงานมาให้ดูผลงานหน่อย ประชาชนไม่พอใจก็พร้อมลาออก
“ผมก็เห็นใจนะครับ คนที่ทำงานก็มักจะมีความรู้สึกว่าพยายามทำหลายสิ่งหลายอย่าง แล้วก็คิดว่าหลายอย่างที่ทำเป็นประโยชน์ แต่ว่าหลายครั้งก็มีกระแสความไม่พอใจของสังคม ผมเข้าใจความรู้สึกนี้นะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็อยากจะเรียนอีกครั้งหนึ่งว่า สิ่งที่ผม แล้วก็อีกหลายๆ คนได้พยายามพูดมาโดยตลอดก็คือว่า หากว่าพยายามชี้แจงเรื่องนี้แบบเป็นระบบให้โปร่งใสตั้งแต่ต้น มันก็คงไม่ลุกลาม บานปลาย แล้วก็กลายเป็นสิ่งที่ย้อนกลับมา รบกวนใจตัวท่าน แล้วก็รัฐบาลมากมายขนาดนี้ และนั่นก็คือสิ่งที่ผมก็ย้ำมาตั้งแต่ต้นว่าเวลาที่เราพยายามสร้างวัฒนธรรมเกี่ยวกับเรื่องการชี้แจง หรือการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อันนี้ก็คือจุดประสงค์หลักของมัน ไม่ทำให้การเมืองมันติดอยู่ในกับดัก หรือวงจรของเรื่องแบบนี้

อย่างที่เราเห็นในต่างประเทศหลายครั้ง ก็คือจะต้องมีการมาชี้แจงหรือถ้ามีการแสดงความรับผิดชอบ เขาก็ไม่ได้บอกว่ามันเป็นเรื่องที่ว่าถูกหรือผิด แต่เขามองว่าเมื่อกระแสสังคมมันไปถึงจุดหนึ่งแล้ว ทำอย่างไรก็ได้ที่จะต้องไม่ให้สิ่งเหล่านี้มันกลายมาเป็นอุปสรรคต่อการที่บ้านเมืองจะเดินหน้า หรือต่อการที่ผู้ที่เกี่ยวข้องจะสามารถเดินหน้าทำงานได้อย่างราบรื่น”

เริ่มมีการขอความร่วมมือของผู้บริหารสื่อหลายแห่งว่าหยุดพูดเรื่องนี้ หยุดขยี้เรื่องนี้ มันจะช่วยหรือไม่ในโลกปัจจุบันที่โซเชียลมีเดียไปไกลกว่าสื่อกระแสหลัก

“คือหยุดยั้งก็คงยากนะครับแล้วก็จะเกิดปัญหาต่อไปอีกว่าถ้าถึงจุดนึงสื่อมีความรู้สึกว่าไปละเมิดเสรีภาพเขาเสียอีก ก็เลยจะเป็นประเด็นที่เพิ่มเติมขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมก็ยืนยันเหมือนเดิมละครับว่า ทำอย่างไรก็ได้ให้มันเกิดความชัดเจน โปร่งใส ให้มันจบลงไปเสียที”

ยืนยันว่าควรจะพูดจาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ?
“อย่างที่ผมก็เคยชี้ให้เห็นหลายครั้งว่า เวลาก็ล่วงเลยมามาก แต่เรายังไม่เคยได้ยินคำอธิบายที่มันเป็นระบบ เป็นเรื่องเป็นราวจากเจ้าตัว เรามีแต่คนจะส่งข้อมูลทางไลน์มาให้อยู่เรื่อย นั่นแหละครับ นั่นคือปัญหาครับ”

แล้วก็เพจนั้นเพจนี้มาขุดคุ้ยเรือนนั้นเรือนนี้
“ก็นั่นสิครับ ใช่ครับ แล้วทุกคนพอได้รับข้อมูลเหล่านี้ก็มีแต่สงสัยมากขึ้นๆ”

จนแทบจะเป็นพรีเซนเตอร์ของ International Watch Fair แล้ว
“คงไม่ได้มีเจตนาจะเป็นอย่างนั้นมังครับ”

โรดแม็ปที่นายกฯ พูดถึงเมื่อวานนี้ คุณอภิสิทธิ์ฟังแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง
“ไม่ทราบว่าโรดแม็ปไหนครับ”

นี่ก็เป็นการตอบแล้ว เป็นการสะท้อนว่าตกลงมีหลายโรดแม็ปแล้วเหรอตอนนี้?
“เราเข้าใจขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ของกฎหมายทั้งหมดนั่นแหละครับ ผมว่าคนที่ติดตามก็เข้าใจตรงกันหมดแหละ เพียงแต่ว่าสิ่งที่เวลาเขาพูดถึงโรดแม็ป สิ่งที่เขาต้องการก็คือความชัดเจน ความแน่นอน แล้วก็แน่นอนอย่างหนึ่งก็คือ ไม่มีใครไปคาดคั้นท่านหรอกว่า ทุกอย่างมันต้อง 100% ตอบได้ถึงขั้นขนาดที่เรียกว่าวันที่เท่านั้นเท่านี้ เพราะเราก็รู้ว่ามันมีความเป็นไปได้ที่บางเรื่อง ที่เขากำหนดเวลาเอาไว้นี้ มันอาจจะไม่ใช้เป็นตามนั้น

และขณะเดียวกันทุกคนก็ยอมรับได้ว่า ถ้ามันมีเหตุการณ์ความจำเป็นที่ชัดเจน ก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลง แล้วก็อธิบายกับสังคมได้ ผมว่าสิ่งนี้คือ ความต้องการเรื่องหลักๆ คือมันเท่านี้นะครับ ในแง่ของโรดแม็ป ทีนี้ที่ผ่านมาปัญหาก็คือว่า การที่มัน ที่ใช้คำว่าเลื่อน หรือเคลื่อนออกไปจากที่เคยคิดกัน มันไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน หรือบางครั้งอย่างกรณี สนช. ที่มาเลื่อน 90 วัน ก็เป็นคำอธิบายที่มันไม่ตรง เพราะว่าปัญหาที่แท้จริงที่มันเกิดนี้ ความจริง สนช. ควรจะรู้ดีที่สุด เพราะเป็นคนออกกฎหมายพรรคการเมืองมาตั้งแต่แรก ว่าถ้าออกกฎหมายพรรคการเมืองมาแล้ว ถ้าเกิดปล่อยให้พรรคการเมืองเขาทำตามกฎหมายนั้น ซึ่งอย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟังว่า ของผมนี้ซึ่งก็ยากที่สุดพรรคนึงในขั้นตอนแรก 30 วัน 2 ล้านกว่าชื่อ ผมก็ยังทำเสร็จแล้ว แต่ที่มันเดินต่อไปไม่ได้นั้น มันติดเรื่องปัญหาการไม่ปลดล็อค แล้วก็อยู่ดีๆ ต่อมา คสช. ก็มาเพิ่มโดยคำสั่งว่าให้ทำเรื่องเพิ่มเติมขึ้นมาอีก อย่างนี้เป็นต้น

แล้วเสร็จแล้วพอมีการไปสอบถามกัน กลับกลายเป็นตอนหลัง คนในรัฐบาลเองกลับออกมาพูดว่า ไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า อะไรทำนองนี้ ซึ่งทั้งหมดก็ไม่เป็นผลดีอะไร การจะปลด – ไม่ปลดล็อค ก็เช่นเดียวกัน มันก็ควรจะมีคำอธิบายที่มันชัดเจน เช่น ตกลงมันมีมั้ยกลุ่มคนที่กำลังวางแผนก่อความวุ่นวาย แล้วรัฐบาล หรือ คสช. ได้ทำอะไรกับคนกลุ่มเหล่านั้น แต่เราก็ไม่เคยทราบว่าตกลงมันคือใครที่ไหน แล้วขณะนี้ที่มันน่าเป็นห่วงก็คือ การเคลื่อนไหวที่จะนำไปสู่ปัญหาที่กลัวกันนี้ แล้วก็ตอนนี้ก็ต้องมาถกเถียงกันเรื่องการดำเนินการตามกฎหมาย มันอาจจะกลายเป็นปมความขัดแย้งใหม่ขึ้นมา มันไม่ใช่ความขัดแย้งเก่าแล้วนะครับ อันนี้ก็จะเป็นปมความขัดแย้งใหม่ขึ้นมา ซึ่งก็ไม่เป็นผลดี เพราะว่าภารกิจสำคัญของ คสช. ก็คือ ทำอย่างไรไม่ให้มันเกิดปัญหาความขัดแย้งที่มันจะบานปลายรุนแรง

แหม วันก่อน ผมฟัง พล.อ.ประยุทธ์ พูด รู้สึกท่านจะสรุปง่ายไปหน่อยมั๊ง ท่านบอกว่าเลือกเอาสิว่าจะเอาแบบนี้ ที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ หรือจะกลับไปเหมือนเก่า จริงๆ ประเทศมีทางเลือกที่ดีกว่าทั้ง 2 ทางนี้ทั้งนั้นนะครับ แต่ว่าต้องช่วยกันทำ แล้วเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่ต้องช่วยกันทำ แล้วแถมยังเป็นหน้าที่หลักหรือภารกิจหลักที่ คสช. ประกาศไปด้วยซ้ำ เพราะ คสช. เข้ามานี้ 1. บอกจะไม่ให้เหมือนเก่า และ 2. ที่มาอยู่นี้ ก็เพื่อจะปูทางไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แต่วันนี้บอกสังคมว่าเอาแบบนี้หรือจะเอาแบบเก่า ไม่ใช่ครับ ประเทศมีทางเลือกดีกว่านี้แน่นอนครับ”

เป็นการดิ้นของรัฐบาลขาลงหรือเปล่า
“อย่าไปใช้คำนั้นเลยนะครับ คำว่าที่ว่าคือ ดิ้น นะ”

แต่ขาลงไม่ใช่?
“คือขาลงดูเหมือนว่าทุกฝ่ายเข้าใจดีว่าความนิยมนี้มันมีลดลงได้ รู้สึกว่าท่านนายกฯ เมื่อวานก็พูดเองทำนองว่า นี่มันก็ปีที่ 4 แล้ว”

เมื่อวานก็พูดเหมือนเข้าใจ
“ครับ เพราะฉะนั้นมันก็ต้องบริหารจัดการ เพราะว่าภารกิจที่เหลืออยู่ของ คสช. มีความสำคัญทั้งนั้น ผมนี้ไม่เห็นด้วยกับหลายเรื่องที่ คสช. ทำ แต่ผมก็ต้องการให้ คสช. ประสบความสำเร็จในภารกิจที่บอกกับประชาชนไว้ ทีนี้การที่จะแก้ปัญหานี้ ถ้าไม่สามารถที่จะไปทบทวนดูว่า ไอ้ที่มันเกิดภาวะแบบนี้ ขาลงที่ว่า มันเกิดจากอะไร แล้วต้องแก้ตรงไหน การจะไปแก้โดยวิธีอื่นมันก็ยาก

อย่างเช่นจะเบี่ยงเบนประเด็น หรือพยายามจะไปสร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา มันคงไม่ใช่ เพราะปัญหาที่มันเกิดขึ้นกระทบกับความนิยม มันก็มีพื้นฐานอยู่แค่ 2 – 3 ตัวเท่านั้นเอง ตัวที่ 1 ก็คือภาวะเศรษฐกิจของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือผู้มีรายได้น้อย 2. ก็คือปัญหาของการทุจริต คอร์รัปชั่น หรือความไม่โปร่งใส 3. ก็คือความคาดหวังเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูป เพราะฉะนั้นก็ต้องไปแก้ 3 ปมนี้ ว่าจะทำอย่างไร ถ้าคลาย 3 ปมนี้ได้ ภาวะนี้ก็จะผ่อนคลายไป ถามว่าง่ายมั้ย ไม่ง่ายหรอกครับ นักการเมืองเจอภาวะแบบนี้มาเกือบทั้งนั้นนะครับ”

3 ปี เข้าปีที่ 4 ปกติจะเป็นแบบนี้ทุกรัฐบาล และนายกฯ มองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติอย่างนั้นจริงใช่หรือไม่ หรือว่าถ้าทำให้ดีมันก็จะดี
“ส่วนหนึ่งก็เป็นได้นะครับ เพราะว่า อารมณ์ของสังคมบางทีก็อาจจะไม่มีคำอธิบาย เช่นบอกเบื่อขึ้นมาก็มี ถูกมั้ยครับ แต่ว่าประเด็นคืออะไรที่เรามองเห็นว่ามันเป็นตัวที่เร่ง หรือเป็นตัวที่สร้างปัญหา หรือเป็นเงื่อนไขที่เติมเข้ามาตรงนี้ ก็ขจัดไปเสีย เรื่องแรกที่เราคุยกันเมื่อกี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เป็นตัวปัญหา ที่มันมาพันอยู่ในขณะนี้ เช่นเดียวกันก็คือ ความพยายามเข้าอกเข้าใจการท้วงติง หรือคำวิพากษ์วิจารณ์ที่สร้างสรรค์ อย่างเช่นเรื่องนโยบาย

อย่างกรณีที่ผมติงหลายเรื่องก็มีข้อเสนอแนะให้ ก็ลองไปดูสิครับ ท่านลองไปดูว่ามันมีข้อเท็จจริงมั้ย ไม่ใช่ตอบโต้กันทางการเมืองแบบเดียว คล้ายๆ กับว่า ใครวิจารณ์ก็แปลว่าเป็นเรื่องการเมือง ซึ่งขณะนี้ผมไม่มีประเด็นการเมืองอะไรที่จะต้องไปยุ่งกับท่าน เพราะว่าอยู่ในภาวะที่ท่านยังต้องบริหารไปจนกว่าจะเข้าสู่เรื่องของการเลือกตั้ง แล้วก็การเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการของพรรคการเมืองอยู่แล้ว”

เรื่องแรกที่คุณอภิสิทธิ์หมายความพูดถึงเมื่อสักครู่นี้ก็กลายเป็นเรื่องที่ถูกขยี้อีกเมื่อมีปมของ ผอ. นิด้าโพล ถึงกับออกมาลาออก มองไม่ตรงกับอธิการบดี

“ผมก็ได้ให้ความเห็นเรื่องนี้ไปนะ แล้วผมก็งงนิดหน่อยเพราะรู้สึกเหมือนกับท่าน ผอ. ที่ลาออกไป นึกว่าผมอยากจะเอามาเป็นเรื่องการเมือง ผมบอกว่ามันไม่ใช่ ซึ่งความจริงผมไม่ได้ไปว่าอะไรท่านเลยนะ อันที่ 1 อันที่ 2 ผมกลับพูดตรงกับที่ท่านพูด คือว่าประเด็นนี้มันกลายเป็นเรื่องประเด็นเสรีภาพทางวิชาการ และประเด็นที่ผมพูดก็คือว่าการที่นิด้าตัดสินใจไม่ให้เผยแพร่ผลการสำรวจนี้แทนที่จะปล่อยให้มันเป็นภาวะปกติ มันเกิดผลลบกับ คสช. ไม่ว่า คสช. จะเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม นั่นคือประเด็นของผม ผมก็ไม่ได้ไปเอาท่านมาเกี่ยวข้องกับการเมืองอะไร ก็เห็นใจท่านด้วยซ้ำ ความจริงที่ผมพูดเรื่องนี้เพราะผมตอบคำถามในรายการที่อาจารย์เจิมศักดิ์ถามว่า เอ๊ะ ท่านที่ลาออกนี้ต้องการที่จะเหมือนกับแสดงบทบาทอะไรหรือเปล่า ผมก็บอก อย่าไปมองอย่างนั้น เพราะท่านก็มารับหน้าที่ตรงนี้ต้องการทำตามหลักวิชาการ แต่ว่าธรรมดาครับ ก็อาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนหรืออะไรก็สุดแล้วแต่”

เสรีภาพทางวิชาการ กับเสรีภาพทางสื่อในยุคนี้ ในภาวะแบบนี้ มันเหมือนหรือแตกต่างกันหรือไม่
“ต้องถามสื่อมั๊ง คือจะบอกว่าไม่มีเสรีภาพเลยก็ไม่จริง เพราะมันก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน แต่ขณะเดียวกันที่ผมเคยพูดไว้หลายครั้งก็คือถ้าเราต้องการปฏิรูป เราก็ต้องแสดงให้เห็นใช่มั้ยครับว่าเราจะทำให้สภาพการเมืองมันเป็นแบบไหน ฉะนั้นถ้าเกิดเราพยายามจะเอาทุกอย่างขณะนี้เป็นข้อยกเว้น โดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน เช่นบอกว่าเราอยู่ในภาวะไม่ปกติเพราะฉะนั้นไม่ต้องมีเสรีภาพ หรือไปจำกัดเสรีภาพทางวิชาการ อันนี้อันตราย เพราะเรากำลังจะต้องวางบรรทัดฐาน ที่เรากลัว ที่เรากังวล ที่เราต่อต้านระบอบทักษิณในอดีต ที่ใช้คำนี้กัน ก็เพราะว่าเสรีภาพสื่อก็ดี เสรีภาพวิชาการก็ดี มันถูกจำกัด มันถูกบิดเบือนไป

พอดีเมื่อวาน มันมีการประกาศมาตรฐานทางจริยธรรม ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นจริยธรรมที่ใช้กับ จริงๆ ก็คือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ทราบทั้ง 2 ท่านได้อ่านบ้างมั้ย”

เห็นว่ามีประกาศแต่ว่ายังไม่ได้ดูในรายละเอียด
“ก็ไปดูสิครับ แล้วก็ลองดูสิครับ แล้วก็อยากให้รัฐบาลนี้ ครม. นี้ดูว่าได้ทำตามมาตรฐานนี้มั้ย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาเกี่ยวกับประโยชน์ทับซ้อน ยกตัวอย่างนะครับ นี่จะยกตัวอย่างว่าความที่เรายังไม่รู้ข้อเท็จจริง ทำไมเรื่องที่เราพูดกันมันถึงได้เป็นปัญหา หมวด 1 ซึ่งเป็นหมวดว่าด้วยมาตรฐานทางจริยธรรม อันเป็นอุดมการณ์ ซึ่งหมวดนี้เขาบอกเลยว่า การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง ในหมวดนี้นะครับ ก็จะมีประเด็นเช่น ต้องไม่ขอ ไม่เรียก ไม่รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ในประการที่อาจทำให้กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ ต้องไม่รับของขวัญ ของกำนัล ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด เว้นแต่เป็นการรับจากการให้โดยธรรมจรรยา และการรับที่เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับให้รับได้

เพราะฉะนั้นที่ผมพูด อย่างที่ผมบอกคือผมยังไม่รู้ว่าข้อเท็จจริง ถูก – ผิด แต่ถามว่าทำไมสังคมถึงได้สนใจเรื่องนี้ แล้วก็ยังไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป ก็เพราะแม้แต่มาตรฐานจริยธรรมเองยังบอกว่าเรื่องอย่างนี้ถือว่าเรื่องร้ายแรงนะ มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ แล้วเสร็จแล้วก็มีมาตรฐานอื่นๆ ซึ่งมันจะมาเกี่ยวข้องกับการที่ต้องมาทำตามหลักธรรมาภิบาลที่เราคุยกันเยอะ ผมว่าไปอ่านเถอะครับ 3 – 4 หน้าเองครับ มี 20 กว่าข้อสั้นๆ แบบนี้ แล้วก็ลองดูว่าตกลงอันนี้ถ้าเราเห็นด้วยซึ่งก็ประกาศออกมาแล้วนะครับ คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติได้ตามนี้มันก็จะเป็นเรื่องที่ดี”

คุณอภิสิทธิ์เป็นนักการเมืองได้อ่านแล้ว คิดว่าถ้ามีการเลือกตั้งแล้วนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งกลับมาจะทำได้หรือไม่
“ผมก็เชื่อว่าหลายคนก็จะมีปัญหา แต่ว่าหลายเรื่องที่เขียนเข้ามานี้ก็ดูทันสมัยดีนะครับ มีเรื่องไม่กระทำการอันเป็นลักษณะเป็นการล่วงละเมิด หรือคุกคามทางเพศ จนเป็นเหตุทำให้ผู้ถูกกระทำได้รับความเดือดร้อนเสียหาย หรือกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ โดยผู้ถูกกระทำอยู่ในภาวะจำต้องยอมรับในการกระทำนั้น อันนี้เห็นได้ชัดเลยว่า เหล่านี้ถ้ามีอะไรแบบนี้มีความก้าวหน้า มันมีการยกระดับ แล้วเราก็ปฏิบัติซะ ผมว่ามันก็จะทำให้เรามีความหวัง มองเห็นว่าตกลงการเมือง หรือการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลสำคัญจะไปในทางที่ดีขึ้น”

ทำอย่างไรถึงจะมีความไว้วางใจเกิดขึ้นได้ในผู้ที่มีอำนาจในขณะนี้ ในการที่จะให้มีเสรีภาพทางวิชาการ หรือเสรีภาพทางสื่อ ในการที่จะนำไปสู่การปฏิรูป
“จริงๆ เสรีภาพทางวิชาการมันไม่ควรจะเป็นปัญหาอยู่แล้ว อย่างกรณีโพลที่มีการพูดกันขึ้นมา คือถ้าทุกอย่างมันมีความโปร่งใสอยู่แล้ว คำถามคืออะไร คำตอบคืออะไร และสิ่งที่เขากำลังนำเสนอมันคืออะไร เช่น สมมติไปถามเรื่องเกี่ยวกับนาฬิกาที่ว่านี้ ต้องรู้อยู่แล้วว่าโพลไม่สามารถชี้ถูก – ชี้ผิดได้ แต่โพลสะท้อนแค่ว่า ความเชื่อของคนเป็นอย่างไร ถ้าโปร่งใสอย่างนี้มันก็เป็นเรื่องที่สามารถที่จะนำเสนอได้ และขณะเดียวกันใครที่เห็นว่าการทำอันนี้ไม่เหมาะสม ก็สามารถที่จะใช้เสรีภาพทางวิชาการในทำนองเดียวกันในการวิจารณ์ได้ว่า อย่าทำอย่างนี้นะ ถ้าทำอย่างนี้จะเป็นผลชี้นำ หรือไม่ชี้นำ แล้วก็เช่นเดียวกันเขาก็จะชี้แจงกลับมาได้ว่า แล้วงานวิชาการคุณก็ชี้นำเสมอหรือเปล่า อันนี้คือเสรีภาพทางวิชาการ ซึ่งผมคิดว่าการไปจำกัดอะไรแบบนี้ มันไม่ค่อยเป็นประโยชน์อะไรหรอก นอกจากจะสร้างความหวาดระแวงขึ้นมาว่าการเข้าไปก้าวก่ายหรือไปละเมิดสิทธิตัวนี้กำลังจะนำไปสู่การจำกัดเสรีภาพเป็นการทั่วไป เป็นการไม่ยอมให้ประชาชนได้มีโอกาสรับรู้ข้อเท็จจริง เหตุผลอะไรต่างๆ อย่างนี้เป็นต้น

เช่นเดียวกัน สื่อมวลชน ถ้าหากว่านำเสนออะไรซึ่งมันเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ใช้คำว่าความมั่นคงของรัฐ มันก็จะมีกฎหมาย มันก็จะมีระเบียบ วิธีการที่จะกำกับดูแลในระดับหนึ่ง แต่ความมั่นคงของรัฐ กับความพอใจของรัฐบาล มันคนละเรื่องกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะเห็นการเมืองกลับไปสู่ กลับไปสู่นี้หมายถึงกลับไปสู่การเมืองที่ดีนะ ไม่ใช่กลับไปสู่การเมืองที่วุ่นวาย มันต้องรักษาหลักการสำคัญๆ ของธรรมาภิบาล และประชาธิปไตย ผมเน้นทั้งธรรมาภิบาล และประชาธิปไตย ว่าถ้าใช้ประชาธิปไตย เดี๋ยวก็จะมีคนบอกว่ามันเป็นเรื่อง ระบบที่ไปลอกเลียนเขามาหรือเปล่า ผมใช้ธรรมาภิบาลด้วย เพราะผมเข้าใจว่าส่วนที่พยายามเติมคำว่า ไทยนิยม เข้าไปนี้เน้นธรรมาภิบาล แต่ธรรมาภิบาลนี้ไม่ใช่คำพูดลอยๆ มันมีหลักการของมันที่ถูกนิยามเอาไว้ ทั้งในระเบียบสำนักนายกฯ ทั้งในระเบียบจริยธรรมที่ออกมานี้”

กรณีของไทยนิยมเอง ก็เป็นที่พูดถึง เพราะนายกฯ ก็ต้องลงพื้นที่แทบจะรายสัปดาห์ แล้วก็มองว่าในช่วงก่อนจะถึงเลือกตั้ง มองว่ามันจะยั่งยืนหรือไม่
“เขายังไม่ได้เดินหน้าให้เราเห็นนะครับ (แค่เป็นโครงการ) ใช่ๆ เพราะฉะนั้นเราก็คงต้องติดตามดูมากกว่า ถ้าเป็นการไปลงพื้นที่เพื่อติดตาม ศึกษาปัญหา แก้ปัญหาให้ประชาชนดีขึ้น ก็ไม่มีปัญหาอะไรนี่ครับ แต่ว่าถ้ามีลักษณะเหมือนกับเป็นเรื่องของการเมืองแอบแฝง แล้วกลายเป็นใช้ทรัพยากรของรัฐ อันนั้นละก็เป็นเรื่องที่ขัดกับหลักธรรมาภิบาลนั่นแหละ”

เมื่อวานนี้มีการนำเสนอข่าวความเคลื่อนไหวของการตั้งพรรคการเมืองใหม่ ช่วงนี้นักการเมืองเคลื่อนไหวได้แล้วเหรอ
“คือสำหรับคนที่ตั้งพรรคใหม่ได้ไงครับ เพราะว่าเขากำลังจะต้องเข้าสู่กระบวนการของการเตรียมพรรคใหม่ เพียงแต่ว่ามันมีความแปลกแค่นั้นเองคือว่า ใครที่จะทำพรรคใหม่ขณะนี้ก็ดูเหมือนจะสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง ซึ่งก็ต้องไปรวมถึงการหาสมาชิกเอาไว้ด้วยนั่นแหละ

แต่ขณะเดียวกันพรรคการเมืองเดิม กลับถูกห้ามไม่ให้หาสมาชิกใหม่เลย ด้วยวิธีใดก็ตาม ภาวะอันนี้ก็จะเป็นภาวะที่มันเหลื่อมล้ำกันชัดเจน เพราะว่ายกตัวอย่าง ผมก็ไม่ทราบคุณวารินทร์เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือเปล่านะ แต่ว่าหมายความว่าคนใหม่วันนี้สามารถที่จะไปทำการชักชวนบอก คุณวารินทร์ มาร่วมก่อตั้งพรรคกับผม มาเป็นสมาชิกพรรคใหม่นั้นทำได้ แต่ว่าพรรคการเมืองเก่า ชวนคุณวารินทร์ก็ไม่ได้ และสมมติว่าคุณวารินทร์เป็นสมาชิกพรรคเก่าอยู่ คนใหม่ก็มาชวนให้ลาออก แล้วก็ทำอะไรได้ แต่คนเก่าขณะนี้ห้ามไม่ให้ไปทำกิจกรรมอะไรที่จะบอกว่าแม้แต่ให้คุณวารินทร์มายืนยันว่าจะเป็นสมาชิกพรรคเก่า”

หรือแม้แต่จะห้ามไม่ให้ไปก็ไม่ได้
“คือพรรคใหม่ คือเขาก็ต้องทำใช่มั้ย ในการที่จะต้องไปโน้มน้าวว่าของเขาดีอย่างไร แต่ว่าตรงนี้เขาไม่มีข้อจำกัด แต่ว่าพรรคเก่าตอนนี้คือทำไม่ได้”

ยังไม่รวม Free Publicity ที่ได้ไปจากพื้นที่สื่อ
“อ๋อ อันนั้นเราไม่ว่ากันนะครับ เราไม่ว่ากันอยู่แล้วนะครับ เพราะว่ากลุ่มการเมืองใหม่ๆ จะตั้งพรรคขึ้นมาใหม่เขาก็จำเป็นต้องอาศัยสื่อในการเผยแพร่ข่าว อันนี้เราไม่ว่ากันอยู่แล้ว แล้วก็การมีพรรคใหม่นี้ผมก็พูดเสมอนะครับ ก็ดีครับเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน”

แต่นโยบายอะไรต่างๆ ก็ยังไม่ชัดเจน
“แหม เขาเพิ่งแถลงเปิดตัว จะไปคาดคั้นอะไรขนาดนั้นนะครับ อย่าลืมว่าตัวนโยบาย อุดมการณ์ทุกอย่างในที่สุดมันต้องไปทำเป็นข้อบังคับ จะต้องมีการประชุมอีก ซึ่งมันก็ยังอีกหลายขั้นตอน เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็ดีแล้วนะครับที่เป็นการเปิดโอกาสให้ใครที่จะตั้งพรรคการเมืองใหม่สามารถที่จะดำเนินการได้ เพียงแต่ว่าสิ่งที่ผมร้องไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดินก็คือทำอย่างไรให้มันอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาคกัน เพราะว่าตอนนี้คำสั่งของ คสช. ที่ออกมา มีลักษณะที่ค่อนข้างตลกก็คือว่า การยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเก่า อนุญาตให้ทำได้เฉพาะช่วงเดือนเมษายน แล้วทำด้วยวิธีการที่ยากกว่าการสมัครสมาชิกใหม่ มันก็เป็นเรื่องแปลกอยู่แล้ว”

ไทยถอนตัวออกจากองค์กรโปร่งใสนานาชาติ คุณอภิสิทธิ์ได้ตามเรื่องนี้มั้ย
“ตามครับ เพราะว่าอย่างนี้ครับ ผมก็ผูกพันกับเรื่องแบบนี้เพราะว่าตอนปี 38 ถ้าผมจำไม่ผิด ท่านนายกฯ ชวน ก็เป็นคนริเริ่มที่บอกว่าประเทศไทยควรจะยอมรับการประเมินของ TI คือองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นตัวกระตุ้นเราให้ต่างชาติเขาสามารถมาบอกได้ว่าตามความคิด มุมมองมาตรฐานของเขา การแก้ปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่น หรือความโปร่งใสของประเทศเรานี้เป็นอย่างไร

ต่อมาในช่วงของรัฐบาลนายกฯ ชวนครั้งที่ 2 ผมนี้รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องการปูทางไปสู่การปรับ ปปป. ไปเป็น ปปช. แล้วก็ผมเริ่มต้นโครงการประเทศไทยใสสะอาด ซึ่งมีมูลนิธิมาจนถึงปัจจุบัน เชิญท่าน พล.อ.เปรม ให้มาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ ก็มีการตั้งมูลนิธิเพื่อความโปร่งใสของไทยขึ้นเพื่อไปเป็นภาคีขององค์กรนานาชาติ ซึ่งก็จะทำให้การเผยแพร่งานขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติในประเทศไทยทำได้มากขึ้น แล้วก็มีการประสานงาน ทำงานใกล้ชิดกัน

แต่ปรากฎว่ามาถึงวันนี้เราก็ทราบข่าวแค่เพียงว่ามีการถอนตัว ผมเองผมก็สันนิษฐาน เพราะว่าผมก็ไปไล่ดูว่า เอ๊ะ มันจะมีอะไรที่ทำให้ถอนตัว ก็ไปพบความจริงว่า องค์กรเพื่อความโปร่งใสนี้เขาจะต้องมีการมาประเมินองค์กรภาคีทุก 3 ปี เพื่อที่จะรับรองว่า เป็นภาคีของเขา มันก็ดูจะสอดรับกับคำอธิบายของตัวมูลนิธิฯ ที่บอกว่าไม่สามารถปฏิบัติเงื่อนไขบางอย่างได้ ก็เหมือนกับว่าน่าจะเริ่มมีปัญหาแล้วในการที่จะได้รับการรับรอง

คำถามก็คือเพื่อความโปร่งใสนี้ ทำไมไม่บอกคนไทยว่าเงื่อนไขอะไรที่ปฏิบัติไม่ได้ แล้วก็คำถามต่อไปก็คือว่า การพาดพิงในทำนองว่า องค์กรนานาชาตินี้ดูเหมือนไม่เข้าใจ หรือมีอคติ หรือมีวัฒนธรรมที่ไม่สอดคล้องกับไทย ไม่ทราบเกี่ยวกับไทยนิยมหรือเปล่า ก็คือทำไมเราไม่ทำให้โปร่งใส ถ้าคนไทยได้เห็นว่า เออ สิ่งที่ต่างประเทศเขามามองเราแล้วไม่เข้าใจมันเป็นอย่างนี้ เราก็อาจจะได้มีส่วนร่วมในการช่วยกันชี้แจง แต่ถ้าหากว่าจริงๆ แล้วเงื่อนไขที่เรารับไม่ได้นี้ หรือว่าบอกว่าปฏิบัติยาก หรือเขาไม่เข้าใจ มันมีความเป็นสากลที่เราก็พึงจะต้องปฏิบัติตาม เราก็จะได้มาแก้ไขกัน นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นก็ไม่สบายใจหรอกครับกับสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วก็จริงๆ ใจผมก็คือว่า เพื่อความโปร่งใสนะ ไม่ต้องเอาเรื่องอื่นใดเลย เงื่อนไขที่ว่าปฏิบัติไม่ได้ ที่บอกว่าเขามีอคติที่เขาไม่เข้าใจนี้มันคืออะไร เพราะอย่างไรก็ตามประเทศไทยก็ต้องได้รับการประเมินจากองค์กรนานาชาติต่อไป แล้วก็ถ้าเราอันดับไม่ดี เราตกอันดับ แล้วเราเพียงแต่บอกว่า คุณไม่เข้าใจเรา อย่าลืมนะครับว่า คนข้างนอกเขาก็จะไม่เข้าใจเราว่าทำไมเราถึงพูดอย่างนี้”

เราตกจากอันดับ 76 ไปอยู่ที่ 101 ถือว่ามากหรือน้อย
“การตกตรงนั้นอันนึงที่เป็นที่วิจารณ์กัน เมื่อมีการเปิดเผยกันอย่างโปร่งใส ก็คือว่า อันดับที่ตกไปนี้เพราะเขาเห็นว่าสภาพการเมืองไทยนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นตรงนี้ฝ่ายนึงก็บอกว่า เอ๊ะ มันไม่เห็นเกี่ยวกับเรื่องว่าทุจริตมากขึ้น หรือน้อยลงเลย ทำไมถึงมาจัดอันดับเราลดลงไป อันนี้ก็เป็นคำอธิบายหนึ่ง แต่อีกมุมหนึ่ง ก็จะได้ทำให้เราเข้าใจว่า ที่สากลเขามองว่าพอมันไม่เป็นประชาธิปไตยแล้ว ทำไมความโปร่งใสมันลดลง ก็เพราะว่าหลายเรื่องที่เราคุยกันมา 20 กว่านี้ว่า เอ๊ะ เรายังตรวจสอบกันได้ปกติมั้ย เรายังเปิดเผย เปิดโปงข้อมูลกันได้ตามปกติมั้ย เพราะถ้าทำไม่ได้ โอกาสของการทุจริต และไม่มีการตรวจสอบมันก็จะมีมากขึ้น”

นอกจากไม่โปร่งใสแล้ว ตอนนี้ถอนตัวด้วย ก็เลยกลายเป็นว่ายิ่งไปกันใหญ่
“ก็หนักใจครับ เพราะว่ามันก็ไม่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศหรอกเรื่องแบบนี้ แล้วก็ถ้าเรามีคำอธิบายที่ดี ผมว่าเราก็ต้องพยายาม 1. จะต้องพยายามอธิบายเขา แล้วถ้าเราเหตุผลดีกว่าเขาจริงๆ มันก็เป็นสิ่งที่มาต่อสู้กันได้ในทางข้อมูล”

ทิ้งท้ายข้อห่วงใย โดยเฉพาะเรื่องสภาพอากาศ ที่จะลดลงฮวบฮาบ
“ก็รู้สึกว่ายังเปลี่ยนแปลงนะครับ และผมก็เจอกับผู้คนที่รู้สึกป่วยบ้าง เจ็บคอบ้าง อะไรกันบ้างอยู่ตลอดเวลา ก็อยากให้ดูแลสุขภาพกันให้ดีครับ”




บทความอื่นๆ