บทความ

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 5 กุมภาพันธ์ 2561
05 ก.พ. 2561

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 5 กุมภาพันธ์ 2561


(5 กุมภาพันธ์ 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมพูดคุยในรายการ ต้องถาม ทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ ดำเนินรายการโดย อาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

คำต่อคำ

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วเป็นต้นมา ดูความนิยมของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จะค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ คุณอภิสิทธิ์อยู่ในแวดวงการเมือง เห็นว่าเป็นเพราะอะไร อะไรคือปัจจัย

“มันคงมีหลายปัจจัยประกอบกัน ดูเหมือนตัว พล.อ.ประยุทธ์ ก็พูดถึง หรือยอมรับอยู่กลายๆ เหมือนกัน แต่ก็บอกว่าเป็นเพราะว่าท่านอยู่มานาน คนก็อาจจะเริ่ม ความเบื่อของสังคมไทยอะไรทำนองนั้น ซึ่งผมว่าก็คงมีส่วนนะครับ แต่ว่าถามว่าปัจจัยหลักๆ มันมีอะไรนั้น ผมมองอย่างนี้นะครับ

ประการแรก สิ่งที่เป็นความพึงพอใจที่ประชาชนมีต่อตัว พล.อ.ประยุทธ์ ที่ผ่านมา มันก็จะมี 1. ความเด็ดขาดในการรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งอันนี้ก็ดูเหมือน แม้กระทั่งจนถึงปัจจุบันก็ยังถือว่าเป็นจุดที่แข็งที่สุด เวลาที่ไปถามคนว่าพึงพอใจอะไรกับรัฐบาลชุดนี้

แต่ว่าทุกครั้งที่มีการถามจุดแข็ง – จุดอ่อน ปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจมันติดลบมาตลอด เป็นลบมาตลอด แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามมีมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ว่ารัฐบาลกำลังแสดงให้เห็นว่าตัวเลขในเศรษฐกิจภาพรวมมันดีขึ้น แต่ว่า จะบอกความรู้สึกก็ไม่ใช่หรอกครับ สิ่งที่ประชาชนจำนวนมาก เขารับรู้จากประสบการณ์ตรงของเขา คือความยากลำบากในทางเศรษฐกิจ ตัวนี้มันก็สะสมมา 1 ปี 2 ปี 3 ปี 4 ปี เพราะฉะนั้นถ้าเทียบกันก็บอกว่า ช่วงแรกเขาพอใจที่บ้านเมืองสงบ จะลำบากอยู่บ้างก็คิดว่าทนได้ แต่ว่าพอเวลาผ่านไปๆๆ ตัวที่มันสะสมในเรื่องของเศรษฐกิจ คนจำนวนนึงก็บอกจะไม่ไหวแล้ว

ผมว่าตัวนี้มันอยู่ในใจ แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การระมัดระวังของรัฐบาล และคสช. ในเรื่องของเรื่องอื่นๆ ที่จะเป็นเงื่อนไขความไม่พอใจนี้ มันเป็นเรื่องสำคัญ ความหมายก็คือว่า ถ้าความเป็นอยู่โดยทั่วๆ ไปของประชาชนดี ผมว่าหลายเรื่องที่เป็นปัญหาซึ่งเดี๋ยวอาจจะต้องคุยกันต่อไปนี้ มันก็อาจจะไม่หนักหนาสาหัสนัก แต่บังเอิญ พอปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ด้วย มันมีอะไรที่เป็นเงื่อนไข หรือทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นมา มันก็เลยง่ายต่อการที่จะทำให้คนแสดงออกมาในเรื่องของความไม่พอใจ”

การที่คุณอภิสิทธิ์หยิบเศรษฐกิจขึ้นมา เป็นสิ่งที่คุณอภิสิทธิ์ชั่งแล้วว่าตรงนี้เป็นน้ำหนักสูงมากหรือเปล่า
“ผมมองว่ามันเป็นตัวที่สะสม จากเริ่มต้นมาตั้งแต่แรก เพราะว่า 2 – 3 ปีแรก ทั้งเรื่องภัยแล้ง ทั้งเรื่องการที่มีการยกเลิกนโยบายทางด้านการสนับสนุนสินค้าทางการเกษตรทั้งหลาย แล้วก็ไม่มีนโยบายที่มาทดแทนที่เป็นรูปธรรม แล้วก็ต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้ที่ทุกคนก็ยังบ่นเรื่องมันสำปะหลัง เรื่องข้าว เรื่องปาล์ม เรื่องยาง อย่างข้าวที่เคยคุยกับอาจารย์ก็บอกว่า มาดีขึ้นเอาตอนที่มันหลุดมือจากเกษตรกรไปแล้วอย่างนี้เป็นต้น ที่ผมหยิบตัวนี้ขึ้นมา เพราะผมก็ยังมองว่า ถ้าความเป็นอยู่โดยทั่วไปของคน พอไปได้ คงจะไม่เจอกระแสที่รุนแรงมากเท่านี้

แต่ตัวที่ประเด็นที่ 2 ก็คือว่า จุดแข็งนอกจากเรื่องการรักษาความสงบ ก็คือการที่เขาตั้งความหวังว่า พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาเพื่อปฏิรูป เพื่อทำให้การเมืองมันดีขึ้น แล้วก็ พล.อ.ประยุทธ์ก็จะ ไม่เป็นนักการเมืองแบบที่คนตั้งข้อรังเกียจ นักการเมืองเก่าๆ ทั้งทุจริต คอร์รัปชั่น ประชานิยม พูดจาเชื่อถือไม่ได้อะไรก็แล้วแต่ ตรงนี้ผมว่าที่จะเป็นคำอธิบายว่าทำไม 3 – 4 – 5 เดือนหลังนี้ มันหนัก เพราะมันเกิดขึ้นเครื่องหมายคำถามขึ้นกับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด

เศรษฐกิจมันยืนพื้นมา 4 ปี แต่ว่าผมว่า 3 – 4 – 5 เดือนหลังนี้ ประเด็นในเรื่องเหล่านี้ว่า ปฏิรูป โปร่งใส รักษาคำพูด ประชานิยมหรือไม่ ผมว่าปัจจัยตัวนี้มันถูกตั้งคำถามมากขึ้นๆ จากหลายเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นในช่วงนี้”

รู้สึกว่าเรื่องปฏิรูป ดูคนจะเหมือนกับว่าไม่สนใจแล้ว รู้ว่าอย่างไรก็ทำไม่ได้ คุณอภิสิทธิ์คิดอย่างนั้นหรือไม่
“แหม มันก็พูดยากนะครับ เพราะว่าหลายคนที่บอกว่า เอ๊ะ ยังจำเป็นจะต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป เขาก็บอกว่าต้องรอการปฏิรูปให้เสร็จก่อน แต่ว่าผมว่าคนที่ใส่ใจกับเนื้อหาของการปฏิรูป ที่ผมสัมผัสด้วยนะครับ เขาก็รู้สึกว่าจะเป็นอย่างที่อาจารย์พูดนั่นแหละ เหมือนกับทำใจแล้ว ว่าในที่สุดการแก้พื้นฐานระบบไม่ว่าจะเป็นเรื่องตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นแม้กระทั่งเรื่องการเมือง ในที่สุดก็ไม่ได้เกิดขึ้น”

การสืบทอดอำนาจที่คนเริ่มมองเห็นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญออกมา มี ส.ว. 250 คน เป็นเวลา 5 ปี หลังจากนั้นมีท่าทีเรื่อง เดี๋ยวนี้ผมเป็นนักการเมือง ไม่ได้เป็นนักการทหาร เป็นทหารเก่า ท่าทีทั้งหลายนี้ คนมองว่าเหล่านี้เป็นเรื่องของการสืบทอดอำนาจ อันนี้มีส่วนหรือไม่

“อันนี้มีส่วนแน่นอนนะครับ แต่ว่าก็เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเด็นเรื่องของบทเฉพาะกาล 250 คน อะไรต่างๆ นี้ มันก็ทราบกันมานานแล้วนะ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ไปประชามติ แต่ว่าประชาชนก็ไปลงมติรับรองตัวรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นในตัวของมันเอง อาจจะบอกว่าประชาชนไม่พอใจก็คงไปพูดเต็มปากเต็มคำไม่ได้ เอาละการประชามติอาจจะไม่ได้มีโอกาสในการมาถกแถลงกันอย่างเสรี แต่ว่าโดยรวมก็คือว่าประชาชนก็ไปลงมติเห็นชอบตั้งแต่ตอนนั้น

เพียงแต่ตรงนี้ที่ผมย้อนกลับมาก็คือว่า เดิมนั้นเขาบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาเพื่อที่จะมาปฏิรูป ปฏิรูปในความหมายที่ว่าทำระบบการเมือง แล้วก็หวังที่จะเห็นการเมืองเปลี่ยน ทีนี้พอ พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มทำอะไรที่คนบอก เอ๊ะ มันไม่ต่าง อันนั้นแหละ ที่ผมคิดว่ามันเป็นปัญหา คำว่าสืบทอดอำนาจในที่นี้ ของอาจารย์ ก็คือหมายความว่าเริ่มไม่แน่ใจว่าตกลงความตั้งใจของ พล.อ.ประยุทธ์นั้นเป็นอย่างไรแน่ จากเดิมวางตัวเสมือนเป็นกรรมการ อาจารย์คงจำได้ตอนเริ่มต้นบอกว่า คนทะเลาะกัน ผมมาห้ามนะ มาไม่ให้เขากลับไปทะเลาะกันเหมือนเดิม แต่ว่าทำไปทำมาตอนหลังเป็นอย่างที่ผมเคยเตือนไว้บอกว่า ถ้าเมื่อไหร่ คสช. ทำแล้วก็ดึงตัวเองลงมาเป็นคู่ขัดแย้งแบบชัดแจ้งมากขึ้น โดยเฉพาะเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง สภาพมันก็จะเปลี่ยน

แล้วก็พอยิ่งตอนหลังมีเรื่องการใช้อำนาจ และบทบาทของรัฐ ทั้งในการแก้กฎหมาย ทั้งในการทำกิจกรรมของรัฐ ให้คนมองว่า เอ๊ะ ก็เหมือนกับกำลังจะกระโดดเข้ามาแล้วเป็นนักการเมือง แล้วทำแบบการเมืองที่เราพยายามที่จะสกัดกั้นด้วย ก็คือว่า เอาอำนาจรัฐไปใช้ประโยชน์ เอางบประมาณไปหาเสียง หรือทำนองที่ว่า ใช้อำนาจโดยไม่ให้มีการตรวจสอบ เหล่านี้ก็เป็นที่มาของความถดถอยของความนิยม แล้วก็ภาพที่เราเห็นเวลาที่ตอนนี้จากเดิมซึ่ง ท่านก็ต่อว่าต่อขาน ประณามนักการเมืองจำนวนมาก แต่ว่าก็ดูเหมือนว่าพร้อมที่จะไปคบหากับนักการเมืองบางกลุ่ม อันนี้ทั้งหมดก็เป็นส่วนของที่อาจารย์ใช้คำว่าสืบทอดอำนาจหรือเปล่า มันก็ตามมา แล้วยิ่งพอมาผสมกับตารางการเลือกตั้งที่มันเคลื่อนออกไป

และอย่างที่ผมก็เคยพูดมาตลอดว่า ถ้าเคลื่อนออกไปแล้ว อธิบายตรงไปตรงมา ว่ามันเป็นเรื่องของประโยชน์ส่วนรวมอย่างไร ผมว่าสังคมก็พร้อมที่จะรับฟัง ชั่งใจ แล้วก็อาจจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่พอการเลื่อนนี้ดูเหมือนว่ามันเป็น เขาใช้คำว่าอะไรนะ เล่ห์กล หรืออภินิหาริย์ทางกฎหมาย แล้วก็เหตุผลที่ให้หลายเรื่องโดยเฉพาะอย่างยกตัวอย่างที่คำสั่งที่มาแก้กฎหมายพรรคการเมือง เหตุผลที่ให้ทั้งหมดต้องใช้คำว่าไม่ได้เป็นไปตามข้อเท็จจริงเลย มันก็ทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องหมายคำถามว่า ที่เคยมองว่า เอ๊ะ จะมาเปลี่ยนให้การเมืองดีขึ้นนั้นมันจริงหรือเปล่า”

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ พูดถึงเรื่องการเลื่อนการเลือกตั้ง ก็เพิ่งเห็นสถิติ รู้สึกจะเลื่อนมา 5 ครั้ง ครั้งที่ 1 31 พ.ค.57 บอกว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี คือกลางปี 58 จะมีการเลือกตั้ง ครั้งที่ 2 10 ก.พ. 58 ที่ญี่ปุ่นบอกว่าจะมีการเลือกตั้งปี 58 หรือต้น 59 ขยับไปอีก 6 เดือน ครั้งที่ 3 28 ก.ย. 58 ไปพูดกับเลขา UN บอกว่าจะเลือกกลางปี 60 ขยับไปอีก 6 เดือน แล้วก็เมื่อไปพบทรัมพ์ ครั้งที่ 4 บอกว่าจะเลือกตั้ง พ.ย. ปีนี้ ปี 61 แล้วตอนนี้จะมีพรบ.เลือกตั้ง ส.ส. ประกาศใช้ให้มีผลบังคับใช้ไปอีก 90 วันก็เลยอาจจะเป็น ก.พ.ปีหน้า แล้วอาจจะมีปัญหาเรื่อง กฎหมาย ส.ว. ซึ่งตอนนี้กำลังจะต้องตั้งกรรมาธิการร่วม และถ้าตกลงกันไม่ได้ กฎหมายฉบับนี้ล้มไป ต้องทำใหม่ มันก็อาจจะไปปลายปี 62 อันนี้หรือเปล่า

“ผมต้องพูดอย่างนี้ก่อนนะครับ เพราะว่าเวลาพูดเรื่องนี้ทีไรจะมีคนจำนวนนึงบอก เอ๊ะ ทำไมโวยวายเรื่องจะต้องเลือกตั้ง ไปเร่งรัดอะไรต่างๆ ความจริงแล้วถ้าดูกันด้วยความเป็นธรรม ตั้งแต่ พ.ค. 57 เป็นต้นมา โดยเฉพาะผมด้วย คนในพรรคประชาธิปัตย์ด้วย เราไม่เคยเร่งรัดอะไรเลยนะ ไม่เคยเรียกร้องบอกว่าต้องเลือกตั้งวันนี้ พรุ่งนี้ แต่เราบอกว่าเมื่อ คสช. ขอเวลา อีกไม่นาน ตั้งแต่ตอนต้นเลย แล้วก็บอกว่าต้องการที่จะมาทำให้หลายสิ่งหลายอย่างมันเข้าที่เข้าทาง เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง เราก็บอกก็ทำซะให้มันเรียบร้อย แล้วก็ขอให้โปร่งใส โปร่งใสก็คือว่า มันมีอะไรที่เป็นความจำเป็นว่าการเลือกตั้งจะเลื่อนหรือไม่เลื่อนนั้น ก็ขอให้ตรงไปตรงมา บอกกับประชาชน
ทีนี้ผมก็ไม่ได้จะแก้ตัวแทน คสช. นะ แต่ผมก็มองว่าที่มันเลื่อนมาหลายครั้งนี้ เหตุผลพอมองเห็น และพอเข้าใจ ยกตัวอย่างเช่น ครั้งแรกเลยที่ทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป เพราะว่าคิดว่าควรจะมีการประชามติ เรื่องของรัฐธรรมนูญ ตอนแรกเลย ตอนปฏิวัตินั้นไม่มีเรื่องนี้ ต่อมาก็บอกว่าขอทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็หมายความว่าจะต้องเสียเวลาในการที่จะต้องผ่านกระบวนการนี้

อันนี้ถามว่าพอช้าไปอย่างนี้ ผมก็จำได้ ผมก็บอกว่าไม่เป็นไรนะอันนี้ เพราะผมเห็นว่าการที่รัฐธรรมนูญจะไปสู่การประชามติ ดีกว่าการที่จะไม่ทำ เอาละการประชามติมีปัญหาอะไรหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึง แต่อย่างน้อยตอนที่บอกว่าจะมีประชามตินั้น 1. รับได้

2. ก็มาครั้งที่ 2 ก็คือมีการร่างรัฐธรรมนูญโดยคณะกรรมาธิการร่าง แล้วก็ปรากฎว่าในช่วงท้ายของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น มีการใส่คณะกรรมการเข้ามาชุดหนึ่งซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์มากว่าจะมากุมอำนาจเบ็ดเสร็จอะไรต่างๆ ทางออกหนึ่งก็คือให้ สปช. เป็นผู้คว่ำเพื่อจัดทำใหม่ ผมก็ยกประโยชน์ให้นะ ผมไม่ได้คิดว่าเป็นการสมคบ หรืออะไร แล้วก็โดยที่ผมก็ไม่เห็นด้วยกับตัวคณะกรรมการชุดนั้น ผมก็เป็นคนหนึ่งที่บอกว่า คว่ำ แล้วก็ทำใหม่ให้มันดีก็ได้

เพราะฉะนั้นผมก็บอกว่า นี่ไง เป็นตัวพิสูจน์ว่า ถ้ามันมีเหตุ เหตุผลที่เกี่ยวกับส่วนรวม เกี่ยวกับระบบก็ไม่ว่ากัน ถัดมาพอทำฉบับใหม่ ทำประชามติผ่าน ก็มีความจำเป็นก็คือในขั้นตอนการขึ้นทูลเกล้าฯ มีข้อสังเกตที่สมควรปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตรา รัฐบาลก็ขอนำกลับมาแก้ไข ผมว่าสังคมก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาในลักษณะการต่อต้าน เพราะมันมีเหตุผลที่มันมองเห็น แล้วก็สังคมบอกว่ายอมรับได้ ก็มาตรงนี้

ทีนี้พอต่อมา มันจะเข้ามาสู่ว่า พอประกาศรัฐธรรมนูญแล้ว คือ 6 เมษายน ปีที่แล้ว ตอนนี้เท่ากับว่า ทุกอย่างเป็นกติกาตามรัฐธรรมนูญ ซึ่ง คสช. มีส่วนเกือบทั้งหมดนั่นแหละในการกำหนดมา ก็คำนวนกันใช่มั้ยล่ะครับว่า 240 + 150 วัน บวกอะไร วันดีคืนดีกฎหมายลูก ซึ่งเขาก็ออกมาตามกำหนด แล้วก็เร็วกว่ากำหนดก็คือกรณีของกฎหมายพรรคการเมือง กับกฎหมาย กกต. เพื่อให้ พรรคการเมือง กกต. ปรับตัว จุดเริ่มต้นของปัญหาตรงนี้ก็คือว่า คสช. บอกว่ายังไม่ปลดล็อค การไม่ปลดล็อคนี้ก็ทำให้การบังคับใช้ของกฎหมายพรรคการเมืองนี้มีปัญหา ไม่ได้มาจากสาเหตุอื่นเลยนะครับ พรรคการเมืองนั้น อย่างที่ผมบอก ภาระอะไรต่างๆ โยนมา เราทำเต็มที่เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ปรากฎว่าไม่ปลดล็อค

ทีนี้การไม่ปลดล็อคนี้ ก็อยู่ภายใต้การอธิบายแบบสั้นๆ ว่า สถานการณ์ยังไม่ปกติ ซึ่งตรงนี้คนก็เริ่มสงสัยว่าที่บอกไม่ปกตินั้น มันไม่ปกติอยู่ที่ไหน อย่างไร และปีแรก ปีที่ 2 คนอาจจะเข้าใจได้ว่า มันมีการเคลื่อนไหวใต้ดินหรืออะไรอย่างไรหรือเปล่า แต่ปรากฎว่ามันไม่เคยมีคำอธิบาย แล้วก็พอเข้าสู่ปีที่ 3 ปีที่ 4 มันก็เริ่มมีคำถามว่า เอ๊ะ ถ้ามันมีปัญหาอย่างนี้ แล้วทำไม คสช. ไม่จัดการ มันก็เริ่มทำให้เกิดความไม่สนิทใจแล้วในการที่จะบอกว่า ทำไมถึงไม่ปลดล็อค

เสร็จแล้วก็ตามมาด้วยการเอามาตรา 44 มาแก้กฎหมายตรงนี้ เพิ่มภาระให้แก่พรรคการเมือง เสร็จแล้วก็เอาการเพิ่มภาระให้แก่พรรคการเมืองนี้ไปให้ สนช. อ้างว่า จำเป็นจะต้องยืดการบังคับใช้กฎหมายไป 90 วัน ซึ่งความจริงผมก็เห็นว่าไม่จำเป็น แล้วก็ผมก็ยืนยันนะว่า ภาระต่างๆ ที่เกิดขึ้น อย่างประชาธิปัตย์นี้เราเตรียมทำตามแนวการปฏิรูปเต็มที่ แล้วก็ถ้าไม่เพิ่มภาระนี้เราจะทำได้มากกว่าด้วย

ตรงนี้ทั้งหมดนี้มันก็เลยกลายเป็นสิ่งที่คนตั้งคำถามว่า เอ๊ะ มันจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ หรือเปล่า แล้วก็พอเริ่มไม่มั่นใจในคำพูดปั๊บ แล้วต่อมาก็เริ่มมีการให้สัมภาษณ์ต่ออีกว่า แม้แต่ ก.พ. 62 ก็ยังไม่แน่นอนนะ ตรงนี้แหละครับที่ผมคิดว่ามันเป็นตัวปัญหาที่ทำให้เกิดความถดถอย ในเรื่องของความนิยม หรือความพึงพอใจ”

ทำให้ประชาชนระแวงด้วยหรือเปล่าว่า ที่เลื่อนไปเรื่อยๆ ก็เพื่อความพร้อมของการจัดตั้งพรรคการเมือง หรือในทางการเมืองเพื่อที่จะให้มีการสืบทอดอำนาจ

“คือบังเอิญการแก้กฎหมายพรรคการเมืองนั้น มันชัดเจนว่า มันตอบสนองพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองที่จะตั้งพรรค ที่ไปเรียกร้องทำหนังสือบอกต้องแก้ไข ต้องอะไรนั้น แล้วบังเอิญทุกกลุ่มที่ขอไปนี้ประกาศชัดด้วยว่าจะสนับสนุน คสช. ตรงนี้เป็นสิ่งที่ทำให้คนก็มองว่า เอ๊ะ เป็นการใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม โดยธรรมหรือไม่”

ประชาชนก็เลยมองว่าคนที่เป็นกรรมการปัจจุบันนี้ ได้ลงมาเล่น
“ใช่ จะเปลี่ยนบทบาทแล้ว อาจจะลงมาเล่นด้วยหรือไม่ ก็ยังไม่ชัดเจนนะครับ เพราะว่าก็ยังไม่เคยมีคำพูดชัดๆ ว่าจะลงไปเล่นด้วยหรือไม่อย่างไร”

การที่เดินสายต่างจังหวัดอะไรต่ออะไร
“มันก็จะมาสอดรับกับคนที่เขาคิดอย่างนั้น ทีนี้ประเด็นที่มันเกิดขึ้นตอนนี้ก็คือว่า พวกผมนี้ พูดมาตลอดว่า สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือประโยชน์ของส่วนรวม ความไม่แน่นอนตรงนี้ขณะนี้มันบั่นทอนทุกอย่าง มันไม่ใช่แค่เรื่องความนิยมของรัฐบาลหรอก นั่นก็เป็นเรื่องปกตินะครับ รัฐบาลมีความนิยมสูง – ต่ำอะไรนี้มันเป็นเรื่องปกติ แต่ความไม่แน่นอนที่มันเกิดขึ้นกับทั้งโลกภายนอก ทั้งคนภายใน แล้วก็มันบั่นทอนการแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศ เพราะความไม่แน่นอนนี้มันบั่นทอนความเชื่อมั่น การบั่นทอนความเชื่อมั่นก็ทำให้ทั้งเรื่องเศรษฐกิจของการตัดสินใจของนักลงทุนอะไรต่างๆ มันก็ได้รับผลกระทบไปหมด

ทีนี้เรามาถึงจุดที่น่ากังวลตรงที่ว่า อาจารย์จะเห็นการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คือคนก็สะท้อนอย่างที่เราพูดนี่แหละว่า เอ๊ะ ทำไมบ้านเมืองมันไม่แน่นอน ทำไมมันไม่ชัดเจน ตกลงจะเดินหน้าเมื่อไหร่ อย่างไร ซึ่งมันไม่ใช่เป็นเรื่องแค่บอกว่า จะเรียกร้องว่าจะเลือกตั้ง แต่ว่ามันกำลังหมายถึงว่า ตกลงผู้นำ ผู้บริหารประเทศนี้ มีความจริงใจ และมีความชัดเจนที่จะให้ความมั่นใจกับประชาชนได้มั้ย

แล้วทีนี้ที่ผมบอกว่าน่ากังวลก็คือว่า ตอนนี้เวลาสำรวจตั้งคำถามว่า กังวลเรื่องความขัดแย้ง มันเริ่มเปลี่ยนไปแล้วนะ จากเดิมมันมีเสียงส่วนใหญ่ก็คือบอกว่า กลัวว่าเลือกตั้งแล้วจะขัดแย้ง ตอนนี้มันมีทั้ง 2 ทางแล้ว คือเลือกตั้งก็อาจจะยังขัดแย้ง ไม่เลือกตั้งก็ทำท่าจะขัดแย้ง ผมว่าสถานการณ์ตรงนี้อยากจะให้ คสช. และรัฐบาล รีบกอบกู้ภาวะตรงนี้ด้วยการสร้างความชัดเจน ด้วยการให้ความมั่นใจ และด้วยการหลีกเลี่ยง ปัจจัยต่างๆ ที่เราคุยมาทั้งหมดที่เป็นตัวบั่นทอนตรงนี้”

หมายความว่าตอนนี้รัฐบาล และ คสช. อยู่ทางสองแพร่ง แพร่งนึงก็ทำเหมือนปัจจุบัน งุมงำๆ ไปเรื่อยๆ ดูว่าแล้วแต่จะหยิบฉวยสถานการณ์ตรงไหน ค่อยๆ คืบเลื่อนการเลือกตั้งไป กับอีกทางหนึ่งบอกให้ชัดเจนไปเลยว่าจะเอาอย่างไร จะเลือกเมื่อไหร่ และเวลาปัจจุบันจนถึงวันเลือกตั้งจะทำอะไรบ้าง ให้โปร่งใส ชัดเจนไปเลย

“เพราะจริงๆ ในที่สุด คสช. ก็เป็นผู้กำหนดได้ ถามว่าวันนี้ถ้าสมมตินะ พล.อ.ประยุทธ์เห็นว่า ความจริงกฎหมายเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องเลื่อนไปอีก 90 วัน ก็ใช้มาตรา 44 แก้ได้นี่ครับ ก็ยังเคยใช้มาตรา 44 แก้กฎหมายพรรคการเมืองมาแล้ว ที่เขากำหนดขั้นตอนอะไรต่างๆ”

คุณอภิสิทธิ์ก็เคยวิจารณ์ว่าไม่ควรใช้มาตรา 44
“ผมบอกว่าไม่ควรใช้ แต่ผมบอกว่าการจะมาบอกว่าไม่เกี่ยวกับตนนั้นมันไม่ได้ เพราะเคยทำมาแล้ว และก็ยังทำได้อยู่ ประเด็นของผมก็คือว่า สมมตินะครับ พล.อ.ประยุทธ์บอกว่า เอาละ จะทำให้เกิดความแน่นอนนี้ ก.พ. 62 สมมตินะครับ เลือกตั้ง แล้วการพูดนี้ (แต่คุณอภิสิทธิ์ก็ยอม ค่อยๆ เลื่อนไปแล้วนะจาก พ.ย.) ผมก็บอกอย่างนี้ไงครับว่า ถ้าคุณมีเหตุผลที่ชัดเจน อธิบายตรงไปตรงมา (ก็แสดงว่ารับได้กับเหตุผลเก่าหรือ) รับได้ – ไม่ได้นั้น มาถึงจุดนี้ ผมกำลังสมมติไงครับ

ผมบอกว่า ถ้าสมมติว่า พล.อ.ประยุทธ์ พูดถึงการเลือกตั้ง สมมติว่า ก.พ. 62 เอาละไม่ใช่ พ.ย. 61 สมมติ ก.พ. 62 แต่ภาษาที่ใช้ต่อจากนี้ไปก็คือว่า อะไรที่จะเป็นอุปสรรคต่อการเลือกตั้งใน ก.พ. 62 นั้นผมจะแก้ไข ผมว่าความรู้สึกมันคลาย ซึ่งมันตรงข้ามกับในขณะนี้ก็คือว่า 62 หรือเปล่าก็ยังไม่รู้ อาจจะเร็วกว่านั้นก็ได้ อาจจะช้ากว่านั้นก็ได้ แล้วก็ยังไม่รู้เลยอะไรจะเกิดขึ้นอีก อาจารย์จะเห็นมั้ยครับว่า วันเลือกตั้งนี้อาจจะไปตรงกันก็ได้นะ 2 ทางนี้ แต่ทางหนึ่งมันคลายความรู้สึกของสังคม

แล้วถ้าสมมติว่าประกาศไปบอกว่า ก.พ.62 แล้วเกิดเหตุที่จะเลื่อนอีก แล้วอธิบายแบบตรงไปตรงมาให้มันชัดเจน ผมว่าสังคมก็จะมาพิจารณา รับ – ไม่รับ อย่างน้อยก็จะมาพิจารณา”

พล.อ.ประยุทธ์ ก็เคยประกาศแล้วว่า พ.ย. 61 เสร็จแล้วก็มีเหตุ คือ สนช. ก็ทำของเขาไป แล้วมีเหตุ
“ก็เหตุนี้ ผมถึงบอกไงว่า เหตุนี้ความจริงถ้า พล.อ.ประยุทธ์จะแก้ ก็แก้ได้ ถูกมั้ยครับ แล้วก็ต้องถามว่า แล้วทำไม พล.อ.ประยุทธ์ไม่ปลดล็อค แล้วไปทำกฎหมายพรรคการเมืองให้มันมีปัญหาขึ้น เพื่อนำมาสู่การแก้ตรงนี้ ซึ่งมันไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่มันมารองรับเกี่ยวกับเรื่องของส่วนรวม”

คุณอภิสิทธิ์บอกว่า ประกาศให้ชัด อย่างเช่น ก.พ. 62 ถ้าเขาประกาศ พ.ย. 62 รับได้หรือไม่
“เขาก็ต้องอธิบาย ถูกมั้ยครับ ก็เท่ากับอันนี้เลื่อนไปอีก 9 เดือน - 10 เดือน เขาก็ต้องอธิบายว่า 9 เดือน – 10 เดือนนี้ มันคืออะไร ที่จะทำให้บ้านเมืองนี้มันดีขึ้น”

แล้วจะทำอะไรด้วยหรือเปล่า
“ก็นั่นไงครับ ก็หมายความว่า 9 เดือน – 10 เดือนนี้ ที่สมมติถ้าจะเลื่อน ก็ต้องพูดมาให้ชัด แล้วก็ต้องฟังประชาชนด้วยว่า เมื่ออธิบายอย่างนี้ ประชาชนคิดอย่างไร”

ความเสื่อม จะเสื่อมลงไปเรื่อยๆ หรือไม่ ถ้าทำอย่างนั้น หรือว่าขณะนี้มีคนพยายามเคลื่อนไหว

“ถ้าเทียบอย่างนี้นะครับ สมมติว่าปลายทางไปเลือก พ.ย. 62 อย่างที่อาจารย์สมมติเอานี้ ระหว่างการบอก ประกาศให้ชัด มีเหตุผล 1 – 2 – 3 – 4 – 5 สังคมบอก ดูเหตุผลแล้วก็ เอา พอไปได้ กับการทำแบบที่เป็นอยู่อย่างนี้ ผมยืนยันว่าในแบบแรก ผมว่าสังคม อารมณ์มันจะมีความคลายลงไปกับปัญหาที่มันเกิดขึ้นในขณะนี้

แต่ว่าจริงๆ ขณะนี้ผมมองไม่เห็นเหตุผลที่จะเลื่อนไปถึง พ.ย. 62 อย่างที่อาจารย์พูดเท่านั้นแหละ”

ถ้าการที่มีคนออกมาเคลื่อนไหวอย่างนั้นอย่างนี้ ยิ่งเป็นเหตุให้ประชาชนหันมาสนับสนุนว่ารัฐบาลเลื่อนๆ ไปก่อนก็ดี กลัวเรื่องความวุ่นวาย

“อันนี้แหละที่ผมบอกว่าน่ากังวล คือก่อนหน้านี้ผมคิดว่าสังคมก็มองว่าถ้ามันวุ่นวาย ก็อย่าไปเลือกตั้ง ก็ต้องบอกว่าแม้จะมีการเคลื่อนไหวอยู่ประปราย ใช้คำนี้ก็แล้วกัน มันก็เห็นได้ชัดว่าไม่ได้อยู่ในสภาพที่ทำให้เกิดปัญหากับส่วนรวม ถามว่ามาถึงวันนี้อะไรที่มันเปลี่ยน คนมันเริ่มมีความรู้สึกว่า ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรก็ยังเลื่อนเลย เพราะฉะนั้นมันจะถึงจุดนึงที่คนจำนวนนึเขาบอก เขาก็ไม่สนใจหรอก เขาก็จะแสดงออก เคลื่อนไหวแล้ว เพราะเขาถือว่าถึงเขาอยู่เงียบก็ไม่ได้มีหลักประกันอะไรถึงความแน่นอน (แล้วก็ไม่เชื่อถืออีกต่อไป) นั่นแหละครับ มันก็สะท้อนมาจากการเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้นผมไม่อยากให้รัฐบาล และ คสช. ตายใจ แล้วมองว่าเดินต่อไปอย่างนี้ แล้วก็มีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ แล้วก็เอาละคนที่ออกมาเคลื่อนไหวหลายคน พูดง่ายๆ ก็คือว่า สังคมมีเครื่องหมายคำถามเหมือนกันว่า มีความฝักใฝ่อยู่กับระบอบทักษิณมั้ย อะไรอย่างไรก็ตาม อย่าไปตายใจตรงนั้นนะครับ

เพราะขณะนี้ผมก็ยืนยันได้ว่า ผมเห็นหลายคน หลายกลุ่มที่เขาแสดงออก แสดงความคิดเห็นถึงแม้จะไม่ได้ อาจจะออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะที่ชัดเจนนัก ที่เริ่มมีความรู้สึกว่า เอ๊ะ มันไม่ใช่นะ ถ้าจะทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ”

คุณอภิสิทธิ์กลัวว่าจะเหมือนสมัย จอมพลถนอม – ประภาส หรือเปล่า เลื่อนไปเรื่อยๆ ในที่สุดคนก็เลยลุกฮือขึ้นมาเหมือน 14 ต.ค.

“ผมก็ไม่อยากให้เราจะต้องมาประสบกับเหตุการณ์อย่างนั้นอีก น่าสนใจนะครับ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมก็มีโอกาสพบกับคนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ 14 ต.ค. แล้วท่านพูดมาประโยคนึง ท่านบอกว่า 1 ปีก่อน 14 ต.ค. ปี 16 ไม่มีใครคาดคิดเลยนะว่า 14 ต.ค. ปี 16 จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมไม่อยากให้ประมาท ขณะนี้อารมณ์ของสังคมเริ่มหลากหลายมากขึ้น แล้วที่มองว่าเลือกตั้งแล้วจะขัดแย้ง ขณะนี้อย่างที่ผมบอกก็คือว่า ไม่เลือกตั้งก็ทำท่าจะขัดแย้ง

ดีที่สุดก็คือ คสช. และท่านนายกฯ รีบกอบกู้วิกฤติตัวนี้ให้ได้นะครับ เพราะกำลังจะเข้าสู่ขั้นวิกฤติ โดยลองมาทบทวนดูว่า จุดที่นำมาสู่ความเสื่อมถอยของความนิยมนั้น มันเกิดจากปัจจัยอะไรบ้าง คงแก้ทุกอย่างไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่นเรื่องเศรษฐกิจ มันก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ในการที่จะปรับเปลี่ยนแนวคิด นโยบายอะไรหลายต่อหลายอย่าง แต่อย่างน้อยที่สุดประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของความน่าเชื่อถือ ความชัดเจน ความแน่นอน คำมั่นสัญญา และความโปร่งใส เพราะว่าอันนี้เป็นประเด็นใหญ่ที่ยังไม่ได้พูดกันเลยในวันนี้ แต่ว่าตัวนี้ก็เป็นตัวหลัก เพราะว่าถ้ามีอะไรที่คนยังมีความคาดหวังอยู่ ก็คือ ความซื่อสัตย์ ความโปร่งใส ความจริงที่ผมพูดนี้ ผมคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังอยู่ในฐานะที่ประชาชนมองว่า ซื่อสัตย์ มีความตั้งใจ แล้วก็มีความเด็ดขาดอะไรต่างๆ ปัจจัยเหล่านี้ก็ยังเป็นปัจจัยที่หนุนอยู่ สำหรับคนที่นิยม ต้องใช้ตัวนี้ให้มันเป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาตัวนี้”

แล้วคณะรัฐมนตรี เรื่องความโปร่งใส เรื่องนาฬิกา เรื่องอะไรต่ออะไรที่ผุดออกมา
“พูดกันมาเยอะแล้วเรื่องพวกนี้ผมก็ไม่อยากจะไปพูดอะไรมากไปกว่าที่เคยพูดมา นอกจากจะบอกว่าอะไรที่คิดว่ามันเป็นมาตรฐานการเมืองที่เราอยากจะเห็น ชุดนี้ก็ทำให้เห็นเสียก่อน ปฏิบัติให้เห็นเสียก่อน แต่ว่าถ้าหากว่าเรียกร้องคาดคั้นว่า หลังเลือกตั้งมาตรฐานจะต้องสูง แต่แม้กระทั่งยุคนี้ก็ไม่ปฏิบัติ มันไม่มีประโยชน์”

ถ้าอย่างนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ปรับ ครม. เสียเลย แล้วเอาบุคคลที่ประชาชนรับไม่ได้หลุดออกไป ทำ ครม. ใหม่ให้ดูดี
“ผมว่ามันก็คงจะเถียงกันไปกันมาละครับว่า คำว่ารับได้ รับไม่ได้ จะวัดจากอะไรอย่างไร”

มันจะช่วยฟื้นฟูศรัทธาได้หรือไม่
“ผมให้น้ำหนักกับการที่ พล.อ.ประยุทธ์จะสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตของประเทศมากกว่า เรื่องตัวบุคคล เรื่องปรับครม. ผมว่า อาจจะมีผลชั่วครู่ ชั่วขณะก็ได้ แต่ว่าถ้าหากว่าทิศทางความชัดเจน ความแน่นอน แล้วก็การทำให้ระบบการเมือง ในสายตาของประชาชน มันดีขึ้นอย่างเห็นได้ ผมว่าอันนั้นจะเป็นหลักประกันที่ดีที่สุด”

ถ้า พล.อ.ประวิตร ลาออก เหมือนกับที่พูดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ถ้าประชาชนไม่รับก็จะลาออก สมมติว่าลาออกจริง แล้ว ครม. ถือโอกาสปรับไปด้วย รัฐมนตรีกลาโหมควรจะเป็นใคร
“ผมว่าเรื่องแบบนี้เป็นดุลพินิจของตัวท่านนายกฯ ของพล.อ.ประยุทธ์นะครับว่า อยากจะให้ใครมาทำงานนี้”

แต่ว่ามีคนวิเคราะห์กันว่า ตัว พล.อ.ประยุทธ์เองควรจะควบกลาโหม และ พล.อ.อนุพงษ์ ควรดูแลด้านความมั่นคง คุณอภิสิทธิ์คิดอย่างไร
“ถามว่า 2 ท่านนี้ทำได้มั้ย – ทำได้ ถามว่ามีคนอื่นทำได้มั้ย – มี เพราะฉะนั้นผมว่าอันนี้มันไม่ใช่ประเด็นหลักหรอก สำหรับผมนะ ผมว่าประเด็นหลักก็คือ ตกลงพล.อ.ประยุทธ์จะทำอย่างไรให้สังคมนี้กลับมามีความเชื่อถือ ด้วยความชัดเจน และแสดงให้เห็นว่าอะไรก็ตามที่ตัดสินใจจากนี้ไป มันเป็นเรื่องของประโยชน์ส่วนรวม เป็นเรื่องของการวางระบบ หรือการปฏิรูปอย่างแท้จริงมากกว่าให้คนมีเครื่องหมายคำถามว่า มันเป็นเรื่องของประโยชน์ส่วนพวก ส่วนตนในทางการเมือง หรือไม่อย่างไร”

ถ้าอย่างนั้นปรับ หรือไม่ปรับ คุณอภิสิทธิ์คิดว่าอย่างไหนจะช่วยรัฐบาลประยุทธ์มากกว่ากัน
“ผมไม่พูดถึงกรณี พล.อ.ประวิตรนะ ผมก็พูดแต่ว่าการปรับ ครม. ขณะนี้ เรื่องบุคคล สมมติว่าจะบอก สับเปลี่ยน หมุนเวียนทีมเศรษฐกิจอะไร ผมว่าวันนี้มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่ากับทิศทางที่จะทำงาน ความชัดเจนที่จะให้กับบ้านเมือง ส่วนถ้าเกิดมีบุคคลไหนเข้าเงื่อนไขที่ผมพูดนี้นั่นก็ว่ากันไป แต่ว่าถ้าเกิดคิดแต่เพียงว่า เปลี่ยนบุคคลเพื่อให้สังคมผ่อนคลายลง แต่สุดท้ายยังเดินแบบที่เดินอยู่ขณะนี้ ผมว่าก็คงไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก”

เปลี่ยนบุคคลด้วย แล้วก็เปลี่ยนทางเดินให้ชัดเจนด้วย
“ผมให้น้ำหนักกับเรื่องการให้ความชัดเจน เพื่อให้เกิดความเชื่อถือ และเพื่อทำให้สังคมกลับมามีความเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้นว่า โดยความชัดเจนที่ประเทศกำลังจะเดินไปอย่างนี้ จะช่วยกันประคับประคองอย่างไร”

ถามตรงๆ ถ้าคุณอภิสิทธิ์เป็น พล.อ.ประวิตร ยังจะอยู่ในตำแหน่งหรือไม่
“อย่ามาถามเรื่องแบบนี้เลยครับ เพราะว่าแต่ละคนก็มีความคิดที่ไม่เหมือนกัน”

- พัก –

วันนี้ เปลว สีเงิน เขียนบทความในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ บอกว่ากบฎก่อการร้าย สุเทพ ได้แต่ใดมา แล้ว โรจน์ งามแม้น ก็พูดถึงว่าในมาตรา 68 รัฐธรรมนูญได้ห้ามไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ดี หรือบุคคลใดไปล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือล้มล้างรัฐธรรมนูญ แล้วก็บอกว่า มาตรา 69 ผู้ทราบ สามารถนำเรื่องขึ้นไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีมาตรา 70 มีสิทธิ์ที่จะออกมาต่อสู้ เพราะฉะนั้นการชุมนุมของมวลมหาประชาชน ก็มีเหตุมีผลว่าตอนนั้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กระทำการขัดต่อมาตรา 68 คุณอภิสิทธิ์ฟังแล้วคิดว่าอย่างไร

“คงไม่ใช่ว่ากระทำการขัดต่อมาตรา 68 หรอกครับ ประเด็นก็คือ เราต้องย้อนกลับไปสถานการณ์ก่อน 22 พ.ค. 57 ในช่วงประมาณ 5 – 6 เดือนสุดท้าย พบว่ามีการละเมิดรัฐธรรมนูญบ่อยครั้งมาก ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปแทรกแซง โยกย้ายการแต่งตั้ง กรณีคุณถวิล เปลี่ยนศรี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพยายามแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีปัญหาทั้งในเชิงกระบวนการ เช่นว่า กดบัตรแทนกัน มีการไปแก้เอกสาร มีการห้ามไม่ให้สมาชิกใช้สิทธิตามข้อบังคับ และรัฐธรรมนูญในการที่จะอภิปรายสนับสนุนการแปรญัตติ อะไรต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งล้วนแล้วแต่ขัดต่อรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็มีการพยายามจะแก้รัฐธรรมนูญโดยไม่ชอบอีกต่างหาก มีการชี้จากศาลรัฐธรรมนูญมากมาย

มีทั้งเรื่องวุฒิสภา เรื่องมาตรา 190 ว่าด้วยการทำสนธิสัญญา รู้สึกจะมีเรื่องเกี่ยวกับ แม้แต่ตัวมาตรา 68 อะไรที่ว่า จะต้องยื่นผ่านอัยการหรือไม่ มีปัญหาเหล่านี้ทั้งหมด แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่รุนแรงที่สุดก็คือตอนที่แก้กฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งแม้ว่าจะยังไม่ได้มีการยื่นเรื่องนี้ไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ในการกระทำตรงนั้นหลายอย่าง เห็นได้ชัดว่ามันละเมิดหรือขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น
ดังนั้นปฏิกิริยาของประชาชนที่ออกมาชุมนุมจากการละเมิดรัฐธรรมนูญตรงนั้น จึงมีการพูดว่าเป็นการใช้สิทธิที่อาจารย์อ้างถึง คือสิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ คนที่จะขยายความเรื่องนี้ชัดเจนที่สุดก็น่าจะเป็นอาจารย์แก้วสรร ซึ่งได้พูดถึงว่า ระบอบทักษิณ หรือรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้ทำอะไรบ้างที่เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ ทำให้คนที่ออกมาชุมนุม หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการรัฐธรรมนูญ ออกไปนี้ถือว่าเป็นการใช้สิทธิพิทักษ์ตามรัฐธรรมนูญ

ที่หยิบตรงนี้ขึ้นมา เพราะว่าขณะนี้มันก็มีคดีความอย่างที่คอลัมน์ของคุณเปลว ได้จั่วหัวเอาไว้ว่า กลายเป็นเรื่องกบฎบ้าง ก่อการร้ายบ้าง ก็เกิดคำถามขึ้นว่า ถ้าคนออกไปใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ คือสิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ทำไมจะถูกกล่าวหาในลักษณะนี้

ทีนี้นอกจากตรงนี้แล้ว ในระหว่างของการชุมนุมเอง ก็มีเหตุให้มีการนำเรื่องของการชุมนุมขึ้นสู่ศาล รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญด้วย แล้วถ้าผมจำไม่ผิด ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้เคยวินิจฉัยว่า ตอนที่มีการชุมนุมกันน่าจะอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ศาลก็ได้ชี้ว่าเป็นการใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ซึ่งเป็นสิทธิที่พึงกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญ

ก็เลยทำให้นำมาสู่คอลัมน์ และความจริงมีบทสัมภาษณ์ของอาจารย์แก้วสรรยาวเลยเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยอย่างนี้ คำวินิจฉัยนั้นก็ย่อมผูกพันทุกหน่วยงาน ก็เกิดคำถามว่า แล้วตำรวจ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรืออัยการ ได้นำเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตรงนี้มาประกอบสำนวนแล้วหรือยัง ในเมื่อจะต้องผูกมัดตรงนี้ด้วย ผมเข้าใจว่าอันนี้คือเนื้อหาหลักที่อาจารย์แก้วสรรก็ดี หรือคุณเปลว สีเงินก็ดี พยายามที่จะอธิบาย”

ได้ลองค้นมาตรา 68 – 69 – 70 บางช่วงบางตอนของมาตรา 68 บอกว่าในกรณีที่บุคคล หรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ก็คือไปล้มล้าง หรือไปบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิ์เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว และมาตรา 69 บอกว่า บุคคลย่อมมีสิทธิ์ต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ และมาตรา 70 บอก บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่ง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ ประเด็นนี้คือประเด็นที่คุณอภิสิทธิ์ได้พูดถึง แล้วที่มีกลุ่มๆ หนึ่ง ชื่อกลุ่มยุติธรรมภิวัฒน์ ประกอบด้วย พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ แล้วก็มีอดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายคน รวมทั้ง อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ด้วย วันนี้ 10.00 น. ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ในการชุมนุมทั้งพันธมิตรก็ดี และอีกการชุมนุมนึง รวมทั้ง กปปส. ด้วย ว่าศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยหลายต่อหลายครั้งบอกว่าเป็นการชุมนุมที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ผูกพันต่อทุกองค์กร แต่ปรากฎว่าทั้ง DSI ก็ดี ตำรวจก็ดี อัยการก็ดี ยังเดินหน้า และไม่นำเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมา คุณอภิสิทธิ์ว่าอย่างไร

“เข้าใจว่าการไปยื่นนี้คงจะเป็นการยื่นตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่า ใครก็ตามที่เห็นว่าถูกละเมิดสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญก็สามารถที่จะไปร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยได้ ซึ่งตรงนี้มันก็คงจะต้องไปดูทั้งระเบียบ แล้วก็ข้อเท็จจริงประกอบกัน

แต่ผมก็มองว่าเนื้อหาที่ไปยื่นนี้ก็คงจะไม่ต่างจากที่เราคุยกันเมื่อสักครู่ว่าคนกลุ่มนี้บอกว่า เขาไปใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ศาลเคยบอกว่าเขาไปใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฎว่าหน่วยงานที่กำลังมาดำเนินคดีกับเขานี้ กลับไม่เอาคำวินิจฉัยตรงนั้น หรือเอาสิทธิของเขามาประกอบการพิจารณา ก็เป็นเรื่องที่คงจะต้องติดตามกันต่อไปว่า ศาลจะรับไว้พิจารณาและจะมีคำวินิจฉัยอย่างไรหรือไม่

ความจริงทางแกนนำของ กปปส. หรือใครต่อใคร ก็ยืนยันอย่างนี้มาตลอดนะครับว่า เขาก็ต้องการที่จะพิทักษ์ แล้วก็ใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ถ้าหากว่าหน่วยงานที่เป็น จะเป็นกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตำรวจ หรืออัยการ มีความคิดจะดำเนินคดี มันก็คงต้องมีการกล่าวหา หรือแจ้งข้อหาให้ชัดว่าสิ่งที่เขาทำนี้มันนอกเหนือสิ่งที่เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญเขาหรือไม่อย่างไร

ผมยกตัวอย่างเช่น สมมติ เราพูดเหตุการณ์สมมติว่า มีการชุมนุมของคนกลุ่มใดก็แล้วแต่ แต่บางคนมีอาวุธ อย่างนี้ก็คงไปอ้างบอกว่า ผมใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ อย่างนี้ไม่ได้”

แต่จะทำให้การชุมนุมทั้งหมดเสียไปหรือไม่
“ไม่ครับ ก็เป็นเรื่องของบุคคลนั้น ยกเว้นถ้าบอกว่า ตัวแกนนำนี้วางแผนอะไร ก็ต้องมาพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานว่า อ้อ มีการมาซ่องสุมอาวุธ หรือใช้ให้ไปทำหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าถ้าหากว่า สมมติว่ามีการชุมนุมอยู่ เป็นแสน เป็นล้าน ปรากฎว่า มีคนๆ นึงเกิดพกอาวุธเข้าไปแล้วบอกว่า แปลว่าอีกแสนคนมันผิดนี้ ผมว่ามันไม่ใช่”

เพราะฉะนั้นถ้ารูปการณ์ของเรื่องนี้ ทั้ง 2 กลุ่ม กลุ่ม กปปส. ก็ดี แล้วก็ที่ พล.ต.อ.ประทิน กับคณะที่ไปยื่นศาลวันนี้ รูปการณ์คุณอภิสิทธิ์คิดว่ามีน้ำหนัก แล้วศาลรัฐธรรมนูญจะรับหรือไม่ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาแล้ว มันจะกลับไปผูกพันอีกทีหรือเปล่า
“คือถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอย่างไร คำวินิจฉัยก็ต้องผูกพันทุกองค์กรอยู่แล้ว”

ก็เคยวินิจฉัย และผูกพันทุกองค์กร
“ประเด็นนี้ก็คือเราต้องไปดู คือบังเอิญตัว DSI กับอัยการเขาส่งฟ้อง จริงๆ เรายังไม่ทราบนะว่าศาลจะตัดสินอย่างไร แล้วก็ความจริงก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีการยื่นให้วินิจฉัยข้อกฎหมาย อาจารย์ก็จะเห็นว่า ในการพิจารณาคดีอะไรก็ตาม ถ้ามีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญ ถ้าคู่ความขอ หรือศาลเห็นเอง ก็สามารถส่งศาลรัฐธรรมนูญได้อยู่แล้ว

เพราะฉะนั้นผมยืนยันนะครับว่า ยังไงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องผูกพัน ทีนี้อย่างที่ผมบอกก็คือว่า มันก็อาจจะเกิดขึ้นในช่วงการพิจารณาคดีก็ได้ หรืออาจจะเกิดจากการที่ผู้ร้องเหล่านี้ไปยื่นศาลเพื่อขอให้มีคำวินิจฉัยอีกครั้งก็ได้ แล้วก็เช่นเดียวกันก็คือถ้าอัยการ DSI ยังยืนยันว่า เอ๊ะ มันไม่ใช่ เขาก็ต้องเอาพยานหลักฐานมาหักล้างว่า ในกรณีนี้ทำไมถึงเป็นคนละกรณีกับการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยไว้”

แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นคำวินิจฉัยโดยภาพรวม แต่ถ้าบุคคลหนึ่ง บุคคลใด หรือกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งกลุ่มใดไปทำอะไรผิดกฎหมายอาญา อันนั้นก็ว่าไป
“ถูกต้อง คือถ้ามีพฤติกรรมอะไรซึ่งมันเกิดเลยขอบเขตของการใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ก็ว่ากันไป”

คุณอภิสิทธิ์ไปพูดที่โคราช ที่ตามดู เห็นบอกว่า โจทย์คือทำอย่างไรให้อีสานเป็นศูนย์กลางของอินโดจีน เป็นเมืองหลักเพื่อเป็นมหานครอัจฉริยะ

“คืออย่างนี้ครับ พื้นที่ภาคอีสาน ผมมองว่าขณะนี้มีศักยภาพ โดยเหตุที่นโยบาย แล้วก็ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้วาระเรื่องการเชื่อมโยงซึ่งผมเคยผลักดันสมัยที่เป็นประธานอาเซียน และบัดนี้คนที่เขามีอำนาจมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่งก็คือจีน เขากำลังทำเรื่องเส้นทางสายไหม 1 แถบ 1 เส้นทาง หรือแล้วแต่จะเรียกกันนี้ ตรงนี้มันเป็นโอกาสของการเปิดพื้นที่ภาคอีสานให้มีโอกาสในการพัฒนาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ซึ่งพื้นที่ภาคอีสานนี้ก็ตกอยู่ภายใต้สิ่งที่ผมเรียกว่าภาพลวงตา มายาคติมาหลายครั้งว่า แห้งแล้ง ไม่จริงหรอกครับ ความจริงแล้วทั้งพื้นที่ทั้งประชากร ทั้งวัฒนธรรม ความจริงก็สอดคล้องกับที่รัฐบาลพูดเรื่อง 4.0 ด้วยซ้ำว่า จุดแข็งของเราก็คือความหลากหลายทางชีวภาพ กับเรื่องของวัฒนธรรม

ดังนั้นโอกาส ถ้าเราดูแผนที่ อีสานนี้สามารถเป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วไปเชื่อมโยงกับเส้นทางของจีนได้ แต่มันคงไม่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ และมันจะต้องมีการช่วงชิงกัน เพราะจีนเขาก็มีทางออกทะเล หรือทางเลือกในการเชื่อมโยงหลายเส้นทาง จะเป็นผ่านลาว ผ่านเวียดนาม หรือแม้กระทั่งลงไปกัมพูชา หรือเมียนมาได้หมด

แต่ถ้าเราสามารถที่จะช่วงชิง คือทำเรื่องของการเชื่อมโยง โดยไม่ใช่คิดของเราเอง คือนั่งสร้างบอกว่าเราจะสร้างถนนของเราเอง รถไฟของเราเอง โดยไม่ดูว่ามันไปเกี่ยวพันกับยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงระดับภูมิภาคอย่างไร อย่างนั้นมันก็คงไม่เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะเปิดพื้นที่ภาคอีสานสู่การพัฒนาอย่างเต็มที่ อาศัยจังหวะเวลาขณะนี้เราต้องทำอย่างนั้น อันที่ 1

อันที่ 2 เราต้องการที่จะมีเมืองหลักที่เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาในภาคอีสาน ซึ่งมีศักยภาพหลายเมือง รวมทั้งโคราช รวมทั้งขอนแก่น อุดรฯ อย่างนี้เป็นต้น สิ่งที่น่าสนใจขณะนี้อาจารย์ก็อาจจะเคยติดตามข่าว อย่างที่ขอนแก่น ทางภาคเอกชนด้วยกันเอง กำลังลงขัน รวมหัวกัน เพราะเขาคิดว่าเมืองเขานี้มันพัฒนาไปสู่ลักษณะของการเป็นมหานครอัจฉริยะได้ ความจริงอันนี้ควรจะทำหลายๆ เมืองเลย แล้วก็สิ่งที่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนก็คือว่า ทำอย่างไรเราปลดปล่อย สามารถทำให้ท้องถิ่น บวกกับเอกชน เอกชนในที่นี้ก็คือเอกชน ท้องถิ่น ธุรกิจท้องถิ่นของเขา รวมกับคนที่สนใจที่จะมาลงทุน สามารถที่จะพัฒนาเมืองเหล่านี้ให้เป็นเมืองศูนย์กลางหลักๆ ได้ มีระบบขนส่ง คมนาคม เป็นเมืองอัจฉริยะ โดยการเอาเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาบริหาร โดยไม่ต้องรอว่า เมื่อไหร่ส่วนกลางจะอนุมัติ เมื่อไหร่ส่วนกลางจะจัดงบให้ เมื่อไหร่ส่วนกลางจะเอาไปเรียงคิวอยู่ในยุทธศาสตร์กี่ปีก็แล้วแต่ ผมว่าอันนี้จะเป็นโอกาส

แล้วที่ทำนี้ ผมก็พูดต่อว่า ไม่ใช่เป้าหมายคือว่าเพื่อความเจริญของเมืองนะ แต่เมืองกับการเชื่อมโยงตัวนี้ จะทำให้ประชาชน 1 ในภาคการเกษตร กับ 2. ก็คือว่า ชุมชนต่างๆ ซึ่งเขาสามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยว และเป็นท่องเที่ยวแบบยั่งยืนได้ดี สามารถใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้ ผมก็มองว่าอันนี้คือนโยบายที่มันควรจะเป็น ในแง่ของการที่จะทำให้ภาคอีสานนี้สามารถพัฒนาแบบก้าวกระโดดในการที่จะทำตัวนี้ต่อไป”

ตกลงคำว่ามหานครอัจฉริยะ เป็นคำของคนในอีสาน หรือเป็นคำของพรรคประชาธิปัตย์
“ผมไม่แน่ใจใครจะบอกเป็นเจ้าของคำนี้ เราก็ใช้ตรงไปตรงมา คำว่าตรงไปตรงมาก็คือว่า เวลาพูดถึงมหานคร เราคิดถึงว่า เอ๊ะ ทำไมที่กรุงเทพฯ เราบอกกรุงเทพมหานคร กรุงเทพฯ ทำไมเลือกผู้ว่าฯ ทำไมสามารถที่จะเป็นศูนย์กลาง มีบริการเหล่านั้นเหล่านี้ได้ดีหมด ทำไมจริงๆ ไม่ใช่เฉพาะอีสาน ทำไมเชียงใหม่ ขอนแก่น โคราช อุดรฯ ไม่เป็นอย่างนี้ ก็ควรจะเป็น

ทีนี้คำว่าอัจฉริยะ ก็คือ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Smart มังครับ ก็คือว่า เอาเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ซึ่งก็คือระบบการบริหารจัดการที่เราเห็นในต่างประเทศ เขาค่อนข้างที่จะปรับกันไปมากแล้ว สิ่งเหล่านี้แหละครับคือสิ่งที่ผมอยากจะเห็นเกิดขึ้น แล้วก็แน่นอนเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของพรรคฯ ในการที่จะผลักดันต่อไป”

แล้วมันต่าง หรือเหมือนอะไรกับไทยนิยมยั่งยืน
“ไทยเข้มแข็งนี้ใช้ไปแล้ว แล้วก็ยืนยันว่าในช่วงที่ทำไทยเข้มแข็ง ทุกวันนี้ผมมีโอกาสเดินทางไปในหลายต่อหลายจังหวัด ได้เห็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กๆ ความหมายก็คือว่า การปรับปรุงโรงพยาบาล การปรับปรุงโรงเรียน ซึ่งมีประโยชน์มหาศาล เพราะว่ามันถูกละเลยมานานก่อนหน้านั้น

ส่วนไทยนิยมยั่งยืนนี้ผมยังไม่ค่อยทราบว่าแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาจริงๆ มันเป็นอย่างไร ทราบแต่ว่าจะมีการระดมเป็นทีมเยอะๆ เลย 7 – 8 พันคณะ เพื่อที่จะลงไปพัฒนา แต่ว่าเรายังไม่ทราบว่า คำว่าพัฒนาในที่นี้นั้นจะเป็นในรูปแบบไหนอย่างไร”

กลัวหรือไม่ว่าการพัฒนาโดยใช้องค์กรของรัฐ ข้าราชการของรัฐเป็นทีมลงไป มันก็จะเป็นการ Top – Down กลับไปเหมือนสมัยโบราณ
“ผมก็ยังอยากจะเห็นรูปแบบที่พูดก่อนหน้านี้ ที่พูดถึงมหานครอัจฉริยะ แล้วก็ความจริงก็คือในชุมชนอื่นๆ ด้วยว่า จะทำอย่างไรให้ชุมชน แล้วก็ท้องถิ่น เขามีโอกาสในการที่จะกำหนดแนวทางมากกว่าที่จะให้ส่วนกลาง คือผมก็กลัวเรื่องไทยนิยมยั่งยืนนี้ว่า สุดท้ายก็ต้องกลับมาที่ส่วนกลางหมดว่าจะอนุมัติอะไร ใครก่อน ใครหลัง อะไรต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งจะทำให้มันไปได้ช้า แล้วก็หลายครั้งก็อาจจะไม่สอดคล้องกับความต้องการ

เหมือนกับสัปดาห์นี้ที่ทางคณะรัฐบาล กำลังจะไปที่ภาคตะวันออก ก็ดีนะครับ เรื่องฮับผลไม้ หรือว่าการที่จะไปพัฒนาหลายพื้นที่ที่มีศักยภาพ แต่ก็เช่นเดียวกัน รวมทั้งเรื่องของระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก หรือ EEC ว่าก็ต้องดูว่า ฟังเสียงของทุกๆ ฝ่ายอย่างสมดุลแค่ไหนอย่างไร เพราะสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นบทเรียนมาแล้วคือกรณีของมาบตาพุด แล้วก็เราก็สู้อุตส่าห์พยายามแก้ไขปัญหา จนเป็นที่ยอมรับพอสมควรทีเดียว แต่ปัจจุบันหลายเรื่องที่เราเคยทำไว้ รัฐบาลนี้กลับบอกว่าไม่ต้องทำ หรือปล่อยไป เพียงเพราะว่าบอกว่าอยากจะพัฒนาพื้นที่นี้ อันนี้จะต้องระมัดระวังเพราะว่าจะเกิดความไม่สมดุลอีก จะไม่ยั่งยืนตามชื่อที่บอก”

กลัวหรือไม่ว่าไทยนิยมยั่งยืน ในที่สุดจะเป็นเรื่องของส่วนกลาง แล้วก็มีเมนูเหมือนอาหารที่ลงไปให้ชาวบ้านเลือก
“เราก็ควรจะมีบทเรียนจากเรื่องเหล่านี้นะครับ เพราะว่าอาจารย์ก็ทราบ ในภาคการเกษตรในอดีต เวลามันมีโครงการที่บอกส่วนกลางชี้นำให้ไปทำอย่างนี้แล้ว ก็มีหลายโครงการซึ่งก็ล้มเหลวไป มีแม้กระทั่งงานซึ่งเราเคยคิดว่ามันเป็นนโยบายที่น่าจะให้แต่ละคนคิด อย่างเช่นกรณีโอท็อป เราก็จะพบความเป็นจริงมาตลอดว่า โอท็อปที่ประสบความสำเร็จ คือผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นเรื่องของตำบลนั้น เขาคิด หรือเขาเคยทำอยู่แล้ว แต่ประเภทที่ราชการไปชี้ให้เขาทำ ส่วนใหญ่ก็ไปไม่ได้”

เคยเห็นข้าราชการไปให้เขาทำขนมเค้ก ทำซาลาเปา แชมพู เขาก็บอกว่าจะขายให้กับใคร มันก็จะมีปัญหาถัดมา ตกลงเรื่องนี้ถ้าพูดกันถึงที่สุด มันเป็นเรื่องของท้องถิ่นหรือเปล่า ไม่ใช่เรื่องของส่วนกลาง

“ควรจะเป็นเรื่องของท้องถิ่นเป็นหลัก ส่วนกลางนั้นจะบอกว่าไม่ใช่เรื่องเลยอาจจะไม่ได้ ก็อาจจะมีการสมทบงบประมาณ สนับสนุนในเชิงวิชาการ และอาจจะต้องดูภาพรวมนิดหน่อย ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าหลายท้องถิ่นเกิดคิดเหมือนกัน และแข่งขันกันเอง และอาจจะไปไม่ได้ อันนี้ส่วนกลางอาจจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องบอก เอ๊ะ ได้ดูหรือยังนะว่าตำบล หรือจังหวัดใกล้เคียงเขากำลังจะทำอย่างนี้ แล้วมันจะสอดคล้อง หรือไม่สอดคล้องกันอย่างไร”

แทนที่จะตั้งทีมแบบนั้น ถ้าตอนนี้ดัดแปลงให้ท้องถิ่นเป็นเจ้าของเรื่อง แล้วประสานอย่างที่ว่า
“ปัญหาก็คือในช่วง 3 – 4 ปีนี้การกระจายอำนาจมันเกิดขึ้นน้อยมาก แล้วกลับมีการดึงอำนาจกลับเข้าสู่ส่วนกลางเกือบทุกเรื่องนะครับ แม้กระทั่งเรื่องการศึกษา เรื่องอื่นๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้มันอยู่ที่รัฐบาลจะปรับวิธีคิดหรือเปล่า”

หรือว่าการปูพรมลงหมู่บ้านครั้งนี้เป็นเรื่องทางการเมือง
“ก็เดี๋ยวต้องติดตามกันต่อไป เดี๋ยวดูรูปแบบ แล้วเราก็คงจะมองออกครับ”

ยังไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์ตอนนี้?
“ผมถือว่าถ้ามันจะไปทำงานเพื่อประชาชนนะครับ ไม่ว่ากันหรอก แต่ว่าต้องดู ถ้าเกิดว่า ไปเอาเรื่องของการเมืองเป็นตัวตั้ง 1. ผมเกรงว่างานมันจะล้มเหลว หรือในที่สุดคือประชาชนก็จะกลายเป็นว่าไม่ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการอย่างแท้จริง และ 2. ก็คือว่า ถ้าไปใช้ระบบเดิมก็คือ คิดว่าการใช้งบประมาณของรัฐ เป็นเรื่องของเครื่องมือทางการเมือง เราก็กลับไปสู่ปัญหาการเมืองแบบเดิมๆ”

ตอนนี้บอกว่าใช้เพียง 2 – 3พันล้าน แล้วก็เลี้ยงอาหาร คนที่จะมา
“ผมยังไม่ทราบว่าในที่สุดมันจะเป็นอะไรนะครับ อย่างที่บอกคือขณะนี้ทราบแต่ว่าเขาจะลงพื้นที่ไป แต่ยังไม่ทราบวิธีการว่า ที่บอกว่าจะไปแก้ปัญหา จะไปพัฒนานั้นทำในรูปแบบไหนอย่างไร”

สุดท้ายมันจะคล้าย หรือจะเหมือน หรือจะโดยบังเอิญหรือเปล่าว่า มีบัตรคนจนเฟส 2
“คือบัตรคนจนนี้ผมก็ยังกลับไปที่เดิมก่อนนะครับว่า ถ้ายังปล่อยให้เกิดการผูกขาดของร้านค้าประชารัฐ ทำให้เงินไม่หมุนเวียนด้วย ทำให้ร้านค้าอื่นๆ หรือธุรกิจของชุมชน ใช้คำว่าถดถอย หรือแทบจะตายกันนี้ คงไม่ค่อยเป็นประโยชน์

แต่ทีนี้เฟส 2 นี้มันมีประเด็นใหม่ ก็คือเรื่องของการที่จะให้ไปฝึกอาชีพ ซึ่งผมก็พอเข้าใจหลักคิด หลักคิดที่ว่าก็คือว่า เอ๊ะ จะเอาเงินของรัฐไปสนับสนุนนี้ต้องยั่งยืนไง ไม่ใช่ว่ารับเงินไปเรื่อยๆ แต่ต้องสามารถที่จะพัฒนาอาชีพได้ แต่ประเด็นนี้ก็จะกลับมาสู่ที่เราคุยกันเมื่อสักครู่ว่าถ้าการพัฒนาอาชีพนี้ เป็นไปลักษณะของการที่ไปยัดเยียดว่า เขาต้องฝึก 1 – 2 – 3 – 4 – 5 มันก็คงไม่ประสบความสำเร็จ มันก็คงต้องรอดูว่า เขาสามารถที่จะทำโครงการพัฒนาอาชีพนี้ให้มันสอดคล้องกับตัวเงื่อนไขของบุคคล และพื้นที่ได้มากน้อยแค่ไหน”

ถ้าเราไม่ตั้งเมนู หรือโปรแกรมของเราไว้ก่อน แล้วก็ต้องฝึกอาชีพ แต่ให้ชาวบ้านที่เขามีปัญหาเหมือนกันมารวมตัวกัน คุยกันว่าเขาต้องการอะไร แล้วเราก็สนับสนุนให้เขาทำ
“ก็นี่ไง มันอยู่ที่ว่า 7 – 8 พันทีมนี้ จะไปฟังแบบที่อาจารย์ว่า หรือจะเอาเมนูไปให้ ต้องไปติดตามดู”

แล้วจะมีผลกระทบในทางการเมืองมากน้อยแค่ไหน เป็นการจัดตั้งบุคคลในท้องถิ่นด้วยหรือเปล่า
“ผมว่านั่นก็ไม่เป็นไรหรอกครับ อย่างที่ผมก็ไปพูดที่โคราชเหมือนกัน บอกว่าบางทีเรื่องของการเอารัดเอาเปรียบ หรือการใช้ทรัพยากรของรัฐในทางการเมือง มันก็เจอกันมาเยอะแล้ว เพียงแต่ผมก็ไม่อยากให้มันมี ถ้าเราสร้างบรรทัดฐานที่ดีได้ก็จะเป็นประโยชน์”





บทความอื่นๆ