บทความ

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 12 กุมภาพันธ์ 2561
12 ก.พ. 2561

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 12 กุมภาพันธ์ 2561


(12 กุมภาพันธ์ 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมพูดคุยในรายการ ต้องถาม ทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ ดำเนินรายการโดย อัญชะลี ไพรีรัก

คำต่อคำ

หนังสือพิมพ์หน้า 1 วันนี้ ความเคลื่อนไหวของ 2 คนพี่น้อง ภาพคู่ครั้งแรกระหว่าง นายทักษิณ และ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ปักกิ่ง และข่าวการเคลื่อนไหวของสมาชิกพรรคเพื่อไทย วันเสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมา ข่าวการชุมนุมครองพื้นที่ข่าวหน้า 1

“ความจริงเขาได้รับความสนใจมาระยะหนึ่งแล้ว เพราะว่าก่อนหน้านี้เขาเคยมีการไปชุมนุมที่สกายวอร์ค แล้วก็มีการจับกุม หรือว่าเชิญตัว แล้วก็มีการพูดกันว่า วันที่ 10 ก็คือเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี้ จะมีการนัดหมาย เหมือนกับเป็นการชุมนุมที่ ใช้คำว่ายกระดับขึ้นมา ก็ว่าได้ ก็เลยอยู่ในความสนใจของผู้คน”

หลังจากการชุมนุม คุณอภิสิทธิ์ได้ตั้งคำถามในกรุ๊ปไลน์
“ผมมีกลุ่มที่เรียกว่าไลน์แอด ก็จะมีเพื่อนๆ อยู่ในกลุ่มหลายพันคน ก็จะมีการแลกเปลี่ยนสนทนาประเด็น ก็ถือว่าเป็นการรับฟังความคิดเห็น แล้วก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นวิธีหนึ่ง ทีนี้พอเกิดการชุมนุมครั้งนี้ขึ้นมา ผมก็เลยลองสอบถามดูบอกว่า เพื่อนๆ หลายพันคนนี้รู้สึกอย่างไร แล้วก็ให้เวลาสักประมาณ 24 ชม. พอดีๆ นะครับ โดยประมาณ ก่อนที่จะสรุปออกมา”

คุณอภิสิทธิ์ถามว่าเพื่อนๆ มีข้อคิดอย่างไร เกี่ยวกับการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในวันนี้ (เมื่อวันเสาร์) แลกเปลี่ยนกันได้นะครับ ผ่านไป 1 วัน คุณอภิสิทธิ์สรุปบอกว่าขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของสมาชิกในกลุ่มไลน์แอด เห็นว่าหลากหลายมาก 1. ผลที่ออกมาคือไม่มีใครอยากให้เกิดความวุ่นวาย อยากให้ใช้สิทธิ์ทางกฎหมาย 2. เริ่มมีความไม่พอใจสะสมมากขึ้น เกี่ยวกับการทำงานของ คสช. นับตั้งแต่เศรษฐกิจ การปฏิรูป และการไม่รักษาคำพูด เลื่อนการเลือกตั้งออกไปเรื่อยๆ 3. ไม่อยากให้เกิดความวุ่นวาย เพราะไม่มั่นใจในตัวผู้เคลื่อนไหว และไม่ต้องการให้บ้านเมืองกลับไปสู่ระบอบทักษิณอีก

“อันนี้ขอย้ำก่อนนะว่าเป็นความเห็นของเพื่อนๆ ไม่ใช่ความเห็นผม ผมพยายามสรุปออกมาเพราะว่าเราจะพูดคุยแลกเปลี่ยนกันทุกเรื่อง”

ทำไมถึงอยากฟังความคิดเห็นของเพื่อนๆ ในกรุ๊ปไลน์

“ที่อยากฟังนี้ เพราะว่าผมมองว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของผู้คนอยู่แล้ว แล้วก็ 2. พอจะมองเห็นว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาลักษณะการเคลื่อนไหวแบบนี้ก็น่าจะเกิดถี่ขึ้น แล้วก็ขณะเดียวกันก็พยายามจะรับฟังว่าในบรรดาเพื่อนๆ ทั้งหลายนี้ ซึ่งก็มีความคิดเห็นอย่างที่บอก สุดขั้วนึงก็คือว่า มีตั้งแต่ที่บอกว่า แหม บางคนก็ใช้ถ้อยคำรุนแรงนะ ก็อาจจะไม่แรงเท่ากับ SMS ที่คุณปองเคยเห็นมั๊ง ก็คือว่า กลุ่มที่เขาไม่เอาพวกที่ชุมนุมเลย หรือว่าพวกที่เชียร์ คสช. ก็จะมีทัศนะที่ยังรุนแรงอยู่

แต่ว่าอีกขั้วนึงเราก็เริ่มเห็นคนที่บอกว่า สนับสนุนการชุมนุมครั้งนี้ ซึ่งสัดส่วนนี่ก็ต้องบอกว่า ถ้าในกลุ่มนี้นะ ก็อาจจะยังประมาณสักใกล้เคียงประมาณ 2:1 2 คนที่บอกไม่เอาเลย ก็จะเป็น 1 คนที่บอกสนับสนุน แต่ว่าจริงๆ แล้วมันไม่ได้สำคัญที่ตัวเลขหรอก เพราะว่าอันนี้เราก็เป็นเฉพาะกลุ่มเพื่อน มันไม่ใช่กลุ่มที่สะท้อนประชากรทั่วไป

แต่มันแสดงให้เห็นว่า ความรู้สึกมันเริ่มหลากหลายแล้ว เริ่มหลากหลายแล้ว คือพูดง่ายๆ ก็คือ สมมติว่าอันนี้เป็น 4 ปีที่แล้ว หรือ 3 ปีที่แล้ว 2 ปีที่แล้ว ผมว่าคงไม่ใช่แบบนี้ ทุกคนคงบอก เอ้ย จะทำอะไรกัน เขากำลังปฏิรูป เขากำลังแก้ไขปัญหา มีโรดแม็ปมีอะไรอยู่ แต่พอวันนี้มันเริ่มหลากหลายมากขึ้น มันก็เป็นตัวสะท้อน

แล้วก็พอดีเมื่อเช้านี้ มีข่าว แต่เป็นข่าวที่อ้างแหล่งข่าวนะ บอกว่า ตัวพล.อ.ประยุทธ์ สั่งจับตาม็อบ แล้วก็ในเนื้อข่าวซึ่งเราไม่รู้ว่า จริง – เท็จ แค่ไหน เพราะมันเป็นการอ้างแหล่งข่าว แต่ว่าหลายฉบับลง ก็คือท่านก็บอกว่า ให้จับตา แล้วให้ระมัดระวังในเรื่องของการจะบังคับใช้กฎหมาย โดยนัยยะคล้ายๆ กับว่า ต้องมีความละเอียดอ่อนหน่อยนะ มิฉะนั้นมันจะลุกลามได้

เพราะฉะนั้นความหลากหลายของความเห็นที่แสดงมานี้ ผมว่ามันก็เป็นตัวที่สะท้อนให้เห็นอารมณ์ของคนว่าเริ่มมีความกังวลแล้วว่า ถ้าเกิดมันมีเหตุการณ์แบบนี้ไปเรื่อยๆ มันจะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นอยากจะไล่ทีละประเด็นนะครับ

อันที่ 1 ผมก็ยังยืนยันว่า เกือบทุกคน ไม่มีใครอยากเห็นความวุ่นวาย เพราะว่ามองไม่ออกว่า วุ่นวายแล้วมันจะมีประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือ ถ้าจะไม่ให้วุ่นวายนั้นจะทำอย่างไร ทีนี้มันก็กลายเป็นมี 2 มุมแล้วเดี๋ยวนี้ ทุกเรื่องเลยจะกลายเป็นมี 2 มุมแล้ว เช่น ถ้าพูดถึงในแง่ของการชุมนุมกับการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุม ก็จะอยู่ในสถานการณ์ที่อย่างที่รายงานข่าววันนี้สะท้อนออกมา ก็คือจะไม่บังคับใช้กฎหมายก็คงไม่ได้ จะบังคับใช้ ถ้าบังคับใช้ไม่ดีก็จะลุกลามบานปลาย แล้วก็หลายคนที่เขียนมาในมุมของเรื่องของการใช้สิทธิ์ในการชุมนุม เขาก็จะบอกว่า ความจริงถ้ามันมีพื้นที่ การแสดงออก ก็ว่ากันไป อย่าให้มีการวุ่นวาย กลับไปสู่การจลาจล เผาบ้านเผาเมืองอะไร เขาก็บอกว่าก็ยังพอรับกันได้

ทีนี้ความท้าทายที่ผมคิดว่าสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ อยู่ตรงที่ว่า ปัจจุบันนี้เวลาเราพูดเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมาย มันมีกฎหมายหลายฉบับ โดยเฉพาะก็คือในยุคปัจจุบันมันมีกฎหมายพิเศษขึ้นมา คือตัวคำสั่ง (ประกาศฉบับไหน ในสถานการณ์อะไร) ความหมายของผม ซึ่งความจริงผมพูดมาตั้งแต่ 2 – 3 ปีที่แล้ว บอกว่าโดยข้อเท็จจริง เมื่อเราบอกว่าเรามีโรดแม็ปเดินกลับไปสู่ความเป็นภาวะปกติ การจะต้องคิดเรื่องการผ่อนคลายกฎหมายพิเศษ มันต้องคิดเป็นขั้นเป็นตอนเหมือนกัน ปัญหาขณะนี้ก็คือว่า อย่างกรณีที่มีการทำ WeWalk ก็ดี มันเริ่มมีการซ้อนกันขึ้นมา ก็คือว่า เขาจะพูดถึงกฎหมายการชุมนุมสาธารณะ คือกฎหมายที่เป็น พรบ. ที่บอกว่า การชุมนุมนี้ จะทำนี้ต้องมีการแจ้ง แล้วก็จะต้องมีการตกลงกันว่าจะชุมนุมในรูปแบบไหน อะไรอย่างไร แล้วก็จะมีบางพื้นที่ที่เขาบอกว่าจะห้ามชุมนุม อันนี้มันเป็นกฎหมายปกติไปแล้วนะ ซึ่งอย่างกรณี WeWalk นั้นเห็นว่า ก็มีการสามารถไปใช้สิทธิ์ทางศาลปกครองที่บอกขอคุ้มครองอะไรต่างๆ ได้

ผมว่าตัวนี้มันเป็นกฎหมายที่ เมื่อออกมาแล้วก็น่าจะให้มันบังคับใช้ไปตามปกติ ปัญหาก็คือ มันเกิดการมาซ้อนกับประกาศ คสช. ที่บอกว่าห้ามชุมนุมเกิน 5 คน อันนี้เวลาที่คนพูดบอก อยากให้ชุมนุมตามกฎหมายนี้ มันหมายถึงกฎหมายปกติ มันจะหมายถึงว่ากฎหมายพิเศษด้วยหรือเปล่า และประเด็นของผมก็คือว่า เมื่อเกิดสถานการณ์แบบนี้ มันก็ควรจะมาคิดในเชิงระบบ ในความหมายของผมก็คือว่า ที่บอกมี 2 มุมก็คือว่า

อีกเรื่องนึงที่คนกลัวมากก็คือบอก กลัวความวุ่นวายหลังการเลือกตั้ง ความหมายก็คือว่า ถ้าเลือกตั้งไปแล้ว บางคนพอเห็นเหตุการณ์นี้ ก็จะโวยมาบอกว่า เนี่ย แล้วจะเลือกตั้งได้มั้ยล่ะ เพราะว่าถ้าเลือกตั้งแล้ว แล้วก็มีการมาก่อม็อบก่ออะไร จะมีคนที่พูดอย่างนี้

แต่ขณะเดียวกันที่ผมบอกอีกมุมก็คือ มีคนบอกว่า ที่มันมีม็อบอย่างนี้ ก็เพราะความไม่ชัดเจนเรื่องการเลือกตั้ง คือตอนนี้มันจะกลายเป็นว่า เลือกตั้งก็กลัวขัดแย้ง ไม่เลือกตั้งก็กลัวขัดแย้ง ผมก็เลยบอกว่า บางที คสช. อาจจะต้องใช้โอกาสนี้ในการมาลองทบทวนมั้ยว่าจะบริหารจัดการเกี่ยวกับการชุมนุมอย่างไร เพราะมันไม่ได้มีเฉพาะเรื่องการเมืองนะครับ เราจะมีกลุ่มของถ่านหิน เราจะมีกลุ่มเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งเขาก็มีเหตุผลในการที่จะมาแสดงออก หรือมาเรียกร้องนี้

ข้อเสนอผมนะ ทำไมไม่ใช้เฉพาะกฎหมายชุมนุมสาธารณะ ประกาศ คสช. ตอนนี้อาจจะลองผ่อนคลาย หรือยกเลิกมั้ย เพราะอะไรครับ เพราะอย่าลืมว่า หลังการเลือกตั้ง คำสั่งพิเศษ ประกาศพิเศษมันคงไม่มีแล้ว แล้วไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลนะ รวมทั้งแม้สมมติว่า พล.อ.ประยุทธ์จะมาเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ก็ต้องใช้กฎหมายการชุมนุมตรงนั้น แต่ข้อดีของการที่ทำตอนนี้ก็คือว่า สมมติมันทำท่าจะเอาไม่อยู่ เขายังสามารถที่จะใช้อำนาจพิเศษได้

คือยังไงเขาก็มีมาตรา 44 อยู่ เพื่ออะไรครับ เพื่อที่ว่าเราจะได้เริ่มมองเห็นว่า สังคมไทยจะเอาอย่างไรกับเรื่องการชุมนุม เพราะไม่งั้นผมมองไม่ออกว่า เรื่องนี้มันจะแก้อย่างไร เพราะว่าในด้านนึงอย่างที่บอก ...”

แสดงว่ามองว่า การชุมนุมจะถูกยกระดับขึ้นไปเรื่อยๆ?
“เราตั้งข้อสังเกตได้ก็คือว่า กลุ่มคนเหล่านี้เขามีหมาย มีคดีที่ค้างอยู่ แต่เขาได้แสดงออกว่าเขาไม่กลัว แล้วก็พอเขามาชุมนุมในขณะนี้ซึ่งเป็นการชุมนุมโดยสงบ พอมันมีการจับกุมอะไรต่างๆ เขาก็คิดว่า มันก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดแนวร่วม เสร็จแล้วก็อย่างที่บอกคือ คสช. ก็จะอยู่ในฐานะที่ลำบาก เพราะว่าถ้าไม่จับ บอกว่าฝ่าฝืนคำสั่ง ประกาศ คสช. ไม่ทำอะไร ก็ไม่ได้ แต่ถ้าทำแบบเคร่งครัด คุณอัญชะลี ก็ทราบดี เพราะก็เคยเกี่ยวข้องกับการชุมนุมมาหลายครั้ง”

คุณอภิสิทธิ์มองว่า ตอนนี้มีกระบวนการที่จะจัดให้การชุมนุมเกิดขึ้น และการชุมนุมจะยกระดับมากขึ้นๆ
“ใช่ครับ เพราะมันก็มาสัมพันธ์กับประเด็นที่ 2 ว่า เหตุผลที่เขามีความกล้ามากขึ้นขณะนี้ เพราะเขารู้ว่ามันเริ่มมีความไม่พอใจสะสมกับ คสช. 3 เรื่องใหญ่ๆ เศรษฐกิจ มันคือเป็นสิ่งที่มีปัญหามาต่อเนื่อง เพราะว่ามันก็เลยทำให้ คือพูดง่ายๆ นะครับ เวลาผมไปเยี่ยมประชาชน เจอพบปะประชาชนในทั่วประเทศ ก็จะมากระซิบเรื่องปัญหาเศรษฐกิจนี้เยอะมาก แย่มากๆ แย่มากๆ แล้วก็ทุกคนก็มีความรู้สึกว่า ชนบทหนักสุด ในเมืองใหญ่ก็ไม่ดี มันดีเฉพาะคนกลุ่มไม่ใหญ่โตเท่าไหร่นัก ที่พอมีอันจะกิน”

คสช. มีมือไม้เศรษฐกิจเยอะมาก ทำไมเศรษฐกิจไม่ดีตั้งแต่รัฐประหารเป็นต้นมา
“ที่ผมเคยย้ำมา ก็มี 2 – 3 ประเด็น ประเด็นที่ 1 ทีมเศรษฐกิจนี้ ยังค่อนข้างที่จะดูเฉพาะตัวเลขภาพรวม ทีนี้โครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันมันค่อนข้างจะมีความเหลื่อมล้ำสูง เพราะฉะนั้นสมมติว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่ไปได้ดี ตัวเลขภาพรวมมันก็ไปได้

ประเด็นที่ 2 ก็คือว่า การขาดเสียงสะท้อนที่เป็นตัวแทนของประชาชน ที่จะมีน้ำหนัก มันขาดหายไป ผมก็ยกตัวอย่าง ผมก็กลัวคนไทยจะเบื่อนะ ก่อนไทยนิยม เอาบัตรคนจนก่อน บัตรคนจนนี้เป็นตัวอย่างที่ผมย้ำแล้วย้ำอีกก็คือว่า เรากำลังบอกจะเอาเงินไปให้กับประชาชนจำนวนมาก 200 บาท 300 บาท หลักของการกระตุ้นเศรษฐกิจ อันนี้ถ้ามองในเชิงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เวลาเราเอาเงินลงไปแล้ว เราต้องการให้เงินมันหมุน

สมมติว่าคุณปอง มีบัตรสวัสดิการ ได้ 200 บาท เราก็อยากให้คุณปองไปจ่ายตลาด จ่ายตลาดเสร็จ แม่ค้าในตลาดซึ่งก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร เขาก็จะมีรายได้ เขาก็เอาเงินนี้ไปซื้ออย่างอื่น หมุนๆ ไป ปรากฎว่าโครงการนี้ไม่ได้ทำอย่างนั้น บอกว่าคุณปอง ต้องเอาบัตรไปใช้เฉพาะร้านธงฟ้าประชารัฐ ซึ่งตำบลนึงอาจจะมีอยู่แค่ 1 ร้าน 2 ร้าน นี่ผมฟังมา บางคนบอกบางตำบลไม่มี เพราะฉะนั้นหมายความว่าไงครับ หมายความว่า คนที่มีบัตรคนจนทั้งหมดในตำบลนั้น เอาเงินไปกองอยู่ที่ร้านค้าประชารัฐ 2 ร้าน 3 ร้าน เขาจะเอาเงินออกมาหมุนมั้ย แต่ถ้าเกิดเราปล่อยให้เงินจำนวนมหาศาลตรงนี้ไปสู่ตลาดสด ไปสู่ร้านขายของ อันนั้นด้านนึงนะครับ

ด้านที่ 2 ปรากฎว่า พอร้านค้าเหล่านี้สามารถผูกขาดได้ เขาขายสินค้าแพงกว่าข้างนอกนะ ไอ้ 200 – 300 บาท ก็เลยได้ของน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

และอันที่ 3 ก็คือตอนนี้ก็คือ ส่วนคนอื่นๆ ซึ่งก็ไม่ได้ฐานะดี ขายของอยู่ในตลาดสด ขายของอยู่ในร้านค้าเล็กๆ ธุรกิจเลยหายไปหมด คือ 200 – 300 บาทที่จะต้องหมุน มันหายไปอีก เพราะคนไปเข้าร้านพวกนี้หมด

เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นตัวอย่างว่า ถึงแม้ว่ามีโครงการ มีความตั้งใจที่ดี แต่ไม่ค่อยฟังสุ้มเสียงของการที่มันสะท้อนกลับมาว่า ปัญหามันคืออะไร มันก็เหมือนกับก่อนหน้านี้ ตำบลละ 5 ล้าน หมู่บ้านละกี่แสน ที่เขาก็พูดกันมาตลอดว่า มันไม่ลงไปจริง

ทีนี้พอมาถึงไทยนิยม ก็ไม่ทราบ คือไทยนิยมนี้บังเอิญวมันยังไม่ค่อยชัดเจนว่าจะทำอะไรนะ เพราะว่า รู้แต่ว่ามีวิทยากร กี่พันคณะ จะลงไปพบกับชาวบ้าน แต่ผมฟังดู ในคู่มือที่จะไปพบกับชาวบ้าน มันมีหลายเรื่องเหลือเกิน คือมันจะมีเรื่องเกี่ยวกับการเมืองด้วย เรื่องเศรษฐกิจด้วย ก็เลยยังไม่แน่ใจว่ามันเป็นโครงการที่จะไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้แค่ไหน เพราะว่าลำพังแค่ทำเรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว สมมติว่า 7 พันคนนี้จะลงไปในลักษณะที่ว่า ช่วยชาวบ้านเลยว่า จะแก้หนี้อย่างไร จะฝึกอาชีพอะไรอย่างไรนี่ก็ยากอยู่แล้ว ที่จะทำแบบสามารถที่จะส่งคนเข้าไปแล้วไปแก้ปัญหาได้หมดในระยะเวลาอันสั้น แต่ดูแล้วเหมือนการอบรมนี้มันไปเรื่องอื่นด้วย ผมก็เลยไม่แน่ใจว่ามันจะดีขึ้นมั้ย

เพราะฉะนั้นความไม่พอใจในเรื่องของเศรษฐกิจมันเริ่มสะสมขึ้นมาเรื่อยๆ ส่วนเรื่องการปฏิรูป อันนี้คือเสียงที่เพื่อนๆ เขาสะท้อนมา เขาก็บอกว่า เขาก็ไม่เห็นว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็มันมีแต่คณะปฏิรูป เราก็เห็นใจนะครับ เพราะมันเรื่องยาก เพียงแต่ว่า จริงๆ แล้วปฏิรูปเรื่องเดียวก็เหนื่อยแล้ว นี่ปฏิรูป 27 เรื่อง 28 เรื่อง มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ มันต้องจัดลำดับความสำคัญ

แล้วก็เสียงที่เรียกร้องมากที่สุดอาจจะเป็นเรื่องปฏิรูปตำรวจมังครับ เพราะว่าความรู้สึกของผู้คนก็คือว่า ถ้าตำรวจมีความเข้มแข็ง ตอบสนองประชาชน อำนวยความยุติธรรมจริง ทั้งปัญหาของการเมืองด้วยนะว่า ที่ผ่านมาจะไม่มีเกียร์ว่าง ไม่มีอะไร แตงโม มะเขือเทศอะไรนี้ ของอย่างนี้มันก็จะเบาลงไป แต่ว่าเราก็ยังไม่เห็น แล้วก็ทำท่าว่าอาจจะเห็นบางเรื่องนะครับ ผมเข้าใจว่าคณะกรรมการที่ทำเรื่องปฏิรูปตำรวจนี้ ก็จะไปทำเรื่อง เขาก็คงจะไปมุ่งเรื่องโยกย้ายเป็นหลัก เพราะเขาก็เข้าใจว่าการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องซื้อขายตำแหน่งมันเป็นเรื่องใหญ่มาก  แต่ว่าอันนี้ก็คืออีกส่วนนึงที่คนบอก เอ๊ะ ปฏิรูปไม่เห็น”

การไม่รักษาคำพูด
“อันนี้ก็คือเรื่องกลับไปเรื่องเลือกตั้ง – ไม่เลือกตั้ง ซึ่งเวลาพูดเรื่องนี้ ก็จะมีคนกลุ่มนึง บอก เอ๊ะ จะต้องมารีบร้อน เร่งรัดอะไร ผมก็จะบอกว่า จริงๆ อย่างเวลาผมพูด ผมไม่ได้บอกว่า ต้องรีบเลือกวันนี้ พรุ่งนี้”

“คือปัญหาเวลานี้สำหรับพวกผมมันไม่ใช่เรื่องว่า รีบ – ไม่รีบ ปัญหามันอยู่ที่ความน่าเชื่อถือของประเทศ มันเป็นประโยชน์กับประเทศ อันที่ 1 ในเรื่องของเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความน่าเชื่อถือ อย่าลืมว่า โรดแม็ปที่พูดกันนี้ แล้วบอกว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ มันไม่เคยมีใครไปกำหนดนะ นอกจาก คสช. เอง

ทีนี้ท่านนายกฯ เคยไปพูดว่าจะเลือกตั้งปี 59 ปี 60 ปี 61 ปี 62 ต่างประเทศเขาก็เลยมีความรู้สึกว่า มันไม่มีอะไรแน่นอน พอมันไม่มีอะไรแน่นนอน การยกระดับความสัมพันธ์กลับคืนสู่ภาวะปกติ มันก็ยังเกิดขึ้นไม่ได้”

ไม่แน่นอนเพราะบ้านเมืองไม่สงบหรือไม่
“เอาอันนี้ก่อนนะว่า ผลคืออะไรนะ ทำไมถึงความแน่นอน

2. ก็คือเรื่องเศรษฐกิจ มีคนอยากลงทุนเยอะ (พอไม่แน่นอน) ก็รอ ก็มีอย่างนี้ แล้วก็อย่างที่บอกก็คือว่า พอภาวะเศรษฐกิจมันเป็นอย่างนี้ มันก็เกิดความอึดอัดขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องการก็คือ เอาละความแน่นอน ทีนี้ความแน่นอนนี้ แน่นอนเราจะบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ คุณต้องบอกผมมาเลยนะว่า วันที่เท่าไหร่ เราก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ว่าถ้าเกิดสมมติว่ามันมีความชัดเจนว่า อย่างตอนนี้บอกจะมีความแน่นอนอีกแล้ว เพราะกฎหมายจะถูกคว่ำไม่คว่ำอะไรนี้ คือสิ่งที่ผมคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ทำได้ ก็คือบอก ผมจะไม่ให้มันวุ่นวายอย่างนั้นนะ เพราะว่าท่านอยู่ในฐานะที่ทำได้อยู่แล้ว ไม่มีใครเชื่อหรอกว่าท่านทำไม่ได้  เพราะว่า สนช. ก็ไม่เคยฝืนมติอะไรท่าน 2. สนช. เคยออกกฎหมายมาแล้ว ท่านยังเอา ม. 44 ไปแก้เลย”

คุณอภิสิทธิ์มองว่า ตอนนี้ สนช. กำลังทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่
“ผมมองว่าตอนนี้มันสับสน เพราะ สนช. - กรธ. เขาเห็นไม่ตรงกัน แล้วมันก็เกิดความไม่แน่นอนขึ้นมาอีกว่า ..”

ทั้ง สนช. และ กรธ. ก็เป็น แม่น้ำ 5 สายร่วมกัน
“ก็นั่นสิครับ ก็นี่ไงครับ เพราะนั้นสุดท้ายคือสัญญาณถ้าท่านนายกฯ บอกว่า เอาอย่างนี้ ไม่ต้องกังวล ถ้าเกิดมันมีความสับสนวุ่นวาย ผมจะแก้ปัญหาเอง อย่างนี้มันทำให้เกิดความรู้สึกว่า คสช. จริงจังกับโรดแม็ป แต่พอท่านนายกฯ พูดบอกว่า ผมไม่ก้าวล่วง สนช. นะ แล้วปล่อยให้มัน เดี๋ยวก็มาใส่อะไร มันก็เลยเกิดความหวาดระแวง ไม่เชื่อถือ และมันจึงกลับมาที่บอกว่ามันเกี่ยวกับประเทศคือ มันคือเงื่อนไขที่ทำให้ตอนนี้การชุมนุมมันเกิดขึ้นข้อนึงถูกมั้ยครับ

ผมบอกว่า สมมตินะครับว่า วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ บอกเลือกไม่ได้ พฤศจิกา จะเลือกกุมภา แต่ผมจะทำทุกอย่างว่า โอเค กุมภา ทำให้ได้ แล้วก็ 2. ให้เหตุผลให้มันชัดว่าที่มันเลือกไม่ได้นี้เพราะอะไร แล้วถ้าบอกว่าเพราะมันมีบางกลุ่มบางอะไรที่ยังป่วนอยู่ บอกมาเลยครับกลุ่มไหน แล้วใช้อำนาจจัดการเลยครับ ถ้าอย่างนี้ผมว่าเราไม่ต้องมาเกี่ยงทะเลาะกันว่า เฮ้ย เลือกตั้งเร็ว เลือกตั้งช้า แต่มันแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นว่า กำลังจะจัดการ”

เหมือนกับโรดแม็ป ถ้าจะไปเลือกตั้ง กพ. 62 เพราะตอนนี้มีกลุ่มป่วนขึ้นมา กลุ่มป่วนดังต่อไปนี้ และกลุ่มเหล่านี้มีท่อน้ำเลี้ยงมาจากคนนี้

“และ คสช. กำลังจัดการกับมันอย่างไร ผมว่าอย่างนี้สังคมก็จะเริ่มเข้าใจ แล้วก็โรดแม็ปท่านจริงจัง หมายความว่าท่านก็พยายามจะทำตรงนี้ไป ทีนี้สมมตินะ สมมติเดินไปอีก 2 – 3 เดือน เกิดเหตุเกิดความจำเป็นอะไร อธิบายมา ผมว่าสังคมก็ไม่ค่อยว่าอะไรนะ แต่ปัญหาตอนนี้ก็คือว่า เวลาที่บอกมีการเลื่อนการเลือกตั้ง มันเกิดจากคำพูด อภินิหาริย์ทางกฎหมายอยู่เรื่อย ซึ่งคนมีความรู้สึกว่า เอ๊ะ มันเรื่องอะไร ไม่เข้าใจ แล้วมันก็เลยทำให้ทั้งโลก ทั้งภายในประเทศ หยิบมาเป็นเงื่อนไขว่าตกลงมันมีความพยายามบิดพริ้ว เพราะฉะนั้นเวลาที่พวกผมพูด มันไม่ใช่เรื่องว่า พวกผมอยากจะเลือกตั้ง ผมอยากให้ประเทศมีแบบแผนของการเดินที่มันมีความแน่นอน แล้วเหตุผลถ้ามันดี มันมี มันดี ผมว่าสังคมไทยยอมรับนะ”

เมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมา ได้เห็น ภาพถ่าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถือกระเป๋าแพง ที่หน้าห้างแฮรอด
“อันนี้ผมไม่ทราบหรอกว่าถูก – แพง เพราะคุณอัญชะลีบอก”

การออกมายืนถ่ายรูปที่หน้าห้างคงไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา มันคือสัญญาณแรก พอสัญญาณที่ 2 ชัดเจนมากขึ้น เป็นภาพ 2 พี่น้องกลางกรุงปักกิ่ง ขณะกำลังซื้อของเพื่อใช้ในเทศกาลตรุษจีน ตามมาด้วยข่าวว่าจะมีพลพรรค เครือข่าย ไปร่วมไหว้เทศกาลตรุษจีนที่ปักกิ่งด้วย ข่าวเหล่านี้ออกมาต่อเนื่องเป็นระบบ คุณอภิสิทธิ์มองอย่างไร

“คือข้อ 3 ที่ผมสรุปนี้ มันก็สะท้อนมุมมองของคนที่เขากลัวระบอบทักษิณมาก ว่า เอ๊ะ มันคงไม่ใช่เหตุบังเอิญมั๊ง ทำไมถึงเกิดปรากฎการณ์ หรือขบวนการอย่างที่ว่า แล้วเขาก็จึงมีความรู้สึกว่า เอ๊ะ ถ้ากลุ่มที่เคลื่อนไหวเกิดไปเชื่อมโยง จะโดยอะไรก็ตาม แล้วมันก็เริ่มมีการเชื่อมโยงตรงที่ว่า คุณวัฒนา เมืองสุข ก็ออกมา อะไรต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น เขาก็มีความรู้สึกว่า อย่างนั้นเขากลัวนะ เขาก็ไม่เอาเหมือนกัน

ทีนี้มันก็เลยทำให้มันก็กลายเป็นเหตุผลนึงที่เมื่อสักประมาณอาทิตย์ก่อนมั๊ง ที่ พล.อ.ประยุทธ์มาพูด ใช้คำพูดว่า จะเลือกผม หรือจะเลือกไปแบบเก่า คือตอนนี้ที่ผมคิดว่า ซึ่งปัญหาก็คือความจริงผมว่าสังคมไม่ต้องการทั้ง 2 อย่างนะ อยู่แบบนี้มันเป็นถาวรมันเป็นไปไม่ได้ ขณะเดียวกันก็ไม่อยากกลับไปแบบเก่า”

แต่เสียงลุงตู่อยู่ต่อก็มี
“มีครับ ผมไม่ปฏิเสธหรอกครับ ก็มีอยู่ แต่ว่าก็จำนวนหนึ่ง แต่ว่าผมว่าทุกคนก็คงยอมรับมั๊งว่า ระบบแบบที่เป็นอยู่ มันถาวรไม่ได้ มันเป็นระบบชั่วคราว และ คสช. เอง ก็บอกมาตลอดว่า เข้ามานี้เพื่อมาแก้ไขปัญหาสถานการณ์ คงไม่ใช่ตัวระบบ คือถ้าไปตามระบบ มาตามรัฐธรรมนูญ ก็เป็นอีกเรื่องนึงแล้วนะ ค่อยว่ากันไป

แต่ว่าระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ความหมายคือหมายความว่า มีการเลื่อนทุกอย่างไปเรื่อยๆ ผมว่ามันคงไม่ใช่นะ ขณะเดียวกันไม่มีใครอยากไปเป็นแบบเก่า ผมก็เห็นด้วย แต่ปัญหาขณะนี้ก็คือว่า มันไม่ใช่เลยมาพูดกับสังคมว่า ถ้าไม่อยากเป็นแบบเก่าต้องเป็นแบบนี้ มันต้องมาคิดว่า แล้วประเทศไทยจะได้สิ่งที่ดีกว่านี้ได้อย่างไร

ย้อนกลับมาถึงบอกว่า ทำอย่างไรให้การปฏิรูปมันเดิน ให้เกิดความมั่นใจ ความแน่นอน เลือกตั้งแล้วเศรษฐกิจมันจะดีขึ้น ไม่มีการกลับไปทุจริต คอร์รัปชั่นอะไร มันต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำตรงนั้นอย่างไร”

ต้องมาช่วยกันคิดว่าเราจะทำให้ประเทศไทยไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้แบบไหน อย่างไร
“ถูกต้อง ซึ่งอันนี้มันพูดกันน้อยเกินไป”

มีคนกลุ่มนึงพูดบอกว่า เอือมระอากับนักการเมือง
“คืออย่างนี้ครับ คุณอัญชะลี เราต้องพูดอย่างนี้ อันที่ 1 เราต้องยอมรับว่าการเมืองที่ผ่านมามันมีความล้มเหลวจริง และอันที่ 2 เราปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า ในที่สุด ระบบการเมือง มันก็จะต้องมีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง มีนักการเมือง ทั้งเก่าและใหม่ ทีนี้หัวใจของการที่จะทำให้ประเทศมันไปดีขึ้น ก็คือจะต้องออกแบบระบบว่าทำอย่างไร

1. ถ้าเกิดคนดีมาปกครองได้ นั่นดีที่สุดอยู่แล้ว 2. ถ้าคนไม่ดีเข้ามา ต้องทำไม่ดีไม่ได้ คือจะต้องถูกจัดการโดยระบบ ทีนี้ปัญหาก็คือว่า ขณะนี้เราไม่เห็นภาพของระบบตัวนั้น ตรงกันข้ามขณะนี้ แล้วก็อันนี้ก็สะท้อนมาในไลน์ ก็คือว่า หลายคนมาบ่นบอกทำไม ไปๆ มาๆ ตอนนี้ก็คล้ายๆ กับเก่าๆ เหมือนกันนะ หลายเรื่อง และโดยเฉพาะที่ผมก็เป็นห่วงก็คือว่า ความน่าเชื่อถือที่จะเกิดขึ้นกับ ปปช. กับองค์กรอิสระทั้งหลาย ซึ่งจะต้องเป็นตัวที่มาคอยจัดการกับปัญหานักการเมืองที่ไม่ดีทั้งหลาย ถ้ามันเริ่มเสื่อมไปตั้งแต่ตอนนี้นะ แล้ววันข้างหน้ามันจะเป็นอย่างไร”

อะไรที่ทำให้ คสช. ตอนนี้คะแนนนิยมลดลง
“ก็นี่มันมาพันกันหมด เรื่องต่ออายุ ปปช. เรื่องที่ว่าไม่มั่นใจว่า ปปช. จะกล้าพิจารณาบางเรื่องอย่างเป็นอิสระหรือไม่ ทั้งหมดเหล่านี้มันต้องเร่งแก้ไข เพราะฉะนั้นโดยสรุปก็คืออยากจะบอกว่า วันนี้อยากจะให้หัวหน้า คสช. พล.อ.ประยุทธ์ตั้งหลัก แล้วก็ดูปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

อันที่ 1 อย่างที่บอกก็คือว่า เรื่องของการบริหาร บังคับใช้กฎหมาย จะปรับท่าทีอย่างไร เพราะถ้าตรึงประกาศ คสช. ไว้ แต่ต้องบังคับใช้แบบเกรงๆ มันจะเป็นคำตอบมั้ย”

เอาอะไรก็เอาให้สุดไปด้านหนึ่ง
“คือผมก็ไม่อยากให้สุดไปบางด้านนะ เพราะมันอาจจะสุ่มเสี่ยงได้ ถ้าไปบังคับแล้วก็เกิดปฏิกิริยา แล้วเกิดเอาไม่อยู่ แต่ว่าถ้าหากว่าเริ่มมีกติกาอย่างที่บอก ก็คือกฎหมายชุมนุมสาธารณะเอามาใช้ให้ชัด แต่ยังมีอำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ซึ่งถ้ามีความจำเป็นเอาออกมาใช้ได้ บริหารจัดการซะ

2. ก็คือเงื่อนไขที่ทำให้ความไม่พอใจมันสะสมทั้งหลายนี้ ขจัดมันซะ เอาละเรื่องเศรษฐกิจนั้นไม่เป็นไร เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ความคิดเห็นมั้ยไม่ตรงกัน แต่ว่าเรื่องปฏิรูปก็คือสร้างความชัดเจนว่าจะทำให้ระบบมันดีขึ้นอย่างไร แล้วก็ที่ผมย้ำเสมอก็คือว่า อยากจะปฏิรูปอะไร อยากให้การเมืองเป็นอย่างไร บ้านเมืองเป็นอย่างไร ฉายหนังตัวอย่างหน่อย ไม่ใช่ออกมาบอก ทำซะ อย่างเช่น ยกตัวอย่าง ตอนนี้มาตรฐานจริยธรรมออกมาแล้วนะ ไม่รู้ได้อ่านหรือยัง ดูซิว่าปฏิบัติตามนั้นให้เห็นได้มั้ย มันมีหลายข้อมากเลยนะ ซึ่งจะทำให้เห็นว่า เออ การเมืองที่ คสช. บอก มันจะไทยนิยม หรือที่มันดีนั้นมันเป็นอย่างไร ก็ทำให้ดูซะ ไม่ใช่มีความรู้สึกว่า เอ๊ะ ไอ้ที่ทำอยู่นี้ถูกตั้งคำถามมากมาย แล้วก็มันไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานนั้น

แล้วก็กำหนดการเลือกตั้งก็อย่างที่ผมบอกนะครับ ก็คือบอกว่า แสดงความมุ่งมั่นซะว่าจะเป็นอย่างนี้ แล้วสังคม ถ้ามีเหตุผลที่ดี จะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรนั้น ทำให้มันโปร่งใส ตรงไปตรงมาก็จบ”

ย้อนกลับไปที่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อีสานโพล กับกรุงเทพโพล เรื่องก็ไม่ได้แตกต่างกัน ที่น่าสนใจคือมีการพูดถึงเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ เขาอยากเห็นการจับมือกันระหว่าง พรรคเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ และ คสช. จะออกมาหน้าตาเป็นแบบไหน
“ก็เป็นรัฐบาลที่ทุกฝ่ายร่วมกันเป็น”

ระบบแบบนี้ทำได้หรือไม่ ระบบรัฐบาลแห่งชาติ
“คือผมอ่านอีสานโพล ต้องอ่านอย่างนี้ก่อน ต้องอ่านว่าสิ่งที่มันสะท้อนออกมา ข้อที่ 1 ก็คือว่า ต้องยอมรับว่าความนิยมที่เขามีต่อพรรคเพื่อไทย ยังมีอยู่สูง แม้จะลดลง ก็คือรู้สึกว่า เขาจะอยู่ที่ประมาณ 40% แล้วตอนนี้ เดิมเขาอยู่ที่ใกล้ๆ 50 แล้วยิ่งถ้านับเป็นเฉพาะ ส.ส. เขตนี่โอ้โห มันสูงกว่านี้มากมายนัก แต่ก็คือก็ยังสูง และก็ยังสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ ทั้งหมด

จากตรงนี้เราก็พออ่านออกว่า แสดงว่าเขายังมีความพึงพอใจอะไรบางอย่างกับรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย แล้วก็ความพึงพอใจในเรื่องเหล่านั้น เขาก็คงเปรียบเทียบกับสภาพปัจจุบัน โดยเฉพาะชัดเจนที่สุดคือเรื่องเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกันเขาก็เริ่มมีความรู้สึกว่า พรรคเพื่อไทยไปเป็นรัฐบาลแบบเดิมๆ นั้นก็ไปไม่รอด ก็คือเป็นแล้วก็ในที่สุดเกิดปัญหาเรื่องการทุจริต คอร์รัปชั่น เกิดการประท้วง เกิดความขัดแย้ง เพราะฉะนั้นพอเขามีความนิยมตรงนี้ คำถามอื่นๆ ที่ตามมา เขาก็กำลังจะบอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็เอาเพื่อไทยไปเป็นรัฐบาลกับคนอื่นซะ ผมอ่านอย่างนี้นะ ก็คือหมายความว่า พื้นฐานคือชอบนโยบาย ของฉันอยู่ อาจจะเสื่อมลงมาบ้าง แล้วก็เห็นว่าจุดอ่อนที่ผ่านมาก็คือ พอเพื่อไทยไปเป็นรัฐบาลคนเดียวก็ไปไม่ได้ ไปไม่รอด เขาอาจจะมอง อาจจะมีทั้งบางคนที่ยอมรับว่าเพราะไปทุจริต คอร์รัปชั่น ทำให้เกิดปัญหา หรืออาจจะมีอีกกลุ่มนึงที่เขาเชื่อบอกว่า ไปเป็นคนเดียวแล้วก็ถูกกลั่นแกล้ง ก็พูดกันตรงๆ ใช่มั้ย เพราะฉะนั้นผมเลยไม่แปลกใจว่า คำตอบอื่นๆ ต่อคำถามอื่นๆ มันก็เลยมาในทำนองที่ว่า ก็เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เอาเพื่อไทยไปเป็นรัฐบาลกับคนอื่น

มันก็เลยออกมาว่า สนับสนุนว่า ถ้าเราเป็นรัฐบาลแห่งชาติก็ได้ จะรวมกับประชาธิปัตย์ก็ได้ (ขอให้เพื่อไทยเป็น Main ) Main หรือเปล่าไม่ทราบนะ แต่ขอให้เป็น”

สูตรรัฐบาลผสมอย่างนี้ คุณอภิสิทธิ์มองอย่างไร
“คือ 2 ข้อนะ ผมก็พูดมาตลอด 1. รัฐบาลแห่งชาติก่อน ผมนี้มองว่ารัฐบาลแห่งชาติ มันต้องเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่เรียกว่าพิเศษจริงๆ แล้วก็ไม่ควรจะเป็น คือถ้าจะมี มันไม่ใช่ลักษณะที่จะอยู่ได้ยาว เพราะอะไรครับ เพราะมันจะไม่มีการตรวจสอบ (แม้มันจะมีพรรคการเมืองอยู่ในนี้นะ) คือพอมีพรรคการเมืองอยู่ในนี้หมด ทุกคนเป็นรัฐบาลหมด มันไม่มีฝ่ายค้าน ผมยืนยันว่าการตรวจสอบโดยการมีฝ่ายค้าน ยังไงก็เข้มข้นว่าการที่จะตรวจสอบกันเองในรัฐบาล มันก็เป็นจุดอ่อน (องค์กรอิสระอาจจะถูกควบคุมและแทรกแซงได้) ใช่ คือมันก็กลายเป็นเหมือนกับ รวมศูนย์ของผู้ที่จะมีอำนาจทั้งหลายอยู่ที่เดียวกัน

แล้วก็ปัญหาที่น่ากลัวก็คือ เวลาถ้ามันเป็นอย่างนั้นแล้ว แล้วเกิดสมมติว่ามีเรื่องอื้อฉาวขึ้นมา ประชาชนไม่พอใจขึ้นมา ทีนี้เหลือใครล่ะ มันจะกลายเหมือนกับว่าความเสื่อมศรัทธาก็จะหนักเลย มันจะสุ่มเสี่ยงมาก

ส่วนรัฐบาลผสม ประชาธิปัตย์ เพื่อไทยนี่ก็ถามกันมาเยอะมาก คือผมก็พูดมาบอกว่า นานแล้วบอกว่า ถ้าพรรคการเมือง อุดมการณ์มันไม่ตรงกัน มันก็ไม่ควรจะไปร่วมกัน ทีนี้แปลว่ารวมกันแล้วสกัดคนนอกนี่ผมก็ไม่รู้แปลว่าอะไรนะ แต่ว่าผมก็บอกได้แต่ว่าในส่วนของประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า 1. อุดมการณ์ไม่ตรงกัน มันไปด้วยกันไม่ได้ 2. พรรคเพื่อไทยในความเห็นของเรา ตราบเท่าที่ยังไม่ก้าวพ้นจากเงาของครอบครัวชินวัตร มันก็คงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไปร่วมงานด้วย เพราะเราไม่เชื่อว่าเขาจะสามารถเอาประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ของกลุ่ม ของพวก หรือของครอบครัว

ส่วนที่บอกว่าประชาธิปัตย์ ทำไมบางทีพูดเหมือนกับเพื่อไทยอะไรนั้น ผมก็บอกว่า อันนั้นมันเป็นเรื่องของความเห็นที่มันตรงกันบ้าง ไม่ตรงกันบ้าง นั่นอีกเรื่องหนึ่ง การที่อุดมการณ์ไม่ตรงกัน แล้วถ้าเกิดมันมีความเห็น หรือพูดตรงกันในบางเรื่อง มันก็ไม่ใช่แปลว่าจะไปรวมกันนะ ไม่งั้นสมมติเพื่อไทยเขาบอก 2+2 เท่ากับ 4 ผมบอกอุดมการณ์ไม่ตรงกัน ผมต้องไปหาคำตอบอื่นหรือเปล่า – มันก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นถ้าบางเรื่องมันจะพูดตรงกัน ไม่ได้แปลว่าจะไปรวมกัน หรือจะไปร่วมกัน ก็เป็นเพียงแต่ว่าความเห็นในเรื่องนั้นมันตรงกันเท่านั้นเอง”

แม่ยก คสช. ก็บอกว่าพักนี้ประชาธิปัตย์ชอบว่า คสช. ชอบว่านายกฯ ประยุทธ์
“พูดตามตรงนะครับ ผมไปดูเลย 3 – 4 ปีที่ผ่านมา ผมก็วิพากษ์วิจารณ์ทุกอย่างตามเนื้อผา จริงๆ แล้ววิพากษ์วิจารณ์ไปทุกเรื่อง ก็มีข้อเสนอให้ทุกเรื่อง อย่างเช่นเรื่องบัตรสวัสดิการ ผมก็บอกเลยว่าทำไมไม่โอนเงินเข้าบัญชี ทำไมไม่จ่ายแบบจ่ายเบี้ยยังชีพ”

แต่ลูกพรรคนะสิ
“ก็ผมประชุมไม่ได้ ถ้าให้ผมประชุมได้ก็บริหารจัดการกันง่าย ทุกวันนี้มันประชุมไม่ได้ พรรคประชาธิปัตย์ เรามีอยู่อย่างหนึ่ง แล้วผมก็ถือว่าถ้าจะปฏิรูปการเมืองต้องดูอย่างนี้ พรรคประชาธิปัตย์นี้ สมาชิกพรรคเขาไม่ใช่ลูกจ้างนะ เขาเป็นอิสระ แต่พรรคการเมืองมันก็ต้องมีวินัย แต่การที่พรรคการเมืองจะมีวินัยนั้น สิ่งสำคัญคือมันต้องเป็น มติ หรือความเห็นชอบของพรรค ดังนั้นถ้าให้ประชุมได้ สภาพแบบที่เป็นอยู่จะเกิดขึ้นน้อยกว่านี้มาก อาจจะไม่กล้าบอกว่าไม่เกิดเลย คือหมายความว่าในอดีตที่ผ่านมา บางที บางคนไปสัมภาษณ์ พอเราประชุมกันทุกอาทิตย์ปั๊บ สมาชิกพรรคคนอื่นเขาจะกลับมาบอก เฮ้ย ที่คุณไปพูดอย่างนั้นมันไม่น่าไปพูดนะ มันไม่ใช่นะ เขาก็จะถกกัน ถกกันเสร็จปั๊บ พรรคฯ ก็จะบอกว่านี่ ทิศทางพรรคฯ เป็นอย่างนี้ ใครที่ไม่เป็นไปตามทิศทางเขาก็จะหยุด

แต่ทุกวันนี้พอมันประชุมไม่ได้ ทุกคนเขาก็บอก เขาก็เชื่ออย่างนี้ เขาคิดว่าอุดมการณ์พรรค มันก็ไปอย่างนี้ มันก็เป็นปัญหา ผมก็เรียนตรงๆ นะครับว่า ผมก็มี โทรคุยบอก เอ๊ะ ทำไมไปพูดอย่างนั้น แล้วอารมณ์มันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น ผมก็ยืนยันว่าพรรคฯ ไม่ต้องการไปเป็นปฏิปักษ์อะไรกับใครทั้งนั้น แต่อะไรที่มันถูกต้องก็ต้องยืนยัน แล้วพูดแล้วก็ควรจะมีข้อเสนอแนะ พูดแล้วก็ควรจะมีทางออก เราก็ว่าของเราอย่างนี้”

- พัก –

ในเรื่องการเมือง มีหลายคนแสดงความคิดเห็นผ่านทางเฟซบุ๊ก พูดถึงความไม่มีเสถียรภาพ เกิดกรณีหลายก๊กดาหน้าเข้ามา

“ยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอกครับ ยังไม่ถึงขั้นนั้น คืออย่างนี้ไม่ต้องกังวลประชาธิปัตย์นะ ประชาธิปัตย์นี่ทุกอย่างตามกฎหมาย ไม่มีปัญหา”

“แต่ว่าสิ่งที่เราพูด ที่ผมย้ำก่อนที่จะพักกันไปเมื่อสักครู่นี้ ก็คือว่าเราพูดด้วยความหวังดี เอาละอาจจะไม่ค่อยถูกใจผู้มีอำนาจนะ แต่ว่าคุณอัญชะลีก็เห็นมาหลายยุคแล้ว ถ้าฟังแต่เฉพาะคนที่พูดเอาใจกัน สุดท้ายก็ไปไม่รอด มันต้องสะท้อนความหลากหลายของความคิดของผู้คน”

ในอีสานโพลบอกว่า แนวโน้มในการสนับสนุนพรรคการเมืองในการเลือกตั้งคราวหน้า พรรคเพื่อไทยมาแรง แต่ประชาธิปัตย์ไม่ว่าจะโพลอีสาน หรือโพลอื่นๆ ตอนหลังตัวเลขไม่สวยนัก ไม่ว่าจะเป็นภาพรวมพรรค หรือภาพรวมของหัวหน้าพรรค

“เราก็ติดตามอยู่ตลอดนะครับ แล้วก็มีความตั้งใจว่าจะต้องมีการปฏิรูป ทีนี้ปัญหาของการปฏิรูปนี้ ซึ่งเดิมเราตั้งใจไว้ขณะนี้ก็มาเจออุปสรรคเรื่องของคำสั่งของ คสช. คือ 1. ไม่ปลดล็อคก็ทำให้เดินอะไรหลายอย่างไม่ได้ 2. ก็คือคำสั่งล่าสุด มาทุบฐานสมาชิกและสาขาพรรคทั้งหมด คือพูดง่ายๆ เดิมมี 2 ล้าน 5 แสนคน 170 กว่าสาขา เรานี้เตรียมในการที่จะทำเรื่องไพรมารีก็ดี เรื่องอะไรก็ดี แม้แต่เราจะมีข้อสังเกตไม่เห็นด้วยกับอะไรนั้น แต่เราต้องการทำตามเจตนารมณ์นั้น แล้วก็อย่างน้อยที่สุดช่วงที่จะต้องมาประชุมใหญ่ เพื่อทำเรื่องคำประกาศอุดมการณ์ นโยบาย รวมทั้งการเลือกคณะผู้บริหารใหม่ เราอยากให้มีการมีส่วนร่วมมากที่สุด เตรียมไว้หมดแล้วนะ นี่พูดจริงๆ

ปรากฎว่าพอเจอคำสั่งนี้ ไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า เพราะมันกลายเป็นว่าขณะนี้ จากคำสั่งนี้ฐานสมาชิกก็จะแคบลง สาขาก็ต้องไปเริ่มต้นจากศูนย์ การมีส่วนร่วมในระยะเวลาที่สั้น ก่อนที่จะไปสู่การเลือกตั้ง ผมว่ามันจะไม่เป็นไปตามแนวคิดปฏิรูปเลย มันจะตรงกันข้ามเลยนะครับตอนนี้

อันนี้ผมก็เลยถึงบอกว่า บางทีที่เราให้ความเห็นไปนี้ ตรงกันข้ามคือมันไม่ได้ปฏิรูปไงครับ มันจะยิ่งทำให้ทุกอย่างแคบลง ผมถามคุณอัญชะลีอย่างนี้ ถ้าผมมีคนสมาชิกที่จะมาลงคะแนนนะ ไม่ว่าจะมามีส่วนร่วมในการมาเลือกหัวหน้าพรรค ไม่ว่าจะมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกผู้สมัคร ถ้ามี 2 ล้านกว่าคน กับถ้ามีประมาณหมื่นคน คุณอัญชะลีคิดว่า อันไหนที่ผู้บริหารจะคุมง่ายกว่ากัน ก็หมื่นคน แล้วทำไมล่ะ มีอยู่ 2 ล้านกว่า มาทุบให้เหลืออาจจะแค่เป็นหลักหมื่นก็ได้”

แล้วที่ทำหนังสืออย่างเป็นทางการอธิบาย
“คำอธิบายไปหมดแล้วครับ ก็ดูเหมือนจะไม่ได้รับการตอบสนองอะไร ตอนนี้ก็ไปขอความเป็นธรรมจากผู้ตรวจการแผ่นดินอยู่ว่า ทั้งหมดนี้มันเป็นการไปทำลายการมีส่วนร่วมของสมาชิก ผมถึงบอกว่าทำไมเหตุผลถึงไม่ตรงไปตรงมา สนช. อยู่ดีๆ วันที่จะเลื่อน 90 วันอะไรนี้ ก็มากล่าวหาว่า เพราะว่าพรรคไม่อยากทำไพรมารี่ ผมบอกมีที่ไหน พรรคฯ ผมนี้พอกฎหมายบอกให้มีไพรมารี ก็เตรียมทำไพรมารี ทำทุกอย่าง และผมก็พูดมาตลอดว่า ที่ผมไม่เห็นด้วยกับไพรมารีคือในกรณีที่ว่า ไพรมารีแล้วปรากฎ คุณปอง คนชนะได้ 90 คะแนน คนแพ้ได้ 60 คะแนน มันอายเขา ไพรมารีประเทศอะไรเป็นอย่างนี้ ผมอยากให้ไพรมารีคนชนะได้ซักเป็นหลักหมื่น หรือหลักพันก็ยังดีนะ แต่กลายเป็นว่าพอคุณมาเขียนกฎหมายจนมันเป็นอย่างนี้แล้ว ก็เหนื่อย”

ก็เลยบอกว่าทำอะไรในพรรคไม่ได้ ความนิยมก็เลยลดลง
“ไม่ครับ คือลดลงนี้เราเข้าใจอยู่แล้ว เพราะว่าพรรคการเมืองทุกพรรคลดลงหมด แน่นอนที่สุด ทุกคนต้องแบกรับ (เหมือนประชาธิปัตย์ลดลงมากเลย) ไม่หรอกครับ ไปดูสิครับ อย่างอีสานโพล เพื่อไทยลดลง ประชาธิปัตย์เพิ่มขึ้น จากเดิม เพิ่มขึ้นจากเดิม (แม้เราจะได้ 10.4%) เพราะว่าเดิมเรามี 8 ปี 54 คือจริงๆ แล้ว เราก็มีการติดตามนะ เพราะว่ามันจะมีคนที่เขาทำแบบสำรวจตรงนี้ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกอะไร เราก็รู้ว่าพรรคการเมืองทุกพรรคลดลง เพราะทุกคนต้องแบกรับความรับผิดชอบ”

แต่ก็มีคนกลุ่มนึงที่บอกว่า อยากเห็นประชาธิปัตย์ปฏิรูป
“ก็อยาก ผมก็อยาก จะทำอะไรล่ะครับ จะให้ทำอะไรครับตอนนี้ ผมนี้บอกมาตั้งนานแล้วว่าจริงๆ การปลดล็อค มันต้องปลดไปเพื่อให้พรรคการเมืองเขาปฏิรูปได้ ส่วนคนที่จะฉวยจังหวะทำความวุ่นวาย 1. ไม่ปลดล็อคมันก็ทำได้ 2. ปลดไปแล้ว ถ้าเขาทำ เขาก็ผิดอยู่ดี มันไม่ได้ผิดเพราะมีล็อค มันผิดเพราะคุณทำความวุ่นวายให้กับบ้านเมือง”

คุณอภิสิทธิ์มองอย่างไรที่เขาไม่ปลดล็อคให้
“ผมไม่ทราบ ผมไม่ทราบสิครับ ผมถึงบอกไงครับว่า ไม่มีใครทราบจริงๆ ว่าเพราะอะไร (เดาได้มั้ย?) ไม่อยากจะไปวิเคราะห์ ไม่ไปอะไรหรอกครับ คือผมอยากให้ผู้ที่เขาตัดสินใจนี้เขาอธิบายกับประชาชน

ทีนี้ถามว่าพรรคฯ พยายามทำอะไรมั้ย ก็บอกว่าเราก็พยายามทำเท่าที่ทำได้ อย่างเช่น โดยที่ไม่ต้องมีการประชุม คณะกรรมการนโยบายของคุณกรณ์ ผมก็บอกคุณไปทำ English for All ระบบหยดน้ำ ข้าวออแกนิกส์ คุณกรณ์ก็ไปเกี่ยวข้องกับเรื่อง FINTECH ด้วย อย่างนี้เป็นต้น ส่วนของฝ่ายที่เกี่ยวกับการเมืองก็เตรียมหมดเลยเรื่องว่า จะปรับปรุงรูปแบบวิธีการการบริหารจัดการพรรคฯ อย่างไรก็ว่าไป ทำแต่ว่ามันเดินไม่ได้เพราะ อย่างที่ผมบอกคือพรรคการเมืองมันต้องเดินโดยมติพรรค มันจะมาเดินโดยการสั่งการนั้นมันไม่มีอะไรรองรับ แล้วเขาห้ามทำอยู่ในปัจจุบัน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน นั่นก็เป็นปัญหาอยู่

ผมเองนี้ใช้เวลาจะ 4 ปีแล้วนะ ผมก็เดินสายพบปะในนามส่วนตัวนะ พบปะกับผู้คนต่างๆ เพื่อรับฟังปัญหามาให้หมดว่าเราจะเตรียมนโยบายที่มันแก้ปัญหาเขาได้อย่างไร”

2 คนพี่น้องก็ออกมาเดินสายพบปะแล้วนะ
“คือตรงนั้น ต้องย้อนกลับมาว่า ประเด็นการจัดการปัญหากับผู้ที่หลบหนีคดี มันเป็นอย่างไร ผมก็ถึงบอกว่ายุคผมมันยุ่งมาก ที่มันยุ่งมากนั้นเพราะว่าคุณกษิต เขาเอาจริงไง คุณกษิต (ภิรมย์) เขาสกัดกั้น เขาไม่ได้รอให้ไปโผล่ที่ไหน แล้วไปไล่ตามนะครับ คุณกษิตเขาเดินพยายามสกัดกั้นประสานกับประเทศต่างๆ ปฏิกิริยาข้างในมันถึงแรง

2. เหตุการณ์ปี 53 เคยคิดมั้ยครับว่าทำไมมันเกิดการชุมนุมใหญ่อย่างนั้น ทั้งๆ ที่ความจริงผมก็เป็นนายกฯ มาตั้งแต่ปี 51 ปลายปี 51 เขาพยายามชุมนุมปี 52 ตอนที่ไปล้มประชุมอาเซียนอะไร แล้วก็สงบลงแล้ว แล้วทำไมอยู่ดีๆ มันต้องรออีก 1 ปีแล้วมาโผล่ปี 53 มันโผล่ปี 53 เพราะมีการยึดทรัพย์คุณทักษิณ 4 หมื่นกว่าล้านไง มันก็เลยมีปฏิกิริยา

แต่ขณะนี้ที่ไปปรากฎตัวตามที่ต่างๆ เสร็จแล้วก็จะมีการมาออกข่าวว่า กำลังเช็คอยู่ว่าไปจริงมั้ย เดี๋ยวจะลองถามไปที่ประเทศนั้น แล้วบางคนก็บอก กว่าจะประสานไป เขาก็คงไปอยู่ที่อื่นแล้ว สรุปก็จะไม่ทำอะไร หรืออย่างไรผมไม่ทราบ”

มันคือการส่งสัญญาณของ นายทักษิณ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์หรือไม่
“คือการปรากฎตัวเป็นภาพเป็นอะไรนั้น มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก มันก็มีจังหวะของการปล่อยออกมา แล้วก็ตอนนี้สิ่งที่เขาก็พยายามจะพูดแล้วก็คือว่า การที่ไปปรากฎตัวได้นั้นแสดงว่าประเทศเหล่านั้น บางคนพูดไปไกลถึงบอก ไม่ให้ความสำคัญกับคำพิพากษาของศาลไทย ซึ่งผมก็เคยเตือน ตอนที่คุณยิ่งลักษณ์ออกไป ก็มีคนมาบอกกับผมว่า เออ ก็ดีแล้วนี่ไง WIN – WIN ผมบอกตอนนี้คุณอาจจะคิดอย่างนั้น แต่ว่าเมื่อเขาไปเคลื่อนไหวอยู่ข้างนอกปั๊บ จะเกิดคำถามขึ้นเกี่ยวกับว่า ตกลงเรื่องคำพิพากษาศาลไทยในสายตาจะเป็นอย่างไร จะถูกหยิบยกขึ้นมา นี่ก็มีการหยิบยกขึ้นมาแล้ว ก็เคยเตือนกันไว้

แล้วก็ความจริงจัง คือผมก็ไม่ได้มีอะไรส่วนตัว จะต้องไปไล่ล่าใครนะ แต่มันเป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายใช่ไหม แล้วผมก็เคยตั้งคำถามว่า วันที่บอกว่ายังเพิกถอนหนังสือเดินทางไม่ได้นั้น ผมไม่เข้าใจจริงๆ เพราะระเบียบนั้นผมว่ามันชัดว่า ถ้าหากว่ามันมีเหตุที่ศาลไม่ให้ออกนอกประเทศ แล้วก็มีเหตุเกิดขึ้นแล้ว คือไม่มาปรากฎตัวในศาล รัฐก็ไม่มีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกให้คนๆ นั้นเดินทางไปประเทศไหนอยู่แล้ว แต่กลับบอกว่าไม่ได้ ต้องรอให้ศาลพิพากษาก่อน จนกระทั่งมีภาพไปปรากฎแล้วถึงบอก จะมาเพิกถอนหนังสือเดินทาง

เพราะฉะนั้นความอ่อนแอตรงนี้ มันถึงมา มาถึงเรื่องเสือดำเลยนะทีนี้ มันถึงเกิดความรู้สึกมาตลอดไงว่า สรุปแล้วถ้ามีสตางค์ ถ้ามีสถานะ ถ้ามีอำนาจ ทำอะไรก็ได้ ใช่ไหม เหมือนกับโพลที่ไปถามตอนนี้ว่า มั่นใจเรื่องการดำเนินคดีเกี่ยวกับเรื่องการล่าสัตว์มั้ย ส่วนใหญ่ก็บอกว่า คงจะยากมั๊ง”

กระบวนการนี้ภายในมีการชุมนุม มีคนนี้ยั่วเย้า คนนี้กระโดดโลดเต้น
“พูดให้ความเป็นธรรมนิดนึงนะครับ บางกลุ่มตอนนี้ที่เขาเคลื่อนไหว เขามีประเด็นของเขา ยกตัวอย่างเช่น ถ่านหิน 2. หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เขาก็มีความกังวล”

แต่การเคลื่อนไหวกลุ่มการเมืองหน้าเดิมๆ
“คุณอัญชะลีต้องระวังนิดนึงนะ คือเราจะชอบ หรือไม่ชอบใคร มันจะหน้าเดิมๆ หรือไม่ จำได้มั้ยเวลาทักษิณอยู่ในอำนาจ เวลาคุณ หรือผมไปวิจารณ์อะไร เขาก็บอกหน้าเดิมๆ ขาประจำ คือประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าหน้าเดิมหรือไม่ ขาประจำหรือไม่ ประเด็นอยู่ที่ว่าสิ่งที่เขาเรียกร้อง แสดงออกนั้นมันมีเหตุผลหรือไม่”

มีคนพูดว่าบางทีคุณอภิสิทธิ์พูดคล้ายๆ กับพวกเพื่อไทยพูด
“คือเรานั้น ถ้าต้องการให้บ้านเมืองมีหลัก มันต้องว่ากันด้วยเหตุด้วยผล ถ้าบอกว่าผมไม่ชอบหน้าคุณ คุณพูดอะไรคุณต้องผิด สุดท้ายตัวเองก็จะไม่มีความน่าเชื่อถือเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอะไรที่มันเป็นเหตุเป็นผลก็ต้องว่ากัน

ผมถึงบอกว่าวิธีขจัดเงื่อนไขของการที่ตอนนี้ กลุ่มนี้เขาจะหยิบขึ้นมาก็คือเรื่องปัญหาการเลือกตั้ง มันต้องเปลี่ยนวิธีการส่งสัญญาณ แล้วต้องทำให้เกิดความน่าเชื่อถือว่า เอาละ ผมตั้งใจจะให้เลือกตั้งวันนี้และผมจะดูแล (เงื่อนไขนี้) มันก็จะได้ลดลงไป เพราะว่าเราจะไปบอกว่า เพราะคุณหน้าเดิม ไม่เป็นไรหรอก คนจะไม่เชื่อถือคุณ มันไม่แน่หรอกครับ เพราะว่าถ้าเกิดสิ่งที่เกิดไปเคลื่อนไหวนี้มันตรงกับใจของคนอีกกลุ่มนึงขึ้นมา มันก็จะเกิดปัญหาได้ ท่านนายกฯ ก็คงทราบนะ ไม่งั้นก็คงไม่มีพาดหัวข่าววันนี้ว่าต้องระมัดระวังนะ”

ปี 16 กับ ปี 61 มักจะถูกนำมาชนกันแล้ว
“อาจจะเป็นเพราะเรื่องทุ่งใหญ่หรือเปล่า คือก็ 1. ก็ไม่ควรประมาท รู้สึกสัปดาห์ที่แล้วผมก็คุยกับอาจารย์เจิมศักดิ์ บอกว่า บังเอิญไปเจอ 1 ในคนที่มีบทบาทช่วง 14 ตุลา เขาก็พูดว่า 1 ปีก่อนหน้า 14 ตุลา ไม่มีใครเคยคิดว่ามันจะเกิด 14 ตุลาได้ อย่าประมาท เพราะฉะนั้นเงื่อนไขอะไรที่จะนำไปสู่ความวุ่นวายอย่างนั้น ต้องอย่าให้มี”

โพลก่อนหน้านี้ ก็มักจะพูดว่าตัวเลขของพรรคเพื่อไทย ก็จะนำโด่งภายหลังการเลือกตั้ง ประชาธิปัตย์ก็เป็นรองอยู่ดี
“ยังเป็นรองอยู่ ผมก็ยอมรับในความเป็นรองนะ ทีนี้ผมถามคุณอัญชะลี พูดกันง่ายๆ นะ ไปคุยกับคนที่เขาวิเคราะห์การเมืองที่ไหนทั่วโลก คือเดิมพรรคเพื่อไทยเขามีเสียงข้างมาก คราวที่แล้ว เขาอยู่ที่ประมาณ 40 ทั่วประเทศนะ เขาอยู่ที่ประมาณ 47% ประชาธิปัตย์อยู่ที่ประมาณ 33 – 35 แต่ถ้าปี 50 จะใกล้เคียงกว่านี้ ห่างกันนิดเดียวนะครับ เวลาที่คะแนนเป็นอย่างนั้นอยู่ แล้วคุณบอกว่า แช่แข็งทุกอย่าง คะแนนมันก็อยู่อย่างนั้น แต่ถ้าคุณอยากจะให้มีการเปลี่ยนแปลงมันต้องสามารถเปิดให้มีการพูด ถกเถียงกันว่า ตกลงใครเป็นอย่างไร

เพราะฉะนั้นจริงๆ ตัวเลขขณะนี้ ถ้าไปดู ไม่นับการสำรวจเฉพาะภาค ถ้าไปดูการสำรวจทั่วประเทศ ขณะนี้จะพบว่า 6 – 70% เขาจะไม่ตอบอะไรเลย คะแนนนี่ผมเห็นแล้ว ตอนหลังๆ อย่างกรุงเทพโพล ประชาธิปัตย์ กับเพื่อไทยก็อยู่ประมาณ 10 กว่าๆ ทั้งคู่”

ที่ไม่ตอบอะไรนี้ เขาอยากเห็นการเมืองแบบใหม่หรือไม่
“เขาก็รอดูไง ว่ามันมีทางเลือกที่ดีกว่ามั้ย แต่ขณะนี้อย่างที่ผมบอกคือ มันไม่มีอะไรที่จะเคลื่อนไหวได้ ขยับได้ ตัวเลขมันก็เป็นอันเดิม มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ มันจะไปเปลี่ยนได้อย่างไร ผมก็ยังนึกไม่ออกว่ามันจะไปเปลี่ยนได้อย่างไร ผมยกตัวอย่างว่า ผมก็ไปงานวัดที่จังหวัดนั้นจังหวัดนี้ในอีสาน แล้วก็ทหารไม่ให้ไปก็มี แล้วผมจะไปพูดกับเขายังไงล่ะ ผมก็โดนห้ามมาหลายงานแล้ว คือเราไม่ได้ไปทำการเมืองวุ่นวายอะไร แต่ไปร่วมงานกับเขาก็ไม่ได้”

สมมติว่าวันนี้มีการปลดล็อคขึ้นมา ประชาธิปัตย์จะมีความเคลื่อนไหวอะไรที่น่าสนใจ
“วันนี้สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ ต้องเร่งทำกระบวนการในพรรคฯ ทั้งหมดต้องปรับ ให้มันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของการปฏิรูป เพราะฉะนั้นรูปแบบของการมีส่วนร่วมของสมาชิก คือสิ่งที่เราคิดไว้ แต่ว่าเนื่องจากขณะนี้ความไม่แน่นอน และความขัดแย้งของกฎหมาย เรายังต้องมานั่งแกะกันอยู่ว่าจะทำอย่างไรให้มันทำได้ตามเจตนารมณ์ แล้วนโยบายที่เราเตรียมไว้ก็จะต้องมีการนำเสนอออกมา อย่างนี้เป็นต้น
จริงๆ แล้วงานหลายอย่างที่ คสช. ทำ เราก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ถ้าเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองเขาพูดเรื่องนโยบาย มันน่าจะดีนะ

อย่างสัปดาห์ก่อนรัฐมนตรีศึกษาไปดูโครงการ English for All ก็ชอบใจ ผมเห็นท่านนายกฯ เพิ่งพูดเรื่องกองทุนสวัสดิการชุมชน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จริงๆ ถ้าท่านไปดู ประชาธิปัตย์ทำไว้ ว่าให้สมทบเงิน เติบโตกันมาอะไรอย่างไร เป็นแหล่งการออม และการแก้ปัญหาความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับคนยากคนจนได้เป็นอย่างนี้ อย่างนี้ถ้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน เอาไปทำ ผมก็ไม่ว่า โฉนดชุมชน เป็นทางออกของการแก้ปัญหาเรื่องที่ทำกิน ก็ปรากฎว่า ผมทราบมาบอกว่า เห็นด้วย แต่ไม่อยากใช้ชื่อนี้ เห็นเป็นของประชาธิปัตย์ คือถ้าคิดอยู่อย่างนี้ ทุกอย่างมันก็จะแช่อยู่อย่างนี้ครับ”

สมมติว่าหลังการเลือกตั้ง มีผลการเลือกตั้งออกมา แล้วมีนายกฯ คนนอกเป็น พล.อ.ประยุทธ์ คุณอภิสิทธิ์คิดอย่างไร
“ในความเห็นของพรรคฯ ขณะนี้ที่คุยกัน เรามองว่า ผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว เราอยากให้เสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งเป็นคนกำหนดว่าใครจะเป็นรัฐบาล อย่าเอาเรื่องของวุฒิสภา มาฝืนเจตนาของตรงนี้

ส่วน 250 นี้จะเลือกใครตอนนี้ไม่มีใครทราบ เพราะ 250 นี้ เรายังไม่รู้เลยว่า ใน 500 นี้เรายังไม่รู้เลย ใครจะมีเท่าไหร่ เพื่อไทยจะมีเท่าไหร่ ประชาธิปัตย์จะมีเท่าไหร่ ภูมิใจไทยจะมีเท่าไหร่ พรรคใหม่ที่เกิดขึ้นจะมีเท่าไหร่ ยังไม่มีใครรู้

แต่ตราบที่เสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรเลือกอย่างไรนั้น ผมว่าก็ต้องเคารพตรงนั้น เพราะนั่นคือเจตนารมณ์ที่แสดงออกผ่านกระบวนการของการเลือกตั้ง แล้วถ้าเราอยากเห็นการเมืองปฏิรูป มันต้องเดินไปแบบนี้ ขั้นถัดจากนั้นไปก็คือว่า ใครก็ตามรวบรวม 250 ได้ ถ้าคุณทุจริต ถ้าคุณใช้อำนาจในทางไม่ชอบ ถ้าคุณเข้าไปแทรกแซงทำเลวร้ายอะไรแบบที่เคยทำๆ คุณต้องถูกจัดการ นั่นคือวิธีการเดียวที่จะทำให้การเมืองเดินได้ ส่วนจะเป็นคนนอก คนในอะไรอย่างไร มันยังไม่มีใครบอกได้ตอนนี้”

ที่วิเคราะห์ว่าต้องเป็น พล.อ.ประยุทธ์ เขาบอกว่าถ้าหากเอาคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ จะ Handle บ้านเมืองต่อไปไม่ได้

“ผมก็ถึงบอกไงครับว่า คุณประยุทธ์ตอนนี้ มีมาตรา 44 คุณประยุทธ์หลังเลือกตั้ง ถ้ามาเป็นนายกฯ ไม่มีมาตรา 44 จะเป็นอย่างไร จะลองดูมั้ยล่ะครับ อย่างที่ผมบอก ลองดูมั้ย ยกเลิกคำสั่ง คสช. ทั้งหมดตอนนี้ แล้วให้คุณประยุทธ์บริหารโดยมีกฎหมายเฉพาะชุมนุมสาธารณะปกติ เพราะพูดตามจริง สมัยที่ผมเป็นรัฐบาลอยู่ คุณประยุทธ์ ก็ช่วยผมเรื่องความมั่นคงนั่นแหละ ทำงานมาด้วยกัน ผมก็ทราบ ข้อจำกัดทั้งหลายมันมีเป็นอย่างไร แล้วก็ผมก็ว่าท่านกับคุณอนุพงษ์ในขณะนั้น แล้วก็คุณประวิตร เป็นรัฐมนตรีกลาโหม ท่านก็ตัดสินใจทุกอย่างโดยมีเหตุมีผล แต่ยอมรับว่าคนอึดอัดมาก เพราะสถานการณ์มันเป็นอย่างที่ว่านี้ เพราะเขาต้องรุกหนัก อย่างที่ผมบอก เขาถูกยึดทรัพย์ เขาถูกจำกัดในเรื่องของการเดินทางต่างๆ แต่ขณะเดียวกัน ถ้าวันนั้นเราใช้ความรุนแรงแบบไม่เคารพกฎหมายนะ ผมว่าวันนี้ก็เรียบร้อยละครับ พวกผมทุกคนก็คงอยู่ในคุกไปแล้ว”






บทความอื่นๆ