บทความ

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม  26 กุมภาพันธ์ 2561
26 ก.พ. 2561

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 26 กุมภาพันธ์ 2561



(26 กุมภาพันธ์ 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมพูดคุยในรายการ ต้องถาม ทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ ดำเนินรายการโดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

คำต่อคำ

สัปดาห์ที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กับ กกต. ที่ได้รับการสรรหามา 7 คน สอบตกหมด คุณอภิสิทธิ์ตกใจหรือไม่
“ไม่ถึงกับตกใจในแง่ที่ว่าพอได้ยินเขาร่ำลือกันมาก่อนว่าจะไม่ให้ผ่าน แต่ไม่คิดว่าจะเป็นทั้ง 7 คน ได้ยินมาคือว่า อาจจะสัก ไม่รับสัก 5 คน 6 คน แต่ไม่คิดว่าจะทั้งหมด”

พอรู้ว่าทั้งหมด คุณอภิสิทธิ์คิดว่าอย่างไร มีเหตุผลอะไรที่ทำให้เขาพร้อมใจกัน 200 กว่าแต่ละคนได้คะแนนน้อยมาก 10 – 20 คะแนน สูงสุดประมาณ 50 ที่ได้ผ่าน นอกนั้นตกหมด

“ผมว่ากรณีนี้มันน่าสนใจ ตรงที่ว่าคนที่ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น คือการสรรหา กกต. จะพอทราบว่า มันมีปัญหา มีปัญหาอย่างไรเราก็จะมี 7 คน 2 คนมาจากศาล 5 คนมาจากการสรรหา 2 คนที่บอกว่ามีปัญหานั้นเราเคยคุยกัน ผมไม่แน่ใจว่ามากกว่า 1 ครั้งหรือเปล่าด้วยซ้ำว่า ในกระบวนการของการเลือก ซึ่งบังเอิญกฎหมายนั้นบอกให้เลือกโดยเปิดเผย แต่ว่าวิธีการที่ทำนั้นคือการกาบัตร แล้วก็ไปใส่กล่อง คืออยู่ในกล่องแล้ว ถ้าไม่มีใครเห็นตอนกาก็จะไม่ทราบว่าใครลงคะแนนให้ใคร

เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ แล้วก็ 1 ใน กกต. ปัจจุบัน คือคุณสมชัย เป็นคนชี้ประเด็นมาตั้งแต่ต้นว่ามีปัญหานะ แล้วตอนที่ศาลส่งชื่อมาที่ สนช. เขาจะต้องมีกรรมาธิการในการที่จะพิจารณา ก็มีการสอบถามศาลกลับไปเหมือนกันนะว่าตกลง ลงคะแนนอะไรอย่างไร ศาลก็ยืนยันว่าได้ทำเปิดเผยแล้ว ถูกต้องแล้ว แต่ก็ค้างคาใจคนอยู่

ก็มีประเด็นที่มีการพูดกันว่า ถ้าสมมติว่าผ่านไป ก็คงจะมีคนไปโต้แย้ง โต้แย้งก็คือไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ หรือตามช่องทางต่างๆ ว่าการมานี้มาไม่ถูกต้อง ไม่ชอบ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นปัญหาส่วนหนึ่ง”

นอกจากไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว การนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ จะต้องทำให้เรียบร้อยหรือไม่ ประเด็นนี้จะเป็นประเด็นหรือไม่

“เป็นประเด็นนะครับ เพราะว่าโดยปกติ ขั้นตอนก่อนที่จะมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ก็ต้องมีการทูลเกล้าฯ ซึ่งผู้ทูลเกล้าฯ ก็มีความรับผิดชอบในการที่จะต้องตรวจสอบด้วย เพราะฉะนั้นพูดง่ายๆ ก็คือว่า มีความกังวลว่าการดำเนินการต่อไปนี้จะราบรื่นมั้ย อาจจะมีปัญหาในขั้นตอนอย่างที่อาจารย์พูด ทูลเกล้าฯ ก็ได้

หรือแม้กระทั่งว่า สมมติว่าทุกอย่างเดินไปจนจบแล้ว เป็นแล้ว เกิดวันดีคืนดี วันข้างหน้ามีใครเกิดไม่พอใจ หรือติดใจ ต้องมีอยู่แล้วก็ต้องไปยื่น แล้วทำหน้าที่ไปแล้ว จะยิ่งเกิดปัญหาขึ้น”

คุณอภิสิทธิ์คิดว่าคำอธิบายของตุลาการ หรือศาลที่เขาลงมติ เขาอธิบายว่าเวลากานั้นมันเปิดเผย อย่างเช่น ผม (อ.เจิมศักดิ์) เป็นตุลาการเวลาจะกาใคร ข้างๆ ซ้ายขวานั่งอยู่ติดกันก็ดูได้ อันนี้เรียกว่าเปิดเผยแล้ว คุณอภิสิทธิ์ฟังขึ้นหรือไม่
“ผมก็ต้องบอกว่ามันไม่ใช่มาตรฐานของการเปิดเผยอย่างที่เราเข้าใจกัน”

คุณอภิสิทธิ์เข้าใจว่าอย่างไร
“ผมเข้าใจว่าการเปิดเผยย่อมหมายถึงว่าต้องทราบได้ว่าใครลงคะแนนให้กับใคร”

คุณอภิสิทธิ์ไม่เห็นใจคนเป็นตุลาการหรือ
“เห็นใจ หรือไม่เห็นใจอีกเรื่องนึงนะครับ ประเด็นนี้สำคัญคือหมายความว่าเมื่อกฎหมายเขียนอย่างนี้ ผมก็มองว่ามาตรฐานการเปิดเผยนั้นน่าจะเป็นการวัดโดยว่า บุคคลทั่วไป สามารถบอกได้หรือไม่ว่าใครลงคะแนนให้กับใคร”

แต่ถ้าเขาลำบากใจที่จะให้รู้
“ทีนี้ประเด็นที่ผมบอกว่าเห็นใจมั้ยนั้น ผมเห็นใจ แล้วผมก็คิดว่าอันนี้เป็นความไม่รอบคอบก็ได้ ของคนเขียนกฎหมาย เพราะว่าถามว่าศาลนั้นเคยเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระมั้ย ปี 50 ก็มี แต่เขาไม่ได้บอกให้เปิดเผย

ทีนี้ถามว่าทำไมผมเห็นใจ คือกรณีของการลงคะแนนของศาล มันเป็นการลงคะแนนของคนที่อยู่ในวงค่อนข้างเล็ก ใช้คำนี้ก็แล้วกัน มันไม่เหมือนเลือกตั้งทั่วไปอะไรต่างๆ แล้วเป็นคนที่ต้องทำงานอยู่ด้วยกัน ผมเห็นใจมากว่าพอถูกบังคับว่าเปิดเผย ถ้าจะต้องให้คนรู้ว่าเพื่อนร่วมงานซึ่งจะต้องทำงานด้วยกัน เลือกใครอย่างไร คงจะเป็นความลำบากใจของคนทำงานอยู่ในองค์กรแน่นอน

แล้วก็ที่สำคัญ อาจารย์ลองนึกภาพนะครับ คือเลือกเสร็จ คนที่ได้คือคนที่ไปอยู่ กกต. คนที่ไม่ได้นั้นทำงานด้วยกันต่อ แล้วก็รู้ด้วยว่าใครเลือก – ไม่เลือกตัวเอง เพราะฉะนั้นผมว่าอันนี้เป็นความไม่รอบคอบของคนเขียนกฎหมาย ไม่กลับไปดูว่าเมื่อก่อนนี้ทางศาล เนื่องจากเป็นการเลือกแบบนี้ เขาก็ไม่ได้บังคับว่าจะต้องเป็นการเลือกโดยเปิดเผย”

ถ้าอย่างนั้นเลือกครั้งหน้าจะทำอย่างไร ในเมื่อกฎหมายก็ยังไม่ได้แก้ หรือจะรอแก้เสียก่อนแล้วค่อยเลือก จะเอาอย่างไรกันดี
“ข้อเสนอผมนี้ซึ่งกว้างไปกว่าเฉพาะเรื่องศาล ก็คือคงจะต้องทบทวนกันดูว่า ครั้งนี้ที่มันไม่ผ่านนั้นเพราะอะไร มันก็เป็นเรื่องยากนะที่จะให้บอกว่า สนช. มาตอบเพราะว่าเขาก็ถือว่าแต่ละคนไปลงคะแนน เราก็ไม่รู้ว่าแต่ละคนเหตุผลคืออะไร แต่ว่าถ้าหากว่าประเด็นหนึ่ง อย่างกรณีเรื่องศาลนี้ชัดเจน ผมว่าน่าพิจารณามั้ยล่ะ มันก็แก้กฎหมายแค่วรรคเดียว ว่ากรณีของศาลก็ให้เขาลงคะแนนแบบที่เขาเคยลงมา เขาจะได้ไม่ลำบากใจ เพราะผมเชื่อว่าที่ศาลทำแบบนี้ ก็ด้วยความลำบากใจว่าการทำงานในองค์กรของเขาต่อไปอาจจะมีปัญหา
ยกเว้นเสียแต่ว่าทาง สนช. ซึ่งเป็นผู้ออกกฎหมาย จะยืนยันหนักแน่นว่า ไม่ได้ ต้องเปิดเผย มิฉะนั้นผมเชื่อว่าก็จะเป็นปัญหาได้อีก เพราะว่าเราไม่รู้ว่าในการไปสรรหารอบต่อไป ศาลจะมีท่าทีอย่างไร ในเมื่อเขายืนยันว่าเขาทำมาถูกต้องแล้ว ถ้าเขาทำอีกล่ะ จะเป็นอย่างไร คราวนี้ส่วน 2 คนนะ”

2 คนนั้นมีทางออกหลายทาง ทางหนึ่งก็คือคว่ำซะ จะได้ไปสรรหาใหม่ จะได้ไม่ต้องโต้แย้งกับศาล
“แต่ว่าความเสียหายอย่างหนึ่งมันเกิดขึ้นแล้ว คือ 2 ท่านที่ได้รับเลือกเข้ามา ไม่มีสิทธิ์กลับเข้ามาอีก ซึ่งอันนี้ก็ค่อนข้างจะไม่เป็นธรรมกับ 2 ท่านนั้น เพราะว่าดูที่คนติดใจไม่ได้ติดใจว่า ตัวท่านเป็นอย่างไร แต่ติดใจกระบวนการที่มันขึ้นมา”

ทางเลือกที่ 2 ถ้าถอยหลังได้ 2 ท่านนี้ขอถอนตัว เรื่องก็จบ เขาก็ต้องสรรหากันใหม่
“ผมก็เห็นว่ามันเลยมาแล้ว”

ทางที่ 3
“คือจริงๆ ถ้าเกิดมีการทักท้วงกระบวนการกันให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียตั้งแต่ต้น แล้วก็มาคิดหาทางออก มันก็ทำได้หลายทาง อย่างที่อาจารย์พูด มันก็จะดีกว่านี้

เพราะอย่างที่ผมบอกคือ มาถึงจุดนี้เราก็ยังไม่ทราบว่าสมมติไม่แก้กฎหมายศาลจะทำอย่างไร จะทำเหมือนก็อาจจะเกิดปัญหาอีก ครั้นจะทำต่างก็เหมือนกับจะกลายเป็นไปยอมรับเสียแล้วว่าสิ่งที่เคยพูดว่าถูกต้องนั้น มันถูกต้องหรือเปล่า”

ตกลงว่ามี 3 ทางหรือไม่ อันที่ 1 ทำอย่างนี้ ก็คือกับสอบตก อันที่ 2 กระซิบขอให้ถอนตัว
“คือประสานงาน ไม่ต้องกระซิบ ว่ากันตรงไปตรงมาเลย”

ประการที่ 3 ตรงไปตรงมาคือส่งคืนว่ากระบวนการสรรหาไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไปสรรมาใหม่ฃ
“ซึ่งความจริงเวลาที่จะทำเรื่องเหล่านี้มันก็มีมานานพอสมควร เพราะผมก็นับกลับไปก็คงเป็นหลายเดือนเหมือนกันนะ อันนั้น 2 คน
ส่วน 5 ท่านที่ผ่านการสรรหามา ซึ่งความจริงคุณสมบัตินั้นค่อนข้างที่จะสูงอยู่แล้ว เพราะกฎหมายเขียน ที่เขาเรียกขั้นเทพใช่มั้ย ก็ผ่านมาหมด แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่เหมือนกันว่าบางท่านอาจจะไม่เป็นที่รู้จัก หรือมีผลงานที่มันเป็นประจักษ์อย่างชัดแจ้งที่จะทำให้เกิดความมั่นใจ แต่ว่าก็ต้องแปลกใจว่า จะบอกว่าทั้ง 5 คน จนกระทั่งไม่เห็นชอบทั้ง 7 คนเลยก็ดูกระไรอยู่

แต่ว่าสังคมไทยก็จะมีคำอธิบายนะอาจารย์ ประเภทที่ว่า เอ๊ะ ถ้าเกิดจะต้องคว่ำ 2 คน จากกระบวนการแล้ว แล้วถ้าจะไม่คว่ำอีก 5 เลย ก็จะดูเหมือนเป็นการเผชิญหน้ากับศาลมากเกินไป จะคว่ำบางคนใน 5 ก็ดูเดี๋ยวนะ คิดอะไรกันทำนองนี้ แต่สุดท้ายก็คือในที่สุดไม่เห็นชอบทั้ง 7 คน

สิ่งที่ผมได้พูดมาทั้งหมดก็คือจะบอกว่าใครที่ติดตามกระบวนการเกี่ยวกับการสรรหาตรงนี้ก็จะพอเข้าใจว่ามันมีเหตุที่ทำให้ไม่เห็นชอบอยู่ได้เหมือนกัน ส่วนจะกี่คน จะ 2 – 3 – 4 -5 – 6 – 7 นั่นก็เรื่องหนึ่ง”

เหตุที่จะไม่เห็นชอบ เหมือน จาตุรงคสันนิบาต คือทุกคน 200 กว่าคนมีความเห็นตรงกัน พ้องต้องกันหมด หรือมีการคุยกัน หรือมีคำสั่ง
“มันก็ตอบยากเพราะว่า แต่อาจารย์ก็เคยอยู่วุฒิสภา ซึ่งก็จริงๆ ก็ควรจะเป็นอิสระกันทุกคน อาจารย์ก็ทราบว่าแม้จะอย่างนั้น มันก็มีสิ่งที่เรียกว่าวิป และวิปนั้นก็คือเป็นเรื่องปกติคือ ประสานงาน แต่บางครั้งก็กลายเป็นเหมือนกับคำสั่ง หรือโพย หรืออะไรต่างๆ ดูจากคะแนนที่ออกมา ก็ต้องบอกว่ามันค่อนข้างที่จะ 7 คนนี้ใกล้กันหมดเลย มันก็ทำให้โอกาสที่บอกว่าต่างคนต่างคิด แล้วลงคะแนนมาอย่างนี้นั้นคงไม่ใช่  ส่วนว่าจะปรึกษากันจะมีวิป จะมีคำสั่ง ใบสั่งหรือไม่นั้น ไม่มีใครทราบ นอกจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

ทีนี้สิ่งที่มันน่าสนใจก็คือว่า มันมีการวิจารณ์กันมากว่าทำอย่างนี้เพื่อยื้อการเลือกตั้ง จริงๆ แล้วดูตามกฎหมายนั้น มันไม่มีผล ที่ไม่มีผลนั้นก็คือ ถ้ายังไม่มี 7 คน ที่มาตามรัฐธรรมนูญใหม่ เขาก็ให้ 5 คนที่เขาบอกพ้นไปแล้ว แต่รักษาการอยู่ ก็สามารถทำหน้าที่ได้

ทีนี้ก็มีคนคิดต่อไปอีก บอกวันนี้ก็ยังลุ้นอยู่ว่า เอ๊ะ มีท่านนึงจะมาแถลงว่าจะลาออก ไม่ลาออกอะไร ถึงแม้จะมีการลาออก กฎหมายเขาก็เขียนไว้แล้วว่า กรณีที่มีการลาออกแล้วทำให้มันไม่ครบที่จะทำหน้าที่ได้นั้น เขาให้ประธานศาลฎีกา กับประธานศาลปกครองสูงสุด ปรึกษากันแล้วสามารถแต่งตั้ง บุคคลเข้ามาทำหน้าที่เป็นการชั่วคราวจนได้ เพราะฉะนั้นในทางกฎหมายมันมีทางออก แต่ว่าแน่นอนในทางปฏิบัติก็คงจะขลุกขลัก”

จะมีปัญหาหรือไม่ว่า คนหนึ่งจะครบ 70 ปี เพราะฉะนั้นจะต้องออกไปด้วยอีกเหตุผลหนึ่ง แล้วถ้า คุณสมชัย วันนี้บ่าย 2 โมง เขาจะแถลง รายงานข่าวภายในบอกว่า คุณสมชัย อาจจะขอไปเป็นเลขา กกต. เพราะฉะนั้นก็จะเหลือ 3 คน แล้วจะทำงานอย่างไร อย่างประธานศาลฎีกา กับประธานศาลปกครอง จะเลือกคนอื่น หรือสรรหาคนอื่นมาทำแทน 2 คนอย่างนั้นหรือ แล้วจาก 5 คนจะดูตลกหรือเปล่า

“อย่างที่ผมคือกฎหมายมีช่อง เขาบอกแล้วทำได้ ไม่มีปัญหาทางกฎหมาย แต่ก็อย่างที่ผมพูดเมื่อสักครู่ ในทางปฏิบัตินั้นขลุกขลักแน่นอน ขลุกขลักก็คือจำนวนคนก็น้อยกว่าตามความตั้งใจของระบบ ซึ่งตอนนี้บอกต้องการให้มี 7 คน

2. คนที่รักษาการอยู่ ค่อนข้างที่จะมีความลังเลในการที่จะต้องจัดการเลือกตั้งแน่นอน เพราะว่ามีความรู้สึกว่าการไปใช้อำนาจอย่างนั้น แล้วก็ทำในลักษณะรักษาการ แล้วก็ไม่รู้ว่าชุดใหม่จะเข้ามาเมื่อไหร่ แล้วอาจจะมาแล้วมีนโยบาย ความคิดเปลี่ยนแปลงอะไรไป พูดตรงๆ ก็คือ ถ้าถามใจคนเหล่านี้ ผมเดาใจได้เลยนะ คือทำก็ทำแบบไม่ค่อยเต็มที่หรอก เพราะมีความรู้สึกกังวลเหมือนกันว่า แล้วผลที่ตามมาจะคืออะไร”

ถ้า คุณสมชัยไปเป็นเลขา บอกว่าจะได้เชื่อมต่อระหว่างงานที่เคยทำกับงานชุดใหม่เพราะเลขาคือตัวเชื่อม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนั้นฟังได้หรือไม่ แล้วคิดว่าจะเป็นประโยชน์หรือไม่

“ต้องพูดนิดนึงก่อนว่า ตัวเลขานั้น เขาก็อยู่ของเขา เพราะฉะนั้นเขาไม่ได้เปลี่ยนอยู่แล้ว เขามีความต่อเนื่องของเขาอยู่ ฝ่ายประจำนั้นเขามีความต่อเนื่องของเขาอยู่ แต่ว่าสิ่งหนึ่งในฐานะพรรคการเมือง นี่ผมพูดได้ก็คือว่า เรานี้มีความจำเป็นอยู่ตลอดเวลาในการที่จะต้องขอความชัดเจนในเรื่องการปฏิบัติเกี่ยวกับกฎหมาย ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองนะ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเลือกตั้ง

ยิ่งช่วงการเลือกตั้ง ยิ่งมีคำถามเยอะแยะไปหมด เพราะว่ามันจะมีคนมาถามว่า เอ๊ะ ผมไปทำอย่างนี้แล้วจะผิดมั้ย ผมไปทำอย่างนั้นแล้วจะผิดมั้ย ประสบการณ์ของเราก็คือว่า ฝ่ายประจำ เขาก็ให้ความเห็นเขาได้ แต่เขาจะพูดเสมอเลยวา ความเห็นเขานั้นไม่สามารถเอาไปอ้างอิงได้

เพราะว่าทั้งหมดอำนาจอยู่ที่ตัวคณะกรรมการที่จะลงมติ แล้วสิ่งที่เขาให้ความเห็นกับเราไม่สามารถไปผูกมัดกรรมการได้ แม้แต่จะไปถามกรรมการคนใดคนหนึ่ง ก็เช่นเดียวกัน กรรมการก็บอก ผมเห็นอย่างนี้นะ แต่ปกติเขาก็จะไม่ค่อยตอบหรอก แล้วก็เขาก็ไม่สามารถที่จะให้หลักประกันได้ว่าถ้าเขาตอบอย่างนี้แล้ว แปลว่าคณะกรรมการจะเห็นเหมือนกับเขา หรือเสียงส่วนใหญ่จะเห็นเหมือนกับเขา

เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว อย่างไรก็ตามการทำงานก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการเป็นหลักมากกว่า ฝ่ายประจำซึ่งรวมถึงตัวท่านเลขาด้วย ก็ทำได้ก็คือ ก็เหมือนกับระบบราชการที่นำเสนอให้กับฝ่ายการเมืองในการที่จะตัดสินใจ จะบอกไม่มีน้ำหนักก็ไม่ใช่ – มีน้ำหนัก แต่ไม่สามารถผูกมัดเป็นหลักประกันได้”

จะมีปัญหาหรือไม่ ถ้าสมมติว่า บ่าย 2 โมงวันนี้ ถ้าคุณสมชัยลาออก แล้วไปสมัครเลขา มันก็ขึ้นอยู่กับ กกต. ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ที่เหลือว่าเขาจะเลือก หรือไม่เลือก
“ถูกต้องครับ คือมันไม่มีอะไรที่จะไปวางแบบที่จะบอกได้”

แล้ว กกต. ที่เลือกนี้จะเป็น กกต. ชั่วคราว แล้วไปเลือกเลขาที่อยู่ถาวร ก็จะมีประเด็นปัญหาอีกหรือไม่
“ก็อย่างที่บอกคือ มันก็ขลุกขลักไปหมด เพราะฉะนั้นกระบวนการสรรหาเพื่อให้ได้ 7 คน ที่มาตามกติกาใหม่ ถ้าทำให้เร็ว ราบรื่น แล้วก็เป็นไปตามมาตรฐานที่ต้องการได้ ก็จะดีที่สุด

ทีนี้ก่อนที่จะไปถึงว่าตรงนั้นจะต้องทำกันอย่างไร ก็อยากจะบอกว่า อาจารย์ถามผม คิดอย่างไร แปลกใจ ไม่แปลกใจอะไรมั้ยนั้น ผมก็พอวันนั้นผมก็ลองคนที่อยู่ในกลุ่มไลน์@ของผมว่าคิดอย่างไร ก็กลับมาเร็วมาก

สิ่งที่ผมเห็นก็คือว่า มีคนที่เห็นประเด็นที่เราคุยกันก่อนหน้านี้ คือเรื่องกระบวนการสรรหาของศาลบ้าง เรื่องปัญหาไม่มั่นใจใน อาจจะประสบการณ์ มีอยู่น้อย ประปราย คือคนที่ตามข่าวจริงๆ คนเหล่านี้ก็จะบอกว่า เออ เข้าใจ แต่คนส่วนใหญ่นั้นตกใจ หรือ งง (และคิดว่ายืดการเลือกตั้ง) ใช่ 

1. คือคิดว่ายืดการเลือกตั้ง 2. ไม่เข้าใจ ก็ทุกอย่างก็แม่น้ำสายเดียวกัน ทำนองนั้น มาอย่างนี้แล้ว แล้วทำไมมาใช้วิธีนี้ คือมีความไม่มั่นใจ หวาดระแวง อะไรต่างๆ ซึ่งผมก็เลยสรุปว่า มันก็เลยสะท้อนปัญหาของสภาพการเมืองในปัจจุบัน หรืออารมณ์ของสังคมในปัจจุบัน
ข้อที่ 1 ก็คือ มันก็สะท้อนให้เห็นว่าเขาไม่เคยคิดว่า สนช. จะสามารถทำอะไรได้ โดยที่ไม่มีไฟเขียวให้ทำ เพราะบางคนก็พูดหนักกว่านั้นอีก บอกว่า ก็ได้ยินมาตลอดอีกว่า ตอนสรรหามาอย่างน้อย 5 คนนี้ ก็ได้ไฟเขียวมาแล้วนี่ ทำไมมาทำอย่างนี้
 
เพราะฉะนั้น จากตรงนี้ก็นำมาสู่ความรู้สึกว่า เอ๊ะ นี่มันเล่นละครกันหรือเปล่า แล้วก็สงสัยก็คือจะยืดเลือกตั้งนั่นแหละ ซึ่งก็เป็นการไปตอกย้ำอีกว่าขณะนี้อารมณ์ของสังคมก็คือว่า คสช. หรือพล.อ.ประยุทธ์ หรือรัฐบาล หรือแม่น้ำ 5 สายนี้ ไม่สามารถทำให้คนมีความเชื่อมั่นว่าทุกอย่างมันเดินไปอย่างที่พูด มันเดินไปตามโรดแม็ป เพราะฉะนั้นผมก็เลยสรุปบอกว่า จริงๆ แม้ว่าการจะมีปัญหาทั้ง 2 +  5 แต่พอมันไม่เห็นชอบทั้ง 7 คน คะแนนอย่างนี้ คนก็อดระแวงสงสัย คิดไปต่างๆ นานาไม่ได้

กับ 2. ก็คือ คนก็เอาไปผูกกับเรื่องการยืดการเลือกตั้ง เพราะอารมณ์ของสังคมขณะนี้ก็คือว่า ผู้มีอำนาจไม่สามารถให้ความมั่นใจ ให้ความชัดเจนได้ว่า โรดแม็ปจะเป็นอย่างไร”

ตัวคุณอภิสิทธิ์คิดว่าเป็นการยืดการเลือกตั้งด้วยหรือไม่ หรือเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจจะยืดการเลือกตั้งได้
“ผมมองว่า เนื่องจากกฎหมายมันรองรับ โดยตัวของมันเองไม่สามารถยืดการเลือกตั้งได้ แต่ความขลุกขลักที่เกิดขึ้นจากสภาพแบบนี้ มันเปิดช่องที่ทำให้เกิดการยืดเลือกตั้งต่อไปได้ ซึ่งอาจจะเป็นมาตรา 44 อาจจะเป็นการต้องไปแก้กฎหมาย หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็เป็นไปได้”

มีคนบอกว่าใช้มาตรา 44 เพื่อไม่ต้องยืดเลือกตั้ง
“ก็ทำได้”

ก็สามารถปิดช่องโหว่ทั้งหลายที่เราพูดกัน และรีบดำเนินการเลย
“ก็ทำได้ แต่ว่าอย่างที่ผมย้อนกลับมาก็คือว่า ดีที่สุดขณะนี้ก็คือ ทบทวนดูซิว่า 2 + 5 ที่ผ่านมาปัญหามันคืออะไร แล้วก็หาวิธีแก้ไขอย่างรวดเร็ว ซึ่งอย่างที่ผมบอก แม้กระทั่งการสมมติว่าจะกฎหมาย เพื่อให้ศาลเขาเลือกได้อย่างสบายใจ ผมก็คิดว่าก็มีเหตุผลนะ เพราะเคยทำกันมาแล้ว แล้วก็ไม่เคยมีใครมีความรู้สึกว่ามันมีปัญหาในแง่ของกระบวนการสรรหาของศาล ก็เร่งทำซะ มากกว่าที่จะปล่อยมันไปตามธรรมชาติ แล้วก็บอกว่าไม่เป็นไร ก็ว่ากันใหม่ ทำกันใหม่”

ปัญหาหนึ่งที่คนวิเคราะห์กันก็คือ คุณสมบัติวางไว้ค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นเปิดรับสมัครใหม่เที่ยวนี้ก็จะไม่ค่อยได้คน เพราะคุณสมบัติไปกันไว้หมด ในที่สุดกรรมการสรรหาก็จะมีจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่สรรหา แล้วจะไปเชิญคนอื่นเข้ามาก็เขิน ว่าตัวเองสรรหา แต่ไปเชิญคนเขามาสมัคร

“คือปัญหามันพันกันไปหมดตอนนี้ ประการแรกนี้ก็แปลกอยู่ก็คือว่า ตรรกะที่บอกว่าคุณสมบัติมันสูงเหลือเกิน คนผ่านมาได้น้อย นี่เรา 5 คนผ่านมาแล้วนะ ไม่นับ 2 คนที่เราพูดเรื่องกระบวนการ 5 คนผ่านมาแล้ว เรายังบอกว่า เอ๊ะ ไม่มั่นใจเลย ฉะนั้นปัญหาคงไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น เพราะว่า ถ้าปัญหาอยู่ตรงนั้นก็คือว่า มันต้องไม่มีคนผ่าน หรือหาคนผ่านไม่ได้ นี่หาคนผ่านมาได้แล้ว เรายังมีความรู้สึกว่า เอ๊ะ ใช่หรือเปล่า

แต่ว่าช่องทางของการไปเชิญ แล้วหนักกว่านั้นก็คือบางคนบอกทำไมไม่ใช้มาตรา 44 แต่งตั้งไปเลยล่ะ ก็คือเนื่องจากขณะนี้ สนช. กับ คสช. จากเดิมซึ่งวางตัวเหมือนกับว่าไม่เกี่ยวข้อง อยู่เหนือการเมือง เป็นกลาง เป็นกรรมการ ตอนนี้พูดเปิดทางเอาไว้แล้วว่าต่อไปจะเป็นผู้เล่นด้วย อย่างน้อยก็ในส่วนของ คสช. ถ้าจะเป็นผู้เล่นด้วย ถ้าใช้วิธีไปเชิญ ถ้าใช้วิธีตั้งเอง มันก็หนีการถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับปัญหาว่า อ๋อ สรุปสุดท้ายต้องการตั้งคนที่จะมาเข้าข้างตัวเอง ก็ไปบั่นทอนตัวระบบอีก

เพราะฉะนั้นขณะนี้ต้องบอกว่า อยากให้ คสช. สนช. ผู้ที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงสภาพทางสังคมในขณะนี้ เพื่อที่จะหาทางให้มันเดินแล้วเกิดความยอมรับ ความเชื่อมั่น ไม่อย่างนั้นก็จะพันกันเป็นปัญหาจาก 1 ไป 2 ไป 3 ไป 4 ไป 5 ไม่จบไม่สิ้น”

- พัก –

พล.อ.ประยุทธ์ จะนัดพรรคการเมืองทุกพรรค ถกกันว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ อย่างไร
“เขาจะนัดเมื่อไหร่ครับ”

เห็นหนังสือพิมพ์ลงอย่างนั้นว่า พล.อ.ประยุทธ์จะนัดมา แล้วก็พูดด้วยว่าจะมี กรธ. ด้วย มี กกต. ด้วย
“คือต้องอธิบายอย่างนี้นะครับว่า ส่วนหนึ่ง ข้อแรกก่อนนะ ผมเห็นด้วยอยู่แล้วที่ทำอะไรให้มันชัดเจน เพราะพูดในรายการนี้ แล้วก็พูดในทุกรายการ แล้วก็พูดมาตลอดว่า ดีที่สุดคือความชัดเจน เอาละ เวลาจะเดือนไหนอย่างไร บวก ลบกี่เดือน อะไรต่างๆ ไม่ได้มีปัญหาตรงนั้น แต่ขอให้มีความชัดเจน เพื่อความแน่นอน เพื่อให้ทุกฝ่ายทำงานได้ เพื่อให้ประเทศมีความเชื่อถือ เชื่อมั่น เพราะฉะนั้นอะไรที่ทำตรงนี้ได้ ดีแน่

ทีนี้ที่ผมต้องถามอาจารย์ว่า จะนัดเมื่อไหร่นั้น คือผมเข้าใจเอาว่าที่ท่าน พล.อ.ประยุทธ์พูดเรื่องนี้ ก็พูดตามคำสั่ง คสช. ที่แก้กฎหมายพรรคการเมืองนั่นแหละ ย้อนกลับไปก็คือว่า กฎหมายพรรคการเมืองผ่านเดือนตุลาคม กำหนดว่าพรรคการเมืองต้องทำเรื่องนี้ ภายใน 90 วัน 120 วัน อะไรต่างๆ ปรากฎว่าทั้งหมดนี้ทำไม่ได้เนื่องจากไปติดคำสั่ง คสช. ห้ามพรรคการเมืองประชุม ห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง

พอมาถึงเดือนธันวาคม คสช. ก็ออกคำสั่งมา แก้กฎหมายพรรคการเมือง บอกว่ายังไม่ให้ทำกิจกรรมนี่แหละ พูดง่ายๆ คือยังไม่ปลดล็อค แต่จะอนุญาต 2 อย่าง พรรคใหม่ 1 มีนาคม ไปหาคนมาเตรียมจัดตั้งพรรค จดทะเบียนเพื่อเป็นพรรค เมษายน 30 วัน ให้คนที่เป็นสมาชิกพรรคเก่าทั้งหมด ยืนยันมาว่าตัวเองยังเป็นสมาชิกพรรคนั้นอยู่

แล้วก็เขียนต่อไปว่า เมื่อกฎหมายเลือกตั้งผ่าน และประกาศใช้ ประกาศใช้นะ ถ้าผมจำไม่ผิด ไม่ใช่บังคับใช้”

กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว.
“น่าจะกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. นะครับ ซึ่งขณะนี้ก็คือ ที่กรรมาธิการร่วมกำลังพิจารณาอยู่ แล้วก็คาดว่าจะต้องทำให้เสร็จ เอาว่าไม่เกินปลายเดือนนี้ ต้นเดือนมีนาคม แล้วหลังจากนั้นก็จะต้องผ่านกระบวนการของการนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ซึ่งก็มีเวลาตรงนี้อยู่ประมาณ 90 วัน ก็นับไปก็ประมาณ พฤษภา – มิถุนา ประมาณนั้น

ดังนั้นอาจารย์จะสังเกตว่า รองนายกฯ วิษณุ จะพูดอยู่ตลอด แล้วก็ พล.อ.ประยุทธ์ ก็พูดหลายครั้งว่า มิถุนา จะชัดเจน คำว่ามิถุนาจะชัดเจนนั้น ผมก็เข้าใจเอาว่า นับอย่างที่ผมนับนี่แหละ ก็คือเมื่อกฎหมายเลือกตั้งประกาศใช้

ในคำสั่ง คสช. เอง ยังเขียนต่อด้วย บอกว่า ล็อคนี้ยังไม่ปลด แต่ว่าเมื่อกฎหมายเลือกตั้งประกาศให้ คสช. คือให้ผู้ที่เกี่ยวข้องแจ้ง คสช. นะ ว่ามันผ่านแล้วนะ แล้วให้ คสช. เชิญกลุ่มที่อาจารย์พูดเมื่อสักครู่นั่นแหละ ทุกฝ่าย มาปรึกษาหารือกันว่าจะเดินต่อไปอย่างไร ความหมายที่ผมอ่านก็คือ จะปลดล็อคเมื่อไหร่ แค่ไหน เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งตามกำหนดเวลา”

อยู่ที่เงื่อนไขที่คุณอภิสิทธิ์อธิบายเมื่อสักครู่ ไม่ได้อยู่ที่ว่าเมื่อไหร่ แต่อยู่ที่ว่าเงื่อนไขจะบรรลุเมื่อไหร่
“คือมิถุนา ไม่เกินมิถุนา น่าจะชัดเจนแล้วว่า กฎหมายออกมาแล้วนะ เพราะนายกฯ ยืนยันแล้วว่า กฎหมายไม่ตกหรอก”

สมมติว่า มิถุนา มันออกมาชัด แล้วก็จะเชิญทั้งหลายมาปรึกษากัน ก็มี 2 คำถามใหญ่ ก็คือ 1. เมื่อวันศุกร์ที่แล้วนายกฯ พูดทำไมในรายการของนายกฯ แล้วมาออกวิทยุประเทศไทยวันเสาร์เช้าด้วย บอกว่าจะเชิญพวกนี้มาคุยอะไรต่ออะไร คนก็เข้าใจว่าตอนนี้กำลังจะเชิญแล้ว

“คือผมไม่ทราบไง ต้องไปถามท่านว่า ที่ท่านพูดว่าท่านจะเชิญนั้น ท่านเชิญตามเงื่อนไขของคำสั่งนี้ หรือท่านกำลังจะบอกว่า โอเค ไม่เอาแล้ว จะเชิญตอนนี้ ก็เป็นไปได้ ถ้าท่านอยากจะเชิญตอนนี้ท่านก็เชิญได้ ถูกมั้ยครับ

แต่ว่าประเด็นทีผมอยากจะพูดคืออย่างนี้ครับ ปัญหาการเดินได้ ไม่ได้ทั้งหมด มันไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายประกอบทั้งหมดขณะนี้ เรื่องหลักมันอยู่ที่ตัวคำสั่ง คสช. ที่ไม่ปลดล็อค ความจริงเชิญพรรคการเมืองมา กับฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย มาถามเรื่องล็อคไม่ดีกว่าเหรอ เริ่มต้นอย่างนี้ก่อน

เพราะถ้าสามารถตกลงกันเรื่องตรงนี้ได้ มันก็จะมีความชัดเจนขึ้นว่าแต่ละพรรคการเมือง เขาจะปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างไร แล้วก็ส่วนจะมายืนยันด้วยว่าเลือกตั้งประมาณเดือนไหนอย่างไร ก็ดีอยู่แล้ว”

คำถามใหญ่ถัดไปก็คือว่า คุณอภิสิทธิ์มองว่า ถ้าจะมีโรดแม็ปให้มันชัดเสียเลย
“ผมก็บอกว่าถ้าจะให้มีโรดแม็ปที่มันชัดเสียเลย ก็ไม่ต้องรอมิถุนา จะหารือกันก่อนก็ได้ เผื่อจะปลดล็อคก่อนไง เผื่อจะปลดล็อคกันก่อน เพราะว่าผมก็ยังยืนยันนะครับ คำว่าล็อคนี้ อย่างน้อยที่สุดในเรื่องประชุม ผมไม่ค่อยเชื่อหรอกครับว่า จะมีพรรคการเมืองไหนจะมาประชุมเพื่อสร้างความวุ่นวาย พรรคการเมืองที่จะสร้างความวุ่นวาย เขาไม่ใช้วิธีประชุมหรอกครับ มาประชุมกันบอกว่า ระเบียบวาระที่ 2 หารือเรื่องการจะป่วนเมืองมันไม่มีหรอกครับ”

ก็มี 2 ทาง ทางหนึ่งก็อย่างที่คุณอภิสิทธิ์พูด อีกทางหนึ่งก็คือกำหนดเสียเลยว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ แล้วถอยกลับมาว่า และเช่นนั้นวันไหนจะต้องทำอะไรเรื่อยๆ จนกระทั่งวันนี้จะทำอะไร

“คือพูดตามจริง ถามว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่นั้น ถ้าไม่มีอภินิหารทางกฎหมาย มันก็ค่อนข้างจะชัดของมันอยู่แล้ว ก็คือว่า เมื่อกฎหมายเลือกตั้งบังคับใช้ ก็ต้องเลือกภายใน 150 วัน ส่วนตอนนี้ที่มันมีปัญหาขึ้นมาก็เพราะว่าไปเขียนอยากจะให้บังคับใช้ 90 วันหลังประกาศใช้ อะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเลือกตั้งนั้นมันพอมองเห็น และเราก็ต้องเห็นใจคนที่เกี่ยวข้องว่าจะให้เขามาชี้บนปฏิทินเลยว่าวันนี้ พรุ่งนี้นั้นมันไม่ได้ เพราะมันมีหลายขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง ที่มันมีห้วงเวลา ที่มีความยืดหยุ่นระดับหนึ่ง

ผมว่าสิ่งที่วันนี้สังคมพึงจะเรียกร้องก็คือ อย่าให้มันมีอภินิหารทางกฎหมาย อย่าให้มันมีอะไรซึ่งเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจมากำหนดตามใจชอบ เพราะฉะนั้นเมื่อกี้ที่อาจารย์พูดว่า จะเชิญมาเพื่อหาฉันทานุมัติอะไรนั้น ทั้งหมดนี้มันอยู่ที่หัวหน้า คสช. คนเดียว เพราะถ้าตกลงอะไรกันไปแล้ว แล้ววันข้างหน้าหัวหน้า คสช. ก็บอก ขอใช้มาตรา 44 มันก็ไม่มีใครทำอะไรได้อีก

เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่ว่าหัวหน้า คสช. พร้อมที่จะยืนยันมั้ยล่ะว่าต่อไปนี้ไม่มีคำว่าอภินิหารทางกฎหมาย”

ตกลงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้ยินอะไรเลย ที่จะเชิญมาเพื่อที่จะหาฉันทานุมัติ หรือมาตกลงกัน
“ยังเลยครับ ก็ทราบแต่จากคำสั่ง คสช. เมื่อเดือนธันวาคมว่าเมื่อเขาผ่านกฎหมายเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว ประกาศใช้แล้ว จะต้องมีการหารือพรรคการเมือง”

แล้วที่คุณอภิสิทธิ์บอกว่า เห็นใจว่าจะไปกำหนดว่าเลือกตั้งเมื่อไหร่นั้น มันยาก ทำไมสมัยรัฐบาลสุรยุทธ์ กำหนดเลยว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ แล้วก็นับถอยหลังมา ผม (อ.เจิมศักดิ์) ร่างรัฐธรรมนูญอยู่ขณะนั้นรีบกันแทบตาย ทำให้มันเสร็จได้
“ไม่ครับ คือคำว่าชี้ไม่ได้ แต่ว่าขณะนี้ถ้าไม่มีอภินิหารทางกฎหมายนะ มันต้องไม่เกินเท่าไหร่นั้นเรารู้อยู่แล้ว”

แต่การที่ไม่กำหนดนี้มันปัญหาหรือไม่ว่า ทำให้มีอภินิหารทางกฎหมายไปได้เรื่อยๆ
“ผมกำลังจะบอกว่าต่อให้กำหนดก็มีได้ในขณะนี้ เพราะมันมีมาตรา 44 ไง สมัย พล.อ.สุรยุทธ์ มันไม่มีเรื่องนี้ครับ ไม่มีเรื่องนี้”

หรือว่าเขาเห็นบทเรียนจากรัฐบาลสุรยุทธ์ พอกำหนดว่าจะเลือกเมื่อไหร่ ข้าราชการจำนวนหนึ่งเกียร์ว่างทันที รวมทั้งพนักงานรัฐวิสาหกิจเกียร์ว่างด้วย
“ผมมีความรู้สึกว่า ข้อที่ 1 เราไปคิดอย่างนั้น มันก็คงจะเป็นเรื่องแปลก เพราะว่ารัฐบาลทุกชุด มันต้องมีจุดสิ้นสุด ในภาวะปกติถ้าอาจารย์พูดอย่างนั้น แปลว่าอะไรครับ พอเข้าสู่ปีที่ 4 ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ต้องมานั่งคิดกันว่า โอย จะเกิดภาวะเกียร์ว่าง มันคงไม่ได้นะครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นประเด็นที่ถัดมาคือ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องปฏิรูประบบราชการแล้ว แต่ว่านี่ก็ไม่ได้ทำ”

หรือว่าการกำหนดวันไหนนั้นมันยาก ตรงที่ว่ามันจะต้องสร้างโรดแม็ปของตัว พล.อ.ประยุทธ์เอง ตัว คสช. เองว่า พอจะไปเลือกตั้งแล้ว ตัวเองจะต้องสร้างโรดแม็ปอย่างไร ยิ่งจะมีพรรคการเมืองหนุนหรือไม่มี จะมีเมื่อไหร่ กำนันสุเทพบอกว่าจะตั้งพรรค แล้วก็ประกาศชัดเจนว่าจะหนุน พล.อ.ประยุทธ์ แล้วโรดแม็ปจะเป็นอย่างไร

“คืออย่างนี้ครับ สำหรับผม คนที่ทำหน้าที่ในการบริหารบ้านเมืองในขณะนี้ จะต้องสร้างความชัดเจนเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และเหตุผลในการที่จะขยับขยาย หรือเปลี่ยนแปลงตารางเวลาอะไรก็ตาม มันต้องเป็นเรื่องของส่วนรวมเท่านั้น

ถ้าอย่างนี้ผมเชื่อว่า ความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในทำนองว่า เลือกตั้ง ไม่เลือกตั้งสักที หรือปัญหาที่ตอนนี้ก็ไปถึงประเด็นความน่าเชื่อถือของผู้นำ มันก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้ากำลังจะบอกว่า ทั้งหมดที่ไม่มีความชัดเจนนี้ เพราะว่า พูดง่ายๆ ก็คือ ดูทิศทางเพื่อหวังประโยชน์ทางการเมือง อันนี้อันตราย ก็เท่ากับการเมืองเราไม่ปฏิรูปเลย ก็เท่ากับว่าเราก็ยังมีความรู้สึกกันว่า อำนาจรัฐ สามารถถูกนำไปใช้เพื่อให้เกิดความได้เปรียบ เสียเปรียบกันทางการเมือง ซึ่งคือที่มาของวิกฤติทางการเมืองในรอบ 10 กว่าปีทั้งหมด”

ถ้าเขาบอกว่าพรรคการเมืองบางพรรคก็เคยทำอย่างนั้นมาแล้ว
“ก็เขากำลังจะบอกว่าจะปฏิรูป ก็คือไม่ทำตามไม่ใช่เหรอครับ แล้วถ้าทำตาม ก็ไม่ต้องพูดกันแล้วเรื่องปฏิรูป ก็เท่ากับว่าทุกคนก็ทำเหมือนกัน หรือไม่ใช่ทุกคน อย่างน้อยก็มีอีกฝ่ายนึงแล้วที่มาทำเหมือนกัน มันก็ไม่สามารถที่จะเป็นคำตอบกับสังคมที่มีความยั่งยืนได้เลย”

ถ้าฟังคุณอภิสิทธิ์อย่างนี้ ตอนนี้ก็เลยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่แน่ เพราะอยู่ที่อภินิหารทางกฎหมาย กับอภินิหารของ สนช.
“ที่จริงน่าเสียดายก็คือว่า ก่อนที่จะมีเหตุเรื่อง กกต. 1 วัน ท่าน พล.อ.ประยุทธ์บอกว่าไม่มีการคว่ำกฎหมายเลือกตั้ง ผมว่านี่ อย่างนี้คือความชัดเจนที่จะสร้างความมั่นใจ เพราะฉะนั้นวันนี้ท่านก็ต้องพูดให้ชัดว่าไม่มีอีกแล้วอภินิหารทางกฎหมายอย่างที่ว่านี้ ขอให้เดินตามนี้ มันก็จะไม่เกินเท่าไหร่ ก็ระบุได้อยู่แล้ว”

เมื่อมันยังไม่ค่อยมั่นใจนัก จะด้วยเหตุผลโรดแม็ปของประเทศ โรดแม็ปของ คสช. โรดแม็ปของพรรคการเมืองใหม่ที่จะขึ้นมา แล้วโรดแม็ปอย่างพรรคการเมืองเก่าอย่างประชาธิปัตย์ คิดจะทำอย่างไร ในเมื่อมันยังไม่แน่ตรงนั้น แล้วพรรคประชาธิปัตย์วางโรดแม็ปอย่างไรบ้าง

“คือเราวางของเราไว้นี่มันก็ถูกอภินิหารทางกฎหมายที่ว่านี้ มาทำให้เราต้องคอยเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา อาจารย์คงจำได้ กฎหมายผ่านเดือนตุลา ผมก็กลุ้มอกกลุ้มใจว่า ฐานข้อมูลสมาชิกต้องทำให้เสร็จ ผมก็ไปทำให้เสร็จ ทำเสร็จปั๊บ วันรุ่งขึ้นเขาก็ออกคำสั่ง คสช. มาบอก ไม่เอาแล้วแบบนั้น ขอเปลี่ยนไปอีก

ผมมีแนวทางที่เคยคุยกันไว้เป็นการภายใน เพราะว่ายังไม่สามารถที่จะเรียกประชุม แล้วเป็นมติเป็นทางการได้ เราเตรียมไว้หมดนะครับว่า อะไรบ้างที่เราต้องทำ 1. การเตรียมการเลือกตั้งนั้นไม่ต้องพูดถึงอยู่แล้ว การจะได้ผู้สมัคร การจะมีนโยบาย แล้วก็ต้องทำไพรมารีนั้นพร้อมทำทุกอย่าง แต่ว่าเราอยากจะมีการปฏิรูปพรรค ซึ่งต้องการที่จะให้โครงสร้างของพรรค การเลือกคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ทำอย่างไรให้สมาชิกมีส่วนร่วมมากขึ้นตามเจตนารมณ์อะไรต่างๆ ก็ปรึกษาหารือเตรียมกันไว้ ก็มาเจอปัญหาว่าตอนนี้เดิมเราจะให้สมาชิกซึ่งมีอยู่ 2 ล้านกว่าคน มีส่วนร่วม กลายเป็นว่าตอนนี้ต้องมาดูก่อนว่า ไอ้ 30 วันในเดือนเมษายน จะสามารถทำอย่างไรให้เขามายืนยันได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก ในทางปฏิบัติ

แล้วก็ในความเห็นของเราก็ยังยืนยันว่าเป็นการละเมิดสิทธิ เสรีภาพ แล้วก็ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ อย่างค่อนข้างจะชัดแจ้ง”

ขัดตรงนี้ใช่หรือไม่ว่า เขาเคยเป็นสมาชิกอยู่ แล้วไปบังคับให้เขายืนยัน
“ใช่ แล้วเขาควรจะมีส่วนร่วม คือผมนี้จะสบายใจมากเลยว่า ถ้าในการคัดเลือกผู้สมัครไพรมารี มีคนที่สามารถใช้สิทธิ์ได้ 2 ล้านกว่าคน ผมจะสบายใจมากเลย เพราะผมคิดว่าอันนี้แก้ปัญหาเรื่องปัญหาการจัดตั้ง ปัญหาเรื่องอะไรต่างๆ เยอะแยะไปหมด

แต่ถ้าหากว่าสุดท้ายคนมาลงคะแนนในไพรมารีทั้งประเทศ เหลือเพียงหลักหมื่น อันนี้น่ากลัว มันไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่บอกว่าการมีส่วนร่วมของสมาชิก หรือประชาชนดีขึ้นเลย”

ซึ่งพรรคการเมืองหลายพรรค ก็จะมีสมาชิกไม่มาก แล้วก็จะเหลือไม่กี่คน
“ถูกต้องครับ ขณะนี้ทำไปทำมาจากสิ่งที่ คสช. กำหนดมานี้ พรรคจำนวนมาก และนักการเมืองจำนวนมาก พูดกันว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ก็ทำไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย สาขาพรรคก็มี 4 สาขา สมาชิกก็เอาจังหวัดละร้อยคน แล้วสุดท้ายก็คือกรรมการบริหาร หรือเจ้าของพรรค ก็ชี้ได้เหมือนเดิมละครับว่า อะไรเป็นอะไร

ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเคยมีระบบการมีส่วนร่วมอยู่แล้ว กลับกลายเป็นว่าการมีส่วนร่วมจะถูกจำกัดแคบลงไปอีก จากการที่มาทุบฐานสมาชิก ซึ่งโดยธรรมชาติการเป็นสมาชิก โดยเฉพาะเมื่อไม่มีกิจกรรมทางการเมือง มันเป็นเรื่องยากนะครับในการติดต่อสื่อสาร เพราะอาจารย์ก็ทราบ ไม่ต้องอะไรหรอกครับ ถามว่าวันๆ นึง หรือแต่ละเดือน มีจดหมาย เอานะสมมติว่าเราติดต่อกันทางจดหมายซึ่งก็ต้องลงทุนกันพอสมควร มีกี่ฉบับที่บางทีอาจารย์ยังยอมรับเลยว่า หลุดไป หรือไม่สนใจ ประเภทที่บอกว่า ช่วยยืนยันเรื่องนั้นกลับมาหน่อย เรื่องนี้กลับมาหน่อย ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกครับ”

แล้วประชาธิปัตย์จะทำอย่างไร
“เพราะฉะนั้นผมก็บอกว่า ตอนนี้เราก็เตรียมไว้ทุกทาง เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เตรียมไว้ทุกทางว่า ปลดล็อคเดือนไหน ต้องทำอย่างไร แต่ว่าเจตนาก็คือ ต้องมีการปฎิรูปพรรค แล้วก็ต้องมีความพร้อมในการเลือกตั้ง 2 อย่างที่ตั้งใจจะทำ ผมก็เสียดาย ก็คือว่า เคยยืนยันมาตลอดว่า ถ้าไม่มีเรื่องล็อคทางการเมือง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา พรรคฯ ก็คงจะสามารถเดินหน้าปฏิรูปหลายอย่างได้ง่าย เพราะพอใกล้การเลือกตั้งแล้ว มันก็คงต้องมาให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง”

เป็นเพราะ คสช. ระแวง และระวังพรรคการเมืองหรือเปล่า เพราะว่าพรรคการเมืองหลายพรรค ก็ยังวิ่งไปหาคนที่มีอิทธิพลเหนือพรรคอยู่ต่างประเทศ หลายคนก็ไปพบที่ฮ่องกงบ้าง อะไรบ้าง แม้จะมีกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า ห้ามไม่ให้คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกมามีอิทธิพลเหนือพรรค แต่ในความเป็นจริงเขาก็วิ่งกันอยู่

“ที่ผมแปลกใจก็คือว่า ถ้าจะเอาพฤติกรรมของคนใดคนหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งโดยตัวของมันเอง มันผิดกฎหมายอยู่แล้ว แทนที่จะไปดำเนินการทางกฎหมายกับคนกลุ่มนั้น กลับมาบอกว่า เพราะฉะนั้นทุกคนก็ห้ามทำอะไรหมดเลยนั้น มันไม่ใช่ตรรกะที่จะแก้ปัญหาได้เลย เพราะฉะนั้นปัจจุบัน อย่างที่ผมบอกนี่ไง เขาไม่ได้ประชุม แต่สมมติเขาเดินทางไปต่างประเทศ ไปรับคำสั่งกันทุกวัน แล้วมันแก้ปัญหายังไงครับ

ในขณะที่ถ้าเขาประชุม เขาต้องประชุมกันเองนะ ถ้ามีหลักฐานว่า มีคนที่ไม่เป็นสมาชิก มาแทรกแซง ครอบงำการประชุมนั้นก็ผิดอย่างชัดเจนเลยนะ แล้วทำไม เขียนกฎหมายเองนะครับ ไม่ใช่คนอื่นเขียน แล้วทำไมไม่พยายามทำทุกอย่างให้มันเข้าระบบ แล้วก็สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้”

ถ้าอย่างนี้ นายทักษิณ ยังเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยหรือเปล่า
“น่าจะขาดคุณสมบัติมังครับ เพราะว่าคุณสมบัติของการเป็นสมาชิกพรรค ขณะนี้ก็ครอบคลุมไปถึงเรื่องผู้ที่ถูกพิพากษาให้จำคุก ถูกอะไรต่างๆ”

ถ้าไม่ใช่ มันจะพิจารณากันอย่างไร ในเมื่อนายวัฒนา ก็ไปหา แล้วก็ ส.ส. ก็ไปหา เมื่อเร็วๆ นี้เขาก็เปิดตัวว่าเขาไปหากัน อย่างนี้จะถือได้ หรือไม่ได้ว่า เป็นผู้ที่มีบทบาทในพรรคการเมืองในขณะที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง
“ผมฟังเขาบอก เขาไปอวยพรตรุษจีนไม่ใช่เหรอ ไม่พูดเรื่องการเมือง อาจารย์เชื่อมั้ย”

“ก็นี่ไง อันนี้ ก็เป็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายแล้ว กฎหมายเขียนมา ทีนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่ามีคนไปร้องทุกข์ กล่าวโทษ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะเห็นเองมั้ยว่า พฤติกรรมเหล่านี้เข้าข่าย หรือไม่เข้าข่ายที่เขียนไว้ในกฎหมาย ก็ต้องว่ากันไป”

ในฐานะประชาชนคนหนึ่งรู้สึกโหวงเหวง คนที่เป็นนักโทษ คนที่ถูกศาลตัดสินจำคุกแล้วหลายคน ยังเดินทางกันอยู่ในต่างประเทศ แล้วเราก็ไม่สามารถเอาตัวมารับโทษได้ แต่ขณะเดียวกันไปออกกฎเกณฑ์ว่า คนที่ไม่ใช่สมาชิก ก็ห้ามไม่ให้มีบทบาททางการเมืองในพรรคการเมือง แต่มันก็พิสูจน์ไม่ได้อีก ตกลงประเทศไทยจะเดินได้หรือไม่

“ปัญหานี้มันก็เป็นปัญหาเรื้อรัง แล้วก็ทำให้เราก็ต้องถามกลับไปยังผู้ที่เขาตั้งใจจะเข้ามาแก้ปัญหาเหล่านี้ว่าตกลงแล้วเขาได้ปฏิรูป เปลี่ยนแปลง และทำอะไรบ้างเพื่อหยุดยั้งปัญหาเหล่านี้ ก็ต้องพูดตรงๆ ทุกคนก็คาใจกันอยู่ว่า กรณีของคุณยิ่งลักษณ์นั้นออกไปได้อย่างไร และความจริงจังในการที่จะติดตาม ในการที่จะใช้มาตรการต่างๆ เริ่มตั้งแต่การเพิกถอนหนังสือเดินทางอะไรต่างๆ การขอตัวอะไรต่างๆ ตกลงทำแค่ไหน อยู่ที่ไหน ก็ไม่เคยมีการชี้แจง แสดงให้ชัดเจน

แล้วก็ขณะเดียวกัน การเขียนกฎหมายต่างๆ ซึ่งถูกจั่วหัวมาตลอดว่า นี่แหละ กำลังจะมีชุดกฎหมายที่ปราบโกง ที่อะไรต่างๆ มาถึงวันนี้มันก็ดูจะไม่ได้ผล เพราะสภาพหลายอย่างก็กำลังจะเหมือนเดิม และแม้กระทั่งที่ชูเอาไว้ว่าปราบโกงนั้น ก็จะเห็นว่า ปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่น กลับกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์หนักขึ้นในสังคมปัจจุบัน นี่ขนาดยังไม่กลับเข้าไปสู่การเลือกตั้ง ไม่มีนักการเมืองอาชีพมาเกี่ยวข้อง แต่ทำไมระดับการทุจริตที่สำรวจโดยหอการค้า มันกลับรุนแรงเกือบจะเท่าเดิมแล้ว”

คุณอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ใช้คำทำนองว่า กรณีคุณสุเทพจะตั้งพรรค
“ผมไม่ได้บอกว่าอะไร ผมก็บอกว่าเป็นสิทธิของคุณสุเทพ ที่จะตัดสินใจในทางการเมือง”

“ผมก็บอกว่า 1. เป็นสิทธิของคุณสุเทพ และการมีพรรคการเมืองใหม่ คนที่อยู่เป็นพรรคการเมืองอยู่ ก็ควรจะต้องถือว่ามันเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน แน่นอนคุณสุเทพเคยอยู่ประชาธิปัตย์ คนประชาธิปัตย์ยังมีความผูกพันกับคุณสุเทพ การจะมีการดึงบุคลาการ ฐานเสียงหรือไม่ก็เป็นเรื่องปกติธรรมชาติ แต่ว่าเมื่อแนวทางคุณสุเทพ ไม่ตรงกับแนวทางของพรรคประชาธัปตย์ ในบางเรื่อง เพราะผมก็สันนิษฐานว่าไม่ตรง ท่านถึงบอกว่า มีความจำเป็นว่าจะต้องตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา โดยเฉพาะพูดชัดเจนคือเพื่อสนับสนุนคุณประยุทธ์ มันก็เป็นสิทธิ์ของท่าน ก็เท่านั้นเอง

ผมก็มีหน้าที่ในการที่จะยืนยันจุดยืน แนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วเราก็ยืนยันด้วยว่าเรื่องการปฏิรูปนั้น เรามีรูปธรรมชัดเจนกว่าสิ่งที่รัฐบาลชุดปัจจุบันทำเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระจายอำนาจ หรืออะไรหลายต่อหลายเรื่อง ที่มีการพูดกันในช่วงที่มีการชุมนุมในเรื่องของ กปปส.”

มีคำพูดอยู่คำด้วยหรือเปล่า ที่คุณอภิสิทธิ์พูดว่า ถ้าคนของพรรคประชาธิปัตย์อยากจะไปอยู่พรรคใหม่กับคุณสุเทพ ก็คงจะต้องไปทำตามที่บอกว่าให้คุณประยุทธ์เป็นนายกฯ แต่ถ้าเป็นคนอยู่ประชาธิปัตย์ ก็ต้องให้หัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ

“ใช่ครับ เพราะว่าโดยหลักแล้วการนำพรรคการเมืองเข้าสู่สนามการเมืองการเลือกตั้ง เราต้องเป็นผู้เสนอแนวคิด แนวทาง ว่าจะบริหารบ้านเมืองอย่างไร ที่เราใช้คำว่านโยบาย แล้วก็บางส่วนก็เป็นเรื่องของอุดมการณ์ เราก็ต้องเชื่อว่า คนที่ทำนโยบายตัวนี้ คิดนโยบายตัวนี้ คือผู้ที่จะไปผลักดันได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่กระบวนการในพรรค จะต้องไปนำเสนอทั้งความพร้อมของบุคลากรและนโยบาย แล้วแน่นอนก็คงไม่ปิดทางที่บอกว่า อ้าว ถ้าอย่างนั้นก็ไปเอาคนอื่นมาเป็น คือหัวหน้าพรรคนี่ต้องเลือกนะครับ มันไม่ได้ถูกกำหนดมา พรรคก็ต้องเลือก แล้วก็ยิ่งครั้งหน้านี้ต้องเลือกหัวหน้าพรรค แล้วก็ต้องกำหนดนโยบาย ข้อบังคับ อุดมการณ์อะไร เข้าสู่สนามการเลือกตั้ง เราต้องทำเรื่องนี้เป็นระบบพร้อมกันไป

ถ้าสมาชิกพรรคการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ บอกว่า โอ้ พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะนำธงของนโยบายของประชาธิปัตย์ได้ ก็คงต้องไปให้ท่านเข้ามา หรือมาอยู่ในบัญชีที่จะเสนอเป็นนายกฯ แต่ขณะนี้เราก็เห็นชัดว่าบางเรื่องมันไม่ใช่ อย่างเช่น แนวคิดเรื่องกระจายอำนาจ สวนทางกับแนวคิดของผู้มีอำนาจในปัจจุบันที่นับวันมีแต่รวมศูนย์ แล้วก็ใช้คำว่ารัฐราชการเป็นใหญ่ มากำหนดทุกอย่าง แม้กระทั่งบทบาทที่ลงไปในภาคเศรษฐกิจ ซึ่งด้วยความตั้งใจดีแต่ก็ไปสร้างปัญหาหลายปัญหา แนวคิดอย่างนี้มันไม่ตรงกัน

เมื่อมันไม่ตรงกัน ก็ไม่ว่ากันนะครับ ใครที่เห็นว่าแนวทางแบบ รัฐราชการ รวมศูนย์ ก็คงต้องไปอีกทางนึง แต่ถ้าเป็นแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ เรื่องกระจายอำนาจ เรื่องอะไร เราประกาศมาตั้งแต่ 2489 แล้วทำมาตลอด ตั้งแต่เรื่อง อบต. อบจ. จนกระทั่งการปกครองในรูปแบบพิเศษ แล้ววันนี้เราก็อยากจะไปถึงขั้นที่เริ่มมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว ซึ่งเป็นแนวทางที่ทางรัฐบาลชุดปัจจุบันปฏิเสธแล้ว เราก็มองว่านี่คือแนวการปฏิรูป มันก็ต้องมาสนับสนุนในแนวทางนี้ ก็แยกกันนะครับ”

การที่คุณอภิสิทธิ์พูดในทำนองว่าแยกกันว่า ถ้าใครมีความเห็นอย่างนั้นก็ให้ไป ก็เป็นสิทธิ์ของเขาที่จะไป มันมีนัยยะด้วยหรือเปล่าว่า พรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคคุณสุเทพ ที่จะเอา คุณประยุทธ์เป็นนายกฯ นั้นคงรวมกันไม่ได้
“รวมกันไม่ได้นั้น ผมก็พูดกับอาจารย์หลายครั้งว่ามันตอบยาก”

รวมกันจัดตั้งรัฐบาลนะ ไม่ใช่รวมกันเป็นพรรคเดียว
“รวมกันพรรคเดียวคงไม่ต้องพูดอยู่แล้ว เป็นรัฐบาลหรือไม่ก็อย่างที่ผมบอกไงครับว่า สุดท้ายต้องอยู่ที่แนวทางของพรรค เป็นตัวตั้ง แล้วก็ต้องอยู่ที่ผลการเลือกตั้ง”

ในเมื่อแนวอันหนึ่งกระจายอำนาจ อันหนึ่งไม่กระจายอำนาจ
“ก็ถ้าเขาจะมาร่วม ผมก็ต้องบอก ถ้าคุณจะร่วม คุณก็ต้องเดินตามแนวทางกระจายอำนาจ แล้วนี่ถ้าสมมติว่าพรรคประชาธิปัตย์ใหญ่กว่านะ คือหมายความว่ามีการเลือกตั้งมา แล้วเราบอกว่าแนวทางนโยบายเราเป็นอย่างนี้ ใครจะมาร่วมกับเราต้องยอมรับแนวทางนี้ ไม่งั้นเราก็ทรยศประชาชนสิครับ เพราะเราเคยไปหาเสียงว่าเราจะทำอย่างนี้ แต่ปรากฎว่าเราทำไม่ได้

แต่ถ้าสมมติว่าพรรคอื่นใหญ่กว่า อย่างนี้เราก็ต้องเจียมตัวแล้ว เราจะไปกำหนดเงื่อนไขไม่ได้ แต่เราก็ต้องตัดสินใจอีกว่า จะไปรวมกับเขานี้ รับแนวทางเขาได้หรือเปล่า ขัดกับความเชื่อของเราหรือเปล่าในการทำงานให้กับประชาชน”

“ถ้าเขาเล็กกว่า เราต้องเป็นฝ่ายที่กำหนดสิครับ ว่าทิศทางจะเป็นอย่างไร แล้วอยู่ที่ว่าเขายอมรับได้มั้ย”

แต่คุณอภิสิทธิ์ก็รู้ว่าพรรคเล็กกว่าตอนนี้ เวลามันสูสีกัน พรรคเล็กกว่าเขาไปไหน คุณก็อดเลยนะ ประชาธิปัตย์ก็เป็นฝ่ายค้านเลยนะ
“คือประชาธิปัตย์ในประวัติศาสตร์นั้นไม่ได้เคยลังเลนะที่จะบอกว่าเป็นรัฐบาลก็ได้ ฝ่ายค้านก็ได้ เป็นรัฐบาลก็ดีกว่าอยู่แล้วในการผลักดันความคิดได้ แต่ไม่ใช่ว่าต้องเป็นรัฐบาล ไม่งั้นอดอยากปากแห้ง ไม่งั้นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ได้ครับ แล้วก็ประชาธิปัตย์ไม่ได้อยู่แค่การเลือกตั้งครั้งนี้ หรือครั้งหน้า คือถ้าพวกผมคิดแต่ว่าอยากมีตำแหน่ง ก็ไม่ต้องมีอุดมการณ์มันก็ง่ายครับ หลายพรรคการเมืองเขาก็ทำอย่างนั้น ใครก็ได้ ขอเป็นรัฐบาล สุดท้ายนั่นแหละ การเมืองแบบนั้นแหละ ที่นำมาสู่ปัญหาเรื่องผลประโยชน์ การทุจริต การไม่ปฏิรูป ก็ต้องเลือกเอาว่าประเทศจะเดินแนวทางแบบไหน”

เราพูดถึง กกต. พูดถึงเรื่องการเมือง และพุดถึงการเลือกตั้งตามโรดแม็ป แล้วคุณอภิสิทธิ์พูดถึงการกระจายอำนาจ ก็เลยนึกถึงเรื่องการเมืองท้องถิ่น ตกลงมันจะเลือกการเมืองท้องถิ่น อบต. อบจ. ทั้งหลายก่อนดีมั้ย หรือจะก่อนแค่ไหน แล้ว กกต. จะทำได้มั้ย

“คือถามว่าเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่น เนื่องจากที่ผ่านมา พอไม่ให้มีการเลือกตั้ง ก็เท่ากับท้องถิ่น น่าจะเกือบทุกท้องถิ่นแล้วมังครับ อยู่ในภาวะที่ผู้บริหารกับสภา เป็นต่อไป ตรงนี้มันจะต่างนิดนึงคือ กระแสการเรียกร้องการเลือกตั้งตรงนี้อาจจะไม่ค่อยชัดนัก เนื่องจากว่ายกเว้นพื้นที่ซึ่งมีการไปใช้มาตรา 44 จนทำให้มันไม่มีผู้บริหารหรือสภาตัวจริง แต่เอาฝ่ายประจำไปรักษาการ ไปทำหน้าที่ เขาก็มีความรู้สึกว่า กลไกทางการเมืองมันยังทำของมันอยู่

แต่ว่าแน่นอนการจะปล่อยให้อยู่ไปเรื่อยๆ นั้นก็คงไม่ดีแน่ มันก็กลายเป็นฝังรากของผู้ที่สมควรจะต้องกลับมาให้ประชาชนเลือกอีก ทีนี้กรณีของ อบต. กับกรณีของเทศบาล ผมเข้าใจว่ารัฐบาลยังมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ฉะนั้นก็คงจะยังเลือกตั้งได้ยาก เพราะต้องไปแก้กฎหมาย กำหนดกันใหม่อะไรต่างๆ ถ้าเลือกไปก่อนแล้วไปแก้ตรงนั้น ก็จะยุ่งวุ่นวาย มันก็จะเหลือ อบจ. เหตุผลที่มีการพูดว่าจะมีการเลือก อบจ. นั้น ก็สรุปง่ายก็คือว่า

รัฐบาลนี้เขาไม่เลือกผู้ว่าฯ แล้ว จากที่เคยพูดกัน เพราะฉะนั้นก็ให้มันเหมือนเดิมนั่นแหละ ก็เลยจะเลือก อบจ. แต่ว่าการเลือก อบจ. ก็ยังติดอยู่ว่า 1. ก็มีกฎหมายคงไม่ยาก เพราะว่าถ้าไม่เปลี่ยนโครงสร้างก็ง่าย กับ 2. ก็คือมันมีปัญหาเรื่องที่ไปใช้มาตรา 44 อยู่กับผู้ที่เกี่ยวข้อง พูดง่ายๆ ไปดองเขาไว้ คงจะสะสางตรงนั้นให้เสร็จ

แล้วก็ล่าสุดปัญหาที่จะเกิดขึ้นก็คือว่า ภาระที่เกิดขึ้นกับ กกต. ซึ่งจะชุดเก่า หรือใหม่ หรือครึ่งทางเป็นชุดเก่า ครึ่งทางเป็นชุดใหม่ แล้วยังจะต้องมาทำงานเกี่ยวกับเรื่องของกฎหมายพรรคการเมืองใหม่ด้วย เตรียมการเลือกตั้งใหญ่ด้วย ก็จะเป็นภาระหนักพอสมควร”

ตกลงก็จะมีอภินิหารเกิดขึ้นที่จะค่อยๆ เลื่อนไปได้เหมือนกันใช่หรือไม่ เพราะ 1. เพราะอยากเลือก กกต. เสียก่อนเลือกตั้งใหญ่
“ผมฟังดู เหมือนกับยังอยากให้มีการเลือกตั้ง เพราะมีความคิดว่าน่าจะลดกระแสที่ไปว่า ว่าเขาไม่ยอมเลือกตั้งๆ ก็นี่ไงเลือกตั้งแล้ว เลือก อบจ. แล้ว แต่เขาอาจจะ ทยอยเลือก เพราะอาจจะมีความขลุกขลัก หรืออาจจะยังไม่พร้อมในอีกหลายเรื่องก็เป็นได้ แล้วก็ตารางเวลาที่พูดกันก็ดูเหมือนเขาก็จะพูดว่าประมาณ สิงหา – กันยา อะไรทำนองนั้น”

แล้ว กกต. ก็ยังไม่พร้อม แล้ว สิงหา – กันยา จะทำอย่างไร
“ก็ถึงเวลานั้นก็คงต้องมาว่ากันอีกทีมังครับว่า เขาก็คงจะตัดสินใจอีกทีนึงว่าจะเป็นอย่างไร”

ประเทศไทยทำงานกันอย่างนี้เหรอ
“ก็นี่แหละครับ คือสิ่งที่ผมพูดมาว่า น่าเสียดายว่า มาทะเลาะกัน หรือเถียงกันว่า จะเลือกตอนนั้น เลือกตอนนี้ แต่จริงๆ สิ่งที่เราต้องการมากกว่าก็คือ ความชัดเจนที่มันเป็นระบบ เป็นแบบแผนให้มันเดินได้ แล้วก็ถ้าไปคิดมากเรื่องความได้เปรียบ – เสียเปรียบทางการเมือง มันก็จะวุ่นไม่จบ”

แล้วที่เคยพูดกันว่า จะเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด
“ก็เขาไม่เอาแล้วนี่ครับ ก็ค่อนข้างชัดว่าเขาไม่เอาแล้วนี่ ไม่มีอะไรเลยในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา ที่บ่งบอกว่าจะมีความพยายามที่จะนำไปสู่แนวคิดนี้เลย”

อยากสรุปสุดท้ายด้วยความวังเวงว่า เราจะมีการเลือกตั้งกันเมื่อไหร่ แล้วหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ก็จะเป็นอีกเรื่องที่จะต้องพูดกันเยอะ ตกลงคุณอภิสิทธิ์อยากจะสรุปหรือไม่ว่า ประเทศไทย การเมืองจะล้มเหลว จะเดินได้ หรือจะต้องใช้อภินิหารทางกฎหมายไปเรื่อยๆ อย่างนี้

“คือผมไม่เชื่อว่าอภินิหารทางกฎหมายแล้วก็ความพยายามที่จะยึดเรื่องของตัวบุคคล หรือกลุ่มเป็นตัวตั้ง จะแก้ปัญหาของประเทศได้ ไม่ว่ากติกา และสิ่งที่ คสช. จะทำต่อไปจะเป็นอย่างไร จะมีอุปสรรคมากแค่ไหน แต่อยู่ที่สังคมในที่สุด ที่จะต้องตกผลึกให้ได้ว่าประเทศไทยควรจะเดินอย่างไร แล้วถ้าสามารถตกผลึกได้ รวบรวมกำลังต่างๆ เพื่อสนับสนุนทิศทางที่ถูกต้องได้ ผมก็ยังมีความหวัง ผมไม่ยอมแพ้หรอกครับ ผมก็ยังมีความหวัง แล้วก็ยังเชื่อว่าในที่สุดก็ต้องหาวิธีการในการที่จะคลี่คลายปมปัญหาที่มันเกิดขึ้นมาจนได้”





บทความอื่นๆ