บทความ

“อภิสิทธิ์” ย้ำภารกิจ ประชาธิปัตย์ แข่งขันกับตัวเอง หวังเรียกคืนความศรัทธาของประชาชนให้นักการเมือง
07 มี.ค. 2561

“อภิสิทธิ์” ย้ำภารกิจ ประชาธิปัตย์ แข่งขันกับตัวเอง หวังเรียกคืนความศรัทธาของประชาชนให้นักการเมือง


(7 มีนาคม 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 กล่าวถึง การที่ กปปส. แยกออกไปตั้งพรรคแล้ว พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนอย่างไรนั้นว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการแข่งขันกับตัวเอง โดยตนมีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์พื้นฐานของพรรคฯ มีความเชื่อมั่นในประสบการณ์ที่ได้เคยทำงานให้กับบ้านเมืองทั้งในฐานะฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน อีกทั้งได้เตรียมการกันมาระยะหนึ่งว่า ความเปลี่ยนแปลงในเชิงของการพัฒนา หรืออาจจะเรียกว่าการปฏิรูป พรรคฯ ก็ต้องมีการทำ

“ผมว่านี่คือหัวใจสำคัญที่สุด และทั้งหมดที่ทำนี้ เป้าหมายก็คือว่า ผมมองว่าสังคมกำลังต้องการที่พึ่ง เพราะว่าขณะนี้เราอยู่ในสภาพที่บอกว่าการเมืองไม่ปกติ และเราก็บาดเจ็บกันมาทั้งหมด จากสภาพการเมือง 10 กว่าปีที่ผ่านมา” นายอภิสิทธิ์กล่าวและว่า

สิ่งที่ต้องการทำก็คือ ทำอย่างไรให้ประชาธิปัตย์สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ว่าเราเป็นที่พึ่ง คือจะเป็นนักการเมืองที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน และรักษาระบบได้ ความหมายตรงนี้กินความรวมไปถึงความสามารถในการแก้ปัญหาพื้นฐานของประชาชน จะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง รวมทั้งการวางแนวทาง โครงสร้างให้ประเทศ มีความเจริญก้าวหน้าไปได้ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็วเหลือเกิน ถ้าหากว่าเราไม่มีกรอบความคิดใหม่ๆ ในเชิงนโยบายสาธารณะ เราก็จะตอบโจทย์ของประชาชนกับสังคมไม่ได้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นภาระที่ใหญ่

ควบคู่กันไปเราก็ต้องเก็บเกี่ยวบทเรียนจากในอดีตว่าการเมืองที่มันล้มเหลวนี้เกิดจากอะไร จากการทุจริต คอร์รัปชั่น เกิดจากการที่ในที่สุดประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่ไว้วางใจนักการเมือง ก็ต้องสร้างความเชื่อมั่น แก้ไขปัญหาตรงนี้ให้ได้ ซึ่งมองว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ตนไม่ได้มองว่าจะมีพรรคการเมืองอื่นอีก 5 พรรค 10 พรรค 40 พรรค 50 พรรค หรือ 100 พรรค แต่มองว่าภารกิจหลักของตนอยู่ตรงนี้


คำต่อคำ

เป็นอย่างไรบ้าง ไปขึ้นศาลมา
“ก็เป็นการไปเบิกความครับ เท้าความนิดนึง คดีนี้ผมกับคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นโจทก์ร่วมกันฟ้องคุณธาริต กับพวก ทั้งหมด 4 คนในข้อหาที่ปฏิบัติหน้าที่แล้วเห็นว่ากลั่นแกล้งพวกเรา 2 คน ... (สัญญาณขัดข้อง)”

พูดถึงคดีที่ทางคุณอภิสิทธิ์ รวมทั้งคุณสุเทพ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคุณธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในคดีสลายม็อบปี 2553

“เมื่อกี้ก็เล่าให้ฟังว่า ปีนี้ก็ฟ้องร้องกันมา น่าจะประมาณสัก 3 ปีแล้วมั๊งครับ ก็ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ไปถึงศาลฎีกาเลย ศาลฎีกาก็ให้ประทับรับฟ้องไว้ เมื่อวานนี้ก็เพิ่งเป็นการเริ่มต้นสืบพยานคนแรก ก็คือผม เป็นโจทก์ที่ 1 ก็ใช้เวลา 2 วันเต็มครับ เพิ่งเสร็จเมื่อสักครู่
แล้วก็หลังจากนี้ก็จะเป็นการสืบพยานของฝ่ายผมอีก 1 ท่านวันพรุ่งนี้ สัปดาห์หน้าก็จะเป็นของคุณสุเทพ ก็คงจะเล่าเพียงเท่านี้ครับ เพราะคงไม่ไปก้าวล่วงกับการพิจารณาของศาลครับ”

สิ่งที่เราต้องตามต่อในคดีนี้คืออะไร
“คดีนี้ผมฟ้องที่ท่านได้ทำ คือเป็นเจ้าพนักงานสอบสวน แล้วก็เป็นพนักงานในการยุติธรรม ซึ่งผมถือว่าปฏิบัติหน้าที่แล้วก็กลั่นแกล้งผม ก็คือต้องการให้ผมได้รับโทษทางอาญา ซึ่งคดีที่เขาไปกล่าวหาผมนี้ก็มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต ผมก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ก็ฟ้องร้องไว้ เลยต้องขออภัยนะครับ 2 วันนี้ถ้าเกิดมีหลายข่าวที่ผมอาจจะตกข่าวไป เพราะว่าอยู่ในศาลครับ”

วันก่อนได้มีการพูดคุยกับคุณถาวร เสนเนียม เรื่องพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถ้าเกิดมีพรรคที่จัดตั้งโดยผู้ที่เป็นสมาชิกของ กปปส. ล่าสุดเรื่องนี้มีความชัดเจนอย่างไร
“ในส่วนของพรรคใหม่ที่จะเกิดขึ้นคงถามผมไม่ได้หรอกครับ ที่ผมติดตามข่าวก็จะมีคุณธานี เทือกสุบรรณ ให้ข่าวอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วก็แต่ว่าจนถึงขณะนี้เท่าที่ผมทราบ ก็ยังไม่ได้มีการไปดำเนินการจองชื่อ หรือดำเนินการที่ กกต. เหมือนกับอีก 42 พรรค”

เห็นมีข่าวออกมาว่าคุณอภิสิทธิ์ปฏิเสธว่าไม่ได้ให้มีการสั่งให้เช็คชื่อ ใครจะอยู่ ใครอยากออก

“พวกผมไม่ใช่นักเรียนนะครับ เข้าแถวเช็คชื่อ ไม่มีหรอกครับ แต่ว่าเนื่องจากว่าในกฎหมายที่ออกมานี้ยังไงก็ตามวันที่ 1 เม.ย. – วันที่ 30 เม.ย. สมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประสงค์จะเป็นสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป ก็ถูกคำสั่ง คสช. ว่าให้ต้องมายืนยันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นภายในสิ้นเดือนเมษายน ก็ต้องรู้อยู่แล้วว่ามีใครมายืนยันสมาชิกบ้าง

เพียงแต่ว่า แน่นอน คนที่ทำงานในพรรคฯ ก็คือในส่วนของท่านรองหัวหน้าพรรคฯ โดยเฉพาะซึ่งดูแลพื้นที่ต่างๆ ท่านก็คงอยากจะทราบว่า เป็นอย่างไรบ้าง ก็อาจจะมีการสอบถามอะไรกันไป เพราะว่าท่านก็มีหน้าที่ในการที่จะต้องเตรียมในเรื่องของการเลือกตั้งต่อไป

แต่ว่าเท่าที่ผมทราบ ยกเว้นกรณีของคุณธานี ซึ่งบังเอิญท่านพ้นจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไปตอนที่ไปบวช คนอื่นที่เป็นอดีต ส.ส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ก็ยังไม่มีใครนะครับที่ได้มาแสดงเจตจำนงในการที่จะลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์”

วันก่อนได้สัมภาษณ์คุณถาวร ส่วนหนึ่งก็บอกว่าแกนนำ กปปส. ที่ออกไป เป็นการรวมเฉพาะกิจ พอเสร็จภารกิจเสร็จแล้วก็ยังอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีหลายคนที่ยังตั้งใจแบบนี้ใช่หรือไม่

“ผมเห็นคุณถาวรเองรู้สึกก็โพสต์ข้อความขึ้นด้วยมั๊ง ในเฟซบุ๊กหรือเปล่า หรืออะไรซักอย่าง ก็อธิบายว่าตอนที่เคลื่อนไหวเมื่อปลายปี 56 ช่วงนั้นมีหลายท่านลาออกจากการเป็น ส.ส. แล้วก็มีคุณสุเทพ ที่ลาออกจากสมาชิกพรรคด้วย แล้วเขาก็ถือว่าเขาไปทำภารกิจเคลื่อนไหวต่อสู้ ต่อต้านกับระบอบทักษิณ รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ แล้วก็เมื่อ 22 พ.ค. 57 การชุมนุมก็สิ้นสุดลงโดยปริยาย เขาก็ถือกันว่าภารกิจตรงนั้นเขาเสร็จสิ้น แต่เขายังมีภารกิจในการสนับสนุนเรื่องของการปฏิรูปอยู่ ซึ่งจะทำโดยรูปแบบวิธีใด เช่น เขาก็มีมูลนิธิ กปปส. มา แล้วก็ตอนนี้บุคคลทั้งหลายที่เคยไปเคลื่อนไหว หรือไปช่วยงานทั้งมูลนิธิ หรืออะไรก็ตาม เมื่อจะมีการเลือกตั้งขึ้นเขาก็จะต้องตัดสินใจในทางการเมืองว่า จะเป็นนักการเมือง จะเป็นสมาชิกของใครอย่างไร ลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ อย่างคุณถาวร รู้สึกว่าก็อธิบายตัวเองชัดเจนว่า ตั้งใจจะลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่งานที่ไปทำที่ กปปส. เช่นเรื่องวิทยาลัยอาชีวะอะไรต่างๆ ก็ทำต่อ แต่ว่าในงานการเมืองก็จะสังกัดพรรคประชาธิปัตย์”

ถ้าเขาจัดตั้งเป็นพรรคจริง ความสัมพันธ์ของพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคที่เขาจัดตั้งจะเป็นอย่างไร
“ถึงขณะนี้มาถามผม ผมก็ยังไม่ทราบ ว่าจะมีการจัดตั้งพรรคโดยใครหรือไม่อย่างไร แต่ก่อนหน้านี้ที่คุณสุเทพพูดก็คือ มีความคิด มีความตั้งใจว่าจะหาทางสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ฉะนั้นอันนี้ก็คงจะเป็นจุดหลัก หรือจุดยืนสำคัญของบุคคลที่จะไปตั้งพรรคเพื่อการนี้ ก็จะสอดคล้องกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็บอกว่าก็ขอบคุณว่า เห็นมีหลายพรรคตั้งใจอยู่ว่าจะไปสนับสนุนท่าน แต่ตามกฎหมายนี้ ถ้าตัดสินใจจะให้เขาเสนอชื่อเป็นนายกฯ ต่อประชาชนได้ ก็จะอนุญาตได้เพียงพรรคเดียว ซึ่งก็คงยังไม่ถึงเวลาที่ท่านจะมาตอบอะไรได้ตอนนี้ เพราะว่าก็ยังไม่ชัดเจนว่าพรรคที่ตั้งขึ้นมาจะมีกี่พรรค อะไรอย่างไร เสนอแนวนโยบายอย่างไร

ผมก็ถือว่า ทุกพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาใหม่ ก็เป็นทางเลือกของประชาชน เราก็แข่งขันกันไป ถามว่าคนที่เคยไปทำงาน กปปส. แล้วเขาจะทำงานทางการเมือง มีจุดร่วมอะไรมั้ย ผมก็บอกว่าจุดร่วมมันมีอยู่แล้ว ในแง่จุดยืนเราก็คือเรื่องของการต่อต้านระบอบทักษิณกันมาตลอด แล้วก็จุดร่วมในเรื่องของการที่จะต้องการเห็นการปฏิรูป แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าการผลักดันการปฏิรูปในรายละเอียดนี้จะมีความคิดเห็นตรงกันมากน้อยแค่ไหนในแต่ละเรื่อง

แต่ว่าในส่วนที่บอกว่าจะเป็นพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ตรงนี้คงเป็นจุดต่าง เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ นโยบาย บุคลากรของตนเอง ที่เสนอเป็นทางเลือกให้กับประชาชนอยู่แล้ว แล้วก็จะต้องมีการ ทั้งสืบทอด สืบสานอุดมการณ์ที่เป็นความต่อเนื่อง รักษาแนวทางที่ถูกต้องไว้ พร้อมๆ กับการที่จะต้องเปลี่ยนแปลงปฏิรูปเพื่อนำเสนอแนวคิด แล้วก็แม้กระทั่งการบริหารจัดการในพรรคใหม่ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย”

เพราะฉะนั้น กปปส. ก็จะไม่ใช่พรรคมวลมหาประชาธิปัตย์ อย่างที่ มติชน ขึ้นปก
“พูดตามตรงนะครับ ผมว่าถ้าเกิดทางพรรคใหม่นี้เขาเห็นว่าแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ มันตรงกับความคิดเขา เขาคงไม่จำเป็นจะต้องออกไปตั้งพรรคหรอกครับ มันก็ต้องมีจุดต่างในบางเรื่อง เช่นที่ผมพูดไปแล้ว ก็คือกรณีที่ผูกพันอยู่กับว่า จะให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป เป็นจุดหลักของการทำงานการเมือง อันนี้คงไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์”

อันนี้เป็นพรรคใหม่ ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ แต่ก็มีพรรคไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ แล้วก็มีกลุ่มการเมืองใหม่ อย่างคุณปิยบุตร แสงกนกกุล คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

“ก็อย่างที่บอกครับ ทุกคนก็เป็นทางเลือกเพิ่มขึ้นมา สำหรับผมนี้ก็พูดมาตลอดว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่มีทางเลือก ส่วนทางเลือกนั้นจะตรง – ไม่ตรงใจกับประชาชนแต่ละคนอย่างไรนั้น ก็เป็นสิทธิ์ของประชาชนที่จะเลือก แล้วก็ต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพรรคการเมืองต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจ

ในชั้นนี้ ผมว่ามันยังค่อนข้างเร็วที่จะไปพูดถึงพรรคการเมืองต่างๆ เพราะว่าประการหนึ่งก็คือ พรรคใหม่ทั้งหลายที่กำลังจะอยู่ในขั้นตอนของการไปจองชื่อ ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน ก็คือว่า หลังจากจองชื่อ รอ กกต. ว่าเห็นชอบแล้วว่าชื่อใช้ได้นะ เพราะเห็นบางพรรคก็ยังกังวลอยู่ว่าจะใช้ชื่อที่ขอไปได้หรือเปล่า อย่างพรรคเห็นแก่ตัว หรืออะไรอย่างนี้ ก็เป็นเรื่องของ กกต. ไป แต่ว่าสำคัญก็คือเขาต้องไปหาผู้ก่อตั้งพรรคให้ครบ 500 คนเป็นอย่างน้อย ก็ระดมสิ่งที่เรียกว่าทุนประเดิม เพราะว่ากฎหมายใหม่มีเรื่องทุนประเดิมขึ้นมาอีก แล้วก็พอเขารวบรวมคนได้ เขาจะต้องไปทำเรื่องข้อบังคับพรรค ซึ่งจะต้องประกอบไปด้วยทั้งเรื่อง อุดมการณ์ นโยบาย โครงสร้างการบริหารพรรคทั้งหลาย ที่มีอยู่ในกฎหมาย แล้วเขาจะต้องไปขออนุญาต คสช. อีก เพื่อที่จะประชุม”

เป็นเทรนด์ของการเมืองจากนี้ไปหรือไม่ที่ว่าแยกกันเราอยู่
“ไม่ใช่ครับ คืออย่างนี้ ก็กำลังจะบอกว่าทั้ง 42 กลุ่มหรือมากกว่านั้นในปัจจุบัน เขาต้องไปรอให้ คสช. อนุมัติให้เขาประชุมได้ก่อน เมื่อเขาประชุมได้เสร็จปั๊บ เขาก็จะกลายเป็นพรรคการเมืองขึ้นมา พอเขาเป็นพรรคการเมืองขึ้นมา เขาก็จะเจอสภาพเดียวกับพวกผมแล้วทีนี้ ก็คือติดล็อค ก็จะทำอะไรต่อไม่ได้ ในระหว่างนี้สำหรับพรรคการเมืองเก่า ในเดือนหน้าก็จะมีภาระอันใหญ่หลวงเลยในการที่จะหาทางให้สมาชิกพรรคของตนเองมายืนยันความเป็นสมาชิก ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังมีความไม่ชัดเจนอยู่อีกหลายเรื่อง ก็เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนแล้ว เพราะฉะนั้นผมว่ากว่าเราจะรู้เรื่องรู้ราวว่าพรรคต่างๆ สถานภาพเป็นอย่างไรนั้น ก็คงจะเป็นพ.ค. – มิ.ย.”

ตอนนี้ถูกมองแล้วว่าฝั่งนั้นเป็นนอมินีของพรรคเพื่อไทยมั้ย
“ผมบอกได้อย่างเดียวว่าประชาธิปัตย์ไม่มีพรรคนอมินี ไม่มีพรรคสำรอง ประชาธิปัตย์คือประชาธิปัตย์”

วันนี้คุณไพบูลย์ นิติตะวัน ไปยื่นหนังสือให้ คสช. เปิดประชุมพรรคนัดแรก
“คืออย่างนี้ครับ อย่างที่ผมบอกคือระหว่างนี้ นี่คือตามคำสั่งของ คสช. ที่ออกมาก่อนหน้านี้ คือกรณีคุณไพบูลย์ไม่ใช่เป็นการขอประชุมพรรค เป็นขออนุญาตให้ประชุมเพื่อตั้งพรรคได้”

คือการพูดคุยว่าใครจะเป็นหัวหน้าพรรค เหรัญญิก นายทะเบียน
“คือทำข้อบังคับพรรค อะไรทุกอย่างให้เรียบร้อยให้มีความเป็นพรรคก่อน แต่เมื่อเป็นพรรคแล้วก็จะประชุมต่อไม่ได้ คราวนี้ก็จะอยู่ในสภาพเดียวกับพวกผม ซึ่งคุณวิษณุ แล้วก็คุณประยุทธ์ก็บอกแล้วบอกว่าจะประมาณเดือนมิ.ย. ถึงจะเชิญไปคุยกันว่า เอาละ จากเดือน มิ.ย.ไปสู่การเลือกตั้ง จะอนุญาตให้ทำอะไรได้บ้าง เมื่อไหร่อย่างไร เพราะฉะนั้นเส้นทางยังยาวพอสมควรครับ”

คุณอภิสิทธิ์คิดว่าพอแยก กปปส. กับประชาธิปัตย์ออกไปแล้ว เรายังสู้กับพรรคใหญ่ได้หรือไม่
“ผมมองว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือเราแข่งขันกับตัวเองนะครับ แข่งขันกับตัวเองก็คือว่า ผมก็ยังมีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์พื้นฐานของพรรคฯ ผมมีความเชื่อมั่นในประสบการณ์ที่เราได้เคยทำงานให้กับบ้านเมืองทั้งในฐานะฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน แต่ผมก็เตรียมการกันมาระยะหนึ่งเหมือนกันว่า ความเปลี่ยนแปลงในเชิงของการพัฒนา หรืออาจจะเรียกว่าการปฏิรูป พรรคฯ ก็ต้องมีการทำ

ผมว่านี่คือหัวใจสำคัญที่สุด และทั้งหมดที่ทำนี้ เป้าหมายก็คือว่า ผมมองว่าสังคมกำลังต้องการที่พึ่ง เพราะว่าขณะนี้เราอยู่ในสภาพที่บอกว่าการเมืองไม่ปกติ และเราก็บาดเจ็บกันมาทั้งหมด จากสภาพการเมือง 10 กว่าปีที่ผ่านมา

สิ่งที่ผมต้องการทำก็คือ ทำอย่างไรประชาธิปัตย์สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ว่าเราเป็นที่พึ่ง ที่พึ่งก็คือ จะเป็นนักการเมืองที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน และรักษาระบบได้ ความหมายตรงนี้ก็คือกินความรวมไปถึงความสามารถในการแก้ปัญหาพื้นฐานของประชาชน จะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง รวมทั้งการวางแนวทาง โครงสร้างให้ประเทศ มีความเจริญก้าวหน้าไปได้ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็วเหลือเกิน ถ้าหากว่าเราไม่มีกรอบความคิดใหม่ๆ ในเชิงนโยบายสาธารณะ ผมว่าเราจะตอบโจทย์ของประชาชนกับสังคมไม่ได้ อันนี้ก็เป็นภาระที่ใหญ่

ควบคู่กันไป เราก็ต้องเก็บเกี่ยวบทเรียนจากในอดีตว่าการเมืองที่มันล้มเหลวนี้เกิดจากอะไร จากการทุจริต คอร์รัปชั่น เกิดจากการที่ในที่สุดประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่ไว้วางใจนักการเมือง ก็ต้องสร้างความเชื่อมั่น แก้ไขปัญหาตรงนี้ให้ได้ ผมว่าอันนี้เป็นเรื่องใหญ่สุดนะ ผมไม่ได้มองว่าจะมีพรรคการเมืองอื่นอีก 5 พรรค 10 พรรค 40 พรรค 50 พรรค หรือ 100 พรรค ผมมองว่าภารกิจหลักของผมอยู่ตรงนี้”

ที่บอกว่าไม่เอาระบอบทักษิณ คืออะไร ระบอบทักษิณยังไม่หมดไปเหรอ
“ระบอบทักษิณ ความจริงก็มีตั้งแต่คำพิพากษาศาลนะที่พูดถึงเรื่องนี้ คือระบอบทักษิณนี้ถ้าพูดในเชิงศัพท์แสงทางวิชาการทางการเมือง ก็ต้องบอกว่าเป็นลักษณะของ ภาษาอังกฤษคงจะใช้คำว่า illiberalism คือไม่มีความเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตย เพราะไม่เอาอำนาจที่ได้จากประชาชนมาใช้อยู่ในขอบเขตที่ควรจะเป็น แล้วกลับกลายเป็นว่าไปใช้อำนาจนั้น ดึงเอากลไกรัฐมาสนองตอบทางการเมือง แล้วก็ใช้วิธีในเชิงประชานิยมด้วย จำกัดสิทธิเสรีภาพของหน่วยงานตรวจสอบ ข่มขู่ คุกคาม และนำไปสู่การทุจริต คอร์รัปชั่น อันนี้คือสิ่งที่เราต้องปฏิเสธ

ถามว่าภัยคุกคามจากปัจจัยเหล่านี้ยังมีอยู่มั้ย มีอยู่แน่ นี่ผมไม่ได้พูดถึงตัวบุคคล หรือกลุ่มบุคคลนะ ผมพูดถึงคำนิยามที่พูดกันมาเรื่องระบอบทักษิณ”

แต่ระบอบทักษิณ มีชื่อคน ก็เลยดูเหมือนจองกฐิน
“ผมถึงบอกไงครับว่าจริงๆ แล้ววันนี้คุณทักษิณเขาไม่ได้อยู่ในการเมือง ผมใช้ศัพท์นี้เพราะว่ามันเป็นศัพท์ที่มันถูกใช้กันมา แล้วก็มีการปรากฎอยู่ใน ทั้งอย่างที่ผมบอก คดีความก็มี บทความทางวิชาการต่างๆ ก็มี ประเด็นเหล่านี้คือสิ่งที่บอกว่า ผมว่าประเทศไทยต้องก้าวให้พ้น แต่การที่ก้าวจะพ้นจากตรงนี้มันไม่พอ มันต้องมีคำตอบในเรื่องของการนำพาประเทศไปข้างหน้า แก้ปัญหาของประชาชนควบคู่กันไปด้วย มันขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ ผมไม่ต้องการเห็นว่ามีพรรคการเมืองที่บอกว่า อย่างที่บอกนะครับ ไม่เอาระบอบทักษิณ แต่ว่าไม่สามารถที่จะตอบโจทย์กับประชาชนในเรื่องความเป็นอยู่ในอนาคต

เช่นเดียวกัน ผมก็คิดว่าพรรคการเมืองไหนที่มีหลักการนโยบายสวยหรูอย่างไรก็ตาม แต่นำพาบ้านเมืองกลับไปสู่จุดเดิมที่เป็นปัญหาสืบเนื่องมาจากระบอบทักษิณ คือทุจริต คอร์รัปชั่น แล้วสุดท้ายมากัดกร่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยเอง ก็คงไม่ใช่คำตอบสำหรับอนาคตเหมือนกัน”

คุณอภิสิทธิ์ให้นิยามในเชิงวิชาการ ถ้าเป็นภาษาชาวบ้าน แต่พอคนได้ยินคำว่าระบอบทักษิณ คนก็ยังยึดตัวบุคคลอยู่ แม้คุณอภิสิทธิ์จะไม่ได้หมายถึงตัวบุคคลก็ตาม
“ผมไม่พูดถึงตัวบุคคลนะครับ ผมพูดถึงคำนี้ สำหรับบางคนจะบอกว่ามันเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในทางไม่ชอบ การทุจริต คอร์รัปชั่น แต่ว่ามันก็มีอีกหลายแง่มุมนะครับ การละเมิดสิทธิ เสรีภาพของสื่อมวลชนบ้าง อะไรบ้าง อย่างนี้เป็นต้น”

รัฐบาลปัจจุบันมีความเป็นระบอบทักษิณ หรือไม่
“ผมว่ารัฐบาลปัจจุบันที่ผมเตือนก็คือว่า ในบางเรื่องดูแล้วยังไม่สามารถที่จะจัดการให้มันเป็นไปตามความคาดหวังของผู้คนที่ต่อต้านระบอบทักษิณ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์กันหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต คอร์รัปชั่น และที่ผมเตือนเอาไว้ก็คือว่า ถ้าในช่วงนี้มีความพยายามในการใช้อำนาจรัฐ เพื่อประโยชน์ หรือความได้เปรียบทางการเมือง ก็เท่ากับเป็นการนำบ้านเมืองย้อนกลับไปสู่ระบอบอย่างนั้นอีก”

ไทยนิยมเหรอ
“ไทยนิยม อย่างที่ผมเคยพูดไว้นะครับ ถ้ามันเป็นกระบวนการเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ เพื่อที่จะลงไปแก้ปัญหาให้กับประชาชน ถึงในระดับชุมชน และแก้ปัญหาของประเทศ ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าพยายามใช้ตรงนี้โดยคาดหวังว่าเป็นเรื่องของการใช้งบประมาณเพื่อวางฐานเสียง ช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง อย่างนี้มันก็เริ่มคืบคลานกลับเข้าไปสู่ คล้ายๆ กับระบอบทักษิณอย่างที่เราพูดกัน”

เหมือนหายใจจะโล่งแต่ยังไม่สุด
“ต้องบอกอย่างนี้ครับว่า เราหวังจะก้าวพ้นจากปัญหาเดิมๆ แต่ก็ต้องพูดกันตรงไปตรงมาว่า 4 ปี เกือบจะ 4 ปีที่ผ่านมา การทำความเข้าใจ การวางรากฐานเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ยังเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมน้อยมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันเกิดขึ้น 4 ปีที่ผ่านมา ก็คือความสงบ ที่ว่าไม่มีการชุมนุมประท้วงใหญ่กัน แล้วก็เหมือนกับขณะเดียวกัน เราก็หวังว่าเมื่อเลือกตั้งแล้วจะไม่กลับไปเหมือนเดิม

แต่สิ่งที่จำเป็นจะต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการที่ปฏิรูป กระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปสื่อสารมวลชน ปฏิรูปทางการเมืองทางด้านอื่นๆ ผมว่ามันยังมีความก้าวหน้าน้อยเกินไป ผมพูดอย่างนี้ มีบางคนบอก อ้าวแล้วไม่เสนอเขาเหรอ ก็ความจริงเสนอมาโดยลำดับ แต่ว่าก็เสียดายว่ามันไม่มีการตอบสนอง ในความเห็นของผมนี้ ยืนยันมา 4 ปีแล้วว่า งานนึงซึ่งควรทำมากๆ คือการกระจายอำนาจ เพื่อที่จะลดความสุ่มเสี่ยงของการกลับไปสู่ระบอบเดิมๆ แต่ว่าก็มีความคืบหน้าน้อยมาก”

สิ่งที่คุณอภิสิทธิ์บอกว่ายังไม่เห็นเลย ถ้ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในครั้งนี้จะทำได้หรือไม่ หรือว่ายังไม่ควรเลือกตั้ง
“ผมก็หวังว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะทำ เพราะว่าผมก็มองว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าทำ ก็จะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้าไม่ทำ แล้วก็ปล่อยให้การเมืองไหลกลับไปสู่สภาวะความล้มเหลวอีก เราก็จะวนไปวนมา สุดท้ายประเทศก็เสียโอกาส ประชาชนก็เสียโอกาส”

ที่แนะนำให้ใช้มาตรา 44 ล็อคโรดแม็ป แนวคิดคืออะไร
“ผมไม่ได้บอกให้ใช้มาตรา 44 ล็อคโรดแม็ปนะ ผมบอกว่ามาตรา 44 นี้มันเป็นปัญหากับความแน่นอนเรื่องโรดแม็ป มันเป็นปัญหาก็เพราะว่ามันทำให้เกิดความไม่แน่นอน เพราะทุกคนบอกว่า อ้าว เดินไปตามโรดแม็ปที่ว่านี้ จู่ๆ สมมติเกิดใช้มาตรา 44 บอกว่าเปลี่ยน มันก็เปลี่ยนอีก

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมพูดว่าจะช่วยล็อคโรดแม็ปได้นั้น คือความชัดเจนของตัวหัวหน้า คสช. ซึ่งในช่วง 2 – 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ดูจะพยายามให้ความชัดเจนมากขึ้น อย่างเช่น ให้ความมั่นใจว่าจะไม่มีการคว่ำกฎหมาย 2 ฉบับ อย่างนี้เป็นต้น”

มาที่ นายทักษิณ เป็นข่าวในช่วงของการพิจารณาคดีลับหลัง ซึ่งนายทักษิณก็รับไม่ได้กับความไม่ยุติธรรม คุณอภิสิทธิ์มีความเห็นอย่างไร กับการที่นายทักษิณไม่ส่งทนายมา
“อันนี้มันเป็นผลมาจากการแก้กฎหมาย การพิจารณาคดี เพราะว่าโดยหลัก การพิจารณาคดีอาญาก็ต้องทำต่อหน้าจำเลย เพื่อให้โอกาสในการต่อสู้ ที่นี้คนที่เขาแก้กฎหมายนี้ เขาก็มองว่า คนควรได้รับโอกาสในการต่อสู้ ก็ต้องใช้สิทธิ์นั้น แต่ว่าถ้าหากว่าคนที่มีสิทธิ์ที่จะมาต่อสู้นี้ กลับไม่ยอมมา กระบวนการก็เดินไม่ได้ เพราะว่ามีการแก้กฎหมายแล้วก็วางหลักเกณฑ์กันมา ก็คงจะเป็นความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นต่อไปละครับว่า กระบวนการก็เดินตามกฎหมายใหม่ แล้วก็คุณทักษิณก็คงแสดงท่าทีในการไม่ยอมรับ แต่ว่าตรงนี้ก็เป็นปัญหาที่ผมตั้งข้อสังเกตมาตลอด ก็คือว่า เมื่อใดก็ตามที่คุณทักษิณได้ประโยชน์ หรือได้เปรียบจากกระบวนการยุติธรรม ก็ไม่ว่าอะไร แต่เมื่อไหร่ซึ่งแพ้คดีบ้าง เสียเปรียบบ้าง ก็มักจะโวยวายว่ามันไม่เป็นธรรม”

#เราไม่เอาศรีวรา เรื่องคดีเสือดำ
“ผมเรียนอย่างนี้ มันมีตั้งแต่เรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์ โต้แย้งกันไปตั้งแต่เรื่องว่า ตกลงรับไหว้ ก้มต่ำไปมั้ย อะไรอย่างนี้ แต่ว่าสำคัญที่สุดคดีมันเดินหน้าตรงไปตรงมามั้ย แล้วก็ถ้าคุณศรีวรา ฟังกระแสของสังคม แล้วก็จับประเด็นให้ได้ว่าที่เขามามี แฮชแทค ที่เขามารณรงค์กันนี้ เพราะเขาไม่มั่นใจเรื่องอะไร คุณศรีวรา ก็ต้องสร้างความมั่นใจให้ได้ ถ้าคุณศรีวราสร้างความมั่นใจไม่ได้ มันก็จะเป็นปัญหาต่อไปในแง่ของการยอมรับของการดำเนินการตามกระบวนการ”

สังคมจับตาเรื่องเสือดำ
“ใช่ครับ อย่างที่ผมเคยพูดตั้งแต่วันแรกนะครับว่าถ้าสังคมเรามีความตื่นตัวกันตลอดเวลา ตอนนี้ก็มีคนกลัวเหมือนกันว่า บางทีจับตาอยู่เรื่องนี้ บางเรื่องเลยหลุดจากสายตาไป สังคมเรามันหลายเรื่อง แต่ถ้าสังคมช่วยกันนะครับ มีความตื่นตัวเพื่อที่จะผดุงรักษาความถูกต้อง ผมว่ามันก็จะช่วยทำให้การปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ต้องตรงไปตรงมา เพราะฉะนั้นก็ต้องบอกว่า และนี่คือหัวใจนะครับ การแก้ปัญหาการทุจริต การทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ เหมือนกับที่ผมพูดหลายครั้ง มันไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมาย กับเจ้าหน้าที่อย่างเดียว สังคมสำคัญ ความเข้มแข็งของสังคม และเหมือนกับความกล้าหาญของนักศึกษา ในกรณีของเงินสงเคราะห์ นี่แหละครับเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการที่จะทำให้เราสามารถเอาจริงเอาจังได้กับการทุจริต คอร์รัปชั่น”

ทิ้งท้ายรายการ
“ผมมีความรู้สึกว่า มีคนบ่นกันเยอะนะว่า สังคมเรานี้เหนื่อยกับหลายๆ เรื่อง มันไม่น่าเชื่อ ตั้งแต่ลอตเตอรี่ ไปจนถึงเสือดำ ถึงอะไร ก็อยากจะเป็นกำลังใจให้ ผมว่าในเกือบทุกเรื่องที่มันเกิดขึ้นมีความเลวร้ายนี้ มันก็มีด้านดีของมัน มีการโกงเงินคนจน ก็มีนักศึกษาที่กล้าหาญ มีการไปล่าสัตว์ ก็ทำให้สังคมมีความตื่นตัวในการแสดงออก ซึ่งความต้องการที่จะรักษาสิทธิของสัตว์ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ก็ไม่อยากให้ทุกคนหมดกำลังใจไปกับปัญหาเหล่านี้ แต่อยากให้มองในด้านดี แล้วก็มองเห็นศักยภาพของพวกเราทุกคนในการที่จะสร้างสิ่งดีๆ ได้”




บทความอื่นๆ