บทความ

“อภิสิทธิ์” คาดสัปดาห์หน้ายืนยันสมาชิก ปชป. โอนค่าบำรุงผ่าน ATM
04 เม.ย. 2561

“อภิสิทธิ์” คาดสัปดาห์หน้ายืนยันสมาชิก ปชป. โอนค่าบำรุงผ่าน ATM


(4 เมษายน 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 ต่อความคืบหน้าในการยืนยันสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ว่า ตนได้เจรจากับธนาคารพาณิชย์หลังจากที่ไปประชุมกับ กกต. สัปดาห์ที่แล้ว คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า อย่างน้อยลูกค้าธนาคารไทยพาณิชย์ จะสามารถโอนเงินค่าบำรุงพรรคทาง ATM ได้ และหลังจากนั้นหลังสงกรานต์ก็จะใช้ระบบ QR Pay ได้เลย

ต่อกรณีที่มีผู้สื่อข่าวไปสอบถามพรรคเพื่อไทยถึงผู้จะมาเป็นหัวหน้าพรรคนั้นนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนขอไม่วิจารณ์พรรคเพื่อไทย แต่ทุกพรรคขณะนี้แข่งขันกับตัวเองทั้งนั้น

โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์เองที่จะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ก็ต้องมาปรับปรุงตัวเอง ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ขณะนี้เมื่อได้กำลังจากคนอีกรุ่นเข้ามาช่วยผลักดัน ก็ยิ่งทำให้มีความคึกคัก มีความตั้งใจในการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แล้วคงจะต้องดูกันว่า ที่แข่งขันกับตัวเองนั้น ใครจะทำได้ดีกว่ากัน

ต่อคำถามถึงความเห็นต่อพรรคการเมืองหน้าใหม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า มีข้อได้เปรียบบางอย่าง ข้อเสียเปรียบบางอย่าง เพราะพรรคใหม่ๆ ไม่มีภาระของประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกันก็จำเป็นที่จะต้องสร้างความพร้อมในการที่จะเข้ามาทำงาน ซึ่งก็จะมีขั้นตอน มีอุปสรรคทางกฎหมายเช่นเดียวกัน และจะต้องดูว่าเขาจะสามารถผลักดันให้องค์กรนั้นมีบทบาทได้รวดเร็วแค่ไหนอย่างไร

“เป็นธรรมดา ผมเป็นคนที่พูดมาตลอดว่า การแข่งขันในทางการเมืองมีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เป็นทางเลือกให้กับประชาชนด้วย เป็นการกระตุ้นให้ทุกพรรคจะต้องตื่นตัวด้วย ก็เป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้น

ส่วนการที่เราต้องมีภาระทางประวัติศาสตร์ คือการบังคับให้เราต้องรับผิดชอบ การที่เรามีประวัติทั้งดี และไม่ดี อย่างน้อยเรามีความรับผิดชอบ และมันก็จะเตือนเราว่าสิ่งที่เราทำวันนี้ วันข้างหน้ามันก็จะเป็นภาระทางประวัติศาสตร์สำหรับอนาคตต่อไป” นายอภิสิทธิ์กล่าว

คำต่อคำ
เคลียร์ใจกันรึยังกับนายกฯ เป็นยังไงมายังไง ตกใจมั้ย
“ไม่ค่อยแน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นนะครับ เพราะว่าผมก็สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 1 ผมว่าใครเห็นคลิปก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติเลยนะครับ วันนี้ก็เลยแจงสักนิดนึง ผมก็สันนิษฐานว่าท่านคงไม่ได้ดู หรือไม่ได้ฟัง แต่อาจจะไปอ่านพาดหัวข่าว ผมก็เลยอธิบายให้ฟังว่า ผมไม่ได้ไปพาดพิงใครในทางเสียหายเลย มีคนมาเอาคลิปมาเปิดให้ผมดูอีกครั้งด้วยซ้ำนะ กลัวผมจะลืม แล้วก็ยังนึกไม่ออกว่าถ้อยคำไหน ที่มันไม่เหมาะสม แล้วก็สิ่งที่ผมพูดนี้มันคือหลักสากล แล้วก็จริงๆ ไม่ควรใช้เฉพาะกับพรรคการเมืองด้วยซ้ำ ก็คือองค์กรแต่ละองค์กรเขามีการแสดงท่าที จุดยืน วัตถุประสงค์ต่อสังคม ต่อประชาชน ใครจะอยู่องค์กรนั้นมันก็ต้องยึดมั่นตามแนวทางที่องค์กรนั้นบอกกับประชาชน ถูกมั้ยครับ ถ้าเห็นด้วยก็มาอยู่ ไม่เห็นด้วย ตามคำถามของนักข่าวแล้วบอก จะมาแฝงอยู่ อยู่แบบนอกแถว ผมก็บอกว่าคงไม่ต้องทำอย่างนั้นหรอก เพราะว่าถ้ามีความเชื่อไปสอดคล้องกับองค์กรใดก็ไปอยู่องค์กรนั้น ก็เท่านั้นเอง ก็ไม่เห็นมีอะไรนะครับ

แล้วผมว่าอันนี้สำคัญที่สุดคือการให้เกียรติประชาชน ถ้าเราไม่ตรงไปตรงมา เราไปแฝงตัวอยู่องค์กร บอกกับประชาชนอย่างนึง แต่จริงๆ เราไปทำอีกอย่างนึง ผมว่าเราไม่ให้เกียรติประชาชน ผมก็ไม่เห็นมันมีอะไรที่จะต้องโกรธเคือง หรือว่ามันไม่เหมาะสมตรงไหน แต่ผมก็สันนิษฐานว่าท่านไม่ได้ฟัง ท่านไม่ได้ดู ก็ไม่เป็นไรครับ ผมก็อธิบายของผมอย่างนี้ ส่วนท่านจะอย่างไรก็แล้วแต่ท่าน”

แต่สิ่งที่นายกฯ พูดมา ต้องอ่านระหว่างบรรทัดหรือไม่ ว่าเป็นการส่งสัญญาณหรือไม่ว่า เหมือนกับ พล.อ.ประยุทธ์ จะมาเป็นนายกฯ คนนอก
“มันคงไม่ได้ชัดเจนอะไรอย่างนั้นนะครับ ผมว่าหลายคนก็เอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาผสมกัน หรือเข้าใจอะไรก็ว่ากันไปนะครับ แต่สิ่งที่เป็นคำถามผมวันนั้น ก็คือผมบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ขณะนี้จุดยืนเราก็ชัดเจน แล้วก็ยึดถือระบบนี้มา เราก็เสนอหัวหน้าพรรค เราเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็อยู่ดีๆ จะมีคนมาบอกว่า จะมาอยู่พรรคนี้ หาเสียงก็พูดอย่างนี้ แล้วพอเลือกตั้งเสร็จแล้วไม่ทำอย่างนี้ ผมว่ามันก็เป็นไปไม่ได้ ก็เท่านั้นเอง ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับว่า คุณประยุทธ์เป็นคนดีหรือไม่ดี ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับว่าวันข้างหน้าการทำงานกับคุณประยุทธ์จะเป็นอย่างไร ไม่มีเลยครับ ผมก็เลยบอกว่ามันไม่มีประเด็น

แต่ว่าท่านพูดมา ก็เลยทำให้คนไปวิเคราะห์กันอีกใช่มั้ย บอก เออ แล้วหลังเลือกตั้งเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผมก็บอกว่าหลังเลือกตั้งประชาธิปัตย์ก็เคารพการตัดสินใจของประชาชน แล้วก็เรียกร้องมาตลอดด้วยว่า สมาชิกวุฒิสภา 250 คน ก็ควรจะทำอย่างเดียวกัน ก็คือดูว่าประชาชนเขาตัดสินใจอย่างไร ไม่มีใครรู้เลยว่าการเลือกตั้งนี้ ผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ตัวเลขเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้เลยในขณะนี้ว่าช่วงหาเสียงแต่ละพรรคแสดงจุดยืนตอบสอดคล้อง ตรงกัน ขัดกันอะไรอย่างไร มันจะไปเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องอื่นๆ นั้น ผมยังมองไม่เห็นเลยนะครับ

แต่ว่าต้องบอกอย่างนี้ครับว่า ที่สรุปว่าคุณประยุทธ์จะเป็นคนนอกนั้น ผมก็ไม่ทราบใครเป็นคนสรุป เพราะว่าคุณประยุทธ์อาจจะมีพรรคการเมืองที่เสนอชื่อท่าน แล้วท่านตอบรับก็ได้ ผมก็ไม่รู้ว่าอย่างนี้เรียกว่าคนนอก หรือคนใน คือท่านไม่ได้ลง ส.ส. แต่มีพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมา แล้วก็เท่าที่ติดตามข่าวก็มีการพยายามตั้งกันขึ้นมา แล้วก็บอกว่าพรรคนี้เวลาหาเสียงก็จะเสนอชื่อคุณประยุทธ์เป็นนายกฯ แล้วคุณประยุทธ์ก็มีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญที่จะบอกว่าอนุญาต หรือไม่อนุญาต

ถ้าคุณประยุทธ์อนุญาต ก็เป็นคนในสิครับ ก็ไม่ใช่คนนอกสิใช่มั้ยครับ ผมก็บอกยังไม่มีใครรู้เลยว่าตกลงจะเป็นคนในหรือจะเป็นคนนอก จะมีพรรคไหนเป็นตัวชวน แล้วพรรคนั้นจะได้คะแนนเสียงเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นผมว่ามันก็ไกลเกินไปแล้วมั๊ง ที่จะไปพูดมาบอกว่า เดี๋ยวรอดูหลังเลือกตั้งจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ได้หรอกครับผมถือว่าเราให้เกียรติประชาชน ให้ประชาชนตัดสินใจภายใต้การนำเสนอของทุกพรรค และทุกคนอย่างโปร่งใส ใครตั้งใจอย่างไรบอกกับประชาชนตรงไปตรงมา ดีที่สุดครับ”

ยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคไปถึงไหนกันแล้ว ของฝั่งประชาธิปัตย์ ผ่านทางแอพ D-Connect ด้วยใช่มั้ย
“ยังครับ คือเดี๋ยวต้องอธิบายนิดนึงก็คือว่า เมื่อวันที่ 1 เราเปิดใหญ่เป็นพิเศษ เพราะคาดว่าเป็นวันแรก คนก็คงจะมากันพอสมควร ในวันนั้นก็ได้ไปประมาณ 1,200 – 1,300 คน โดยมีผู้ที่เป็นสมาชิกแบบชำระค่าบำรุงตลอดชีพ 2,000 บาท มีประมาณ 800 คน 900 คน ที่เหลือก็จะเป็นจ่ายเงิน 100 บาทเป็นรายปี

ข้อดีอย่างหนึ่งก็คือว่า ที่กฎหมายบังคับพรรคการเมืองอยู่นี้ เราก็ทำไปได้แล้ว 2 เงื่อนไข เงื่อนไขที่ 1 ก็คือเขาบอกว่า ภายใน 6 เดือน ต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 500 คน ที่จ่ายเงิน อันนี้ก็ทำได้แล้ว 2. ก็คือต้องมีทุนประเดิม 1 ล้านบาท อันนี้ก็ได้แล้วจากวันนั้น เพราะว่า 2,000 บาท เกิน 500 คน ก็ได้เกิน 1 ล้านบาทไปแล้ว

แต่ว่าหลังจากนั้น ขณะนี้ก็ยังมี วันนี้ผมก็ออกมาจากช่วงที่เข้าไปสำนักงานพรรค ก็มีสมาชิกมายืนยันกันอยู่ต่อเนื่องนะครับ แต่ว่าจำนวนคนก็คงไม่เท่ากับวันที่ 1 แล้วก็ค่อยๆ ขยับขึ้นไป ผมก็คาดการณ์ว่าน่าจะใกล้ๆ 2,000 อะไรทำนองนี้นะครับตอนนี้ แล้วก็ขณะเดียวกันเรากำลังเปิดจุดที่รับยืนยันทั่วประเทศอยู่ 300 กว่าจุด แต่ว่าจุดเหล่านั้นตามกฎหมายมันจะมีปัญหาตรงที่ว่าเราออกใบเสร็จรับเงินไม่ได้ ต้องสำนักงานใหญ่พรรคเท่านั้นตามกฎหมาย

ก็เลยทำให้ออกเป็นใบรับเงินชั่วคราว แล้วจุดเหล่านั้นต้องรวบรวมเอกสารเพื่อที่จะมาให้สำนักงานใหญ่ ทีนี้เราก็ไม่ได้ให้เขาส่งทุกวันหรอก เพราะว่าเขาจะต้องวิ่งทำอยู่อย่างนี้ ผมว่าอีกสักพักนึงถึงจะทราบว่าในอีก 300 กว่าจุดตอนนี้มีอีกเท่าไหร่ แต่เท่าที่ทราบก็ไม่น่าจะน้อยหรอกครับ เพราะมีคนถามมาตลอดเวลาว่าต้องทำอย่างไร เพราะว่าเจอกรณีนั้นกรณีนี้แล้วมีปัญหา ยกตัวอย่างเช่น ปรากฎว่าเรามีคนหลายคนที่มีบัตรสมาชิกพรรค แล้วปรากฎว่าพอเอาเลย 13 หลักตรวจสอบเข้าไป ไม่อยู่ใน 2 ล้าน 5 แล้วก็บางคนเราพอตรวจสอบแล้วยังเข้าใจได้ เช่น บางรายปรากฎว่ามีบางช่วงมีพรรคการเมืองอื่นส่ง อ้างว่าเขามาเป็นสมาชิกแล้ว เจ้าตัวเขายืนยันว่าเขาไม่เคยสมัคร แต่พอไปเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอื่นปั๊บ ก็ถูกตัดออกไปแล้วว่าไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์อย่างนี้ก็มี แต่ก็มีอีกหลายกรณีซึ่งเราหาไม่เจอเลย ไม่มีประวัติการเป็นสมาชิกพรรคอะไรเลย ก็ยังสงสัยอยู่ว่าเกิดได้อย่างไร แต่ก็ให้ทำเรื่องยืนยันไว้ก่อน แล้วเดี๋ยวคงจะต้องไปคุยกับ กกต. อีก

แต่ด้วยเหตุที่มีปัญหาเรื่องการชำระเงินนี้ มันจึงทำให้แอพ ที่พูดขณะนี้ มันทำได้เป็นรูปแบบก็คือการยืนยันตัว แล้วก็เอา QR Code มาจ่ายเงินที่สำนักงานใหญ่ อย่างนี้สมบูรณ์ แต่พอเป็นจุดอื่นปั๊บ เราออกใบเสร็จรับเงินไม่ได้ ก็เลยใช้แอพตัวนี้ได้เพียงแค่เพื่อให้ตรวจสอบข้อมูล ยืนยันข้อมูล กรอกข้อมูลเท่านั้น

ผมได้เจรจากับธนาคาร หลังจากที่ไปประชุมกับ กกต. สัปดาห์ที่แล้ว ขณะนี้ก็คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า อย่างน้อยลูกค้าธนาคารไทยพาณิชย์ จะสามารถโอนเงินทาง ATM ได้ แล้วก็กำลังเร่งเต็มที่แต่คาดว่ายังไงก็ไม่น่าจะได้ก่อนสงกรานต์ก็คือว่า ใช้ระบบ QR Pay ได้เลย ตอนนี้ก็เร่งทำกันเต็มที่ เพื่อจะอำนวยความสะดวกครับ

แต่ว่าไหนๆ พูดเรื่องนี้แล้ว วันนี้เห็นข่าวว่า ท่านรองนายกฯ วิษณุพูดเรื่องจะแก้คำสั่งที่ 53 แต่บอกว่าจะแก้เดือนมิถุนายน แล้วก็บอกว่าจะแก้เฉพาะประเด็นเรื่องสาขาพรรคอะไรอย่างนี้ บังเอิญสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ตรวจการแผ่นดินเขาได้วินิจฉัย เขาส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญว่ามันเกิดกรณีที่มีการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรค แล้วก็พรรคการเมือง ที่พึงจะมีตามรัฐธรรมนูญ แต่ว่าก็มีประเด็นปัญหาว่าคำสั่งที่ออกมานี้ มันก็ได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ เขาก็ส่งไปที่ศาล

แต่ประเด็นที่ผมได้ย้ำก็คือว่า ผู้ตรวจการแผ่นดิน คือวันนี้ท่านรองวิษณุ แล้วเมื่อวานนี้รู้สึกว่าท่านนายกฯ หรือท่านอื่นๆ ก็มาพูดทำนองว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินมาตีความกฎหมายไม่ได้ มันเป็นเรื่องของศาลใช่มั้ยครับ แต่ผมกำลังจะบอกว่า สิ่งที่เป็นอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดินแน่ๆ ก็คือการพิจารณาว่าคำสั่งของรัฐ กรณีนี้ก็คือคำสั่ง คสช. มันสร้างความเดือดร้อน มันสร้างภาระเกินแก่ความจำเป็นมั้ย ซึ่งถ้าใช่ มันก็ขัดกับเจตนารมณ์ และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว อันนี้ไม่ต้องรอศาลครับ ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถที่จะส่งเรื่องนี้ไปให้แก้ไขได้ทันที

ผมก็เรียกร้องว่า คนที่เป็น คสช. หรือ สนช. ซึ่งมีอำนาจในการจะแก้ไขกฎหมาย และคำสั่งที่ออกมาและสร้างความเดือดร้อน และภาระแก่ประชาชนเกินความจำเป็นตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้วินิจฉัยแล้วนี้ ควรที่จะเคารพรัฐธรรมนูญ และเคารพสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ไม่จำเป็นต้องรอศาล ควรที่จะแสดงท่าทีที่ชัดเจนว่าจะแก้คำสั่งนี้ อย่างนี้ถึงจะเป็นธรรมาภิบาล อย่างนี้ถึงจะเป็นการปฏิรูปการเมือง เพราะถ้ายังอ้างว่าจะเดือดร้อนยังไงก็แล้วแต่ แต่มีความชอบด้วยกฎหมาย หรือจะรอให้ศาลวินิจฉัย สรุปแล้วเราก็ไม่ได้มีองค์กรอิสระที่จะมาถ่วงดุลการใช้อำนาจของไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้ แต่ทุกชุดต่อไปในอนาคต เป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดีอย่างยิ่งนะครับ

เพราะว่าถ้าจะเป็นรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล องค์กรอิสระชี้อย่างนี้ อย่างน้อยท่านต้องเอาไปพิจารณา ถ้าท่านเห็นจริงๆ ว่าจำเป็นถึงแม้ว่าผู้ตรวจการฯ ชี้มาอย่างนี้ ตามปกติ เรื่องนี้ก็จะต้องไปถึงสภา มีการซักถาม มีการอะไรกัน ท่านจะเพิกเฉย แล้วบอกไม่เป็นไร รอศาลรัฐธรรมนูญ ผมว่าอย่างนี้ไม่ได้ดำเนินการตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปการเมือง หรือยึดหลักธรรมาภิบาล”

ก็ไม่ใช่รัฐบาล นี่เป็น คสช.
“ก็รัฐนะครับ อำนาจรัฐ อำนาจรัฐที่ไปบังคับกับประชาชนทั่วไป เรามีองค์กรอิสระอย่างผู้ตรวจการแผ่นดินไว้ตรวจสอบเรื่องแบบนี้”

วันนี้คุณวิษณุเองก็บอกว่า ประเด็นที่แก้ไขนี้ ปัญหาทำให้ กกต. ทำงานติดขัด แต่ว่าประเด็นที่พรรคการเมืองติดขัด กกต. สามารถแก้ไขเองได้
“ก็ท่านไม่ยอมพูดถึงเรื่องผู้ตรวจแผ่นดินเลย นั่นอันที่ 1 อันที่ 2 กกต. แก้ไขทั้งหมดไม่ได้หรอกครับ เพราะหลายเรื่อง กกต. บอกว่ามันติดคำสั่งของ คสช. อย่างเช่นที่จะต้องแก้บางอย่าง ก็มีเรื่องประชุมใหญ่ เรื่องสาขาพรรค แต่มันยังมีเรื่องอื่นๆ อีก ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้ที่พูดถึงเรื่องของการจ่ายเงินเมื่อสักครู่ ที่ต้องเจรจากันยุ่งยากพอสมควร เพราะหลายธนาคารบอกว่า ถ้าพรรคประชุมไม่ได้ มีมติไม่ได้ เขาไม่สามารถเปิดบริการให้ได้”

มันดูย้อนแย้ง
“เพราะฉะนั้นจะบอกว่า กกต. แก้ไขได้ ก็ กกต. แก้ไขให้ไม่ได้ คสช. ต้องเป็นผู้แก้”

มองบรรยากาศของการเมืองช่วงนี้อย่างไรบ้าง วันนี้เพื่อไทยคึกคักเลย
“ก็ธรรมดาครับ ตอนนี้เนื่องจากให้เวลาแค่ 30 วันนี่ครับ แล้วก็ตอนนี้ก็ขอเรียนว่า ถือโอกาสแจ้งนะครับว่า เดิมพรรคฯ บอกว่าเราจะดูแลเรื่องการยืนยันทุกวัน เว้นวันหยุดราชการ ตอนนี้ผมต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่พรรคฯ ครับ เขาจะเสียสละว่า วันหยุดก็จะทำครับ เดือนนี้”

ช่วงสงกรานต์ใช่มั้ย
“วันหยุด เสาร์ – อาทิตย์ด้วยครับ แล้วก็วันหยุดราชการต่างๆ ก็ยังทำให้นะครับ ก็ต้องขอบคุณทางเจ้าหน้าที่เขาเสียสละจริงๆ ครับ”

เชิญคณะบุพเพสันนิวาส ไปที่พรรคฯ สิ
“เป็นสมาชิกพรรคมั้ยครับ”

สมาชิกคงมากันหมดเลยมั๊ง มายืนยัน
“กลัวจะไม่มายืนยันนะสิครับ กลัวแต่จะไปถ่ายรูปอย่างเดียว”

วันนี้ที่พรรคเพื่อไทย บรรยากาศคึกคัก 1 ในนั้นคือคุณเสนาะ เทียนทอง ได้พูดเรื่องความฝัน ฝันถึงนายทักษิณว่านายทักษิณกลับมาอยู่ประเทศไทย แล้วบอกว่าฝันแม่น คุณอภิสิทธิ์ฝันอย่างนี้บ้างมั้ย
“ผมไม่ค่อยฝันเรื่องแบบนี้หรอกครับ”

ป๋าเหนาะเป็นคนฝันแม่นมั้ย เท่าที่อยู่ในวงการด้วยกัน
“ผมไม่ทราบเลยเพราะว่าปกติท่านไม่ได้เล่าให้ผมฟังว่าท่านฝันว่าอะไรบ้าง”

แต่ที่ได้เล่าผ่านสื่อก็คือ การตั้งรัฐบาลแห่งชาติ บอกว่าประเทศไทยไม่มีทางออกใดให้บ้านเมืองราบรื่น ต้องตั้งรัฐบาลแห่งชาติ คุณอภิสิทธิ์เห็นอย่างไร เราเคยคุยกันบ่อยในเรื่องนี้
“คุยบ่อยครับ มันก็ไม่ค่อยชัดเจนนะครับว่า 1. รูปแบบวิธีการอะไรต่างๆ จะเป็นอย่างไร แต่ที่ผมคิดว่าสิ่งนี้มันสะท้อนก็คือ ทุกคนก็ยังมีความกังวลเรื่องปัญหาความขัดแย้งอยู่ แล้วก็ปรารถนาที่จะเห็นการเมืองที่มันเดินไปข้างหน้าได้ แต่ว่ารูปแบบวิธีการก็คงมีความคิดที่หลากหลายกันไป บางคนก็อาจจะคิดถึง หรือฝันถึงรัฐบาลแห่งชาติ แต่บางคนก็อาจจะคิดว่ามันมีวิธีอื่น คสช. เองก็รู้สึกไปทำคณะกรรมการปรองดองอะไร ก็เห็นบอกเริ่มมีการพูดถึงเรื่อง เขาเรียก สัญญาประชาคม หรืออะไรอย่างนี้ไม่ใช่เหรอ แต่ละคนก็อาจจะมีความคิดที่แตกต่างหลากหลายกันไปว่า เราจะเดินไปข้างหน้าไม่ให้มันขัดแย้งได้อย่างไร ไม่เป็นไรหรอกครับ ทุกคนก็ช่วยกันคิดนะครับ แล้วก็ดูว่าจะมีทางออกกันอย่างไร”

มองเรื่องของนักการเมืองหน้าใหม่อย่างไรบ้าง ณ ตอนนี้สื่อให้ความสนใจหลานคุณอภิสิทธิ์
“เขาไม่ได้สนใจเพราะเป็นหลานผมนะครับ”

สนใจเพราะคุณสมบัติของเขาเอง?
“เจ้าตัวเขาก็ คุณพฤษฐ์ เขาก็ได้เคยมาฝึกอยู่ในโครงการฝึกงานเยาวชนของพรรคฯ แต่เขาก็มีความคิดเป็นของตัวเอง แล้วก็ระยะหลังเมื่อเขาไปทำงานต่างประเทศกลับมา เขาก็ได้ลองเข้ามาดูว่าจะช่วยอะไรพรรคฯ ได้แค่ไหน ขณะเดียวกันก็มาดูว่าพรรคฯ เป็นอย่างไรด้วย เพราะเจ้าตัวเขาก็ให้สัมภาษณ์เองว่า บางเรื่องที่พรรคฯ ทำไปก่อนหน้านี้เขาก็อาจจะไม่เห็นด้วย แต่ว่าพอเขาเข้ามาพูดคุยกับพวกเราหลายๆ คนตอนนี้เขาก็มีความมั่นใจ เมื่อเขามีความมั่นใจมากขึ้น แล้วก็พร้อมที่จะไปผลักดันในแง่ของการที่ยืนยันอุดมการณ์ แต่ขณะเดียวกันก็คือเปลี่ยนแปลง มีส่วนในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งเรื่องภายใน ทั้งเรื่องภายนอกพรรคฯ เขาก็ได้ไปแสดงความคิดเห็นตามเวทีต่างๆ และผมก็จะบอกว่ามันไม่ได้มีเขาคนเดียวนะ เดี๋ยวสักพักเขาจะต้องเข้าค่ายทหารแล้ว ก็คงจะมีอีกหลายๆ คน ที่ได้มาพูดในทำนองเดียวกัน

ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 1 ที่มีการยืนยันสมาชิกพรรคฯ ผมก็ได้ใช้เวลาในการพูดถึงประชาธิปัตย์ ยุคใหม่ ว่าเราก็ตั้งใจในการที่จะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งภายใน และเปลี่ยนแปลงมุมมองความคิดว่าประเทศไทยควรจะเดินอย่างไร ภายในนี้ผมก็ได้ยกตัวอย่างว่า พรรคฯ ก็ยังยืนยันว่าจะทำพรรคการเมืองให้เป็นสถาบัน มีสมาชิกจำนวนมาก มีสาขาพรรคครอบคลุมพื้นที่ มีการบริหารจัดการที่มีการกระจายอำนาจ สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

และที่เราจะเติมไปก็คือ เมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาอย่างนี้แล้ว เราคิดว่าจะสามารถทำให้เรามีการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคโดยสมาชิกได้ด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้ ส.ส. กับประธานสาขา เลือกตามกฎหมายเท่านั้น แต่จะมีการหยั่งเสียงก่อน โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคน แล้วก็ใช้เครือข่ายของดิจิทัลนี่แหละครับเป็นตัวทำ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของการบริหารจัดการภายใน

มีเรื่องอื่นๆ ด้วยนะครับ อย่างเช่น นโยบาย ก็จะมีลักษณะของการที่มีการมีส่วนร่วมส่วนนึง มีเรื่องของการเชื่อมโยงกับงานวิจัย งานวิชาการส่วนนึง และมีการไปทดลอง นำร่องในพื้นที่อีกส่วนนึง อย่างนี้เป็นต้น

ส่วนในแง่ของสังคมไทย ผมใช้คำว่า เรามีเป้าหมายในการที่จะ สร้างใหม่ สังคมไทย ภาษาอังกฤษคำว่าสร้างใหม่คือ Reinvent ภาษาไทยคือสร้างใหม่ เรามองว่า วันนี้ ถ้าเราเดินไปแบบเดิม แล้วประเทศเผชิญกับความท้าทายตั้งแต่เรื่องความเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี โลกาภิวัฒน์ สังคมสูงวัย เศรษฐกิจมีแต่ความเหลื่อมล้ำมากขนาดนี้ โลกร้อน เราคงจะไปไม่ได้

คำว่าสร้างใหม่ สังคมไทย ก็คือจะต้องมาพูดถึงว่า แล้วเศรษฐกิจยุคใหม่น่าจะเป็นอย่างไร ราชการยุคใหม่น่าจะเป็นอย่างไร การเมืองยุคใหม่เป็นอย่างไร การศึกษายุคใหม่เป็นอย่างไร กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมยุคใหม่เป็นอย่างไร

อย่างเรื่องเศรษฐกิจนี้ก็ยกเป็นตัวอย่างว่า ประชาธิปัตย์ยุคใหม่ มองว่าการที่มาพูดเรื่องของสภาวะเศรษฐกิจแล้วก็ดูแต่ตัวเลข GDP นั้นมันไปไม่ได้แล้ว วันนี้ความเหลื่อมล้ำของสังคมนี้เราต้องมีความหลากหลายของตัวชี้วัด ตัวเลขที่มีความสำคัญกว่าก็เช่น ค่ากลางเรื่องรายได้ เรื่องหนี้สินครัวเรือน อย่างนี้เป็นต้น แล้วนโยบายเราจะมาประเมินกันแค่ว่า มีผลตอบแทนทางการเงินอย่างนี้ มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างนี้ไม่ได้ ต่อไปนี้ทุกนโยบายมันต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า มีผลกระทบต่อกลุ่มคนต่างๆ ในสังคมอย่างไร โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย

ระบบสวัสดิการ มันถึงจุดที่วันนี้ต้องเตรียมการแล้วว่าวันข้างหน้า ความที่การทำลายล้างของเทคโนโลยี หรือ Disruption ที่มันเกิดขึ้น แม้มันจะสร้างสรรค์ด้วย แต่มันทำลายไปด้วย แล้วคนจะต้องปรับเปลี่ยนทักษะอยู่ตลอดเวลา ความมั่นคงต่างๆ ลดลง เราต้องไปสู่ระบบที่มีหลักประกันรายได้พื้นฐาน จะทำกันอย่างไร นี่คือตัวอย่างนะครับว่า เศรษฐกิจยุคใหม่ก็พูดถึงเรื่องนี้

สั้นๆ ก็อย่างราชการยุคใหม่ เราก็บอกว่าต้องมีการใช้ E-Government เต็มรูปแบบ รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ บริการของรัฐก็ควรที่จะทัดเทียมกับเอกชนแล้ว สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชน เลิกได้แล้วนะครับ แล้วก็ไปถึงจุดที่ว่าต้องมีการกระจายอำนาจ จังหวัดจัดการตัวเอง เลือกผู้ว่าฯ มีรูปแบบมหานคร ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพฯ แต่ต้องมีที่ อาจจะมีที่ขอนแก่น มีที่เชียงใหม่ อย่างนี้เป็นต้น”

ในแง่ของพรรคการเมือง มีหน้าใหม่เข้ามาเพียงพอหรือยัง หรือว่ายังเป็นทายาทของนักการเมืองรุ่นเดิมๆ อยู่ ไม่ว่าจะเป็นทายาททางสายเลือดก็ดี หรือทายาททางอุดมการณ์ก็ดี
“ทายาททางอุดมการณ์นั้นคงไม่มีปัญหาหรอกครับ เพราะอันนี้เราหมายถึงว่า ควรจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ว่าในทางครอบครัว อย่างที่ผมพูดเมื่อสักครู่ เอากรณีของคุณพฤษฐ์ก่อน เขาก็เขียนเฟซบุ๊กเขาชัด เขาบอกว่าถ้าเขาทำงานไปสักพัก แล้วเขาเป็นแค่หลานนายอภิสิทธิ์ เขาก็ล้มเหลวแล้ว”

ต้องพิสูจน์ตัวเองใช่มั้ย
“ใช่ครับ แต่ก็จะมีคนอื่นๆ เข้ามาอีก อันนี้ก็ยืนยันได้ ขณะนี้ก็พูดคุยกัน ผมก็เสียดายแต่ว่า คสช. กับรัฐบาลมาสร้างอุปสรรคกับการที่คนใหม่จะเข้ามาอยู่ในพรรค อย่างประชาธิปัตย์ เพราะไปทำเรื่องระบบไพรมารี ซึ่งทำให้คนใหม่นั้นเสียเปรียบคนเก่า เพราะว่าเขายังไม่รู้จักสมาชิก ผมจะไปชวนใครก็อย่างที่ว่า เท่าไหร่ ผมก็บอก ต้องไปให้ทำไพรมารีทั่วประเทศ เขาก็บอก แล้วเขาแข่งกับใคร ผมก็บอก คุณก็ต้องแข่งกับคุณชวน คุณบัญญัติ คุณกรณ์ คุณองอาจ อะไรอย่างนี้ ทุกคนก็บอก อ้าว แล้วผมจะไหวเหรอ

แต่ว่าอันนี้ก็จะบริหารจัดการไป แต่นี่ไงครับคือสิ่งที่ว่า ตอนที่ผมท้วง สนช. ว่า คุณอยากได้การเมือง อยากได้คนใหม่ๆ เข้ามา แต่คุณกลับไปเขียนกติกาให้มันยาก แต่ว่าเราก็เดินหน้าเต็มที่ครับ แล้วก็ตอนนี้ก็ดีใจ เพราะว่ามีคนรุ่นใหม่หลายคนขณะนี้แสดงความพร้อม แสดงความสนใจที่จะเข้ามาอยู่กับพรรคฯ”

คิดว่านี่คือเข้าถึงความต้องการของประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งแล้วหรือยัง เพราะว่าถ้าเรามองไปยังฝั่งเพื่อไทย คุณอภิสิทธิ์ก็เคยวิเคราะห์ว่า ยังคงตัดภาพความเป็นภาพของตระกูลชินวัตรเป็นเจ้าของไม่ได้ แม้แต่วันนี้ผู้สื่อข่าวไปถามถึงใครควรจะเป็นหัวหน้าพรรค ก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่มีใครตอบตรงๆ เลย

“ผมขอไม่ไปวิจารณ์เพื่อไทยนะ แต่ผมบอกว่าทุกพรรคขณะนี้แข่งขันกับตัวเองทั้งนั้น คือประชาธิปัตย์เอง ที่จะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ก็ต้องมาปรับปรุงตัวเอง ต้องมีการเปลี่ยนแปลง แล้วก็ขณะนี้เมื่อได้กำลังจากคนอีกรุ่นนึงเข้ามาช่วยผลักดันด้วย ก็ยิ่งทำให้มีความคึกคัก มีความตั้งใจในการเปลี่ยนแปลงตรงนี้มากขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ดีครับ แล้วก็คงจะต้องดูละครับว่า ที่แข่งขันกับตัวเองนั้น ใครจะทำได้ดีกว่ากันเท่านั้น”

แล้วพรรคน้องใหม่ อย่าง ธนาธร
“เขาก็มีข้อได้เปรียบบางอย่าง ข้อเสียเปรียบบางอย่าง เขาก็ไม่มีภาระของประวัติศาสตร์ นอกเสียจากว่าประวัติของแต่ละคนนะ ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ในตัวพรรคนั้น เขาไม่มีภาระของประวัติศาสตร์ แต่ขณะเดียวกันเขาก็จำเป็นที่จะต้องสร้างความพร้อมในการที่จะเข้ามาทำงาน เขาก็จะมีขั้นตอน มีอุปสรรคทางกฎหมายเช่นเดียวกัน เหมือนกันนะ ที่เกิดขึ้นจากกฎหมายของเรา แล้วก็เขาก็จะต้องดูว่าเขาจะสามารถผลักดันให้องค์กรของเขานั้นมีบทบาทได้รวดเร็วแค่ไหนอย่างไร
ก็เป็นธรรมดานะครับ ผมนี้เป็นคนที่พูดมาตลอดว่า การแข่งขันในทางการเมืองมีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เป็นทางเลือกให้กับประชาชนด้วย เป็นการกระตุ้นให้ทุกพรรคจะต้องตื่นตัวด้วย ก็เป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้น”

ชอบคำว่าภาระของประวัติศาสตร์
“มีทุกคนนะครับ”

เหมือนเรายังอยู่กับตรงนี้ มันเกิดขึ้นไปแล้ว
“คือเราเปลี่ยนอดีตไม่ได้อยู่แล้ว แต่ว่าอยู่ที่ว่าเราเรียนรู้จากมันแค่ไหน”

บางคนจำด้วย
“ก็ธรรมดาครับ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ไม่ดีนะครับ การที่เราต้องมีภาระทางประวัติศาสตร์ คือบังคับให้เราต้องรับผิดชอบไง การที่เรามีประวัติทั้งดี และไม่ดี อย่างน้อยเรามีความรับผิดชอบ และมันก็จะเตือนเราว่าสิ่งที่เราทำวันนี้ วันข้างหน้ามันก็จะเป็นภาระทางประวัติศาสตร์สำหรับอนาคตต่อไป”

ทิ้งท้ายข้อห่วงใยถึงประชาชน
“สัปดาห์หน้าเราคุยกันก็จะใกล้เทศกาลสงกรานต์มากขึ้นนะครับ ที่ห่วงใยกันทุกปีก็คือเรื่องการเล่นสงกรานต์ เรื่องการเดินทาง ก็อยากให้วางแผนกันให้ดี แล้วก็สนุกสนานแต่อย่าประมาทครับ”





บทความอื่นๆ