บทความ

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 4 เมษายน 2561
09 เม.ย. 2561

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 4 เมษายน 2561


(9 เมษายน 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมพูดคุยในรายการ ต้องถาม ทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ ดำเนินรายการโดย อ.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

คำต่อคำ

ใกล้สงกรานต์ ถือว่าเป็นวันปีใหม่ของไทย คุณอภิสิทธิ์คาดหมายว่าปีหน้าประเทศไทยจะมีอะไรดีขึ้นบ้างหรือไม่
“อาจารย์ถามสุ้มเสียงเหมือนไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ใช่มั้ย”

หลายคนก็กลุ้มใจอยู่ แต่อยากรู้ว่ามันคงจะมีอะไรดีขึ้นบ้าง
“ผมว่าเราอยู่ในช่วงของการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนผ่าน ความจริงก็อาจจะบอก เอ๊ะ พูดเหมือนแผ่นเสียงตกร่องมาสัก 2 ปีแล้ว แต่ว่าตามโรดแม็ปก่อน เพราะอันนี้ก็เป็นสิ่งที่ คสช. เขาเป็นผู้กำหนด จากเดือนเมษายนกลางเดือนนี้ไป เขาก็บอกว่ามันก็จะมีขั้นตอนต่างๆ ที่จะทำให้ประเทศหวนกลับสู่การเลือกตั้ง ประมาณกุมภาพันธ์ ก็คือก่อนเมษา ปีหน้า”

คุณอภิสิทธิ์คิดว่าจะมีการเลือกตั้ง
“ผมบอกว่า คสช. เขาบอกอย่างนั้น ณ ขณะนี้เขาบอกอย่างนั้น”

แล้วเชื่อมั้ย
“ผมก็มองว่ายังมีความเสี่ยงอยู่ เพราะว่าเนื่องจากมีการส่งกฎหมาย ส.ส. เลือกตั้ง ส.ส. นี้ไปตีความ เพราะฉะนั้นก็มีโอกาสที่จะเคลื่อนอีก เพียงแต่ว่าจะเคลื่อน ไม่เคลื่อนนี้ ความจริง พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. ก็ค่อนข้างที่จะกำหนดได้
แต่เอาละ ผมว่ามันไม่ใช่จุดหลัก เพราะอาจารย์ถามผมเรื่องปีข้างหน้า คือถ้ามองจากในมุมนี้ ผมก็บอกว่าถ้าจะให้ดี ปีใหม่นี้ก็คือ คสช. เขาบรรลุภารกิจที่เขาบอกกับพี่น้องประชาชนคนไทยเอาไว้ นั่นก็หมายความว่า เขาก็บอกมาเมื่อ พฤษภาคม ปี 2557 ว่าเขากำลังจะเข้ามาเพื่อให้ทุกอย่างมันเรียบร้อย เพื่อวางรากฐานของประเทศให้มันดีขึ้น เพื่อมีการปฏิรูป เปลี่ยนแปลงระบบ หลายสิ่งหลายอย่าง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าภารกิจนี้มันจะต้องสิ้นสุดลง เมื่อมีรัฐบาลใหม่หลังจากการเลือกตั้ง แล้วก็ตามตารางเวลาก็บอกอยู่ในปีใหม่ที่จะถึงนี้ ปีใหม่ไทยที่จะถึงนี้ ผมก็อยากให้มันเป็นไปตามนั้น แต่จะได้มากน้อย ส่วนหนึ่งก็อยู่ที่ คสช. อยู่ที่รัฐบาลเอง ส่วนหนึ่งก็คงอยู่ที่สังคมเหมือนกันในการที่จะช่วยกันผลักดันให้สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้น”

ถ้าเขาบอกว่าความขัดแย้งก็ยังคุกรุ่นกันอยู่ แต่ละคนพอมีโอกาสก็ยังแย็บ ยังแสดงความขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา เรื่องปฏิรูปก็เห็นวิพากษ์วิจารณ์ว่ายังไปไม่ถึงไหน เพราะฉะนั้นก็อย่าเพิ่งเลือกตั้ง เพราะภารกิจยังไม่เสร็จ คุณอภิสิทธิ์ว่าอย่างไร
“คือก็เป็นสิ่งที่มีบางฝ่ายพยายามจะพูด ซึ่งผมก็มองว่า มันผ่านมานี้จะครบ 4 ปี พูดปีแรก พูดปีที่ 2 แม้กระทั่งพูดปีที่ 3 คนยังพอเข้าใจ เพราะว่าอาจจะมองว่า เวลาที่ผ่านมา มันยังสั้น ยังไม่สามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างได้ แล้วก็พูดปีแรก พูดปีที่ 2 พูดปีที่ 3 คนก็จะมองเรื่องความขัดแย้งในเรื่องเก่าๆ ก็คือที่มันเคยขัดแย้งกันก่อนพฤษภา 57 พอพูดขณะนี้มันเริ่มมีอีกมุมหนึ่ง ซึ่งละเลยไม่ได้ นั่นก็คือว่า การอยู่ต่อเกินกว่าที่ตัวเองประกาศไว้ การอยู่ต่อจนทำให้คนรู้สึกว่า มันไม่มีความแน่นอน ไม่มีความชัดเจน จะไปสิ้นสุดเมื่อไหร่
ประการที่ 1 ก็คือ มันกำลังจะกลายเป็นเงื่อนไขความขัดแย้งเสียเอง คำว่าเงื่อนไขความขัดแย้งเสียเองก็คือว่า ตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องกลุ่มนั้นขัดแย้งกับกลุ่มนี้แบบในเงื่อนไขอดีต แต่กลายเป็นว่า จะเริ่มมีคนมาขัดแย้งกับ คสช. คือ คสช. กลายเป็นคู่ขัดแย้งเสียเองเต็มรูปแบบ เพราะฉะนั้นก็ต้องชั่งดูบอกว่า ระหว่างที่พูดว่า อยู่ต่อเพื่อลดความขัดแย้ง กับอยู่ต่อแล้วสร้างความขัดแย้ง อย่างที่บอกคือ 2 – 3 ปีแรก มันอาจจะไม่มีประเด็นเรื่องว่าอยู่ต่อแล้วเกิดความขัดแย้ง แต่ขณะนี้มันมองเห็นกันอยู่ว่าจะมี
ประการที่ 2 ก็คือปฏิรูปสำเร็จหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ขณะนี้เขาประกาศแผนปฏิรูปประเทศไปแล้วนะอาจารย์ เมื่อวันที่ 5 เมษายน ผมก็ไม่ทราบอาจารย์ได้อ่านหรือยัง ผมก็อุตส่าห์ไปเข้าเวปไซต์ราชกิจจาฯ โหลดเป็นไฟล์มา 6 เรื่อง 6 ด้าน ประมาณ 2,000 กว่าหน้าครับอาจารย์”

อ่านแล้วเป็นอย่างไร
“ไม่รู้อาจารย์ได้เห็นมั้ยนะ แล้วทำไมอาจารย์ไม่อ่านล่ะ ผมก็จะสารภาพว่าปกติผมก็เป็นคนชอบอ่านนะ แต่ว่ารูปแบบที่ทำมานี้ไม่ค่อยเอื้อ หรือจูงใจให้อ่านเท่าไหร่ แต่อยากจะสรุปอย่างนี้ ข้อที่ 1 ถ้าเราพูดถึงการปฏิรูป เรากำลังหมายถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง ค่อนข้างจะเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ด้วย ไม่งั้นเราก็จะไม่ใช้คำว่าปฏิรูป เราก็จะใช้คำว่าพัฒนา ปรับปรุง เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเราบอกว่ามันมีแผนการปฏิรูป ซึ่ง 6 ด้านที่ผมเอามาอ่านนี้ คือบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมาย เศรษฐกิจ พลังงาน สาธารณสุข แล้วก็สื่อ
ผมก็คาดหวังว่าผมอ่านไปสัก เอาละเขาจะต้องปูพื้นนะครับว่า สภาพปัญหาเป็นอย่างไร ปัจจัยภายนอก ภายในอะไรต่างๆ ผมก็คิดว่ามันจะต้องมีตรงไหนสักหน้า สองหน้า ในแต่ละด้าน ที่บอกผมว่า ตกลงเราจะปฏิรูปเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้ จากปัจจุบัน จากสภาพปัญหา เราจะเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้
ผมอาจจะผิดก็ได้นะครับ ต้องขอเวลาไปอ่านอีกซักช่วงสงกรานต์มังครับ แต่ผมไม่เห็น ยกตัวอย่างเช่น อย่างเปรียบเทียบนะครับ เรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน มีอะไรเยอะแยะไปหมด แต่ไม่มีรูปธรรมของการกระจายอำนาจเพิ่มเติม นี่ถ้าเทียบกับว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนที่ผมแถลงเรื่อง สร้างใหม่ สังคมไทย ของผมนี้ 1 หน้าเป็นพาวเวอร์พ้อยต์ด้วยนะ ชี้ชัดเลยว่า ต้องไปสู่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เมืองใหญ่บริหารโดยระบบมหานคร แบบนี้ไม่มีอยู่เท่าที่ผมพยายามตรวจสอบดู มันไม่มีอยู่ในแผนการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน นี่ยกตัวอย่าง”

แล้วที่มีคืออะไร
“ที่มีเรื่องกระจายอำนาจที่ผมเห็น เขาก็จะบอกว่า เพิ่มบทบาทให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เสริมความพร้อมอะไรก็แล้วแต่ แต่ขณะเดียวกันผมก็ไปดูแผนการปฏิรูปด้านอื่นๆ ก็มีบางเรื่องที่บอกว่า ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำอยู่นี้ ไม่น่าจะมีความพร้อมเรื่องความสามารถในทางเทคนิค เพราะฉะนั้นอาจจะต้องมีการดึงบางอย่างคืนมา
มันก็ย้อนกลับมาอย่างที่ผมพูดว่า 1. มันไม่มีภาพว่าเรากำลังต้องการจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอะไร 2. ก็คือพูดกับอาจารย์มาเป็นร้อยรอบแล้วว่า มันไม่มีหลักคิดว่า ตกลงคุณจะกระจายอำนาจ หรือคุณจะรวบอำนาจมากขึ้น หรืออะไร มันไม่มีทิศทางตรงนั้น แล้วก็พออ่านลงไปรูปแบบอาจารย์ก็คงจะเห็น มันเหมือนกับแผนพัฒนาที่แตกออกมาเป็นการเขียนโครงการ แล้วก็จะมีตารางว่าจะต้องทำอันนี้ภายในปีนั้นปีนี้เท่าไหร่ ซึ่งเยอะมาก”

มันสะดวกกับการของบประมาณหรือไม่
“ผมว่าก็คงจะเป็นจุดที่ใช้อ้างอิงในการที่จะของบประมาณต่อไป”

จะได้ทำโครงการนั้น
“เพราะฉะนั้นทีนี้ก็จะเป็นปัญหา เพราะว่ามันจะมีทั้งยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มันจะมีทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีที่มีอยู่แล้ว แล้วมันก็จะมีตัวนี้อีก 2,000 หน้า ซึ่งก็จะมีคนคอยอ้างอิงบอก ที่จะมาขอทำโครงการนี้ งบประมาณอย่างนี้ ก็อิงกับตัวนี้ แล้วก็ในหลายเรื่องที่ผมอ่านนะครับ ก็คือจะตั้งกรรมการเพิ่ม จะตั้งหน่วยงานเพิ่ม แต่ไม่เคยบอกว่าจะเปลี่ยน จะยุบหน่วยงานต่างๆ มาเป็นอย่างไร
ภาระที่มันเพิ่มขึ้นมาด้วยก็คือเนื่องจากว่าการทำแผนปฏิรูปนี้มันมีกฎหมาย ยังจะต้องมีระบบติดตาม ว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ทำไปถึงไหนอย่างไร เพราะฉะนั้นภาระของระบบราชการที่จะต้องมารองรับตัวนี้ แล้วก็ตัวอื่นที่พูดไปเมื่อสักครู่ มันจะเพิ่มมากจนกระทั่งเป็นห่วงว่าสุดท้าย กลไกการบริหารราชการแผ่นดิน จะสามารถขับเคลื่อนนโยบายที่มีความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้มากเท่าไหร่ เพราะจะเจอกับข้อติดขัดตรงนี้
นี่ต้องพูดตรงๆ ว่า ก็ปรารภอยู่กับฝ่ายนโยบายของพรรคฯ ด้วยว่า เอ๊ะ แล้วตรงนี้ในที่สุดมันจะคลายปมกันอย่างไร เพราะมีการผูกปมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่าถ้าดูจากแผนปฏิรูปนี้ก็ต้องบอกว่า คงหวังยากแล้วเรื่องการปฏิรูป ผมก็เลยบอกว่า เมื่อคำว่าการปฏิรูปขณะนี้รู้สึกจะถูกยึดไปเสียแล้ว แล้วก็น่าจะทำเสียของไป ผมก็เลยบอกว่า งั้นผมจะพูดเรื่องการสร้างใหม่สังคม และว่าแต่ละเรื่อง เอาเรื่องหลักๆ ว่าจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขปรับปรุง ปฏิรูป หรือจะอะไรมากกว่านั้น สร้างใหม่ จะทำกันอย่างไร”

คุณอภิสิทธิ์มองว่าการปฏิรูปที่เอาไปใช้คือการเปลี่ยนเล็ก เปลี่ยนน้อย เปลี่ยนในเรื่องของการพัฒนา หรือการบริหารจัดการ แต่ทิศทางรวม อย่างเช่นบริหารราชการแผ่นดิน เป็นเรื่องให้มันกระจายมากขึ้น หรือยิ่งรวบอำนาจเข้าสู่รัฐราชการมากขึ้น เท่าที่ดู
“บอกตรงๆ ก็คือดูไม่ออก เพราะอย่างที่ผมบอกคือ เวลาเขาเขียนถึงท้องถิ่น เขาก็จะเขียนว่า ทำอย่างไรจะเพิ่มบทบาทของท้องถิ่น แต่เวลาเขาเขียนถึงเรื่องอื่น บางเรื่องเขาก็เขียนว่า จำเป็นที่จะต้องเอาเรื่องที่ท้องถิ่นทำนี้มาให้คนอื่นทำ อย่างนี้เป็นต้น”

จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่จะเพิ่มบทบาท หรือเป็นเรื่องที่ท้องถิ่นต้องทำได้กับปัญหาของท้องถิ่นทุกเรื่อง เว้นแต่อะไรทำไม่ได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ส่วนกลางบอกว่าท้องถิ่นทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้
“คือตอนนี้เรายังใช้กฎหมายซึ่งเขียนว่าท้องถิ่นทำอะไรได้ เพราะฉะนั้นกฎหมายแต่ละฉบับของท้องถิ่นเขาก็จะเขียนว่า มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ วงเล็บ 1 – 2 – 3 – 4 – 5 ว่าไป ซึ่งก็กว้างระดับหนึ่ง แต่ว่าระยะหลังก็ถูก สตง. ตีความค่อนข้างที่จะทำให้แคบลงมาก ยกตัวอย่างเช่น ความจริงก็มีวิพากษ์วิจารณ์กันเรื่องโรคพิษสุนัขบ้าที่ระบาดอยู่ขณะนี้ด้วย แต่ว่าไม่เอาเรื่องนั้น เดี๋ยวจะหาว่ามันเป็นเรื่องของกระแส
แต่ยกตัวอย่างเช่น ท้องถิ่นที่เขาเคยออกหน่วยตรวจสุขภาพ บางพื้นที่ สตง. ก็บอก - ไม่ได้ เพราะกฎหมายเขียนว่ารักษาพยาบาล การตรวจสุขภาพไม่ใช่การรักษาพยาบาล ต้องป่วยก่อน”

พบหลายแห่งว่าผู้สูงอายุที่ติดเตียง แต่มีโครงการที่จะจัดนักบริบาลเข้าไปตรวจ เยี่ยมถึงบ้าน เขาก็บอกว่าไม่ได้ ไม่ใช่หน้าที่ของ อบต.
“นั่นแหละครับ มันก็จะเจอแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นจริงๆ ขณะนี้ข้อเสนอผมก็คือต้องกลับทางเสีย แบบที่อาจารย์พูด เอาให้ชัดๆ ดีกว่าว่าไม่ให้เขาทำอะไร แล้วก็เมื่อไปสู่ระบบของจังหวัดจัดการตนเอง มีการเลือกผู้ว่าฯ ผมว่าปัญหาเหล่านี้ก็จะลดน้อยลง”

ที่นครศรีธรรมราช กับพัทลุง ที่ อบต. บางแห่ง ถูกถามตรงๆ ว่า คิดว่าแนวโน้มจะเป็นการกระจายอำนาจ หรือจะเป็นการกระจุก จะเป็นการยุบ อบต. หรือควบรวมกับเทศบาล หรือจะเอาอย่างไร คุณอภิสิทธิ์ตอบแทนหน่อยได้หรือไม่
“ผมว่าขณะนี้ต้องยอมรับว่าบทบาทของท้องถิ่น ถดถอยมามาก ถดถอยจากประเด็นการตีความของ สตง. ก็มี ถดถอยจาก อย่างเช่นยกตัวอย่าง เช่น ไม่ใช่เฉพาะองค์กรท้องถิ่นอย่างเดียว อย่างเช่นกรณีการศึกษา ซึ่งพอมีการใช้มาตรา 44 ก็มีการรวบไปอยู่ที่คณะกรรมการซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดไปเป็นประธาน อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็เทียบเคียงกับท้องถิ่นก็คือ ขณะนี้การบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นเองก็ถูกรวบกลับเข้ามาอยู่ที่ส่วนกลาง เพราะฉะนั้นขณะนี้ต้องบอกว่าเป็นช่วงที่พื้นที่ของท้องถิ่นถูกบีบลง ถดถอย”

แล้วประชาธิปัตย์มีแนวคิดอย่างไรในเรื่องนี้
“ประชาธิปัตย์ในฐานะที่ 1. อุดมการณ์ ประกาศไว้ตั้งแต่ 2489 2. เป็นคนผลักดันเรื่อง อบต. ผลักดันเรื่องเลือกผู้บริหารโดยตรง เรื่องเหล่านี้มาโดยตลอด อย่างที่ผมบอกขณะนี้ก็คือ เราจะไป เลยไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว ก็คือเรื่องของเลือกตั้งผู้ว่าฯ เรื่องของการบริหารในรูปแบบมหานคร ในพื้นที่ต่างๆ ที่เป็นเมืองใหญ่”

แล้ว อบต. จะยุบ จะควบรวม จะเปลี่ยนเป็นเทศบาล หรือไปรวมกับเทศบาลหรือไม่
“อบต. นั้นเราเห็นว่าเป็นรูปแบบของท้องถิ่นในพื้นที่ชนบท เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลที่จะไปบีบให้เขามาเปลี่ยนเป็นรูปแบบเดียวกับท้องถิ่นเมือง ไม่มีเหตุผลที่จะเอาเกณฑ์ประชากร หรือรายได้ มาบอกว่าเขาจะต้องถูกยุบ
มีกรณีเดียวที่ผมเห็นว่า อบต. อาจจะต้องมีการยุบรวมก็คือ เมื่อพื้นที่ชนบทได้กลายเป็นพื้นที่เมือง ก็อาจจะต้องไปควบรวมกับเทศบาล หรืออาจจะยกระดับขึ้นมาเป็นเทศบาล เพื่อให้การบริหารในพื้นที่นั้นมันต่อเนื่องครอบคลุม
แต่ว่ากลับมาเรื่องปีใหม่ ก็ต้องบอกว่า เอาละ ผมแม้แต่จะเห็นอย่างนี้แล้ว ก็ยังบอกว่า ก็อยากจะให้ คสช. ประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่ หรือทำภารกิจที่ได้เคยประกาศไว้ แล้วก็ปีนี้ก็เป็นปีที่ ต้องใช้คำว่าชี้ขาดมังครับ เพราะว่าถ้าปีนี้ยังทำไม่ได้อีก มันก็ไม่รู้ว่า 1. หมดเวลา หรือ 2. ก็คงจะต้องไปมองว่าคนอื่นใครจะเข้ามาทำอะไร เพื่อผลักดันเรื่องเหล่านี้ต่อไป”

ถ้าเข้าใจไม่ผิด คุณอภิสิทธิ์กำลังจะบอกว่าการอ้างเรื่องปฏิรูปก็ดี เรื่องความขัดแย้งก็ดี แต่ถ้าอ้างต่อไปเรื่อยๆ 1. คนน่ากลัวว่า คสช. จะกลายเป็นเป้า เป็นคู่ขัดแย้งเอง กับบรรดาคนที่จะขัดแย้งด้วย 2. คนจะอ้างได้หรือไม่ว่าไม่เชื่อต่อไปแล้วว่า ที่จะเดินต่อไปอีกนั้น มันจะแก้ปัญหาเรื่องปฏิรูปได้ มันจะแก้ปัญหาเรื่องความขัดแย้งได้ เพราะว่าได้พิสูจน์มา 4 ปีหมดฝีมือแล้ว มีได้แค่นี้
“มันก็เหมือนกับงานทั่วๆ ไปนะครับ ก็คงต้องมีการประเมิน ถ้าอาจารย์บอกผมว่าจะมาทำเรื่องนี้ให้เรียบร้อย ให้สำเร็จ ตอนแรกก็เข้าใจกันว่า อาจจะสัก 2 ปี 3 ปี แล้วก็อาจารย์ส่งการบ้านมา 4 ปีเป็นอย่างนี้ ผมก็ต้องเป็นคนประเมินว่า .. เอ๊ะ หรือเป็นเพราะว่าอาจารย์เวลาไม่พอ หรือเป็นเพราะว่าอาจารย์ไม่น่าจะทำได้ ผมว่ามันก็มาถึงจุดนั้นแล้วครับ”

มีปัญหาอยู่ที่ว่า ได้ยินหัวหน้า คสช. บอกว่าอย่าได้ขัดแย้ง อย่าได้มีเรื่อง แล้วถ้าอย่างนี้ไม่ต้องเลือกตั้ง มีสุ้มเสียงอะไรทำนองนั้น
“ผมว่า ไม่มีใครอยากขัดแย้งนะครับ แต่ก็ต้องพูดกันให้ชัดว่าความขัดแย้งนี้มันหมายถึงอะไร ถ้าบอกว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ มีความเห็นที่มันแตกต่างกัน แล้วเหมาว่าเป็นความขัดแย้งเสียหมด โอย อย่างนี้ผมว่าก็คงต้องอยู่ตลอดไปเลยละครับ เพราะว่า สังคมมันมีความหลากหลาย สังคมมีความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะไปบอกว่าวิพากษ์วิจารณ์กันเห็นต่างกันไม่ได้นั้นคงไม่ใช่ แต่ความขัดแย้งที่ว่านี้คือมันอยู่ในขอบเขตที่มันควรจะอยู่มั้ย ในความคิดเห็นที่แตกต่าง รูปแบบการแสดงออกมันเป็นอย่างไร
ถ้ามีการใช้ความรุนแรง แน่นอนที่สุด อันนี้ก็เป็นความชอบธรรมของฝ่ายบ้านเมืองที่จะต้องเข้ามาจัดการ”

พูดถึงเรื่องปฏิรูปที่เขาลงในราชกิจจานุเบกษา 6 ด้าน มีด้านหนึ่ง คือด้านพลังงานที่เห็นว่าพอจะชัด แต่ไม่รู้ว่าคุณอภิสิทธิ์มองว่าเป็นการปฏิรูปหรือเปล่า ก็คือการโอนย้ายการไฟฟ้านครหลวง กับการไฟฟ้าภูมิภาค ให้ไปขึ้นอยู่กับกระทรวงพลังงาน แทนที่จะอยู่กระทรวงมหาดไทย
“มันก็คงจะคล้ายๆ กับก่อนหน้านี้ มันเคยมีหน่วยงานด้านขนส่ง คมนาคม อย่างเช่นการทางพิเศษฯ ตอนหลังก็คิดว่าจะต้องไปอยู่ที่กระทรวงคมนาคม ก็คงจะเป็นเรื่องแบบนี้ ผมว่าก็มีเหตุมีผลดี นับเป็นการปฏิรูปมั้ย ผมก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ”

เป็นการบริหารราชการ
“ใช่ครับ ผมยังมองว่าการปฏิรูปคือก็ต้องมาทบทวนบทบาททั้งหมด หรือว่าทิศทางเสียก่อนนะครับว่า ตกลงพลังงานทดแทนเราจะเอาอย่างไร สัดส่วนเท่าไหร่ แล้วก็จะส่งเสริมมันอย่างไร แล้วถ้าหากว่าจะส่งเสริมแล้ว นั่นแปลว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็ดี หรือการไฟฟ้าภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวงก็ดี ต้องมีการปรับบทบาท หรือการจัดลำดับความสำคัญ ในการทำงานของเขาอย่างไร การผูกขาดที่เกิดขึ้นอยู่จะมีหนทางในการกำกับดูแลแก้ไขอย่างไร อย่างนี้ยังน่าจะเข้าข่ายของการปฏิรูปมากกว่ามังครับ”

เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน ตอนนี้ไฟฟ้าจากพลังแสดงอาทิตย์ และชีวมวลทั้งหลาย มันกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ถูกลงเรื่อยๆ ด้วย เครื่องทำโซล่าเซลส์ก็ดี แบตเตอรี่ก็ดีก็ถูกลงเรื่อยๆ ต่อไปในเรื่องของการผูกขาด Single Buyer ก็คือสายส่งทั้งหมด ผู้ซื้อไฟทั้งหมดจะต้องเป็น กฟผ. แต่ต่อไปมันอาจจะเป็นไปได้มั้ยว่า มีคนขายหลายราย เพราะว่าผู้ผลิตโซล่าร์เซลส์ก็ขายได้ คนซื้อก็หลายราย แล้วต้องสร้างระบบใหม่ อาจจะคล้ายๆ Blockchain เกิดขึ้นก็ได้ในระบบไฟฟ้านี้ ถ้าพัฒนาการไปทางนั้นมันต้องวางแผนรองรับตรงนั้นหรือไม่
“คือผู้ซื้อ ผู้ขาย นี้คงจะมีความหลากหลายมากขึ้น โดยผลของเทคโนโลยี ปัญหามันมีอยู่ที่ว่าการจับผู้ซื้อ ผู้ขายมาเจอกันนี้ ยังต้องผ่านโครงข่ายเดิมหรือไม่ ซึ่งอันนี้ก็จะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของเทคโนโลยีต่อไปอีกด้วย แต่ว่าถ้าหากว่ายังต้องผ่านโครงข่ายเดิม ความเป็นเจ้าของโครงข่ายตรงนี้ของภาครัฐ ซึ่งต้องถือว่าผูกขาดด้วย ก็คือสิ่งที่จะต้องมากำหนดกติกากัน รัฐก็จะต้องบอกว่าคนที่จะมาใช้โครงข่ายในฐานะผู้ขายก็ดี ผู้ซื้อก็ดี จะต้องซื้อขายกันในรูปแบบไหน อย่างไร และจะต้องตอบแทนกับผู้ดูแลโครงข่ายให้เหมาะสมอย่างไร คำว่าเหมาะสมก็คือว่า ถ้าไปบีบ ถ้าไปอาศัยความเป็นผูกขาด ก็คือคิดเขาแพงๆ อย่างเดียว อันนั้นก็ไม่สมประโยชน์ แต่ว่าถ้าขณะเดียวกันจะมาบอกว่า ทุกคนมาใช้ได้ตามใจชอบ รัฐต้องแบกให้ อันนี้ก็ไม่ได้ เพราะมันมีค่าใช้จ่ายในการที่จะต้องดูแล รวมทั้งลงทุนในเรื่องของโครงข่าย”

หมายความว่าถ้าใครทำโซล่าร์เซลส์ หรือโซล่าร์ฟาร์ม ที่ผลิตไฟฟ้าได้มาก แล้วขายเข้าไปในสายส่งก็จะต้องจ่ายค่าใช้สายส่ง ไม่ใช่ขายได้เต็มราคา แต่ราคาอาจจะต้องถูกลง
“ใช่ครับ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องส่งเสริมให้ขายได้ ไม่งั้นก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้จากแหล่งผลิตที่มันมีความหลากหลายมากขึ้น”

ถ้าเขาอ้างเทคนิค เขาบอกว่าไฟฟ้าที่ผลิตในแต่ละเซลส์ ในแต่ละฟาร์ม หรือในแต่ละโซล่าร์รูฟ
“เป็น 2 ประเด็น 1. เรื่องเวลา ส่วนใหญ่ก็จะพูดกันเรื่องว่า ถ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ก็คือผลิตกลางวัน แล้วทีนี้ถ้าการใช้กลางคืนมันยังขึ้นอยู่ ยังไงก็ต้องมีการไปลงทุน อันนี้ก็ต้องไปดูว่า ระบบการเก็บ (แบตเตอรี่) มันเป็นอย่างไร
ส่วนประเด็นที่ 2 ก็คือว่าพลังงานที่ผลิตออกมา หรือไฟฟ้าที่ผลิตออกมาจากแหล่งพลังงานทดแทนแบบนี้ อาจจะยังมีปัญหาอยู่บ้างในเรื่องคุณภาพ ความมั่นคง ความเสถียรของมัน ซึ่งตัวนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องกลับมาดูว่า มันมีการลงทุนในโครงข่ายที่จะรองรับประเด็นเหล่านี้ได้ ใช่หรือไม่ ซึ่งผมมั่นใจว่ามี
นี่คือเหตุผลที่ผมบอกว่า ถ้าจะพูดเรื่องการปฏิรูป ก็คือกำลังจะมาบอกว่าตัวรัฐซึ่งจะต้องดูแลโครงข่ายเป็นเรื่องหลัก จะต้องเปลี่ยนแปลงท่าที หรือแนวคิดอย่างไรในการที่จะรองรับเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้น ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น”

เป็นไปได้มั้ยว่าในอนาคต กลายเป็นว่าไฟฟ้าจะผลิตเป็นโซนๆ ไป โซนนี้มีคนทำโซล่าร์เซลส์ ทำไบโอแก๊ส แล้วก็ขายกันในโซนนี้
“ก็เป็นไปได้”

แล้วมันก็กลายเป็นว่าอีกโซนนึงก็มีคนขายคนซื้อ เพราะมันไม่จำเป็นต้องส่งข้ามกันด้วยโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ แล้วส่งไปทั้งประเทศ เป็นไปได้มั้ย
“ครับ เป็นไปได้ แล้วก็ความจริงมันย่อยกว่านั้นอีกครับอาจารย์ เพราะว่าเอาเฉพาะเรื่องของรูฟท็อป คือการติดแผงโซล่าร์บนหลังคา อันนี้ก็คือ สามารถที่จะมีบ้านที่ผลิตไฟฟ้าสำหรับตัวเอง แล้วก็อาจจะขายได้ด้วย ตกลงมันย่อยลงไปขนาดนั้น”

ประเด็นนี้คุณอภิสิทธิ์เห็นอะไรในแผนเขาบ้างหรือไม่
“ที่ผมดูเร็วๆ ผมคิดว่าแผนด้านพลังงาน มีประเด็นอยู่ค่อนข้างที่จะครอบคลุมนะ แต่ว่าไม่ค่อยชัดเจนว่าทิศทางที่มันจะเดิน แล้วกลไกที่จะต้องปรับ ต้องเปลี่ยนนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งอันนี้ก็ทำให้ คล้ายๆ ว่าอยากจะเห็นอะไรที่มันชัดเจนกว่านี้ ในแง่ของความเปลี่ยนแปลง”

ด้านสื่อ กับโทรคมนาคม ที่เห็นใน 6 ด้าน
“สื่อนั้นเขาก็พูดถึงเรื่องการมีองค์กรวิชาชีพอะไรต่างๆ แต่อย่างที่ว่าในที่สุดก็ต้องมาดูในรายละเอียด ซึ่งก็ยังไม่ได้พูดกันชัดว่าจะใช้หลักการแบบไหนอย่างไร เพราะว่ากฎหมายองค์กรสื่ออาจารย์ก็ทราบดี ก็ยังถกเถียงอยู่ในเรื่องที่ยังมองไม่ค่อยตรงกันว่าตกลงบทบาทของคนข้างนอกจะเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นตัวแทนของรัฐ สมควรที่จะไปอยู่ตรงนั้นหรือไม่
สื่อออนไลน์ เขาก็เขียนไว้ คือพูดตามจริงในแผนปฏิรูปนี้ก็จะแตะๆๆ ปัญหาต่างๆ เอาไว้ เพียงแต่มันขาดการฉายภาพ เพราะถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครทราบว่าภาพใหญ่แต่ละเรื่องนี้มันเป็นอย่างไร อย่างยกตัวอย่างเรื่องสื่อออนไลน์ก็ต้องมาดูว่า ตกลงเราจะพึ่งกลไกอะไรในการที่จะเข้ามาดูแลตรงนี้ เรายังเชื่อในเรื่องของการใช้กฎหมายว่าด้วยความผิดทางคอมพิวเตอร์ แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหรือไม่”

เรื่องโทรคมนาคม อยากถาม 2 เรื่อง 1. เห็นในโซเชียลมีเดียบอกว่าพนักงาน CAT กับพนักงาน TOT ออกมาเดินขบวนกัน งงว่าภาพนี้เป็นภาพเก่า ภาพใหญ่ หรือมีเหตุ แล้วเขาก็เขียนว่า คสช. ยุติ ไม่ยอมให้คนเผยแพร่ภาพ คุณอภิสิทธิ์ได้ตามเรื่องนี้มั้ย
“เห็นอยู่ แล้วก็เข้าใจว่าเรื่องทั้งหมดมาจากมติคณะรัฐมนตรี ที่ให้มีการตั้งบริษัทลูก แล้วก็ที่ตามอยู่ แต่ว่ายังไม่มีโอกาสลงไปดูในรายละเอียดทั้งหมด ทำนองว่าเรื่องของทรัพย์สิน โครงข่ายหลายอย่างจะโอนมาสู่บริษัทนี้ จาก TOT กับ CAT”

ตั้งบริษัทลูกของรัฐ อีกบริษัทหนึ่ง แล้วเอาโครงข่ายทรัพย์สินของ TOT และ CAT
“ซึ่งก็มีการตั้งคำถามว่าแล้วต่อไปบริษัทนี้จะทำอย่างไร ความหมายก็คือต่อไปจะมีการไปแปรรูปอีกหรือเปล่า ตรงนี้ผมยังไม่ได้มีโอกาสไปตามละเอียดว่าตกลงมันเป็นอย่างไรกันแน่ แต่ข้อห่วงใยเข้าใจว่าของเขาก็คือว่ามีการเอาทรัพย์สินของรัฐ โดยเฉพาะในเชิงของโครงข่ายทั้งหลาย เข้ามาสู่บริษัทใหม่ แล้วก็มีความเกรงกันว่าจะมีการเอาบริษัทนี้ไปขายให้เอกชนก็ทำให้เอกชนเข้ามาถือครองทรัพย์สิน ซึ่งมีลักษณะของการผูกขาดอยู่”

ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 50
“ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นตามรัฐธรรมนูญปี 50 จะเขียนชัดว่า อะไรที่มันเป็นโครงข่ายในลักษณะนี้ให้เอกชนเข้ามาถือไม่ได้”

ถือได้แต่ไม่เกิน 49%
“ใช่ครับ ก็คือไม่ได้เป็นเจ้าของ คือเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ทำให้ผมสงสัยต่อเหมือนกันว่า ถ้าทำอย่างนี้แล้ว แล้วตัว TOT กับ CAT จะทำอะไร เพราะว่าต้องบอกอย่างนี้ว่าการให้บริการโทรคมนาคม ซึ่งมันมีผู้ที่เคยรับสัมปทาน แล้วก็สัมปทานก็จะทยอยหมด แล้วก็ตอนนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงมาเป็นอีกรูปแบบหนึ่งนั้น TOT กับ CAT ก็ประสบปัญหาพอสมควรในการที่จะไปแข่งขันในบริการเหล่านี้ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งมันเป็นหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจที่หนีไม่พ้นก็คือการบริหารโครงข่าย เหมือนกับที่เราคุยกันเรื่องไฟฟ้าเมื่อสักครู่ ตรงนี้รัฐยังไงก็ต้องกุมสภาพอยู่ แล้วก็หาคำตอบที่เหมาะสม และคำตอบที่เหมาะสมนี้ผมพยายามเน้นหลายครั้งว่ามันมีความพอดีตรงกลาง
บางคนจะเชื่อว่าถ้าเป็นรัฐวิสาหกิจ แปลว่าทำกำไรให้รัฐวิสาหกิจมาก เงินเข้ารัฐมากจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด อันนั้นไม่ใช่ เพราะโครงข่ายมีลักษณะการผูกขาด ถ้าไปทำให้ต้นทุนสูง เพียงเพื่อหวังเอาเงินเข้ารัฐ สุดท้ายผู้บริโภคก็จะต้องแบกรับหลายอย่าง ผู้รับบริการก็จะแบกรับหลายอย่าง แต่ในทางตรงกันข้ามเช่นเดียวกัน จะไปบอกว่าถ้ารัฐทำ เพราะฉะนั้นขาดทุนก็ได้ ไม่ต้องมีประสิทธิภาพก็ได้ แล้วเหมือนกับทุกอย่างจะแจกฟรีก็ไม่ใช่ เพราะมันก็จะส่งผลต่อความสามารถในการที่จะขยายการลงทุน ปรับปรุง รวมทั้งการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา
เพราะฉะนั้นตรงนี้มันเป็นบทบาทเฉพาะเป้าหมายเฉพาะของตัวภาครัฐ ซึ่งจะต้องทำทั้งระหว่างรัฐบาล กับรัฐวิสาหกิจ”

เป็นไปได้มั้ยว่า รัฐบาลเขาอยากจะมีบริษัทใหม่ที่เป็นของรัฐ แล้วดูแลโครงข่ายไปเลย ส่วน CAT กับ TOT สู้กับเอกชนไปตามปกติ เหมือนเอกชนรายหนึ่ง ถ้าสู้ไม่ได้ก็เลิกไป ในที่สุดก็คือเลิก เป็นการ Reform
“ก็เป็นไปได้นะครับ แต่ผมก็จะมีคำถาม 2 คำถาม คำถามที่ 1 ว่าทำไมจะต้องเอาบริษัทโครงข่ายไปเป็นบริษัทลูก ของบริษัทที่อาจารย์บอกกำลังจะต้องไปแข่งขันกับเอกชน”

จะได้แยกออกไปให้มันชัดเจน
“คือแยกไงครับ ทำไมเป็นบริษัทลูก ไม่ใช่เป็นบริษัทต่างหาก นั่นคำถามผมคำถามที่ 1
คำถามที่ 2 ก็คือว่า แล้วถ้าหากว่าบริษัทลูกที่ว่าในที่สุดมีการไปขายหุ้น ก็ผิดวัตถุประสงค์ใช่ไหม เพราะกลายเป็นเอกชนมาถือตัวนี้”

สงกรานต์วันผู้สูงอายุ และวันครอบครัว เป็นวันเดียวกัน คือ 13 เมษายน คุณอภิสิทธิ์มองว่าจะมีความหมายอะไรในเรื่องวันสงกรานต์ ถ้าเราตั้งต้นกันให้ดี อนาคตจะได้ดี
“ต้องบอกว่าอย่างนี้นะครับว่า การที่มีการมาหยุดยาว แล้วก็กำหนดวันปีใหม่ไทย วันสงกรานต์ วันผู้สูงอายุ วันครอบครัว มันเริ่มต้นน่าจะสมัยรัฐบาลท่านนายกฯ ชาติชายมังครับ ผลที่มันเกิดขึ้นนั้น ผมมองว่า 1. มันเกิดเทศกาลที่เป็นของคนไทย คือนอกจากว่าเราฉลองปีใหม่แบบสากลแล้ว มันก็จะเป็นการเน้นความเป็นปีใหม่ไทย
และ 2. พอหยุดยาวปรากฎการณ์ที่มันเกิดขึ้นก็คือคนที่ไม่ได้อยู่กับภูมิลำเนาเดิม แต่มาทำงานโดยเฉพาะเมืองใหญ่ ก็จะกลับไป กลับไปก็คือไปเจอครอบครัว กลับไปเจอผู้สูงอายุ นั่นคือที่มา ซึ่งผมว่าอันนี้ก็ต้องยกความชอบให้กับรัฐบาลท่าน พล.อ.ชาติชาย ที่เป็นคนเริ่มตรงนี้ขึ้นมา
การทำตรงนี้ผมว่ามันก็อย่างที่อาจารย์พูด ไหนๆ เรามาพูดถึงมันแล้ว ก็อยากจะให้ทำให้คนไทยตระหนักว่า 1. ประเพณี วัฒนธรรมไทยก็ดี สถาบันครอบครัวก็ดี ความผูกพันที่เรามีกับผู้สูงอายุ ซึ่งต่อไปเราจะเป็นสังคมสูงวัยก็ดี มันควรจะเป็นสิ่งที่เรานำมาใช้เป็นทุน ทุนไม่ใช่ในความหมายเงิน แต่ทุนในการที่จะสร้างสังคมที่จะรองรับ รองรับคือ 1. โลกเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง แต่เรารักษาความเป็นไทยไว้ 2. โลกที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคมเปลี่ยนอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ทำอย่างไรให้สถาบันครอบครัวยังเป็นหลักอยู่
แล้วก็ 3. ก็คือทำอย่างไรเราเห็นคุณค่าของผู้สูงอายุ แล้วก็สามารถที่จะทั้งดูแล แล้วก็ใช้ศักยภาพของผู้สูงอายุในสังคมสูงวัยได้”

มีคนมองว่าในอนาคตเมื่อสังคมสูงวัยจะมีผู้สูงอายุโดยเฉพาะในชนบทเยอะ ถ้าหากว่าคนที่อยู่ในวัยทำงานได้มีโอกาสทำงานใกล้บ้าน ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ มันกระจายการทำงานไปอยู่ใกล้ชุมชนได้ เขาจะได้มีโอกาสสัมพันธ์ดูแลผู้สูงอายุ และดูแลเด็กด้วย อันนี้น่าจะดีหรือไม่
“ดีครับ แล้วก็ที่เราเคยคุยกันทั้งเรื่องของบริการสุขภาพ เราเคยคุยกันเรื่องของกระบวนการการเรียนรู้ร่วมกันในสังคม ผมว่าสิ่งเหล่านี้แหละถ้าเราต่อยอด จากที่เราเริ่มต้นว่า วันปีใหม่ วันครอบครัว วันผู้สูงอายุ น่าจะมีรากฐานที่ดีที่เราจะพัฒนาไปได้”

ถ้าสงกรานต์นี้อย่าเกิดอุบัติเหตุล้มหายตายจากกันไปเสียก่อน แต่เข้าไปพบครอบครัวและทำให้ครอบครัวมีความสุข
“ก็คงต้องพูดสักนิดนึงว่า ทุกปีเราก็ต้องมานั่งกังวลกันใช่มั้ย 7 วันอันตรายอะไรของเขา ก็ขอให้อย่าประมาท แล้วก็คำนึงถึงความปลอดภัยด้วย”

- พัก –
AIS กับ TRUE ที่ขอยืดเวลาการจ่าย แต่ กสทช. ออกมาอธิบาย 1. รัฐจะได้ดอกเบี้ย 1.5% จากการยืด ทำให้รัฐได้รายได้เพิ่มขึ้น และ 2. เป็นการเอื้ออำนวยให้รอบในการประมูลรอบถัดไปมีการแข่งขันกันมากขึ้น เพราะ AIS กับ TRUE จะได้ไปลงแข่งขันด้วย
“ก่อนไปถึง กสทช. คงต้องขอแสดงความชื่นชม คสช. ก่อนได้มั้ยเรื่องนี้ เพราะว่าได้รับเรื่องนี้ไป แล้วก็บอกว่า ยุติไว้ก่อนนะ แล้วก็ดูเหมือนหัวหน้า คสช. พล.อ.ประยุทธ์ ท่านก็พูดมีหลักการค่อนข้างดี ว่ารัฐต้องไม่เสียประโยชน์ แล้วก็ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเขาก็ต้องไปได้อยู่ได้ เดี๋ยวจะหาว่าเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยชมท่าน เรื่องนี้ผมว่าดี ก็เลยทำให้มาสงสัยว่าแล้วที่ กสทช. พยายามอธิบายว่าการไปช่วยเขานี้ มันจะดีอย่างไร”

ตรงกับที่คุณประยุทธ์ รัฐได้ประโยชน์คือได้ดอกเบี้ย 1.5%
“มันคงไม่ใช่หรอกครับ ก็อยู่ดีๆ แทนที่จะส่งเงินตามสัญญา ก็มาบอกว่าพอส่งช้า แล้วเอาดอกเบี้ยธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วบอกว่านี่เป็นประโยชน์ของรัฐคงไม่ใช่ แต่ถ้าบอกว่าเอาดอกเบี้ยแบบธนาคารพาณิชย์ เออ อันนี้ยังน่าพิจารณาหน่อย หมายความว่า เอาละ ถ้าเกิดบอกว่า ขณะนี้ไม่พร้อมจะจ่าย ไม่เป็นไร คุณจ่ายทีหลังก็ได้ แต่ว่าผมก็ต้องคิดเหมือนกับคุณกู้เงิน (6% 8%) ถ้าอย่างนี้ผมว่ายังพอฟังได้ แล้วก็ยังไม่ค่อยเห็นเหตุผลเท่าไหร่ว่าทำไมจะต้องไปทำเช่นนั้น เพราะว่าอย่างที่บอกก็คือ ผู้ประกอบการทั้ง 2 ราย ก็ไม่ได้เหมือนกับแบบโทรทัศน์ดิจิทัล ซึ่งทุกคนเห็นอยู่แล้วว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้น”

ถ้าทำอย่างนั้นจะถูกคนตั้งประเด็นทันทีหรือไม่ว่า การที่ทั้ง TRUE และ AIS ไม่จ่ายตามสัญญา จะต้องถูกค่าปรับ 15% กลายเป็นเรื่องค่าปรับไปเหลือ 1.5%
“ถ้าอย่างนั้น ต้องเอาค่าปรับมาคำนวนด้วยสิครับ นั่นอันที่ 1
ประเด็นที่ 2 ที่บอกว่าเป็นห่วง ถ้าไม่ทำแล้ว เดี๋ยว 2 รายนี้เขาไม่สามารถที่จะเข้าประมูลในรอบหน้าได้นั้น ก็เป็นเหตุผลที่ผมไม่เคยได้ยิน แล้วมีความรู้สึกว่ามันแปลกมากๆ ว่าหน่วยงานรัฐคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าใครจะเข้า หรือไม่เข้าประมูล แล้วก็ถึงขั้นที่ว่าจะต้องเอื้อประโยชน์ให้บางราย เพียงเพื่อให้เขาเข้ามาประมูล
ผมว่าอันนี้ 1. มันขัดแนวทางที่เรามองว่าการประมูลจากนี้ไป ก็คงจะต้องอิงกับเรื่องของตลาด อุปสงค์ อุปทาน ถ้าหากว่าจะพยายามบอกว่าจะทำให้มันแพง เดี๋ยวก็เกิดแบบโทรทัศน์ดิจิทัลอีก แล้ว 2. ก็คือว่า กลายเป็นว่าต่อไปนี้รัฐ เริ่มเข้าไปดูแล้ว จะประมูลอะไรว่า เอ๊ะ อย่าให้คนนั้นเข้ามา อย่าให้คนนี้เข้ามา แล้วก็มาต่อรองกันได้ด้วยว่า ถ้าจะให้ผมเข้ามาต้องช่วยผมอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วมันจะมีความเป็นกลาง หรือความเป็นธรรมอย่างไร”

รายใหม่ที่จะเข้ามาแข่งกับ 2 รายนี้ หรือคนอื่นที่จะเข้ามาแข่งกับ 2 รายนี้ จะรู้สึกหรือไม่ว่า รัฐกำลังเพ่งเล็งมอง อย่าให้ใครเข้ามาหรือเปล่า
“คือถ้าเกิดคิดว่าจะไม่มีการแข่งขัน ไปดูเงื่อนไขดีกว่าว่าทำอย่างไรจะเปิดกว้างให้คนอื่นนั้นเข้ามาแข่งขันได้ ไม่ใช่ไปเจาะจงว่าต้องมีรายนั้นเข้ามา รายนี้เข้ามา”

ถ้าเขาบอกว่าทั้ง 2 รายนี้เขาสะดุด เขาขอมาแล้วก็ไม่ได้ รัฐก็ไม่สนใจ ไม่ช่วยเหลือ เขาไม่ประมูล ก็เลยเหลืออีกไม่กี่รายที่ประมูล เขาก็ต้องฮั้วกัน
“ก็ต้องไปดูว่ามันเปิดให้เกิดการแข่งขันได้ด้วยวิธีใด อย่างไร แล้วก็จะไปบอกว่า เพราะฉะนั้นต้องมีเฉพาะรายนั้น รายนี้เข้ามา ถึงจะมีการแข่งขันนั้น ผมว่าก็แปลกอยู่ และอย่างที่บอก สมมติว่ามันได้น้อยกว่าที่รัฐควรจะได้ ก็ไม่ต้องให้รายนั้นได้ไปครับ สมมติว่าจะเหลือกี่รายก็แล้วแต่”

ตกลงคุณอภิสิทธิ์ยังมองไม่เห็นว่า
“ยังมองไม่เห็น เพราะว่าสัปดาห์ที่แล้วก็มาถามกันอยู่ว่า เอ๊ะ เหตุผลมันคืออะไร ถ้าตอบ 2 เหตุผลนี้ผมว่าคงไม่ใช่นะครับ แล้วก็ย้ำอีกครั้งว่า คสช. ตัดสินใจถูก ที่ยังไม่ปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไป”

ประเด็นที่ คสช. แต่มีคนอ่านว่า พล.อ.ประยุทธ์ แทนที่จะลงเลือกตั้ง หรือว่าไม่ลงเลือกตั้ง แต่รอเป็นบุคคลนอกที่เข้ามา บอกว่าเขากลัวงูเห่า กลัวว่าจะโดนดัดหลัง หรือจะไม่เสนอพล.อ.ประยุทธ์ เพราะฉะนั้นลงมาเสียเลย แล้วมีพรรคการเมืองเกิดขึ้นรองรับ ที่เรียกว่าพรรคทหาร แต่ว่าไม่รู้ว่าตอนนี้คุณสมคิด จะไปตั้ง คุณสมคิดก็ไม่ได้ปฏิเสธในเรื่องนี้ แต่จะไปตั้งชื่อพรรคอะไรก็แล้วแต่ รู้สึกว่า บางคนก็บอกว่า พรรคพลังประชารัฐ แต่ว่ายังไม่ได้ยืนยันเป็นทางการ แล้วมีคุณอุตตม เป็นหัวหน้าพรรค และมีคุณสนธิรัตน์ รัฐมนตรีพาณิชย์ปัจจุบันเป็นเลขาพรรค คุณสมคิดก็บอกไปถาม 2 คนนี้ ตกลงตรงนี้จะเป็นอย่างไร
“อาจารย์ลำดับมานี่ คนตามทันมั้ยครับนี่ เอาประเด็นแรกก่อน ผมพูดกับอาจารย์ แล้วก็พูดมาหลายครั้งเรื่องที่พูดว่านายกฯ ประยุทธ์จะมาเป็นนายกคนนอกๆ นี้ ผมพูดมานานแล้วบอก มั่นใจเหรอว่าเขาจะเป็นคนนอก แล้วก็เคยชี้ให้เห็นว่า เส้นทางการเป็นนายกรัฐมนตรีจากการเป็นคนนอกนี้ มันไม่ง่าย มันไม่ง่ายก็ตรงที่ว่ามันจะต้องมีมติของรัฐสภาที่จะยกเว้นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญว่าเอานายกรัฐมนตรีจากคนซึ่งไม่อยู่ในบัญชี ที่พรรคการเมืองต่างๆ เสนอในช่วงของการเลือกตั้ง
มติที่ว่านั้น ต้องการเสียงถึง 500 เสียง จาก 750 ซึ่ง 500 จาก 750 นี้ แปลว่าสมมติได้วุฒิสภาครบทั้งสภาเลย 250 คน ยังจะต้องได้กึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็คงยากอยู่มังครับ เพราะว่าถ้าคนเขารวบรวมเสียงได้กึ่งหนึ่ง เขาคงตั้งเป้าจะเป็นรัฐบาลมากกว่าที่จะไปยกเว้นเรื่องนี้
แต่ว่าถ้าหากว่าเป็นคนใน ในความหมายที่ว่า พรรคการเมืองเสนอชื่อ ก็ไม่ต้องไปติดเรื่อง 500 คิดเสียว่า ทำให้ได้ 125 ที่นั่ง ไปบวกกับวุฒิสภา 250 ก็จะได้ 375 ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพราะฉะนั้นผมก็เคยชี้มาตลอดว่าทำไมไปคิดว่าจะต้องเป็นคนนอก ทำไมไม่มาทางนี้  
ก็ดูเหมือนว่าวันนี้คงจะคิดว่าต้องเปิดช่องทางนี้ เรายังไม่ทราบนะ อาจจะเป็นคนนอกอย่างเดิมก็ได้ แต่พูดง่ายๆ ก็คือว่า จะต้องเปิดไว้ทั้ง 2 ช่อง เพราะว่าถ้าไม่เปิดช่องนี้ไว้ ถ้าไม่ได้ 500 มันไปไม่ได้”

การเป็นคนใน ต้องเป็น ส.ส. หรือไม่ ต้องลงสมัครรับเลือกตั้งมั้ย
“ลงสมัครไม่ได้ครับ เพราะเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่”

แล้วคุณอุตตม และคุณสนธิรัตน์
“เดี๋ยวผมก็จะไปถึงตรงนั้นว่าก็ยัง งงๆ อยู่นิดหน่อย แต่ว่าเอาเป็นว่า ที่ต้องมาพูดถึงการตั้งพรรค เพราะดูแล้วเส้นทางคนนอกมันค่อนข้างยาก ก็ควรจะต้องเปิดไว้อีกเส้นทางหนึ่ง เมื่อเปิดอีกเส้นทางหนึ่ง ก็ต้องมีพรรคมารองรับ เพื่อที่จะเสนอชื่อ แต่ผมไม่ค่อยเข้าใจคำว่างูเห่า ว่างูเห่าจากกลุ่มไหน ก้อนไหน ที่เขาคิดว่าเดิมจะต้องอยู่ใน 500 ผมก็ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าเขาไปหมายถึงใคร”

เขากลัวว่าจะหักหลัง
“ความจริงมันยังไปไม่ถึงจุดนั้นเลย นอกจากใครไปตกปากรับคำกับเขาแล้ว ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้
เอาละพอเป็นตรงนี้ก็บอกต้องมีพรรครองรับ ทีนี้คุณสมคิดก็บอกว่าให้ไปถามสองท่านนั้น แล้วก็มันก็มีแหล่งข่าวที่ยืนยันว่า ก็ได้คุยกันนี่แหละว่าท่านนึงเป็นหัวหน้าพรรค ท่านนึงเป็นเลขาธิการพรรค
ผมก็ยังสงสัยอยู่นิดหน่อยเพราะว่า เอ๊ะ มันเป็นการตั้งพรรคที่ค่อนข้างแปลก ก็คือหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค แล้วก็ถ้าตามข่าวจะมีประธานที่ปรึกษาพรรค หรือที่ปรึกษาพรรค ลง ส.ส. ไม่ได้ซักคน ที่ลงไม่ได้นั้น เพราะว่ามีตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่ แล้วรัฐธรรมนูญบัญญัติเอาไว้ว่าคนที่มีอำนาจรัฐในปัจจุบันนี้ พูดง่ายๆ สนช. ก็ดี ครม. ก็ดี ถ้าอยากจะลงสมัครรับเลือกตั้ง ให้ลาออกจากตำแหน่งภายใน รู้สึกจะ 60 หรือ 90 วัน หลังจากที่รัฐธรรมนูญบังคับใช้ ซึ่งมันเลยมาแล้ว
บทบัญญัตินี้เขาเขียนไว้เพื่ออะไร เขาก็เขียนไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่มีอำนาจรัฐในปัจจุบัน ซึ่งถือว่ามีบทบาทในการทั้งกำหนดกติกา แล้วก็มีความได้เปรียบ จากการมีอำนาจรัฐ จะได้ไม่ลงไปเป็นผู้เล่น ไปแข่งขัน เหมือนกับที่เราเคยคุยกันว่า เอ๊ะ แสดงตนมาเป็นกรรมการใช่ไหม แต่ว่าพอจะมาเป็นผู้เล่นแล้วมันจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น รัฐธรรมนูญเขาพยายามห้ามบอก กรรมการอย่าลงไปเล่นเอง แต่ขณะนี้ก็อาจจะกลายเป็นการเลี่ยง เลี่ยงก็คือบอก ไม่ได้ลง ส.ส.นะ เพราะฉะนั้นไม่ได้ลงไปแข่ง”

ไปเป็นเพียงแค่หัวหน้าพรรค กับเลขาธิการพรรค และคุณสมคิดก็บอกว่าเป็นแต่เพียงอยู่เบื้องหลัง แต่ไม่ได้มีตำแหน่ง แล้วที่มีคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้ทำเนียบในการชวนคนนั้นมาเจรจา คนนี้มาคุยทางการเมืองตั้งพรรค คุณอภิสิทธิ์ว่าอย่างไร
“มันก็ต้องกลับไปถาม อย่างที่ผมถามเมื่อสักครู่ ว่าตอนเขียนรัฐธรรมนูญ แสดงเจตนาเอาไว้ไม่ใช่หรือว่า ถ้าเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ก็ต้องไม่มีการเอาการดำรงตำแหน่ง หรือการถืออำนาจในขณะนี้ มาส่งผลต่อการแข่งขันในเชิงของความได้เปรียบ เพราะฉะนั้นก็ต้องไปตอบคำถามละครับว่า ถ้าหัวหน้า เลขา ที่ปรึกษา บอกไม่ลง ส.ส. ก็จริง แต่มีส่วนได้เสียในการจะกลับเข้ามาสู่อำนาจ แล้วระหว่างการเลือกตั้งก็มีอำนาจในฐานะนายกฯ บ้าง รัฐมนตรีบ้าง มันเป็นไปตามเจตนารมณ์มั้ยล่ะ”

ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมั้ย
“ผมว่าเจตนาเขาชัด อุตส่าห์ห้ามกระทั่ง สนช. นะ สนช. คนใดคนหนึ่งอยากจะมาลง ส.ส. ยังบอกว่าต้องลาออกเลย นี่ถืออำนาจการบริหารด้วย แล้วจะมีส่วนได้เสียกลับมาอะไรอย่างไร ผมว่าตรงนี้ก็ไม่งามละ แต่ว่าเอาละถามว่าตีความตามตัวอักษรทำได้มั้ย เขาก็คงตีความแบบนั้น ทีนี้ก็ต้องไปดูต่อไปละครับว่า มันมีการใช้อำนาจจริงหรือเปล่า แล้วผมก็เชื่อว่าจะเป็นเหตุให้เกิดการร้องเรียนพอสมควร
ยกตัวอย่างเช่น เดี๋ยวก็คงต้องมีความพยายามจะดึงคนเข้าไป อาจจะมีการเสนออะไร ตอบแทนให้คนเหล่านั้น เช่นตำแหน่งในรัฐบาล อย่างนี้เป็นต้นก็ได้ เดี๋ยวต้องมาดูกันว่าเกิดขึ้นมั้ย 2. ผมก็เป็นห่วงนะว่า ตกลง กกต. จะเจอกับเรื่องร้องเรียนเยอะมั้ย ต่อไปนี้รัฐมนตรีไปทำไทยนิยม แล้วเป็นหัวหน้าพรรคด้วย เป็นเลขาธิการพรรคด้วย จะเป็นอย่างไร”

ที่เขาไปชวนสะสมทรัพย์ก็ดี หรือชวนกลุ่มคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน พลังชล ทางฉะเชิงเทรา บ้านริมน้ำ กลุ่มพวกนี้ อันนี้ทำให้คุณอภิสิทธิ์กลัวหรือเปล่า ประชาธิปัตย์กลัวหรือเปล่าว่าเขากำลังควบรวมกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ เหมือนการเมืองสมัยก่อน
“ไม่เลยครับ ไม่ต้องกลัวเลย เพราะถ้าแข่งขันกันโดยสุจริต เที่ยงธรรม อย่างเป็นธรรม ไม่มีอะไรจะต้องกลัว คุณสมศักดิ์กับผมก็รู้จักกัน แล้วก็เคยร่วมงานกันมา แต่ว่าเลือกตั้งสุโขทัยทุกครั้งก็ต้องแข่งขันกัน ก็ไม่มีอะไรจะต้องเกรงกลัว ก็แข่งขันกันไปตามปกติ นครปฐมก็เหมือนกัน จะฉะเชิงเทรา ชลบุรี ก็แข่งขันกันไปตามปกติ ไม่ได้เป็นปัญหาหรอกครับ
เพียงแต่ว่าผมพูดในหลักการเท่านั้นเองว่า ถ้าจะทำพรรคก็ขอให้เคารพเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่อุตส่าห์ทำกันขึ้นมา เพราะถ้าไม่ทำเป็นแบบอย่าง ตัวอย่างที่ดี ก็จะเป็นปัญหาต่อไป วันข้างหน้าก็ไปต่อว่าคนอื่นเขาไม่ได้ เวลาที่เขาใช้อำนาจรัฐในทางการเมือง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บ้านเมืองวิกฤติมาถึงวันนี้”

ถ้าทำรูปแบบนี้ จะเรียกว่าพรรคใหม่ หรือพรรคเก่า หรือพรรคเก่าในชื่อใหม่
“มันก็ไม่เป็นไรหรอกครับ อย่าไปยึดเรื่องว่าจะเรียกว่าเก่า หรือใหม่เลย ก็ดูจากพฤติกรรม ดูจากจุดยืนดีกว่า เหมือนกับเวลาเขาพูดเรื่องคนรุ่นใหม่ พอดีคุณพริษฐ์ เขาก็พูดไว้ดี เขาก็บอก ดูได้ 3 แบบ จะเอาอายุก็ได้ ใครอายุน้อยก็เป็นคนรุ่นใหม่ ใครอายุมากก็ไม่ใช่ ก็จะดูแบบนั้นก็ได้ 2. ก็จะดูว่าเป็นคนใหม่ในวงการ ถ้าอย่างนี้ก็ต้องบอกว่า 2 ข้อนี้ก็ไม่ผ่านแล้วใช่มั้ย ของอาจารย์ ที่เขาพูดเมื่อกี้ ที่ว่าเขาคนเก่าหมด แล้วก็อายุก็มากพอสมควร กับ 3. ก็คือต้องดูว่าเขามีความคิดใหม่มั้ย ถ้าเขามีความคิดใหม่ก็เอา ก็อาจจะถือว่ามีความใหม่ในเชิงของพรรคการเมืองที่เป็นข้อเสนอ ก็ว่ากันไป”

แล้วพรรคเก่า 72 ปี อย่างประชาธิปัตย์ ที่เพิ่งฉลองครบรอบ 72 ปี มีอะไรดี
“มันก็มีดีจากความเก่า และความใหม่ ดีจากความเก่าก็คือความเป็นสถาบัน ยังยืนยันว่าเป็นพรรคการเมืองเดียวที่เจ้าของคือสมาชิก เจ้าของคือประชาชน ไม่ใช่ใครมาสถาปนาตัวเองเป็นหัวหน้าพรรค ไม่ใช่นายทุน หรือหัวหน้าพรรค จะชี้นิ้วสั่งทุกคนได้ อันนี้สืบทอด สืบสานมาเข้มแข็งพอสมควร แล้วก็เราก็จะพัฒนาขึ้นไปอีก อย่างที่ว่า ที่คุยกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ยุคใหม่ สมาชิกมีสิทธิ์ที่จะมามีส่วนร่วมในการเลือกหัวหน้าพรรค อย่างนี้เป็นต้น
2. ก็จากความเก่าก็คืออุดมการณ์และความรับผิดชอบที่มันมี เอาละหลายคนก็บอกว่า เรามีภาระทางประวัติศาสตร์ด้วย เพราะว่าทำอะไรบางเรื่อง หลายเรื่องก็อาจจะคนบอกว่าไม่ถูกใจบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่นั่นคือความรับผิดชอบของพรรคการเมือง ถ้าหากว่าพรรคการเมือง แค่ว่ามาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป ก็แปลว่าไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย อันนี้ความเก่านี้มันก็ทำให้เรามีทั้งภาระ แต่มีความรับผิดชอบ มีการเรียนรู้
ส่วนความใหม่ก็คือ 1. ก็คือเรามีคนใหม่ๆ เข้ามาแน่นอน ก็จะเป็นการทำงานที่ประสมประสานกันระหว่างคนทุกรุ่น 2. ก็คือเมื่อผมพูดถึงประชาธิปัตย์ยุคใหม่ พูดถึงการสร้างใหม่สังคมไทย ก็ได้วางลงไปแล้ว ในแนวทางใหม่ๆ ซึ่งยังไม่ได้ทำ แล้วก็จะเกิดขึ้น ที่เมื่อกี้ยกตัวอย่างเรื่องเลือกตั้งผู้ว่าฯ ก็ดี เรื่องเศรษฐกิจซึ่งเราบอกว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ทบทวน เป้าหมาย หลักคิดเกี่ยวกับการบริหารเศรษฐกิจในภาวะที่มันเกิดความเหลื่อมล้ำสูงอย่างนี้ อันนี้ก็เป็นความคิดใหม่
เพราะฉะนั้นก็มีทั้งจุดที่ผมบอก อาจารย์ถามว่ามีอะไรดี ผมก็ต้องบอกว่านี่คือความเก่าที่มีของดี แล้วก็จะมีของดีที่เป็นเรื่องใหม่เข้ามา”

คุณอภิสิทธิ์เห็นอย่างไรที่พริษฐ์ ให้สัมภาษณ์ว่าพรรคเก่าที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง และสามารถที่จะยืนได้ยาวขนาดนี้ แสดงว่าได้มีการยอมรับของ มีการปรับปรุงให้สมสมัยอยู่ตลอดเวลา จนถึงปัจจุบันนี้ มันสะท้อนการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว มันจึงยืนได้ คุณอภิสิทธิ์มองว่าคำพูดนี้ใช้ได้มั้ย
“ผมก็เห็นด้วยนะครับ เพราะว่า เอาเรื่องคนก่อน ถ้าขืนพรรคประชาธิปัตย์ไม่สนใจคนรุ่นใหม่ก็คงจบไปนานแล้วครับ เพราะว่าผู้ก่อตั้งพรรคปัจจุบันก็เสียชีวิตกันไปเกือบหมดแล้ว แต่ว่าเขาคิดถึงเรื่องการสร้างคนรุ่นใหม่ตลอดเวลา ก็มาถึงปัจจุบันผมก็ต้องมองกับเพื่อนๆ ในพรรคฯ มองอยู่ตลอดเวลาว่าเราจะต้องสร้างคนอีกรุ่นนึงขึ้นมาเพื่อสืบทอด สืบสาน ไม่งั้นตัวพรรคการเมืองมันเดินไม่ได้ ในสถานะสถาบันมันเดินไม่ได้
กับ 2. ก็คือการปรับตัวเปลี่ยนแปลง แต่ขณะเดียวกันมีความสม่ำเสมอในเรื่องของพื้นฐานของอุดมการณ์ที่ผมบอกว่า อุดมการณ์เสรีนิยม ประชาธิปไตย แล้วตอนนี้ที่ต้องมาพูดกันย้ำกันอีกครั้ง เพราะว่าเรามองกันว่าใน 10 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางการเมืองที่มันสู้กันแบบฝุ่นตลบ ขัดแย้งกันมาก คนก็มองเราเป็นลักษณะของอนุรักษ์นิยมมากกว่า ซึ่งความจริงมันไม่ใช่เจตนาดั้งเดิมของพรรคฯ ก็ต้องมาทบทวน มาวางแนวทางกันให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในยุคปัจจุบัน มันก็เป็นการผสมผสาน
แน่นอน พอมีการปรับเปลี่ยน หลายคนก็จะมาบอก อ้าว ทำไมอย่างนั้น ทำไมอย่างนี้ แต่ว่านั่นคือสิ่งที่มันเป็นความจำเป็น ของทั้งคน และทั้งองค์กรที่จะต้องรองรับสถานการณ์ใหม่ แต่ขณะเดียวกันก็คงไม่ใช่หมายความว่า อ้างสถานการณ์ กลับหลังหัน 180 360 องศา หมุนไป หมุนมาอย่างนั้นคงไม่ใช่ มันก็มีอุดมการณ์ที่มันเป็นตัวกำกับอยู่ มีรากฐานของอุดมการณ์ที่กำกับอยู่”

มีคนบอกว่าการเมืองในที่สุดแล้วจะกลายเป็น 3 ขั้ว ขั้ว 1 ขั้ว 2 ประชาธิปัตย์ ขั้ว 3 จะเป็นพรรคทหาร ขณะนี้คุณไพบูลย์ นิติตะวัน ไปตั้งพรรคชื่อ ปชช. ประชาชนปฏิรูป แล้วก็บอกว่า นโยบายก็คือชู พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ในฐานะคนนอก ขั้ว พล.อ.ประยุทธ์ พรรคทหาร ก็อาจจะรวมกันหลายๆ พรรค
“ผมใช้คำนี้ก็แล้วกัน อย่างน้อย 3 ขั้ว อาจจะมีขั้วที่ 4 ขั้วที่ 5 ก็ได้”

มันเป็นไปได้เหรอ
“ทำไมอย่างน้อย 3 ขั้ว ขั้วที่ 1 ก็คือคนที่เห็นว่าแนวทางของการบริหารงาน และการเมืองในปัจจุบันมันดีอยู่แล้ว แล้วก็คำว่ามันดีอยู่แล้วนี้ก็คือจะมุ่งสนับสนุนว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำ ที่นำในแนวทางนี้ได้ดีที่สุด กลุ่มนี้ผมก็บอกว่า ขั้วนี้คือขั้วของใช้คำว่า อนุรักษ์นิยม บวกกับ รัฐราชการ
ขั้วที่ 2 ก็คืออำนาจเก่าของพรรคเพื่อไทย สืบทอดมาจากพรรคไทยรักไทย กับพลังประชาชน ก็ประชานิยม แล้วก็ใช้คำว่าประชาธิปไตยในความหมายว่า ถ้าชนะการเลือกตั้งมา ทำได้ทุกอย่าง ซึ่งรวมถึงสิ่งที่ไม่ควรจะทำด้วย เพราะอันนี้ก็คือสิ่งที่มันเป็นประวัติศาสตร์ที่ปรากฎมาแล้ว เขาก็จะไปในแนวทางนั้น อันนี้เป็นขั้วที่ 2 ยังไงเขาก็เป็นขั้วของเขาอยู่
ประชาธิปัตย์ ผมก็ได้พูดไปแล้วว่า เราเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ก็เป็นขั้วที่ 3 เราก็บอกว่า เสรีนิยมประชาธิปไตย ในความหมายที่ว่าเราก็สนับสนุนเรื่องของการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่มาจากการเลือกตั้งแล้วยังจะต้องถูกกำกับโดยแนวคิดเสรีนิยมฯ  ไม่ใช่ว่ามีอำนาจ ไม่มีขอบเขต ต้องมีเรื่องของนิติรัฐ นิติธรรม ต้องมีเรื่องของการถูกตรวจสอบถ่วงดุล บทบาทของสื่อมวลชน ภาคประชาชน อะไรต่างๆ แล้วก็แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจ ก็จะต้องสอดคล้องกันหมด เรื่องกระจายอำนาจ เรื่องของการที่จะรัฐเข้ามาดูแล โดยที่ไม่ทำให้กลไกตลาดพัง อย่างเช่นประกันรายได้ เทียบกับจำนำข้าว เทียบกับอะไรก็ตามที่ คสช. ทำอยู่ในขณะนี้ อันนี้ก็เป็นขั้วที่ 3
ทีนี้ที่ผมบอกว่า อย่างน้อย 3 นั้นเพราะว่ามันอาจจะมีขั้วที่ 4 ก็ได้ อาจจะมีพรรคที่เริ่มปรากฎการณ์ชัดเจนบอก เขาเป็นสังคมนิยมนะ ก็เริ่มมีใช่มั้ย สังคมนิยมแบบเต็มรูปแบบก็มี แล้วก็คอมมิวนิสต์ก็อาจจะไม่ได้มั๊งครับ เพราะว่าอาจจะไปขัดกับกฎหมายหรืออะไร สุดแล้วแต่นะครับ กกต. เขาวินิจฉัยอยู่ใช่มั้ย แต่ว่าอาจจะมีขั้วที่ 4 ถ้าเขาไม่ชัดเจนนะว่า เขาตั้งขึ้นมาเพื่อจะสนับสนุน 1 ใน 3 ขั้วนี้ มันก็ต้องไปแบบนี้”

แต่ขั้วใหญ่จะเป็น 3 ขั้ว เป็นไปได้มั้ยว่า คุณอภิสิทธิ์พูดชัดเจนแล้วว่า ถ้าตราบใดก็ตามระบอบทักษิณยังไม่ได้เป็นอิสระจากทักษิณ แล้วก็อะไรต่ออะไรไม่มีทางที่จะร่วมกับขั้วที่  2  แน่ แล้วขั้วประชาธิปัตย์ ขั้วเสรีนิยมประชาธิปไตย กับขั้วพรรคทหาร มีโอกาสหรือไม่
“อย่างที่บอกก็คือมันมีโอกาสนะครับ เพราะว่าเราก็ต้องมาดูว่าแนวทางมันตรงกันมั้ยอย่างไร ก็เป็นธรรมดา เพราะว่าถ้าหากว่ามันไม่มีขั้วไหนได้เสียงข้างมาก ในที่สุดมันก็ต้องมีการเจรจากัน มันจะ 1 กับ 2 2 กับ 3 หรือ 1 กับ 3 มันก็ต้องเกิดขึ้น ไม่งั้นมันก็เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ว่าผมก็ย้ำไปตลอดเวลาว่า ไม่ว่าจะกับขั้วไหน เงื่อนไขสำคัญของผมก็คือว่า
1. แนวทางที่เราประกาศ มันต้องไม่หลุดไปจากกรอบนั้น ยิ่งถ้าเราได้เสียงมามากพอสมควร เราต้องถือว่าเราไปขอเสียงจากประชาชนจากแนวทางนี้ ต้องสนับสนุนแนวทางนี้ แต่ว่าถ้าประชาชนเขาไม่สนับสนุนแนวทางเรา เรากลายเป็นพรรคที่เล็กลงมา นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง คงไม่อยู่ในฐานะที่จะไปยื่นเงื่อนไขอะไรกับใครได้ ก็ต้องตัดสินใจเท่านั้นเองว่า จะยืนอยู่ตรงไหน ในความเห็นผม ทัศนะผมนี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องยึดแนวทางของตนเอง ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะวิ่งเข้าไปมีอำนาจรัฐ หรือไปเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล เพียงเพื่อได้เป็น แล้วต้องไปรับผิดชอบกับแนวทางซึ่งไม่ใช่ตัวตนของเรา เพราะนั่นจะทำให้เราอยู่ไม่ได้ในระยะยาว”

แล้วขั้วทหาร และราชการ ที่เป็นขั้วแรกที่สมมติขึ้น จะรวมถึงพรรคลุงกำนันด้วยหรือไม่
“ยังไม่ทราบว่าพรรคที่จะตั้งขึ้นนี้ ตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ คือคุณธานี คงจะไปจดทะเบียนอย่างที่พูดไว้ ผมฟังสุ้มเสียง คุณสุเทพก็ไม่ได้พูดชัดว่ามันคือพรรคของคุณธานี หรือของอะไรก็ตาม แต่ก็ฟังมาตลอดก็คือว่า คุณสุเทพพูดว่า ตั้งพรรคขึ้นมานี้ก็ตั้งใจจะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เพราะฉะนั้นก็ต้องอยู่ในขั้วแรกหรือเปล่า”

เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเป็นพรรคเดียวกันกับคุณสมคิด เพราะมีข่าวมานานว่า คุณสมคิดจะร่วมกันกับคุณสุเทพ ในการตั้งพรรค ในที่สุดก็เลยเป็นชื่อเดียวกัน
“ผมไม่อยู่ในฐานะที่จะตอบตรงนี้ได้ ก็ต้องไปถามทางคุณสุเทพ กับคุณสมคิดมากกว่า แต่ดูเหมือนว่าเป้าหมายจะตรงกันก็คือสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์”




บทความอื่นๆ