บทความ

“อภิสิทธิ์” เชื่อ “สุเทพ” ตั้งพรรคใหม่ กระเทือนทุกพรรค จ่อหาผู้สมัครเขตหลักสี่แทน สกลธี
11 เม.ย. 2561

“อภิสิทธิ์” เชื่อ “สุเทพ” ตั้งพรรคใหม่ กระเทือนทุกพรรค จ่อหาผู้สมัครเขตหลักสี่แทน สกลธี


(11 เมษายน 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 ในเรื่องความคืบหน้าของการยืนยันสมาชิกพรรคฯ ว่า กำลังพยายามทำกันอยู่ แต่เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะมีอุปสรรคอยู่พอสมควร เนื่องจากระบบที่จะเอามาช่วยนั้นก็ยังไม่สามารถใช้ได้เต็มที่ ติดขัดเรื่องของกฎระเบียบต่างๆ ที่มีอยู่ในสังคมไทย นอกจากนั้นแล้วในพื้นที่ต่างจังหวัด คนที่ไปช่วยเรายืนยันสมาชิกก็ต้องไปตระเวนตามหาถึงบ้าน แต่วันนึงก็ทำได้จำกัด แล้วก็ต้องไปอธิบาย ปัญหาในต่างจังหวัด และสำหรับผู้มีรายได้น้อย เขาก็ข้องใจมากว่า เดิมเขาเป็นสมาชิกพรรค ก็ต้องช่วยงาน เสียสละอยู่แล้ว วันนี้จะมาเก็บเงินกับเขาอีก ก็เรียกว่าเขากระทบกระเทือน

ส่วนคำถามในเรื่องการตั้งพรรคของนายสุเทพ จะกระทบกับประชาธิปัตย์อย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า กระทบกับทุกพรรคเป็นเรื่องปกติ มีคู่แข่งขันเพิ่มขึ้นก็เป็นเรื่องปกติ ตนไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องพิเศษอะไร แต่พรรคฯ เราค่อนข้างชัดเจนแล้ว  แม้ 2 – 3 พรรคที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ อาจจะเคยมีจุดร่วมกับเราในการต่อสู้ทางการเมือง อย่างเช่นความต้องการปฏิรูปประเทศ หรือการไม่ยอมรับระบบที่มีปัญหาในอดีต เรื่องคอร์รัปชัน แต่ว่าแนวคิดในการบริหารจัดการบ้านเมือง ยังค่อนข้างต่างกัน นั่นก็คือ

1. พรรคเหล่านี้ค่อนข้างที่จะโน้มเอียงไปทางการเชื่อในระบบราชการเป็นตัวขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้ปักธงแล้วว่าเราไปแนวทางของการลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน

2. แนวคิดเรื่องการปฏิรูป โดยเฉพาะที่แผนการปฏิรูป ได้ประกาศทางราชกิจจาฯ แล้ว แต่ก็ยังจับทิศทางสาระแทบไม่ได้
ดังนั้นสิ่งเหล่านี้คือความต่าง ประชาธิปัตย์พูดถึง การสร้างใหม่ สังคมไทย และจะไปในทิศทางที่ชัดว่า ราชการมีเรื่องจังหวัดจัดการตนเอง เลือกตั้งผู้ว่าฯ มีเรื่องมหานคร มีเรื่องของการที่จะเอาระบบ E-Government เข้ามา เป็นต้น ซึ่งจะเป็นแนวทางที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นจึงมีความต่างตรงนี้ ส่วนพรรคเพื่อไทยก็ต้องไปดูว่าแนวทางเขายังเหมือนเดิมหรือไม่อย่างไรก็ว่ากันไป

เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ดี ที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นการแข่งขันในเชิงกรอบความคิดว่าทิศทางของประเทศควรจะไปทางไหน และในกระบวนการตรงนี้จะได้คำตอบจากประชาชนเองว่า เขาอยากจะได้รัฐบาลแบบไหน

สำหรับเรื่องที่ นายสกลธี ภัททิยกุล ลาออกจากประชาธิปัตย์ไปเป็นรองผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เมื่อวานเจ้าตัวก็ได้มาพบตน และเล่าให้ฟังว่าได้รับการทาบทามจาก คสช. กทม. ให้ไปทำงานเป็นรองผู้ว่าฯ เจ้าตัวเขาก็ตัดสินใจว่าเขาอยากจะไป ก็เป็นสิทธิของเขาที่เขาได้เลือกแล้ว แล้วก็เส้นทางที่เขาได้เลือกแล้ว ซึ่งการพูดคุยเป็นไปด้วยดี บรรยากาศก็ดี ไม่มีอะไร แล้วก็บอกว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ก็คงจะต้องลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งการที่ลาออกนี้ก็เพื่อจะได้ให้ทำงานอยู่ตรงนั้นมีความเป็นกลาง ส่วนต่อไปวันข้างหน้าเขาจะไปอยู่กับพรรคไหนอย่างไรนั้นก็เป็นสิทธิ์ของเขา ในส่วนของพรรคฯ ก็เดินหน้าหาผู้สมัครลงเขตหลักสี่แทน ซึ่งก็คงไม่มีปัญหาอะไร

นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวทิ้งท้ายในรายการ เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกของ 7 วันอันตราย ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า อยากให้ทุกคนตระหนักเรื่องความปลอดภัย ทุกคนก็คงต้องการที่จะเดินทางไปฉลอง แต่ว่าความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เราไม่อยากเห็นความสูญเสียที่เกิดขึ้นเลย ปีนี้เจ้าหน้าที่ก็รณรงค์ พยายามที่จะช่วยกันดูแลเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นก็ให้ระมัดระวัง อย่าประมาท และหวังว่าเดินทางปลอดภัยแล้วก็จะได้สามารถกลับไปฉลองสงกรานต์กับครอบครัวได้อย่างมีความสุขกันทุกคน

คำต่อคำ
(เปิดเพลงทะเลใจ จากรายการ The Driver)
“วันนี้จะได้คุยกันมั้ยเนี่ย หรือเราจะร้องเพลงกัน”

ถ้าลุงตู่ Released Single ที่ 6 ได้ ก็อยากให้คุณอภิสิทธิ์ร้องเพลงให้ประชาชนฟังบ้าง
“อ๋อ ไม่แข่งหรอกครับ”

ยินดีวันเกิดประชาธิปัตย์ 6 เมษายนที่ผ่านมา 72 ปี มีควันหลงอะไรจากงานวันเกิดมั้ย
“ขอบคุณครับ ไม่มีควันหลงอะไรหรอกครับ แต่ว่าก็ต้องขอบคุณสมาชิกพรรค แล้วก็ผู้สนับสนุนพรรคฯ ที่เดินทางกันมาร่วมทำบุญ ซึ่งเราทำกันทุกปีอยู่แล้ว บรรยากาศปีนี้ก็คึกคักครับ เพราะว่า 6 รอบ 72 ปี แล้วก็นอกจากนั้นด้วยบรรยากาศบ้านเมืองที่มีคำสั่ง คสช. บังคับให้ต้องมายืนยันสมาชิกภาพกัน หลายคนก็มีความรู้สึกอยากจะแสดงตัวยืนยันว่าเป็นประชาธิปัตย์อยู่ ควบคู่ไปกับการที่ขณะนี้มีคนรุ่นใหม่ ที่สนใจที่จะมาร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่เราได้พูดถึงเรื่องของประชาธิปัตย์ยุคใหม่กันไป”

เรื่องการยืนยันสมาชิกพรรค ไปถึงไหนแล้ว
“ก็พยายามทำกันอยู่นะครับ แต่ว่ามันก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะว่ามีอุปสรรคอยู่พอสมควร เนื่องจากระบบที่จะเอามาช่วยนั้นก็ยังไม่สามารถใช้ได้เต็มที่ ติดขัดเรื่องของกฎระเบียบต่างๆ ที่มันมีอยู่ในสังคมไทย นอกจากนั้นแล้วในพื้นที่ต่างจังหวัด คนที่จะไปช่วยเราเดินหาสมาชิกก็พยายามทำครับ แต่วันนึงก็ทำได้จำกัดละครับ เพราะว่าต้องไปตระเวนตามหาถึงบ้านนะครับ ที่ทำกันมากที่สุดคือตระเวนไปหาถึงบ้าน ถึงแล้วก็ต้องไปอธิบาย ในต่างจังหวัดนั้นหลายคนก็บอกว่า เอ๊ะ เป็นสมาชิกอยู่แล้ว ทำไมจะต้องยืนยัน แล้วก็ที่มากไปกว่านั้นก็คือสำหรับผู้มีรายได้น้อย เขาก็ข้องใจมากว่า เขามาเป็นสมาชิกพรรค เขาก็บอกว่าเดิมเขาก็ต้องช่วยงาน เสียสละอยู่แล้ว วันนี้จะมาเก็บเงินกับเขาอีก ส.ส. ทางใต้ก็จะบ่นนิดหน่อยครับ บอกว่าชาวบ้านบอกราคายางอย่างนี้จะมาขอร้อยนึง ก็เรียกว่าเขากระทบกระเทือนนะครับ”

หรือเขากำลังรอพรรคใหม่ ที่คุณสมคิดจะตั้งให้ชัดเจนก่อน
“ยังไม่เคยมีใครพูดถึงอย่างนั้นนะครับ ผมว่าก็ชัดมั๊ง ก็คงชัดละครับว่า ก็จะมีการจัดตั้งพรรคขึ้นมาอย่างที่ว่า แล้วก็คนในรัฐบาลนี้แหละก็จะเป็นกำลังสำคัญของพรรคนี้ ในรูปแบบใด รูปแบบหนึ่ง”

ชัดเจนขึ้นในแง่ของนายกฯ ด้วยหรือไม่ ที่จะมารับตำแหน่งในพรรคนี้
“จะรับตำแหน่งหรือไม่คงไม่ใช่เรื่องหลักนะครับ น่าจะเป็นเรื่องของการจะยอมรับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ หรือไม่ มากกว่า ตรงนั้นน่าจะเป็นจุดสำคัญ ผมเองผมก็ดูว่า ตัวท่านนายกฯ นั้นคง ไม่ค่อยอยากที่จะต้องมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของการบริหารจัดการเท่าไหร่หรอก เพราะว่าภาระท่านเยอะอยู่แล้ว ทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรี ทั้งในฐานะหัวหน้า คสช.

เพียงแต่ว่าขณะนี้ที่ดูรูปการณ์ ก็เหมือนกับว่าอาจจะมีการประเมินแล้ว เพราะเราคุยกันถึงเส้นทางการมาเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง มัน 2 วิธี ที่เรียกว่าคนนอก แบบไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเลย นั่นวิธีหนึ่ง อีกวิธีหนึ่งสำหรับท่าน พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะเป็นเรื่องของการให้พรรคการเมือง เสนอชื่อตัวเอง แล้วก็ตัวเองตอบรับเป็น 1 ใน 3 ถึงแม้จะเป็นชื่อเดียวของบัญชีของพรรคนั้น

แล้วก็ทีนี้ที่ตอนนี้อาจจะมีการประเมินกันว่า แนวทาง คือเขาคงต้องเปิดทางเลือกไว้ทั้ง 2 ทางนั่นแหละ เพียงแต่ความยาก – ง่าย ของแต่ละเส้นทางก็ต่างกัน เส้นทางคนนอกความยากก็คือ มันจะต้องมีมติของรัฐสภา ที่ยกเว้นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในเรื่องการเลือกคนจากบัญชี พูดง่ายๆ ก็คือมันจะต้องมีการเสนอญัตติให้ไปเอาคนนอก แล้วมตินี้รัฐธรรมนูญเขียนว่าต้องได้เสียง 500 เสียง จาก 750 เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะมีสมาชิกวุฒิสภา 250 ที่หลายคนก็คาดการณ์ว่าพร้อมที่จะสนับสนุน ก็ยังต้องไปหาอีก 250 ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็ไม่ง่ายนะครับ ก็คือครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ฉะนั้นหนทางนี้ก็อาจจะขาดความมั่นใจว่า ถ้ามาหนทางนี้จะติดขัดเงื่อนไขนี้

ก็จึงลองไปดูว่าในกรณีที่พรรคการเมืองเสนอชื่อ อย่างนี้มันง่ายกว่า เพราะว่าในการลงมติ ถ้าได้ 375 เสียง ก็สามารถที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้เลย ซึ่งถ้าเกิดเอา 250 ของวุฒิสภา คำนวนว่าอยู่ตรงนี้อยู่แล้ว ก็คือต้องการ ส.ส. 125 คน ก็อาจจะมองว่าตรงนี้ อาจจะเป็นช่องทางที่ง่ายกว่า

แต่ในช่องทางนี้ก็มีความเสี่ยงในตัวของมันเอง เพราะว่าการตอบรับที่จะมาอยู่ในบัญชีของพรรคการเมือง เอาละไม่เป็นคนนอกแล้ว แต่คราวนี้ก็เลยไม่เป็นคนกลางเหมือนกัน เพราะว่าก็คืออยู่ในสนามการเลือกตั้ง แล้วก็เงื่อนไขที่สำคัญเงื่อนไขหนึ่งก็คือ พรรคที่เสนอชื่อ ซึ่งทำได้พรรคเดียวนะครับ ก็จะต้องได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อย 25 คน เอาละผมก็ไม่ทราบว่าเขาจะประเมินว่ามันยาก – ง่าย แค่ไหนที่จะได้ 25 คนครับ”

แล้วพรรคของลุงกำนันล่ะ
“ก็ต้องถามท่านนะครับ เหมือนกับว่าในงานของมูลนิธิ กปปส. ที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนคนตีความว่าที่ท่านปราศรัยนี้แปลว่ายังเดินหน้าในการจัดตั้งพรรคอยู่ ก็เป็นไปได้ แต่ว่าสมมติว่าเป็นอีกพรรคหนึ่ง ในแง่ของการเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ท่านจะยอมรับการเสนอชื่อได้เพียงพรรคเดียว ส่วนพรรคคุณไพบูลย์นั้นประกาศแล้วว่าไม่เสนอชื่อใคร เตรียมสนับสนุนคนนอกที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ฟังแล้วงงมั้ยครับ เพราะไม่เสนอชื่อใคร รัฐธรรมนูญเขาบอกให้เสนอชื่อไปสู่การเลือกตั้ง บอกไม่เสนอชื่อ จะไปในช่องทางที่หนุนให้มาเป็นนายกฯ ที่เป็นคนนอก”

ตอนนี้จะเลือกพรรคไหน มี 3 พรรคให้เลือกแล้ว
“ไม่ทราบสิครับ ต้องไปถาม ท่านนายกฯ เป็นคนเลือกก่อนว่าท่านจะยอมรับ หรือไม่ยอมรับอย่างไร”

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของคุณสุเทพ กับพรรคที่จะตั้งขึ้นมา กระทบกับประชาธิปัตย์อย่างไรหรือไม่
“มันก็กระทบกับทุกพรรคนะครับเป็นเรื่องปกติ มีคู่แข่งขันเพิ่มขึ้นก็เป็นเรื่องปกติ ผมก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องพิเศษอะไร”

บ้างก็มองว่าไม่ได้เป็นคู่แข่งขัน แต่ว่าสุดท้ายเดียวก็มารวมกัน
“คงไปพูดอย่างนั้นคงไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าแต่ละพรรคการเมืองก็ต้องแข่งขันกันในสนามเลือกตั้งในเบื้องต้น ส่วนรวมกันได้ – ไม่ได้ ก็ต้องไปดูอีกว่าถึงวันนั้นแล้ว แนวคิดจุดยืนต่างๆ มันเป็นอย่างไร ไปด้วยกันได้มั้ย ใครมีเสียงเท่าไหร่”

แล้วประชาธิปัตย์ต้องปรับกลยุทธ์อย่างไร กับเสียงที่ต้องแชร์ไปให้กับพรรคของคุณสุเทพ
“ผมคิดว่าเราก็ค่อนข้างชัดเจนแล้วนะครับ ก็ย้ำกันแล้วบอกว่าตอนนี้ผมดูเส้นทางของ 2 – 3 พรรคที่สนับสนุนท่านพล.อ.ประยุทธ์ อาจจะเคยมีจุดร่วมกับเราในเรื่องของการต่อสู้ทางการเมือง อย่างเช่นเรื่องการ ที่พูดถึงว่าอยากจะปฏิรูปประเทศ หรือว่าไม่ยอมรับระบบที่มีปัญหาในอดีต เรื่องคอร์รัปชัน เรื่องอะไรต่างๆ แต่ว่าแนวคิดในการบริหารจัดการบ้านเมือง ยังค่อนข้างต่างกัน นั่นก็คือ

1. ผมก็สรุปว่าทางพรรคเหล่านี้ค่อนข้างที่จะโน้มเอียงไปทางการเชื่อในระบบราชการเป็นตัวขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้ปักธงแล้วว่าเราไปแนวทางของการลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน

2. การปฏิรูปโดยเฉพาะนี้ที่เขาเรียกว่าแผนการปฏิรูป ประกาศออกมาทางราชกิจจาฯ แล้ว 2 ท่านอ่านหรือยัง 2 พันกว่าหน้าเอง”

รอเขียนเป็นหนังสือนิยายก่อน อาจจะง่ายกว่า
“รอให้เขาทำเป็นละครเลยใช่มั้ย แต่ว่าผมดูแล้วต้องสรุปสั้นๆ ว่ามันไม่ใช่การปฏิรูป มันเหมือนการเขียนโครงการของบประมาณของระบบราชการ ถ้า 2 ท่านไปดูในราชกิจจาฯ ก็แล้วกัน คือเอาง่ายๆ ก็คือไม่สามารถตอบได้ว่า สรุปแล้วที่บอกปฏิรูปจะเป็นสาธารณสุข จะเป็นพลังงาน จะเป็นเศรษฐกิจ มันเปลี่ยนแปลงจากปัจจุบัน ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนคืออะไร

มีข่าวที่เล็ดลอดออกมา ไม่ใช่เล็ดลอดหรอก ข่าวที่ได้รับความสนใจอยู่เรื่องเดียวก็คือเรื่องที่บอกว่า เอ๊ะ จะให้เกษียณอายุราชการอายุ 63 หรือเปล่า แต่ว่าโดยรวมก็คือ 2,000 กว่าหน้า ถ้าไปอ่านดู มันเหมือนการเขียนโครงการ เขียนแผนพัฒนามากกว่าเรื่องของการปฏิรูป”

คุณอภิสิทธิ์อ่านหรือเปิดผ่าน
“พยายามอ่าน แล้วก็สุดท้ายก็คือเปิดผ่านเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ไม่แน่ใจด้วย เพราะว่าทุกคนที่ผมขอให้ไปช่วยอ่าน ทุกคนก็อยู่ในสภาพเดียวกัน ก็คือในที่สุดก็คือจะเปิดผ่านเป็นส่วนใหญ่ แล้วมันก็จับทิศทางสาระแทบไม่ได้

เพราะฉะนั้นผมก็บอกว่าอันนี้มันต่าง เพราะว่าอย่างที่เราคุยกันสัปดาห์ที่แล้ว ที่พูดถึงเรื่องของการสร้างใหม่ สังคมไทย ประชาธิปัตย์ก็จะไปในทิศทางที่ชัดแล้วว่า ราชการมีเรื่องจังหวัดจัดการตนเอง เลือกตั้งผู้ว่าฯ มีเรื่องมหานคร มีเรื่องของการที่จะเอาระบบ E-Government เข้ามา อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันก็จะเป็นแนวทางที่แตกต่างกันออกไปแล้ว เพราะฉะนั้นมันก็มีความต่างตรงนี้ ส่วนเพื่อไทยก็ต้องไปดูว่าแนวทางเขายังเหมือนเดิมหรือไม่อย่างไรก็ว่ากันไป

เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันกลายเป็น ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องที่ดีนะครับ มันก็จะทำให้การเลือกตั้งเป็นการแข่งขันในเชิงกรอบความคิดว่าทิศทางของประเทศควรจะไปทางไหน และผมว่าในกระบวนการตรงนี้จะได้คำตอบจากประชาชนเองว่า เขาอยากจะได้รัฐบาลแบบไหน”

ก่อนที่จะได้รัฐบาล วันนี้คุณอภิสิทธิ์ส่งหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดินเรื่องคำสั่ง คสช. 53/60
“คืออย่างนี้ครับ ตอนนี้ผมร้องผู้ตรวจการไป เราก็ร้องว่าคำสั่งที่ออกมานี้ มันละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ สร้างความเดือดร้อน เป็นภาระ เราก็เห็นว่าผู้ตรวจการฯ นี้เขามีอำนาจในการที่จะทำความเห็นไปให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนั้นแก้ไขการกระทำ หรือคำสั่งที่มันทำให้เกิดปัญหานี้ แล้วถ้าเขาเห็นว่ามีประเด็นเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็สามารถที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญได้

ทีนี้ที่เราแปลกใจก็คือว่า พอเขาพิจารณาเรื่องของเราเสร็จ และเข้าใจว่ามีเรื่องของพรรคอื่นที่ยื่นไปด้วย เขาก็ให้ข่าวว่ามีการลงมติว่าเรื่องนี้มันเป็นการสร้างความเดือดร้อน สร้างภาระเกินแก่ความจำเป็นอย่างที่เราร้องไปจริง แล้วก็ส่งเรื่องนี้ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ เราก็ข้องใจว่าทำไมถึงส่งไปเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ ทำไมจึงไม่ส่งไปให้รัฐบาล คสช. สนช. ด้วย ว่าคุณได้ทำสิ่งที่มันไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ คุณควรจะแก้ไข แล้วความจริงผมก็บอกว่า 3 หน่วยที่ผมพูดถึงนี้ ไม่ต้องให้เขาส่ง ก็น่าจะต้องติดตามข่าวสารบ้านเมืองก็ต้องรู้อยู่แล้ว ว่ามีประเด็นนี้ขึ้น

ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะไปวินิจฉัยในเชิงว่ามันขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ มันจะไปติดประเด็นเรื่องของการได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับความชอบของการมีรูปแบบของคำสั่ง คสช. แต่แม้แต่คำสั่งนั้นจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยผลของรัฐธรรมนูญ มันก็ยังละเมิดสิทธิของคนอื่นตามรัฐธรรมนูญอยู่ดี เพราะฉะนั้นผมก็เลยบอกว่าที่รัฐบาลพูดทำนองว่า ต้องให้ศาลวินิจฉัยข้อกฎหมายนั้น ผมไม่ได้ติดใจเรื่องข้อกฎหมายว่าจะเป็นอย่างไร ผมติดใจว่าไม่ว่าข้อกฎหมายจะเป็นอย่างไร การกระทำของ คสช. ได้ละเมิดสิทธิ์ของบุคคลแล้ว
คุณเป็นรัฐบาล ถ้าคุณพูดถึงธรรมาภิบาล คุณไม่ควรเพิกเฉย คุณควรที่จะต้องตัดสินใจบางสิ่งบางอย่าง หรือถ้าคุณยืนยันว่า ความเห็นของผู้ตรวจการฯ ผิด ก็ต้องโต้แย้ง แล้วมีระบบ เพื่อให้องค์กรอิสระทำงานได้ตามรัฐธรรมนูญ

ด้วยเหตุนี้ พอผู้ตรวจการฯ เขาแจ้งมติมาที่ผม เขาแจ้งแค่เพียงว่า ที่ผมร้องไปนี้เขาส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แล้วก็มีแนบหนังสือมาด้วย ก็คือหนังสือนำส่งเรื่องของเขาไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ผมก็เลยอยากจะทราบว่าในการวินิจฉัยของเขานั้น ที่พูดถึงว่ามันมีการสร้างให้เกิดภาระความเดือดร้อนนั้น มติของเขาคืออะไร เพราะฉะนั้นวันนี้ก็เลยขอว่าช่วยบอกรายละเอียดมาให้เราได้มั้ย เพื่อให้เกิดความโปร่งใส แล้วก็เราก็หวังว่าจะมีทางออกนะครับ”

เรื่องที่คุณสกลธี ลาออกจากประชาธิปัตย์ไปเป็นรองผู้ว่าฯ
“เมื่อวานเจ้าตัวเขาก็มาพบผมนะครับ ก็เล่าให้ฟังว่าได้รับการทาบทามจาก คสช. กทม. ให้ไปทำงานเป็นรองผู้ว่าฯ เจ้าตัวเขาก็ตัดสินใจว่าเขาอยากจะไป ก็เป็นสิทธิของเขาที่เขาได้เลือกแล้ว แล้วก็เส้นทางที่เขาได้เลือกแล้ว ผมก็คุยกับเขา ก็คุยกันดี บรรยากาศก็ดี ไม่มีอะไร แล้วก็บอกว่า แต่ว่าถ้าเป็นอย่างนี้ก็คงจะต้องลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ แล้วความจริงที่ออกนี้ก็เพื่อจะได้ให้ทำงานอยู่ตรงนั้นมีความเป็นกลาง ส่วนต่อไปวันข้างหน้าเขาจะไปอยู่กับพรรคไหนอย่างไรนั้นก็เป็นสิทธิ์ของเขาละครับ แล้วก็ในส่วนของพรรคฯ ก็เดินหน้าหาผู้สมัครลงเขตหลักสี่แทน ซึ่งก็คงไม่มีปัญหาอะไรครับ”

ไปเป็นรองผู้ว่าฯ กรุงเทพก่อนใช่มั้ย
“ใช่ครับ ผมก็ไม่ทราบว่าหลังจากนั้นเขาจะตัดสินใจอย่างไร หรือมีข้อตกลงอะไร ผมไม่ทราบ”

ดูคุณนิพิฏฐ์จะขื่นขมกว่าคุณอภิสิทธิ์
“ผมไม่มีปัญหาหรอกครับ ทุกคนต้องเลือกเส้นทางของตัวเอง แล้วก็ในส่วนของพรรคฯ ก็ผมว่าเราเดินต่อได้ ไม่ได้มีปัญหาอะไร ผู้สมัครเขตหลักสี่ ผมก็คิดว่ามีหลายคนสนใจอยู่ครับ”

ไปออกรายการ The Drive อยากจะเจาะ Demographic ใหม่เหรอ
“เขาชวนไปก็ต้องไปครับ เพราะว่าแฟนนิวคาสเซิลด้วยกัน”

แต่พิธีกรดูนิ่งขึ้น ปกติตามฉายาที่โลกอินเทอร์เน็ตยกให้ว่าเขาชื่อ ต่ำตมไม่หยุด
“คือพอผมเข้าไปอยู่ในรถเขา อายุเฉลี่ยมันก็เพิ่มขึ้นเยอะครับ มันก็คงปรับรูปแบบรายการไปตามวัยครับ”

สัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นนายกฯ ไปจุฬาฯ มีออกมาต่อต้านเผด็จการ คุณอภิสิทธิ์ดูเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงนี้อย่างไรบ้าง
“ผมก็ไม่แปลกใจนะครับกับสิ่งที่เกิดขึ้น อันนี้ผมว่าทุกคนก็มองเห็นอยู่แล้วว่า ท่านนายกฯ ก็ไปปฏิบัติภารกิจ เข้าไปในสถาบันการศึกษา มีนักศึกษาซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวอยู่จำนวนหนึ่ง ก็พอคาดการณ์ได้ว่าจะเป็นอย่างนี้ เราก็ ตอนที่ท่านไปพบที่สยามสแควร์ ก็เห็นท่านก็สั่งบอกว่าอย่าไปยุ่งกับเขา อะไรกับเขานะครับ ซึ่งถ้าเป็นท่าทีอย่างนั้นก็จะดี แต่ก็ไม่ค่อยสบายใจเหมือนกันว่าทำไมหลังจากนั้นมีข่าวว่ามีการไปหาที่บ้านอะไรต่างๆ ก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนี้นะครับ เพราะว่าดูเขาก็มาแสดงออกแบบสงบไม่ได้มีอะไร แล้วก็เป็นสิทธิที่เขาทำได้ ไม่ได้ผิดกฎหมายด้วยนะ เท่าที่ผมเข้าใจ ยังนึกไม่ออกว่าจะไปผิดกฎหมายข้อไหน”

ทางพรรคประชาธิปัตย์จะไปร่วมประชุม ถ้าเขาเชิญไปหารือเรื่องกำหนดวันเลือกตั้งหรือไม่
“เราหารือทุกครั้ง เราก็ให้ความร่วมมือมาโดยตลอด แต่ว่าก็ไม่ได้คาดหวังอะไรเท่าไหร่ เพราะที่ผ่านมาหลายเรื่อง รวมทั้งกฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายเลือกตั้ง ที่เวลาเขาเชิญเราไป ให้ความเห็นไป ก็ดูเหมือนไม่ค่อยได้เห็นด้วยกับเราเท่าไหร่ แล้วแต่ว่าเวลาออกมาจริงก็เป็นอย่างที่เราเคยพูดทุกครั้งว่า ที่เตือนไว้แล้วนะว่าทำออกมาแล้วมันจะเกิดปัญหานั้น ปัญหานี้ ก็คงจะมีปัญหาต่อ”

ร้องเพลงนายกฯ “สู้เพื่อแผ่นดิน” ได้หรือยัง
“ไม่ได้ฟังครับ”

คุณอภิสิทธิ์ดู “บุพเพสันนิวาส” กับเขาหรือเปล่า
“ผมแทบไม่ได้ดูเลยครับ ผมแทบไม่ได้ดูเลย ปกติก็แทบไม่ได้ดูโทรทัศน์เท่าไหร่ รู้แต่ว่าจะอวสานวันนี้”

คุณอภิสิทธิ์นอกจากชอบเพลงของทะเลใจแล้วชอบเพลงของ Ed Sheeran ด้วย
“Ed Sheeran นี่แหละของจริงเรื่องงานแต่งงานครับ ผมว่าเกือบทุกงานแต่งงานเล่นเพลง Ed Sheeran ตั้งแต่ตอนเจ้าบ่าว – เจ้าสาวเดินเข้ามา แล้วก็บางงานเจ้าบ่าวร้องเองอีก จนเราร้องได้ด้วย”

ทิ้งท้ายร้องเพลงหน่อยมั้ย
“อย่าเลยครับ ผมว่ารักษาเอกลักษณ์ของรายการนี้ดีกว่านะ”

วันนี้วันแรกของ 7 วันอันตราย ให้คุณอภิสิทธิ์ทิ้งท้ายความห่วงใย
“ก็อยากให้ทุกคนตระหนักเรื่องความปลอดภัยนะครับ ทุกคนก็คงต้องการที่จะเดินทางไปฉลอง แต่ว่าความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เราไม่อยากเห็นความสูญเสียที่เกิดขึ้นเลย ปีนี้เจ้าหน้าที่ก็รณรงค์ พยายามที่จะช่วยกันดูแลเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นก็ระมัดระวังครับ อย่าประมาท แล้วก็หวังว่าเดินทางปลอดภัยแล้วก็จะได้สามารถกลับไปฉลองสงกรานต์กับครอบครัวได้อย่างมีความสุขกันทุกคนครับ”

สงกรานต์นี้ไปไหน
“ผมก็แอบมาพักผ่อนอยู่เหมือนกันครับ”

ที่จะต้องให้มีการเลื่อนอายุเกษียณไปเป็น 63 ด้วย โอเคมั้ยกับเมืองไทย
“อย่างนี้นะครับ การขยับอายุเกษียณเพื่อรองรับสังคมสูงวัย มันเป็นมาตรการหนึ่ง แต่ปัญหาจะไปอยู่ที่การกำหนดรายละเอียดเสียมากกว่า เพราะไม่ใช่ทุกงานที่จะเหมาะกับการยืดอายุการเกษียณ ก็จะเป็นบางงานเท่านั้น แล้วก็ที่สำคัญที่ผ่านมาต้องระมัดระวัง ก็คือส่วนใหญ่ถ้าเราจะสนับสนุนให้ผู้ที่เป็นผู้สูงอายุ คือเกิน 60 ทำงานต่อ ก็ไม่ควรจะไปทำให้กระทบกระเทือนกับเส้นทางความก้าวหน้าของคนที่กำลังตามมา เพราะฉะนั้นในหลายประเทศ แล้วก็โดยหลักทั่วไป งานที่จะทำต่อหลังอายุ 60 น่าจะเป็นงานในเชิงวิชาการ งานในเชิงการให้คำปรึกษา ไม่ใช่ตำแหน่งหลักที่เป็นเรื่องของการบริหาร แล้วก็ไม่ใช่งานที่จะต้องใช้พละกำลังซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับผู้สูงวัย เพราะฉะนั้นถ้าจำกัดขอบเขตตรงนี้ ก็เป็นข้อเสนอที่ผมคิดว่าควรจะมีการพิจารณาครับ”

เดี๋ยวนี้ก็แข็งแรงกัน 63 -  65 ยังแข็งแรงอยู่เลย
“70 ก็ยังได้เลยครับ”

สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้า สุขสันต์วันสงกรานต์
“สวัสดีปีใหม่ทั้ง 2 ท่านเช่นเดียวกันครับ แล้วก็ผู้ฟังด้วยครับ”





บทความอื่นๆ