บทความ

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 16 เมษายน 2561
16 เม.ย. 2561

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 16 เมษายน 2561



(16 เมษายน 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมพูดคุยในรายการ ต้องถาม ทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ ดำเนินรายการโดย อาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง


คำต่อคำ

ในช่วงสงกรานต์ แต่มีสงครามเกิดขึ้นในซีเรีย คุณอภิสิทธิ์เห็นอย่างไรที่สหรัฐฯ ร่วมกับอังกฤษ ฝรั่งเศส บอกว่าไปโจมตีเฉพาะจุดในซีเรีย เพื่อมนุษยธรรม โดยไม่ได้ขอสหประชาชาติ ทำให้คนตกใจ

“ข้อแรกเลยที่คงจะต้องบอกก็คือว่า เขาคงปฏิเสธมั๊ง ว่าไม่ใช่สงคราม ตอนแรกอาจารย์ใช้คำว่าสงคราม เขาคงจะอ้างว่ามันเป็นปฏิบัติการณ์เฉพาะกิจ แล้วก็ทำแค่วันเดียว หรือตามภารกิจนั้น ซึ่งเสร็จสิ้นแล้ว และภารกิจที่ว่านั้นก็คือเข้าไปโจมตีเป้าหมายเฉพาะ ซึ่งเป็นที่วิจัย อ้างว่าเก็บอาวุธเคมี โดยกล่าวหาว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลซีเรียได้ใช้อาวุธเคมีกับประชาชนของตัวเอง แล้วก็ไม่มีการไปโจมตี ทำให้เกิดการสูญเสียของพลเรือน หรืออะไรก็ตาม แล้วก็เป็นภารกิจเพื่อที่จะปกป้องประชาชนไม่ให้โดนโจมตีจากอาวุธเคมีอีก อันนี้คือเรื่องเล่าของ 3 ชาติที่ไปปฏิบัติการณ์นี้”

ก็เลยไม่เรียกว่าสงคราม
“ก็เลยไม่เรียกว่าสงคราม แล้วก็รู้สึกนายกฯ อังกฤษก็พูดถึงขั้นบอกว่าเป็นการกระทำที่ถูกกฎหมายอะไรต่างๆ ทุกอย่าง ก็ต้องบอกว่า
ข้อที่ 1 ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราเห็นว่าในที่สุดองค์กรสหประชาชาติ ไม่ค่อยมีอำนาจ หรือไม่สามารถที่จะเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งอะไรแบบนี้ได้ เพราะในที่สุดก็คือ คณะมนตรีความมั่นคง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นสมาชิกถาวร ก็จะต้องมีความเห็นที่มันไม่ตรงกันเสมอ ระหว่าง ใช้คำว่าโลกตะวันตก แล้วก็อีกขั้วตอนนี้ก็อาจจะต้องพูดว่ามีรัสเซีย มีจีน แล้วก็สามารถที่จะใช้สิทธิ์ VETO เพราะว่าทุกอย่างก็ต้องเป็นไปโดยเอกฉันท์

เพราะฉะนั้นก็เลยทำให้ในที่สุด เราก็ยังอยู่ในโลกที่ประเทศที่เป็นมหาอำนาจ หรือพี่ใหญ่ทั้งหลาย สามารถที่จะตัดสินใจกันเองได้”

หมายความว่าพี่ใหญ่จะทำอะไรก็ได้ จะอ้างว่าเรื่องนี้ต้องเข้ามนตรีความมั่นคงก็ได้ เรื่องนี้ไม่ต้อง
“นั่นแหละครับ แล้วก็เป็นเรื่องเดียวกันกับที่เขาต้องไปอ้างในประเทศเขาด้วย ซึ่งประเทศเหล่านี้ก็เป็นประเทศประชาธิปไตย ทั้งในสหรัฐฯ ทั้งในอังกฤษอย่างน้อย ก็จะมีฝ่ายนิติบัญญัติ คือฝ่ายสภาที่โวยว่าปฏิบัติการณ์อย่างนี้ทำไมถึงไม่ไปขออนุมัติจากสภาก่อน
เมื่อเห็นภาพตรงนี้แล้ว ก็เลยต้องบอกว่า ในที่สุดมันก็เลยกลายเป็นเรื่องของการเมือง ทั้งในและระหว่างประเทศของประเทศที่ตัดสินใจทำแบบนี้ ในประเทศความจริงก็คือ อย่างกรณีของทรัมพ์ แล้วผมก็ไม่แน่ใจว่าของอังกฤษด้วยหรือเปล่า ดูรัฐบาลจะมีปัญหาภายในยุ่งยากอยู่เยอะ นานๆ ทีมีเงื่อนไขแบบนี้มาแสดงออกถึงความเด็ดขาด การไปปกป้องคนนั้นคนนี้ก็อาจจะเบี่ยงเบนความสนใจได้ด้วย นั่นคือในประเทศของแต่ละประเทศ

แต่สำหรับระหว่างประเทศนั้นก็คือว่า ตรงนี้ผมก็สงสัยอยู่มากว่า ข้ออ้างที่เมื่อกี้ผมก็พยายามลำดับให้ฟัง มันสมเหตุสมผลแค่ไหน”

คุณอภิสิทธิ์ สมเหตุสมผลมั้ย
“ผมมีข้อสังเกตหลายข้อ ข้อแรกก็คือว่า การพิสูจน์ว่าเป้าหมายที่ว่า มีการเก็บอาวุธเคมี แล้วก็อาวุธเคมีนี้ได้ถูกใช้ไปอะไรต่างๆ ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการขั้นตอนของการพิสูจน์เลย”

กลัวจะเหมือนอิรักมั้ย
“ก็นั่นแหละครับ นั่นก็เป็นจุดนึงที่เราคิดถึงทันทีว่า ที่เคยบอกว่าอิรักมีอย่างนั้นอย่างนี้ สุดท้ายก็ไม่ใช่
ประการที่ 2 ก็คือสมมติว่าจริง ผมก็สงสัยอยู่เหมือนกันนะว่าการเอาอาวุธร้าย อาวุธสงคราม ไปทำลายล้างแหล่งที่บอกว่าเป็นที่เก็บอาวุธเคมี มันไม่มีความเสี่ยงต่ออันตรายเหรอครับ ผมก็ไม่แน่ใจว่าสารเคมีพวกนั้น (มันจะฟุ้งกระจาย) หรืออะไรหรือเปล่า อย่างไร ก็น่าคิด

ประการที่ 3 ก็คือว่า ทั้งหมดนี้ก็มันไม่ได้มีหลักประกันยืนยันอะไรเลยว่าจะสามารถหยุดยั้งปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในซีเรีย แล้วก็ คงต้องตั้งสังเกตด้วยก็คือว่า ครั้งนี้ก็คล้ายๆ กับมุ่งไปสู่การจะใช้คำว่าอะไรครับ ประนาม ดิสเครดิตผู้นำซีเรีย ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ที่ไปใช้ความรุนแรง กดขี่กับประชาชน ซึ่งก็เป็นการสู้รับขัดแย้งกันภายในมานาน

แต่ว่าผมก็สังเกตนะว่า ก่อนหน้านี้ฝ่ายต่อต้านซีเรีย กลุ่มนึง ก็คือ ISIS ผมก็มีความรู้สึกว่าช่วงที่รัฐบาลซีเรีย สู้กับ ISIS โลกตะวันตกก็เลยเฉยๆ มังครับ แต่ว่าตอนนี้ ISIS เหมือนกับถูกยึดพื้นที่คืน ถูกทำลายไปแล้ว ก็เลยถึงบอกว่า ถึงเวลาที่จะกลับมาเล่นงานผู้นำซีเรียอีก”

หมายความว่าโลกตะวันตกเข้าข้างกบฎ ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล
“ตอนแรกจะเข้าข้างกบฎ แต่เสร็จแล้วพอ ISIS ไปร่วมด้วยก็เลยเหมือนกับถอย แล้วตอนนี้พอ ISIS หมดไปแล้วในแง่ของตะวันตก มองว่าในพื้นที่ตรงนั้นหมดไปแล้ว ก็เลยกลับมาเล่นงาน คือมองแล้วมันก็เลยกลายเป็นเรื่องของการเมือง และผลประโยชน์ของโลกตะวันตกมากกว่า”

เพื่ออะไร ทำไมจึงกลับเข้ามาใหม่ แล้วก็ไปต้านกับรัฐบาลของซีเรียปัจจุบัน มันมีผลประโยชน์อะไรตรงนี้
“ผมมองว่าเขาก็เห็นว่าซีเรีย จับขั้วกับรัสเซียนั่นแหละ เพราะฉะนั้นสุดท้ายมันก็ยังเป็นเรื่องของการเมืองมากกว่า ผมยังมองว่าประเด็นที่พูดถึงว่าอันนี้เป็นปฏิบัติการณ์เพื่อคุ้มครองปกป้องประชาชนผู้บริสุทธิ์อะไรต่างๆ อาจจะมีส่วนเกิดขึ้นเป็นผลพลอยได้ส่วนหนึ่งก็เป็นไปได้ ถ้ารัฐบาลของซีเรียอ่อนแอ แต่ดูแล้วมันก็เหมือนกับเป็นข้ออ้างมากกว่า”

ถ้าอย่างนั้นก็เป็นการปฏิบัติการณ์เลือกข้าง ในสงครามกลางเมืองของประเทศในซีเรีย
“เลือกข้างในสงครามกลางเมือง แล้วก็เป็นเรื่องของการพูดถึงดุลอำนาจในตะวันออกกลาง ถ้ามองว่าในระดับระหว่างประเทศ รัสเซียเป็นอีกขั้วนึงด้วย”

อย่างนี้ UN จะทำอย่างไรต่อไปหรือไม่
“ผมก็มองว่า UN ก็คงจะต้องพยายามทำเรื่องของการไปพิสูจน์เกี่ยวกับเรื่องของอาวุธเคมีต่อไปนั่นแหละ”

เสร็จแล้วทำอย่างไร ประนามได้มั้ย หรือจะทำอย่างไร
“ผมดูแล้วก็คงจะยาก อย่างที่ว่า ก็คงจะไปยันกันอยู่ในคณะมนตรีความมั่นคงนั่นเอง”

แล้วฝ่ายค้านของอังกฤษ ที่บอกว่าตัวนายกรัฐมนตรีกระทำไปโดยไม่ชอบ เพราะไม่ได้ไปปรึกษาจากรัฐสภา
“นี่ผมก็รอฟังคำชี้แจงของฝ่ายรัฐบาลเขาอยู่ ว่าจะชี้แจงว่าอย่างไร”

แต่เขาบอกว่าเขาทำถูกกฎหมาย
“เขาก็อ้างว่า คือผมเข้าใจว่าทั้งหมดที่เขาอ้างตอนนี้ก็คือว่า มันเป็นเรื่องที่จำเป็น หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในการที่จะต้องไปคุ้มครองคนที่ตกอยู่ในภาวะอันตรายจากการที่ถูกอาวุธเคมีทำลายล้าง โดยรัฐบาลซีเรีย”

การส่งทหาร หรืออาวุธเข้าไปในประเทศอื่น โดยอ้างเฉพาะจุด ไปช่วยคน เป็นหน้าที่ของประเทศอื่น ที่จะเข้าไปแทรกแซงอีกประเทศหนึ่งได้ ต่อไปจะเป็นบรรทัดฐานได้หรือไม่

“มันเป็นบรรทัดฐานหรือไม่นั้น ก็คงตอบยาก เพราะว่าผมดูแล้วก็ไม่มีใครคิดถึงเรื่องบรรทัดฐานกันเท่าไหร่ รัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยมของอังกฤษเอง สมัยของ David Cameron ก่อน Theresa May เคยเอาเรื่องแบบนี้เข้าสภา แล้วสภาไม่อนุมัติ ทั้งๆ ที่พรรคมีเสียงข้างมาก หลายคนก็มองว่า อันนั้นเป็นการทำตามกระบวนการขั้นตอน แต่หลายคนก็มองว่า หรืออังกฤษตอนนั้นไม่อยากทำ ก็เลยใช้วิธีให้สภาบอกว่าไม่ให้ทำ มันก็มองได้ละครับ”

คุณอภิสิทธิ์มักจะยืนข้าง UN เท่าที่สังเกตดู เคารพในองค์การสหประชาชาติ มีอะไรก็ตามคุณอภิสิทธิ์บอกประเทศไทยควรจะยึด UN เป็นหลัก อาเซียน คุณอภิสิทธิ์ก็จะยึดอาเซียน เป็นสถาบันระหว่างประเทศที่สำคัญในการที่จะต่อรองคนอื่น ในกรณีนี้จะยืนแบบเดิมหรือไม่

“เมื่อกี้อาจารย์ใช้คำว่าอะไรนะ เข้าข้าง หรืออะไรนะ (ยืนข้าง) ผมมองว่าถ้าพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มันก็ต้องมีกติกาที่ทุกคนยึดถือ ถ้าไม่มีกติกากลาง ไม่มีกรรมการกลาง ไม่มีองค์กรกลาง สุดท้ายก็จะกลายเป็นเรื่องของความพึงพอใจของแต่ละประเทศว่าจะทำอะไร แล้วแต่จะอ้าง แล้วก็แน่นอนที่สุด ถ้ามันแล้วแต่ความพึงพอใจของแต่ละประเทศ ประเทศไหนมีอำนาจมากกว่า ก็จะสามารถที่จะไปชี้ แล้วก็บอกได้ว่ากติกาตรงนั้นตรงนี้เป็นอย่างไร

เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุผลว่า ทำไมเวลามันมีเรื่องระดับภูมิภาคก็ดี ระดับโลกก็ดี อะไรที่มันเป็นข้อตกลงพหุพาคี เราควรจะสนับสนุน แล้วก็โดยเฉพาะประเทศอย่างประเทศไทย แม้จะไม่ใช่ประเทศเล็ก แต่ก็ไม่ใช่ประเทศที่จะมีอำนาจมากพอที่จะไปต่อกรกับมหาอำนาจทั้งหลาย การที่เรายึดกติกากลาง หรือองค์กรกลางเอาไว้ ผมว่ามันก็จะเป็นวิธีการที่ทำให้เรามีเหตุผลในการที่จะแสดงออก ไม่แสดงออก เลือกข้าง ไม่เลือกข้าง หรืออะไรก็แล้วแต่

แต่ถามว่า ที่บอกว่าอยู่ข้าง หรือสนับสนุน UN แค่ไหน ก็ต้องบอกว่า ผมมองว่า UN ก็มีความอ่อนแอในตัวเองเยอะ ซึ่งก็อาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วก็สำหรับคนที่อยากจะเห็นการมีองค์กรกลาง กติกากลางจริง ก็ต้องบอกว่าก็เป็นเรื่องน่าผิดหวัง แต่ก็คงจะหนีจากโลกของความเป็นจริงไม่ได้ ว่าในที่สุดประเทศที่เขาคิดว่าเขามีอำนาจมาก เขาก็คงจะต้องใช้อำนาจของเขาตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นในการไป บางทีก็คือขัดขวาง หรือไม่สนใจ”

ฟังคุณอภิสิทธิ์แล้ว ทำให้สะท้อนใจถึงการเมืองภายในประเทศ กับการเมืองระหว่างประเทศ ดูจะคล้ายกันหรือไม่ ก็คือว่า คุณอภิสิทธิ์อยากจะเห็นกติกาของโลก แล้วดูเหมือน UN เป็นกติกาของโลก เหมือนกับเป็นรัฐบาล หรือโลกบาล แต่ในโลกบาลนี้ มันก็จะมีคนทำตัวเป็นนักเลง ใหญ่กว่าโลกบาล ในประเทศไทย เราก็อยากเห็นรัฐสภา รัฐธรรมนูญ เป็นระบบที่เป็นรัฐบาล และองค์กรอิสระ แต่ก็มีคนใหญ่กว่าองค์กรอิสระ ใหญ่กว่ารัฐบาล หรือใหญ่กว่าสภา จะทำอะไรก็ได้ มันคล้ายกันหรือไม่กับสหรัฐอเมริกา

“อันนี้คือความน่าเป็นห่วง เพราะว่าถ้าเราไม่พยายามยึดตัวระบบให้มันเกิดการถ่วงดุล ให้มันเกิดความพอดี แต่เราบอกว่า มันมีบางคนซึ่งถืออำนาจเหนือกว่า อยากจะใช้ ก็พูดกันตรงๆ ตอนนี้มาตรา 44 มันใหญ่กว่าทุกอย่างใช่มั้ย ที่เขาตีความกันอยู่นะ ซึ่งความจริงศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องตีความต่อไปว่าเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า

มันก็ทำให้เราก็จะเริ่มสูญเสียตัวระบบไปว่า ถ่วงดุลได้จริงมั้ย อะไรได้จริงมั้ย รู้สึกคราวที่แล้วเราก็คุยกันว่า ปปช. ก็มีกรณีไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็มีแล้ว จากเรื่องกฎหมาย คตง. แล้วก็ กกต. ถูกปลดอะไรต่างๆ มันก็กระทบกระเทือนหมด

ทีนี้แน่นอน เวลามันมี อาจารย์ใช้ นักเลง ใช้คำว่าพี่ใหญ่ก็แล้วกัน พี่ใหญ่นี้ ใช้อำนาจที่มันเหนือทุกอย่าง บางที บางเรื่องมันก็ถูกใจ ผมก็ยอมรับ ถูกมั้ยครับ เราก็บางทีก็สะใจนะ มันรวดเร็ว มันง่ายอะไรต่างๆ แต่ความสะใจ ความพอใจในกรณีนั้น มันเป็นการเปิดทางให้ไปทำอะไรอีกหลายอย่าง ซึ่งถึงวันนั้นเราอาจจะบอกว่า เฮ้ย มันไม่ใช่ แล้ววันนั้นเราก็จะไปต่อต้านก็บอก อ้าว แล้ววันที่คุณสนับสนุนการที่เขาทำแล้วถูกใจนั้น มันก็จะมาค้ำอยู่

เพราะฉะนั้นโดยส่วนตัวผม ก็ถึงพยายามบอกว่า บางทีสังคมก็ต้องอดทน ระบบที่มันมีการถ่วงดุลกันนี้ มันอาจจะช้ากว่า มันอาจจะดูแล้ว แหม มันไม่ทันใจ สะใจเสมอไปนั้น แต่มันจะเป็นหลักประกันที่ดีกว่า”

ดูข่าว ฟังว่าคุณอภิสิทธิ์เป็นห่วงเรื่องการใช้มาตรา 44 กับองค์กรอิสระทั้งหลาย โดยเฉพาะกับ กกต. ด้วย แล้วก็เตือน กกต. ว่า ให้ดูให้ดีว่าตามคำสั่ง ตามมาตรา 44 กับพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง มันจะมีหลายอย่างที่ขัดกัน แล้ว กกต. จะเดินแบบไหน จะทำกันอย่างไร ทำไมถึงเตือนตรงนี้

“ก็ต้องเตือนเพราะว่าในที่สุด ไม่ว่าท่านจะอยู่ขั้วไหน ฝ่ายไหนก็ตาม ผมว่าทุกคนน่าจะเห็นตรงกันมั๊งครับว่า การเมืองประเทศไทยถ้าจะเดินไปข้างหน้า 1. ในที่สุดต้องมีเลือกตั้ง 2. ถ้าเราเริ่มจากการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต เที่ยงธรรม ผมว่ามันไม่มีทางที่การเมืองมันจะดีขึ้น เราอาจจะ บางยุคบางสมัย ก็บอกว่าเราคิดแต่เรื่องการซื้อเสียง แต่การใช้อำนาจรัฐ หรือการใช้อำนาจอื่น เข้ามาแทรกแซงจนทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นธรรม ความจริงมันเป็นปัญหาที่ก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการซื้อเสียง

ว่าไปแล้ว ถามว่าที่มันเกิด กกต. ขึ้น อาจจะต้องทบทวนความจำกันมั๊งครับ เพราะมัน 20 ปีแล้ว ตอนที่ กกต. เกิดขึ้นมา เกิดขึ้นมาเพราะอะไร ก็เพราะทุกคนบ่นว่าก่อนหน้านี้ รัฐบาล คือฝ่ายบริหารเป็นคนจัด แล้วบริหารการเลือกตั้ง จึงทำให้ไม่มีหลักประกันเลยในเรื่องของความเป็นธรรมในการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลก็มักจะมีส่วนได้เสียกับการไปลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือกับการเลือกตั้งที่จัดขึ้นด้วย นั่นคือเหตุผลที่เราทำ กกต. มาตั้งแต่ต้น

ดังนั้นพอมาถึงวันหนึ่ง กกต. มีแล้ว มีกฎหมาย มีรัฐธรรมนูญบอก เขาเป็นอิสระ แล้วเรายังเปิดโอกาสให้คนซึ่ง ความจริงก็คือใช้อำนาจในทางบริหาร เข้าไปชี้ ไปแทรกแซงได้ หรือไปชี้นำได้ หรือแม้กระทั่งไปตีความกฎหมายให้ กกต. ได้ สุดท้ายเราก็กลับไปสู่ปัญหาเดิมว่า การเลือกตั้งไม่สามารถที่จะปลอด หรือปราศจากการแทรกแซงของการใช้อำนาจในฝ่ายบริหารได้

ก็กลายเป็นว่าการเลือกตั้ง จะไม่มีหลักประกันเรื่องความสุจริต ความเที่ยงธรรม ก็จะกลายเป็นปัญหาต่อไปของความชอบธรรม ของระบอบประชาธิปไตย หรือการเลือกตั้งอีก”

คุณอภิสิทธิ์หมายความว่ามาตรา 44 นี้ออกโดย คสช. แต่เมื่อคนของ คสช. ดำริ หรือคิดจะเล่นการเมืองต่อไป มันดูน่าเกลียด ที่จะเอามาตรา 44 เข้ามาแทรกแซงกระบวนการของการเลือกตั้ง หรือ กกต. หรือกฎเกณฑ์ทั้งหลาย

“ความจริงแม้สมมติไม่มีส่วนในการที่จะเกี่ยวกับการเลือกตั้งต่อไป เอาเป็นว่ายกประโยชน์ไว้ก่อนว่ายังไม่มีเรื่องนั้น ผมก็ยังลังเลอยู่ดีในการที่จะบอกว่ามีคนสามารถมาใช้อำนาจ แล้วเป็นอำนาจบริหารนั่นแหละ มาแทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระได้ เพราะองค์กรอิสระนั้น เขาก็ไม่เป็นอิสระ แต่ยิ่งถ้าบอกว่าคนที่ใช้อำนาจนั้นอาจจะมีส่วนได้เสียกับการเลือกตั้งครั้งต่อไปด้วย ก็ยิ่งเป็นอันตรายมากยิ่งขึ้น”

ถ้าพิจารณาดูรัฐธรรมนูญปี 60 ที่ประกาศใช้ และลงประชามติ พอจะยิ่งเห็นหรือเปล่าว่า รัฐธรรมนูญก็พยายามกันคนที่มีอำนาจอยู่ในปัจจุบัน ไม่ให้มายุ่งกับการเมือง เพราะบอกว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะต้องลาออกภายใน 90 วัน

“ผมว่าเจตนารมณ์มันก็ชัดเจนมากนะครับว่า เขาป้องกันสิ่งที่เรียกว่าผลประโยชน์ทับซ้อน ส่วนหนึ่งก็คือระหว่างคนที่เขียนรัฐธรรมนูญด้วย กรธ. ก็จะมีบทบัญญัติ แต่อีกส่วนหนึ่งเขาก็มองเห็นว่า เมื่อกติการัฐธรรมนูญปี 60 เกิดขึ้น มีที่มาจาก คสช. มันอยู่บนสมมติฐานว่า คสช. กำลังจะมาเป็นกรรมการนะ พูดง่ายๆ นะครับ ผู้วางระเบียบใหญ่เสียก่อน แล้วเสร็จแล้วก็ปล่อยให้องค์กรอิสระต่างๆ เขาก็ทำหน้าที่ไป

เขาก็เลยเขียนว่า คนที่มีอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติคือ สนช. คนที่มีอำนาจฝ่ายบริหาร ก็คือ คณะรัฐมนตรี ถ้าอยากจะมีส่วนเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็คือลงสมัคร ส.ส. เขาบอกเลยว่ารัฐธรรมนูญประกาศใช้ภายในกี่วันต้องลาออก ผมว่าอันนี้เจตนารมณ์ชัดมาก ก็คือบอกว่า ใครที่มีอำนาจอยู่ในขณะนี้ ไม่ควรจะมีส่วนได้เสีย ในแง่ของการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

แต่ว่าเจตนารมณ์ตรงนี้ มันไม่ได้เขียนครอบคลุมทุกเรื่องในเชิงตัวอักษร เพราะฉะนั้นวันนี้ผมเข้าใจว่า อย่างกรณีของหัวหน้า คสช. หรือนายกรัฐมนตรี ก็คงลง ส.ส. ไม่ได้แล้ว แต่ถ้าบอกว่าตามตัวอักษร ก็ไม่ได้ห้าม ที่จะให้พรรคการเมืองเสนอชื่อ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี 1 ใน 3 ของบัญชี แล้วเจ้าตัวก็ยินยอมได้ ตามตัวอักษรคงไม่ผิด ตามเจตนารมณ์ก็ต้องบอกว่า คงไม่ค่อยสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเท่าไหร่หรอก เพราะมันชัดอยู่แล้วว่า เขาไม่ต้องการให้ฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัตินี้มาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง”

การที่ให้พรรคการเมืองเสนอชื่อ แล้วเจ้าตัวยินยอม ก็เกี่ยวกับการเลือกตั้งใช่หรือไม่
“ใช่ครับ เพราะว่าอันนี้คือบัญชีที่ไปเสนอกับประชาชนในการเลือกตั้ง มันไม่ใช่เป็นเรื่องการเสนอชื่อในสภา มันเป็นเรื่องการเสนอชื่อโดยพรรคการเมือง เพื่อไปรณรงค์ในการเลือกตั้ง แล้วก็การเลือกตั้ง เขาก็ต้องการให้พรรคการเมืองต่างๆ มีความชัดเจนว่า มีความตั้งใจจะสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี จึงมีบทบัญญัติที่บังคับเอาไว้ ไม่ใช่บังคับหรอก ให้สิทธิ์เอาไว้ในการเสนอชื่อ พรรคการเมืองไม่เสนอชื่อใครก็ได้ อย่างตอนนี้รู้สึกพรรคคุณไพบูลย์ก็บอกแล้วว่าจะไม่เสนอชื่อใคร รอสนับสนุนคนนอกอย่างเดียว อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ก็น่าจะชัดนะครับ จึงทำให้รู้สึกคราวที่แล้วผมก็ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่าข่าวคราวที่บอกจะมีการตั้งพรรค แล้วเอารัฐมนตรีมาเป็นหัวหน้าพรรคก็ดี มาเป็นเลขาธิการพรรคก็ดี จะเป็นรูปแบบที่มันแปลกอยู่

เพราะผมก็ต้องบอกว่า 2 ท่านนั้นก็ไม่สามารถลง ส.ส. ได้ แล้วก็เท่าที่ทราบก็คงไม่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ อะไรด้วย คำถามก็คือว่า ทำไมต้องเอาคนที่ถืออำนาจรัฐอยู่ มีอำนาจอยู่ในกระทรวงอุตสาหกรรมก็ดี กระทรวงพาณิชย์ก็ดี ซึ่งว่าไปแล้วก็มีคนบอก ให้คุณ ให้โทษกับนักธุรกิจได้มากมาย ทำไมจะต้องเอามาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ก็จะเป็นคำถามเหมือนกันว่า สอดคล้องกับเจตนารมณ์มั้ย ถ้าตีความตามตัวอักษรเขาก็บอกว่า ไม่ได้ห้าม เขาไม่ได้ลง ส.ส. ก็คงจะพูดอย่างนี้”

ถ้าเขาอ้างได้หรือไม่ว่า เขาเข้ามาเป็นรัฐมนตรี 2 คนนี้หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว
“บังเอิญเขาเป็นมาก่อน”

ตกลงเลยอ้างตรงนั้นไม่ได้
“ครับ แต่ว่าสมมติมีใครจะอ้างอย่างนั้นก็แปลกอยู่ อีกเช่นเดียวกันละครับ เพราะเจตนารมณ์ก็อย่างที่เราคุยกันตั้งแต่ต้น มันเป็นเรื่องของการที่รัฐธรรมนูญ มีเจตนาว่า ใครที่มีอำนาจรัฐอยู่ในขณะนี้ ในฝ่ายบริหาร ในฝ่ายนิติบัญญัติ หรือแม้กระทั่งตุลาการมังครับ ถ้าจะพูดไปแล้ว ก็คงจะไม่อยากให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง”

รัฐบาลต้องระมัดระวังด้วยหรือไม่ว่า การทำโครงการบางอย่าง เช่น ไทยนิยมยั่งยืนก็ดี หรืออื่นๆ ก็ดีในช่วงนี้ จะเป็นเรื่องของการนำเอารัฐ หรือกิจการของรัฐ งบประมาณของรัฐ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งในอนาคต เพราะถ้าตัวบุคคล จะไปพันกันกับในอนาคต

“ตรงนี้ต้องยอมรับว่าเส้นแบ่งมันก็บางนะครับ ความหมายก็คือ เราจะบอกว่า เอ๊ะ รัฐบาลเขาทำโครงการบางโครงการ เขาลงพื้นที่ แปลว่ามันผิด ผมว่าก็คงจะไปสรุปอย่างนั้นเลยไม่ได้ เพราะว่าการบริหารราชการแผ่นดินโดยปกติ ก็ต้องพยายามที่จะตอบสนองความต้องการของประชาชน ทำไปแล้วก็คงหวังว่าประชาชนพึงพอใจ ก็พูดง่ายๆ ก็คือว่า มันก็เหมือนกับได้คะแนนในทางการเมือง การลงพื้นที่ถ้าเป็นการลงไปแล้วเพื่อที่จะไปดูข้อเท็จจริง เพื่อทำให้การแก้ไขปัญหามันตรงจุด ดีขึ้น ผมว่าเราก็ไปต่อว่าเขาไม่ได้

แต่ว่าของอย่างนี้พอดูไปสักพัก มันก็จะดูออกเองว่ามันเป็นเรื่องของประสิทธิภาพของการบริหารราชการแผ่นดิน หรือมันเป็นเรื่องของการมีเป้าหมายทางการเมือง”

กรณีที่รัฐบาล ทำไลน์สาธารณะ เอางบประมาณไปซื้อที่จะทำ ไลน์ ประเภทนั้น
“คือการประชาสัมพันธ์ มันก็อยู่ที่การตัดสินใจของหน่วยงานนั่นแหละว่าจะใช้รูปแบบไหน อย่างไร แต่ว่ามันก็มีข้อสังเกตว่ารูปแบบที่จะทำอย่าง ไลน์ เอาไลน์ ออฟฟิเชียลมาทำนี้ มันจะประชาสัมพันธ์งานของรัฐได้ขนาดไหน

นั่นหมายถึงเอาว่า สมมติว่าเขาเปิดบัญชี ไลน์ ออฟฟิเชียลนี้ ข้อความที่เขาจะส่งมาให้คนที่ไปติดตามนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นการประชาสัมพันธ์ของรัฐสักแค่ไหน เพราะผมก็นึกไม่ค่อยออกว่า เขาจะเขียนอะไรมา แล้วก็ผมก็ไม่แน่ใจด้วยว่าจะมีคนติดตามมากน้อยแค่ไหน แล้วก็งบที่ใช้ 7 ล้านบาท”

ต้องจ่ายให้กับไลน์
“คือเปิดบัญชี 4 ล้านกว่า แล้วสิ่งที่เขาจะทำก็คือเป็นสติกเกอร์ ผมก็สันนิษฐานว่าคงจะเป็นสติกเกอร์รูปท่านนายกฯ นั่นแหละ แล้วก็วิธีก็คือว่า ใครอยากได้สติกเกอร์ชุดนี้ฟรี ก็สามารถที่จะไปโหลดมาได้ โหลดโดยการมาติดตามตัวไลน์ ออฟฟิเชียลตัวนี้ แล้วก็เขาก็จะสามารถส่งข้อความได้

ทีนี้ผมก็คุยๆ กับเพื่อนๆ หลายคนก็บอก อย่างนี้บริษัท ห้างร้าน ทำกันเยอะแยะ เวลาเขาอยากได้สติกเกอร์เขาก็โหลดสติกเกอร์มา เขาไม่อยากติดตามเขาก็บล็อคออกไป แล้วสติกเกอร์ก็ส่งกันไป ผมก็ไม่แน่ใจว่า ลองมาเทียบเคียงกับการที่เป็นรัฐบาล หรือรัฐ การประชาสัมพันธ์ตรงนี้มันจะเป็นอย่างไร แต่ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะอาจารย์

เขาเคยทำตัวนี้ตอนที่มีค่านิยม 12 ประการ แล้วเขาบอกมีสติกเกอร์ชุดนึง บังเอิญผมก็ไม่ได้ไปติดตาม แล้วก็ยังไม่เคยได้รับสติกเกอร์ชุดนั้นเลยนะ ก็เลยไม่รู้ว่าการทำอย่างนี้มันจะคุ้มค่าสักแค่ไหน แล้วมันเงินภาษีอากรของประชาชน 7 ล้านอาจจะบอกว่า แหม เรื่องเล็กน้อย งบของประเทศมันเป็นแสนล้านอะไรอย่างนี้ แต่มันก็เงินภาษีนะครับ 7 ล้าน”

ผม (อ.เจิมศักดิ์) ก็เคยใช้สติกเกอร์ที่เขาออกมา แล้วก็ใช้ได้ฟรี แต่ก็ยอมรับว่าคอยที่จะให้เขาส่งข้อมูลอะไรต่ออะไรเข้ามา ก็ได้อ่านอยู่ แล้วก็ตามอยู่ ทำไมเอกชนเขาทำได้ รัฐบาลทำไมถึงทำไม่ได้ คุณอภิสิทธิ์ว่าอย่างไร

“ผมก็บอกว่าทำได้ แต่ว่าผมถามว่าการประชาสัมพันธ์ของรัฐที่ว่านี้ มันคือเป้าหมายมันคืออะไร ข่าวสารที่ต้องการให้ประชาชนได้รับนี้ มันคือเรื่องแบบไหน เราต้องแยกกันระหว่าง เหมือนกับเวลาพวกผมเป็นรัฐบาลนะ ผมยังต้องเตือนเลยบอกว่า ประชาสัมพันธ์ในส่วนของรัฐส่วนหนึ่ง การจะโฆษณาหาเสียงอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้นต้องดูว่า ข้อมูลแบบไหนล่ะ ที่เขาจะมาส่งให้กับประชาชนทุกวัน โดยผ่านรูปแบบนี้ แล้วก็ 7 ล้านบาทนี่ก็ แหม 7 ล้านบาทก็คือได้ แอคเคาท์ตัวนี้ไป แล้วก็สติกเกอร์นั้นผมเข้าใจว่าจะมีอายุอยู่ ใช้ได้อยู่ประมาณ 90 วัน หรืออะไรทำนองนี้

ผมก็มาเทียบเคียงเล่นๆ นะ ผมมี อาจารย์ก็รู้ ที่เรียกว่า ไลน์@ ของผม อันที่ 1 ก็คือผมเสียเงินเดือนนึงรู้สึกจะ 1,800 – 1,900 บาท ไม่ใช่ 7 ล้านนะครับ แล้วก็เป็นเงินของผม ไม่ใช่เงินของหลวงนะครับ แล้วก็ 2 ก็คือว่า ผมก็สามารถสื่อสารถึงคนที่อยากจะมาตามผมได้ และผมสื่อสาร 2 ทางด้วยซ้ำ เพราะว่าใครที่เป็นสมาชิกไลน์@ ผม ก็จะทราบว่า ผมก็จะพยายามตอบนะ บางทีก็ช้าบ้าง เพราะบางคนใจร้อนเหมือนกัน ถามอะไรมา บอกโอ้ย ทำไมไม่ตอบซักที

ผมก็บอกมันหมื่นกว่าคนนะ ผมก็พยายามที่จะดูว่าอันไหนที่ต้องตอบ อันไหนก่อนหลังอะไรอย่างไร มันก็แสดงว่า ถ้าเกิดอยากจะทำ ไลน์@ นะ ผมก็ว่าก็ทำได้นะ ประหยัดเงินของประชาชนไปได้ตั้งเยอะ เพียงแต่ว่าเรื่องสติกกง สติกเกอร์ ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องหลัก เพราะถามจริงๆ เรื่องสติกเกอร์จะประชาสัมพันธ์รัฐว่าไงครับ มันก็จะ สวัสดี ขอบคุณ อะไรอย่างนั้นเหรอ แล้วมันประชาสัมพันธ์รัฐยังไงครับ”

ฟังดูคุณอภิสิทธิ์เป็นห่วงว่าจะใช้เงินของรัฐ และผลประโยชน์ของประชาสัมพันธ์ของรัฐ กับประชาสัมพันธ์ตัวบุคคล หรือในทางการเมืองในอนาคต มันจะพัวพัน สับสนวุ่นวาย
“จริงๆ ตัวนั้นไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่ผมตั้งคำถามเท่านั้นเองว่า เงินจำนวนนี้ประชาสัมพันธ์อะไรในเรื่องของรัฐ ผมยังนึกไม่ค่อยออก เนื้อหาอะไร ที่จะได้ผลจริงๆ เพราะอย่างที่ผมบอกก็คือว่า ถ้าเทียบกับห้างร้านนะ ผมว่าหลายคนก็คือโหลดสติกเกอร์มาใช้ แล้วก็ห้างร้านนั้นเขาประชาสัมพันธ์ ก็คือขายสินค้า ขายบริการเขา รัฐจะบอกอะไร ในรูปแบบนี้นะ”

สะท้อนให้เห็นได้หรือไม่ว่า รัฐกำลังมองว่า ช่อง 11 ของรัฐ ดูจะประชาสัมพันธ์ไปไม่รอด เพราะไม่มีใครดู ก็เลยหาหนทางในการไปทางไลน์บ้าง ไปทางโซเชียลมีเดีย
“ผมไม่ปฏิเสธนะครับว่า รัฐ แล้วก็รัฐบาล ต้องคิดเรื่องการใช้โซเชียลมีเดีย แต่การใช้โซเชียลมีเดียนั้นจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องใช้เงินแบบนี้ ในรูปแบบนี้”

คุณอภิสิทธิ์ก็พูดเองว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า โซเชียลมีเดียจะสำคัญมากในการรณรงค์
“ผมไม่ได้มีปัญหาเลยกับการใช้โซเชียลมีเดีย ต้องใช้อยู่แล้ว และในอนาคตทุกคนต้องใช้ ยิ่งการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่างที่ผมบอก ผมว่ารูปแบบจะเปลี่ยนไปเยอะ ผมว่าเรื่องการที่ประชาชนบอกว่า มีคนมาเคาะประตู หรือมาเปิดปราศรัยใหญ่ ปราศรัยย่อย แม้กระทั่งโทรทัศน์ จะมีรายการอะไร ทุกวันนี้คนดูก็น้อยลงไปเรื่อยๆ โซเชียลมีเดียก็สำคัญมาก

แต่ว่าการใช้โซเชียลมีเดียโดยตัวเอง ทีมงาน แล้วก็ทรัพยากรของตัวเอง กับการเอาภาษีอากรมาใช้ มันคนละเรื่องกัน ประเด็นอยู่ตรงนั้นมากกว่า

ส่วนเรื่องนี้จะเกี่ยวกับปัญหาของกรมประชาสัมพันธ์หรือไม่นั้น ผมก็ไม่แน่ใจ แต่ว่าเรื่องของกรมประชาสัมพันธ์ และช่อง 11 นั้น ผมก็ไม่สบายใจ เพราะว่า 1. เอาเรื่องวัตถุประสงค์ของช่อง 11 ก่อน ตอนก่อตั้งขึ้นมา รู้สึกจะได้รับการช่วยเหลือจากญี่ปุ่น ก็มีเงื่อนไขค่อยข้างชัด ก็คือ 1. ก็คือจะเป็นโทรทัศน์ให้การศึกษา ให้ความรู้ ให้สาระ ซึ่งต้องบอกนะครับว่า สถานีไหนที่ตั้งใจทำเนื้อหาสาระรายการ จะไปหวังเรตติ้งสูงๆ ก็คงไม่ง่าย ไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ยากทีเดียว กับ 2. ก็คือด้วยเหตุผลตรงนี้เขาก็บอกว่าอย่ามีโฆษณา เหตุผลที่ไม่ให้มีโฆษณา ก็เพราะว่าเมื่อมีโฆษณาปั๊บ การทำรายการก็จะเริ่มไปกังวล ผูกติดกับเรื่องการหารายได้ แล้วเมื่อผูกติดกับการหารายได้ เราก็จะพบความเป็นจริงว่า โดยธรรมชาติ ก็จะต้องหนักไปในเรื่องของบันเทิง หนักไปในเรื่องของอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นที่นิยมอยู่ มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของการให้ข้อมูลความรู้ ประชาสัมพันธ์แบบที่เป็นวัตถุประสงค์ของสถานีนี้”

และไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ผู้สปอนเซอร์ทั้งหลาย
“เอาละครับ ก็จะเกิดปัญหาต่อไปว่า โดยเฉพาะที่ผ่านมาในรอบประมาณ 15 – 16 ปีหลัง การแทรกแซงซื่อผ่านอิทธิพลของธุรกิจก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าวิธีที่รู้สึกว่าแทรกแซงได้ผลมากกว่าอย่างอื่นเดี๋ยวนี้ก็คือ ขู่ว่าจะถอนโฆษณา ทำให้ผู้ที่จะมาโฆษณากลัวว่า ถ้ามาโฆษณาแล้วมีรายการแบบนั้น แบบนี้จะมีปัญหา อันนี้ก็คือเอาอำนาจเงินไปผูกกับอำนาจการเมือง หรืออำนาจรัฐเข้าไปอีก
เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผลเฉพาะที่มาที่ไปของช่อง 11 เอง ผมไม่เห็นเหตุผลใดๆ เลย ที่บอกว่าวันนี้จะต้องตัดสินใจมาบอกขอโฆษณา พร้อมๆ กับการรับเงินงบประมาณไปด้วยในปัจจุบัน

ประการที่ 2 ไม่ดูเฉพาะช่อง 11 ดูสภาวะแวดล้อมของสื่อในปัจจุบัน เมื่อสัปดาห์ก่อนเรายังคุยกันอยู่เลยไม่ใช่เหรอครับว่าต้องใช้มาตรา 44 ในการมาช่วยกันอุ้ม ทีวีดิจิทัลหรือเปล่า ขนาดโทรทัศน์ที่เขาประกอบเป็นธุรกิจแท้ๆ เขายังมีปัญหาอยู่แล้วเลย วันนี้ช่อง 11 บอกว่าจะกระโดดไปเล่นกับเขาด้วย แล้วการกระโดดลงไปเล่นกับเขาด้วยนี้ ผมว่าจะทำให้เกิดข้ออ้าง หรือข้อครหาแน่นอน สำหรับผู้ประกอบการรายอื่น เพราะช่อง 11 ไปอยู่ในระบบดิจิทัล อยู่ในกล่องดิจิทัลที่ฟรีนี้ได้ ไม่ได้เป็นบนเงื่อนไขของการเข้าไปประมูล เข้าไปในฐานะช่องที่เผยแพร่ข้อมูลสาธารณะ จึงไม่ต้องประมูล ไม่ต้องเสียเงิน

และเนื่องจากตรงนั้น ก็จึงไม่ควรที่จะต้องมาแข่งขันกับเขา ในการไปแย่งบริษัทมาโฆษณา ผมเป็นสถานีโทรทัศน์เอกชน แค่นี้ก็จะตายกันอยู่แล้ว ใช้คำนี้ก็แล้วกัน อยู่ดีๆ มีสถานีของรัฐไม่ต้องประมูล อ้างว่าเผยแพร่ข้อมูลสาธารณะ มาแย่งตลาดกับผมด้วยนี่ ผมว่าเดี๋ยวก็เป็นข้ออ้างในการร้องไป กสทช. อีก เพราะฉะนั้นผมดูแล้ว ถ้าเกิดเดินหน้าในเรื่องของการให้ช่อง 11 โฆษณา ผมว่าจะมีปัญหาตามมามากมาย แล้วก็จะเกิดคำถามมากมายเลยว่า แล้วตกลงช่อง 11 มีหน้าที่ หรือมีภารกิจที่จะต้องทำแบบนี้หรือไม่

เมื่อพูดอย่างนี้แล้ว ก็ต้องให้ความเห็นใจกับกรมประชาสัมพันธ์ กับช่อง 11 ซึ่งประสบปัญหาอยู่ ผมเข้าใจว่าก็คงอยากจะมีรายได้มากกว่านี้ ก็อาจจะต้องไปดูละครับว่า จะทำแผนอะไรที่จะทำให้ช่อง 11 สามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น มีทรัพยากรมากขึ้น หรือจะปรับบทบาท หรือโครงสร้างของช่อง 11 ไปเป็นในรูปแบบไหน อย่างไร คิดในทำนองนั้นดีกว่าครับ อย่ามาคิดเรื่องของการที่จะเอาวิธีการบอกว่าจะขอโฆษณาเข้ามา

อย่าลืมนะครับ พอเป็นหน่วยงานรัฐ เผลอๆ เรื่องของโฆษณาก็จะมีปัญหาอีก เพราะว่าเดี๋ยวก็อาจจะมีรัฐ ไปส่งสัญญาณกับธุรกิจต่างๆ ว่า เฮ้ย คุณต้องมาโฆษณากับผมนะ เพื่ออย่างนั้น เพื่ออย่างนี้ก็จะยิ่งกระทบกระเทือนหลายสิ่งหลายอย่างเข้าไปใหญ่”

คุณอภิสิทธิ์จะให้ทางออกอย่างไร ถ้าไม่ใช่เช่นนั้น ปัจจุบันสิ่งหนึ่งที่สังเกตดูช่อง 11 หรือ NBT ที่คนไม่อยากดู เพราะนักการเมือง หรือรัฐบาล เข้าไปแทรกแซง
“ก่อนที่จะไปบอกว่าช่อง 11 เขาไม่อยากจะดู ความจริงเรตติ้งเขาไม่ได้อยู่อันดับบ๊วยนะอาจารย์ เขาก็ยังอยู่เหนือสถานีโทรทัศน์เอกชน 3 – 4 ช่องนะ เท่าที่ผมเคยติดตามอยู่ แต่ว่าแน่นอนเขาคงมีข้อจำกัดในการที่จะทำรายการที่ใช้งบประมาณมากๆ เพราะเขาก็มีงบประมาณจำกัด อันนี้ก็ต้องเห็นใจเขา”

แล้วการแทรกแซงจากทางการเมือง โดยรัฐบาล
“แต่รายการน่าดู ไม่น่าดูนั้น อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วก็ส่วนหนึ่งอย่างที่อาจารย์พูดก็คือว่า ถ้าสถานีถูกมองว่า การนำเสนอเนื้อหาสาระ มันถูกชี้นำ โดยเฉพาะจากผู้มีอำนาจก็ดี หรือมองว่ามันเป็นเรื่องของการเมืองก็ดี แล้วมันเป็นการเมืองแบบโฆษณาชวนเชื่อฝ่ายเดียว ผมว่าทุกยุค ทุกสมัย ก็จะมีปัญหาว่าคนก็จะไม่นิยมดู”

ถ้าอย่างนั้นเราให้ช่อง 11 เป็นอิสระได้หรือไม่ เป็นเหมือน PBS อยู่หลายช่องในต่างประเทศ เราทำได้หรือไม่ ให้เป็นองค์กรอิสระ จะด้วยวิธีการใดก็ตาม
“อันนั้นก็เป็นทางเลือกหนึ่ง ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นทางเลือกที่ดี แต่ปัญหาที่ผ่านมาในอดีต ก็คือว่า คนที่สังกัดอยู่ ตัวกรมประชาสัมพันธ์ และช่อง 11 หลายคนไม่พร้อมที่จะสละสถานะของความเป็นข้าราชการ ก็เลยจะถูกต่อต้านมาโดยตลอด อันนี้ก็เป็นสิ่งที่บอกว่าถ้าจะเลือกเส้นทางนี้ ก็ต้องไปตอบโจทย์ตรงนั้น

แต่ว่าพออาจารย์พูดถึง PBS ก็ดี เพราะว่านั่นคือรูปแบบที่เราใช้ภาษีเหล้า ภาษีบุหรี่ เข้าไปเจือจุน แล้วก็หลายคนก็จะบอก โอ้โห ได้เงินเยอะทีเดียว อะไรต่างๆ เขาก็ทำหน้าที่ของเขา เคยดูเรตติ้งก็ดีกว่า ช่อง 11 อยู่อาจจะสัก 3 – 4 เท่า แต่ช่อง 11 อาจจะบอก ได้งบกว่าตั้งเกือบ 10 เท่า คืออีกทางนึงก็คือว่า ถ้าช่อง 11 อยากได้รายได้เพิ่ม ก็ลองไปคิดปรึกษากับ กสทช. ดีไหมว่า ถ้าคุณทำเพื่อสาธารณะจริงนะ แล้วตัดเรื่องการแทรกแซงออกไป ถ้าคุณทำเพื่อสาธารณะจริง กสทช. น่าจะมีวิธีการในการเอารายได้ของ กสทช. จากสื่ออื่นๆ หรือการประมูล หรืออะไรก็ตาม มาอุดหนุนตรงนี้ได้นี่ครับ”

เช่น เก็บภาษี หรือค่าธรรมเนียม
“จริงๆ ตอนนี้ผมเข้าใจ กสทช. มีเงินอยู่ไม่น้อยนะครับ แต่จะทำเพิ่มก็ได้ อย่างที่อาจารย์พูด สมมติว่าจะไปเก็บจากรายการ (ละคร ประกวดเพลง อะไรที่สามารถที่จะมีรายได้สูงมาก เพื่อเอามาเจือจุนรายการสาธารณะเรื่องการศึกษา) ตรงนั้นก็ต้องระวัง เพราะว่าโทรทัศน์เหล่านั้นเขาก็บอกว่ากติกานี้เขาไม่เคยรู้มาก่อนเหมือนกัน ตอนที่เขาเข้าประมูล แต่ผมว่า กสทช. มีรายได้เยอะอยู่แล้วในปัจจุบัน สามารถที่จะทำตรงนี้ได้ครับ”

ถ้าเขาบอกว่าทำได้ แต่ว่าช่อง 11 หรือ NBT ต้องปรับให้เป็นองค์กรอิสระ คนของช่อง 11 หรือกรมประชาสัมพันธ์จะยอมหรือไม่ เพราะสมัยหนึ่งจำได้ว่าประชาธิปัตย์ โดยคุณหญิงสุพัตรา อยากจะเห็นเป็นองค์การอิสระมหาชนเกิดขึ้น แต่คนในกรมประชาสัมพันธ์ก็ยังอยู่
“ก็เคยคิดจะทำอะไรแบบนี้ครับ ปัญหาของการปรับออกจากระบบราชการก็จะมีทุกหน่วยงาน ก็อยู่ที่เงื่อนไขของการที่จะ อาจจะเจรจากับบุคลากรว่าอะไรที่รับได้ รับไม่ได้ ก็ต้องไปพยายามที่จะจูงใจตรงนั้น ถ้าอยากจะไปในแนวขององค์กรอิสระ”

ยังจำเป็นมั้ย ต้องมีโทรทัศน์ช่อง NBT บางคนบอกว่า ถ้าอย่างนี้ ตอนนี้ถ้าไม่มี แล้วเราอยากตัดออกจากรัฐอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าไม่มี ที่เหลือนี้พอแล้ว
“แหม ถ้าอาจารย์พูดอย่างนี้มันก็อาจจะไม่ค่อยเป็นธรรมนะ เพราะว่าถ้าผมถามคำถามเดียวกับทุกช่อง มันก็พูดได้หมด ตัดไปอีก ตัดไปช่องนึง แต่เป็นคำถามที่ทำให้ต้องกลับมากระตุกช่อง 11 ว่าตกลงที่ต้องมีนั้นเพราะอะไร ถ้ามีคำตอบที่ชัดเจน เช่น เพราะช่องอื่นยังไม่ยอมเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ การรับรู้ อาจจะการทำงานของรัฐ หรือการประชาสัมพันธ์ของรัฐ ผมว่าโอเค เป็นคำตอบได้ว่าต้องมี แต่จากนั้นก็ต้องมาดูว่า เมื่อต้องมีแล้ว จะทำภารกิจนั้นให้มีประสิทธิ์ภาพสูงสุด คุ้มค่าที่สุด จะต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้าง องค์กร กติกาอย่างไร แต่ว่าผมยืนยันว่าผมไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้ดึงโฆษณา หรือโฆษณาได้”

กรมประชาสัมพันธ์ยังสมควรต้องมีอยู่ต่อไปหรือไม่
“ผมก็จะให้คำตอบเดียวกับคำถามเมื่อสักครู่ ผมก็ต้องมาถามว่าที่ต้องมีอยู่นี้ เพราะการเผยแพร่ข้อมูลบางอย่าง มีปัญหาในการที่จะใช้ผ่านช่องทางอื่นใช่มั้ย ถ้าใช่ ก็จำเป็นต้องมีอยู่”

ถ้ากรมประชาสัมพันธ์ เอา Hardware ออกไปก่อน ช่อง 11 วิทยุ
“เมื่อกี้พูดว่าช่องต้องมีมั้ย ตอนนี้อาจารย์มาถึงว่า กรมนี้ มีมั้ย”

กรมประชาสัมพันธ์ก็คือคนที่ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ซึ่งตอนนี้กระทรวง ทบวง กรม ทุกหน่วย รวมทั้งรัฐวิสาหกิจ ต่างมีฝ่ายประชาสัมพันธ์ ฝ่ายสื่อสารองค์กรของตัวเองทั้งสิ้น แล้วเวลาจะทำอะไรก็ตาม เขาก็สัมพันธ์กับสื่อทั่วไป รวมทั้งโซเชียลมีเดีย ตกลงกรมประชาสัมพันธ์ยังมีหน้าที่ที่จะสร้างความเข้าใจอันดีหรือไม่

“คือก็อาจจะพูดอย่างนี้ได้ว่า งานหลายอย่างของรัฐบาล หรือของรัฐ มันจะมีงานในภาพรวม หรืองานในเชิงยุทธศาสตร์ เชิงนโยบายซึ่งอาจจะข้ามกระทรวง อันนี้ต้องยอมรับ เพราะอาจารย์ก็ต้องยอมรับว่า แต่ละกระทรวง หรือแม้กระทั่งแต่ละกรม เวลาเขาไปประชาสัมพันธ์ เขาก็มักจะไปประชาสัมพันธ์เฉพาะภารกิจของเขา แต่ว่ามันอาจจะมีหลายเรื่อง นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมกรมประชาสัมพันธ์ถึงอยู่สำนักนายกฯ

เพราะฉะนั้นอย่างที่ผมบอกก็คือว่า ถ้ามองว่าการสื่อสารงานของรัฐในภาพรวม ไม่สามารถที่จะทำโดยช่องทางอื่นๆ อย่างที่อาจารย์พูดได้  กรมประชาสัมพันธ์ก็ยังต้องมีอยู่”

แล้วตอนนี้กรมประชาสัมพันธ์ทำหน้าที่ในการบูรณาการ หรือในการเอาสิ่งที่กระทำของกระทรวงต่างๆ เข้ามาบูรณาการแล้วเอาออกมาให้เห็นภาพรวม ยังทำอยู่หรือเปล่า

“ผมว่าทำ พยายามทำ แต่เขาก็อยู่ภายใต้ข้อจำกัดก็คือว่า บรรทัดฐานของหลายยุค หลายสมัย ก็กลายเป็นว่าถูกชี้มา ถูกสั่งมา มันก็เลยทำให้คนทำงาน บางทีก็อยู่ในภาวะลำบาก คือพอไม่ทำตามสั่ง ไม่ทำตามที่ชี้ แล้วก็รัฐบาลไหนไม่มีคุณธรรมก็โดนเล่นงาน เพราะฉะนั้นพอถูกสั่ง ถูกชี้มาก็เลยต้องทำตาม ความเป็นอิสระ การจะสามารถใช้ศักยภาพของตนเองในฐานะนักประชาสัมพันธ์ มันก็ถูกจำกัดโดยตรงนี้

เพราะฉะนั้นถ้าเกิดสามารถที่จะทำให้เขามีความเป็นอิสระมากขึ้น จะไปบอกว่าอิสระเสียจนที่เรียกว่าไม่ฟังเลยว่า คนที่เป็นรัฐเขาทำอะไรกันอยู่ ก็คงไม่ใช่ แต่ความเป็นอิสระในการใช้ศักยภาพทางวิชาชีพของเขา แล้วก็ไม่ถูกเอาเรื่องของการเมืองมาบังคับ ชี้นำอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็คงจะทำให้มันดีกว่านี้ แล้วก็มีโอกาสที่จะมีคนดูมากกว่านี้ด้วย”

ฟังคุณอภิสิทธิ์ ไม่เห็นด้วยที่จะไปขอใช้มาตรา 44 ที่จะสั่งให้ ช่อง 11 หรือ NBT มีโฆษณา อันนี้ไม่เห็นด้วย?
“44 หรือจะไม่ 44 คือจะไปแก้ระเบียบอะไรตามปกติผมก็ไม่เห็นด้วยทั้งนั้น เพราะผมเห็นว่ามันขัดกับวัตถุประสงค์ของการตั้งช่อง 11 มา แล้วก็จะไปสร้างปัญหาแน่ๆ กับผู้ประกอบการรายอื่น แล้วก็อาจจะเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการรายอื่น กลับมาเล่นงานรัฐ หรือ กสทช. อีก”

หวังได้หรือไม่ว่า รัฐบาลนี้ก็จะต้องปฏิรูปกรมประชาสัมพันธ์ เพราะถ้ารัฐบาลนี้ไม่ทำ หลังการเลือกตั้ง เห็นรัฐบาลไหนขึ้นมาก็จะใช้กรมประชาสัมพันธ์เป็นเครื่องมือของรัฐบาล หรือของนักการเมืองตลอด ถ้ารัฐบาลนี้คิดจะปฏิรูป ก็ต้องปฏิรูป
“ก็อยากให้เร่งทำ แต่ว่าผมก็ยังหวังนะว่า หลังเลือกตั้งจะได้รัฐบาลที่ดีที่จะมาทำเรื่องนี้ได้”

ประชาธิปัตย์จะทำหรือไม่
“ตั้งใจนะครับว่าเรื่องของสื่อ ไม่ใช่เฉพาะช่อง 11 หรอก แต่ว่าที่เราพูดถึงการปฏิรูปสื่อนี้ ว่าทำอย่างไรเรื่องของความเป็นอิสระ ควบคู่กับความรับผิดชอบ มันเกิดขึ้น แล้วก็ที่เราเคยทำมาคือ ผลักดันเรื่องกฎหมายสื่อสร้างสรรค์ก็ดี ความพยายามที่จะให้มีกฎหมายวิชาชีพที่ คนในวงการเขาเห็นพ้องต้องกันว่า ถึงเวลาที่เขาจะต้องรับผิดชอบตัวเขากันเองมากขึ้น แล้วก็จริงๆ แล้วในแง่ของการ แม้กระทั่งช่อง 11 ผมก็เคยย้ำตอนนั้นว่า ฝ่ายค้านเขาต้องมีพื้นที่ มีเวทีให้ออกนะ สมัยที่ผมเป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องที่ว่า ทุกรัฐบาลตั้งใจว่าจะใช้อยู่ฝ่ายเดียว ผมนี้ให้เป็นนโยบายเลย แล้วบังเอิญตอนนั้นเขาไม่มีผู้นำฝ่ายค้าน ผมบอกถ้าเขามีผู้นำฝ่ายค้าน ให้เวลาผู้นำฝ่ายค้านเลย เหมือนกับให้เวลานายกฯ ออกรายการ แล้วก็จำได้ว่า พอไม่มีผู้นำฝ่ายค้าน ผมยังบอกเลยว่า ควรจะมีสักรายการนึง ซึ่งวิปของทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน มาแสดงความคิดเห็นเขาก็จัด”

- พัก -

สกลธี เขาลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ คุณอภิสิทธิ์บอกให้เขาลาออก หรือเขาลาออกเอง
“เขามาพบผมก่อนเขาลาออก 1 วัน คือมาบอกให้ผมทราบว่าทาง คสช. ทาง กทม. ทาบทามให้เขาเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เขาก็คิดว่าเขาอยากจะไปทำงานนี้ ก็คุยกัน ก็บอกว่าถ้าจะไปก็ลาออกเสียดีกว่า แต่เขาอาจจะตั้งใจมาลาออกอยู่แล้วก็ได้ ผมไม่ทราบ

ก็เป็นเรื่องที่ถ้าจะมองแค่นี้ก็มองได้ว่า มีคนมาทาบทาม แต่ว่าในความเป็นจริงปรากฎการณ์นี้ ถ้าเราตรงไปตรงมา เอาอย่างนี้ดีกว่า ก่อนหน้านั้นกี่วันล่ะ ที่เขาไปทำเนียบ ไปพบกับคุณสมคิด แล้วก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ เพราะว่าจะพูดอย่างไรคนก็ไม่ค่อยเชื่อหรอกครับว่า ไม่ได้คุยกันเรื่องของการเมือง

แล้วก็การมาทาบทาม เจาะจงกับอดีต ส.ส. มันก็ไม่ธรรมดา เพราะว่าพูดตามจริง คนที่ผมว่าพร้อมที่จะไปทำหน้าที่เป็นรองผู้ว่าฯ กทม. ที่อยู่นอกวงของอดีต ส.ส. ก็เยอะแยะไป แล้วก็ที่ผ่านมาก็รู้สึกตัวรัฐบาลก็ค่อนข้างจะหลีกเลี่ยงไม่ใช่เหรอครับ การดึงคนของการเมืองเข้าไป ก็มีค่อนข้างน้อย ทำแต่ละครั้งก็จะมีการวิพากษ์วิจารณ์

ก็คงจะต้องรอดูต่อไปก็แล้วกันว่า การลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ เพื่อไปทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง หรือลาออก และในที่สุดจะไปสังกัดพรรคการเมืองอื่น ผมว่าตรงนั้นมันจะเป็นคำตอบในตัวของมันเอง”

สมมติว่าเขาไปสังกัดพรรคการเมืองคุณสมคิด แล้วเอาฐานของการเป็นรองผู้ว่าฯ เข้าทำความคุ้นเคย หาเสียง หรือมีโครงการทำโน่นทำนี่เพื่อให้ได้คะแนนนิยมขึ้นมา จะทำให้พรรคการเมืองใหม่ของคุณสมคิด มีฐานในกรุงเทพฯ เพิ่มมากขึ้น ถ้าคิดอย่างนี้ คิดมากไปหรือไม่

“ก็คงไม่คิดมากไป เพราะผมเชื่อว่าหลายคนก็วิเคราะห์อย่างนั้น แล้วก็มันก็กลับไปสู่เรื่องเดิมที่เราคุยก่อนหน้าที่จะพักไปเมื่อสักครู่ว่าสุดท้ายการทำการเมืองในคณะผู้มีอำนาจในปัจจุบัน มีแนวคิดในการทำการเมืองอย่างไร ตรงกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญมั้ย ตรงกับการปฏิรูปการเมืองมั้ย

แต่ว่าเอาละ ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้นะครับ ผมคิดว่าพูดตรงๆ ก็คือที่เคยคุยกันไปแล้ว ผมว่าตอนนี้คุณสมคิดก็ชัดเจน ท่านนายกฯ เองก็คงไม่ต้องการปิดทางตัวเองในการที่จะมีโอกาสกลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง ซึ่งก็คงไม่ฝากไว้กับช่องทางการเป็นคนนอกอย่างเดียว ก็คงจะคิดเรื่องของพรรคการเมืองที่มาสนับสนุนด้วย ก็ว่ากันไปนะครับ

โดยหลักการผมก็วิจารณาไปหมดแล้ว แต่ว่าในความเป็นจริง ถ้าตีความตามตัวอักษรก็ทำได้ทั้งนั้น ก็เป็นเรื่องที่ก็ต้องว่ากันไป”

แปลว่าอะไร ถ้าตีความตามตัวอักษร ทำได้ทั้งนั้น
“ก็ทำได้ทั้งนั้น ก็คือว่า เขาก็บอกว่า มันไม่มีอะไรที่มันขัดกับบทบัญญัติข้อไหน (เพราะตัวอักษร) ไม่ได้เขียนอย่างนั้น แต่ว่าเจตนารมณ์เมื่อกี้เราพูดกันไปแล้ว ก็อีกเรื่องนึง ก็ไม่แปลกอะไรสำหรับการเมืองไทยไม่ใช่เหรอครับ”

แล้วเรื่องที่บอกว่าเรากำลังจะปฏิรูปการเมือง อยากจะเห็นพรรคการเมืองที่มีคุณสมบัติ มีคุณภาพที่ดี แต่ถ้าใช้วิธีดึงคนนั้น ดูดคนนี้ เท่าที่ฟังจะเป็นจริงหรือเปล่า
“ผมถึงบอกว่าการเมืองไทยก็คงต้องเป็นแบบนี้ แต่ถ้าทำกันแบบนี้ ผมว่าต่อไปความชอบธรรมที่จะพูดเรื่องปฏิรูปการเมือง ความชอบธรรมที่ใช้คำว่าธรรมาภิบาล คงต้องมาตั้งคำถามกันพอสมควร เนื่องจากว่าที่ผ่านมา พวกผมที่เป็นนักการเมืองเก่า พรรคการเมืองเก่า ก็ถูกประนามมาเยอะ โดยผู้มีอำนาจในปัจจุบัน แต่วันนี้ก็ดูพฤติกรรมของท่านเองก็แล้วกันว่า เหมือนการเมืองเก่ามั้ย เอานักการเมืองเก่ามั้ย ก็จะเป็นตัวพิสูจน์ต่อไป”

ในฐานะที่นั่งข้างเวทีการเมือง แล้วก็ดูมาตั้งแต่นายทักษิณประกาศจะมีพรรคการเมืองไทยรักไทย ตอนนั้นเอาผู้คน เอาป๋าเหนาะ จากความหวังใหม่ จาตุรนต์ คนโน้นคนนี้ เอาเข้ามารวม แล้วก็แต่งหน้าเค้กใหม่ให้ดูดี มี อ.คณิต ณ นคร หมอเกษม วัฒนชัย แต่ในที่สุดแล้วความก็ปรากฎว่าหน้าเค้กทั้งหลายก็วิ่งกระเจิงหมด เพราะไม่เป็นไปอย่างที่พูด ตกลงอันนี้จะเข้ารอบเดิมหรือไม่

“ถ้าเกิดใช้อำนาจรัฐในการดึงคน ถ้าเอาเรื่องผลประโยชน์มาดึงคน ผมว่ามันก็เหมือนเดิม ผมถึงบอกว่า คงต้องติดตามดูต่อไป ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายละครับ เดี๋ยวเราก็ดู เราก็จะรู้เองว่า ท่านรองผู้ว่าฯ ท่านใหม่ ท่านไปเพื่อทำงานให้ กทม. หรือไปเพื่อทำงานให้กับพรรคการเมืองที่จะตั้งขึ้น มันจะเป็นคำตอบเอง”

มันก็ไปด้วยกันได้ไม่ใช่เหรอ ทำงานให้ กทม. ด้วย แล้วจะได้ทำงานเพื่อพรรคการเมืองใหม่ด้วย
“เดี๋ยวผมว่ามันก็จะมีคำตอบของมันเองดีกว่านะครับว่าจะเป็นอย่างไร แต่ว่า ผมก็ย้ำอีกครั้งว่า ถ้าเราทำงานแบบหลีกเลี่ยงเจตนารมณ์เพราะบอกว่าตัวอักษรทำได้ ถ้าเรายังเอาเรื่องของผลประโยชน์มาต่อรองกันทางการเมือง ผมก็ว่าการเมืองก็คงไม่ได้ปฏิรูป และคนที่ทำก็ไม่ควรจะมีสิทธิ์พูดเรื่องการปฏิรูป หรือเรื่องธรรมาภิบาลอีกต่อไป ก็เท่านั้นเอง”

จะโทษคนดูดเสียทีเดียวทั้งหมดก็ไม่ได้หรือเปล่า เท่าที่ดูการเมือง มันมีแนวคิดอยู่ว่า ใครที่มีอำนาจแล้วมีโอกาสจะเป็นนายกฯ เขาก็จะแห่ไป จำได้ว่าคุณเสนาะเคยพูดว่า ตอนที่คุณบรรหารจะได้เป็นนายกฯ พวกเราก็ไปอยู่กันชาติไทย พอถัดมาเราคิดว่าประเมินว่าบิ๊กจิ๋วจะได้เป็นนายกฯ พวกเราก็ย้ายไปอยู่ความหวังใหม่ พอประเมินว่าทักษิณ น้องทักษิณจะเป็นนายกฯ เราก็ย้ายกันไปจากความหวังใหม่ จากที่อื่น ย้ายไปอยู่ไทยรักไทย เที่ยวนี้เขาก็ใช้สูตรเดียวกัน จะไปโทษคนดูดไม่ได้ เพราะเขาสร้างให้ดูภาพว่าได้เป็นแน่ คนอื่นก็ย้ายกันมา

“ไม่หรอกครับ คนที่ไปนี้ มันก็เป็นสิทธิของแต่ละคน เป็นทางที่แต่ละคนจะเลือก แล้วก็คนที่ไปนี้ ผมก็ไม่อยากจะไปบอกว่า เขาถูกทั้งหมด หรือผิดทั้งหมด ผมว่ามันก็มีบางคนที่เขามีความเชื่อว่า ถ้าเขาทำประโยชน์ให้กับส่วนร่วมได้ตรงไหน เขาก็ไป อย่าว่าแต่พรรคการเมืองเลย แม้กระทั่งการตัดสินใจว่าจะไปร่วมทำงานให้กับรัฐบาลที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมั้ย กับ คสช. มั้ย มันก็จะมีแบ่งกันไม่ใช่เหรอครับ คนจำนวนนึงก็บอกว่า เอาเถอะ ผมไปนี้ ผมไปเพื่อทำเพื่อส่วนร่วม แต่อีกส่วนหนึ่งที่วิ่งเข้าไปหาศูนย์อำนาจ แล้วมีผลประโยชน์ส่วนตัว มีผลประโยชน์ทางธุรกิจ แล้วก็ในที่สุดมันก็จะฟ้องมาเองจากพฤติกรรมของการทุจริต คอร์รัปชัน หรือใช้อำนาจในทางไม่ชอบ จะไปบอกว่าทุกคนที่ไปนี้เหมือนกับหมดนั้น ผมว่าคงไม่เป็นธรรมเท่าไหร่

แต่ว่าถ้าถามผม ซึ่งเป็นนักการเมืองอาชีพ โตมากับพรรคการเมืองที่เป็นสถาบัน ผมก็ไม่นิยมการทำงานการเมืองแบบนั้น ผมว่าการที่มีสังกัดที่มีจุดยืน ที่มีความชัดเจน แล้วก็ไม่จำเป็นว่าการทำงานจะต้องวิ่งเข้าไปเพื่อมีอำนาจอยู่ตลอดเวลา มันเป็นแนวทางที่น่าจะยั่งยืนกว่า สำหรับการเมืองไทย และสำหรับประเทศในอนาคต”

ชาวบ้านจะทำอย่างไร เมื่อพรรคการเมืองในอุดมคติ ในอุดมการณ์ ยกตัวอย่างอังกฤษ อเมริกา เยอรมัน เป็นเรื่องของพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ แล้วมีนโยบายที่สอดคล้องกับอุดมการณ์เอาไว้ขายว่า อันนี้คือจุดที่เราจะเดินหน้าไปทางนี้ ใครเห็นด้วยกับเรา ก็เลือกเรา หรือเข้ามาเป็นสมาชิก แต่ถ้าถูกหลอกกันไปหลอกกันมาอย่างนี้ จะให้ชาวบ้านทำอย่างไร

“ก็คงต้องติดตามพฤติกรรมของทุกคน ทุกพรรคละครับ แล้วก็ตัดสินใจว่า อะไรที่จะดีที่สุดสำหรับประเทศ ผมถึงได้พูดมาตลอดว่า ปัญหาวิกฤติทางการเมืองที่เราพูดถึงวัฒนธรรมทางการเมืองส่วนหนึ่ง อันนี้ก็เกี่ยวข้อง

อีกส่วนหนึ่งที่ผมใช้คำว่า เสรีนิยมประชาธิปไตย แล้วถึงบอกว่า คนที่มาจากการเลือกตั้งนี้ไม่ใช่เสรีนิยมประชาธิปไตยเสมอไปนี้ คือคำว่าเสรีนิยมประชาธิปไตย คนที่มาจากการเลือกตั้ง คนที่มีอำนาจจากการเลือกตั้ง เขาจะขีด มีขอบเขตของการใช้อำนาจนั้น สภาพปัญหาในสังคมที่เกิดขึ้น ค่านิยมที่เกิดขึ้น ที่อาจารย์กำลังพูดถึงทั้งหมดนี้ มันมาจากความไม่เป็นเสรีนิยม ในความเป็นประชาธิปไตยในแง่ของการเลือกตั้ง

ก็คือ ใครที่คิดว่าถ้ามีอำนาจเมื่อไหร่กินรวบ คำว่ากินรวบก็คือพอไปมีอำนาจปั๊บ ทำได้ทุกอย่าง อันนี้คือที่มาที่มันทำให้เกิดทั้งพฤติกรรม และค่านิยมว่าทำไมถึงจะต้องวิ่งเข้าไปสู่อำนาจตลอดเวลา เพราะพอไปมีอำนาจแล้วทำเสียทุกอย่าง จนมันทำลายการตรวจสอบ ถ่วงดุล หรือความสมดุลในระบบการเมือง”

การย้ายสนามม้า จะมีผลกระทบ หรือพัวพันทางการเมืองหรือไม่
“ผมยังนึกไม่ออกเลยนะครับ”

ก็เมื่อสนามม้าเป็นแหล่งผลประโยชน์มหาศาลของทหาร แล้วก็ทหารพวกไหนกลุ่มไหนอย่างไร เพราะฉะนั้นการย้ายสนามม้าย่อมกระทบผลประโยชน์ของทหารบางส่วน แล้วทหารก็กำลังเข้าสู่วงการเมืองแบบแปลกๆ มันจะกระทบใครอย่างไรหรือไม่
“แหม ผมตามอาจารย์ไม่ทันแล้วเรื่องนี้”




บทความอื่นๆ