บทความ

“ประชาธิปัตย์ยุคใหม่”  มีคนทุกรุ่นร่วมกันทำงาน
16 พ.ค. 2561

“ประชาธิปัตย์ยุคใหม่” มีคนทุกรุ่นร่วมกันทำงาน



(16 พฤษภาคม 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคการเมืองที่เขาบอกว่าเก่าที่สุด เราถึงได้บอกว่า เราเองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่การเปลี่ยนแปลงของเราก็คือ เอาความคิดใหม่ๆ เอาคนใหม่ๆ เข้ามาผสมผสานการทำงานกับคนที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราพูดถึงประชาธิปัตย์ยุคใหม่ แต่เราก็ยังเห็นบทบาทของบุคคลอย่าง “คุณชวน” นี่คือการผสมผสานของพรรคประชาธิปัตย์ว่า คนทุกรุ่นมาช่วยกันทำงาน แต่ไม่ใช่ว่าทำงานแล้วหยุดอยู่กับที่ ทำงานแล้วก็ต้องมีการผลักดันแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องของการแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วย

ส่วนการที่คนหวังว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีหน้าใหม่เข้ามา จะมีพรรคใหม่เข้ามานั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรื่องการมีหน้าใหม่ ดูเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เห็นง่าย แต่ว่าสุดท้ายถ้าเราบอกว่าเราจะปฏิรูป คงไม่ได้มาดูที่หน้าหรอก จะดูที่ว่ารัฐบาลชุดต่อไป มันหลุดพ้นจากปัญหาเก่าๆ มั้ย ถ้าหน้าใหม่แต่มาทำเหมือนเก่า หน้าใหม่แล้วก็มาทำการเมืองแบบเก่าๆ เรื่องผลประโยชน์ เรื่องทุจริต เรื่องพรรค เรื่องพวก แล้วหน้าใหม่จะมีประโยชน์อะไร แต่ว่าถ้าเกิดแม้จะเป็นคนเก่า แต่สามารถทำให้มันหลุดพ้นจากเรื่องเก่าๆ ได้ นั่นน่าจะเป็นคำตอบที่ดีกว่า

คำต่อคำ
สรุปแล้วเป็นแค่ Marketing หรือว่าจะปราบโกงได้จริง วันนี้คุณอภิสิทธิ์ไปร่วมอภิปรายหัวข้อ “รัฐธรรมนูญปราบโกง”
“วันนี้ความจริงต้องบอกว่าทางผู้จัด ก็คือทางคณะกรรมาธิการของ สนช. และอนุกรรมาธิการอีกคณะหนึ่งด้วย รวมทั้งท่านประธาน ปปช. ก็ไปนั่งฟังอยู่ด้วย ก็ต้องถือว่าใจกว้างนะครับ เปิดให้ผม แล้วก็มีคุณพงษ์เทพ แล้วก็มี อ.บรรเจิด ได้ไปวิจารณ์ค่อนข้างตรงไปตรงมา ก็จะเป็นเวที เรา 3 คนนี้ไม่ได้นัดหมายกันนะครับ แต่พูดตรงกันว่า ในที่สุดแล้วรัฐธรรมนูญเป็นอย่างมากก็ได้แค่กรอบในการที่จะกำหนดเรื่องของการปราบปรามการทุจริต ลำพังตัวรัฐธรรมนูญเองก็ทำไม่ได้หรอก

ประการที่ 2 ก็อาจจะมีความเห็นแตกต่างกันไปว่า ที่เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญ มีข้อดี – ข้อเสียอะไรบ้าง แต่ทั้ง 3 คน รวมทั้งตัวผมด้วย ก็ได้ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนที่เหมือนกับไปให้น้ำหนักอย่างมากกับตัวองค์กร ปปช. เป็นจุดหลัก กระบวนการหลายอย่าง ตอนนี้ไปรวมศูนย์ที่นั่น แต่ว่าการตรวจสอบถ่วงดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ ปปช. กับฝ่ายบริหาร ถ้าหากว่าไม่ขยับในการตรวจสอบซึ่งกันและกัน คนอื่นก็ทำอะไรยาก อันนี้เป็นจุดอ่อนมากที่สุด

แต่ว่าข้อสรุปที่น่าจะตรงกันทุกคนก็คือว่า ถึงที่สุดแล้ว เราจะสู้กับปัญหาของการทุจริตได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ต้องอยู่ที่ความสามารถและความเข้มแข็งของภาคประชาชน ซึ่งสำหรับผมนี้ก็จะเน้นย้ำว่าจะไม่มีทางทำได้ ถ้าหากว่า 1. ไม่มีสิทธิเสรีภาพ ตั้งแต่เรื่องของการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ตั้งแต่เรื่องของการที่จะสามารถแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบ หรือให้เบาะแสต่างๆ

แล้วก็ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือว่า ถ้าหากว่าคนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะตรวจสอบ หรือจัดการกับความทุจริตนี้ไม่ได้รับการกลั่นกรอง เพราะฉะนั้นผมมองว่าวันนี้จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมายที่จะไปเขียนว่า มีโทษเท่าไหร่อย่างไร เพราะที่ผ่านมาปัญหาของเราไม่ใช่ว่าโทษมันน้อยไป ปัญหาของเราคือมันจับคนผิดมาลงโทษไม่ได้ แล้วก็เราไม่สามารถสร้างระบบที่ทำให้ฝ่ายต่างๆ สามารถที่จะมีส่วนร่วมได้มากเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นผมว่าปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ มันน่าจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกอะไรได้ดี

ยกตัวอย่างเช่น การทุจริตที่เกิดขึ้นที่กระทรวงพัฒนาสังคม อันนี้ต้องบอกกันตรงๆ ว่า ถ้าไม่มีน้องแบม เด็กนักศึกษาจิตอาสาที่เขากล้าที่จะให้ข้อมูล แล้วก็กล้าที่จะลุกขึ้นมาให้เกิดการตรวจสอบ ก็คงไม่สามารถที่จะมาถึงจุดนี้ได้ แล้วก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าลำพังแค่ตัวเขา และไม่ได้รับการให้ความมั่นใจว่าการให้ข้อมูล จะนำไปสู่การจัดการปัญหาอย่างจริงจัง และถ้าหากว่าไม่มีกระแสของสังคมที่หนุนอยู่ ก็คงไม่มาถึงจุดนี้

ความจริงกรณีนี้จะเห็นได้ชัดเลยว่า ระบบราชการตามปกติในที่สุดก็จัดการกันเองได้ ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายเรื่องซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ในกระแสของโซเชียลมีเดีย ก็ยังรอคำตอบอยู่ จาก ปปช. จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องชี้ให้เห็นนะครับว่า ที่สุดแล้วถ้าเราสามารถสร้างภาวะที่สังคมสามารถที่จะเกาะติดกดดัน และมีค่านิยมร่วมกัน สำนึกร่วมกันในการที่จะไม่ยอมรับการทุจริต อันนี้จะเป็นหลักประกันที่ดีที่สุด ดีกว่าตัวรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ”

อาจจะเกิดปรากฎการณ์อย่างมาเลเซีย ที่เราถูกนำไปเปรียบอยู่ในตอนนี้ใช่มั้ย
“ก็เป็นการแสดงให้เห็นนะครับว่า เพราะว่าเราก็ติดตามการเมืองมาเลเซียมา ก็ทราบอยู่ตลอดเวลาว่าคนจำนวนมากก็อึดอัดใจกับปัญหาการทุจริตที่มันเกิดขึ้น แต่ก็ไม่ค่อยเห็นความชัดเจนนักว่ามันจะไปจบลงตรงไหนอย่างไร แต่สุดท้ายก็คือในการเลือกตั้งก็มีการแสดงออกมาแล้ว แล้วก็พอมีการเปลี่ยนแปลงก็เหมือนกับปลดล็อคทันทีเลยใช่มั้ยครับ ทั้งเรื่องของการที่จะทำให้คดีเรื่องนี้มันเดินได้ มีการเปลี่ยนแปลงตัวอัยการสูงสุด มีการห้ามเดินทางออกนอกประเทศอะไรต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น”

นายชวนจะทำอย่างนี้ไม่ได้เหรอ
“รู้สึกวันนี้ท่านให้สัมภาษณ์ไปแล้วใช่มั้ยครับ ก็บอกให้รออีก 12 ปี”

ต้องถอดรหัสตัวเลขนี้มั้ย 12 – 13 ปี จะมีอะไรขึ้นมั้ย
“ท่านจะอายุ 92”

ยังสนับสนุนคุณอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค และยืนยันตามระบบเดิม
“ครับ ก็ต้องขอบพระคุณท่านนะครับ ความจริงท่านก็เป็นผู้ที่ยังทำงานหนักมากให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เคยหยุดในการพบปะประชาชน ลงพื้นที่แล้วก็ให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำ แต่ว่าท่านก็เป็นคนที่ยึดมั่นในระบบ แล้วก็เช่นเดียวกันผมว่าคนของประชาธิปัตย์ เราให้ความสำคัญกับตัวระบบ เพราะว่าเราคิดว่ามันเป็นแนวทางที่จะแก้อะไรหลายอย่างได้อย่างยั่งยืน

ผมรู้ว่าในสังคม แล้วก็โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน บางทีเรามองข้ามเรื่องนี้ไป บางทีเรามีความรู้สึกว่า เอ๊ะ มันยุ่งยากไปมั้ย ต้องยึดเรื่องของระบบ ระเบียบอะไรต่างๆ อยากจะทำอะไรก็เอาเลย อะไรอย่างนี้ แต่ว่าผมว่าประวัติศาสตร์มันพิสูจน์มาครั้งแล้วครั้งเล่านะครับว่า ถ้ามันไม่มีระบบที่เข้มแข็ง มันไปยาก”

เห็นมีพูดถึงความสับสนที่ว่าคุณอลงกรณ์ ไม่ได้อยู่ในพรรคฯ แล้ว เรื่องเสนอ 3 ชื่อ คืออย่างไร
“คุณอลงกรณ์ก็คงแสดงทัศนะนะครับ ในฐานะที่เคยอยู่ประชาธิปัตย์ แล้วก็ไปทำงานเรื่องการปฏิรูป ก็ธรรมดาท่านก็จะแสดงความคิดเห็นของท่านอยู่เป็นประจำ แต่ว่าผมก็บอกว่าบางเรื่องที่พวกเราคิดทำอะไรกันอยู่นี้ ก็ในเมื่อมันยังไม่สามารถทำงานแบบเป็นทางการได้ ก็อาจจะทำให้มันไม่ค่อยชัด แต่ว่าจริงๆ แล้วคนในพรรคฯ เราพยายามที่จะผลักดันความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างอยู่แล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไร แล้วก็สิ่งที่เราพูดถึงประชาธิปัตย์ยุคใหม่นี้ ก็ต้องการที่จะสื่อออกมาว่า มันกำลังจะมีหลายอย่างที่เป็นความเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะตรง หรือไม่ตรงกับสิ่งที่คุณอลงกรณ์คิด เป็นเรื่องปกติธรรมดา

ส่วนเรื่อง 3 ชื่อ เป็นเรื่องของกฎหมายครับ เมื่อรัฐธรรมนูญไปกำหนดเอาไว้ว่าพรรคการเมืองสามารถเสนอชื่อคนมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ 3 คน ไม่เกิน 3 คน ก็เป็นเรื่องที่พรรคฯ จะต้องไปพิจารณา ซึ่งปัจจุบัน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่เลย ยังไม่เคยมีบทบัญญัตินี้มาก่อน เรื่องนี้มันก็จะต้องไปพิจารณากันตอนที่พรรคฯ จะลงสมัครรับเลือกตั้ง จะส่ง ส.ส. คนไหนอย่างไร บัญชีรายชื่อเป็นอย่างไร แล้วก็จะเสนอชื่อใครเป็นนายกฯ เพราะฉะนั้นการตัดสินใจตรงนั้น ก็ต้องไปเกิดขึ้นหลังจากที่เรามีข้อบังคับใหม่ หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งต้องเลือกตามกฎหมายใหม่ แล้วมันถึงจะเป็นในขั้นนั้น ตอนนี้จะให้ไปพูด ก็คงพูดยาก เพราะฉะนั้นก็ต้องไปว่ากันตอนนั้น”

ณ ตอนนี้เองยังเคลื่อนไหวอะไรไม่ได้ ประชุมพรรคก็ยังไม่ได้
“ใช่ครับ เพราะว่าเริ่มต้นปั๊บ สิ่งแรกที่เราต้องทำก่อนก็คือเร่งแก้ไขข้อบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย แล้วพอข้อบังคับลงตัว ก็ต้องเลือกหัวหน้าพรรค กับกรรมการบริหารพรรค เสร็จแล้วจึงจะสามารถมาไล่ทำเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการส่งผู้สมัคร หรือการส่งชื่อคนที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้ง ขั้นตอนมันก็ต้องไปอย่างนี้ครับ”

จะส่งกี่ชื่อ มีคิดๆ หรือคุยกันไว้อย่างไร
“อันนี้ก็อยู่ที่กรรมการจะพิจารณาครับ”

เตรียมโน้ตไว้หรือยัง ที่จะไปคุยกับนายกฯ  เดือนหน้าเขาชวนคุยกับนักการเมือง แล้วก็บอกว่าถ้าพรรคไหนที่ตอบรับว่าไม่มา ก็ไม่ต้องมา
“คงไม่ต้องไปเรียกมามั๊งครับ ใครจะมาก็มา ก็ยังไม่ทราบหัวข้อนะครับ แต่ที่ผ่านมาตั้งแต่ขั้นตอนการปฏิรูป หรืออะไรต่างๆ ทางพรรคฯ ก็ให้ความร่วมมือมาโดยตลอด ไม่ได้มีปัญหาอะไร”

ก็คือครั้งนี้ก็ไปใช่มั้ย
“ก็ไม่น่ามีปัญหานะครับ แต่ยังไม่ทราบเลยครับว่าจะชวนไปคุยเรื่องอะไร”

ก่อนหน้านั้นจะครบ 4 ปี คสช. 22 พ.ค.นี้ คุณอภิสิทธิ์ก็เคยบอกว่าเหมือนธีสิสที่ยังไม่เสร็จ และขอต่อเวลา ครั้งนี้อย่างไร
“1. ก็ต้องบอกนะครับว่า บังเอิญ คสช. เขาไม่ได้มีวาระนะครับ บังเอิญเรามาเทียบเคียงเท่านั้นเองว่า ถ้าเป็นรัฐบาลปกติก็ถือว่าอยู่มา 4 ปี และจะครบวาระ แต่อย่างที่บอกก็คือ คสช. ไม่ได้มีวาระ คสช. เขามาในเงื่อนไขพิเศษ แล้วก็ประกาศเป้าหมายต่างๆ ไว้ เป้าหมายที่ผมเห็นว่าคนยอมรับว่า ทำได้ ก็คือในช่วงที่ผ่านมา บ้านเมืองก็สงบลง แล้วก็มีการจัดการกับปัญหาบางปัญหาที่อาจจะค้างคามา ก็ทำไปได้ระดับหนึ่ง

อาศัยความต่อเนื่อง 4 ปีก็มีการ อาจจะพูดถึงการอนุมัติ การเขียนแผน โครงการต่างๆ ระดับหนึ่ง แต่ถ้าถามว่าวัตถุประสงค์ที่ประกาศเอาไว้ว่าจะปฏิรูป จะเปลี่ยนแปลงให้ความมั่นใจหลักประกันว่า วางรากฐานสำหรับอนาคตของประเทศ ฟังสุ้มเสียงจากตัว คสช. เองวันนี้ ผมก็ยังไม่เห็นว่า คสช. ตั้งใจเลยว่า ถ้าเลือกตั้งแล้วสิ่งต่างๆ ที่วางไว้จะทำให้ประเทศเดินไปได้ดี แม้แต่สุ้มเสียงของ คสช. เองก็เหมือนกับยอมรับกลายๆ อยู่ว่า สิ่งที่เคยตั้งใจบอกว่าจะทำการปฏิรูปอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ยังไม่ได้มั่นใจว่าเป็นไปตามนั้น แต่ผมก็ยกประโยชน์ให้ในแง่ที่ว่า ก็งานยังไม่เสร็จ แต่ก็ต้องบอกว่า เหลือเวลาตามตารางเวลาที่ขอเอาไว้เอง มันก็เหลือไม่มากแล้ว

ตอนนี้ดูเรื่องที่จะเคลื่อนไปข้างหน้าในเชิงการปฏิรูปมากที่สุด ที่มาเร่งกันตอนท้ายกคือเรื่องตำรวจ แต่แม้กระนั้นก็จะเป็นตัวบ่งบอก สะท้อนได้ดีว่า งานเกือบจะ 4 ปีที่ผ่านมา กลายเป็นมันสูญเวลาไปเสียเฉยๆ ก็ขณะนี้ที่ทางคณะของคุณมีชัยมาทำ เหมือนกับบอกด้วยซ้ำว่า เหมือนจะมาตั้งต้นกันใหม่ แต่เรื่องด้านอื่นๆ ก็ยังไม่ได้มีรูปธรรมชัดเจนนะครับในเรื่องของการจะปฏิรูป

ส่วนถ้าไม่พูดถึงภาวะการบริหารราชการแผ่นดิน ก็ต้องบอกว่าที่เป็นปัญหามากที่สุดที่ผ่านมาก็เรื่องเศรษฐกิจจนถึงปัจจุบัน แล้วก็ปัญหานี้มันเป็นปัญหาที่กระทบกับคนส่วนใหญ่ เพราะว่าเวลาที่พูดถึงว่าเศรษฐกิจไม่ดี ผมก็ไปดูตัวเลขสำนักงานสถิติมา มันก็จะชัดเจนขึ้นว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจ แม้จะยังเติบโตอยู่ แต่รายได้ของคนที่ยากจนที่สุด 20% ณ ปี 58 อย่างนี้ลดลง แม้กระทั่งรวมคนประมาณ 80% ที่จนที่สุด รายได้อาจจะใช้คำว่าทรงตัว”

แต่ คสช. เข้ามาก็ไม่ได้มาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เขามาแก้ปัญหาการเมือง
“ผมถึงบอกไงครับว่าแล้วแต่ว่าจะมองไปเรื่องของการบริหารจัดการแผ่นดินด้วยหรือเปล่า แต่ถ้าถามว่าเรื่องหลักคือความสงบเรียบร้อย ผมว่าตรงนี้คนยอมรับว่า สามารถทำได้ ทำให้เกิดความสงบขึ้น ถ้าถามเรื่องการปฏิรูปก็ต้องบอกว่าต้องเร่งรัดแล้ว เวลามันน้อยแล้ว เพราะว่าที่ผ่านมาที่มันเป็นรูปธรรมชัดเจน หรือทิศทางที่ชัดเจนก็ยังมีน้อยมาก”

ความสัมพันธ์เป็นอย่างไร รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เศรษฐกิจจะกระเตื้องกว่ารัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
“จริงๆ แล้วถ้าถาม ก็ต้องบอกว่าในแง่ของความสงบเรียบร้อย ความจริงมันก็อาจจะเป็นตัวช่วยได้ในแง่ที่ว่าคนอาจจะไม่ต้องตื่นตระหนกตกใจว่าจะมีเรื่องวุ่นวายอะไรหรือเปล่า ทำนองนั้น แต่ว่าก็เป็นภาวะซึ่งถ้าบอกว่าจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็คงไม่ใช่ เพราะว่าโจทย์ที่มันเริ่มเปลี่ยนไปเข้าสู่ปีที่ 5 ก็คือ ก่อนหน้านี้คนจะกลัวอย่างเดียวว่า เอ๊ะ ถ้าเลือกตั้งแล้ว มันจะวุ่นวายมั้ย แต่ตอนนี้คนเริ่มกลัวแล้วว่า ถ้าไม่เลือกตั้งสักที มันจะวุ่นวายมั้ยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นความสำคัญในการที่จะเดินหน้าตามโรดแม็ป มันต้องทำให้ชัดเจน เพราะว่าถ้ามีการไปใช้คำว่า เปลี่ยนแปลง บิดพริ้ว อะไรบ่อยๆ ก็คงจะไม่ดีนัก

แต่ข้อเสียเปรียบของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มันมีแน่นอน 1. ก็คือความสัมพันธ์กับต่างประเทศ สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เพิ่งพบกับคณะของสหภาพยุโรป อีกครั้งหนึ่ง เขาก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ว่าการที่ยังไม่สามารถคืนความสัมพันธ์ให้เป็นปกติได้ มันเป็นมาตรฐานของเขา เพราะฉะนั้นเราจะเห็นด้วยกับเขาหรือไม่ก็แล้วแต่ มันเป็นความเป็นจริงของโลกยุคนี้

ข้อที่ 2 ก็คือ การลงทุน แม้ว่าบ้านเมืองสงบเรียบร้อย แต่ว่าถ้ายังมีเรื่องของความไม่แน่นอน เมื่อมองไปข้างหน้า เช่น ไม่ค่อยแค่นอนว่า ปฏิทินการเมืองเป็นอย่างไร แล้วยังมีอำนาจพิเศษอยู่ มันก็จะยังมีลักษณะของความลังเลของนักลงทุนอีกส่วนหนึ่ง แล้วก็

3. ที่ผมว่าเป็นเรื่องสำคัญก็คือว่า การขาดกลไกในการสะท้อนปัญหาของประชาชน ได้มีส่วนทำให้นโยบายหลายอย่าง จึงไม่สามารถตอบโจทย์ อย่างที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่ว่า กลายเป็นว่า คนที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลับกลายเป็นคนที่มีรายได้มากที่สุด อาจจะสัก 10 – 20% อย่างนี้เป็นต้น ผมหวังว่าคงไม่ถึงขั้นกับ 1% กับ 99% นะ”

อย่างมหาเธร์ ที่เคยอยู่นานๆ 20 กว่าปี พรรคเดียว มองเป็นเผด็จการได้มั้ย
“ผมว่าแม้แต่คนรุ่นใหม่นะ ที่ผมฟังสัมภาษณ์ของมาเลเซีย ก็ยอมรับนะว่า ประวัติของการเป็นผู้นำของ ดร.มหาเธร์ ในช่วง 22 ปี ก็มีหลายเรื่องที่เขาเป็นห่วง มีความกังวล เช่น การที่พยายามใช้อำนาจค่อนข้างจะเบ็ดเสร็จ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นก็มีตัวนั้นอยู่ แต่ว่าผมว่ามันเทียบเคียงกับภาวะที่เขาอึดอัดจากปัญหาการทุจริตของรัฐบาลที่แล้ว เขามองหาความเปลี่ยนแปลง แล้วก็ความจริงกระแสนี้มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว

การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ความจริงฝ่ายค้านก็ได้คะแนนมากกว่านะ แต่ว่าพอแปลออกมาเป็นตัวที่นั่งในสภา มันได้น้อยกว่า แล้วก็ที่ผ่านมา ผมว่าทางพรรคฝ่ายค้านเขาก็มีปัญหาในแง่ที่ว่า คนมองว่ายังรวมตัวกันไม่ค่อยติด แล้วก็ไม่แน่ใจว่า ถ้าหากว่าเข้ามาบริหารแล้ว แล้วก็ไม่มีประสบการณ์การบริหารเลยจะเป็นอย่างไร ทีนี้พอได้ ดร.มหาเธร์ มาเป็นเหมือนกับผู้นำ มันก็เหมือนกับทำให้ก้าวข้ามความรู้สึกลังเลตรงนี้ไปได้ นั่นก็คือเหตุผล แล้วก็คงจะเป็นอย่างนี้ อารมณ์ของคนมาเลเซียก็น่าจะเป็นประมาณนั้น”

ดูแล้วไม่ค่อยต่างจากการเมืองไทย จากการเป็นคู่อริกับ อันวาร์ ก็กลับมาดีกันได้ ไม่มีมิตรแท้กับศัตรูถาวร รวมถึงการที่ยังหน้าเดิมๆ ไม่มีตัวเลือกอะไรใหม่แล้วเหรอ เหมือนบ้านเราที่ยังเห็นหน้าเดิมๆ แม้แต่รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ก็กำลังจะเป็นนักการเมืองด้วยเหมือนกัน

“จะให้เปรียบเทียบในแง่มุมไหนล่ะครับ คือผมว่าอย่างนี้ เอาว่าไม่ต้องมาเลเซียหรือไทยนะครับ ผมว่าต้องยอมรับว่า นักการเมืองก็เป็นอาชีพหนึ่ง แล้วก็คนที่ทำงานการเมือง ก็ต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ ทั้งทักษะ การที่จะมีคนที่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองเลยเข้ามา จริงๆ ส่วนใหญ่แล้วค่อนข้างจะเป็นข้อยกเว้น แล้วก็นานๆ อาจจะเกิดขึ้นเสียที ปรากฎการณ์อย่างเช่น โดนัลด์ ทรัมพ์ อะไรอย่างนี้”

เมื่อวานนี้คุณสุริยะใส ใช้คำว่าเป็นตลาดปิด
“ผมไม่ได้มองอย่างนั้นนะครับ ความจริงแล้วถามว่าถ้ามีใครมีความตั้งใจ ก็เข้ามาได้ แต่ทำอย่างไรล่ะ ที่จะเปิดโอกาสให้สามารถที่จะมีบทบาทได้เต็มที่ เพราะฉะนั้นก็จะอยู่ที่ความสามารถในการที่จะสื่อสาร แล้วก็โน้มน้าวให้คนมาสนับสนุน มันไม่ได้มีข้อห้ามในลักษณะที่บอกว่าปิดอย่างนั้น แต่ว่าถามว่าเข้ามาแล้วสามารถที่จะทำตรงนี้ได้ มันก็คงต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง

ในส่วนของพวกผม ประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองที่เขาบอกเก่าที่สุดนี้ เราถึงบอกว่า เราเองก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่การเปลี่ยนแปลงของเราก็คือ เอาความคิดใหม่ๆ เอาคนใหม่ๆ เข้ามาผสมผสานการทำงานกับคนที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราพูดถึงประชาธิปัตย์ยุคใหม่ แต่เราก็ยังเห็นบทบาทของบุคคลอย่างคุณชวน

นี่คือการผสมผสานของพรรคประชาธิปัตย์ว่า คนทุกรุ่นมาช่วยกันทำงาน แต่ว่าไม่ใช่ทำงานแล้วหยุดอยู่กับที่ ทำงานแล้วก็ต้องมีการผลักดันแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องของการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างตอนนี้ที่เน้นเรื่องของยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการศึกษา เรื่องกระจายอำนาจ หรืออะไร ก็ต้องอาศัยทั้งคนรุ่นใหม่ และคนรุ่นเก่ามาผลักดัน”

ชวนกันกินไอติม
(หัวเราะ)
“มีทุกรุ่นครับ มีทุกรุ่น แล้วก็เราก็จะต้องทำงานด้วยกันครับ แล้วก็ทำงานด้วยกันได้ก็เพราะว่ามันมีอุดมการณ์พื้นฐานที่เรามีเหมือนกัน”

ตอนที่พูดถึงปฏิรูปการเมือง คนก็หวังว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีหน้าใหม่เข้ามา จะมีพรรคใหม่เข้ามา แต่สุดท้ายก็เหมือนกับว่ายังมี Barrier to entry

“ผมเข้าใจนะครับ การมีหน้าใหม่ มันดูเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เห็นง่าย แต่ว่าสุดท้ายผมว่าถ้าเราบอกว่าเราจะปฏิรูป คงไม่ได้มาดูที่หน้าหรอกครับ จะดูที่ว่ารัฐบาลชุดต่อไป มันหลุดพ้นจากปัญหาเก่าๆ มั้ยล่ะ ถ้าหน้าใหม่แต่มาทำเหมือนเก่า หน้าใหม่แล้วก็มาทำการเมืองแบบเก่าๆ เรื่องผลประโยชน์ เรื่องทุจริต เรื่องพรรค เรื่องพวก แล้วหน้าใหม่จะมีประโยชน์อะไร แต่ว่าถ้าเกิดแม้จะเป็นคนเก่า แต่สามารถทำให้มันหลุดพ้นจากเรื่องเก่าๆ ได้ ผมว่านั่นน่าจะเป็นคำตอบที่ดีกว่านะครับ”

แล้วเราจะเป็นแบบไหน
“เป็นแบบไหนหรือไม่ เราก็หวังว่าอยู่ที่ประชาชนจะตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า”

ระดับนึงนักการเมืองก็เป็นการสะท้อนพฤติกรรมของคนเลือกตั้งมั้ย
“ก็มีคำกล่าวอย่างนั้นอยู่ใช่มั้ย แต่ว่ามันก็พูดยากนะครับ”

คุณอภิสิทธิ์คิดว่า 4 ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมการเลือกตั้งของคนไทยเปลี่ยนไปหรือยัง
“เราจะตอบไม่ได้หรอกครับ จนกระทั่งเราเห็นการเลือกตั้งครั้งต่อไป แล้วก็การเลือกตั้งครั้งต่อไปเราก็จะมีคนที่ไม่เคยเลือกตั้งเลย ใช้สิทธิ์เป็นครั้งแรกน่าจะประมาณ 6 – 7 ล้านคน ซึ่งเราก็หวังว่าเขาจะเป็นพลังหนึ่งที่จะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลง และเราก็หวังว่าคนที่เคยใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้ว จะลองมาทบทวนเก็บเกี่ยวบทเรียนกันดูว่า เอ๊ะ การเลือกตั้งถ้าได้รัฐบาลที่ไม่ซื่อสัตย์ ถ้าได้รัฐบาลที่ใช้อำนาจไม่ชอบแล้วอะไรมันเกิดขึ้น”

เรื่องของการปฏิรูป เราจะยังได้เห็นในรัฐบาลใหม่ ยังจุดติดอยู่ใช่หรือไม่ ห่วงว่าจะหายไปกับสิ่งที่มาพร้อมกับ คสช.
“สาระของการปฏิรูปนี้มันสำคัญ แต่ผมมีความรู้สึกว่าขณะนี้คนเริ่มล้ากับคำว่าปฏิรูปเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมก็ไม่รู้ละ จะเรียกปฏิรูป ไม่ปฏิรูป แต่ที่ผมเสนอไปนี้ บอกว่าการบริหารเศรษฐกิจยุคใหม่ก็ดี การศึกษายุคใหม่ก็ดี ระบบการบริหารราชการแผ่นดินยุคใหม่ก็ดี ผมว่าในสาระของมันก็คือการปฏิรูป แต่ว่าบังเอิญตอนนี้คำว่าปฏิรูป มันถูกใช้จน ใช้คำว่าเฝือนะ

อันนี้ด้วยความเคารพนะครับ ผมฟังเมื่อวานนี้ ท่านนายกฯ ท่านก็ตอบคำถามทำนองว่า เอ๊ะ ใครบอกว่าท่านไม่ได้ทำอะไร 4 ปี หรือปฏิรูปล้มเหลว ท่านก็พูดมาหลายเรื่องที่ท่านทำ ซึ่งผมก็มองว่า หลายเรื่องที่ท่านพูด ที่ท่านทำ มันก็เป็นผลงานของท่าน แต่มันไม่ใช่การปฏิรูป ยกตัวอย่างเช่น ท่านพูดว่าตอนนี้โครงการรถไฟรางคู่ก็เดินหน้าไปได้มากขึ้น ผมก็ว่าถ้าทำ มันก็เป็นผลงานเรื่องรถไฟ แต่มันไม่ใช่การปฏิรูปครับ อันนี้มันก็เลยเกิดความสับสนนิดหน่อยว่า ถ้าเราไปเรียกทุกอย่างว่า มีอะไรเปลี่ยนแปลง มีอะไรเดินหน้า มีอะไรผลงาน มันเป็นการปฏิรูปหมด มันไม่ใช่ แล้วมันก็เลยทำให้คนสับสนไปว่า คำว่าปฏิรูปมันแปลว่าอะไร

แล้วที่ผมเป็นห่วงก็คือตัวแผนปฏิรูปเอง ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มันกลับกลายเป็นคล้ายๆ กับแผนพัฒนาฯ หรือแม้กระทั่งการเขียนโครงการ หรืองบประมาณ มากกว่าที่จะเป็นการปฏิรูปจริงๆ”

เหมือนทุกๆ ครั้งที่คุณอภิสิทธิ์บอกว่า หลักหรือคอนเซปต์ ไม่มี
“ใช่ครับ”

เรื่องที่ คสช. ขอเลื่อนคำชี้แจงไปศาลจาก 23 พ.ค. นี้เป็นอย่างไร
“คืออย่างนี้ครับ ผมฟังจากที่ศาลเคยแถลง เพราะว่าตอนนี้มันมีเรื่องค้างอยู่ที่ศาลอยู่ 3 เรื่อง 1. คือเรื่องกฎหมาย ส.ว. ซึ่งดูเหมือนศาลแถลงว่าวันที่ 23 นี้น่าจะมีความชัดเจนแล้ว 2. คือเรื่องกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. อันนี้เหมือนกับว่ายังอยู่ในกระบวนการที่จะต้องพิจารณา กับ 3. ก็คือเรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องคำสั่งของ คสช. เกี่ยวกับกฎหมายพรรคการเมืองไป เรื่องหลังนี้ผมฟังศาลแถลงเองว่า ขณะนี้คือฝ่ายผม หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือใครต่อใครนั้น ยื่นเอกสารไปหมดแล้ว แต่ คสช. นั้นขอขยายเวลา เพราะฉะนั้นผมก็เลยเข้าใจว่า วันที่ 23 นี้ เรื่องนี้อาจจะยังไม่ได้คำตอบครับ”

พรุ่งนี้คุณอภิสิทธิ์จะไปอยู่ที่งาน ประชันวิสัยทัศน์ การเมืองไทย โดยจะไปร่วมงานของญาติวีรชน
“เป็นงานของญาติวีรชนครับ ซึ่งผมก็ไปน่าจะเกือบทุกปีครับ”

พรุ่งนี้จะไปพูดเรื่องอะไรเป็นพิเศษหรือไม่
“ก็คงต้องพูดถึงอนาคตของประเทศละครับว่า เราจะไปในทิศทางไหน แล้วก็ผมก็อยากจะให้เรื่องของการเมือง เป็นเรื่องของอนาคตของประเทศ มันจะช่วยกันให้เราหลุดพ้นจากปัญหาหลายๆ เรื่อง ที่วนเวียนกันอยู่ แล้วเราก็มาบ่นกันว่า เอ๊ะ การเมืองทำไมมีแต่เรื่องการตอบโต้กันไปกันมา”

คุณอนุทิน อยู่เวทีเดียวกันด้วย จะไปถามเขาเรื่องโดนดูดด้วยหรือเปล่า
“ไม่หรอกครับ ผมกับคุณอนุทิน ก็พบกันหลายเวที ครั้งสุดท้ายที่ผมให้สัมภาษณ์ถึงคุณอนุทิน ผมก็บอก เอ๊ะ คุณอนุทินก็บอกผมนี่ว่า เขาก็ชัดเจนในความเป็นพรรคของเขา ส่วนจะสนับสนุนอะไรใครอย่างไร เขาก็บอกว่า ก็ต้องไปดูผลการเลือกตั้ง แต่ว่าคุณอนุทินก็บอกผมมานานแล้วว่า ท่านนายกฯ กับ ครม. จะไปบุรีรัมย์ ก็อยากคนที่ถูกมองว่าเป็นเจ้าบ้านไปรับ”

คุณหญิงสุดารัตน์ด้วย พรุ่งนี้อยู่เวทีเดียวกันด้วย
“ไม่ทราบครับว่าบุคคลเป็นใครบ้างครับ”





บทความอื่นๆ