บทความ

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 4 มิถุนายน 2561
04 มิ.ย. 2561

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 4 มิถุนายน 2561


(4 มิถุนายน 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมพูดคุยในรายการ ต้องถาม ทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ ดำเนินรายการโดย อ.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

คำต่อคำ
คุณอภิสิทธิ์กลับจากอเมริกาเมื่อไหร่
“คืนวันศุกร์ต่อเย็น ประมาณเที่ยงคืนนั่นแหละครับ ก็เป็นเช้าวันเสาร์ คืนวันศุกร์”

ไปสัปดาห์นึงได้มั้ย
“ประมาณ 10 วันนะครับ ถ้ารวมนั่งเครื่องด้วย”

สะบักสะบอมพอสมควร เดินทางไปสหรัฐอเมริกา
“ไม่หรอกครับ ปกติก็สามารถพักผ่อนได้บนเครื่องบินไม่มีปัญหา”

คุณอภิสิทธิ์เคยได้วีซ่า 10 มั้ย เข้าสหรัฐอเมริกา หรือเข้าอังกฤษหรืออะไรพวกนี้
“จริงๆ แล้ว เวลาขอวีซ่า โดยเฉพาะที่อังกฤษ เขาจะมีอัตราของเขาครับ คือถ้าเสียเงินเท่านั้นก็จะได้จำนวน ปีเดียว แล้วก็มี 5 ปี มี 10 ปี เข้าใจว่าล่าสุดนี่ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นบาทมังครับ 10 ปี เคยมีช่วงนึงถึง 8 หมื่น”

คำว่า 10 ปี แปลว่าอยู่ได้ 10 ปี หรือเข้า – ออกภายใน 10 ปีนี้ได้หลายครั้ง
“เข้า – ออก ภายใน 10 ปี แล้วก็อยู่แต่ละครั้งก็เป็นเงื่อนไขของวีซ่านั้น เช่น ถ้าเป็นวีซ่า ท่องเที่ยว ก็เข้าไปแล้วก็อยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน”

หรือบางทีได้เดือนเดียวก็มี
“ครับ เพราะฉะนั้นก็หมายความว่าเข้าไป แล้วก็พอจะครบเวลาก็ออกจากประเทศเขา แล้วก็กลับเข้าไปใหม่ได้ในช่วง 10 ปีนี้”

คำว่า วีซ่า 10 ปี แปลว่าให้เข้า – ออกได้ใน 10 ปี แต่จะอยู่ได้นานเท่าไหร่ แล้วแต่เขาจะอนุญาตอีกเงื่อนไขนึง แต่ละครั้งๆ ไป
“เป็นอีกเงื่อนไขนึง ใช่ครับ ถูกต้องครับ อย่างเช่น ที่ผมไปสหรัฐฯ มาครั้งนี้ วีซ่าสหรัฐฯ ก็ 10 ปี ปกติ สหรัฐฯ ให้ 10 ปี แต่ว่าพอเข้าไป เขาก็จะถามว่าไปทำอะไร อย่างไร แล้วก็เจ้าหน้าที่เขาก็จะกำหนดว่าอยู่ได้นานเท่าไหร่”

ทำไมข่าวสารชอบลวงกันอยู่เรื่อย ครั้งนี้บอกว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้วีซ่าอยู่ในอังกฤษ 10 ปี มีคนว่าอย่างไร ก็ดูว่าเอ๊ะ ไม่รู้ แกล้งโง่ หรือโง่จริง
“ถ้าให้ความเป็นธรรมนะครับ ตอนที่เป็นข่าว เอาละพาดหัวอาจจะเป็นอย่างที่อาจารย์พูด แต่ว่าผมก็จำได้ ตอนที่ผมอ่านในเวปไซต์เขาก็เขียนค่อนข้างชัดว่า เข้า – ออกได้ ภายใน 10 ปี แล้วก็เป็นเรื่องของการที่จะอยู่ได้ครั้งละไม่เกิน 6 เดือน ผมก็เลยเข้าใจทันทีว่าก็เป็นวีซ่าท่องเที่ยวตามปกตินั่นแหละ เพียงแต่เราไม่ทราบว่า คุณยิ่งลักษณ์ใช้พาสปอร์ตอะไร หนังสือเดินทางของประเทศไหน แล้วก็ในเงื่อนไขที่ให้กับประเทศนั้นจะมีอะไรพิเศษมั้ย แต่เท่าที่อ่านดูก็ ดูจะไม่พิเศษอะไร ก็ดูเหมือนกับการที่คนไทย เวลาที่จะไปขอวีซ่าท่องเที่ยวจากอังกฤษ ก็อย่างที่ผมบอก อยู่ที่เงื่อนไขการจ่ายเงิน”

คนเขาวิพากษ์วิจารณ์ตำรวจก็ดี กระทรวงการต่างประเทศก็ดี อัยการก็ดี
“เดี๋ยวก่อนจะไปถึงตรงนั้น คือเรื่องคุณยิ่งลักษณ์ ก็พอดีคงจำได้ว่า มีการพูดกันมากเรื่องว่าจะมีการขอลี้ภัย หรือขอสถานะของการเป็นคนลี้ภัยหรือไม่ ผมว่าน่าจะเคยให้ความเห็นไว้ ผมไม่แน่ใจว่าในรายการนี้เคยให้มั้ย แต่ว่าเคยให้ความเห็นไว้อย่างชัดเจนว่า ผมไม่คิดว่าจะมีกรณีอย่างนั้นเกิดขึ้น เพราะผมบอกว่า เมื่อคุณยิ่งลักษณ์ใช้หนังสือเดินทาง อาจจะเป็นของประเทศที่สามารถใช้วีซ่าท่องเที่ยวเข้าประเทศได้ ก็คงจะใช้วิธีนี้น่าจะง่ายกว่า ก็จะเลี่ยงประเด็นในการที่จะต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาล ว่าเป็นผู้ลี้ภัยหรือไม่ หรือว่าในกรณีที่เกิดเหตุว่าจะต้องตามตัวกลับมาแล้วจะไปขึ้นศาล ซ้ำซ้อนกันในหลายคดี เพราะฉะนั้นก็มองว่าอันนี้เป็นทางออก ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่พอมองเห็นตั้งแต่ต้น”

ถ้าเทียบกันกับกรณีพระพรหมเมธี ที่เข้าเยอรมัน ตอนนี้ทั้งตำรวจ ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ ต่างบอกว่าเป็นเครดิตเลย กระทรวงการต่างประเทศบอกว่าได้ยกเลิกพาสปอร์ตเรียบร้อย ทำให้ทางการทางโน้นรู้ว่าพาสปอร์ตเล่มนี้ถูกยกเลิก ตำรวจก็บอกว่าได้แจ้งไปทางอินเตอร์โพลต่อมิอะไรเรียบร้อย แต่กรณีคุณยิ่งลักษณ์?
“อาจารย์จำได้มั้ยล่ะ ก็ผมเป็นคนบอกว่า จริงๆ แล้วการเพิกถอนหนังสือเดินทางนั้นทำได้ตั้งแต่ต้น แต่กระทรวงการต่างประเทศมาตอบโต้ผม ชี้แจงว่า ระเบียบบอกว่าต้องให้ศาลตัดสินก่อน หรืออะไรก่อน ซึ่งผมก็บอกแล้วว่าไม่จริง เพราะกรณีนี้ก็ไม่ได้มีการตัดสิน”

พระพรหมเมธีก็ไม่ได้มีการตัดสิน
“เพราะฉะนั้นก็ยืนยันสิ่งที่ผมเคยพูดว่า ถ้ารัฐบาลจะเพิกถอนหนังสือเดินทางเสียตั้งแต่ต้น ก็คงทำได้ เพียงแต่ว่าจะมีผลแบบเดียวกันหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องนึง เพราะว่าคุณยิ่งลักษณ์มีหนังสือเดินทางของประเทศอื่น หรือในขณะนั้นจะมีหรือไม่มี เราก็ไม่ทราบ”

ถ้าหากว่าตำรวจเครมเครดิตได้ กรณีของคุณยิ่งลักษณ์ คุณทักษิณ ที่เดินทางเข้าประเทศโน้นประเทศนี้
“ก็ต้องเครมเครดิตไปด้วย”

ก็ใช่ แต่ทำไมถึงไม่ทำ คนสงสัยกันหมดว่า ตกลงเรารู้เห็นเป็นใจ เราเลือกปฏิบัติ หรือเราปล่อยปละละเลย มันอะไรกันแน่
“ผมว่าคนที่ติดตาม แล้วก็วิเคราะห์มาตลอดก็พอมองเห็นว่า ความเข้มข้นในการจะติดตาม หรือเอาตัวมา มันไม่เหมือนกับกรณีอื่นๆ”

ตำรวจก็โยนว่าเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศก็บอกว่าไม่เกี่ยว
“คือขั้นตอนแต่ละอย่าง รู้สึกว่ามันยุ่งยากไปหมด แม้กระทั่งเมื่อทราบว่ามีวีซ่า 10 ปีอย่างที่ว่า ก็เหมือนกับเพิ่งจะขยับอีกว่า เอ๊ะ จะทำหนังสือเพื่อที่จะไปขอตัว หรือติตตามตัวอะไรต่างๆ แล้วก็จะเห็นว่าไปปรากฏตัวที่ไหน ทางการก็จะบอกว่า เอ๊ะ คงต้องมีหลักฐานชัดเจนก่อนว่า อยู่ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ อย่างนี้เป็นต้น”

แล้วทำไมสื่อมวลชนรู้ว่าอยู่ที่ไหน คนของพรรคเพื่อไทย เขาก็รู้ เขาก็ไปหา อยู่ที่ไหน แต่ตำรวจไทยไม่รู้
“ผมก็อยากให้ทางรัฐบาลอธิบาย ว่าปัญหาอุปสรรคต่างๆ มันคืออะไร เพราะว่าอย่างที่อาจารย์พูดนี้ คนก็คลางแคลงใจเยอะว่า ความจริงจังในการติดตามเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นเลย แม้กระทั่งการที่ออกจากประเทศไปได้ แล้วก็ไม่สามารถที่จะตามตัวจับกุม หรือขอตัวได้นั้น มันเป็นเพราะอะไร ถ้าชี้แจงมาก็จะได้ชัดเจนว่ามันเป็นอย่างไร”

คุณอภิสิทธิ์กลับมาประเทศไทย เช้าตรู่วันเสาร์ พอวันอาทิตย์วานนี้ ที่มหาวิทยาลัยรังสิต มีการเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ ที่ชื่อว่า พรรครวมพลังประชาชาติไทย ทำไมเวลาเปิดตัวออกมา สังเกตดูว่าสื่อมวลชนดูจะไม่ค่อยเชื่อคำแถลง
“ไม่ค่อยเชื่อว่า?”

ไม่ค่อยเชื่อหลายอย่าง 1. เขาไม่ค่อยเชื่อว่า พรรคนี้ไม่สนับสนุน หรือว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพยายามจะหนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ฟังสุ้มเสียงสื่อมวลชนเวลาเขาซัก เหมือนกับว่าเขาไม่ค่อยเชื่อในเรื่องนี้ 2. เขาไม่เชื่อว่าหัวหน้าพรรคจะไม่ใช่ อ.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ทำไมสื่อมวลชนไม่เชื่อ ทั้งๆ ที่พรรคนี้ก็พยายามอธิบายว่าเป็นพรรคของประชาชน ตัวหัวหน้าพรรคจะเป็นใคร ยังไม่รู้ อ.เอนก ยินดีด้วยซ้ำ ถ้าจะเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนการเมือง แต่ว่าคนก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี ตกลงเป็นเพราะคนไม่เชื่อเพราะการเมืองไทยหลอกกันมาตลอด หรือว่าไม่เชื่อเพราะว่าความจริงก็เป็นเช่นนั้นที่สื่อมวลชนเขาจับได้

“แหม มาถามผมนี่ก็ให้ความเห็นยากในระดับหนึ่ง เพราะว่าผมว่าคนที่เขารวมตัวกันก่อตั้งพรรค ก็มีความหลากหลายระดับหนึ่ง เมื่อวานนี้ก็คงจะหลายร้อยคน ผมก็ไม่แน่ใจว่าแต่ละคนที่ไปรวมตัวกันนี้ ได้มีโอกาสในการวางแผน ประสานงานอะไรต่างๆ มากน้อยแค่ไหน ที่จะทราบคำตอบต่อคำถามของอาจารย์

แต่ผมก็มองอย่างน้อย 2 ประเด็น ประเด็นที่ 1 ที่ถามว่า ทำไมสื่อยังพยายามซักอยู่ว่า เอ๊ะ พรรคนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์หรือไม่นั้น มันก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เนื่องจากท่าทีในอดีตที่ผ่านมาของคุณสุเทพนั้นค่อนข้างชัด ว่าเป็นผู้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ในการเป็นนายกรัฐมนตรี จะเห็นได้ว่าให้ความเห็นทุกครั้งก็จะสนับสนุนการทำงาน แล้วก็เห็นว่าเป็นผู้ที่จะนำไปสู่การปฏิรูปในสิ่งที่คุณสุเทพสนับสนุน

แล้วก็มีข่าวคราวมาตลอดว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็คงจะมีการตั้งพรรค เพื่อที่จะมาสนับสนุน เพียงแต่ว่าในช่วงหลังนี้ ก็คงจะมีหลายพรรคการเมือง ที่แสดงท่าทีทำนองนี้ เช่นพรรคของคุณไพบูลย์ นิติตะวัน พรรคที่คนบอกว่าอะไรนะ พลังประชารัฐ ซึ่งก็มีคนในรัฐบาล น่าจะเป็นผู้ที่ขับเคลื่อนอยู่ แล้วรัฐธรรมนูญ อนุญาตให้พรรคเสนอชื่อ ใครก็ตามเป็นนายกฯ นั้นเพียงพรรคเดียว แล้วก็ดูเหมือนว่า ทุกคนก็เก็งกันว่า ถ้าพล.อ.ประยุทธ์จะยินยอมก็น่าจะเป็นการยินยอมพรรคที่คนในรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งก็คือพรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้ขับเคลื่อนมากกว่า

เพราะฉะนั้นเวลาที่มีการพูดถึงว่า ยังไม่ชัดเจนว่าจะสนับสนุนใครอย่างไร ผมว่าสื่อมวลชนก็คงอดคิดไม่ได้ ว่าเนื่องจากท่าทีที่ผ่านมาเป็นท่าทีของการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เพียงแต่ว่าอย่างที่บอก มีเงื่อนไขตามกฎหมายที่ว่า ก็ไม่ได้ปฏิเสธนี่ครับว่าจะไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เพียงแต่บอกว่า ตอนนี้จะใช้คำว่า ก็จะฟังเสียงของประชาชน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ก็จะต้องมีการพิสูจน์ต่อไป เพราะว่าเรื่องแบบนี้ในที่สุด ทุกพรรคก็จะต้องเป็นผู้เสนอชื่อบุคคลที่เขาจะสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรี

ส่วนประเด็นที่ 2 ที่บอกว่า กรณีของ อ.เอนก ผมว่าอันนี้มันเป็นเรื่องของการมีข่าวในวงในมากกว่า เพราะว่าพูดกันตรงๆ การซุบซิบก่อนหน้านี้มาหลายสัปดาห์แล้ว ก็มีการพูดถึงว่า ดร.เอนก น่าจะเป็นหัวหน้าพรรค ของพรรคการเมืองที่ทางคุณสุเทพมาร่วมก่อตั้ง เพราะฉะนั้นสื่อก็คงได้ข่าวแบบเดียวกับที่หลายๆ คนได้ข่าว แล้วก็อย่างที่บอกครับ ตอนนี้ตามหลักของมันก็คือ ยังตอบไม่ได้ ว่าใครจะเป็นหัวหน้าพรรค เพราะว่ามันต้องมีการประชุมตามเงื่อนไขของกฎหมายเสียก่อน มีผู้ก่อตั้งพรรค”

คุณอภิสิทธิ์ใช้คำว่าตามหลักของมัน ดร.เอนกก็พยายามจะบอกว่าตามหลักของมัน
“ท่านก็คงต้องตอบอย่างนั้น”

แต่ความจริงมันคืออะไร
“ความจริงนั้นก็คือ สมาชิกต้องเป็นผู้เลือก แล้วก็ทางพรรค รปช. เขาก็ประกาศชัดเจนว่าเขาจะให้สมาชิกเป็นผู้เลือก เพียงแต่ว่าทุกคนก็เก็งกันว่า บรรดาสมาชิกที่มาร่วมก่อตั้งนี้ก็น่าจะยินยอมพร้อมใจสนับสนุน ดร.เอนก”

นั่นเป็นคำอธิบาย แต่คุณอภิสิทธิ์เชื่อเช่นนั้นหรือเปล่าว่า ทุกอย่างไม่ได้มีการเตรียมการ
“ผมคงไปยุ่งกับเรื่องภายในของพรรคการเมืองอื่นเขาก็คงไม่เหมาะ แต่ว่า ณ ขณะนี้ถามว่าในบรรดาบุคคลที่มีการเปิดตัวกันเมื่อวาน ก็ดูจากรูปการแล้วก็เหมือนกับว่า ดร.เอนก ก็น่าจะมีโอกาสเป็นหัวหน้าพรรคมากที่สุด”

ประการที่ 3 สื่อดูท่าทางจะไม่ค่อยเชื่อว่า คุณสุเทพ จะเลิกการเมือง แม้คุณสุเทพจะอธิบายว่า ครั้งนี้ไม่ได้อยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองนี้ แต่จะออกมายืนเคียงข้าง และจะทำงานร่วมไปกับผู้ก่อตั้งพรรค ในการหาสมาชิก และขณะเดียวกันจะเดินสาย 77 จังหวัด แต่คุณสุเทพจะไม่ลงสมัคร ส.ส. จะไม่เป็นรัฐมนตรี เพียงแต่เป็นคนทำงานในพรรคเท่านั้น ทำไมสื่อมวลชนก็ยังแคะกันอยู่ตรงนี้ ทำไม่เชื่อว่าคุณสุเทพจะเป็นอย่างนั้น

“คงไม่ใช่เรื่องของเชื่อ หรือไม่เชื่อ คงเป็นเรื่องของการใช้คำว่า ตีความเหรอ คือในช่วงของการชุมนุม คุณสุเทพพูด แล้วก็เวลาคนสรุปก็จะบอกว่า เลิกเล่นการเมืองทำนองนี้ แต่สิ่งที่คุณสุเทพอธิบายขณะนี้ก็คือว่า ความหมายของท่าน ก็คือท่านไม่ได้จะเป็น ส.ส. ไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ แล้วก็อธิบายว่าพรรคที่ตั้งขึ้น จะตั้งขึ้นนี้ ไม่ใช่ กปปส. แต่เป็นบุคคลซึ่งอาจจะเคยร่วมต่อสู้กับ กปปส. มา มีความคิด ความอ่านในทางของการปฏิรูป อยากจะสร้างพรรคการเมืองของประชาชน ของสมาชิก ซึ่งตรงกับแนวคิดของคุณสุเทพ

เพราะฉะนั้นคุณสุเทพก็มีสิทธิ์ในการที่จะเข้าร่วม เป็นสมาชิก แต่ยังยืนยันว่าจะไม่รับตำแหน่งทางการเมือง เพราะฉะนั้นที่อาจารย์ถามว่า อ้าว แล้วทำไมสื่อถึงได้ค่อนแคะอะไรต่างๆ นี้ ก็คือเพราะ ผมว่าคนจำนวนหนึ่งตีความคำพูดก่อนหน้านี้ว่า คือไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองของพรรคการเมืองเลย ไม่ได้จำกัดแค่ว่าจะรับ หรือไม่รับตำแหน่ง แต่ว่าอันนี้ก็อยู่ที่ว่าเราจะย้อนกลับไปฟังว่า ท่านพูดนี้คนจะเข้าใจอย่างไร แต่ท่านก็อธิบายของท่านอย่างนี้ สื่อก็คงตีความว่าอันนี้ไม่ตรงกับที่เขาเข้าใจ จะเห็นว่า รู้สึกวันนี้ผมเห็นข่าว โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษนะ 2 ฉบับ จะพาดหัวว่า Break Promise ซึ่งก็หมายความ แสดงว่า เขาตีความว่าอันนี้ผิดจากที่เคยพูด”

บางฉบับบอกตระบัดสัตย์ด้วยซ้ำ
“คำว่าตระบัดสัตย์นี้ คุณสุเทพพูดเองนะ บอกว่าแม้ว่าจะต้องถูกโจมตีว่าตระบัดสัตย์ แต่ท่านก็อธิบายอย่างที่ท่านอธิบายนั่นแหละว่า ท่านไม่ได้จะมารับตำแหน่งทางการเมือง แต่ว่าก็เหมือนกับใช้สิทธิ์ของท่าน ในฐานะประชาชน ก็คงต้องดูต่อไปละครับว่าบทบาทในทางการเมืองจะเป็นอย่างไร”

คุณอภิสิทธิ์มองว่าคุณสุเทพค่อยๆ กระเถิบๆ เข้ามาการเมืองหรือเปล่า หรือว่าคุณสุเทพคิดอย่างนี้ตั้งแต่ต้น แล้วก็ดำเนินการอย่างถูกต้องแล้ว
“แหม ผมเดาใจนะ ไม่กล้าที่จะไปฟันธงหรอก แต่ว่าที่รู้จักกันมา ผมมองว่า คุณสุเทพไม่ได้ตั้งใจว่าจะเป็นอย่างนี้หรอก คือตอนที่เคลื่อนไหวนั้น ผมว่าคำประกาศนั้น เพื่อให้ประชาชนที่ไปร่วมชุมนุม เข้าใจว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของท่าน และคนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นสบายใจได้ว่า ไม่ใช่ว่าออกไปต่อสู้เรื่องปฏิรูป หรือขับไล่รัฐบาลคอร์รัปชันแล้วนี้ เพื่อจะมาเป็นการทำฐานการเมืองให้ท่านเข้าสู่ตำแหน่ง ผมว่านั่นคืออารมณ์ในขณะนั้น

แต่เมื่อพูดออกไปแล้ว แล้วมาเป็นอย่างนี้ ตอนนี้ผมว่าก็มีความเห็นที่หลากหลายนะ เพราะว่าผมก็จะสัมผัสกับคนที่เคยไปร่วมชุมนุม ก็ต้องบอกตรงๆ ว่าจำนวนนึงเขาก็โกรธ แต่อีกจำนวนนึงเขาก็บอกว่า ทำได้ มันก็เป็นความหลากหลายทางความคิด”

ตามสถานการณ์
“ซึ่งผมก็มองว่าในส่วนของคุณสุเทพ ก็เหมือนกับเคยคุยกับผมนั่นแหละนะ บอกว่า ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากจะต้องมายุ่งเกี่ยวอีก แต่ว่าเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องทำขณะนี้ จะสมควร หรือไม่อย่างไร ก็นานาจิตตังละครับ ก็แล้วแต่คนจะมอง”

คนค่อนเห็นใจ เพราะเห็นคุณสุเทพ เมื่อวานนี้พอจะขึ้นพูด นึกถึงคนที่เสียชีวิต นึกถึงคนที่บาดเจ็บล้มตาย คนที่เสียสละเงินทองออกมาโดยที่ไม่ได้อะไร ปัจจุบันนี้ อ่านได้หรือไม่ว่า คุณสุเทพมองว่า ถ้าทุกอย่างยุติอยู่แค่นี้ บ้านเมืองก็ไม่ไปไหน การสูญเสียทั้งหมดสูญเสียไปเฉยๆ ฉะนั้นจำเป็นต้องดึงเอาผู้คนที่มีจิตใจอยากจะปฏิรูป อยากจะเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง แล้วฟังจาก ดร.เอนกพูด Target Group ของพรรคนี้ ไม่ใช่เพียงแค่คนที่เคยออกมาชุมนุม กปปส. แต่มาตั้งแต่ 14 ต.ค. 16 / 6 ต.ค.19 / พฤษภาทมิฬ / รวมทั้งพันธมิตร ปี 48 – 49 แล้วก็มา 56 – 57 ด้วย ฟังดูอันนี้คือเป้าหมาย คุณอภิสิทธิ์ฟังว่าอย่างนั้นหรือเปล่า

“ผมมองว่าคนที่ออกไปชุมนุมในช่วงก่อนปี 57 เขามีความคาดหวังว่าบ้านเมืองจะต้องมีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลง การเมืองมันจะต้องดีขึ้น จะเน้นหลักเรื่องของธรรมาภิบาล แต่ความจริงก็มีข้อเสนอหลายอย่างที่มีการพูดกันบนเวที เช่นการกระจายอำนาจ การปฏิรูปตำรวจ อะไรต่างๆ

ประเด็นตอนนี้ก็จะอยู่เพียงแค่ว่า พรรค รปช. จะสามารถเป็นผู้ที่จะสานต่อแนวคิดตรงนี้ได้มากน้อยแค่ไหน แล้วตรงนี้มันอาจจะไปพันกับคำถาม ที่อาจารย์ถามในช่วงแรก เพราะว่าถ้าคนมองว่า เป็นพรรคเพื่อไปสนับสนุนบุคคล แล้วบุคคลนั้นอาจจะไม่ได้มีความชัดเจนว่า เอาเรื่องของการปฏิรูปนี้ มันก็จะสวนทางกับเจตนารมณ์ตรงนั้น เพราะฉะนั้นก็คงต้องเปิดโอกาส รอดูว่าพรรคนี้เขาจะมีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป และมีจุดยืนในทางการเมืองที่มันสอดคล้องกับการปฏิรูปที่เคยพูดไว้ ได้มากน้อยแค่ไหน”

คุณอภิสิทธิ์พูดถึงเรื่องอุดมการณ์ของพรรค หรือแนวนโยบายอย่างกว้างๆ ดร.เอนกก็ประกาศว่า ขณะนี้มีอุดมการณ์ของพรรคอยู่ 4 – 5 ข้อ ฟังแล้วรู้สึกว่าไม่ต่างอะไรกับประชาธิปัตย์ 1. เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ กระจายอำนาจ และมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ และพูดถึงเรื่องการปกครองส่วนภูมิภาคว่ามีปัญหา พูดถึงเรื่องลดช่องว่าง ความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม จะปฏิรูปตำรวจ และกระบวนการยุติธรรม และอื่นๆ ไม่เห็นต่างอะไรเลยกับที่เคยสัมภาษณ์คุณอภิสิทธิ์

“ผมก็ยืนยันว่าจุดยืนของพรรคฯ ในเรื่องของการปฏิรูปเหล่านี้ชัดเจนนะครับ แล้วก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมอาจจะแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากหลายท่านที่รวมตัวกันเมื่อวาน เพราะว่าผมมีความเห็นว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลปัจจุบัน รวมทั้ง คสช. ไม่ได้ทำใน 3 – 4 ข้อนั้น อย่างที่เราอยากจะเห็น เช่นเรื่องการกระจายอำนาจนั้นค่อนข้างชัดว่า กลับสวนทางด้วยซ้ำ รวมไปถึงปัญหาการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่มักจะมองข้ามมติของความเหลื่อมล้ำในการตัดสินใจนโยบายแต่ละเรื่องที่เราพูดถึงภาคการเกษตรก็ดี อะไรก็ดี

จะด้วยเจตนาหรือไม่นั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าตรงนี้ก็เลยทำให้ผมนี้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลชุดนี้ค่อนข้างมาก ทีนี้ก็ถ้าพรรคใหม่เขายืนยันหลักการเหล่านี้ ก็ต้องดูว่าท่าทีของเขาต่อการดำเนินนโยบาย หรือการที่จะกำหนดนโยบายต่างๆ จะเหมือน หรือจะต่างจากประชาธิปัตย์ก็ดี จากทาง คสช. ก็ดี ก็ต้องว่ากันไป

แต่ว่าจุดหนึ่งซึ่งสัปดาห์ที่แล้ว ผมก็ทิ้งท้ายไว้มั๊งครับ คุยกับอาจารย์ที่ผมยังแกะไม่ออก ก็คือที่คำพูดของ ดร.เอนก ที่พูดหลายครั้ง ทำนองว่า ตอนนี้ต้องก้าวข้ามเรื่องของอดีตทั้งหมด สีเสื้อ หรืออะไรต่างๆ ซึ่งตรงนี้ที่ผมยังแกะไม่ออกก็คือว่า แล้วมันจะสวนทาง หรือสอดคล้องอย่างไรกับ 2 ประเด็น ประเด็นคือเรื่องของจุดยืนต่อเรื่องการนิรโทษกรรม กับอันที่ 2 ก็คือ คำพูดของ พูดง่ายๆ ก็คือว่า กปปส. ที่บอกว่า ต่อต้านระบอบทักษิณ ว่าแสดงว่าตรงนี้มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่”

พอเห็นภาพอย่างที่เล่าให้ฟัง ที่ถ่ายทอดสดทางไลฟ์ ก็นึกว่ามันไม่ต่างอะไรกับประชาธิปัตย์ ถ้าอย่างนี้มีพรรคการเมืองใหม่ทำไม คุณสุเทพก็เคยเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ บังเอิญ คุณสมจิตร นวเครือสุนทร ถามคำถามคุณสุเทพว่า ทำทั้งหมดนี้เป็นสาขาของพรรคประชาธิปัตย์หรือเปล่า หรือว่าไปแย่งฐานเสียงของประชาธิปัตย์หรือเปล่า คุณอภิสิทธิ์จะตอบอย่างไร

“ข้อ 1 นี้ผมตอบได้เลยนะครับว่าไม่ใช่สาขาแน่นอน ประชาธิปัตย์ไม่มีแนวความคิดเรื่องการมีพรรคสาขา พรรคนอมินี หรืออะไรทั้งสิ้น และผมก็เชื่อว่า ทั้งคุณสุเทพ และผู้ก่อตั้งพรรค เขาไม่ประสงค์จะเป็นพรรคสาขาของใคร อันนี้ผมว่าตอบง่ายนะครับ

ส่วนข้อที่ 2 ที่ถามว่า แล้วอันนี้คือมาแย่งฐานเสียงหรืออะไรนั้น ทุกพรรคการเมืองก็แย่งฐานเสียงกัน แล้วก็ยิ่งถ้าหากว่าการแสดงจุดยืนในประเด็นต่างๆ มันมีความคล้ายคลึงกัน มันก็ทำให้กลุ่มคนที่มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนแนวความคิดที่บอกว่าเหมือนกันนี้ ก็ต้องเลือกระหว่างจะสนับสนุนพรรคการเมืองไหน อันนี้ก็คงเป็นความจริงทางการเมืองที่ปฏิเสธไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่ก็จะต้องแข่งขันกันไป ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา”

แข่งขันแล้วต่อไปร่วมกัน ทำงานด้วยกันได้มั้ย
“การทำงานร่วมกันนั้น ถ้านโยบายความคิดพื้นฐานมันใกล้กัน ก็คงจะไม่ยาก แต่ว่าถามว่าจะร่วมกันหรือไม่อย่างไรนั้น ตอนนี้ต้องบอกว่า คงต้องรอดูมั๊งครับ ต้องให้เวลาเขาสักหน่อยมั๊งครับอาจารย์ เขายังไม่ได้มีการเลือกกรรมการบริหาร ประกาศนโยบาย แล้วก็อย่างที่บอก จะวนเวียนกลับไปสู่ว่า เอ๊ะ จะต้องไปสนับสนุนบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือไม่ เพราะฉะนั้นก็คงต้องเปิดโอกาสให้เขาทำงานไปก่อน”

ฟังคำตอบของคุณสุเทพ ที่คุณสมจิตรถาม
“ด้วยความสัจจริงนะ ผมยังไม่ได้ดูมาก่อน”

(เปิดคลิป)

ผม (อ.เจิมศักดิ์) ก็ยืนยันว่า ผมได้ถามคุณอภิสิทธิ์ก่อนที่จะร่วมรายการว่า คุณอภิสิทธิ์ได้ดูช่วงที่คุณสุเทพตอบคำถามนักข่าวหรือเปล่า คุณอภิสิทธิ์ตอบกับผมว่า ไม่ได้ดู
“ดูเฉพาะช่วงบนเวที”

ตอนที่ตอบคำถามนักข่าวหลังกินข้าว
“ไม่ได้ดูครับ”

ก่อนเข้ารายการ ก็ถามนิดนึงว่า คุณอภิสิทธิ์ก็ตอบว่าไม่ได้ดู แล้วจึงเปิดคลิปนี้ ทำไมมันคล้ายกันเหลือเกิน
“ไม่ทราบ”

ค่อนข้างจะคล้ายมาก
“ผมว่าแนวคิดในการทำงานการเมืองมันก็ต้องเป็นอย่างนี้ คือพรรคการเมืองก็แข่งขันกัน แต่ขณะเดียวกันการทำงานร่วมกัน อาจจะมีความจำเป็นที่เกิดขึ้นในอนาคต ก็อยู่ที่ว่าจะเอาอะไรเป็นตัวตั้ง ผมก็บอกว่ามันก็ต้องอยู่ที่เรื่องของนโยบาย หลักการ ความคิดต่างๆ คุณสุเทพก็ตอบคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ว่ารู้สึกคุณสุเทพไม่ได้ตอบเรื่องสาขา แต่ผมตอบให้เลยว่าไม่ใช่”

แต่ว่าคนก็จินตนาการไปได้ใช่มั้ย เพราะความคล้ายคลึง ก็เลยมองว่าเป็นสาขาของพรรค
“มันคงจะไปพูดว่าจินตนาการ ไปในทางนั้นคงไม่ใช่ ต้องบอกอย่างนี้ ที่ผมปฏิเสธว่าไม่ใช่สาขา ก็คือว่า ต่างคนต่างทำงานตามความเชื่อของตัวเอง คำว่าพรรคสาขา คงจะหมายความว่า มีเจตนา ฮั้วกัน รู้กัน แล้วก็เป็นวิธีการในการที่จะหาทางที่จะไปดึงเสียงของหลายๆ ฝ่ายมา แล้วก็จริงๆ แล้วคือ ตกลงกันไว้ อันนี้ผมยืนยันได้เลยว่า ไม่มีแน่นอน

ส่วนที่ว่าจะร่วมมือกันหรือไม่นั้น จะไปตอบชัดเจนกว่านี้นั้น คงจะตอบยาก เพราะมันต้องดูต่อไปว่าเป็นอย่างไร อย่างที่ผมก็ยกตัวอย่างไปแล้วว่า ถ้ายืนยันว่า เลือกตั้งผู้ว่า ยืนยันเรื่องแก้เหลื่อมล้ำอะไรต่างๆ แล้วมันตรงกัน แล้วต่อไปก็ทำงานร่วมกันได้ แต่จะตรงกันหรือไม่ก็คงต้องว่ากันไป ที่ผมบอกว่าความแตกต่างที่ผ่านมาก็คือ ดูกลุ่มที่ไปตั้ง รปช. ซึ่งบอกว่าสนับสนุนแนวคิดเรื่องการปฏิรูปอะไรต่างๆ จะยอมรับงานของ คสช. ในด้านนี้มากกว่าที่ผมเคยวิพากษ์วิจารณ์เยอะ เพราะผมเห็นว่าเรื่องการกระจายอำนาจ คสช. มีแนวทางค่อนข้างจะสวนทางจริงๆ เคยมีแนวคิดจะยุบ ควบรวม อบต. เทศบาลต่างๆ ซึ่งผมก็ออกมาคัดค้าน ปฏิเสธแนวคิดเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่าฯ แล้วก็มีช่วงนึงจำได้ว่า รองนายกฯ สมคิดก็บอกว่า ควรจะเป็นระบบสรรหามากกว่า คุณสุเทพก็สนับสนุน ผมไม่ได้สนับสนุน ผมมองว่ามันควรจะไปสู่การเลือกตั้ง

แต่ถ้าวันนี้ รปช. บอกว่าจะกลับมาเป็นเรื่องของการเลือกตั้ง ก็ดีนะ สำหรับผมก็ดี ถ้าพรรคการเมืองไหนมาในแนวคิดที่มันตรงกับพวกผม ผมก็ว่าดีอยู่แล้ว เพราะว่ามันจะทำให้โอกาสที่จะเป็นจริงในสังคมมันมีมากขึ้น แต่ก็คงต้องดู ว่าถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วท่าทีต่อนโยบายของ คสช. ท่าทีต่อผู้นำเป็นอย่างไร”

มีข้อสังเกตอันหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถหาคำตอบได้ เลขาของพรรคประชาธิปัตย์คนก่อนคือ เสธ.หนั่น ออกจากพรรคประชาธิปัตย์ไปตั้งพรรคใหม่ แล้วเอา ดร.เอนก มาเป็นหัวหน้าพรรค เที่ยวนี้คุณสุเทพ เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกจากพรรคประชาธิปัตย์ไปตั้งพรรคใหม่ แล้วเอา ดร.เอนกมาเป็นหัวหน้าพรรคตามข่าว ซึ่งจะเป็น หรือไม่เป็นไม่รู้ มันจะอธิบายอย่างไร

“มันเป็นเหตุบังเอิญทางการเมือง มันก็เกิดขึ้นได้นะครับ แต่ว่าจะเหมือนกันทีเดียวมั้ย ก็คงไม่ใช่ เพราะว่าตอน พล.ต.สนั่น ดร.เอนกอยู่กับประชาธิปัตย์ เป็นรองหัวหน้าพรรคอยู่ด้วย เท่าที่ผมจำได้ แล้วก็พอตัดสินใจมีการแยกพรรคกันออกไป ก็เหมือนกับไปด้วยกัน แต่ครั้งนี้ ดร.เอนก พ้นจากความเป็นสมาชิกของพรรคต่างๆ มาระยะหนึ่ง แต่ว่ามันก็คงเป็นเหตุบังเอิญละครับว่า กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยมีอดีตเลขาธิการพรรคของประชาธิปัตย์ไปร่วม”

มันเป็นความบังเอิญที่เหมือนกันใช่มั้ย
“เหมือนกัน ก็เหมือนในแง่ที่ว่ามีอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ไปตั้งพรรคใหม่ แล้วก็มีการร่วมงานกับ ดร.เอนก ซึ่งได้รับการคาดการณ์ว่าจะมาเป็นหัวหน้าพรรค”


คุณอภิสิทธิ์อยู่กับประชาธิปัตย์มานาน อยู่ในแวดวงการเมืองมา 20 กว่าปี คิดว่าไปรอดมั้ย
“ผมไม่สบประมาทใครนะครับ ไม่เคยไปประเมินใครต่ำทั้งสิ้น อยู่ที่การทำงาน อยู่ที่ความมั่นคงในเรื่องของหลักการ ผมว่าถ้ามีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาของประเทศที่มีความชัดเจนเป็นที่ยอมรับของประชาชนก็ได้ แต่ว่าถ้าไปผูกติดกับเรื่องของตัวบุคคล ก็จะกลายเป็นปัญหาของ เหมือนกับพรรคต่างๆ เรื่องพรรคเฉพาะกิจ ก็ต้องอยู่ที่ว่าเขาจะกำหนดท่าทีอย่างไร”

พูดอย่างนี้ก็แสดงว่ามีโอกาสที่จะทำงานร่วมกันได้ ถ้าแนวนโยบายและอุดมการณ์
“ถูกต้องครับ แล้วก็อยู่ที่เงื่อนไข มันมีเงื่อนไขอีกหลายอย่างนะครับ 1. เราพูดกัน อย่างที่บอก เราจะพูดกันอะไรก็ตาม ผมยังให้ความสำคัญกับกระบวนการของการเลือกตั้ง ความหมายก็คือเราจะมาพูดกันล่วงหน้า อย่างนั้นอย่างนี้นั้นคงไม่ได้ เพราะจุดสำคัญของพรรคการเมืองก็คือว่า เมื่อถึงวันที่มีการเลือกตั้งแล้ว แต่ละคนแสดงท่าทีต่อสาธารณะอย่างไรในประเด็นต่างๆ ซึ่งจะต้องถูกซักถามว่า นโยบายเรื่องนั้นจะสนับสนุนบุคคลไหน จะทำงานกับใคร บนเงื่อนไขอะไร นั่นประการหนึ่ง

ประการที่ 2 ก็คือประชาชนจะเลือกเข้ามาอย่างไร จำนวน ส.ส. คะแนนเสียงที่ได้รับ ก็จะเป็นตัวที่บอกกับพรรคการเมืองว่า สมควร หรือไม่สมควร ที่จะทำงานกับใครในสถานะใด เพราะฉะนั้นต้องรอตรงนั้นนะครับ”

พูดถึงพรรคประชาธิปัตย์ และคนที่ออกไปตั้งพรรค ทำให้นึกถึงคุณวีระ มุสิกพงศ์ก็ดี นึกถึงคุณสมัคร สุนทรเวช นึกถึงคุณเฉลิม อยู่บำรุง และมีอีกหลายคน ดูจะเมื่อออกไปแล้ว ดูจะมีปัญหามากพอสมควร ที่ประสบความสำเร็จพอมีบ้างหรือไม่
“คุณสมัคร ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี”

เป็นเพราะพรรคที่ออกไปตั้งใหม่ หรือเป็นเพราะ เขาเอาขึ้นมาชั่วคราวเป็นนอมินี
“แหม เส้นทางการเมืองก็จะคดเคี้ยวกันไปแล้วแต่บุคคลละครับ ของแบบนี้ก็อยู่ที่แต่ละท่านจะประเมินว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ ผมว่าหลายคนที่ออกจากพรรคประชาธิปัตย์ไปก็ไปมีตำแหน่งแห่งหนนะครับ ในรัฐบาล บางคนก็มองว่านั่นคือความสำเร็จ”

ก็กำลังจะถามว่านี่คือความสำเร็จเหรอ การได้ดำรงตำแหน่ง หรือได้ไปทำงานตามอุดมการณ์ที่มีอยู่
“แต่ละบุคคลก็เป็นเงื่อนไขที่ไม่เหมือนกันหรอกครับ เขาจะต้องไปประเมินเองว่ามันสำเร็จหรือไม่สำเร็จอย่างไร”
- พัก –

หลังจากที่คำสั่งของมาตรา 44 ของ คสช. ที่บอกว่าให้สมาชิกเก่าจะต้องมายืนยันพร้อมกับจ่ายเงิน 100 บาท ประชาธิปัตย์ได้มา รู้สึกจะไม่ถึงแสนใช่หรือไม่
“จริงๆ เข้ากลับมาประมาณแสนกว่านะที่ยื่นกลับมา แต่เราก็มากรอง แล้วมาเจอข้อผิดพลาดข้อมูลต่างๆ ก็จำเป็นที่จะต้องตัดออกไป แล้วก็สุดท้าย 30 วันหลังนี้ความจริงเหนื่อยมากเหมือนกัน ต้องขอบคุณทั้งอาสาสมัคร นักศึกษา เจ้าหน้าที่พรรค นั่งทำเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้น ก็กรองมาแล้วก็เหลือ 97,000 โดยประมาณ”

ประมาณแสนนึง หมายความว่า 30 วันแรกให้โอกาสสมาชิกมายืนยัน แล้วมากรองอีก 30 วัน จากทั้งหมด 2 ล้าน 5 ทีนี้ดูเป็นสัดส่วนแล้ว (เปิดภาพประกอบ) แท่งซ้ายสุดคือพรรคประชาธิปัตย์ที่มีประมาณ 2 แสน 8 ตามที่สื่อมวลชนลง แล้วมีคนยืนยันมา 97,755 แต่พรรคอื่นๆ เกือบมองไม่เห็นแท่งเลยถ้าเทียบกัน ตกลงสมาชิกของพรรคอื่นที่ยืนยันกลับมา ตัวเลขเป็นหมื่น และตัวเลขเป็นพัน ตัวเลขเป็นร้อยก็มี แล้วก็ยังมีพรรคที่สมาชิกไม่ได้ยืนยันกลับมาเลย คือพรรคเสรีนิยม พรรคชาติประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคประชาสันติ พรรคพลังประชาธิปไตย และพรรคมาตุภูมิ ตกลงอันนี้สะท้อนอะไร สะท้อนว่าจริงๆ แล้วสมาชิกไม่ได้จริงจังอะไร จึงไม่มายืนยัน หรือเป็นเพราะคำสั่งอันนี้เป็นคำสั่งที่ผิดธรรมชาติ คนเลยไม่มายืนยัน

“เอาตัวเลขก่อน ตัวเลขเดิมก่อนแท่งซ้ายก่อน ต้องให้ความเป็นธรรม คือพรรคประชาธิปัตย์นี้สะสมสมาชิกมา 70 กว่าปี เพราะฉะนั้นตัวเลขที่มาถึงเป็นหลักล้านนี้ มันผ่านกระบวนการของการทำงาน การเชิญชวนสมาชิกต่างๆ มาเป็นเวลาหลายสิบปี ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ เขาคงมีเวลาส่วนใหญ่ก็คือไม่เกิน 5 ปี 10 ปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นมันก็กระโดดกันตั้งแต่ต้น

ทีนี้ทุกพรรคการเมืองเมื่อต้องมาทำตามคำสั่งของ คสช. โดยสรุปแล้ว ก็คือจะได้สมาชิกกลับคืนมาประมาณซักร้อยละ 5 สูงสุดอาจจะร้อยละ 8 ต่ำสุดก็อาจจะไม่มีเลย ซึ่งอันนี้ก็ต้องบอกว่า อาจารย์ใช้คำดี ก็คือว่า เพราะคำสั่งมันผิดธรรมชาติ

การเป็นสมาชิกพรรคการเมือง สำหรับสากล มันถือว่าเป็นสิทธิ์ แล้วก็เป็นสิ่งที่พึงที่จะให้กระทำได้ง่าย เพราะว่าการเป็นสมาชิกพรรค หลายคนยังสับสนนะครับ การเป็นสมาชิกพรรคนี้ไม่ใช่แปลว่าเป็นนักการเมืองนะ การเป็นสมาชิกพรรคก็คือหมายความว่า สมัครเข้ามานี้สนับสนุนพรรค แล้วก็พร้อมที่จะร่วมกิจกรรมกับพรรค

ในประเทศไทย การเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ส่วนใหญ่แล้วก็ได้สิทธิ์น้อยมาก เสียสิทธิ์อีกต่างหาก เสียสิทธิ์ทั้งที่เป็นไปตามกฎหมาย คือกฎหมายหลายฉบับไปเขียนว่าใครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแล้ว จะไปสมัครเป็นตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้นั้นไม่ได้”

เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินก็ไม่ได้ องค์กรอิสระต่างๆ ก็ไม่ได้
“แล้วก็ที่เสียสิทธิ์โดยไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายนี้ก็คือว่า บางทีบางยุค ก็มีคนที่มาเพ่งเล็งว่า อ้าว คุณเป็นสมาชิกพรรคอยู่ คนละพวกกัน เพราะฉะนั้นก็มีทั้งการกลั่นแกล้ง มีทั้งอะไรต่างๆ เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาการเป็นสมาชิกพรรคก็จึงเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่เขาก็ทำตามธรรมชาติของเขา

ทีนี้วันดีคืนดีมาบอกว่า ให้เวลา 30 วัน ที่จะมายืนยัน ภายใต้บรรยากาศที่ไม่สามารถไปทำกิจกรรมได้ อันนี้สำคัญนะครับ เพราะว่าถ้าถามผมว่า ถ้าทำกิจกรรมได้จะเกิดอะไรขึ้น พรรคฯ ก็คงจะไปจัดกิจกรรม ยกตัวอย่างเช่น ผม หรืออาจจะมีผู้ใหญ่ในพรรคฯ เดินทางไปจังหวัดนี้ ประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกทราบ แล้วก็ผมก็จะขึ้นไปอธิบายว่า บัดนี้รัฐธรรมนูญก็ดี กฎหมายพรรคการเมืองก็ดี เขาได้เปลี่ยนแปลงแล้วนะ คุณจะมาเป็นสมาชิกพรรค 1. คุณต้องจ่ายเงิน แล้วก็เขาขอให้มายืนยัน ถ้าไม่ยืนยันจะพ้นอะไรต่างๆ ก็จะทำกันแบบนั้น ซึ่งถ้าเราทำกันได้เต็มที่ ผมว่าก็จะทำให้การให้ยืนยันสมาชิกมันง่ายเข้า

แต่ว่าที่ผ่านมาต้องบอกว่า มันไม่ง่าย มันไม่ง่ายก็เพราะว่าหลายคนไม่ได้รับรู้เรื่องของข้อกฎหมายต่างๆ แถมถามว่าจะไปทำอย่างไร คือเขาบอกเขาห้ามประชาสัมพันธ์ ให้สื่อสารได้ ในทางปฏิบัติ จะเห็นว่าพื้นที่ใดที่เรามีอดีต ส.ส. ก็จะง่ายหน่อย ก็ไปเคาะประตู ตามบ้าน ตามอะไร ซึ่งไม่ง่ายนะครับอาจารย์ เพราะว่าแม้กระทั่งมีที่อยู่ มีเวลา 30 วัน ไม่รู้อาจารย์เคยลองมั้ย คนหลายล้านด้วย แล้วก็ไม่ใช่ว่าไปแล้วเขาจะอยู่บ้าน หรือเขาจะต้อนรับด้วยซ้ำ เพราะถ้าเขาไม่รู้ว่ามาจากไหนอย่างไร ถ้าเป็นอดีต ส.ส. ไปก็ต้องไปอธิบาย ต้องไปบอกเขา ต้องไปจูงใจ โน้มน้าวเขา เขาก็ต้องซักถาม ซึ่งวันนึงก็ทำได้จำนวนหนึ่งละครับ  เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นความผิดธรรมชาติประการที่ 1”

แล้วประการแรกที่ถาม มีความจริงบ้างหรือไม่ว่า เดิมสมาชิก ไม่ได้หมายถึงพรรคไหน จะมีสมาชิกประเภทปลอมๆ ใส่ชื่อลงไป พอถึงเวลานี้ก็ไม่ยืนยัน
“ปัญหานั้นเคยเกิดมากในช่วงประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว แต่ว่าต่อมาทาง กกต. เขาตัดสมาชิกที่ซ้ำซ้อน ซึ่งก็ทำให้หลายคนเสียสิทธิ์ อันนี้ก็พูดตรงๆ นะครับ เล่าตามความเป็นจริงเลย ก็คือว่ามีหลายคนที่มาขอยืนยันสมาชิก ปรากฏตรวจสอบแล้วไม่ได้เป็นสมาชิกแล้ว เนื่องจากว่ามีช่วงนึงปรากฏไปเป็นชื่อสมาชิกของพรรคอื่น แต่ว่ากลุ่มเหล่านี้ จริงๆ บางคนเขาก็โกรธมากนะ เพราะบอกเขาไม่เคยสมัครพรรคอื่น ทำไมถึงกลายถูกตัดชื่อออกไป

เพราะฉะนั้นชื่อที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่ผมมองว่าเป็นผู้ที่สมัครจริง แล้วกรณีของประชาธิปัตย์ แบบฟอร์มการสมัครอะไรของเราค่อนข้างชัด แม้กระทั่งเที่ยวนี้ การยืนยันที่ผมบอกต้องกรองออกไปหลายพันคนนี้ ก็พยายามจะดูให้ไม่มีปัญหาต่อไปในอนาคตให้มากที่สุด เพราะฉะนั้นมันก็มีปัญหาตรงนี้ส่วนหนึ่ง

แต่ว่าโดยรวมก็ต้องบอกว่า 1. ทำกิจกรรมไม่ได้ ประชาสัมพันธ์ไม่ได้ คนก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมจะต้องมาทำอย่างนี้ รวมทั้งอีกกลุ่มหนึ่งนะครับที่ผมไปเจอด้วยตัวเองบอก ผมไม่ยืนยัน เพราะไม่ชอบ ไม่พอใจ ไม่ยอมรับคำสั่งนี้ เป็นสิทธิของผมอยู่แล้ว ก็เป็นอย่างนี้ ก็อย่างที่บอก ยิ่งพื้นที่ที่ผมพูดว่า เราไม่มีอดีต ส.ส. ผมมอบหมายใคร สมมติเป็นอาจารย์อยู่ที่บ้าน ผมมอบหมายคนไป ไปถึงบอก คุณต้องมายืนยันสมาชิกพรรคนะ คุณต้องจ่ายเงินนะ ผมว่าอาจารย์ก็คงสงสัยเหมือนกันว่า มันใช่หรือเปล่า อะไรหรือเปล่า เราพยายามทำแอพพลิเคชั่น ก็ติดปัญหาเรื่องข้อกฎหมายว่า ประชุมไม่ได้ ทำให้การโอนเงินยืนยันอะไรหลายอย่างทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็มีข้อจำกัดเยอะ แต่ว่าไม่มีปัญหาหรอกครับ ก็คือ

1. เราก็ยังหวังว่าวันพุธนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า คำสั่งที่ออกมา มันไม่น่าจะชอบ คือหมายความว่าบทบัญญัติที่มาบังคับให้ทำอย่างนี้ มันไม่น่าจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เราก็หวังอย่างนั้น อันนั้นก็จะเป็นคืนสิทธิ์”

ถ้าวันพุธนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำสั่ง คสช. อันนี้น่าจะขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
“คือประเด็นที่ส่งไปของผู้ตรวจการไม่ใช่ว่าคำสั่งขัด หรือแย้ง ส่งว่า บทบัญญัติมาตรา 140 และ 141 ของกฎหมายพรรคการเมือง มันขัดกับรัฐธรรมนูญ คือเขาไม่ได้ไปโต้แย้งเรื่องว่า คำสั่ง 53 นี้ออกได้ หรือไม่ได้ ชอบหรือไม่ชอบรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเท็จจริงคือขณะนี้บทบัญญัติแห่งกฎหมายของพรรคการเมือง มันขัดกับรัฐธรรมนูญ”

ไม่ได้คำสั่ง คือมาตรา 44
“คือศาลจะไม่ได้วินิจฉัยว่า การออกคำสั่ง 53 ชอบ หรือไม่ชอบ ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า บทบัญญัติในมาตรา 140 และ 141 ที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายพรรคการเมืองในปัจจุบันนี้ชอบหรือไม่”

ที่มีคนตั้งความหวังไว้ว่า ศาลเที่ยวนี้จะสร้างบรรทัดฐานว่า มาตรา 44 ที่ใช้นี้ ขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้หรือเปล่า ใครใหญ่กว่ากันระหว่างรัฐธรรมนูญ กับมาตรา 44 ตกลงก็ไม่เกิดสิ วันพุธนี้
“มันก็ครึ่งทางครับ คำว่าครึ่งทางก็คือว่า ไม่ได้มีการยื่นให้วินิจฉัยว่า ออกคำสั่ง 53 นี้ ชอบหรือไม่ชอบ แต่ขณะเดียวกัน ถ้าวินิจฉัยว่า บทบัญญัติ 140 – 141 มันไม่ชอบ ก็เป็นการจำกัดคำสั่งที่จะออกมาต่อไปในอนาคตในตัวว่า คุณจะออกคำสั่งแล้วไปเปลี่ยนแปลงให้บทกฎหมายขัดกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ ผมถึงใช้คำว่าครึ่งทาง”

ถ้าอย่างนั้นเมื่อครึ่งทางยังไม่สะเด็ดน้ำ ถ้าเป็น คสช. ก็ออกมาตรา 44 ให้แย้งกับรัฐธรรมนูญไปเสียเลย เพราะว่ามันครึ่งทาง มันยังไม่ได้วินิจฉัยเป็นมาตรฐาน
“ก็อาจจะมีการโต้แย้งอีก มันก็จะเป็นข้อโต้แย้งอีกเรื่องหนึ่ง อีกระดับหนึ่งก็ต้องว่ากันไป”

เดือนมิถุนายน ไหนๆ เริ่มชัดเจนว่าคงจะมีการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์
“เดี๋ยวผมเรียนอาจารย์เพิ่มเติมนิดนึงนะ เมื่อกี้ที่พูดถึงว่า จำนวนสมาชิกที่กลับมา ผมก็บอกว่า ความจริงของประชาธิปัตย์โดยเฉพาะ ถ้ากลับมามากกว่านี้ เผลอๆ ผมทำงาน 30 วันหลังนี้ไม่ทัน เพราะว่าที่กรองจากแสนกว่า เหลือ 97,000 ก็ใช้เวลาประมาณ 23 – 24 วัน โดยการจ้างนักศึกษาเพิ่มขึ้น เป็นร้อยคน แล้วก็เรียกว่านั่งกันเต็มตึกละครับ”

คุณอภิสิทธิ์กำลังจะบอกว่าคำสั่งนี้ปฏิบัติได้ยาก ไม่สมกับความเป็นจริง
“ยากมากครับ”

ลองดูสถิตินิดนึงว่า แต่ละพรรคกลับมากี่เปอร์เซ็นต์ (เปิดภาพ) ประชาธิปัตย์กลับมา 3.8% เพื่อไทยกลับมา 7% แต่ว่าฐานของเขาเล็กเป็นจำนวนแสน
“คือประชาธิปัตย์ฐานใหญ่กว่าพรรคอื่นอยู่ประมาณเกือบ 10 หรือ 20 เท่า แล้วอย่างที่ผมบอกก็คือว่า ใช่ครับ มองตัวเลขสัดส่วนก็อย่างที่ว่า ก็จะมีความหวังใหม่ กับชาติพัฒนานี่แหละครับ ที่จะมาในสัดส่วนที่สูงหน่อย แต่ว่ามาดูสัดส่วนอย่างเดียวไม่ได้ เพราะว่ามันต้องดูความเป็นจริงด้วย คือพูดง่ายๆ อย่างวันนึงคนที่จะไปเดินทำเรื่องนี้ มันทำได้จำนวนเท่านั้นแหละครับ มันจะไปดูสัดส่วนไม่ได้”

พรรคใหญ่ก็เสียเปรียบพรรคเล็กสิ
“เขาก็อาจจะบอกว่าพรรคใหญ่ ฐานใหญ่ อาจจะไปหาคนง่ายกว่ามั๊งครับ เจอง่ายกว่า ผมไม่ทราบ”

เดือนนี้คุณอภิสิทธิ์จะไปประชุมร่วมกับ คสช. มั้ย
“ตกลงเดือนนี้เขาจะมีประชุมมั้ยครับ”

ก็เห็นฟังเสียงจาก อ.วิษณุ ซึ่งเขาก็น่าจะคร่ำหวอดกับ คสช. เขาพูดกลับไปกลับมา
“ผมนี้ติงตั้งแต่แรกว่า วันที่มีการพูดว่า เดี๋ยวมิถุนาจะเชิญมาแล้วมีการมาถามอะไรผมเนี่ยนะ ผมก็บอก ผมนี้เข้าใจว่า คสช. เขาดูจากคำสั่งของเขาเอง คำสั่งของเขาเองนั้นเขียนเอาไว้ว่าเมื่อไหร่ที่กฎหมายเลือกตั้งมันประกาศใช้ เขาให้มีการแจ้งไปให้ คสช. รัฐบาล ทราบ แล้วก็ดำเนินการในการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมากำหนดว่าจะต้องผ่อนคลายคำสั่งการห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง เพื่อปูทางไปสู่การมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ อย่างไร และอาจจะเชิญพรรคการเมืองมาด้วย

แต่ทีนี้เวลาให้ข่าว ก็คงไปเก็งกันเอาเอง บอกว่าก็คงประมาณมิถุนา ก็เลยไปออกข่าวว่ามิถุนาจะเชิญพรรคการเมืองต่างๆ มา เสร็จแล้วปรากฏว่ามีการส่งกฎหมายเลือกตั้งไปตีความ เพราะฉะนั้นจากเดิมซึ่งคาดการณ์ว่ากฎหมายนี้น่าจะประกาศเดือนมิถุนา วันนี้มันก็เลยไม่ได้ประกาศตอนต้นเดือนมิถุนาแล้ว เพราะยังมีขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการต่อไป ก็เลยกลายเป็นว่า บางคนก็เลยกังวลไปอีกว่า เอ๊ะ แปลว่าจะต้องเลื่อนอะไรต่างๆ ออกไปอีกหรือเปล่า ความจริงถ้าพูดเสียตั้งแต่ต้นว่า ที่บอกจะเชิญนี้ก็เป็นเพราะตามคำสั่งเงื่อนไขคำสั่งที่ว่าซะก็จะได้ไม่ต้องมากังวลกัน”

เห็น อ.วิษณุ พูดในทำนองว่า เมื่อพรรคการเมืองเขาบางพรรคบอกไม่อยากมา ไม่เชิญก็ไม่ไป
“คือการเชิญนี้ คำสั่งเขาเขียนไว้เองครับว่าเขาต้องเชิญอย่าง กกต. ใครต่อใครที่เกี่ยวข้องมา แต่กรณีพรรคการเมืองจะเชิญก็ได้ ไม่เชิญก็ได้”

แต่ อ.วิษณุ บอกว่า เมื่อพรรคการเมืองบางพรรคตั้งแง่ไม่ไป
“คือพอเขาให้ข่าวว่าจะเชิญ บางพรรคบอกจะไม่ไป”

เขาก็เลยบอกถ้างั้นก็ไม่จำเป็นต้องประชุม สุ้มเสียงไปในทำนองนั้น
“มันก็เป็นอำนาจของเขาว่าจะเชิญใครประชุม”

แล้วตกลงจะทำหรือไม่ทำ
“ก็ต้องถามเขาครับ ว่าเขาจะทำหรือไม่ทำ ถ้าเขาทำ เขาสามารถทำได้โดยที่มี หรือไม่มีพรรคการเมือง”

แล้วคุณอภิสิทธิ์จะไปหรือไม่
“ถ้าเขาเชิญพรรคการเมือง พรรคฯ ก็จะไปละครับ พรรคฯ ก็จะมีตัวแทนไป ที่ผ่านมา เวลามีการเชิญพรรคการเมืองไป เราก็ไปให้ความเห็น”

แล้วจะได้ประโยชน์อะไร จากการไป ถ้ามี
“ก็ได้ไปให้ความเห็น”

เรื่องอะไร เรื่องการเลือกตั้ง?
“คือตามคำสั่งเขานี้ เป็นการไปปรึกษาหารือว่า จะต้องดำเนินการอะไรอย่างไร (ปลดล็อคอะไรต่อมิอะไรพวกนี้) ไปสู่การเลือกตั้ง เราก็จะไปให้ความเห็นว่ามันควรจะทำอย่างไร แต่ว่าเราก็ไม่ได้คาดหวังอะไรนะครับว่าเขาจะทำตามที่เราเห็น”

แต่มันก็ดีไม่ใช่เหรอ มันจะได้เรียนรู้ และรู้ด้วยว่าฝ่าย
“เราก็ไม่มีอะไรครับ เราก็ไปให้ความเห็นของเรา แล้วก็พร้อมที่จะฟังความเห็นคนอื่น แต่ว่าที่ผ่านมา หลายครั้งที่เราไปให้ความเห็นนั้น เขาก็ไม่เห็นด้วยกับเรา แต่ว่าสุดท้ายหลายเรื่องก็เป็นปัญหาอย่างที่เราบอกนั่นแหละ”

ตกลงจะได้เลือกตั้งมั้ย
“ก็ยังไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาเลื่อน หรือเปลี่ยนแปลงโรดแม็ปนะครับ เพราะว่าตอนนี้ก็กฎหมายลุกทั้งหลายก็ผ่านขั้นตอนต่างๆ แล้วก็รอในเรื่องของขั้นตอนการทูลเกล้าฯ ทรงลงพระปรมาภิไธย หรือจะทรงยับยั้งก็สุดแล้วแต่นะครับ อันนี้ก็เป็นตามกระบวนการก็ว่ากันไป ก็ต้องว่าไปตามขั้นตอนของโรดแม็ปนั้นนะครับ”

เรื่องรัฐมนตรี ดอน ปรมัตถ์วินัย ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ภรรยาถือหุ้นเกิน 5% แล้วมีประเด็นทางข้อกฎหมาย กกต. ก็ 2:2 ในที่สุดแล้ว ประธานลงอีกทีบอกว่าน่าจะขัดแล้วก็ความจริงต้องไปแจ้งต่อ ปปช. และหุ้นที่เกิน 5% จะต้องตั้งเป็น Blind Trust หรือทำอะไรแยกออกไปที่ตัวเองไปเกี่ยวข้องไม่ได้ แต่ว่าประเด็นนี้กำลังจะส่งศาลรัฐธรรมนูญ คุณอภิสิทธิ์คิดว่าควรจะต้องลาออกหรือไม่ หรือควรจะต้องยุติบทบาทการเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศไว้ก่อนหรือเปล่า หรือว่าไม่จำเป็น

“ความจริงถ้าศาลรับ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นะ ในขั้นตอนปกติ ตามรัฐธรรมนูญ หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ถามบรรทัดฐานในหลายกรณี ถ้าเป็นกรณีประชาธิปัตย์ มาถึงขั้นนี้ก็คือลาออก ส่วนใหญ่ก็ หรือเกือบทุกคนนะครับ น่าจะทำเช่นนั้น ทีนี้ก็น่าสนใจ ผมก็ติดตามเรื่องนี้อยู่นะครับ ผมไม่ไปวิจารณ์เรื่องตัวบุคคลนะครับ หรือคู่สมรสของท่าน แต่ว่าข้อเท็จจริงก็คือว่า บทบัญญัตินี้มันมีไว้เป็นเรื่องของผลประโยชน์ขัดกัน คำว่าผลประโยชน์ขัดกันก็คือว่า โดยหลักของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย คนที่เป็นผู้บริหารประเทศ จะต้องไม่ไปมีส่วนได้เสียกับกิจการของเอกชน เพราะเขากังวลว่าการใช้อำนาจของผู้ที่อยู่ในภาครัฐ จะไปเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนได้ ดังนั้นเขาจึงบอกว่าไม่ให้ถือหุ้นในกิจการต่างๆ นี้เกินร้อยละ 5

ถ้าถือเกิน ก็ต้องแจ้ง ปปช. แล้วก็ต้อง ถ้าประสงค์จะทำต่อ ก็ต้องโอนไม่ให้ตัวเองมีสิทธิ์จัดการ เพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองรู้ว่าผลประโยชน์ของบริษัท หรือการจัดการเรื่องหุ้นนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ในอดีตมีรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยมีความประสงค์ที่จะถือหุ้นต่อ ก็ใช้วิธีตามกฎหมายทุกประการ เรื่องนี้จึงยังไม่ใช่เรื่องที่ไปบอกว่าทุจริต แต่มันคือมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดผลประโยชน์ขัดกัน เพราะมิฉะนั้นแล้วเกิดสมมติว่าการทำงานของรัฐบาล ทำให้กิจการของบริษัทที่ว่า มันดีขึ้น มีกำไร ก็จะเกิดการกล่าวหา หรือถกเถียงกันแล้วว่า จงใจที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองหรือไม่

ผมก็เลยบอกว่า ทุกคนก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย เมื่อไม่ได้ปฏิบัติตามนี้ ถ้าชี้ว่าผิด ก็ต้องว่ากันไปตามนี้ อันนั้นประเด็นแรกก่อนนะครับว่า ทำไมถึงมีเรื่องนี้ เดี๋ยวมีบางคนบอกว่า อ้าว คือผมเห็นมีการอธิบายว่า ที่ถือหุ้นอยู่นี้ เพราะว่าเป็นมรดก หรืออะไรก็ตาม คือประเด็นของกฎหมายไม่ได้ไปสนใจหรอกว่ามาจากไหน อย่างไร แต่ต้องไม่มี เพื่อไม่ให้ผลประโยชน์ขัดกัน เพราะฉะนั้นผมต้องบอกว่า บทบัญญัตินี้มันเป็นมาตรฐานในเรื่องของภาษาอังกฤษบอก Conflict of Interest ประเทศไทย ก็ชอบใช้คำว่าทับซ้อน แต่ความจริงผลประโยชน์ขัดกัน

แต่ประเด็นที่ 2 ที่น่าสนใจก็คือว่า ก็เริ่มมีคนพูดว่า เอาละเมื่อ กกต. ชี้อย่างนี้ ส่งศาล ควรจะใช้คำว่า แสดงสปิริต ประเด็นนี้เราก็เคยพูดกันมาหลายครั้ง ผมก็พูดชัดว่า กรณีประชาธิปัตย์บรรทัดฐานจะเป็นอย่างไร แล้วถามว่าตอนนี้ที่ผมสนใจก็คือ มีหลายคนออกมาพูดบอก อย่าไปทำอย่างนั้น มันจะยุ่งวุ่นวายอะไรต่างๆ อันนี้ละครับที่ผมบอกว่า มันจะเป็นตัววัดไง ว่าตกลงเราจะเปลี่ยนแปลงมั้ย ในเรื่องบรรทัดฐานทางการเมืองกัน แล้วผมก็ชี้มาตลอดว่า ในอดีตที่ผ่านมา การเมืองไทยที่มักจะมีปัญหา แม้จะมีการเลือกตั้งแล้ว ก็คือเวลาที่มันเกิดปัญหาในลักษณะแบบนี้ เรานี้จะบอกว่าทุกอย่างรอให้กฎหมายจัดการ จนกระทั่งมันเกิดปฏิกิริยา มันเกิดแรงต่อต้าน แล้วก็นำมาสู่เรื่องของความเสื่อมในศรัทธา และในเรื่องของความยอมรับของตัวรัฐบาล เพราะฉะนั้นอันนี้ก็อยู่ที่เจ้าตัวละครับจะต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร”

คุณอภิสิทธิ์คิดว่าฟังขึ้นมั้ยนักกฎหมายเหมือนกัน ประเด็นกฎหมายที่คุณอภิสิทธิ์พูด ซึ่งเป็นรองนายกฯ บอกว่าเรื่องนี้กฎหมายออกมาทีหลังท่านถือครองไว้นานแล้ว แล้วตอนที่มาเป็นรัฐมนตรี ไม่มีกฎหมายอันนี้ แต่กฎหมายออกมาทีหลัง คงจะหมายถึงกฎหมายที่ตามมาในภายหลังที่เป็นรัฐมนตรีมาก่อน เพราะ คสช. ขึ้นมา ก็มีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว

“คือผมก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนะครับว่าท่านหมายความว่าอะไร เพราะว่ารัฐธรรมนูญปี 60 มีหลักการในเรื่องของคุณสมบัติ (60 เขาบอกเลิกไปแล้ว แล้วมีรัฐธรรมนูญชั่วคราว) รัฐธรรมนูญ 60 ไงครับ (แต่ 60 มาทีหลัง เพราะคุณดอนเป็นก่อน) ใช่ครับ แต่ทีนี้ในบทเฉพาะกาลเขาก็เขียนชัดว่า คนที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล ณ วันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้นี้ จะต้องมีคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม หรือห้ามกระทำการ หรือต้องพ้นจากตำแหน่ง ด้วยเงื่อนไขอะไรบ้าง และที่ผมอ่านนะ ไม่ได้มีข้อยกเว้นในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องปฏิบัติตามหลักของรัฐธรรมนูญ ทันทีที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ก็ต้องปฏิบัติตามให้เป็นไปตามนั้น แต่อาจจะบอกว่า ต้องรอเงื่อนไขการปฏิบัติหรืออะไรก็ตาม แต่เจตนารมณ์มันชัดครับ”





บทความอื่นๆ