บทความ

“อภิสิทธิ์” แนะ คสช. ฟัง กกต. - กรธ. - สนช. หารือก่อน ค่อยฟังจากพรรคการเมือง
13 มิ.ย. 2561

“อภิสิทธิ์” แนะ คสช. ฟัง กกต. - กรธ. - สนช. หารือก่อน ค่อยฟังจากพรรคการเมือง


(13 มิถุนายน 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 ระบุถึงกรณีที่จะมีการประชุมร่วมกันระหว่าง กกต. กรธ. และสนช. เพื่อแก้ปัญหาอันเกิดจากคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 ว่า คุยกันเองก่อนก็ดี เพราะว่าหลายหน่วยงานโดยเฉพาะ กกต. น่าจะทราบอยู่ว่ามีปัญหาอุปสรรคอะไรที่เห็นชัดๆ ในทางกฎหมาย เช่น การแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่บอกว่ากฎหมายนี้ถ้ายังไม่บังคับใช้ ก็ยังแบ่งเขตเลือกตั้งไม่ได้ แต่ถ้าแบ่งเขตเลือกตั้งไม่ทัน หลายเรื่องก็จะยุ่งยากไปหมด สำหรับพรรคการเมืองเองก็มีเรื่องสาขาพรรค ซึ่งปัจจุบันก็ต้องไปยึดโยงเกี่ยวกับเขตเลือกตั้ง หรือการมีตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ประจำเขต ก็ยึดโยงกับเขตเลือกตั้ง

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ ขออนุญาตไม่เห็นด้วยกับนายมีชัยในเรื่องการทำไพรมารี ที่บอกว่าก็ให้ทำไปนั้น ตนเห็นแย้งว่าจะทำได้อย่างไร เพราะว่าคนที่จะตัดสินใจไปลงสมัคร เขาต้องรู้ว่าเขตเลือกตั้งอยู่ที่ไหน มันมีผลต่อการตัดสินใจของเขา เพราะฉะนั้นถ้าตัวนี้เดินไม่ได้ ต้องไปรอกฎหมายบังคับใช้ ก็คือประกาศใช้ไปแล้ว 90 วัน ทุกอย่างจะกระชั้น  

ส่วนประเด็นที่ว่า ตอนมีคำสั่งที่ 53/2560 ปัญหาเรื่องคนจะตั้งสาขาพรรค จะประชุมพรรคได้หรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์มองว่าเพื่อให้ คสช. สบายใจว่า ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องของพรรคการเมือง ก็ลองให้ผู้ทำกฎหมาย และรักษากฎหมาย มาลองเสนอดูก่อนได้ว่า อุปสรรคที่เขามองเห็นนี้มีอะไรบ้าง แล้วค่อยมารับฟังทางพรรคการเมืองเพิ่มเติมก็อาจจะได้ง่ายขึ้น สำหรับ คสช.

สำหรับการไปร่วมเสวนาหัวข้อ “อนาคตประชาธิปไตยไทย ข้ามพ้นกับดักความหวัง” นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตัวแทนจาก 4 พรรค ไม่น่าจะมีบรรยากาศของการแสดงออกถึงความขัดแย้ง แต่น่าจะเป็นบรรยากาศของการที่ทุกพรรคการเมืองมองไปข้างหน้า แม้อาจจะมีความเห็นแตกต่างกัน มีความชัดเจนในเชิงวิสัยทัศน์ และพร้อมที่จะแสดงความพร้อมในการที่จะทำให้ประชาธิปไตยมันก้าวไปข้างหน้าให้ได้ และตนก็หวังที่จะเป็นอย่างนั้น และตนจะพยายามมีส่วนร่วมในการสร้างบรรยากาศอย่างนั้นด้วย

“สิ่งที่มันท้าทายก็คือ พรุ่งนี้ผมหวังว่าพวกเราทั้ง 4 คนที่เป็นนักการเมืองจะทำให้เห็นว่า ความแตกต่างที่นำมาสู่การแข่งขันนี้มันไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ และมันไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความขัดแย้งได้ จะทำให้คนมีความเชื่อมั่นในกระบวนการประชาธิปไตยที่จะต้องเกิดขึ้นต่อไป โดยเฉพาะการเลือกตั้ง เพราะว่าทุกวันนี้ก็ยังมีสุ้มเสียงที่เหมือนกับบอกกับประชาชนอยู่ไม่ใช่เหรอว่า มันจะวุ่นวายอีกมั้ย จะกลับไปเหมือนเดิมมั้ย เพราะฉะนั้นผมว่าพรรคการเมือง และตัวแทนพรรคการเมือง ต้องมีส่วนร่วมในการสร้างความเชื่อมั่นตรงนี้ว่ากระบวนการของการเดินตามรัฐธรรมนูญ การกลับไปสู่กระบวนการของการเลือกตั้งนี้จะไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง”

สำหรับการขอไลฟ์สด การประชุมระหว่างพรรคการเมือง กับ คสช. นั้น นายอภิสิทธิ์ระบุว่า กลัวคนเบื่อ เพราะที่ผ่านมาเป็นเรื่องค่อนข้างเทคนิคทางกฎหมาย และถ้าเชิญทุกพรรคการเมืองไป ตอนนี้นับไม่ถ้วนแล้วครับว่าถึงร้อยพรรคหรือยัง ดูจะไม่ค่อยเป็นบรรยากาศที่ทำให้คนที่อยู่ในวงนอกจะสนใจเท่าไหร่ แต่ตนไม่ติดใจอยู่แล้ว จะถ่ายทอดสด หรือไม่ถ่ายทอดสด ตนไม่ได้มีปัญหา เพราะว่า ตนก็จะแสดงความคิดเห็นตามประเด็นที่เห็นนี้เหมือนกัน ไม่ได้กระทบอะไร

เมื่อถามถึง “บอลโลก” มีความคาดหวังอย่างไรบ้าง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าตนอยากเห็น Messi (อาเจนตินา) ได้รางวัลใหญ่ๆ ระดับนานาชาติ อยากให้เขาประสบความสำเร็จในระดับสูงสุดบ้าง ทั้งนี้ยังมองว่า เมื่อบอลโลกเริ่มบรรยากาศของสื่อในบ้านเมืองก็คงเปลี่ยนไป ขอให้สนุกกับมัน แต่ว่าอย่าถึงขั้นเสียสุขภาพ และย้ำว่าอย่าเล่นการพนัน

คำต่อคำ

หายไปหลายสัปดาห์ ไปไหนมา
“พอดีต้องเดินทางไป 3 สัปดาห์ซ้อนมั๊งครับ ก็เลยหายหน้าหายตาไป ไม่ได้ไปไหนครับ”

พรุ่งนี้ กกต. กรธ. สนช. จะหารือคำสั่ง 53/2560 คาดหวังอย่างไรกับการประชุมนี้
“ผมได้แสดงความเห็นไปเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ว่าน่าจะทำอะไรแบบนี้ เพราะผมดูอาการแล้วปัญหาการพบปะกับพรรคการเมือง รู้สึกผู้ที่เกี่ยวข้องเขากังวลเรื่องประเด็นทางการเมืองเหลือเกิน เหมือนกับยังไม่ค่อยแน่ใจสบายใจว่า เอ๊ะ ถ้าเชิญพรรคการเมืองมาคุยแล้วจะเป็นอย่างไร แต่ว่าผมนี้รับรู้รับทราบว่าทั้ง กกต. ก็ดี หรือว่า กรธ. หรือคนที่อยู่ในแวดวงที่ทำกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องนี้ เขายังมองเห็นปัญหาอุปสรรคอยู่หลายอย่าง ตราบเท่าที่มันยังมีคำสั่ง คสช. ห้ามทำกิจกรรม หรือห้ามประชุม หรือแม้กระทั่งตัวคำสั่งที่ 53 ที่ว่า เกี่ยวกับเรื่องของสาขาพรรค เรื่องอะไรต่างๆ

เพราะฉะนั้นผมก็เลยเสนอไปบอกว่า ก็คุยกันเองก่อนก็ดีนะ เพราะว่าหลายหน่วยงานโดยเฉพาะ กกต. เขาน่าจะทราบอยู่ว่ามันมีปัญหาอุปสรรคอะไรที่เห็นชัดๆ ในทางกฎหมาย เช่น การแบ่งเขตเลือกตั้ง บอกว่ากฎหมายนี้ถ้ายังไม่บังคับใช้นี้ แบ่งเขตเลือกตั้งไม่ได้ แต่ว่าพอแบ่งเขตเลือกตั้งไม่ทัน หลายเรื่องมันยุ่งยากไปหมด สำหรับพรรคการเมืองเองก็เรื่องสาขาพรรคปัจจุบันก็ต้องไปยึดโยงเกี่ยวกับเขตเลือกตั้ง หรือการมีตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ประจำเขต ก็ยึดโยงกับเขตเลือกตั้ง

จะทำไพรมารีต้องขออนุญาตไม่เห็นด้วยกับคุณมีชัย ที่บอกว่าก็ทำไปสิ ผมบอกว่ามันจะทำได้อย่างไร เพราะว่าคนที่เขาจะตัดสินใจไปลงสมัครที่ไหนเขาก็ต้องรู้ว่าเขตเลือกตั้งมันอยู่ที่ไหนนะครับ มันมีผลต่อการตัดสินใจของเขา เพราะฉะนั้นตัวนี้ถ้าเดินไม่ได้เลย ต้องไปรอกฎหมายบังคับใช้ ก็คือประกาศใช้ไปแล้ว 90 วัน ทุกอย่างจะกระชั้น อย่างนี้ก็เป็นตัวอย่าง

แล้วก็ที่เราเคยพูดกันในประเด็นก่อนหน้านี้ว่า ตอนมีคำสั่ง 53 นี้ ปัญหาเรื่องคนจะตั้งสาขาพรรค จะประชุม จะอะไรอย่างไรได้หรือเปล่า ผมว่าเพื่อให้ คสช. สบายใจนะว่า ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องพรรคการเมืองหรืออะไร ให้ผู้ที่ทำกฎหมาย และรักษากฎหมาย เขาลองเสนอดูก่อนก็ได้ว่า อุปสรรคที่เขามองเห็นนี้ 1 – 2 – 3 – 4 – 5 มีอะไรบ้าง แล้วเสร็จแล้วจะมารับฟังทางพรรคการเมืองเพิ่มเติมก็อาจจะได้ง่ายขึ้น สำหรับ คสช.”

แต่เบื้องต้น บริบทต่างกัน เพราะก่อนหน้านี้เรารอศาลรัฐธรรมนูญ แต่ว่า ณ ตอนนี้ศาลก็ชี้ออกมาว่ามันไม่ขัด ก็เดินหน้าต่อไปได้เลย
“ถูกต้องครับ แต่ว่าอย่างที่บอกไงครับว่าที่เดินหน้าไปได้เลยนั้น บังเอิญสิ่งที่เขียนอยู่ในกฎหมาย มันสร้างอุปสรรคขึ้นมาเสียเอง แล้วมันมีเรื่องล็อคอยู่ด้วย อย่างเช่น ตอนนั้นผมก็พยายามแสดงความคิดเห็นว่า ที่บอกว่าให้กฎหมายเลือกตั้งบังคับใช้ช้าหน่อย เพื่อที่จะให้เตรียมตัว หรือทำความพร้อมอะไรนั้น ผมบอกไปแล้วว่ามันไม่จริง เพราะบางเรื่องถ้ากฎหมายไม่บังคับใช้มันเดินไม่ได้ มันเดินไม่ได้นะครับอย่างนี้เป็นต้น”

คาดหวังอะไรจากการพบปะกันโดยไม่มีพรรคการเมืองในวันพรุ่งนี้
“ผมว่าเบื้องต้น ถ้า กกต. หรือ กรธ. ทำความกระจ่างให้ คสช. ทราบว่าสภาพที่ยังไม่ ที่ใช้คำว่าไม่ปลดล็อคนี้ แล้วก็บทบัญญัติของกฎหมายบางมาตรา ทั้งตามคำสั่ง ทั้งตาม พรบ.ประกอบ ที่ยังเป็นอุปสรรคอยู่ ในการที่จะเดินไปสู่การเลือกตั้งอย่างราบรื่น เขาก็น่าจะนำเสนอได้ อย่างน้อย คสช. ก็จะต้องรู้แล้วว่ามันมีบางเรื่องต้องปรับ ต้องแก้ แล้วก็ให้ไปพิจารณาสอดคล้องกับเรื่องที่จะ ใช้คำว่า ปลดล็อค หรืออนุญาตให้ทำกิจกรรมในเรื่องไหน อย่างไร เมื่อไหร่ แล้วก็พรรคการเมืองคงมีข้อคิดเห็น ข้อเท็จจริง มุมมองเพิ่มเติมด้วย แต่ว่าอย่างน้อยที่สุดผมดูแล้วเพื่อไม่ให้ ดู คสช. มีความกังวลนะ กับการพบปะพรรคการเมือง ผมก็พบคนที่เขารู้เรื่องทางกฎหมายที่เขาจะนำเสนอได้ก่อนก็ดีแล้วครับ”

คุณอภิสิทธิ์เตรียมอะไรไปขึ้นเวทีเสวนาที่จะมีหลายพรรคมารวมอยู่บนเวทีเดียวกันบ้าง วันพรุ่งนี้
“ก็คงต้องตามหัวข้อที่เขาตั้งไว้ละครับ”

Teaser หน่อยได้มั้ย หัวข้อก็คือ อนาคตประชาธิปไตยไทย ข้ามพ้นกับดักความหวัง
“ครับ ผมก็หวังว่าเวทีวันพรุ่งนี้แม้ว่าจะเป็นเวทีที่เป็นเวทีของหัวหน้าพรรค หรือผู้แทนของ น่าจะ 4 พรรค จะไม่เป็นบรรยากาศของการแสดงออกถึงความขัดแย้ง แต่น่าจะเป็นบรรยากาศของการที่ทุกพรรคการเมืองน่าจะมองไปข้างหน้า แม้อาจจะมีความเห็นแตกต่างกัน มีความชัดเจนในเชิงวิสัยทัศน์ และพร้อมที่จะแสดงความพร้อมในการที่จะทำให้ประชาธิปไตยมันก้าวไปข้างหน้าให้ได้ ผมหวังที่จะเป็นอย่างนั้น และผมก็จะพยายามมีส่วนร่วมในการสร้างบรรยากาศอย่างนั้น”

เวทีนี้ถ้าคุณธนาธร เขาขอ Live สด สนใจมั้ย เหมือนกับที่ขอ Live สดในการไปพบกับ คสช.
“สำหรับพรุ่งนี้ผมก็สันนิษฐานว่าทางผู้จัดเขาอาจจะ Live สดของเขาอยู่แล้วมั๊งครับ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ก็ดูจะเป็นเรื่องปกติของการจัดการประชุมสัมมนาแบบนี้ ส่วนที่จะ Live สด คสช. พบกับพรรคการเมืองนั้น คงจะเป็นคนละประเด็นกัน”

คุณอภิสิทธิ์มองเรื่องนี้อย่างไร
“ผมนี้กลัวอะไรไม่กลัว ผมกลัว Live สดแล้วคนจะเบื่อเอานะครับ เพราะว่าที่ผ่านมา ต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องค่อนข้างจะเทคนิคทางกฎหมายค่อนข้างมาก แล้วก็จริงๆ จำนวนพรรค ถ้าเกิดเชิญทุกพรรคไป ตอนนี้ผมนับไม่ถ้วนแล้วครับว่าตกลงมันถึงร้อยพรรคหรือยัง มันก็จะไม่ค่อยเป็นบรรยากาศที่ทำให้คนที่อยู่ในวงนอกจะสนใจเท่าไหร่หรอกครับ ผมไม่ติดใจอยู่แล้วนะครับ จะถ่ายทอดสดออกไป หรือไม่ถ่ายทอดสดออกไป ผมไม่ได้มีปัญหาเลยเพราะว่า ผมจะถ่ายทอดสด หรือไม่ถ่ายทอดสด ผมก็แสดงความคิดเห็นตามประเด็นที่เห็นนี้เหมือนกัน ไม่ได้กระทบอะไรครับ”

ถ้าดูจากตัวแทนของผู้ที่เป็นวิทยากรที่จะมาเสวนาในวันพรุ่งนี้ คุณจาตุรนต์ จากเพื่อไทย คุณอภิสิทธิ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ คุณธนาธร จากพรรคอนาคตใหม่ คุณไพบูลย์ จากพรรคประชาชนปฏิรูป แนวคิดไปคนละทางเลยมั้ย เป็นการโหมโรงก่อนที่จะไปเจอกับ คสช. หรือไม่

“ผมว่าเราอย่าไปกังวลว่ามันเป็นเรื่องคนละทางหรือไม่ เรามีพรรคการเมืองหลายพรรค ก็เพื่อแข่งขันกัน ถ้าทุกพรรคเหมือนกันก็ไม่ต้องมีหลายพรรคหรอกครับ ใช่มั้ยครับ เพราะฉะนั้นผมว่าสิ่งที่มันท้าทายก็คือ พรุ่งนี้ผมหวังว่าพวกเราทั้ง 4 คนที่เป็นนักการเมืองจะทำให้เห็นว่า ความแตกต่างที่นำมาสู่การแข่งขันนี้มันไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ และมันไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความขัดแย้งได้ จะทำให้คนมีความเชื่อมั่นในกระบวนการประชาธิปไตยที่จะต้องเกิดขึ้นต่อไป โดยเฉพาะการเลือกตั้ง เพราะว่าทุกวันนี้ก็ยังมีสุ้มเสียงที่เหมือนกับบอกกับประชาชนอยู่ไม่ใช่เหรอครับว่า เอ๊ะ มันจะวุ่นวายอีกมั้ย มันจะกลับไปเหมือนเดิมมั้ย อะไรมั้ย เพราะฉะนั้นผมว่าพรรคการเมือง และตัวแทนพรรคการเมือง ต้องมีส่วนร่วมในการสร้างความเชื่อมั่นตรงนี้ว่ากระบวนการของการเดินตามรัฐธรรมนูญ การกลับไปสู่กระบวนการของการเลือกตั้งนี้จะไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง”

จตุรมิตรเหรอ พรุ่งนี้ 4 พรรค
“ผมว่าในจุดยืนต่างๆ ก็คงมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร แต่ก็คงไม่ถึงขั้นกับบอกว่า เห็นไม่ตรงกันซักเรื่องนึงอะไรอย่างนี้ ก็คงจะไม่ถึงขั้นนั้นหรอกครับ”

เรื่องไพรมารีโหวต ทางพรรคฯ ไปถึงไหนแล้ว มีอะไรเป็นอุปสรรคบ้างหรือไม่
“คือกระบวนการนี้มันยังเดินไม่ได้หรอกครับ เพราะว่า 1. แม้กระทั่งกรณีของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีจำนวนสมาชิกเยอะที่สุด เราก็ยังไม่ได้มีสมาชิกครบตามเงื่อนไขเรื่องการส่งผู้สมัคร ส.ส. หรือการตั้งสาขาพรรคได้ เพราะว่าที่ผ่านมาคือทำได้คือ เร่งระดมยืนยันกับสมาชิกเก่า และมีเวลาแค่ 30 วัน เพราะฉะนั้นก่อนที่จะไปถึงกระบวนการไพรมารี สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งต้องการให้มันเป็นกระบวนการที่มีความเป็นจริง

คำว่าเป็นจริงคือ ไม่ใช่กฎหมายบังคับให้ทำก็ทำเป็นพิธีกรรมไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้นก็เอาสมาชิกจังหวัดละร้อยคนพอ เรียกว่าประชุมกัน คนชนะไพรมารีก็คะแนน 5 – 60 คะแนนอะไรอย่างนี้เราไม่ต้องการเป็นอย่างนั้น เราต้องการให้มันเป็นกระบวนการที่มีความหมาย แล้วก็ประชาชนมีส่วนร่วมจริง เพราะฉะนั้นเราก็อยากจะได้เวลาในการที่จะไปหาทั้งสมาชิกเก่า และใหม่ ที่จะมาเป็นสมาชิกและมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ นั่นข้อที่ 1

ข้อที่ 2 เมื่อเรามีตัวแทน สมาชิกเพียงพอในจังหวัด แล้วก็ในหลายเขตเลือกตั้งเราสามารถตั้งสาขาได้ เราก็อยากตั้งสาขาเสียก่อน แต่ประชาธิปัตย์ก็ยังเชื่อในระบบของการกระจายอำนาจภายในพรรคฯ บทบาทของสาขาพรรค จะมีความหมายมากกว่าการที่จะมีตัวแทนพรรคประจำจังหวัด หรือประจำเขตเลือกตั้ง แล้วก็กฎหมายก็เขียนเอาไว้ว่าถ้ามีสาขา สาขาจะเป็นคนดำเนินการตามกระบวนการไพรมารี

เพราะฉะนั้นก็ต้องไป 1. หาสมาชิก 2. ตั้งสาขา 3. อย่างที่บอกครับ เรื่องเขตเลือกตั้ง คนจะลงสมัครผู้แทน ถ้ายังไม่รู้เลยว่าเขตเลือกตั้งอยู่ตรงไหน จะแสดงความจำนงกันอย่างไร เพราะฉะนั้นอย่างน้อยๆ 3 เรื่องนี้ต้องมีความชัดเจนก่อนครับ แต่ว่าถามว่ามีคนที่เตรียมตัว อยากจะเสนอตัวในหลายเขตเลือกตั้งมั้ยก็มีอยู่นะครับ แต่มันจะเดินอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวเป็นทางการตามกระบวนการทางกฎหมายนี้ยังไม่ได้ ถ้า 3 เรื่องนี้ยังไม่เรียบร้อย”

บอลโลก พรุ่งนี้เริ่มแล้ว กังวลอะไรมั้ย
“กังวลจะอดหลับอดนอนกันมั๊ง”

เวลาห่างกัน 4 ชม.
“ผมว่ากรณีรัสเซียก็ถือว่าเบากว่าหลายประเทศนะครับ ในแง่ของความต่างของเวลา ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมว่าก็เป็นช่วงเวลาที่คนที่ชอบฟุตบอล คนที่ชอบกีฬา ก็คงมีความสุข แต่ว่าก็คงต้องดูแลสุขภาพตัวเองนะครับ ในการที่จะดูถึงขั้นว่าอดหลับอดนอน แล้วก็แน่นอนที่สุดนะครับ เรื่องของปัญหาการพนัน ก็เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันรณรงค์ สร้างค่านิยม แล้วก็ผู้มีหน้าที่ก็ต้องทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามไป”

มีทีมไหนในดวงใจมั้ย อังกฤษหรือเปล่า
“ไม่ครับ ผมพูดมานานแล้วว่าอยากเห็น Messi (อาเจนตินา) ได้รางวัลใหญ่ๆ ระดับนานาชาติ แล้วก็น่าจะเที่ยวสุดท้ายแล้วครับเที่ยวนี้ เพราะว่าคราวหน้าอีก 4 ปี คงจะไม่น่าจะมีบทบาทมากแล้ว ถ้ามีอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นสำหรับผม ผมก็เป็นคนดูฟุตบอลมา โอ้โห ตั้งแต่เด็ก ผมเห็นความสามารถของเขา ไม่ใช่แค่ความสามารถเฉพาะตัวนะ แต่การที่ดึงเอาคนในทีม เข้ามามีบทบาท มาทำเกมอะไรได้ ผมอยากให้เขาประสบความสำเร็จในระดับสูงสุดบ้าง”

ถ้าได้ถ้วยนี้ก็ฟินเลย
“สำหรับเขาใช่ครับ แต่มันก็เป็นเที่ยวสุดท้ายของ โรนัลโด ด้วยเหมือนกันนะครับ”

แต่มันไม่เหมือนกัน กำลังฮึดสู้อาจจะมากกว่า เพราะนี่ทำให้ประเทศตัวเองหรือเปล่า ระหว่างค้าแข้งกับเพื่อชาติ
“จริงๆ ผมว่า นักกีฬาอาชีพแล้วก็โดยเฉพาะมีโอกาสรับใช้ชาติ เขาก็ต้องทุ่มเทอยู่แล้ว แล้วก็ความคาดหวังของคนในชาติเขาก็มีอยู่ แล้วมันก็เป็น แหม มันเป็นพลังเชียร์ ที่มันผูกกับความเป็นชาติด้วย ก็ต้องมีแรงกดดันพอสมควร ก็คงจะทุ่มเทกันเต็มที่ละครับ”

แล้วมีใครเชียร์บราซิลหรือเปล่า ครั้งที่แล้วเยินมาก
“เขาก็ว่าตอนนี้ก็คนก็คาดการณ์ว่าน่าจะเป็นแชมป์ใช่มั้ย ผมว่าหลายทีมก็ยังมีโอกาสนะครับ จะเป็นเยอรมัน ฝรั่งเศส ก็มีโอกาส”

ไม่เชียร์เอเชียบ้างเหรอ ญี่ปุ่น เกาหลี
“จริงๆ เวลาลงแข่ง ผมว่าคนของเราก็จะเชียร์คนเอเชียด้วยกันนั่นแหละ แต่ว่าแหม จะคาดหวังให้เข้าสู่รอบลึกๆ ได้นี่คงไม่ง่าย ยังไม่ง่ายหรอกครับ”

วันก่อนเห็นคุณอภิสิทธิ์พูดถึง Etiquette หรือความเป็นนายกรัฐมนตรี การมีเกียรติ กับความเป็นมนุษย์
“ผมไม่ได้เริ่มต้นเรื่องนี้นะครับ ก็คือพอดีมันสืบเนื่องมาจากคำพูดของท่านนายกฯ แล้วก็ผมก็พูดว่าจริงๆ สิ่งที่ท่านพูดมันก็สำคัญ 1. ก็คือว่า เราทุกคนต้องรับว่าจะเป็นใครก็ตาม รวมทั้งการไปเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย ความเป็นมนุษย์มันมีจริง ทุกคนโกรธเป็นทั้งนั้นนะครับ ทุกคนรู้สึกทั้งนั้น เวลาถูกวิจารณ์ มันก็มีความเป็นมนุษย์ด้วยกันทั้งหมด ขณะเดียวกันท่านก็พูดถึงเรื่องเกียรติของตำแหน่ง ผมก็เห็นว่าจริงนะครับ แล้วก็ผมก็ว่าเราก็ต้องแยกด้วยระหว่างคนกับตำแหน่ง ในการให้เกียรติ

แต่ว่าขณะเดียวกันผมก็อยากจะแนะว่า 2 เรื่องนี้มันก็ต้องมาบรรจบกันด้วย เพราะว่าส่วนหนึ่งของการที่จะช่วยรักษาเกียรติของตำแหน่งนี้ ก็คือคนที่ดำรงตำแหน่งนั้น บางครั้งก็จะต้องมีมาตรฐานหรืออะไรที่มันสูงกว่าความเป็นมนุษย์ทั่วไปเหมือนกัน ถามว่าห้ามโกรธกันได้มั้ย ไม่ได้หรอก ห้ามเสียใจได้มั้ย ไม่ได้หรอก ห้ามมีความรู้สึกน้อยอกน้อยใจได้มั้ย ไม่ได้หรอกครับ ผมว่าคนที่เคยทำงานตรงนั้นทุกคนรู้สึกมาหมดแล้ว ทำงานเราก็มีความรู้สึกว่าทำงานหนัก ทุ่มเท แล้วก็ เอ๊ะ เราก็น่าจะทำสิ่งดีๆ ตั้งเยอะแยะ ทำไมคนไม่เข้าใจ ทำไมคนไม่ชอบ ทำไมคนวิจารณ์ ทำไมคนด่า แต่ว่าถ้าเราจะช่วยในแง่ของการรักษาเกียรติของตำแหน่ง เราก็ต้องมีความอดทน

เวลาเราพูดถึงธรรมะ เขาถึงยังต้องแบ่งไงครับว่า ธรรมะของนักปกครอง ธรรมะของคนธรรมดา มันจะต้องมีอะไรเพิ่มเติมขึ้นมา ผมคิดว่ามันสำคัญ เพราะว่าถ้าหากว่าเราบอกแต่เพียงว่าทุกคนเป็นมนุษย์ มันอันตราย จริงๆ ผมไม่ได้เจาะจงถึงผู้นำของเรานะ ที่จริงถ้ายกตัวอย่างง่ายๆ อเมริกาตอนนี้ ... ภาษาอังกฤษนี่ผมเห็นเถียงกันทุกวัน สิ่งที่ทำนี้ presidential มั้ย ทำไม tweet อย่างนี้ มัน presidential มั้ย ทรัมพ์ก็บอก ผมเป็น President อะไรที่ผมทำก็ presidential ทั้งนั้น แต่ว่าคนก็มองว่า อ้าว แล้วถ้าเกิดต่อไป ในอดีตสังคมเคยมีความคาดหวังว่าคนเป็นบุคคลสาธารณะ คนเป็นผู้นำ ใช้ถ้อยคำแบบไหน แสดงอารมณ์แบบไหน มันมีเหมือนกับมาตรฐานที่ถูกยกไว้อยู่ เพราะฉะนั้นต้องช่วยกันรักษามาตรฐานตรงนั้น มันก็จะช่วยรักษา แล้วก็ปกป้องเกียรติของตำแหน่งตรงนั้นได้ง่ายขึ้น

ที่พูดทั้งหมดนี้นะครับ ด้วยความเห็นใจนายกรัฐมนตรีนะครับ เพราะว่าผมก็พูดเกือบ จริงๆ แม้กระทั่งกับนายกฯ คนอื่นๆ ผมก็พูดนะครับว่า ผมเห็นใจ ไม่ใช่ไม่เข้าใจในความรู้สึกในหลายๆ ครั้ง แต่ว่าเรื่องของการวางตัว การแสดงออก ถ้อยคำ อารมณ์มันก็เป็นเรื่องสำคัญ”

นายกฯ ก็สัญญาว่าจะอารมณ์ดีจากนี้ไป ที่ไปลงพื้นที่ที่พิจิตร นครสวรรค์
“ก็ดีเลยครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ ผมว่ามันก็จะได้หมดเรื่องแบบนี้เสียทีนะครับ”

มองปรากฎการณ์ ทรัมพ์ – คิม อย่างไรบ้าง เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีนำไปสู่สันติภาพอื่นๆ หรือไม่
“มีอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ยังไงก็ดีกว่าไม่ดีนะครับ ถูกมั้ยครับ เพราะว่าเราถูกลากเข้ามาอยู่ในภาวะที่เมื่อสักปีที่แล้ว เหมือนกับโอ้โห ทรัมพ์จะรบกันแล้ว แต่บรรยากาศเมื่อวานนี้ก็แสดงให้เห็นว่ามันไม่ใช่หรอก จะด้วยเหตุผลกลใด หรือจะมีเหตุผลของแต่ละฝ่ายอย่างไร อย่างน้อย 2 ฝ่ายก็ยังต้องการที่แสดงให้โลกเห็นว่าพร้อมที่จะพูดคุยแล้วก็แก้ปัญหากันในระยะยาว ส่วนจะเป็นมรรค เป็นผลแค่ไหน ก็คงต้องติดตามดูอีก เพราะว่าลำพังแค่การพบปะเมื่อวาน และถ้อยแถลงเมื่อวานนี้ ก็ดูเหมือนไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการยืนยันความต้องการเป้าหมายกว้างๆ ใช่มั้ยล่ะครับ ว่าต้องการเห็นสันติภาพ ต้องการที่จะทำให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์ และอาจจะเพิ่มเรื่องของทหาร เรื่องอะไรต่างๆ แล้วก็คนที่มีสูญหายไปด้วยอะไรด้วย ถ้าผมจำไม่ผิด ในแถลงการณ์

แต่ยังไม่มีอะไรที่ชัดเจนนักว่า ขั้นตอนที่จะทำต่อไป จะเป็นอย่างไร และมีกลไก วิธีการใดที่จะให้มั่นใจว่าสิ่งที่แถลงว่าจะทำกันนี้ทำกันจริง ถ้าทำจริงแล้วจะมีการสานต่อ เดินต่อจากไหน อย่างไร เมื่อไหร่ ถ้าไม่ทำจะทำอย่างไร ตรงนี้ที่เรายังไม่เห็น เพราะฉะนั้นก็คงต้องรอดูครับ แต่ว่าผมก็บอกว่าบรรยากาศเมื่อวานก็เป็นบรรยากาศที่ดี”

แต่นี่บินตรงมาจากควิเบค จาก G7 เลย แล้วเหวี่ยงที่นั่นมา
“บรรยากาศ G7 นั่นแหละครับที่ไม่ดี”

วิเคราะห์ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์หน่อยได้มั้ยว่า อเมริกากำลังตบตาชาวโลกอยู่ แต่ G7 นั้นเป็นพันธมิตรไม่ใช่เหรอ ทำไมจู่ๆ มาดีใส่เอเชียในนาทีนี้
“มีคนพยายามที่จะแกะ หรือถอดรหัสว่าตกลงแนวทางการทูตของทรัมพ์เป็นอะไรแน่ ปรากฎว่ารู้สึกว่ามี 1 ในสต๊าฟ มั๊งครับ ใช้คำว่า No Friends, No Enemies ทำไปทำมาคือไม่มีเพื่อน ไม่มีศัตรู คือกับเพื่อนก็ปฏิบัติแบบไม่เคยมีใครปฏิบัติมาก่อน แล้วกับคนที่เคยบอกว่าเป็นศัตรูก็รู้สึกจะปฏิบัติกันแบบเป็นเพื่อนอยู่ ก็เป็นความสับสนอยู่ แต่ว่าสิ่งที่ชัดผมว่าทรัมพ์ คือยืนยันสิ่งที่ตัวเองพูดกับคนอเมริกันเป็นหลัก America First เพราะฉะนั้นเรื่องกติกา เรื่องการค้า ไม่เป็นไร ไม่สนใจ ถ้าคิดว่าเสียเปรียบ ก็จะต้องทำอย่างนี้ โลกร้อนไม่เชื่อ ไม่อยากมีความรับผิดชอบส่วนร่วมด้วยก็ไม่เอา มันก็จะเป็นไปในลักษณะนี้ แล้วก็เป็นการตอกย้ำกับฐานเสียงของเขานั่นแหละ ที่เลือกเขามา”

ทิ้งท้ายรายการ
“ก็อยากจะบอกว่าไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ แต่ว่ายังติดตามทุกเรื่องทุกราว แล้วก็ทำหน้าที่อยู่ แล้วก็อย่างที่บอกก็ บอลโลกจะเริ่มแล้ว เดี๋ยวก็คงจะเปลี่ยนบรรยากาศของสื่อของบ้านเมืองไปอีกเหมือนกัน ก็อย่างที่บอกครับ ก็สนุกกับมันนะครับ แต่ว่าอย่าถึงขั้นเสียสุขภาพ แล้วก็อย่าไปเล่นการพนันครับ”





บทความอื่นๆ