บทความ

“อภิสิทธิ์” ส่งกำลังใจให้ สปป.ลาว พร้อมเชิญพี่น้องคนไทยส่งต่อความช่วยเหลือผ่านสภากาชาดไทย หอการค้าขอนแก่น
25 ก.ค. 2561

“อภิสิทธิ์” ส่งกำลังใจให้ สปป.ลาว พร้อมเชิญพี่น้องคนไทยส่งต่อความช่วยเหลือผ่านสภากาชาดไทย หอการค้าขอนแก่น


(25 กรกฎาคม 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 แสดงความเป็นห่วงต่อเหตุเขื่อนแตกที่แขวงอัตตะปือ-จำปาสัก สปป.ลาว พร้อมทั้งส่งกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย ครอบครัวผู้เสียชีวิต และผู้ปฏิบัติงานช่วยเหลือพี่น้อง สปป.ลาว ทุกท่าน  อีกทั้งได้เชิญชวนพี่น้องชาวไทยร่วมส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยจากเหตุน้ำท่วมครั้งนี้ ผ่านช่องทางต่างๆ ที่เปิดรับบริจาค อาทิ สภากาชาดไทย หอการค้าจังหวัดขอนแก่น

คำต่อคำ
ไม่เอาเรื่องดูด เรื่อง ครม. สัญจรแล้วเหรอ
“อย่าเลยครับ ผมว่าสังคมเบื่อหน่ายแล้วครับ”

มีเรื่องอื่น อยากจะอวยพรคุณทักษิณเหรอ สัปดาห์นี้ คุณอุ๊งอิ๊งแต่งงาน
“มีอีกตั้งหลายเรื่องนะครับ เอาเรื่องส่วนรวมดีกว่า

เรื่องส่วนรวมที่คิดว่าอยากจะคุยก็คือเรื่องของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ลาว ประเทศเพื่อนบ้านเรา คือขณะนี้ผมก็บังเอิญพยายามขวนขวายอยู่ว่าวิธีการในการที่จะช่วยเหลือดีที่สุดจะเป็นอย่างไร ทางสถานทูตเองได้ออกเหมือนเป็นแถลงการณ์ออกมา แล้วก็พูดถึงเลขบัญชี ที่สามารถจะโอนไปได้ บังเอิญบัญชีส่วนใหญ่ มันเป็นเรื่องของเงินสกุลต่างประเทศ แต่จะมีอยู่ 1 บัญชีที่เป็นเงินไทย ทีนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่า มันเป็นสาขาของธนาคารกรุงไทยอยู่ที่เวียงจันทน์

แล้วก็ผมนี้พยายามแล้วก็มีหลายๆ คนพยายามโอนเงินเข้าไป ปรากฎว่าทำไม่ได้ ผมก็เลยพยายามจะสอบถามไปที่สถานทูตลาวในประเทศไทยนี่แหละครับว่า มีทางไหนบ้าง ยังไม่ได้รับคำยืนยันที่มันชัดเจนว่าจะมีช่องทางอะไร เพราะว่าผมว่าตอนนี้คนไทยจำนวนมากอยากจะช่วย แต่ถ้าเป็นในกรณีสิ่งของ แล้วก็มีการรวบรวมอยู่ขณะนี้ ทางสถานทูตลาวยืนยันกับผมมา จะมีที่หอการค้าขอนแก่น แล้วก็จะมีที่ศาลากลาง ดูเหมือนจะมีที่มุกดาหาร ที่นครพนม แต่ว่าผมเองผมก็รออยู่ว่าถ้าได้รับการยืนยันเลขบัญชี ก็อยากจะช่วยประชาสัมพันธ์ เพราะว่าผมว่าพี่น้องคนไทยจำนวนมากขณะนี้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วก็อยากจะช่วยเหลือกัน”

อันนี้เป็นเรื่องทุนทรัพย์ แต่เรื่องของบริจาค ก็ยังต้องการอีกจำนวนมาก
“ใช่ครับ อย่างที่บอก สถานที่ 3 ที่นั้น คือที่จะรวบรวมของ ที่ทางสถานทูตลาวได้ยืนยันกับทางทีมของผมมา แล้วก็ผมเข้าใจว่าขณะนี้กาชาด น่าจะเป็นอีกจุดหนึ่งที่ ถ้าใครอยากจะช่วยเหลือ น่าจะผ่านทางกาชาดได้”

เรื่องนายกฯ เรื่องรัฐบาล เราก็ช่วยทาง สปป. ลาว หลังจากที่ประชุมช่วยเงิน 5 ล้านบาท และอะไรที่จำเป็นก็ส่งไปช่วยเหลือ
“ผมว่าทุกคนก็เป็นกำลังใจให้กับพี่น้อง สปป.ลาว แล้วก็ผมว่าในอีกหลายวันข้างหน้า ความจำเป็นเรื่องความช่วยเหลือคงยังมีอยู่ ก็อยากจะเชิญชวนทุกคนนะครับ แล้วก็ผมเองถ้าได้การยืนยันเรื่องของบัญชีเมื่อไหร่ ก็จะช่วยประชาสัมพันธ์ให้ด้วย”

ผ่านช่องไหน จะได้ติดตาม
“ผมก็มีเฟซบุ๊ก มีไลน์แอด อะไรของผม เท่าที่จะทำได้ผมจะช่วยประชาสัมพันธ์ละครับ เพราะว่าผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้ปัญหาเรื่องการโอนเงินไปที่สาขานั้น ซึ่งหลายคนประสบอยู่ ได้แก้ไขไปหรือยัง เพราะว่าพอจะโอนไป ผมเข้าใจว่าหลายคนที่พยายามโอนทางโทรศัพท์จะพบว่ามันกลายเป็นการโอนเงินข้ามประเทศ ก็เลยจะติดขัดอยู่ครับ”

ช่วยกันหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกแรง และประชาสัมพันธ์ทาง FM ด้วยเหมือนกัน
“แล้วก็เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เราต้องมาตระหนักมากขึ้น ถึงสภาพปัญหาในเรื่องของดินฟ้าอากาศที่มันแปรปรวน เพราะว่าฝนก็ตกหนัก แล้วก็จะเห็นได้ว่าในช่วงนี้ไม่ใช่เฉพาะ สปป.ลาว ก็จะมีข่าวจากญี่ปุ่น อากาศร้อน แล้วก็มีไฟป่า ไฟที่กรีซ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เราคงจะต้องมาช่วยกันเตรียมการรับมือมากขึ้น แล้วก็เรื่องของอุบัติภัย การช่วยเหลืออะไรต่างๆ การจัดระบบ ผมเองผมมองว่าในอาเซียนเอง เรื่องนี้ก็เป็นอีกหัวข้อหนึ่ง เรากำลังจะเป็นประธานด้วย ที่น่าจะได้มีการพูดกันมากขึ้น เพราะว่าภูมิภาคนี้ก็เป็นภูมิภาคหนึ่งซึ่งมีความสุ่มเสี่ยงต่อภัยพิบัติค่อนข้างสูง แล้วก็จริงๆ ประสบการณ์ของการบริหารจัดการในกรณีของหมูป่า ก็ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศของเรา เพราะฉะนั้นเราน่าจะได้มีบทบาทในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น”

มาที่เรื่องหนี้นอกระบบ กับปัญหาหนี้ กยศ.
“เอาอันไหนก่อนครับ นอกระบบ หรือ กยศ.”

เอา กยศ. ก่อนก็ได้ ครูวิภา ที่ค้ำประกันให้ลูกศิษย์ไปกู้ยืม กยศ. ตั้ง 60 กว่าราย ได้คืนเพียง 30 กว่าราย
“สมัยที่ผมเป็นรัฐบาล ก็มองเห็นปัญหานี้อยู่ สิ่งแรกก็อยากจะบอกว่า เรื่องของ กยศ. คนที่กู้ยืมไปแล้ว ถ้ามีความสามารถในการที่จะชำระเงิน ควรจะต้องทำหน้าที่ในการชำระเงินคืน เพื่อจริงๆ แล้วมันก็เป็นสิ่งที่พึงจะกระทำอยู่แล้ว แต่ว่าที่สำคัญคือมันจะช่วยทำให้เงินกลับมาหมุนเวียนเพื่อช่วยคนรุ่นต่อๆ ไป แต่ผมก็ทราบว่า ตั้งแต่ตอนเป็นรัฐบาล ก็มีปัญหาหนี้ของ กยศ.อยู่เยอะ แล้วก็จะเจอปัญหาเรื่องของการที่พยายามจะไปฟ้องร้องผู้ที่ค้ำประกัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นทั้งผู้ปกครองก็มี ครูก็มี

ซึ่งในทัศนะของผมนั้น ผมก็ค่อนข้างที่จะเห็นใจ เพราะว่าการไปค้ำประกันการกู้ยืมอย่างนี้ ก็ด้วยเจตนาดีที่อยากจะให้เยาวชนได้มีโอกาสได้รับการศึกษา ถูกมั้ยครับ มันไม่ใช่กู้ไปซื้อของ กู้ไปอะไร นี่คือกู้มาเพื่อที่จะมาเรียนหนังสือ ตอนนั้นนโยบายในสมัยผมจึงพยายามบอกว่า หลีกเลี่ยงเถิดเรื่องของการที่จะไปไล่ฟ้องร้อง สิ่งที่ควรจะทำมากกว่าก็คือว่า ตามไปดูซิว่า มีศักยภาพ คือมีรายได้ที่จะชำระหนี้มั้ย ถ้ามีก็ต้องหาวิธีการในการที่จะบังคับ ถ้าไม่มี สิ่งที่ดีกว่าคือรัฐควรจะพยายามหางานให้เขาทำ ซึ่งก็จะเป็นการตอบโจทย์ด้วย สำหรับคนรุ่นที่จบการศึกษามา แล้วกลายเป็นว่าเริ่มต้นจากการมีหนี้สิน แล้วหางานทำไม่ได้

คือผมอยากให้ใช้แนวคิดในการแก้ปัญหาแบบนี้มากกว่า แล้วก็แนวนโยบายที่ทางพรรคฯ ตั้งใจจะนำเสนอต่อไป จะมีทางเลือกในเรื่องของการที่จะให้คนที่กู้ยืมเงินไปแต่ว่ามีปัญหาในการที่จะใช้หนี้ ในเรื่องของเงินทอง มีช่องทางอื่นในการที่จะตอบแทน หรือคืนให้กับสังคม เพื่อที่จะแลกกับการที่จะปลดหนี้ตรงนี้ไป น่าจะเป็นแนวทางที่เป็นไปได้มากที่สุด”

“ส่วนหนี้นอกระบบนั้นเป็นอีกปัญหานึงเลยนะครับ หนี้นอกระบบก็เป็นอีกปัญหานึง ซึ่งในสมัยผมเช่นเดียวกัน ได้มีการแก้ไขหนี้นอกระบบได้มากที่สุด เพราะว่าใช้แนวคิดของการโอนหนี้เหล่านี้เข้ามาในระบบ แต่การจะโอนหนี้เหล่านี้เข้ามาในระบบได้นั้น ต้องยอมรับความเป็นจริงก็คือต้องได้รับความร่วมมือ และต้องมีการเจรจากับเจ้าหนี้ ปัญหาที่มันค้างอยู่คือที่ทำให้มันไม่ถูกใจกันนั้นก็เพราะว่า หนี้นอกระบบ พอปล่อยกู้เกินอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดในกฎหมาย มันก็เท่ากับเป็นการผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นบางทีคนก็จะไปมองเจ้าหนี้นอกระบบในมุมว่าเป็นคนทำผิดกฎหมาย แล้วก็แน่นอนในหลายกรณีที่เจ้าหนี้นอกระบบใช้วิธีการซึ่ง ไปบังคับหนี้ หรือไปตามเก็บหนี้แล้วก็มีการใช้อิทธิพล หรืออะไรก็แล้วแต่ เรื่องเหล่านี้เรายอมรับไม่ได้อยู่แล้ว แต่การจะไปมองว่า พอเป็นเจ้าหนี้นอกระบบแล้ว จะพยายามไปบังคับใช้กฎหมายทั้งหมดอย่างเดียว มันก็ไม่ค่อยเป็นจริง

คือปัญหาที่มันเกิดขึ้นต้องยอมรับว่า คนที่เข้าไปเป็นหนี้นอกระบบนี้ จะด้วยเหตุใดก็ตาม ก็คือไม่สามารถเข้าหาแหล่งเงินทุนอื่นได้ ก็ต้องไปหาแหล่งเงินทุนจากเจ้าหนี้แบบนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือมันไม่มีของหลักประกัน เมื่อมันไม่มีหลักประกัน หนี้เหล่านี้ก็จึงเป็นหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง ผมเหมือนกับมาสอนหนังสือคุณวารินทร์รึเปล่า เมื่อความเสี่ยงสูง แล้วก็สัดส่วนหนี้เสียจะมีเยอะ ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีอัตราดอกเบี้ยสูง คือเราต้องพยายามทำความเข้าใจตรงนี้ด้วย แต่สิ่งที่ผมคิดก็คือว่า คนที่มาเป็นหนี้ตรงนี้ แต่มีรายได้ ซึ่งกรณีที่ผมแก้ปัญหาไปช่วงนั้นหลายแสนคนเลยนะครับ ก็ไปพบว่าคนเหล่านี้กู้มาแล้วมาประกอบธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ มีรายได้ จริงๆ แล้วลูกหนี้เหล่านี้เข้าสู่ระบบปั๊บ เป็นลูกหนี้ที่ดีสบายๆ เลย เพราะว่าจากเคยเสียดอกตัวเลขเท่าไหร่ต่อเดือน มาเสียต่อปี เขาก็สามารถที่จะแก้ปัญหานี้ได้ เพียงแต่ว่าเราจะทำอย่างไรที่จะโอนหนี้เหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบในธนาคาร ซึ่งเราจะไม่สามารถทำได้ถ้าไม่มีการเจรจากับเจ้าหนี้

เอาละคุณโอนมาเถอะ แล้วก็คุณก็ได้รับการชำระ หรือได้รับตอบแทนในสัดส่วนที่เราคิดว่าเหมาะสม ตกลงกันไป ผมว่ามันก็คงจะต้องหนีไม่พ้นแนวทางแบบนี้ เพราะว่าผมก็ดู มองตามตรงก็ดูมา มาตรการที่จะแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ แม้แต่ในรัฐบาลนี้ก็ทำมาหลายรอบ ปรากฎว่ามันทำจำนวนได้น้อยมาก เพราะไม่ได้ใช้วิธีคิด หรือกรอบความคิดแบบที่ผมเสนอเมื่อสักครู่”

แต่รัฐบาลนี้ที่เห็นก็คือการบังคับใช้กฎหมาย เรื่องการข่มขู่คุกคามลูกหนี้
“อันนี้ไม่มีปัญหาหรอกครับ แต่ว่าถามว่าทำตรงนั้นจบแล้ว ปัญหาหนี้นอกระบบตรงนี้ (มันยังอยู่ มันยังไม่ได้แก้ที่ต้นตอ) ใช่ครับ”

เรื่องปฏิรูปตำรวจ ที่จะให้อัยการมาร่วมสอบคดีอุกฉกรรจ์
“ขณะนี้ต้องบอกว่า จริงๆ ก็เคยพูดนะว่า เสียดายเวลาหลายปีที่ผ่านมาเหมือนกัน ที่แนวคิดเรื่องการปฏิรูปตำรวจจะไม่ค่อยตรงกับสิ่งที่สังคมเรียกร้อง แต่ว่าชุดที่ทำอยู่นี้ ซึ่งเป็นชุดที่รับลูกต่อมาจากชุดที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ ผมว่ามาถูกทางในแง่มุมที่ว่า เริ่มจับเอาประเด็นที่อยู่ในใจของสังคม ที่อยากจะเห็นการแก้ไข เพราะก่อนหน้านี้ก็มีการพูดถึงเรื่องการเอากำลังพลไปใช้ในสิ่งที่ไม่เหมาะสม ไม่เป็นประโยชน์ พูดถึงเรื่องความเป็นอิสระของการสอบสวน แต่ว่าก็ยังไม่พร้อมที่จะแยกออกมา พูดง่ายๆ ก็กำลังพยายามจะหากระบวนการที่จะทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น ในเรื่องของการที่จะให้ความเป็นอิสระในการสอบสวน การดึงเอาอัยการเข้ามาสู่กระบวนการนั้น ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ถามว่าจะสำเร็จในทางปฏิบัติหรือไม่นั้น ก็คงจะขึ้นอยู่กับวิธีการทำงานจริงๆ

อันนี้ผมขอพูดจากประสบการณ์ตัวเองเลยนะครับ ผมเจอคดีที่ DSI ในรัฐบาลในช่วงที่ผมเป็นฝ่ายค้าน คือต้องการที่จะเล่นงานผมเต็มที่ แล้วก็สอบสวน บัดนี้คดีนั้นในข้อกฎหมายไปไม่ได้เลย จนกระทั่งศาลยกฟ้องไปถึงศาลฎีกาแล้ว แต่ถามว่า DSI ที่ทำตอนนั้น ตามกฎหมาย DSI เอง ก็ต้องให้อัยการมาร่วมอยู่ด้วยตอนสอบสวน ซึ่งก็มาจริงๆ นะครับ มาแต่ท่านก็นั่ง ไม่ได้ทำอะไร แล้วก็แถมเมื่อเสร็จสิ้นเรื่องนี้แล้ว ผมกลับไปฟ้องทาง DSI ว่าจงใจกลั่นแกล้งผม ผมยังต้องตัดสินใจเลยว่าจะฟ้องท่านอัยการด้วยหรือเปล่า เพราะท่านก็นั่งอยู่ด้วย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าไม่เป็นไร ไม่อยากจะไปขยายวงมากจนเกินไป

แต่พูดตามจริงผมก็รู้สึกว่า การที่อัยการมานั่งตรงนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้เกิดหลักประกัน ถ้าหากว่ามันไม่มีการปรับวัฒนธรรมทางการทำงานด้วย เพราะผมเข้าใจว่าเวลาที่กฎหมายบอกให้อัยการมาร่วม แล้วมาโดยที่อาจจะยังไม่ชัดเจนนักว่า ขั้นตอนต่อไป อะไร อย่างไรแล้ว อัยการก็อาจจะมองว่า ก็มาเหมือนมาสังเกตการณ์ เพราะว่าอาจจะต้องมีขั้นตอนต่อไปที่ทางตัวสำนักงานอัยการเองต้องพิจารณา เพราะฉะนั้นมันก็ต้องดูให้ครบว่า ถ้าบอกว่าอัยการจะมาร่วมตรงนี้ แล้วจะมาช่วยจริง มันมีอะไรที่จะเปลี่ยนแปลงให้ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนที่มาจากตำรวจ หรือ DSI”

วันนี้ล่าสุดเรื่องการปฏิรูปตำรวจที่เชื่อมโยงกับประชาชนได้ก็คือเรื่องการรับแจ้งความ เห็นว่าแจ้งได้ทั่วประเทศ ไม่ต้องไปเฉพาะ สน. หรือ สภ. ที่เกิดเหตุเท่านั้น
“ครับ ผมว่าเรื่องเหล่านี้ตรง มาตรง คือคณะนี้ผมว่าเป็นชุดแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา ที่เลือกหยิบปัญหาที่ผมคิดว่าตรงกับใจประชาชนแล้ว ส่วนคำตอบนั้นจะได้มากน้อยแค่ไหน จะสำเร็จแค่ไหน ก็คงต้องช่วยกันดูต่อไป”

มีกรณีที่พ่อไปฟังคำพิจารณาของศาล พอศาลพูดว่ายกฟ้องเท่านั้น กระโดดตึกลงมาจากชั้น 8 เสียชีวิต เรื่องนี้กลายเป็นว่าต้องรื้อคดีใหม่ ในเรื่องการรวบรวมพยาน หลักฐานในชั้นตำรวจ ชั้นอัยการ ศาลก็พิจารณาตามข้อมูลหลักฐาน ตรงนี้คุณอภิสิทธิ์มองอย่างไรบ้าง

“อันนี้เป็นเหตุการณ์ที่ผมว่าก็สะเทือนใจคนจำนวนมากนะครับ แล้วก็โดยเฉพาะสมาชิกครอบครัวที่เหลืออยู่ ผมว่าสังคมเห็นใจมากๆ แต่ผมก็พยายามไปดูรายละเอียดในข้อเท็จจริง ซึ่งเราก็ไม่ทราบนะครับ ที่มาที่ไปของคดีนี้ทั้งหมด แต่เหมือนกับจริงๆ แล้วคดีก็ยังไม่ถึงที่สุดด้วย (ชั้นต้นเอง) ใช่ครับ แต่ว่าอันนี้แหละครับ มันก็เป็นสิ่งที่สะท้อนว่ากระบวนการยุติธรรมนั้น เราจะทำอย่างไรถึงจะทำให้มันมีความรัดกุม ที่พูดนี้เราก็ไม่สามารถบอกได้นะครับว่า ตกลงเรื่องพยาน หลักฐาน ที่ผมอ่านดูก็เหมือนกับว่า พยาน หลักฐานมันไม่แน่นพอ มันไม่แน่นหนาพอ แล้วก็หลักของกฎหมายนั้นเราก็พูดกันมาโดยตลอดว่า ปล่อยคนผิดไป 10 คนดีกว่า ไปเอาคนที่ไม่ผิด คนที่บริสุทธิ์ไปลงโทษเขา 1 คน เพราะฉะนั้นมาตรฐานของคดีอาญา มันก็ยังคงเป็นว่าต้องเป็นการมีพยานหลักฐานที่ปราศจากข้อสงสัย เพราะเราสันนิษฐานว่าทุกคนเป็นคนบริสุทธิ์

ตัวนี้ผมคงจะบอกได้แต่เพียงว่า เรื่องของอะไรที่มันเป็นวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ผมหวังว่าจะมีการเอามาใช้ให้มากที่สุด เพราะว่าในที่สุดแล้ว พอมันเป็นเรื่องของกล้องวงจรปิดที่ใช้ได้ เป็นเรื่องของการตรวจ DNA เป็นเรื่องของอะไรต่างๆ ที่ปัจจุบันเทคโนโลยีทำได้ ผมว่ามันน่าจะช่วยได้เยอะ เพราะว่าคงเถียงกับหลักฐานแบบนั้นยาก แต่ถ้าหวังพึ่งพยาน ที่เป็นพยานบอกเล่าบ้าง แล้วประจักษ์พยานก็หายาก พยานเองก็อาจจะมีความเกรงกลัว เราก็จะเจอปัญหานี้อยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการสนับสนุนเรื่องของเทคโนโลยี แล้วก็ให้มันมีเรื่องของนิติวิทยาศาสตร์เข้ามามากขึ้นๆ ก็คงจะเป็นทางออกในเรื่องนี้”

อย่างกรณีนี้ พยานที่เป็นประจักษ์พยานมีปากเดียว ปรากฎว่าป่วยทางจิตอีก ก็เลยทำให้ไม่แน่นหนาเลย
“นั่นแหละครับ ผมก็อ่านดูแล้วก็ แหม มันหลายเรื่องบังเอิญเหลือเกิน กล้องวงจรปิดก็เหมือนกับได้ภาพเฉพาะบอกอยู่ปากซอยใช่มั้ย (บางมุมที่เป็นจุดสำคัญก็ไม่ได้) ใช่ครับ เรื่องแบบนี้ก็คงจะต้องพยายามมาปรับปรุงตรงนี้นะครับ เพราะว่าเราก็ไม่อยากให้มันเกิดเหตุแบบนี้อีกครับ”

ณ ตอนนี้เองฝ่ายจำเลยก็ต้องยกประโยชน์ให้จำเลย เพราะหลักฐานไม่เพียงพอ
“ครับ เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขาครับ”

มีคำพูดของทางญาติ โดยเฉพาะภรรยาของผู้ที่กระโดดตึกลงมา เขาสูญเสียทั้งสามี และลูก เขาก็บอกว่า จะสู้ต่อ อุทธรณ์อะไรต่อ แต่ถ้าตัดสินแล้วยกฟ้องอีก เขาก็จะเป็นคนตายด้วยเหมือนกัน กระโดดตึกเหมือนกัน ห่วงว่ามันจะมีเรื่องความละเอียดอ่อน เหมือนกับสมมติว่าพิจารณาที่ไม่เป็นคุณกับตัวเอง ก็เป็นเรื่องเศร้า เอาชีวิตตัวเองมาเข้าแลก

“คือเราก็ไม่อยากให้มาเกิดสภาพแบบนี้เลย อย่างที่บอก แต่ทีนี้อย่างที่พูดกันเมื่อสักครู่ ถ้าเกิดมันมีความพร้อมในเรื่องพยาน หลักฐานที่มันถกเถียงกันไม่ได้ คือมันมีความชัดเจนในตัวของมันเองมากเท่าไหร่ มันก็จะดีเท่านั้น แต่การไปห้ามความรู้สึกของผู้ที่เกี่ยวข้องกับคู่ความ โดยเฉพาะเป็นครอบครัวอย่างนี้มันก็ห้ามความรู้สึกกันยาก เราก็เห็นใจครับ”

เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ที่ปรากฎเป็นข่าว อย่างทอมทำร้ายร่างกายแฟนสาว มะนาวกับภาคิน สื่อจัดกันหนักมาก
“ตกลงผมนี่ต้องให้คำปรึกษาทุกเรื่องเลยใช่มั้ย”

อยากถามมุมมอง สังคมเราเกิดอะไรขึ้น กับเรื่องแบบนี้ที่ถูกขยายผลต่อโดยสื่อ
“มันก็เป็นเรื่อง จะบอกว่าเป็นเรื่องใหม่ก็ไม่ใช่นะครับ ผมว่าเรื่องแบบนี้ สมัยก่อนเขาใช้คำว่าข่าวชาวบ้านใช่มั้ย เราก็จะพูดกันเสมอ ว่ามันก็พาดหัว ขึ้นหน้า 1 คนก็จะตื่นเต้นอยู่แล้ว แต่ในยุคนี้มันก็คงจะมีอีกหลายปัจจัยที่เสริมให้มันเป็นหนักมากขึ้น (โซเชียล) ใช่ อันที่ 1 ก็คือการขยาย การเผยแพร่ อย่างกรณีงานแต่งงาน ก็เริ่มจากการที่มีการเผยแพร่ว่ามีงานแต่งงานที่ไม่มีเจ้าบ่าว แล้วก็ส่วนกรณีเรื่องของคดีที่ว่าใช้ความรุนแรง อันนั้นผมหวังว่านะ มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยทั่วๆ ไป แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันก็จะมีเกิดขึ้นอีกเป็นระยะๆ ทำอย่างไรเราถึงจะช่วยกันลดความรุนแรงในสังคมโดยรวม ผมว่าอันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ส่วนงานแต่งงานนั้นก็ผมเห็นไปกันใหญ่เลยนี่ครับ มีโต้แย้งกันหลายแง่หลายมุม”

“ผมก็ยังโชคดีว่า ยังไม่เคยเจอว่าต้องไปเป็นประธานงานแล้วเกิดอะไรแบบนี้ แต่ผมเคยเจอใกล้เคียง คือผมเคยเจองานที่ได้รับเชิญให้เป็นประธาน แล้วก็ก่อนจะขึ้นกล่าว บังเอิญผมเหลือบไปดูบนเวที ปรากฎว่าชื่อของเจ้าสาว ไม่ตรงกับการ์ดตอนมาให้ผม แล้วผมก็ โชคดีผมเฉลียวใจ ก็เลยไปถามคนที่เป็นคนเชิญผมไป เกิดอะไรขึ้น เขาก็บอกตกลงคนนั้นไม่แต่งแล้ว แต่น้องสาวแต่งแทน ก็เลยขึ้นไปอวยพร เรียบร้อยราบรื่นตามงานปกติทั่วไปครับ”

ตอนนั้นมีโลกโซเชียลรึยัง
“ยังครับๆ”

ที่กรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด
“กรุงเทพฯ นี่แหละครับ นานแล้วครับ ตอนนั้นน่าจะเป็น ส.ส.อยู่”

เมื่อสักครู่แตะที่ประเด็นโซเชียล เรื่องทอมทำร้ายร่างกาย คือความรุนแรงมันมีอยู่แล้ว แต่คนที่ดูแล้วเพิกเฉย
“อันนี้ก็คงมีหลายปัจจัยนะครับ อันนี้ก็พูดตามตรง คนจำนวนนึงที่เห็นก็อาจจะกลัวไม่กล้าที่จะทำอะไร แต่ความจริงก็อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะต้อง ถ้ามีจำนวนคน อย่างน้อยก็ควรที่จะพยายาม อันที่ 2 ซึ่งผมว่าจำเป็นมากๆ เลยก็คือว่า พอเกิดความรุนแรงขึ้น แล้วบอกเป็นเรื่องส่วนตัวปั๊บ เราคงจะต้องช่วยกันเปลี่ยนทัศนคติว่า พอเป็นเรื่องส่วนตัวแล้วมันไม่ใช่เรื่องของเรา ความจริงสภาพปัญหาความรุนแรง ปัญหานึงที่เกิดขึ้นก็คือปัญหาในครอบครัว แล้วก็สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นอุปสรรคมาตลอดก็คือว่า บางครั้งบางที แม้คนนอกครอบครัวรู้ว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ก็จะไม่ทำอะไร เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัว แล้วก็ทำให้ปัญหานี้เป็นปัญหาหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่ในสังคมไทยมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นก็ต้องบอกว่า ต้องช่วยกันเชิญชวนว่า เห็นอะไรแบบนี้ก็อย่าเพิกเฉยกัน ต้องช่วยกัน ไม่ให้มันเป็นความรุนแรง แล้วก็ลุกลามออกไป”

เราไม่ต้องคุยเรื่องการเมืองก็ได้
“ดีครับ ขอให้เป็นเรื่องของส่วนรวมนะ บางทีอาจจะดีกว่าคุยเรื่องการเมืองซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องส่วนรวม ผมจะได้ดักคอเสียก่อน จะมาถามผมเรื่องดูด แต่ผมบอกเรื่องดูดไม่ใช่เรื่องส่วนรวมเลย เป็นเรื่องของนักการเมืองกันเองว่ากันไปเถอะ ใครจะอยู่ ใครจะไป ผลประโยชน์ต่อรองกันระหว่างนักการเมือง ผมว่าประชาชนก็ควรจะจำเอาไว้ก็แล้วกันว่า ใครที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ทั้งหมด มันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ของนักการเมือง”

สุดท้ายก็ได้พูดจนได้
“พูดแบบตัดบท”

เดี๋ยวส่งผ้าขาวม้าไปให้
“ผมมีเยอะเหมือนกันครับ”

ทิ้งท้ายในสัปดาห์นี้
“พูดเรื่อง 3,000 บาท ความจริงมันมีกฎหมาย ปปช. ใหม่ออกมาแล้วนะ ผมว่าหลายเรื่องซึ่งก็เป็นหลักการใหม่ กำลังรอการกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ ของ ปปช. อยากให้ ปปช. ได้นำเสนอเรื่องเหล่านี้ต่อสังคม เพื่อที่จะระดมความคิดเห็น เพราะว่าเรื่องของการปราบปรามการทุจริต คงเป็นภารกิจที่สำคัญมากสำหรับทุกๆ คน”






บทความอื่นๆ