บทความ

“อภิสิทธิ์” มองเวลาที่เหลือของรัฐบาลทำประเทศสงบแบบยั่งยืนเป็นความท้าทาย
01 ส.ค. 2561

“อภิสิทธิ์” มองเวลาที่เหลือของรัฐบาลทำประเทศสงบแบบยั่งยืนเป็นความท้าทาย

“อภิสิทธิ์” มองเวลาที่เหลือของรัฐบาลทำประเทศสงบแบบยั่งยืนเป็นความท้าทาย  

(1 สิงหาคม 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 เมื่อถูกถามถึงความเห็นต่อคำพูดของนายกฯ ว่า 4 ปีสงบ ถึงแม้ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็มีการลงทุนเพิ่มขึ้นในประเทศไทย มีความหมายระหว่างบรรทัดอย่างไรหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติอะไร คนที่ทำงานอยู่ก็ต้องยืนยันว่าได้ทำอะไรสำเร็จไปบ้าง ซึ่งต้องยอมรับเรื่องความสงบของบ้านเมืองหลังจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ว่า เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ประชาชนก็มองว่าเป็นความสำเร็จ แต่เรื่องการลงทุนนั้นหลายเรื่องมีความก้าวหน้า เพียงแต่ทั้งหมดนี้มันตอบโจทย์เศรษฐกิจของคนทั่วไปหรือไม่นั้นยังเป็นปัญหาอยู่ ซึ่งจากการที่ได้สัมผัสกับผู้คนทั่วไปก็ยังมองว่าการบริหารเศรษฐกิจนี้ยังไม่เข้าเป้า เพราะฉะนั้นความท้าทายในช่วงเวลาที่เหลือก็คือจะทำอย่างไรที่จะให้ความสงบเรียบร้อยแบบนี้ดำรงอยู่แบบยั่งยืนได้

คำต่อคำ
อยู่ไหน ฟังเสียงเหมือนอยู่นอกสถานที่
“อยู่ข้างนอกครับ เลยมีเสียงลมนิดหน่อย”

ไปลงพื้นที่ที่ไหนหรือเปล่า
“เปล่าครับ ไม่ได้ไปต่างจังหวัดครับ อยู่กรุงเทพฯ”

จะมีโอกาสไปลงพื้นที่ที่ไหนมั้ย
“ยังเลยครับ ช่วงนี้มีนัดหมายอยู่แน่นพอสมควร แต่ว่าก็เป็นกำลังใจให้กับทุกพื้นที่ที่ประสบกับภัยพิบัติ ความจริงตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ก็คือที่ประเทศเพื่อนบ้านของเรา อันนั้นก็ได้นำเงินไปช่วยบริจาคให้กับผ่านทางสถานทูต แล้วก็ประสานงานเรื่องของการช่วยเหลือเรื่องยา แล้วก็ดีใจที่เห็นพี่น้องคนไทยจำนวนมากได้รวมพลังกันผ่านรัฐบาลบ้าง ผ่านกาชาดบ้าง รวมไปถึงอาสาสมัครทั้งหลายที่ไปช่วยเหลือในพื้นที่ด้วย

ส่วนอีกหลายแห่งที่เกิดขึ้น ก็เป็นกำลังใจให้นะครับ ขณะนี้ข่าวภัยพิบัติจะเยอะไปหมด ก็ทำให้เราคงต้องมาช่วยกันคิดกันมากขึ้น ทั้งในเรื่องของระบบการกู้ภัย ช่วยเหลือ ทั้งในเรื่องของการร่วมมือกันกับทั้งพื้นที่ แล้วก็แม้กระทั่งกับต่างประเทศด้วยครับ”

ส่วนเรื่องใกล้ตัวของคุณอภิสิทธิ์ เรื่องของคุณนคร มาฉิม ล่าสุดเป็นอย่างไร
“เนื้อหาที่พาดพิงมา บังเอิญเจ้าตัวเขาใช้คำว่าพวกเรา ซึ่งคนอ่านจำนวนมาก อ่านแล้วเข้าใจว่าหมายถึงพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าหมายถึงพรรคประชาธิปัตย์ ข้อความทั้งหลายก็เป็นเท็จ แล้วก็สร้างความเสียหาย ทั้งกับพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็อีกหลายๆ ฝ่าย เพราะฉะนั้นขณะนี้ทางทีมกฎหมายก็เตรียมในการที่จะยื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท

ขณะเดียวกันนั้น เรามองว่าการกระทำตรงนี้น่าจะเป็นความผิดตาม พรบ. ความผิดตามคอมพิวเตอร์ด้วยครับ”

คุณนครก็โพสต์วันนี้ เหมือนกับจะเป็นการเปิดสงคราม หรือสงครามระหว่างประชาธิปไตย กับเผด็จการ เริ่มอีกครั้ง ยินดีต้อนรับสู่สมรภูมิครับ
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับประชาธิปไตย กับเผด็จการครับ เกี่ยวกับเรื่องความจริง กับความเท็จ แล้วก็เมื่อกล่าวเท็จ พาดพิงถึงคนอื่นเสียหาย ก็ต้องรับผิดชอบกับคำพูดนั้นเท่านั้นเองครับ”

แต่ก็มีคำแนะนำจากคุณพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าอย่าไปฟ้องเลย รกศาลเปล่าๆ
“ถ้าไม่ฟ้องก็จะมีหลายฝ่ายมาบอกว่า เอ๊ะ เป็นความจริงหรืออย่างไร ซึ่งความเห็นที่แตกต่างนี้เป็นเรื่องปกตินะครับ เราจะเห็นด้วยกับใคร ไม่เห็นด้วยกับใคร จะชอบใคร ไม่ชอบใคร มีความเชื่อว่าอะไรอย่างไรนั้นเรื่องหนึ่ง แต่อะไรที่เป็นข้อเท็จจริงก็ต้องเป็นข้อเท็จจริง การมากล่าวหาว่ามีการสมคบกันหลายๆ ฝ่าย นำไปสู่ทั้งเรื่องของการตัดสินคดีความ หรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอะไร ซึ่งไม่มีมูลความจริงนั้นมันเป็นเรื่องเท็จ แล้วทำให้เกิดความเสียหายกับหลายๆ ฝ่าย

ถามผม ไม่มีใครอยากจะไปขึ้นศาลหรอกครับ แต่ว่ามันก็มีความจำเป็นในการที่จะต้องปกป้องชื่อเสียงเหมือนกัน เพราะว่าพอไม่ทำอะไร ก็จะมีคนบอกว่า อ่อ ก็แสดงว่าที่เขาพูดเป็นเรื่องจริง”

จะไปยื่นฟ้องเมื่อไหร่
“อยู่ที่ฝ่ายกฎหมายนะครับ เขาจะเป็นผู้ดำเนินการยกร่าง คำฟ้องต่างๆ เห็นเขาเองก็ให้ข่าวทำนองว่าขอเวลาซักสัปดาห์นึง แล้วผมก็ไม่ต้องการจะตอบโต้ทางการเมืองอะไร อันนี้ผมว่าเรื่องที่ไปขึ้นศาลนั้นก็ต้องเป็นเรื่องที่จะต้องปกป้องสิทธิ์กัน แต่ก็ไม่อยากเสียเวลาเพิ่มเติมแล้วในการจะตอบโต้อะไรกับใคร แล้วก็ไม่ต้องการให้มีการไปบิดอีกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการต่อสู้ระหว่างอะไรใครกับใคร ก็เป็นเรื่องอยู่ว่า อย่างที่ผมบอก แข่งขันทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ แต่การใส่ร้าย การเอาความเท็จมาพูดนี้ เป็นสิ่งที่เมื่อเกิดความเสียหายแล้ว ผู้ได้รับความเสียหายก็ต้องปกป้องสิทธิ์ แล้วก็ผมมองว่ามันเป็นบรรทัดฐานทางการเมืองที่ไม่ดี ถ้าเราบอกว่าใครอยากจะกล่าวเท็จอะไรอย่างไรก็ได้”

จังหวะเวลาของเรื่องนี้ที่มา มันต้องวิเคราะห์อะไรลึกๆ หรือไม่ในเรื่องการเมือง
“ผมไม่ได้ไปสนใจหรอกครับ แต่ว่าก็ไม่ได้แปลกใจอะไร จากเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเจ้าตัว และกับจังหวะเวลาทางการเมืองในเรื่องที่จะมีการเลือกตั้ง ก็ธรรมดาครับ แต่ว่าอย่างที่ผมบอกคือ ใครจะย้ายพรรค ใครจะทำอะไร ไม่ได้มีปัญหา แต่ไม่ควรที่จะเอาความเท็จมาใส่ร้ายคนอื่นครับ เพราะว่าอย่างเรื่องการเลือกตั้ง ในกฎหมายเลือกตั้งก็เขียนใช่มั้ยล่ะครับว่าการใส่ร้าย แล้วไปส่งผลกระทบต่อนักการเมือง หรือพรรคการเมืองอื่น ยังเป็นการผิดกฎหมายเลือกตั้งเลย ถ้าเราไม่ใส่ใจเรื่องนี้ ก็เท่ากับเราก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นการเมืองอะไรก็ได้”

มองว่าการออกมาโพสต์ข้อความลักษณะนี้ของคุณนคร มีนัยยะ มีความคาดหวังอะไรจากผลที่จะได้ตรงนี้หรือไม่
“อันนั้นต้องไปถามเจ้าตัวครับ ผมไม่ทราบ ผมเพียงแต่เมื่อเป็นฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำนี้ แล้วเป็นการกระทำที่เรามองว่าผิดกฎหมาย เราก็ใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย ก็จบตามนั้นดีกว่าครับ เราคุยกันเรื่องอื่นดีกว่า”

เรื่อง กกต. มีความเห็นอย่างไรกับรายชื่อ 5 กกต. ชุดใหม่ที่กำลังเตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ
“5 ชื่อนี้ก็ได้รับความเห็นชอบผ่านกระบวนการมา คุณสมบัติก็ดูจะครบถ้วนทุกประการ เพียงแต่ว่า ก็มีเสียงท้วงติงเข้ามาเท่านั้นเองว่า กระบวนการของการเลือกประธานนั้นทำได้ในชั้นนี้หรือไม่ ในเมื่อยังไม่ได้ครบ 7 ท่าน แต่ก็มีฝ่ายที่ตีความว่า เอามาตราที่เขียนกรณีที่มี กกต. อยู่แล้วไม่ครบ มาใช้ จะบอกว่าโดยอนุโลมก็คงไม่เชิง อันนี้ก็คงเป็นเรื่องของข้อกฎหมายที่ก็ต้องว่ากันไป แต่ว่าก็มีเสียงท้วงติงมาจริง แล้วผมไปดูมันก็มีน้ำหนักอยู่พอสมควร แต่เมื่อเขาตัดสินใจดำเนินการไปตามนี้แล้ว ก็ต้องดูกันต่อไปละครับว่าจะมีปัญหาหรือไม่ แต่ว่าในแง่ตัวบุคคลไม่ได้มีปัญหานะครับ เพียงแต่ขั้นตอนตรงนี้เท่านั้นเองที่มีเสียงท้วงติงว่ามันตรงตามที่กฎหมายเขียนหรือไม่”

ในส่วนของ กกต. อีก 2 คนที่เหลือ ถ้าจะใช้วิธีการเลือกเหมือนทั้ง 5 คน ก่อนหน้านี้ คุณอภิสิทธิ์เห็นด้วยหรือไม่
“ก็ควรจะว่าไปตามปกติ ซึ่งก็ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ เหมือนกันท่านอื่นๆ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะว่า ชุดปัจจุบันก็ยังทำงานได้อยู่ ในกรณีที่มีการโปรดเกล้าฯ ชุดใหม่ 5 ท่าน 5 ท่านนั้นก็ทำงานได้ แต่ว่าก็ต้องทำให้มันครบ ก็ต้องไปสรรหาอีก 2 ท่านก็ว่ากันไป ผมไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องไปใช้กระบวนการพิเศษอะไร”

มีอะไรฝากถึง กกต. ชุดใหม่ ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะทุกอย่างใหม่หมดเลย
“ก็เป็นธรรมดานะครับ ก็มีทั้งคนใหม่ คนเก่า แต่ว่าเราจะไปบอกว่า ไม่มีประสบการณ์อะไร จริงๆ การกำหนดคุณสมบัติ ก็เพื่อให้ทุกท่านมีความคุ้นเคยกับระบบราชการ หรือมีความเข้าใจกับการทำงานในส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็นจากฝ่ายตุลาการ หรือไม่ว่าจะเป็นจากบุคคลที่เคยเป็นผู้บริหารมา เพราะฉะนั้นผมเอง ผมไม่ได้กังวลหรอกครับ เพราะว่าถ้าเราบอกว่าต้องมีประสบการณ์กันมาก่อน คงหาคนยากมาก ที่จะบอกว่า จะมาอยู่ตรงนี้ได้ สำคัญที่สุดก็คือความสุจริต ความเป็นกลาง ความเที่ยงธรรมมากกว่า เพราะว่าถ้ามีตรงนี้เป็นพื้นฐาน ผมว่า เรื่องอื่นก็จะสามารถเรียนรู้จากการทำงาน แล้วก็จากประสบการณ์ได้เอง แล้วก็ 5 ท่าน หรือ 7 ท่านก็คงไม่ได้ทำงานลำพังอยู่แล้ว ท่านก็มีทั้งเจ้าหน้าที่ของ กกต. ก็มีประสบการณ์เยอะ ท่านก็คงมีบุคคลที่สามารถใช้ให้มาเป็นที่ปรึกษา หรืออะไรต่างๆ ได้ ผมไม่ได้กังวลหรอกครับ ผมคิดว่าสำคัญกว่าก็คือรักษาความเป็นกลาง ความเที่ยงธรรม ความน่าเชื่อถือขององค์กรนี้”

ได้ติดตามการเลือกตั้งของกัมพูชาที่ผ่านมา สมเด็จฮุนเซน ก็ยืนยันว่าโปร่งใส
“จะบอกว่าตามก็ไม่เชิง เพราะว่ามันเหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าผลจะต้องเป็นอย่างไร ปัญหามันคงเป็นเรื่องใหญ่กว่านั้นก็คือมันเริ่มมาจากการที่ทางรัฐบาลได้มีแนวทางของการ ใช้คำว่าอะไรเอ่ย กวาดฝ่ายค้านออกจากระบบ โดยวิธีการทั้งในเรื่องของการดำเนินคดี ทำให้มีการตัดสินลงโทษบ้าง หลบหนีบ้าง รวมไปจนถึงสุดท้ายก็คือเรื่องของการยุบพรรค แล้วก็ทำให้พรรคการเมืองซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญ ทั้งในการเลือกตั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่นครั้งก่อนหน้า มีคะแนนเสียงก็เรียกว่าใกล้เคียง เกือบครึ่งหนึ่ง ต้องหายไปจากเวที เพราะฉะนั้นมันก็เป็นเครื่องหมายคำถามว่า การเลือกตั้งแบบนี้เป็นการเลือกตั้งที่มีการแข่งขันจริงหรือไม่ แล้วก็เป็นที่คาดการณ์อยู่แล้วว่า ก็จะต้องมีพรรครัฐบาลได้คะแนนเสียงไปเกือบทั้งหมด ส่วนที่เหลือก็จะเป็นพรรคเล็กพรรคน้อย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เพิ่งเกิดขึ้นด้วย”

เรื่องคุณยิ่งลักษณ์
“อันนี้ก็จริงๆ แล้วมันก็เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างที่หลายท่านให้ความเห็น เพียงแต่ว่าก็แปลกใจว่าเรื่องแบบนี้ก็ปรากฎเป็นข่าวออกมา เพราะว่าในฝั่งของอังกฤษเองจะเห็นว่าเขาจะไม่ให้ข่าวในเรื่องพวกนี้ ก็จะเป็นการประสานงานกันเพื่อทำงานกันภายใน”

แต่ที่ออกมาเป็นข่าวล่าสุด บอกว่าไปใช้สนธิสัญญาระหว่างสหราชอาณาจักร กับสยาม ปี 1911
“ผมเพิ่งเห็นข่าวที่ท่านรองวิษณุให้สัมภาษณ์ เหมือนกับท่านพูดทำนองว่ามันเป็นการประสานงานกันระหว่างทางรัฐบาลของ 2 ประเทศ เพราะว่าการเริ่มต้นมันคงจะไปจากตำรวจ กับอัยการก่อน แต่เหมือนกับมีการต้องการการประสานงานคำยืนยันบางอย่างจากในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งก็เลยน่าจะหมายความถึงว่า การต้องมีการอ้างอิงถึงสนธิสัญญา แล้วก็ขอบเขตของความร่วมมือในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ก็เลยเป็นส่วนนี้ไป แต่ว่าจริงๆ ทั้งหมดนี้มันควรจะเป็นการประสานงานภายในอยู่แล้ว แล้วก็เขาจะพิจารณาอย่างไรก็จะเป็นกระบวนการของเขา

ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาก็มีกรณีที่ต้องไปว่ากันเป็นคดีในศาลก็มี ศาลที่โน่นนะครับ แล้วก็สุดท้ายก็มีคำพิพากษาอย่างกรณีของคุณปิ่น ก็มีคำพิพากษาว่าไม่ส่งตัวให้ เพราะมันต้องมีหลักเกณฑ์อยู่ว่า อันที่ 1 แน่นอน ถ้าเกิดมันเป็นคดีการเมือง ความหมายก็คือว่า ไม่ได้เป็นเรื่องของการทำผิดกฎหมายจริงหรอก แต่ว่าเป็นการใช้เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง อย่างนั้นตามหลักสากลเขาก็ไม่ส่งตัวให้ แต่กรณีนี้ผมก็ยืนยันได้ว่าคดีที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้เป็นเรื่องของการทุจริต คอร์รัปชัน มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือกฎหมาย ปปช. และกฎหมายประมวลกฎหมายอาญา มันไม่ได้เป็นเรื่องของการเมือง แต่เงื่อนไขว่าไม่เป็นคดีการเมืองก็ยังไม่พอ เขาจะต้องไปดูว่าการกระทำความผิดแบบนี้ เป็นความผิดที่เทียบเคียงได้หรือไม่ ถึงจะเข้าข่ายในการที่จะส่งตัวมา ซึ่งตอนนี้ก็เป็นเรื่องของกระบวนการของทางฝั่งของอังกฤษ”

ฟังแต่ละท่านให้สัมภาษณ์ก็จะเป็นลักษณะเหมือนกับว่าเราเข้าไปก้าวก่ายอำนาจในการตัดสินใจตรงนี้ของอังกฤษไม่ได้เลย ตรงนี้คุณอภิสิทธิ์อยากให้เราตามเรื่องนี้อย่างไร
“จริงๆ ก็เป็นหลักสากลนะ ทุกอย่างก็เป็นไปตามกระบวนการ คือเป็นไปตามสนธิสัญญา แล้วก็ในการปฏิบัติตามสนธิสัญญาก็ต้องมีเงื่อนไขกระบวนการของแต่ละประเทศก็ว่าไป ก็ไม่ต่างกับเวลาที่เขาขอตัวคนจากเรากลับไปเหมือนกัน สมัยรัฐบาลผมก็จะมีกรณีที่โด่งดังหน่อย แล้วยุ่งหน่อยก็คือกรณีวิคเตอร์ บูท ซึ่งทั้งฝ่ายสหรัฐฯ ทั้งฝ่ายรัสเซียก็มีการขอมา เราก็ต้องบอกว่ามันก็ต้องผ่านกระบวนการของเราที่จะพิจารณา สุดท้ายทางอัยการก็ดำเนินการไป”

ดังนั้นกรณีของคุณยิ่งลักษณ์ก็ต้องรอทางการอังกฤษเขาพิจารณาตัดสินใจ
“ใช่ครับ แต่ขณะเดียวกัน ผมว่าก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานของไทยที่ต้องให้ข้อมูลเขาให้ชัดเจนมากที่สุด ว่าเหตุผลในการขอตัวนั้นมันคืออะไร ก็คือต้องแสดงให้เขาเห็นว่า มันไม่เข้าเงื่อนไขที่จะยกเว้นจากการที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดนมา”

คิดว่าเรื่องนี้จะยืดเยื้อมั้ย
“ผมว่าคงไม่เร็วนะครับ ส่วนจะยืดเยื้อมั้ย ก็อย่างที่บอก มันอยู่ที่กระบวนการของเขาด้วยครับ”

ถ้าถามถึงแนวโน้มที่จะได้ตัวกลับมาดำเนินคดี ประมาณกี่เปอร์เซนต์
“ตอบยากครับ เพราะว่าอันนี้ก็คงต้องไปศึกษากฎหมายของทางฝั่งเขาด้วย ทั้งในแง่ของกระบวนการ และทั้งในแง่ของความผิดที่จะเทียบเคียง เพราะว่าอย่างกรณีของคุณทักษิณ ที่ส่วนใหญ่ไม่ส่งตัวให้ก็เพราะว่ามันไม่มีกฎหมายที่จะเทียบเคียงความผิดในกรณีของคุณทักษิณในเรื่องผลประโยชน์ขัดกัน”

ในเรื่องนี้เขาจะไม่ใช้หลักรัฐศาสตร์เลยใช่มั้ย
“ผมก็ไม่แน่ใจว่าคุณนิยามหลักรัฐศาสตร์อย่างไร แต่โดยหลักก็คือเขาก็ดูไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย ซึ่งเงื่อนไขของกฎหมาย การมีข้อยกเว้นอย่างที่ผมพูดมาทั้งหมด มันก็คือเหมือนกับนำเอาหลักรัฐศาสตร์เข้าไปบัญญัติอยู่ในกฎหมายแล้วนะครับ แต่ว่าทุกคนก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายครับ ผมก็ข้องใจเสมอเวลาคนพูดว่าหลักรัฐศาสตร์แปลว่าไม่ต้องทำตามกฎหมายนี่คงจะไม่ใช่หรอกครับ”

การปฏิรูปตำรวจ ตอนนี้ยิ่งมีเรื่องน้องหญิง คดีของเสี่ยอ้วน
“ก็ดูตอนนี้ทางตำรวจก็จริงจังนะครับ แล้วก็ยืนยันว่ากำลังดำเนินการทุกอย่าง แต่ว่าการปฏิรูปตำรวจอย่างที่เราคุยกันตอนนี้ เมื่อเริ่มมีความชัดเจนในประเด็นที่ผมมองว่าอยู่ในใจของคน ก็เป็นเรื่องที่ดี เข้าใจว่าวันนี้ ผลพวงอันนึงตามรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อแนวทางต่างๆ ยังไม่ลงตัว รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ว่าอย่างน้อย เรื่องของการโยกย้ายแต่งตั้งตอนนี้จะต้องเป็นไปตามหลักอาวุโส ดูเหมือนรัฐบาลล่าสุดวันนี้ใช่มั้ยที่ออกประกาศมาให้ชัดเจนว่า คำว่าหลักอาวุโสที่จะใช้ในการโยกย้ายแต่งตั้งจะต้องเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นผลมากจากตัวรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ว่าในส่วนของการปฏิรูปตามความเห็นของคณะกรรมการ ซึ่งจะต้องยกร่างเป็นกฎหมาย แล้วก็เข้าสู่สภา คงจะต้องใช้เวลาอีกระยะ”

ตอนนี้มันจำเป็นแล้วใช่มั้ย ในการปฏิรูปตำรวจ
“มันก็จำเป็นมานานแล้วละครับ แล้วก็รัฐธรรมนูญเองก็บัญญัติ ถึงขั้นบัญญัติเอาไว้ว่าต้องทำ แล้วถึงได้มีเงื่อนเวลาที่บีบไว้ไงครับว่า มีคณะกรรมการต้องเกิดขึ้น หลังรัฐธรรมนูญ ต้องทำงานให้เสร็จ แล้วก็ถ้ายังทำงานไม่เสร็จ อย่างน้อยการโยกย้ายแต่งตั้งต้องเปลี่ยนมาอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องความจำเป็นคงไม่ต้องพูดถึง ปัญหาว่ามันแก้ได้อย่างที่มันควรจะแก้แค่ไหนอย่างไร ซึ่งก็ต้องพุ่งเป้าไปที่เรื่องของความอิสระในการสอบสวนก็ดี พูดไปถึงการบริการประชาชน หรืออำนวยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำได้อย่างมั่นใจ ตรงนี้ก็คงมีหลายปัจจัยประกอบกัน

อย่างที่ผมบอกว่า ในบรรดาการทำงานที่เกี่ยวข้องกับปฏิรูปตำรวจมาตั้งแต่หลายปีที่ผ่านมานี้ ก็คือหลังจากการรัฐประหารนี้ ดูอย่างน้อยก็คือ คณะที่ทำอยู่ เพิ่งทำเสร็จแล้วก็จะยกร่างกฎหมายทั้งหลายนี้ ดูน่าจะจับประเด็นได้ถูกแล้ว แต่ว่าคำตอบนี้อาจจะยังมีบางสิ่งบางอย่างซึ่งก็มีทั้งคนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรือมองว่ายังอาจจะไปไม่สุด อย่างเช่นเรื่องของการทำให้เกิดความอิสระในฝ่ายของการสอบสวนอย่างนี้เป็นต้น”

“แล้วก็ความจริงบางเรื่อง มันก็ยังไม่ได้คืบหน้าเท่าไหร่ อย่างเช่นการพูดถึงเรื่องอาวุโส ความจริงในสมัยผม ตอนที่คุณวสิษฐ เดชกุญชร ตอนนั้นท่านก็มาช่วย บอกว่าให้ทำเรื่องนี้ก่อน เราก็มีหลักเกณฑ์ เคยประกาศในเรื่องของว่า เวลาจะโยกย้ายแต่งตั้ง หลักอาวุโสก็คือการประกาศชื่ออย่างไร จะต้องมีโอกาสคัดค้านกันอย่างไร เพียงตอนหลังมาก็ไม่ได้ทำกัน แต่ตอนนี้ก็เหมือนกับจะเอาแนวคิดนี้กลับมาใหม่”

เมื่อสักครู่ตอนก่อนเข้ารายการ ข่าวต้นชั่วโมง มีพูดถึงนายกฯ ว่า 4 ปีสงบ ถึงแม้ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็มีการลงทุนเพิ่มขึ้นในประเทศไทย ต้องอ่านระหว่างบรรทัดอะไรหรือไม่ ตกลงเราจะมีเลือกตั้งหรือไม่
“ผมว่าไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติหรอกครับ คนที่ทำงานอยู่ก็ต้องยืนยันว่าได้ทำอะไรสำเร็จไปบ้าง แล้วเราก็ต้องยอมรับเรื่องความสงบของบ้านเมืองหลังจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ก็เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ประชาชนก็มองว่าเป็นความสำเร็จ แต่ว่าเรื่องการลงทุนเรื่องอะไรนั้น ก็เช่นเดียวกัน รัฐบาลก็มีนโยบายการลงทุนภาครัฐ ทำเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน มีนโยบายเรื่อง EEC แล้วก็หลายเรื่องก็มีความก้าวหน้าไป เพียงแต่ว่าทั้งหมดนี้มันตอบโจทย์เศรษฐกิจของคนทั่วไปหรือไม่ อันนี้ยังเป็นปัญหาอยู่ ซึ่งก็ต้องบอกตรงๆ ว่า ที่สัมผัสกับผู้คนทั่วๆ ไปก็ยังมองว่าการบริหารเศรษฐกิจนี้ยังไม่เข้าเป้า

แต่ขณะเดียวกันก็ถ้าไปพูดบอกว่า ไม่มีผลงานอะไรเลยก็คงไม่ใช่ แต่ว่าในภาพรวมของเศรษฐกิจนี้ยังไม่เข้าเป้า ในขณะที่ความสงบเรียบร้อย มันก็มากับการที่มีเงื่อนไขพิเศษหลายอย่าง ซึ่งผมว่าทุกคนก็ยอมรับว่ามันไม่ใช่เงื่อนไขที่จะใช้ได้ตลอดไป เพราะฉะนั้นความท้าทายในช่วงเวลาที่เหลือก็คือจะทำอย่างไรที่จะให้ความสงบเรียบร้อยแบบนี้ดำรงอยู่แบบยั่งยืนได้”

ตรวจดวงหรือยัง วันที่ 3 นี้ ดวงจะเปลี่ยนมั้ย วันเกิดคุณอภิสิทธิ์
“ไม่เคยดูเรื่องนี้เลยครับ มันก็เป็นเรื่องแปลกนะ ความจริงอายุคนเรามันก็ขึ้นทุกวันนะตามเวลา แต่บังเอิญตัวเลขมันก็ขึ้นทีละปีเท่านั้นแหละ”

ปีนี้ไปฉลองที่ไหน
“ก็ไม่มีอะไรครับ ผมก็จะไปเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ขอพร แล้วก็นอกนั้นก็อยู่กับครอบครัวครับช่วงเย็น แต่ว่าเป็นวันศุกร์ ก็เข้าไปที่พรรคประชาธิปัตย์อยู่แล้ว ก็มีหลายคนเขานัดหมายบอกขอมาพบ มาอวยพรตามปกติ ไม่มีอะไรพิเศษครับ”

ขอให้คุณอภิสิทธิ์มีสุขภาพแข็งแรง มีความสุขมากๆ
“ขอบคุณครับ”




บทความอื่นๆ