บทความ

“อภิสิทธิ์” ติง สนช. เรียกหาความรอบคอบ ออกกฎหมายไม่มีความแน่นอน
08 ส.ค. 2561

“อภิสิทธิ์” ติง สนช. เรียกหาความรอบคอบ ออกกฎหมายไม่มีความแน่นอน


(8 สิงหาคม 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 ต่อกรณีที่ สนช. ขอแก้ พ.ร.ป.กกต. ว่า ไม่ค่อยเห็นเหตุผลที่อยู่ดีๆ จะมีการเคลื่อนไหวบอกว่า มาแก้กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของผู้ตรวจการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่คนที่คิดจะแก้ ก็คือคนที่เขียนมาเอง ในเมื่อยังไม่ทันได้เริ่มทำงานอะไรที่ผิดปกติเลย เพราะกรอบเวลาก็สมเหตุสมผลอยู่ และ กกต. ที่ตัดสินใจไป ก็คงมองตรงนี้แล้ว ซึ่งเขาก็ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น

“วิธีการที่พูดเสมือนกับว่าจะไปแก้กฎหมายนั้น มันกลายเป็นว่าตกลงระบบนี้มันไม่มีความแน่นอนเอาเสียเลย ทั้งๆ ที่ สนช. เขาเป็นคนเขียนมาเอง กฎหมายพรรคการเมืองก็เจอคำสั่ง คสช. แก้มารอบนึงแล้ว ที่จะไปเซ็ตซีโร่สมาชิกตอนนั้น นี่กฎหมาย กกต. ก็จะทำอีก แล้วนี่ยังมีการพูดถึงจะแก้เรื่องไพรมารีอีก มันเลยกลายเป็นว่าแล้วสรุป คุณออกกฎหมายมา มาตรฐานคืออะไร รอบคอบแล้วหรือเปล่า คือปกติเราไม่เคยเห็นการแก้กฎหมายแบบนี้หรอก” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ยังได้กล่าวถึงสิ่งที่ที่รัฐบาล คสช. พูดเสมอว่า ไม่อยากให้บ้านเมืองกลับไปวุ่นวายมีประท้วง เพราะมันสร้างความไม่มีเสถียรภาพนั้น ตนพบว่ามีงานวิจัยของสถาบันสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เกี่ยวกับเรื่องของความผันผวนทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ พบว่าในประเด็นเรื่องการมีกฎ กติกาที่แน่นอน ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการไปรักษาเสถียรภาพในเรื่องอื่นเช่นกัน

คำต่อคำ

อาการของคุณชวนเป็นอย่างไรบ้าง
“วันนี้แข็งแรงครับ ท่านลงไปบรรยายที่ตรังเรียบร้อยนะครับ ความจริงก็เป็นเรื่องที่แพทย์ก็ไม่ได้วินิจฉัยชัดเจนนะครับ แต่ว่าผมดูแล้วก็คงจะเหมือนเวลาที่เราอาหารเป็นพิษนะครับ ก็จะมีท้องเสีย อาเจียน แล้วก็อ่อนเพลีย ท่านก็บอกว่าพอท่านเข้าพักผ่อน ได้น้ำเกลือ ท่านเข้าไปน่าจะวันจันทร์ตอนประมาณเที่ยง ประมาณนั้น แล้วก็เมื่อวานนี้ผมไปเยี่ยมท่านตอนเช้า ตอนสายก็ออกจากโรงพยาบาลได้ แล้วก็วันนี้ก็เดินทางตั้งแต่เช้ามืดนะครับ ไปจังหวัดตรัง เพื่อไปบรรยายครับ”

“จริงๆ ก็ต้องบอกว่า พวกเราหลายคนที่เป็นห่วงท่านก็พยายามพูดกับท่านเหมือนกันบอกว่า เอ๊ะ จะลดงานได้บ้างมั้ย หรือว่ามีโอกาสพักมากขึ้น แต่ว่าท่านก็บอกว่ารับงานเหล่านี้ไว้แล้ว แล้วก็ตั้งใจเต็มที่ครับ เพราะว่าบอกว่าก่อนที่จะป่วย 1 วัน ที่พักผ่อนน้อย ก็บอกว่าส่วนหนึ่งก็เตรียมงานบรรยายนี่แหละครับ”

ท่านไปบรรยายเรื่องอะไรที่ตรัง
“ผมเข้าใจว่าเป็นการปฐมนิเทศนักศึกษาที่ตรังครับ”

เห็นมีพูดถึงเรื่อง กยศ. ด้วย ที่คุณชวนบอกว่า จากการพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กนักเรียนที่เคยกู้ยืมเงินก็ให้ข้อมูลว่าส่วนหนึ่งที่ไม่ชำระเงินกู้ยืมเงิน เพราะว่าครูในสถานศึกษาแนะนำว่าไม่ต้องคืน ก็เรียกร้องให้ครู ผู้ปกครอง ร่วมมือและสนับสนุนให้เด็กที่เรียนจบไปชำระหนี้ด้วย แล้วคุณอภิสิทธิ์มีความเห็นอย่างไร

“คือเรา ทั้งท่านแล้วก็ผมก็ค่อนข้างที่จะผูกพันธ์กับงานนี้ เพราะว่างานของ กยศ.นี้ มันเริ่มต้นขึ้นมาในสมัยรัฐบาลท่านนายกฯ ชวน ประมาณปี 37 – 38 โดยเหตุผลที่ว่า เราก็อยากจะส่งเสริม สร้างโอกาสให้กับเด็กนักเรียน อยากจะให้เรียนฟรีจนจบปริญญาด้วยซ้ำนะครับ แต่ด้วยกำลังงบประมาณที่มันจำกัดอยู่ในขณะนั้นก็จึงบอกว่า ก็หาระบบขึ้นมาช่วยเหลือในเชิงของเงินกู้ แล้วก็มีเงื่อนไขซึ่งผ่อนปรนมากๆ อยู่แล้ว เพราะว่าดอกเบี้ยก็ร้อยละ 1 มีระยะเวลาที่จะปลดหนี้อยู่รู้สึกจะ 2 ปี แล้วก็ยังใช้เวลาผ่อนชำระตั้ง 15 ปี

ถ้าคำนวนตามหลักจริงๆ แล้ว ผมว่ารัฐบาลก็อุดหนุนไปเยอะน่าจะกว่าครึ่ง ดังนั้นการคืนเงินเพื่อที่จะให้เงินในกองทุนนี้มันมีสำหรับในการที่จะไปให้กับเด็กรุ่นต่อๆ ไปนั้นเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันสนับสนุนให้เกิดขึ้น แล้วก็วันนี้ ต่อมาเมื่อรัฐบาลเขาแก้กฎหมายให้สามารถหักเงินสำหรับผู้ที่มีเงินเดือน ข้าราชการที่มีเงินเดือน สามารถหัก ณ ที่จ่ายได้ ในแง่ของตรงนี้ก็หมดปัญหาไปเปราะหนึ่ง แต่ว่าก็จะมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้เป็นมนุษย์เงินเดือน หักเงินเดือนก็จะยากหน่อย ที่สำคัญก็คือว่า ในบางส่วนคือเมื่อสักครูที่พูดถึงว่า บางคนอาจจะเข้าใจผิด หรือได้รับการแนะนำ ได้รับคำแนะนำที่ผิด แต่อีกส่วนหนึ่งก็คือปัญหาของคนที่ไม่มีงานทำ ซึ่งผมก็เคย สมัยผมนี้ก็ย้ำเป็นนโยบายว่า พยายามจะต้องช่วยหางานทำให้คนเหล่านี้ และมีรายได้ก็ต้องคืนตรงนี้กลับมาให้กับกองทุน”

ซึ่งอเมริกา ก็กู้เงินเรียนกัน แล้วการที่เขาไม่มีงานทำก็กลายเป็นหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกัน ในขณะที่อีกมุมที่คุณชวนให้ข้อคิดไว้ก็คือว่า นี่เป็นความล้มเหลวของการศึกษาไทย การที่เด็กกู้ยืมเงินไปแล้วไม่คืน แสดงว่าบุคคลนั้นไม่มีคุณภาพ เพราะว่าการศึกษานอกจากจะให้ความรู้แล้ว ต้องทำให้คนเป็นคนดี มีคุณธรรม เราจะแก้ตรงนี้อย่างไร

“ที่จริงไม่ว่าจะกรณีใด มันก็สะท้อนความไม่สำเร็จก็แล้วกัน เพราะว่าถ้าเกิดใครมีกำลังจะจ่ายคืน แล้วไม่จ่ายคืน อันนี้ก็บ่งบอกทัศนคติที่ผิดอยู่แล้ว ส่วนคนที่จบการศึกษาไปแล้วไม่มีความสามารถในการจ่ายคืน ก็สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาไม่ได้ช่วยสร้างโอกาสให้กับเขาในการประกอบอาชีพการงาน

ผมก็ยืนยันว่า นโยบายที่ดีที่สุดก็คือ หาทางทำเป็นโครงการให้ทุกคนที่จบไปแล้วสามารถมีรายได้ หรือมีวิธีการในการที่จะชดเชยให้กับรัฐที่ลงทุนไป ซึ่งก็อาจจะเป็นการทำงานให้กับรัฐ หรืออะไรก็ได้ ผมว่ามันควรจะไปในแนวทางนี้มากกว่า ที่จะไปพยายามฟ้องร้องกัน ก็จะเป็นภาระด้วย ไม่แน่ว่าจะประสบความสำเร็จด้วย แล้วก็อย่างที่เราเห็นข่าวมาตลอดก็ลุกลามไปถึงผู้ค้ำประกันอะไรต่างๆ ซึ่งเขามีเจตนาดี”

เห็นด้วยกับคุณชวน และคุณอภิสิทธิ์ คือในการนอกจากจะสอนเรื่องวิชาการแล้ว ต้องสอนเรื่องของการหารายได้ หรือเรื่องของการเป็นคนดีมีคุณธรรมด้วย แล้วก็จิดสำนึก คุณยืมเงินมาก็ต้องคืน และการบริหารจัดการก็สำคัญ
“เราก็ยังต้องปลูกฝังเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่เฉพาะกรณีนี้นะครับ เราจะสังเกตเห็นว่าหลายโครงการ เวลาที่มีการกู้ยืมเงินจากรัฐ ก็จะยังมีความรู้สึกว่าไม่คืนก็ได้ ใช่มั้ยครับ อันนี้ผมว่ามันก็ต้องช่วยกันปลูกฝังว่าถ้าเกิดทุกคนเป็นอย่างนี้ โครงการต่างๆ ที่รัฐจะมาสร้างโอกาส มันก็จะมีข้อจำกัด ขณะเดียวกันความตื่นตัวของเรา อาจจะยังไม่เหมือนกับหลายประเทศ ที่คนในฐานะที่เป็นผู้เสียภาษีอากร ก็ต้องออกมากดดันว่า สิ่งที่ได้รับไปนั้น พอมองว่าเป็นรัฐบาลมันอาจจะไม่เห็นตัวตน แต่จริงๆ คือมันเอาไปจากคนอื่นในสังคมที่เขาเสียภาษีให้กับรัฐ ถ้าเราสามารถที่จะสร้างกระแส แล้วก็ทำให้ทุกคนเป็นผู้ที่สามารถกดดันในการหวงแหนการใช้จ่ายเงินภาษีอากรทั้งหลาย ผมว่าก็จะเป็นตัวช่วยอีกตัวหนึ่ง เพราะว่ามันไม่ใช่เฉพาะกรณีแบบนี้ มันจะครอบคลุมไปถึงกรณีการทุจริต คอร์รัปชันอะไรต่างๆ เพราะว่าผู้เสียหายที่สุดก็น่าจะเป็นผู้เสียภาษีอากรครับ”

การจราจร ช่วงนี้คน กทม. โดยเฉพาะอย่างยิ่งลาดพร้าว โอดครวญกันมาก
“ก็ต้องบอกอย่างนี้นะครับว่า เราอยู่ในช่วงที่กำลังจะมีการก่อสร้างรถไฟฟ้า หรือขนส่งมวลชนระบบรางค่อนข้างเยอะ หลายคนก็อาจจะได้เห็นว่าในปีนี้ ปีหน้า ปีต่อไป และอีก 5 ปีอะไรนั้น จำนวนกิโลเมตรของระบบรางของเราจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก จริงๆ แล้วหลายโครงการ โครงการก็เดินหน้าไปในสมัยผม อย่างเช่นสายสีม่วง สายสีน้ำเงิน สายสีเขียว สายสีแดง ซึ่งค่อยๆ ทยอยเปิดอยู่นี้ แต่ขณะนี้จะมีสีเหลือง สีส้ม สีชมพู ซึ่งเราก็ต้องมองว่าเมื่อทำเสร็จก็คงจะเป็นประโยชน์ในการที่จะใช้ขนคนได้จำนวนมาก แต่ว่าในช่วงการก่อสร้างนี้ก็ต้องอดทน แต่ว่าขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่า อดทนแล้วก็เลยไม่ทำอะไรกัน การหามาตรการรองรับ อย่างเช่นเมื่อตอนที่ผมเข้าสายมา ที่บอกว่าจะต้องมาดูกันว่า เรื่องป้ายรถเมล์ก็ดี การจำกัดรถบรรทุกเข้ามาในบางเวลา หรือการพยายามให้ข้อมูลว่ามันมีทางหลบ ทางเลี่ยงอย่างไร ผมว่าก็จะเป็นประโยชน์ แต่ว่าในช่วงที่มีการก่อสร้างก็มีผลกระทบแน่นอน เราอยากจะได้สิ่งเหล่านี้มันก็ต้องยอมรับผลทางด้านลบ หรือผลข้างเคียงในช่วงของการก่อสร้างด้วย”

เหมือนคนก็บอกว่าอดเปรี้ยวไว้กินหวาน พอการก่อสร้างเสร็จก็จะอำนวยความสะดวกให้มากขึ้น แต่ทนมา 5 ปี แถวจรัลสนิทวงศ์ แต่ถือว่าเป็นโครงสร้างที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
“ครับ และอย่างน้อยที่สุด ผมก็มองว่ากรณีของรถไฟฟ้า รถขนส่งมวลชน มันเป็นการที่จะช่วย คือเพิ่มความสะดวกเป็นทางเลือกให้กับประชาชนได้จำนวนมาก บางทีผมยอมรับว่าการก่อสร้างในบางจุดที่ผมเห็นอยู่ ที่ไปสร้างแต่ไม่ใช่ระบบรางนะครับ เป็นอุโมงค์บ้าง อะไรบ้าง บางทีผมเห็นประโยชน์ไม่ค่อยมากนะครับ แต่ว่าต้องอดทนกันเยอะในช่วงของการก่อสร้าง”

เรื่องของน้ำ ปีนี้อย่างไรดี
“ตอนนี้ วันนี้ท่านนายกฯ ก็ลงพื้นที่ใช่มั้ยครับที่เพชรบุรี แล้วก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะผมก็สังเกตว่า เป็นเวลา 5 – 6 วันเป็นอย่างน้อยที่เราได้ยินการให้ข่าวสารที่ค่อนข้างจะชัดเจนละเอียด เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำตั้งแต่ในเขื่อน ตั้งแต่ที่แก่งกระจาน ไล่ลงมาเขื่อนเพชร แล้วก็มาอำเภอต่างๆ ก็ทำให้ประชาชนมีความรับรู้ เข้าใจ แล้วก็เตรียมรับมือไว้ในระดับหนึ่ง ซึ่งมันก็ช่วยบรรเทาความเสียหายได้

ก็อย่าเพิ่งวางใจไปเสียทั้งหมดนะครับ เพราะว่าในอีกหลายพื้นที่ แล้วก็ปริมาณฝนที่จะตกลงมาต่อไปนี้ ก็ยังต้องเฝ้าระวัง แล้วก็ติดตามข่าวกันอยู่ ไม่ใช่เฉพาะที่เพชรบุรีครับ”

ต้องตีความอะไรระหว่างบรรทัดหรือไม่ ที่นายกฯ ย้ำบ่อยมากว่าจะไม่ตอบโต้ทางการเมือง ผมไม่ใช่นักการเมือง ผมมาทำตามหน้าที่ ลงพื้นที่ ไม่ได้ไปหาเสียง ต้องตีความอะไรลึกซึ้งหรือไม่
“ก็คงไม่ต้องไปตีความอะไรครับ ผมว่าท่านก็ไม่คิดว่าสมควรที่จะตอบโต้ ก็เป็นสิทธิ์ของท่านอยู่แล้วที่ไม่ต้องตอบโต้ แล้วก็ท่านก็มีภาระหน้าที่การงานที่จะต้องทำ ก็ทำงานเหล่านั้นให้ดีที่สุด ผมว่าก็ถูกต้องแล้ว”

ท่านเคาะแล้วว่าจะไปอยู่พรรคไหน พักผ่อน
“ผมยังไม่แน่ใจหรอกครับ (หัวเราะ)”

หมายถึงไม่แน่ใจว่าจะพักผ่อน หรืออยู่พรรคนี้จริงหรือเปล่า
“(หัวเราะ) ผมนึกว่าจริงๆ ท่านบอกว่า จะเปิดเผยประมาณเดือนกันยา ตุลา ไม่ใช่เหรอครับว่าจะเอาอย่างไร แต่ว่าแต่ที่ท่านปฏิเสธไม่ได้ก็คือว่า มันมีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่อิงอยู่กับชื่อท่านจริง ส่วนท่านจะบอกท่านไม่รู้ หรือท่านจะไปบอกว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับท่านเลย ผมก็ต้องบอกว่ามันมีคนที่เอาชื่อท่านไปอ้างอิงในการเคลื่อนไหวอยู่ เพราะฉะนั้นมันเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ครับ”

หรือเพราะท่านรู้ ก็เลยทำให้ต้องออกมาพูดแบบนี้ว่าผมไม่เกี่ยวกับการเมือง
“(หัวเราะ) ครับ เป็นไปได้ครับ”

หนึ่งในพรรคที่อ้าง ก็คือล่าสุดทางหม่อมเต่า ก็บอกว่าจะหนุนบิ๊กตู่เป็นนายกฯ
“ผมไม่ทราบท่านพูดตอนไหน เพราะว่าผมเห็นวันที่ท่านได้รับเลือกตั้งท่านก็บอกว่ายังไม่ได้สรุปไปถึงตอนนั้น แล้วก็ดูเหมือนทาง รปช. เอง เขาก็บอกว่าขั้นตอนของเขา พอมีการได้สมาชิกครบๆ อีกจำนวนหนึ่ง เขาก็จะมาวางโครงสร้างพรรคกันอีกรอบหนึ่ง”

ท่านถูกถามว่าทางพรรค สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อหรือเปล่า ทางหม่อมเต่า ก็บอกว่าทางพรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ แต่ต้องมาจากบัญชีรายชื่อจากพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง เพราะว่าการเป็นนายกฯ คนนอก มันเป็นเรื่องยาก ต้องตอบคำถามประชาชน แล้วก็พรรคที่สนับสนุนให้ได้ว่า ทำไมต้องไปถึงตรงขั้นตอนนั้น

“ผมว่าก็คือเป็นการแสดงให้เห็นว่า ก็วิเคราะห์แล้วว่าการมาเป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่อยู่ในบัญชีของพรรคการเมือง ที่บางคนก็จะใช้ศัพท์ว่าคนนอก ก็คงจะเป็นไปได้ยาก เพราะฉะนั้นผมว่าท่านก็เพียงวิเคราะห์ให้เห็นว่า ก็คงจะต้องอยู่ในบัญชีของพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง แต่มันอยู่ได้พรรคเดียวนะครับ แล้วก็อย่างที่ผมบอกไงครับ มีหลายพรรคที่แสดงท่าทีว่าอยากจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ มันก็เลยไปเกี่ยวข้องกับท่านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ตื่นเต้นกับข่าวที่ออกมาว่าจะมีการพิจารณาปลดล็อคพรรคการเมืองหรือไม่
“ไม่หรอกครับ คือมันเป็นไปตามกรอบเวลา เนื่องจากว่าการปลดล็อค หรือการที่จะมีการประชุมพรรคการเมือง เพื่อที่จะมาพิจารณาเกี่ยวกับการคลายล็อค ปลดล็อคนี้ คสช. เขาผูกไว้กับการประกาศใช้ของกฎหมายเลือกตั้ง กับกฎหมาย ส.ว. แล้วก็กฎหมายเลือกตั้ง กฎหมาย ส.ว. นี้ ได้มีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ไปตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน เพราะฉะนั้นผมว่านี่มันก็สิงหาคมแล้ว สิงหา กันยา ก็คงจะต้องมีการมาพิจารณากันว่า กิจกรรมทางการเมืองมันมีอะไรบ้างที่จะทำได้ เพราะในความเห็นผมตั้งแต่ต้น มันไม่ได้เกี่ยวกับกฎหมาย 2 ฉบับนี้อยู่แล้ว จริงๆ มันเกี่ยวกับกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งสามารถจะเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองทำอะไรต่างๆ ให้เป็นไปตามกฎหมายได้เลย แล้วจะได้ไม่ต้องมามีปัญหาถกเถียงกันอีกว่า ทำตรงนี้ทันมั้ย ตรงนั้นทันมั้ย แล้วก็พันไปถึงเรื่องไพรมารี เรื่องอะไรที่กำลังพูดกันอยู่”

ที่ทางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย กับการที่ กกต. ชุดรักษาการไปเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้ง ที่กำลังเข้าชื่อกันอยู่ คุณอภิสิทธิ์มองความเคลื่อนไหวนี้อย่างไรบ้าง
“1. ผมไม่ได้มองว่า กกต. ชุดปัจจุบันเป็นชุดแบบรักษาการนะ เขาก็มีหน้าที่ในการที่จะต้องทำ เขาก็ปฏิบัติหน้าที่ ทีนี้การที่เขาทำตรงนี้มันก็เพื่อที่จะรองรับกับกระบวนการของการสรรหา ส.ว. และเลือกตั้ง ส.ส. ต่อไป ซึ่งตามกำหนดเวลา ผมว่ามันก็ไม่ได้เร็วผิดปกติอะไร

ผมนี้โดยส่วนตัวไม่ค่อยชอบใจกับระบบการมีผู้ตรวจแบบนี้เท่าไรนัก แต่ สนช. เป็นคนออกอันนี้มาเอง”

ทำไมถึงไม่ชอบ
“ผมมองว่าการที่เรามีคนที่เข้ามา แล้วมาเกี่ยวข้องพิจารณาเกี่ยวกับการเลือกตั้งในพื้นที่ แล้วรู้ตัวกันล่วงหน้า มันสุ่มเสี่ยงต่อการที่ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย คือบรรดานักการเมืองในพื้นที่ทั้งหลายนี้ จะไปสร้างความสัมพันธ์ในทางหนึ่งทางใด ผมคิดว่าในอดีต กกต. ชุดที่เคยทำงานแล้วประสบความสำเร็จที่สุด เขาไม่ได้ใช้ระบบแบบนี้ น่าจะเป็นชุดแรกสมัยท่านสวัสดิ์ (โชติพานิช) ท่านจะใช้วิธีการในการเอาเจ้าหน้าที่ไปลงพื้นที่โดยไม่บอกใคร รู้กันเองภายในใน กกต. ว่ามอบหมายให้ไปดูว่า ที่จังหวัดนั้นจังหวัดนี้การเลือกตั้งเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นคนที่ทำอะไรอยู่ในพื้นที่จะไม่รู้เลยว่าใครบ้างกำลังสอดส่องใครบางกำลังที่จะมาติดตามทำรายงาน ผมว่าแบบนี้มันจะได้ผลกว่า

แต่เอาละวิธีแบบนี้ สนช. เขาเลือกมาแล้ว ทีนี้ถ้า สนช. บอกว่าคนที่เขาเลือกมา หรือใครเห็นว่าคนที่เขาเลือกมานี้ไม่เหมาะสม เช่นว่าไปมีความสัมพันธ์ กับพรรคการเมือง นักการเมือง ไม่เป็นกลาง ก็ควรจะมาอยู่ในขั้นตอนกระบวนการของการที่จะไปเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่มาล้มโต๊ะ พูดง่ายๆ แล้วก็พูดตามจริงแล้ว กกต. ชุดใหม่ก็สามารถที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงได้อยู่แล้ว เพราะเป็นอำนาจของ กกต. ชุดใหม่ เมื่อเข้าไปเพื่อแก้ไขตรงนี้ ผมเลยมองไม่ค่อยเห็นเหตุผลที่อยู่ดีๆ จะมีการเคลื่อนไหวบอกว่า มาแก้กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของผู้ตรวจการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่คนที่คิดจะแก้ ก็คือคนที่เขียนมาเอง แล้วก็ยังไม่ทันได้เริ่มทำงานอะไรที่มันผิดปกติเลยนะครับ อย่างที่ผมบอก กรอบเวลามันก็สมเหตุสมผลอยู่ กกต. ที่เขาตัดสินใจไป เขาก็คงมองตรงนี้แล้ว แล้วเขาก็ไม่ได้มีส่วนได้เสียนะครับ ตัว กกต. ชุดปัจจุบันกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น”

มีเสียงวิจารณ์ว่ามันจะไปอิงกับการเมืองอย่างที่คุณอภิสิทธิ์พูดเมื่อสักครู่
“ก็อย่างที่ผมบอกไงครับว่า ถ้าเกิดมีใครที่มีลักษณะอย่างนั้น ก็คงจะต้องไปเปลี่ยนแปลงกัน ก็เป็นอำนาจของ กกต. ใหม่ หรือแม้กระทั่ง กกต. ชุดปัจจุบัน ถ้ามีคนร้องเรียนขึ้นไป แต่ว่าวิธีการที่พูดเสมือนกับว่าจะไปแก้กฎหมายนั้น มันกลายเป็นว่าตกลงระบบนี้มันไม่มีความแน่นอนเอาเสียเลย ทั้งๆ ที่ สนช. เขาเป็นคนเขียนมาเอง กฎหมายพรรคการเมืองก็เจอคำสั่ง คสช. แก้มารอบนึงแล้ว ที่จะไปเซ็ตซีโร่สมาชิกตอนนั้น นี่กฎหมาย กกต. ก็จะทำอีก แล้วนี่ยังมีการพูดถึงจะแก้เรื่องไพรมารีอีก มันเลยกลายเป็นว่าแล้วสรุป คุณออกกฎหมายมา มาตรฐานคืออะไร รอบคอบแล้วหรือเปล่า คือปกติเราไม่เคยเห็นการแก้กฎหมายแบบนี้หรอกครับ”

มันมีอะไรลึกกว่านั้นมั้ย
“ต้องถามคนที่เขาเคลื่อนไหวจะแก้ว่าเขามีอะไรอยู่ในใจ แต่ว่ามันชัดเจนนะครับว่าไม่ใช่กระบวนการตามปกติในเชิงการบริหารจัดการที่ดีหรอก”

ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้จะกระทบต่อไทม์ไลน์ในการเลือกตั้งหรือไม่
“โดยแท้จริงแล้วมันคงกระทบไม่ได้ เพราะว่ามันไม่มีอะไรใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่กำหนดเอาไว้ว่าระยะเวลาการเลือกตั้งมันผูกพันกับเรื่องอะไร ซึ่งเงื่อนเวลาที่เขาผูกเอาไว้ก็คือการผูกไว้กับการบังคับใช้ของกฎหมายลูกที่จำเป็นต่อการเลือกตั้ง แล้วก็กฎหมายนี้ก็ ถ้ามีการประกาศใช้ทั้ง 4 ฉบับ บังคับใช้ทั้ง 4 ฉบับแล้ว จะไปแก้ไขอะไรอย่างไรก็ไม่ควรจะมากระทบกับกรอบเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ”

ทุกอย่างยังต้องเป็นไปตามโรดแม็ป
“แต่ว่าแน่นอนที่สุด เรามีปัญหาเรื่องมาตรา 44 อยู่ อันนี้ก็ไม่มีใครบอกได้ เพราะว่าถ้าจะใช้มาตรา 44 แก้ไขอย่างนั้นอย่างนี้ก็เป็นอีกเรื่องนึง”

คือใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญยังมีมาตรา 44 ใช่มั้ย
“ผมไม่ได้ยอมรับว่าใหญ่กว่านะครับ แต่ว่ามันก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีคนบอกว่าใช้มาตรา 44 แก้ตรงนั้นตรงนี้สิ แล้วไปกระทบกระเทือนกับสาระของรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ต้องไปโต้แย้งกันอีกว่ามันเป็นไปได้ ใช่หรือไม่อย่างไร”

ความเหมาะสมในการใช้ด้วย
“ความจริงน่าสนใจนะครับเรื่องนึงที่ไหนๆ พูดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว ผมได้ไปเห็นงานวิจัย น่าจะเป็นของสถาบันป๋วยมั๊งครับ เกี่ยวกับเรื่องของความผันผวนทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เขามีการไปวิจัยว่า ความผันผวน หรือความไม่แน่นอน ลุกลามไปจนถึงความรุนแรงทางการเมืองมันส่งผลกระทบต่อความผันผวน หรืออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ การลงทุน การบริโภค ตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างไร แน่นอนที่สุดพวกเราก็โดยสามัญสำนึกก็รู้อยู่แล้วว่า เวลาการเมืองมันไม่นิ่ง มันส่งผลกระทบในทางลบ

แต่งานวิจัยที่เขาทำ แล้วน่าสนใจคือว่า เขาแยกด้วยนะครับว่าความไม่นอนนี้มีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมประท้วง นั่นรูปแบบนึง การที่มีการเลือกตั้ง แล้วทำให้คนไม่แน่ใจว่าจะเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือไม่ การที่มีการปฏิวัติ รัฐประหาร และข้อที่ 4 ก็คือการที่มีการเปลี่ยนแปลงกติกา ที่เราเรียกว่าปฏิรูปแบบนี้ ปรากฎว่าไปดูผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ใครที่คิดว่าการประท้วง ความขัดแย้งนี้เป็นสาเหตุหลักนี่ ไม่ใช่นะครับ บางทีบางเรื่องปรากฎว่าเรื่องอื่นๆ ไปสร้างความไม่แน่นอนมากกว่า

เพราะฉะนั้นผมก็เห็นรัฐบาลชุดนี้ คสช. พูดเสมอว่า ไม่อยากให้บ้านเมืองกลับไปมีประท้วง เพราะมันสร้างความไม่มีเสถียรภาพ ประเด็นในเรื่องของการมีกฎ กติกาที่แน่นอน มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการไปรักษาเสถียรภาพในเรื่องอื่น เพราะฉะนั้น คสช. ควรจะตระหนักเรื่องนี้ด้วยครับ”

คือการชุมนุมประท้วงมันอาจจะเห็นภาพได้เลย
“แต่อันนี้เขาวิจัย วิเคราะห์ออกมาเป็นตัวเลขเลยนะครับ ให้เห็นว่าผลกระทบ การประท้วงเป็นอย่างไร ผลกระทบการมีการเลือกตั้ง ยุบสภาเป็นอย่างไร ปฏิวัติเป็นอย่างไร และเวลาที่มีความไม่แน่นอนในเรื่องแบบนี้ ล้วนแล้วแต่ส่งผลเหมือนกันนะครับ”

โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนนโยบาย แล้วก็การปรับเปลี่ยนกติกา
“ใช่ครับ”

เราควรให้น้ำหนักกับการวิพากษ์วิจารณ์ของ Jakarta Post มั้ย ที่ว่าไทยไม่ควรเป็นประธานอาเซียน เพราะลุงตู่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
“คือผมก็เห็นตอนนี้กำลังมีการวิพากษ์วิจารณ์กันเรื่องว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่ แต่ว่าจริงๆ แล้วจุดสำคัญมี 2 – 3 ประเด็น ประเด็นที่ 1 ถ้ามันมีแนวความคิดแบบนี้ ถ้าไปเทียบเคียงมันเคยมีกรณีเกิดขึ้นกับพม่า ที่ขณะนั้นอาเซียนบอกว่า ขออย่าเพิ่งเป็นประธาน จนกว่าสภาวะทางการเมืองเข้ารูปเข้ารอย อย่างที่ประเทศในอาเซียนต้องการจะเห็น แล้วก็มีการสลับให้คนอื่นมาเป็นประธานก่อน แต่กรณีแบบนั้นมันเกิดขึ้นจากการ คือเป็นท่าทีที่ชัดเจนเลยของบรรดาประเทศสมาชิก โดยการรับรู้ ถกแถลงกันกับพม่าเอง แล้วก็มีข้อตกลงกันอย่างนั้น แต่ในขณะนี้ผมยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวในลักษณะแบบนั้นเลย กับรัฐบาลต่างๆ ที่เป็นสมาชิก

เพราะผมคิดว่าส่วนหนึ่งก็คือทางรัฐบาล แล้วก็ คสช. เอง ก็พูดชัดเจนว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในปีหน้า ตามโรดแม็ป อันนั้นก็คือนำไปสู่ประเด็นที่ 2 ว่าเพราะฉะนั้นอันนี้มีความสำคัญว่า การรักษาความแน่นอนตรงนี้ก็จะเป็นการป้องกันไม่ให้มีใครไปสร้างประเด็นแบบนี้ขึ้นมา ประการที่ 3 ผมว่าสิ่งที่สำคัญก็คือว่า ถ้าเราไม่มาเสียสมาธิกับเรื่องแบบนี้ ถ้ารัฐบาลไทยจะฉายภาพให้เห็นว่าการเป็นประธานของไทยนี้ น่าจะมีทิศทางเรื่องราวสำคัญๆ อะไรบ้าง ที่จะเป็นประโยชน์กับอาเซียน ผมว่ามันก็จะทำให้เราดูมีความหนักแน่นในความพร้อมในการที่จะเป็นประธาน แล้วก็เป็นประโยชน์กับอาเซียนเขา ซึ่งความจริงสัปดาห์ที่แล้วผมก็ไปบรรยายเรื่องนี้โดยเฉพาะเลยว่าประเทศไทยควรจะทำอะไรบ้างในฐานะประธานอาเซียน”





บทความอื่นๆ