บทความ

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 3 กันยายน 2561
03 ก.ย. 2561

อภิสิทธิ์ พูดคุยในรายการต้องถาม 3 กันยายน 2561


(3 กันยายน 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมพูดคุยในรายการ ต้องถาม ทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ ดำเนินรายการโดย อ.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

คำต่อคำ

สัปดาห์ที่แล้ว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้พิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ได้อนุมัติเงิน 3 ล้านล้านบาท ใช้เวลา 3 ชั่วโมง เพราะมีผู้อภิปราย 5 – 6 คนเท่านั้น เมื่อนึกย้อนกลับไปว่า สมัย ส.ส. อภิปราย หรือ ส.ว. อภิปราย ใช้เวลามากกว่านี้เยอะที่จะลงรายละเอียด คุณอภิสิทธิ์ดูข่าวนี้แล้วรู้สึกอย่างไร

“คงต้องตั้งต้นกันในเรื่องของความสำคัญในเชิงการเมืองก่อนก็ได้นะครับ ของงบประมาณแผ่นดิน เดี๋ยวคงจะต้องพูดกันเรื่องเศรษฐกิจ คืองบประมาณแผ่นดินนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษในมุมมองในเชิงของความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐ เหตุผลก็เพราะว่างบประมาณแผ่นดิน ก็คือเงินที่รัฐบาลใช้จ่าย ว่าไปแล้วมันเป็นเงินของประชาชน เพราะว่ามาจากการเก็บภาษีเป็นหลัก การเก็บภาษีก็เป็นกฎหมายที่เป็นสภาพบังคับ ผม อาจารย์ ประชาชนทั่วไป ใครที่ไหนจะบอกว่าเลือกจะเสียหรือไม่เสียภาษีนี้ไม่ได้ รัฐไปบังคับเก็บจากเขามา แล้วเอาเงินมาใช้

งบประมาณที่อาจจะเกินเลยจากการจัดเก็บภาษี ก็ต้องเป็นการไปเก็บค่าบริการจากประชาชนโดยหน่วยงานของรัฐ หรือเป็นการไปกู้เงิน ซึ่งการกู้เงิน สุดท้ายจะหาเงินที่ไหนไปใช้หนี้ ก็มาจากการเก็บภาษีในอนาคต หรืออาจจะมีเรื่องของเงินเฟ้อ หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งเป็นภาระกับประชาชนทั้งสิ้น

ดังนั้นตัวงบประมาณแผ่นดินจึงเป็นปมที่เคยขัดแย้งกันในช่วงที่มีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในโลก ภาษาอังกฤษจะมีประโยคหนึ่งที่เคยถูกหยิบยกมาใช้ก็คือ No Taxation Without Representation แปลกเป็นไทยก็บอกว่า ถ้าจะเก็บภาษีนั้น เก็บไม่ได้นะ ถ้าไม่มีตัวแทนเข้าไปตรวจสอบว่าเอาภาษีไปใช้อย่างไร เพราะฉะนั้นกระบวนการในการตรวจสอบงบประมาณ หรือการมีตัวแทนเข้าไปตรวจสอบการใช้จ่ายภาษีนี้เป็นหัวใจสำคัญของระบบการเมืองที่ประชาชนมีสิทธิ์ และมีส่วนร่วม
ทีนี้แน่นอนที่สุด อาจารย์กับผมจะคุ้น เพราะเคยอยู่ในสภา เอกสารงบประมาณ อาจารย์เคยจะบรรยายให้ผู้ชมผู้ฟังมั้ยครับ มันก็คงจะ ถ้าตั้งบนโต๊ะนี้น่าจะสูงกว่าเรานะ เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องยากอยู่แล้วที่ประชาชนทั่วไป ถึงแม้ว่าจะมีการเผยแพร่ข้อมูล ที่จะสนใจ ติดตาม ตรวจสอบ ซ้ำร้ายกว่านั้น ศัพท์แสงอะไรทางเทคนิคเยอะแยะไปหมด เวลาที่เราไปดู อ่านงบประมาณบางทีก็ยังงงๆ กันอยู่เลยว่า เอ๊ะ ทำไมตัวเลขตรงนี้มีการนำเสนอ สรุปมาอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นหัวใจหรือหน้าที่สำคัญประการหนึ่งของการเป็นตัวแทนของประชาชน ก็คือการไปตรวจสอบตรงนี้

ซึ่งในระหว่างปี ก็แน่นอนที่สุด เวลามีการทุจริต การใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่เหมาะสมก็ตรวจสอบกันไป แต่กระบวนการของการตรวจสอบงบประมาณในตอนที่นำเสนอต่อสภานี้ ต้องถือเป็นหน้าที่หลักหน้าที่หนึ่งเลยของคนที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ”

จะถือว่า สนช. ทำหน้าที่แทนได้หรือไม่
“สนช. คือเราอยู่ในยุคที่ ก็คงจะแล้วแต่มุมมอง หลายคนเขาก็ไม่มีความคาดหวัง เพราะเขาก็ถือว่าสภานิติบัญญัติเป็นสภาที่มาจากการแต่งตั้งของ พูดง่ายๆ ก็คือหัวหน้าฝ่ายบริหารนั่นแหละ ดังนั้นจะไปคาดหวังให้มีการตรวจสอบ ก็คงจะยากอยู่แล้ว แต่อีกหลายๆ คนก็มีสิทธิ์ที่จะบอกว่า ก็ในเมื่อมีสภานี้ขึ้นมา คนในสภานี้ก็ควรที่จะต้องทำหน้าที่

ดังนั้นที่อาจารย์เล่าให้ฟังว่า ซึ่งปกติถูกตรวจสอบโดย 2 สภานะ คือสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา มาวันนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่แทน 2 สภาเลย ในสถานการณ์ปกติในอดีต ผมว่า 2 สภารวมกันคงใช้เวลาซัก (5-6 วัน) เป็นอย่างน้อย แล้วก็คำว่า 5 – 6 วันนี้ก็คือตั้งแต่เช้า จนถึงประมาณเที่ยงคืน ตี 1 แต่ 3 ชั่วโมง แล้วก็เหมือนกับสรุปกันง่ายๆ ว่า มันก็สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลแล้ว”

และผ่านโดยเอกฉันท์ด้วย ไม่มีคนเห็นค้านเลย
“ใช่ครับ ก็เลยต้องบอกว่า มันก็สะท้อนแหละครับว่า แสดงว่าการถ่วงดุล การตรวจสอบ การทำหน้าที่แทนประชาชนเฝ้าระวังในเรื่องนี้ สนช. ก็ไม่ได้ทำ ต้องขอแถมนิดนึงนะครับ แล้ว สนช. ชุดนี้เป็นสภาที่สามารถกินเงินเดือน 2 ทางได้ด้วยนะครับ”

หมายความว่างานประจำกับงาน สนช.
“ใช่ครับ มาขอเงินเดือนเพิ่มจากการทำหน้าที่ สนช. นอกจากงานประจำที่ทำอยู่แล้ว ซึ่งผมนั้นเห็นว่าเวลาเพิ่มขึ้นมั้ย ในการมาทำงานตรงนี้ ก็ต้องบอกว่าผิดหวังละครับ กับการที่ปล่อยงบประมาณผ่านไปแบบนี้ โดยที่ไม่มีการหยิบยกประเด็นต่างๆ อย่างน้อยที่สุดเราไม่ได้ไปบอกว่า ต้องคัดค้าน แต่ต้องสามารถที่จะหยิบประเด็นที่มันควรจะเป็นข้อห่วงใยต่างๆ นั้นขึ้นมาได้”

ในหลักการที่คุณอภิสิทธิ์พูด ท่าน อ.ป๋วย อึ้งภากรณ์ เคยพูดกับผม (อ.เจิมศักดิ์) บอกว่า เงินของแผ่นดินทุกบาท ทุกสตางค์ ใครจะเอาไปใช้ได้ จะต้องผ่านตัวแทนของประชาชน ท่านพูดเรียบๆ แค่นี้ เพราะฉะนั้นที่ท่านบอกว่า เงินที่ไป Earmark อยู่ในถุงที่โน่นที่นี่ แล้วเอาไปใช้เลย โดยที่ไม่มีวินัยการคลังที่เอาเข้ามา แล้วถ้าอยากจะใช้ก็บอกตัวแทนของประชาชนเขาสิ ว่ามันจำเป็นต้องใช้อะไร ท่านจึงพยายามสร้างวินัยการคลังที่จะเอาเงินกลับเข้ามาแล้วก็ไปบอกตัวแทนประชาชนว่าจะใช้อย่างไร คุณอภิสิทธิ์คิดว่าอย่างไร

“ประเด็นเรื่องที่บอก Earmark คือจัดสัดส่วนไว้ต่างหากนี้ อาจจะเป็นประเด็นต่างหากนะครับ ผมนั้นมีความเห็นว่าในอนาคต ลักษณะของการจัดงบประมาณอย่างนั้น ผมกลับเห็นว่ามีความจำเป็นเพิ่มเติมขึ้น เป็นความคิดของผมที่ผสมผสานการวิเคราะห์ในทางเศรษฐกิจกับการเมืองเข้าด้วยกัน แต่ว่าจะทำเช่นนั้น มันก็ต้องออกกฎหมายซึ่งผ่านความเห็นชอบของสภา หรือตัวแทนประชาชนอยู่แล้ว

แต่ก็ที่อาจารย์สรุปมาเมื่อสักครู่นี้ ก็คือตรงกับที่เราคุยกันเมื่อสักครู่นี้ว่า สุดท้ายตัวแทนของประชาชนจะต้องสามารถที่จะเข้ามาตรวจสอบได้ ทีนี้ถามว่าปกติเวลาเราตรวจสอบกัน เราตรวจสอบกันเรื่องอะไรบ้าง ผมเองเวลาทำหน้าที่ตรงนี้ผมดู 3 เรื่องใหญ่ๆ

เรื่องที่ 1 ก็คืองบประมาณนอกจากการเป็นว่า มาจัดสรรเงินงบประมาณให้กับใครอย่างไรแล้ว มันมีความหมาย หรือนัยยะสำคัญต่อนโยบายเศรษฐกิจมหภาค หรือเศรษฐกิจในภาพรวม ที่เราเรียกกันว่านโยบายการคลัง ความหมายก็คือว่า ถ้ามีการขาดดุลงบประมาณมากๆ หรือสมดุล หรือเกินดุล ก็จะเป็นตัวบ่งบอกว่า รัฐบาลต้องการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือรัฐบาลมองว่าเศรษฐกิจร้อนแรง ต้องชะลอเศรษฐกิจ แล้วตรงนี้ก็จะมีผลต่อเนื่องไปจนถึงว่า ถ้าขาดดุลจะมีการปิดหีบอย่างไร จะทำให้ภาวะหนี้ของประเทศ หรือของรัฐเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นประเด็นแรกที่ต้องมีการตรวจสอบ ก็ต้องบอกว่า สำหรับประเทศไทย จำนวนเงินงบประมาณ 3 ล้านล้าน ก็ตีคร่าวๆ ว่าประมาณร้อยละ 20 กว่าๆ ของรายได้ประชาชาติ เพราะฉะนั้นก็ถือว่า มีความสำคัญ เพราะว่า 1 ใน 4 ของมูลค่าในระบบเศรษฐกิจนี้มาจากการตัดสินใจตรงนี้ ฉะนั้นประเด็นแรกก็คือผลในเชิงของเศรษฐกิจมหภาค

ประเด็นที่ 2 ก็คือประเด็นในเรื่องของการจัดสรรแบ่งปัน อันนี้ก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ตลอดเวลา เอ๊ะ เราให้เงินการศึกษาพอหรือยัง เราให้เงินเรื่องของความมั่นคงของประเทศมากไปหรือเปล่า ก็ต้องมาดูว่าสัดส่วนของการจัดสรรงบประมาณ มีความเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของประเทศหรือไม่ นั่นคือประเด็นที่ 2 ที่ผมจะพยายามดูเพื่อใช้ในการตรวจสอบ ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ

ส่วนประเด็นสุดท้าย ก็คือละเอียดลงไปนิดนึง ก็คือว่าในการนำเสนอ พรบ.งบประมาณ มันก็จะเห็นโครงการต่างๆ เพราะฉะนั้นอันนี้เราก็จะ ในฝ่ายตรวจสอบก็จะไล่ดูว่า เอ๊ะ มันมีโครงการอะไรที่มันผิดปกติมั้ย มีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดการทุจริต มีแนวโน้มที่จะเป็นการใช้เงินโดยเปล่าประโยชน์หรือไม่อย่างไร บางคนจริงๆ ถ้าอาจารย์ติดตามการทำงานของ ส.ส. ในกรรมาธิการ บางทีเขาก็หยิบมาถึงขั้นว่า ทำไม สมมติจัดงานฝึกอบรมเยอะขนาดนี้ แล้วทำไมค่าใช้จ่ายต่อหัวตั้งไว้อย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็จะดู 3 เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ทั้งสิ้น ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ แล้วก็ต่อภาพรวมของการบริหารจัดการของภาครัฐ”

แล้วในฐานะที่คุณอภิสิทธิ์เคยเป็นนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหารเวลาจะทำงบประมาณแผ่นดินต้องคิดอะไร ถ้าเป็นฝ่ายนิติบัญญัติที่ต้องตรวจสอบ แต่ในฝ่ายบริหาร
“ก็ต้องคิด ในทางกลับกันนะครับ ก็ต้องคิดทั้ง 3 ส่วนเหมือนกัน ส่วนที่ 1 ก็ต้องตัดสินใจว่าเครื่องมือ คือตัวงบประมาณจะเป็นเครื่องมือในทางนโยบายการคลังมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นก็คือ จะขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้าจะขาดดุลควรจะขาดดุลซักประมาณเท่าไหร่ ทิศทางการขาดดุลควรจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง นั่นส่วนหนึ่ง”

ต้องดูหรือไม่ว่า เงินจะไปเอามาจากไหน ไม่ใช่ดูจ่ายอย่างเดียว แต่ว่ารายรับ
“ก็เวลาพูดถึงการขาดดุล มันดูข้างเดียวไม่ได้อยู่แล้ว มันก็ต้องดูว่าศักยภาพในการจัดเก็บภาษีเป็นอย่างไร”

ต้องดูด้วยหรือไม่ว่าภาษีที่ได้มานี้มาจากทางไหน ทำให้เป็นภาระกับคนจน หรือคนรวย และเราต้องการพัฒนาประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำหรือไม่ อันนี้ต้องดูหรือไม่
“ใช่ครับ ต้องดูครับ ต้องดูหมดนะครับ แล้วก็เช่นเดียวกันตัวงบประมาณรายจ่ายก็เหมือนกัน ซึ่งมันจะคาบเกี่ยวมาส่วนที่ 2 ก็คือว่า การจัดสรรอย่างไรก็จะส่งผลว่าผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายงบประมาณไปตกอยู่กับใครด้วย ซึ่งต้องพิจารณาทั้งในเรื่องของคนรวย คนจน พิจารณาในเชิงความเป็นธรรมของพื้นที่ พิจารณาในเชิงของผลกระทบต่อสาขาต่างๆ ของเศรษฐกิจ

ในส่วนที่ 2 นี้ คนเป็นรัฐบาลเองก็ต้องมาดูว่า การจัดสรรงบประมาณมันสอดคล้องกับนโยบาย กับทิศทาง หรือยุทธศาสตร์ เดี๋ยวนี้มียุทธศาสตร์ด้วย มากน้อยแค่ไหน เพราะว่าถ้าเขียนยุทธศาสตร์ไว้ แต่ปรากฏว่าไม่จัดงบประมาณให้มันสอดคล้องตามนั้น ก็คงไม่สามารถที่จะผลักดันยุทธศาสตร์ต่างๆ ได้

แล้วก็ประการที่ 3 เป็นรัฐบาลเอง ก็ต้องตรวจสอบว่า โครงการที่หน่วยงานต่างๆ เสนอขึ้นมา มันเป็นโครงการที่ดี เป็นโครงการที่สอดคล้องกับนโยบาย แล้วก็เป็นโครงการที่โปร่งใสหรือไม่ เพราะฉะนั้นฝ่ายรัฐบาลก็ต้องทำตรงนี้เช่นเดียวกัน”

คุณอภิสิทธิ์ได้เห็นงบประมาณ 3 ล้านล้าน เท่าที่ดูผ่านๆ การนำเงิน 3 ล้านล้านนี้ รู้สึกว่าจะมาจากภาษีอากรประมาณ 77% และถ้าดูรายละเอียดต่อไป ภาษีอากรส่วนใหญ่ก็มาจากภาษีทางอ้อม ก็คือ VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) และภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นภาษีที่ไม่เป็นธรรมสำหรับคนจน ตกลงเมืองไทยไม่เห็นเปลี่ยนเสียที ประเด็นพวกนี้คุณอภิสิทธิ์ต้องพิจารณาหรือไม่
“ในส่วนของโครงสร้างตัวนี้ คือรายรับ – รายจ่ายตัวนี้ อยากจะบอกว่า ผมนั้นเห็นว่ามันถึงเวลาที่จะต้องมีการปฏิรูป แล้วก็จริงๆ แล้วก็เสียดาย เพราะว่าช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมานี้ มีการทำกฎหมายวิธีการงบประมาณ มีการทำกฎหมายวินัยทางการเงินการคลังฉบับใหม่ออกมา แต่ว่าการสะท้อนว่า ได้เอาปัญหาเหล่านี้เข้ามาจับมากน้อยแค่ไหน กลับปรากฏว่าไม่ค่อยได้เห็นความชัดเจนนัก ทีนี้ประเด็นคืออะไรครับ ประเด็นก็คือว่า

มันมองได้ 2 แบบ ที่ผ่านมานี้ ผมดูวิธีการจัดงบประมาณ ในสถานการณ์ซึ่งเราอาจจะบอกว่า เศรษฐกิจมันยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างมากนักอะไรต่างๆ ผมว่าอาจารย์ก็คงทราบเหมือนกัน เขาจะให้หน่วยงานของรัฐ ที่เป็นหน่วยงานหลัก ก็จะมีกระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ฯ สำนักงบประมาณ ไปประเมินก่อนว่าเก็บภาษีได้เท่าไหร่ เขาก็จะประเมินว่า ภาษีเงินได้ส่วนบุคคล ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีศุลกากรอะไรนี้ เก็บได้เท่าไหร่ แล้วเหมือนเอามาตั้งโจทย์ว่า อันนั้นแหละคือวงเงินงบประมาณที่จะเอามาใช้ แต่ว่าถ้าสมมติว่าหน่วยงานต่างๆ ทำคำของบประมาณมาเกิน เขาก็จะมาพิจารณาว่ามันจะขาดดุลมากน้อยแค่ไหน ซึ่งก็ทำกันมาอย่างนี้ยาวนาน

ผมนั้นมีความเห็นว่าต่อจากนี้ไปถ้าทำอย่างนี้นั้นน่ากลัว ที่ว่าน่ากลัวนี้ก็เพราะว่าเราคุยกันมาตลอดว่า โครงสร้างของเศรษฐกิจในปัจจุบันมันถูกทั้งเทคโนโลยี ทั้งโครงสร้างประชากร สังคมสูงวัยนี้ เข้ามากระทบอย่างค่อนข้างรุนแรง หมายความว่า ในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา และอีกหลายปีต่อไปนี้ ผมมองว่าเงินที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการของสังคม แล้วก็การดูแลกลุ่มคนต่างๆ ตั้งแต่ผู้สูงอายุ ไล่เรียงลงมาถึงประชาชนซึ่งมีโอกาสถูกเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์มาทดแทนจนทำให้ไม่สามารถมีรายได้ในบางขณะ งบประมาณในส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเร็วมาก

ดังนั้นถ้าเกิดเรายังเอาโครงสร้างภาษีเดิมมาเป็นตัวตั้ง แล้วบอกมีเงินอยู่เท่านี้ ต่อไปจะเป็นปัญหา ดังนั้นพอเอาตัวรายจ่ายเข้ามาดู ผมยืนยันได้เลยว่า รายได้ที่จัดเก็บอยู่ในขณะนี้ต่อไปมันจะไม่พอ เมื่อมันไม่พอ มันก็จำเป็นต้องมาถกกันว่าภาษีที่จะเพิ่มขึ้นมันควรจะมาจากไหน ปัจจุบันนี้ภาษีที่เก็บง่ายแล้วก็มีแนวโน้มที่บอกว่าพยายามจะเพิ่มให้ได้นั้นก็มีอยู่ 2 ส่วน

ส่วนที่ 1 ก็คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่อาจารย์พูด แล้วก็คนก็จะชี้ไปบอก ดูสิ ต่างประเทศเขาเก็บกันตั้งร้อยละ 20 อะไรต่างๆ ซึ่งก็เป็นผลพวงมาจากที่เขามีระบบสวัสดิการที่มันใหญ่โตขึ้น แต่ภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งความจริงของเรานี้ อัตราจริงๆ คือร้อยละ 10 แต่เราบอกว่า เราลดมาชั่วคราวเหลือร้อยละ 7 แต่ชั่วคราวมา 20 กว่าปีแล้ว มันเป็นปัญหาเพราะว่า อาจารย์พูดไปแล้ว 1 มันเป็นภาษีที่เก็บ ถ้าคำนึงถึงการเก็บจากคนรวย คนจน ภาระภาษีต่อคนจนมันมากกว่าภาระภาษีต่อคนรวย คือมันเสียเท่ากัน คุณจะจน จะรวย คุณเสียเท่ากัน เพราะฉะนั้นคนจนก็จะแบกรับตัวนี้ ถ้าเทียบกับรายได้ของเขานี้มากกว่า มันไม่สามารถจะเป็นภาษีที่จะมาช่วยเรื่องความเป็นธรรม ในทางตรงกันข้ามเราจะมองว่าเป็นภาษีที่มีลักษณะถดถอย (คำว่าถดถอยแปลว่า) ไม่ก้าวหน้า คำว่าก้าวหน้าก็คือยิ่งรวยต้องเสียมาก คำว่าถดถอยก็คือตรงกันข้ามกัน

ส่วนที่ 2 ที่รัฐบาล หรือ โดยเฉพาะรัฐบาลไทยคิดจะเก็บก็คือ การขยายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ตรงนี้มันก็มีข้อสังเกตที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คือว่า คนที่แบกรับภาษีตรงนี้เกือบทั้งหมด คือใช้คำว่ามนุษย์เงินเดือน เพราะอะไร เพราะเป็นคนที่หนีไม่ออก เนื่องจากว่าก่อนจะรับเงินเดือน ถูกหัก ณ ที่จ่ายไปเรียบร้อย ส่วนปลายปีจะมาคำนวณแล้วได้คืนหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ ในขณะที่การหลบ และการเลี่ยงภาษีของคนกลุ่มอื่นๆ นั้นยังทำได้ค่อนข้างง่าย มีงานวิจัยออกมาเยอะแยะมากที่ยืนยันว่า ภาระภาษีทางตรง ตกหนักอยู่กับผู้มีเงินเดือนประจำ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่คนที่มีฐานะดีนัก

เพราะฉะนั้นประเด็นแรกที่ผมว่า มันควรจะต้องมา จะเรียกว่าปฏิรูป ทบทวน หรือหยิบขึ้นมา ก็คือว่า เราจะทำกันอย่างนี้กันต่อไปหรือเปล่า ผมนี้ไม่เห็นด้วย ผมนั้นเห็นว่า อย่างเช่น ยกตัวอย่างนะครับ เราอยู่ดีๆ ไปลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงมาจากร้อยละ 30 เหลือเพียง ร้อยละ 20 แล้วกำลังจะไป 17”

ในสมัยคุณยิ่งลักษณ์ ลดจาก 30 เหลือ 20 ตอนนี้จะลดต่อไปอีก
“มีความคิดจะลดต่อไปอีกถึง 17 ไม่นับรวมว่าเวลาเราไปชวนคนมาลงทุนตอนนี้ เราบอกเขาไม่ต้องเสียเลย เป็นเวลาถึง อาจจะถึง 13 ปี EEC ก็จะเป็นอีกตัวหนึ่ง ต้องถามจริงๆ ครับว่า ตรงนี้มันเป็นโครงสร้างที่เหมาะสม เป็นธรรม หรือไม่อย่างไร แล้วก็ความพยายามที่จะเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สิน ซึ่งภาษีมรดกออกมาแล้ว แต่เก็บได้ยากมาก เก็บได้น้อยมาก เก็บได้ยากมาก ยังไม่ได้มีโอกาสไปดูเอกสารงบประมาณนะว่า เขาประเมินว่าจะเก็บได้กี่บาท

กับภาษีที่ดิน กับสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งก็ดูเหมือนจะเลื่อนๆ ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นประเด็นแรกก่อนว่า ถ้ามองในเชิงโครงสร้างภาพรวมจะเป็นอย่างไร ที่มันเป็นตัวฟ้องตัวนี้ก็คือว่า ปัจจุบันการขาดดุลงบประมาณนั้นเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว สมัยรัฐบาลผมนั้นวางแผนตั้งเป้าเอาไว้ว่า ภายใน 5 ปี จะทำให้งบประมาณนั้นกลับมาสมดุล แต่ว่าขณะนี้ไม่ใช่แล้ว ขาดดุลไปเรื่อยๆ ปีนี้ก็ขาดดุล 4 แสน 5 หมื่นล้าน ซึ่งก็เป็นสัดส่วนที่ไม่น้อย”

ขาดดุลแปลว่าเราจ่ายมากกว่า
“รัฐบาลใช้เงินมากกว่าที่เก็บได้ ซึ่งก็แปลว่าเป็นหนี้ ต้องกู้ แล้วก็อย่างที่ผมบอก คนที่จะมาใช้เงินกู้นี้ก็กลับมาที่ประชาชนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง”

คุณอภิสิทธิ์พูดอย่างนี้ ทำให้ดูถึงหนี้สาธารณะที่คงค้างอยู่ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีหนี้คงค้างอยู่ประมาณ เกือบๆ 6 ล้านล้าน
“2 เท่าของงบประมาณ ประมาณครึ่งนึงของรายได้ประชาชาติ”

คุณอภิสิทธิ์คิดว่ามากไป น้อยไป
“ถ้าถามตามมาตรฐานสากล ร้อยละ 50 ร้อยละ 60 ของรายได้ประชาชาติ ก็ยังอยู่ในภาวะที่ยอมรับได้ แต่ตายใจไม่ได้ ต้องดูด้วยว่าแนวโน้มมันจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ หรือไม่อย่างไร แล้วก็ต้องดูด้วยว่าภาระของหนี้ โดยเฉพาะถ้าเกิดเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะที่ดอกเบี้ยสูงขึ้นมา ก็จะเป็นปัญหา

เพราะฉะนั้นเบื้องต้นผมก็ไม่ทราบว่าขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทางรัฐบาล แล้วก็รวมทั้ง สนช. ได้เอาจริงเอาจังแค่ไหนกับการที่มาดูว่าขณะนี้โครงสร้างงบประมาณมันจะมีปัญหาอย่างที่ผมพูด ผมถึงได้ย้ำว่า ในยุคใหม่นี้สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ เรากำลังบอกว่า เรื่องพวกนี้ต้องมีการมาทบทวนกันเกือบหมด”

เรื่องภาระงบประมาณผูกพันที่จะกำหนดไว้เลย แล้วปีหน้าก็จะต้องเอามาใช้ เอาไปใช้อย่างอื่นไม่ได้
“ก่อนจะไปถึงตรงนั้น มันมีอีก 2 เรื่องที่ผมอยากจะพูด 1. ก็คือเรื่องของรัฐวิสาหกิจ เพราะว่างบประมาณของรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะงบลงทุนในปัจจุบัน น่าจะมีมูลค่าไม่น้อยกว่างบลงทุนของงบประมาณแล้ว แต่ระบบของการตรวจสอบรัฐวิสาหกิจนั้น ไม่เหมือนระบบการตรวจสอบงบประมาณ ดังนั้นตัวนี้ก็คงต้องไปดูเหมือนกันว่าการลงทุนในภาครัฐ มันไม่ได้มีเฉพาะงบประมาณ อีกส่วนหนึ่งที่ผมเห็นว่าความจำเป็นในการที่จะให้รัฐวิสาหกิจเข้ามาอยู่ภายใต้การตรวจสอบ มันจะต้องทำให้ชัดเจนกว่านี้

รัฐบาลนี้ไปออกกฎหมายวิธีงบประมาณใหม่ ซึ่งดูจะเปิดช่องให้รัฐวิสาหกิจสามารถเลี่ยงการตรวจสอบได้ง่ายขึ้นอีก เพราะว่าสามารถตั้งบริษัทหลาน บริษัทเหลน (แล้วบอกว่าไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ) ถูกต้องครับ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วก็ถือหุ้นข้างมาก ไล่ไปแล้วก็เป็นหุ้นข้างมากโดยรัฐนั่นแหละ เพราะฉะนั้นตัวนี้ก็เป็นสิ่งที่อยากจะฝากเอาไว้ด้วย เพราะว่าในที่สุดบริการสาธารณะที่เราพูดถึงโครงการขนาดใหญ่ หลายโครงการมันไม่ได้อยู่ในงบประมาณนะอาจารย์ มันเกิดจากการลงทุน หรือการกู้ของรัฐวิสาหกิจ แต่สุดท้ายมันต้องมาตั้งคำถามว่า แล้วภาระสุดท้ายจะเป็นของใคร ถ้ารัฐวิสาหกิจมีปัญหา รัฐบาลอุ้มมั้ย อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่บอกว่า ยังจะต้องดูเพิ่มเติมนิดหน่อย

อันที่ 2 นะครับอาจารย์ โครงการรัฐบาลหลายโครงการ รัฐบาลหลายยุคใช้วิธีเลี่ยง เมื่อเร็วๆ นี้ก็มีวิวาทะกันเรื่องจำนำข้าว ว่าอ้าว ไหนล่ะ อยู่ในรายงานเงินแผ่นดินมั้ย คือรัฐบาลไปใช้หน่วยงานของรัฐ หรือสถาบันการเงินของรัฐออกเงินไปก่อน เพราะฉะนั้นถ้าจำได้ ยุคนึงก็มีเรื่องของกองทุนหมู่บ้าน ที่จริงๆ คือรัฐบาลอยากจะใช้เงินประมาณ 7 หมื่นล้าน รัฐบาลไม่มี อยู่ดีๆ ก็บอกว่า ก็ให้ธนาคารของรัฐไปทำก่อน และอีก โอ้โห โครงการเยอะมากครับ ที่บอกว่า ออมสินไปทำ ธกส.ไปทำ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ไปทำ หรือไปตั้งกองทุนแล้วไปยืมจากไหนไม่รู้ แต่สุดท้ายคนที่จะต้องเอาเงินไปให้ ชดเชยคืน เวลามีการขาดทุน หรือมีปัญหานั้นก็คือรัฐบาล ก็คือประชาชนผู้เสียภาษี

ในสมัยผม เรามีมติ ครม. เคร่งครัดเลยนะครับว่า เวลาทำโครงการอย่างนี้ ต้องแยกบัญชี แยกบัญชีเสร็จแล้ว ถ้ามีการขาดทุน รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณชดเชยทันทีในปีต่อไป ผมว่าอันนี้ก็อยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในเชิงการนำเสนองบประมาณว่า ขณะนี้ที่ค้างๆ กันอยู่ ซ่อนกันอยู่นี้ อยู่ที่ไหนอย่างไร”

แต่วิธีการที่ให้หน่วยงานของรัฐ เช่นธนาคารทั้งหลาย 2 – 3 แห่ง ออกเงินไปก่อน ดูแล้วก็เป็นการหลีกเลี่ยงอำนาจตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะเงินทุกบาท ตัวแทนประชาชนจะต้องอนุมัติ เพราะเป็นเงินของประชาชน
“มันอนุมัติตอนไหนรู้มั้ยอาจารย์ ตอนใช้หนี้ นี่แหละคือปัญหา เพราะว่าวันที่ต้องใช้หนี้ จะไม่อนุมัติก็คงลำบาก เพราะว่าก็จะทำให้รัฐบาล หรือหน่วยงานรัฐไปตกอยู่ในฐานะที่เป็นปัญหา เพราะฉะนั้นตัวนี้ผมถึงบอกว่า มันควรจะมีการเปลี่ยนแปลง”

แล้วงบกลางล่ะ
“งบกลาง ก็เป็นงบที่ปัจจุบันตัวกฎหมายวินัยการเงินการคลัง และกฎหมายวิธีงบประมาณ ก็พยายามจะบีบออกมานะครับว่า ต่อไปนี้ต้องเป็นเรื่องที่ไม่สามารถจัดอยู่ในงบประมาณปกติในหน่วยงานต่างๆ ได้ ต้องมีเหตุผลที่ชัดเจน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะต้องเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน ตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่าที่ทำกันอยู่ในปี 2 ปีนี้ รวมทั้งที่จะเดินในปีงบประมาณต่อไป ทำตามเจตนารมณ์ วัตถุประสงค์นี้หรือยัง

เพราะผมก็แปลกใจว่าเวลาเขาไป ครม. สัญจร เขาเอาเงินจากไหนมาบอกว่า อ้อ เดี๋ยวผมให้ กี่พันล้านๆ นี้ เพราะว่าถ้าไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ มันก็ทำไม่ได้ ถ้าจะมีเงินมาให้ก็ต้องแปลว่าออกมาจากงบ อย่างงบกลาง ทีนี้สิ่งหนึ่งซึ่งรัฐบาลนี้ไปทำ แล้วก็เป็นการขัดกับหลักวินัยทางการเงินการคลังก็คือว่า สมัยก่อนความที่เขาต้องการให้การนำเสนองบประมาณต่างๆ จะเสนออะไรมา พูดง่ายๆ คือว่า วิเคราะห์มาดีแล้ว แล้วก็สามารถที่จะไปใช้จ่ายได้ ถ้าใช้จ่ายไม่ทัน ไม่เสร็จ เพราะโครงการไม่เดินหรืออะไรก็แล้วแต่ คืนคลัง แต่รัฐบาลนี้มีการบอกว่า ถ้าใช้ไม่หมด กวาดกลับมาเพื่อให้มาเป็นงบกลางได้”

หมายความว่าไปกวาดที่ใช้ไม่หมดของกระทรวง ทบวง กรมอื่น เอามาโปะ
“ใช่ครับ ซึ่งผมก็ข้องใจอยู่เหมือนกัน เพราะว่าผมเห็นการออกข่าวทำนองนี้หลายครั้งว่า จะเอาเงินที่มันเหลือๆ ตรงนั้นตรงนี้มาใช้ จริงๆ แล้วตัวกฎหมายวิธีงบประมาณ กับตัวกฎหมายวินัยการเงินการคลัง มีเจตนาค่อนข้างชัดว่าไม่ให้ทำตรงนี้”

ถ้าทำแบบนี้ได้ รัฐสภา ตัวแทนของประชาชนก็ไม่มีความหมายอะไร
“เพราะโดยปกติ ตามกฎหมายวิธีงบประมาณ การโอนงบประมาณข้ามหน่วยงานมันไม่ได้ จริงๆ แม้กระทั่งหน่วยงานเดียวกัน ถ้าข้ามประเภทก็ยังไม่ควรจะได้เลย ยกเว้นมีกระบวนการที่อนุมัติต่างๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็อยากให้ชัดเจนนะครับ เพราะรัฐบาลนี้ยังออกข่าวอยู่เรื่อยๆ ว่า จะเอาเงินที่ใช้ไม่หมดนี่แหละมา ล่าสุดก็เหมือนกับเรื่องของโครงการบัตรสวัสดิการคนจน ก็มีการพูดให้ข่าวว่า จะเพิ่มให้ แต่เพิ่มให้ 3 เดือน เพราะว่ากำลังเอาเงินมาจากที่หน่วยงานอื่นใช้จ่ายไม่หมดอะไรทำนองนี้”

เรื่องงบประมาณรายจ่าย คุณอภิสิทธิ์ต้องดูด้วยหรือไม่ว่าเป็นงบประจำ เงินเดือน ค่าจ้าง งบวัสดุ ที่จะต้องจ่ายมากน้อยแค่ไหน หรือว่ามีส่วนไหนที่เป็นงบในการลงทุน ต้องดูหรือไม่
“ต้องบอกอย่างนี้นะครับว่า 1. ปัญหาเรื่องว่ารัฐลงทุนมากน้อยแค่ไหนอย่างไร วิธีการจัดระบบในการนำเสนอ นับวันมันอาจจะยากขึ้น เพราะว่าผมว่าในการบริหารในยุคใหม่ เงินจำนวนหนึ่งจะเป็นเงินอุดหนุน อาจจะอุดหนุนท้องถิ่น อาจจะอุดหนุนหน่วยงานต่างๆ ซึ่งความจริงเขาก็อาจจะไปลงทุนก็ได้ อันนี้เราไม่รู้ แต่อีกส่วนหนึ่งที่ผมพูดไปแล้วก็คือว่า การลงทุนภาครัฐ อาจจะเกิดขึ้นจากการทำระบบร่วมกับเอกชนก็ดี ผ่านรัฐวิสาหกิจก็ดี มันก็เลยไม่ได้ดู จริงๆ ผมก็แปลกใจว่า ตอนที่เขาทำกฎหมายวินัยการเงินการคลัง เขาอุตส่าห์ไปเขียนในมาตรา 20 ว่า การจัดงบประมาณต่อไปนี้ รายจ่ายลงทุนต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ซึ่งผมก็บอกว่าเอาละ เดี๋ยวคงจะเถียงกันเหมือนกันว่าจะนับกันอย่างไร (ที่ถือเป็นรายจ่ายในการลงทุน) ใช่”

แต่เห็นเอกสารงบประมาณของรัฐบาลนี้เอง บอกว่างบในการลงทุน มัน 17.1% เท่านั้นเอง ไม่ถึง 20% ตามพระราชบัญญัติที่คุณอภิสิทธิ์พูด
“ผมก็ไม่รู้นะ เพราะว่าในกฎหมายนี้เขาบอก ถ้าไม่ถึงร้อยละ 20 รัฐบาลต้องชี้แจงต่อรัฐสภาว่าเหตุผลใดถึงทำไม่ได้ แต่ผมก็ไม่รู้ว่า สีอื่นๆ อาจจะสีเขียว รายจ่ายอื่นๆ ใช่มั้ย ผมไม่รู้ในนั้นเขาอาจจะบอกว่า ในสีเขียวนี้มีบางส่วนที่เป็นงบลงทุนหรือเปล่า อันนี้คือสิ่งที่บอกว่า ถ้ามีตัวแทนของประชาชนก็ต้องไปซักกันตรงนี้แหละครับว่า ตกลงทำตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังที่บอกให้จัดร้อยละ 20 หรือยัง ผมเข้าใจว่าเวลาเขาแบ่งแบบอื่น บางทีเขาบอกมันเกินไม่ใช่เหรอครับร้อยละ 20”

ถ้ามาดูกราฟ จะเห็นได้ว่ารายจ่ายประจำ คือเงินเดือน ลูกจ้าง สูงโด่ แต่เงินทั้งหมด 3 ล้านล้าน เราเอาไปใช้จ่ายเพื่อการลงทุน เป็นเพียงเส้นแบนๆ บางช่วงก็ต่ำกว่า 20 บางช่วงก็ 20
“มันก็จะเกิดความสับสน ผมถึงมีความรู้สึกว่าขณะนี้การนำเสนอเรื่องของงบประมาณ คงต้องปรับเปลี่ยนให้มันสามารถวิเคราะห์ได้ง่าย ต่อผลที่จะเกิดขึ้นจริง หลายตารางที่อยู่ในเอกสารประกอบงบประมาณ คนข้างนอกอ่านงงแน่ คนที่คุ้นแล้วยังงงเลยครับ เพราะอย่างที่อาจารย์ชี้ให้เห็น แค่ 2 ตัวเลขเมื่อกี้ คนก็จะงงแล้ว ตกลงงบลงทุนมันเกินหรือไม่เกินร้อยละ 20
แต่อยากจะพูดอย่างนี้ เพราะว่าเมื่อกี้อาจารย์กำลังจะพูดถึงงบผูกพันด้วย ก็คือว่า ต้องยอมรับว่า โดยโครงสร้างงบประมาณ ผมใช้คำว่าปัจจุบันแรงเฉื่อยสูงมาก คำว่าแรงเฉื่อยสูงมากก็คือว่า ก่อนที่จะมาพูดว่า จะจัดงบให้ใครอย่างไรนั้น มันมีภาคบังคับ ที่ทำให้ขยับไม่ออก 1. ก็คืองบที่เป็นงบบุคลากร กับรายจ่ายประจำ ซึ่งถ้าไม่มีการทำนโยบายที่เกี่ยวข้องกับกำลังคนภาครัฐ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม ตัวนี้หนีไม่ออก เพราะฉะนั้นงบที่เป็นเงินเดือน งบที่เป็นรายจ่ายประจำ มันก็จะกินเข้าไป เกือบร้อยละ 80 แล้ว

อันที่ 2 ก็คือหนี้ อันนี้ก็เกิดขึ้นจากการกระทำในอดีต เป็นหนี้อยู่ หนี้ก็ต้องคืน ไม่คืนไม่ได้ อันนี้ก็บวกเข้าไปอีก อาจจะร้อยละ 5 เท่าไหร่ขึ้นไป

อันที่ 3 โครงการของรัฐบาลหลายโครงการ มันไม่ได้เสร็จในปีเดียว เพราะฉะนั้นเวลาเขาเสนอ เขาก็บอกว่าปีนี้ขอเท่านี้ แต่ขอผูกพัน ปีหน้า พอเราจัดงบปีหน้า นอกจากเงินเดือน งบดำเนินการที่เป็นงบประจำ บวกกับหนี้ที่ต้องใช้แล้ว ที่ผูกพันมา ถ้าจะไม่อนุมัติก็แปลว่าโครงการเก่าไม่เสร็จ หรือชะงักลงไป”

คุณอภิสิทธิ์พูดอย่างนี้ ทำให้นึกถึงเรือดำน้ำ ปีแรกจ่ายไม่เท่าไหร่ แต่ต้องจ่ายถัดต่อไปๆ อีก อันนี้ใช่หรือไม่เป็นเรื่องการผูกพัน
“ใช่ครับ หรืออาจจะเป็นการสร้างถนนหนทางซึ่งแบ่งช่วง แบ่งระยะ ตามโครงการต่างๆ การจ่ายเงิน มันอาจจะไม่ได้อยู่ในปีเดียว เพราะฉะนั้นตัวกติกาเกี่ยวกับการทำงบผูกพันก็ต้องมี”

เขาจะต้องวิเคราะห์กัน รูปนี้กระทรวงการคลัง เขาก็เสนอสภาเอง แต่ไม่ได้ยินคนวิเคราะห์ประเด็นนี้ นี่เป็นงบผูกพันเก่าเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และปีที่แล้วก็มีงบผูกพันสีเขียว ตกลงมันก็กลายเป็นทั้งสีเขียวและสีเหลืองบวกกัน ปีนี้งบประมาณปี 62 ที่อนุมัติกันไป ไปผูกพันต่อ 63 – 64 ต่อไปอีก รวมแล้วเป็นสีน้ำตาลบวกเข้าไปด้วย
“เพราะฉะนั้นสมมตินี่ปี 63 คือปีหน้า อย่างน้อยเงิน 2 แสน 8 หมื่นกว่าล้านเป็นสิ่งที่ ก็คงจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ยาก”

ก็เพราะว่าไปตัดสินใจไว้แล้วตั้งแต่ปีก่อน ก็เลยต้องไปใช้ต่อ
“ผมถึงบอกว่า ขณะนี้คำว่าแรงเฉื่อยก็คือ การจะทำงบประมาณอะไรที่เป็นเรื่องใหม่เพิ่มเติมขึ้นมา คิดเป็นสัดส่วนแล้วจะค่อนข้างน้อย ถ้าเราไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบางสิ่งบางอย่างเดียวกับตัวนี้”

ต้องปรับวิธีงบประมาณแผ่นดินใหม่หรือไม่ ดูวัตถุประสงค์ว่าเมื่อรัฐเป็น Sector ที่ใหญ่มากๆ มีอำนาจในการรีดเงินคนมา
“ผมเลยอยากจะเห็นการนำเสนอเรื่องของงบประมาณเป็นเรื่องของ บทบาทภาครัฐในระบบเศรษฐกิจ เริ่มตั้งแต่การลงทุนภาครัฐ แบ่งเป็นในส่วนรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ ร่วมกับเอกชนเท่าไหร่ อย่างไร เงินที่จะได้มา อย่างที่อาจารย์พูด ต้องมีความชัดเจนมากขึ้นว่า จะทำอย่างไรให้มีการเก็บภาษีอากรเพียงพอและเป็นธรรม การควบคุมทิศทางของการใช้จ่ายในอนาคต จะต้องเป็นอย่างไร ซึ่งอันนี้ก็เป็นหน้าที่ของคนที่มีหน้าที่ตรวจสอบแทนประชาชน นึ่ขนาดเราคุยกันยังไม่ทันลงตัวเนื้อเลย เราใช้เวลาไปเท่าไหร่แล้ว”

ซึ่งในสภาควรต้องใช้เวลามากกว่านี้ใช่มั้ย
“ครับ นี่ยังไม่ทันเปิดดูรายละเอียดของโครงการที่เขาเสนอมาเลย”

อีกอันที่น่าสนใจ ตารางนี้พูดถึงความช่วยเหลือจากต่างประเทศ
“อันนี้เป็นอันนึงที่ไม่ได้เก็บจากประชาชน”

มีญี่ปุ่น กับสหรัฐอเมริกา 2 กลุ่มนี้มากกว่าเพื่อน ตัวเลขเงินที่ช่วยเหลือมันบอกบางอย่าง ก็คือเงินที่ช่วยเหลือนี้มันลดฮวบเลย มันบอกอะไรหรือไม่ ตั้งแต่เราทำรัฐประหาร มันบอกความพอใจ ไม่พอใจอะไรหรือไม่
“อันนี้มันน่าจะเป็นอัตโนมัติมังครับ ของสหรัฐอเมริกา คือเป็นวิธีปฏิบัติถึงขั้นเป็นกฎหมายหรือเปล่าผมไม่แน่ใจว่า ทันทีที่มีการรัฐประหาร โครงการความช่วยเหลือหลายอย่างก็จะถูกระงับจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง”

ถ้าประชาธิปัตย์ได้เข้าไปดูแลประเทศ เรื่องคลัง เรื่องรายรับ รายจ่าย คุณอภิสิทธิ์จะต้องปรับรื้อโครงสร้างวิธีการทางงบประมาณใหม่หรือไม่
“หลายสิ่งที่ได้พูดไปวันนี้ ก็คือเป็นฐานที่เรากำลังใช้ในการจัดทำนโยบาย เพื่อที่จะ เนื่องจากผมก็ประกาศนโยบายเศรษฐกิจไปแล้วว่า ต่อไปนี้ผมจะไม่ใช้ตัวชี้วัดที่มักจะใช้กันอยู่แบบเดิมๆ GDP อย่างเดียวแล้ว แต่จะดูลึกลงไปถึงว่าผลกระทบต่อคนที่ยากจนที่สุดเป็นอย่างไร คุณภาพชีวิต อะไรต่างๆ ดังนั้นวิธีการในการนำเสนอ และจัดงบประมาณ ก็คงจะต้องมีการปรับเปลี่ยนตามนี้

รวมไปจนถึงประเด็นที่เราบอกว่า เป็นความท้าทายของยุคใหม่ในส่วนต่างๆ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีรายได้ของรัฐที่จะเข้ามา ก็คงจะต้องมีการมาทบทวน แล้วก็รื้อกันพอสมควร”

จะหวังได้มากน้อยแค่ไหน เพราะตั้งแต่ปี 2543 ผม (อ.เจิมศักดิ์) ได้เข้าไปเป็น สว. ปีแรกอภิปรายเรื่องพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย แล้วเอาเปรียบเทียบ ตัวคนเดียวใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึง เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างมีปัญหามาตั้งแต่โบราณ และเดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น และตั้งแต่ปี 43 จนถึงปัจจุบันก็ยังเหมือนเดิม
“จริงๆ จะบอกว่าเหมือนเดิมเกือบทั้งหมดคงไม่ใช่นะครับ ผมก็เห็นความพยายามของหน่วยงานที่เขาจะนำเสนอ หรือพยายามสรุปตัวเลขเพื่อสะดวกแก่การวิเคราะห์ แต่มันยังไปไม่สุด ยังทำไม่พอ แล้วก็มีกติกาบางอย่าง”

ถ้าหวังให้หน่วยงานเป็นคนทำได้หรือไม่
“ไม่ครับ ต้องเป็นนโยบาย ก็อย่างที่ผมยกตัวอย่างว่ารัฐบาลผมนี้มีการออกมติเลยบอกว่าถ้าเกิดมีการไปใช้โครงการผ่านหน่วยงานอื่นที่ไม่ได้ใช้งบประมาณในวันนี้ แต่ขาดทุนแล้วต้องไปชดเชย ต้องมีวินัยเลยว่าปีต่อไปต้องจัด”

อยู่ที่โจทย์ด้วยหรือเปล่า ถ้าเป็นสรรพากร หรือหน่วยงานที่จัดเก็บรายได้ของรัฐ แน่นอนภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บง่ายที่สุด แต่การเก็บภาษีจากรายได้มันต้องไปไล่ตามมากกว่า ดังนั้นเก็บ VAT
“อันนี้ก็ถึงเป็นเหตุผลว่าตัวฝ่ายนโยบายเอง ก็ต้องพร้อมที่จะพิจารณาว่าตกลงความเหมาะสมเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งซึ่งผมว่าทุกคนก็สัมผัสอยู่ก็คือว่า เวลาไปตั้งเป้าว่ารายได้จะเป็นเท่านี้ ตามพรบ.งบประมาณนี้นะครับ ซึ่งปกติจะมีการอภิปรายนะ ตั้งแต่ก่อนไปถึงรายจ่ายเลยว่า ตั้งไว้นี้สมเหตุสมผลมั้ย เพราะว่าถ้าไม่สมเหตุสมผล ไม่เป็นจริง เราก็รู้ว่าพอถึงเวลากลางปีงบประมาณ พอสรรพากรบอก เอ๊ะ มันไม่เข้าเป้า คนที่สัมผัสอยู่ตลอดก็คือผู้ประกอบการ สรรพากรก็มาบอก ต้องมาทำให้ได้เข้าเป้าตรงนั้นตรงนี้”
- พัก –

รัฐบาลนี้ดำริที่จะมีกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย Thailand Future Fund ขณะเดียวกันคิดว่าพนักงานรัฐวิสาหกิจก็ตื่นเต้นเหมือนกัน โดยเฉพาะการทางพิเศษฯ ตื่นเต้นคนละเหตุผล ผม (อ.เจิมศักดิ์) ตื่นเต้นที่เขาบอกว่า ถ้าจะเอาเงินไปใส่ในกองทุนนี้ อาจจะได้เงินตอบแทน 7% ตอนนี้ไปลงทุนที่ไหน 2 – 3 % แล้วเป็นโครงการกองทุนของรัฐ ที่มาทำโครงสร้างพื้นฐาน แต่พอไปฟังสหภาพรัฐวิสาหกิจ การทางพิเศษ เขาบอกว่า ทางด่วนทั้งหลายที่ร่วมกับเอกชน พอเอกชนหมดแล้ว ต่อไปนี้เงินเข้ารัฐอย่างเดียว แล้วทางด่วนไม่มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ เพราะสร้างเสร็จเรียบร้อย แล้วสัมปทานกับเอกชนก็ไปหมดแล้วที่เหลือเงินเข้ารัฐหมด แต่ดันจะไปแบ่งเอารายได้ส่วนนี้ 45% เอามาใส่กองทุน ร่วมกับเชิญชวนประชาชนเอาเงินไปใส่ในกองทุน แล้วมาแบ่งให้ 7% เขาบอกว่าแบบนี้เรากำลังจะไปเอื้อนักลงทุนรายใหญ่โดยเฉพาะธนาคารหรือเปล่า เพราะนักลงทุนรายใหญ่จะมีโอกาสเอาเงินไปซื้อใน Thailand Future Fund มาก คุณอภิสิทธิ์ว่าอย่างไร

“เมื่อกี้อาจารย์พูด ผมว่าคนฟังคง โอ้โห ประเด็นเยอะแยะไปหมด ตั้งหลักนิดนึงนะครับ ก็คือว่า เมื่อกี้เราคุยกันตอนต้น เราก็บอกว่าการลงทุนในกิจการสาธารณะ มันก็คงไม่ใช่เหมือนเมื่อก่อนที่รัฐบาลต้องบอกว่า โครงการแสนล้านก็ไปหางบประมาณ เก็บภาษีมาแล้วก็เอาเงินแสนล้านไปลง อันนี้ก็เป็นรูปธรรมของการที่บอกว่า เดี๋ยวนี้คงไม่ได้ใช้วิธีแบบนี้ จริงๆ มันก็มีเรื่องแบบนี้มานานแล้ว เช่นการให้สัมปทาน การไปร่วมทุนกับเอกชน หรืออะไรก็ตาม

ประเด็นก็คงจะเป็นที่ว่า การจัดตั้งกองทุนนี้รัฐบาลกำลังจะบอกทำนองว่า เรื่องของการก่อสร้างทางด่วน หรือผมไม่รู้กองทุนจะรวมถึงการบริหารของที่จะได้คืนมา หรือของเก่าแค่ไหนอย่างไร จะไม่เกี่ยวข้องกับภาษีอากร จะให้มีการไปแยกบริหารดูแลจัดการ ซึ่งถามว่าแล้วเงินจะมาจากไหน เงินก็ต้องมาจากตัวการทางพิเศษ การทางพิเศษเอาเงินมาจากไหน การทางพิเศษก็เอาเงินมาจากค่าผ่านทาง เก็บจากประชาชน

เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็กำลังจะบอกว่าต่อไปนี้ คนที่ใช้ทางด่วน จะต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายของทางด่วนทั้งหมด ซึ่งโอเค ผิวเผินก็อาจจะถกเถียงกันได้ เพราะว่าบางคนก็บอก ก็ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะทางพิเศษมันเป็นทางพิเศษ คนที่อยากจะไปไหนรวดเร็วกว่าก็ต้องยอมจ่าย แต่บางคนก็อาจจะบอกว่า สภาพความเป็นจริงของจราจรไทย บางคนบอกทางพิเศษมันแทบจะเป็น (ที่จอดรถ) มันจำเป็น แล้วมองอีกมุมหนึ่งก็คือเวลาคนขึ้นทางด่วนไปเยอะๆ มันก็ช่วยคนที่ไม่ได้ใช้ทางด่วน ตรงนั้นก็พักไว้ก่อน

ปัญหามันอยู่ตรงที่อาจารย์มาตื่นเต้นนี่แหละ คือ 7% เพราะว่าปัจจุบันเราก็รู้ เดินเข้าธนาคารอาจารย์ไปดูสิ ฝากบัญชีต่างๆ เกิน 1% ก็หรูแล้ว แม้กระทั่งเวลามีกองทุนอะไรต่างๆ เข้ามา ที่จะบอกให้ 7% นี่ โอ้โห หายากมาก คำถามที่ทางสหภาพเขาตั้งขึ้นก็คือว่า โอ้โห แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปคืน แล้วก็อย่างที่บอกก็คือว่า บรรทัดสุดท้าย ถ้าคนที่ไปคืนคือคนที่จ่ายค่าผ่านทาง พูดง่ายๆ เหมือนกับกู้เงินแล้วเสียดอกเบี้ย 7% นี้ มันเหมาะสมมั้ย มันจะกลายเป็นปัญหามั้ย”

เขาจึงตั้งคำถามว่า รัฐไปกู้เงิน หรือไปค้ำประกันเงินกู้การทางฯ ไม่ดีกว่าเหรอ
“ซึ่งถ้าเป็นการที่รัฐกู้ หรือค้ำประกัน ก็รับรองได้ว่า ดอกเบี้ยก็คงจะลดลงมาเยอะมาก”

เหลือ 2% 3%
“ใช่ครับ ก็ตั้งคำถามต่อไปว่า ทำไมรัฐไม่ทำอย่างนั้น คำตอบง่ายๆ ก็คือว่า รัฐไม่ต้องการนับหนี้ตัวนี้เป็นหนี้สาธารณะ”

ไม่เอาไปรวมเป็นหนี้สาธารณะ
“เพราะกลัวเดี๋ยวอาจารย์ก็จะมาเอาแผนภูมิให้ดูว่าหนี้สาธารณะกำลังเพิ่มขึ้น แต่ประเด็นที่เราต้องมาตั้งคำถามกันก็คือว่า จริงมั้ยว่าหนี้นี้จะไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับสาธารณะ เพราะว่าถ้าการคำนวณตรงนี้ 7% ซึ่งดูแล้วมันเป็นการกู้ในอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูงที่จะมาทำกิจการแบบนี้ วันข้างหน้าถ้ามีการจะต้องขึ้นค่าผ่านทางเพื่อให้หาเงินมาได้ แล้วมันเป็นการขึ้นค่าผ่านทางที่โหด รัฐบาลจะแทรกแซงมั้ย ถ้ารัฐบาลแทรกแซง รัฐบาลก็ต้องเอาเงินไปชดเชย เพียงแต่ว่าตอนนั้นอย่างที่บอก ค่อยมาเป็นงบประมาณ แต่เหมือนกับถูกมัดมือชกไปแล้ว

เพราะฉะนั้นถ้าการทำอันนี้เป็นความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้สาธารณะ แต่กลับไปเพิ่มภาระ ต้องคิดให้ดีนะครับว่า ตกลงมันเป็นจริงมั้ย ที่ไม่เป็นหนี้สาธารณะในที่สุด และมันสมเหตุสมผลมั้ย และจะส่งผลกระทบต่อทั้งฐานะของการทางพิเศษฯ และส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้ทางด่วน หรือทางพิเศษนี้อย่างไร

ทีนี้ประเด็นที่อาจารย์พูดมาอีกประเด็นนึงก็น่าสนใจ ถ้าบอกว่าทำกองทุนตัวนี้แล้วมีค่าตอบแทนร้อยละ 7 เพื่อมาช่วยคนที่มีเงินออม เนื่องจากปัจจุบันคนออมเงินไม่มีทางเลือก ก็ต้องไปดูว่าการจัดสรรกองทุนตัวนี้จะทำด้วยวิธีไหน สิ่งที่มีการตั้งข้อสังเกตขึ้นมาก็คือว่า ถ้าจัดสรรในลักษณะที่ในที่สุดคนที่มาถือกองทุนตัวนี้ไม่ใช่ประชาชนรายย่อย แต่อาจจะกลายเป็นสถาบันการเงิน มันก็กลายเป็นว่าไปช่วยสถาบันการเงิน ไม่ได้ช่วยประชาชน การจัดสรรตัวนี้ก็ต้องไปดูกติกาว่า เขาจะทำอย่างไรให้มันเป็นเรื่องที่ประชาชนธรรมดานี้ สามารถเข้ามาถือกองทุนตัวนี้เพื่อจะมีค่าตอบแทนที่สูงได้จริง”

จะเหมือนกับ ปตท. ขายหุ้นหรือไม่ ภายในไม่ถึง 1 นาที หุ้นทั้งหลายหมดแล้ว และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า หุ้น ปตท. ไปตกอยู่ในมือของรายใหญ่ๆ
“มันอยู่ที่กติกาการจัดสรรตอนนั้น อย่างเช่นในรัฐบาลผม ตอนที่จัดสรรเรื่องพันธบัตร ที่มาทำเรื่องไทยเข้มแข็ง เรื่องอะไรนั้น เราค่อนข้างที่จะกำหนดหลักเกณฑ์เข้มงวดไว้เหมือนกันว่า รายหนึ่งจะซื้อได้เท่าไหร่ อะไรอย่างไร เพื่อต้องการที่จะให้มันกระจายให้มากที่สุด แต่ขณะนี้เรายังไม่ทราบรายละเอียดของตัวกองทุนนี้ว่าเขาจะจัดสรรกันอย่างไร แต่ว่าถ้าไปจัดสรร ไปอยู่กับสถาบันการเงิน เพื่อให้สถาบันการเงินมีผลตอบแทนร้อยละ 7 แล้วมาทำให้คนที่ใช้ทางด่วนต้องเสียค่าผ่านทางสูง การทางพิเศษฯ ต้องเอาเงินต่างๆ มาตรงนี้ ผมว่าไม่น่าจะเหมาะสมหรอกครับ”

ถ้ามองในมุมของการพยายามจะเปลี่ยนจากรัฐวิสาหกิจให้มาเป็นวิสาหกิจเอกชนมากขึ้น โดยการที่แทนที่รัฐจะกู้เงินแล้วเป็นเจ้าของหุ้นเอง เอากองทุน แล้วเอาเอกชนเข้าไปถือหุ้นด้วย แล้วค่อยๆ ละลายรัฐวิสาหกิจ หรือแปรรูป หรือลดความสำคัญของรัฐวิสาหกิจลง มองในแง่นี้ได้หรือไม่

“คือมันต้องขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังมองว่ากิจการที่ทำนี้ มันทำแบบเอกชนได้มั้ยล่ะ คือถ้ามันเป็นกิจการที่โดยลำพังเอกชนเขาสามารถที่จะลงทุนเอง อะไรเอง แล้วก็มีค่าตอบแทน แล้วก็มันสามารถอยู่ได้ ก็คงไม่เป็นไรถ้าจะคิดอย่างอาจารย์ แต่ถ้ามองว่ากิจการแบบนี้มันยังมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะ แล้วประชาชนจะต้องเป็นผู้แบกรับภาระที่มันสมเหตุสมผลกับการที่จะต้องใช้บริการเหล่านี้ มันไปทำในรูปแบบของเอกชนเต็มรูปแบบ ที่บอกจะไปละลายตรงนั้นไม่ได้

กับประการที่ 2 โครงการที่จะทำต่อไป อย่าลืมว่าก็ต้องมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐ คำว่าใช้อำนาจรัฐก็อย่างน้อยที่สุดก็เรื่องการจัดการเรื่องที่ดิน เพราะฉะนั้นก็ต้องดูว่ามันมีข้อจำกัดว่า เมื่อใช้อำนาจรัฐเข้าไปตรงนี้ กิจการที่ทำมันก็ต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการที่ไปใช้อำนาจรัฐบังคับเอาที่ดินของประชาชนมา ซึ่งมันจะต่างจากถ้าเอกชนทำเอง เอกชนทำเองก็ต้องเวนคืนไม่ได้ ก็ต้องไปเจรจาขอซื้อ หรือขอเช่า หรือขอใช้สิทธิ์บนที่ดิน”

สิ่งที่คุณกรณ์ จาติกวนิช เรื่องของ ปตท. ในเฟซบุ๊ก มันคล้ายกันมากกับที่คุณอภิสิทธิ์พูด ก็คือรัฐวิสาหกิจ และมันควรจะเป็นรัฐวิสาหกิจ เพราะว่าใช้อำนาจรัฐในการดำเนินการ และคุณกรณ์เป็นห่วงว่า ถ้ารัฐวิสาหกิจอย่าง ปตท. ไปถือหุ้นโรงไฟฟ้า Glow ซึ่งไปใช้แก๊ซจาก ปตท. ที่ผูกขาดการขาย ขณะเดียวกัน ปตท. จะไปขายกาแฟ ตั้งโรงแรม มันควร หรือไม่ควรอย่างไร คุณอภิสิทธิ์คิดอย่างไร

“เอาหลักๆ ก่อนนะครับ การผูกขาดจะโดยรัฐ หรือเอกชน เป็นสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยง การผูกขาดนี้ก็มีตั้งแต่การที่ได้สิทธิ์โดยมีอำนาจรัฐก็ได้ หรือการที่ไปยึดกุมสินทรัพย์บางอย่างซึ่งเป็นการผูกขาดโดยธรรมชาติโดยเฉพาะระบบเครือข่าย ท่ออะไรต่างๆ เหล่านี้ การไปใช้อำนาจที่มีความได้เปรียบตรงนั้น กระทบต่อผู้บริโภค ซึ่งอาจจะเป็นตั้งแต่ประชาชนไปจนถึงผู้ประกอบการรายอื่นๆ ในธุรกิจนั้นๆ เป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา

ดังนั้นนโยบายของรัฐวิสาหกิจต้องตระหนักถึงตรงนี้ เพราะว่าในอดีตที่ผ่านมา รัฐวิสาหกิจจะได้รับทั้งสิทธิประโยชน์พิเศษ ทั้งข้อยกเว้นจากการถูกตรวจสอบแบบเดียวกับเอกชนในเรื่องของการใช้อำนาจเหนือตลาด เราเข้าใจได้ว่า มันเป็นไปไม่ได้หรอกในบางเรื่อง เช่น สายส่ง เครือข่าย ท่อ ที่ไปบอกว่า ให้ทุกคนมาลงทุนแข่งขันกัน มันก็สิ้นเปลือง แต่เมื่อมีเป็นเจ้าของตรงนั้นแล้ว ต้องไม่ใช้ความเป็นเจ้าของผูกขาดตรงนั้นเอารัดเอาเปรียบผู้ประกอบการ ทั้งหัวทั้งท้าย”

หมายความว่าพอผูกขาดตรงนี้ก็เลยต่อเนื่องไปหากิจการอื่นๆ ที่ทำธุรกิจแข่งกับเอกชนรายอื่น
“เพราะฉะนั้น รัฐวิสาหกิจบังเอิญอย่าง ปตท. นี้ เขาเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่แล้ว ก็มีประเด็นเพิ่มขึ้นมาอีก 2 ประเด็น ประเด็นที่ 1 ก็คือว่า เมื่อก่อนถ้าบอกรัฐวิสาหกิจกำไรมากๆ ก็ดีสิ ส่งเงินให้รัฐ ปัจจุบันทำกำไรมากๆ กำไรเพิ่มมาบาทนึง เข้ารัฐประมาณ 50 สตางค์ อีก 50 สตางค์ก็ต้องไปให้กับเจ้าของอื่นเขา เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นประเด็นนึงที่ต้องระมัดระวัง

อันที่ 2 ก็คือว่า พอเป็นบริษัทแล้ว ผมก็เห็นใจผู้บริหารองค์กร คือโจทย์ของเขาก็คือ เขาก็ต้องทำธุรกิจเขาให้มีกำไร แต่มันเป็นหน้าที่ของรัฐบาลกับผู้กำกับนโยบาย ที่จะต้องดูว่าเขาไม่เอาอำนาจเหล่านั้นไปใช้ในทางที่ผมบอกแล้วคือไปใช้อำนาจเหนือตลาด แล้วทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในเชิงการแข่งขัน

เราคงไม่มีเวลาที่จะมาคุยเรื่อง Glow เรื่องกาแฟ เรื่องโรงแรม แต่ผมก็บอกได้ว่าในสมัยผม มีข้อเสนอ มีความพยายามที่จะเข้าไปซื้อ Big C (หมายถึง?) ปตท. แล้วผมเป็นคนบอกว่าไม่เห็นสมควรอนุมัติ เพราะผมไม่เห็นว่ารัฐวิสาหกิจซึ่งก่อตั้งขึ้นมา มาดูแลเรื่องพลังงาน ความมั่นคงด้านพลังงาน จะมาทำธุรกิจค้าปลีก ไม่ใช่จุดที่จะไปสู่ตรงนั้น แล้วก็ที่สำคัญก็คือว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับหลังมั๊งครับ มีปรัชญาชัดเจนว่าการที่รัฐจะเข้าไปทำกิจการอะไรซึ่งมีลักษณะการแข่งขันกับเอกชน ไม่ใช่ทำไม่ได้นะครับ ทำได้แต่ต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนว่า เป็นเพราะประโยชน์สาธารณะในเรื่องใดอย่างไร เพราะบางกิจการเราให้เอกชนทำโดยลำพังมันไม่ได้ มันมีบริการทางสังคม มันมีปัญหาว่า จะต้องคุ้มครองดูแลมาตรฐานอะไรบางอย่าง แต่ถ้าบอกว่าโรงแรม ค้าปลีก เครื่องดื่ม ตรงนี้ต้องตอบคำถามให้ได้นะครับ”

อะไรคือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ห้าม หรือไม่ให้รัฐเข้าไปแข่งขันกับเอกชน
“เพราะว่าเราต้องการสนับสนุนเสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน แล้วก็เราก็อิงอยู่กับปรัชญาของระบบเศรษฐกิจที่อิงกับตลาด ตลาดไม่ได้สมบูรณ์หรอก เราถึงเปิดโอกาสให้มีการแทรกแซงตลาดได้ แต่ว่ารูปแบบของการแทรกแซงตลาดที่รัฐเข้าไปประกอบการเสียเอง เป็นรูปแบบที่ค่อนข้างอันตราย”





บทความอื่นๆ