บทความ

“อภิสิทธิ์” ขอให้คนไทยรักษาภาพลักษณ์ยิ้มแย้มแจ่มใส
05 ก.ย. 2561

“อภิสิทธิ์” ขอให้คนไทยรักษาภาพลักษณ์ยิ้มแย้มแจ่มใส


(5 กันยายน 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 กล่าวถึง การที่ประเทศไทยได้รางวัล Best People in the World จาก นิตยสาร Conde Nast Traveller ว่า อยากให้เป็นความภาคภูมิใจโดยเฉพาะในหัวข้อที่บอกว่าเป็นประชาชน เป็นคนที่น่ารักที่สุด และขอให้คนไทยได้รักษาภาพลักษณ์ที่ดีอันนี้ไว้ เพราะทุกประเทศก็จะมีทั้งข่าวดี ข่าวร้าย ที่เป็นภาพที่ปรากฎออกไป แต่รางวัลหรือการจัดอันดับนี้ก็ยืนยันอย่างหนึ่งว่าโดยพื้นฐาน ชาวโลกโดยทั่วๆ ไปเมื่อได้มีโอกาสสัมผัสกับคนไทยก็มีความรู้สึกว่าเราเป็นคนที่ต้อนรับขับสู้ แล้วก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ก็อยากให้รักษาสิ่งนี้ไว้ แล้วอย่าให้คนของเรากันเองมาทำลายชื่อเสียงดีๆ

คำต่อคำ

เราได้รางวัล Best People in the World จาก Conde Nast Traveller magazine
“อยากให้เป็นความภาคภูมิใจนะครับ โดยเฉพาะในหัวข้อที่บอกว่าเป็นประชาชน เป็นคนที่น่ารักที่สุด ก็ควรจะเป็นความภาคภูมิใจนะครับ แล้วก็ขอให้คนไทยได้รักษาภาพลักษณ์ที่ดีอันนี้ไว้ เพราะว่าแน่นอนในทุกประเทศมันก็จะมีทั้งข่าวดี ข่าวร้าย ที่เป็นภาพที่ปรากฎออกไป แต่ผมว่ารางวัลหรือการจัดอันดับนี้ก็ยืนยันอย่างหนึ่งว่าโดยพื้นฐาน ชาวโลกโดยทั่วๆ ไปเมื่อได้มีโอกาสสัมผัสกับคนไทยก็มีความรู้สึกว่าเราเป็นคนที่ต้อนรับขับสู้ แล้วก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ก็อยากให้รักษาสิ่งนี้ไว้ แล้วก็อย่าให้คนของเรากันเองมาทำลายชื่อเสียงดีๆ ครับ”

โดย Conde Nast Traveller magazine ซึ่งเป็น Up market ด้วย เป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูงอยู่แล้ว ที่เป็นคนโหวตให้กับประเทศไทย เป็นนิมิตรหมายที่ดีในเรื่องของการสร้างรายได้ที่จะเป็นเงินท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เป็นห่วงเหรอว่าพวกเรากันเองจะทำให้ชื่อเสียงเสียหายกันไป เพราะอยากจะหาเสียงทางโซเชียลมีเดียกันแล้วทางการเมืองไทย

“คงไม่ใช่หรอกครับ ก็คือเป็นสิ่งที่เราก็ต้องพึงระมัดระวัง เพราะว่ามันก็เหมือนสินค้าไทย หรือผลิตภัณฑ์ของไทย พอมีของดีๆ คนได้สัมผัสก็บางทีก็จะมีคนลอกเลียน ไปทำให้มันเสียชื่อเสียง ก็ต้องระมัดระวังครับ”

เรามีสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อ และจะนำเม็ดเงินด้านการท่องเที่ยวมามาก แต่มีบางส่วนอย่างกรณีของเกาะเต่า หรือหลายพื้นที่ที่เคยมีประเด็น สำหรับประเด็นเหล่านี้ควรทำอย่างไรดี
“สิ่งเหล่านี้ก็ต้องทำให้เกิดความโปร่งใส สร้างความมั่นใจว่าเวลามีข้อกล่าวหา หรือมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ของเราสามารถที่จะสอบสวน หรือค้นหาข้อเท็จจริง แล้วก็แสดงให้คนเกิดความมั่นใจว่าได้ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แล้วก็จะทำให้คนมีความยอมรับในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายของเรา บังเอิญกรณีของเกาะเต่านี้มันเคยเกิดกรณีอื่นมาก่อนแล้ว แล้วก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ มันก็เสมือนเป็นจุดอ่อนอยู่ เพราะว่ามันก็มีการวิพากษ์วิจารณ์มีการคาดการณ์ต่างๆ นานา ว่ามีกลุ่มอิทธิพลอะไรหรือไม่อย่างไร พอมาเกิดเรื่องรอบล่าสุดนี้ แน่นอนนะครับคนก็มุ่งไปทันทีว่า เอ๊ะ มันจะจริงหรือไม่ ทีนี้ทางเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำให้เห็นชัดเจนเท่าที่จะทำได้ มันก็ไม่มีอะไรที่จะ 100% ทั้งหมด แต่ว่าอะไรที่สามารถที่จะพิสูจน์ หรือแสดงออกมาได้ ผมว่ามันก็จะช่วยให้ผ่านเรื่องนี้ไปได้”

อนาคตทางการเมืองของบิ๊กตู่
“ก็ให้รอไม่ใช่เหรอครับ รอไปเถอะครับ เพราะว่าตัวท่านเองก็เหมือนกับบอกว่าจะบอกประมาณกลางเดือนนี้ สันนิษฐานว่าผูกอยู่กับเรื่องของการประกาศใช้กฎหมายเลือกตั้ง ก็อีกนิดเดียวครับ รอมาตั้งนานแล้ว อีกนิดเดียวก็รอฟังไปก็แล้วกัน”

คุณวิษณุชี้ช่องแล้วว่าสามารถ
“ตามกฎหมายมันก็ชัดอยู่แล้วนะครับว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น การลง ส.ส. นั้นมันลงไม่ได้ อันนี้คือสันนิษฐานว่าไม่ไปแก้รัฐธรรมนูญนะ คือการลง ส.ส. นี้มันลงไม่ได้นะครับ ส่วนช่องทางถ้าบอกว่าจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี มันก็มี 2 ช่องทาง ช่องทางหนึ่งก็คือถูกเสนอชื่ออยู่ในบัญชีของพรรคการเมือง อีกทางหนึ่งก็คือมีการไปลงมติอนุญาตให้นำเอาคนนอกบัญชีมาได้ ก็อาจจะมีคนเสนอนะครับ ส่วนที่อาจารย์วิษณุพูดว่าการจะไปเป็นหัวหน้าพรรค หรือดำรงตำแหน่งต่างๆ ในพรรคการเมืองก็ทำได้ ในทางกฎหมายนะครับ ตามลายลักษณ์อักษร แต่ว่าตามเจตนารมณ์ ความเหมาะสม ก็ต้องพิจารณา เพราะว่าอย่างที่ผมพูดมาตลอด ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล

ประเด็นอยู่ที่ว่าการตั้งหลักให้ประเทศเดินหน้าได้ในเรื่องของระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น ความเชื่อถือนี้ มันต้องเริ่มจากเรื่องของการเลือกตั้งที่คนมองว่าเป็นธรรม เสรี รัฐธรรมนูญเองความจริงไปเขียนบทบัญญัติเอาไว้ ผมก็เคยพูดหลายครั้งบนข้อสันนิษฐานว่า คสช. นี้ไม่มาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง เพราะว่าใครดำรงตำแหน่งอะไร ก็ไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งยกเว้นจะลาออกเสียตั้งแต่ตอนรัฐธรรมนูญบังคับใช้ใหม่ๆ

แล้วก็ที่ผมเคยยกตัวอย่างให้เห็นว่า ปกติถ้ามันเป็นรัฐบาลชุดอื่นๆ พอมันมีการเลือกตั้ง เขาก็จะจำกัดอำนาจของผู้ที่เป็นรัฐบาลในขณะนั้น แต่เขาบอกว่าบทบัญญัตินี้มันไม่ใช้กับคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ผมเข้าใจว่าคนเขียนเขาก็สันนิษฐานว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้มันจะไม่มาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นถ้าจะตัดสินใจบอกว่า เอาตามตัวอักษรก็แล้วกัน มาเป็นหัวหน้าพรรคก็ได้ เลขาธิการพรรคก็ได้ แล้วก็ยังถืออำนาจอยู่ แล้วก็ยังมีกรณีของมาตรา 44 ด้วย ก็ต้องพึงระมัดระวังว่าจะกระทบกระเทือน จะทำอย่างไรให้เกิดความมั่นใจในเรื่องของการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม เพราะถ้ามันไม่เริ่มต้นจากตรงนี้ เกิดปัญหาความไม่ยอมรับ เกิดอะไรขึ้นมาแล้ว เราก็ไม่สามารถที่จะเดินหน้าการเมืองได้อย่างที่เราต้องการ”

ในส่วนของการทำไพรมารี มีความชัดเจนขึ้นมากหรือไม่
“ไม่มีความชัดเจนขึ้นหรอกครับ เพราะว่ามันก็เป็นข่าวที่เราได้มาจากว่า มีการประชุมของ คสช. แต่ว่ามันจะชัดเจนก็ต่อเมื่อ มันมีการแก้กฎหมายที่เขียนอยู่ ซึ่งก็คงไม่เกิดขึ้นจนกว่ากฎหมายเลือกตั้งมีการประกาศใช้ เพราะดูเหมือน คสช. จะผูกทุกอย่างไว้กับการประกาศใช้กฎหมายการเลือกตั้ง”

มีเรื่องร้องเรียนการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งในพื้นที่อีสาน
“ครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมว่าก็สำคัญนะครับ คือบางทีเรามองเรื่องการเลือกตั้ง ก็คือบอกว่า ก็ช่วงที่ประกาศพระราชกฤษฎีกา แต่จริงๆ แล้วในภาวะปกติเช่นเดียวกัน ในอดีตที่ผ่านมา คือพอทราบว่าจะมีการเลือกตั้ง ระยะเวลาแม้แต่ก่อนที่จะมีการประกาศพระราชกฤษฎีกา มันก็มีเรื่องที่จะต้องตรวจสอบ กำกับดูแลกันได้ นอกจากนั้นการดำเนินการบางอย่าง เช่นสมมติว่าถ้าเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ไปทำอะไรที่มันไม่ถูกต้องตามกฎหมาย มันก็ต้องถูกตรวจสอบด้วย ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงของการเลือกตั้งหรือไม่ เพราะฉะนั้นกรณีที่บอกมีการร้องเรียนกันไปนี้ ก็คงเป็นหน้าที่ของ กกต. ในการที่จะไปดูข้อเท็จจริงต่อไป ขณะนี้ก็เท่าที่เห็นก็คือว่า ฝ่ายนึงก็กล่าวหาว่ามีการไปกระทำในลักษณะที่ ไปกวาดซื้อ หรือไปให้เงินเพื่อจะเอารายชื่อ เอาอะไรต่างๆ มา แต่ขณะเดียวกันก็มีการถูกพาดพิงแล้วก็บอกว่าจะฟ้องร้องกลับว่ามันไม่เป็นความจริง ถูกใส่ร้าย ก็คงต้องตรวจสอบกันไป”

เป็นหน้าที่ของ กกต. ที่จะต้องพิจารณา
“กกต. ก็ต้องพิจารณาเรื่องแบบนี้ละครับ เพราะว่าการกระทำ ถ้าเป็นจริงอย่างที่กล่าวหา มันก็คงจะผิดกฎหมายพรรคการเมืองด้วยละครับ”

แสดงว่าในพื้นที่แต่ละพื้นที่มีการเคลื่อนไหวใช่มั้ย
“(หัวเราะ) อันนี้ก็เป็นปัญหาอีกนั่นแหละครับ เพราะว่าสัปดาห์ก่อนก็ไล่ถามผมอยู่เรื่องสามมิตรอยู่ไม่ใช่เหรอว่าอย่างนี้เคลื่อนไหวมั้ย นี่คือปัญหานะครับ เพราะว่าอย่างที่ผมบอก โดยข้อเท็จจริงแล้วขณะนี้การที่บอกว่าจะไม่ปลดล็อค หรือจะยังไม่คลายล็อค หรืออะไรก็ตาม มันค่อนข้างฝืนความเป็นจริงของสภาพการเมือง แล้วก็จะเห็นว่าจริงๆ แล้วถ้าเกิดปล่อยให้มันมีการดำเนินการตามปกติของมัน ผมไม่ได้คิดว่ามันจะวุ่นวาย ผมก็ยังมองไม่เห็นว่าพรรคการเมืองไหน ที่อยากจะให้มันเกิดเรื่องวุ่นวาย เพราะทุกพรรคการเมืองก็รู้อยู่แล้วว่า ถ้ามันวุ่นวาย โอกาสที่จะต้องมีการเลื่อนการเลือกตั้งไปอีกก็มีสูง เพราะฉะนั้นผมมองไม่ค่อยออกว่า การประชุมพรรคได้ การไปทำกิจกรรมเพื่อเผยแพร่ความคิด นโยบาย สมาชิก อะไรต่างๆ มันจะสร้างปัญหาอย่างไร แต่ถ้ามันมี กฎหมายเยอะแยะไปหมดครับที่ คสช. มีอยู่ในมือ ในการที่จะจัดการให้มันเด็ดขาด

เพราะฉะนั้นผมว่าพอมาล็อคอยู่อย่างนี้ แล้วก็เกิดปัญหา แล้วมันก็มีแรงกดดันกับทุกพรรคการเมืองว่าจะดำเนินการตามเงื่อนไขของกฎหมายได้มากน้อยแค่ไหน ถ้ายังถูกจำกัดอยู่อย่างนี้ แล้วก็พรรค ทั้งพรรคใหม่ พรรคเก่า ก็มีมุมมองว่า เอ๊ะ มันเสียเปรียบ – ได้เปรียบ ซึ่งกันและกัน มันก็เป็นบรรยากาศที่จะนำมาสู่ปัญหาแบบนี้ ก็ร้องเรียนกันไป ร้องเรียนกันมา แล้วก็ไม่รู้ว่ามันเป็นการหลบเลี่ยงกฎหมายหรือเปล่า เพราะจะอ้างบอกว่ามันยังไม่ใช่ฤดูกาล หรือยังไม่ถึงเวลาของการหาเสียงเป็นต้น ขณะเดียวกันในอีกด้านหนึ่งก็ต้องมานั่งตีความกันว่าอะไรเป็นกิจกรรมทางการเมืองที่มันฝ่าฝืนคำสั่งของ คสช.”

ยังไม่นับรวมถึงเรื่องหาเสียงผ่านทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งยังไม่ได้กำหนดมาว่าครอบคลุมไปถึงส่วนไหนบ้าง คิดว่านักการเมืองหรือพรรคการเมืองจะปฏิบัติได้หรือไม่ ถ้าอนุญาตให้มีการหาเสียงทางโซเชียลมีเดีย
“ผมต้องบอกอย่างนี้ก่อนนะครับ เมื่อกี้เราพูดเรื่องการเลือกตั้งที่จะเป็นที่ยอมรับ คำว่าเป็นธรรม เมื่อกี้พูดไปแล้วส่วนหนึ่งนะ มันมีคำว่าเสรีด้วย ทีนี้คำว่าเสรีก็หมายความว่า ต้องระมัดระวังว่าอย่าให้การเลือกตั้งมันถูกจำกัดในเรื่องของการแสดงความคิดเห็น ถ้าเป็นการเลือกตั้งที่มันไม่มีการแสดงความคิดเห็นกันได้เลย แทนที่มันจะไปแข่งขันกันในเรื่องของความคิด มันก็จะไปแข่งขันกันเรื่องอื่นนั่นแหละ เดี๋ยวก็เรื่องซื้อเสียง ขายเสียงอะไรก็ว่ากันไป

แต่ว่าแน่นอน ถามว่าการแสดงความคิดเห็น แล้วก็การใช้สิทธิ เสรีภาพของบุคคล ไม่ว่าจะออนไลน์หรือไม่ มันก็มีความเป็นธรรมชาติว่าจะมีบางคนที่เอาความเท็จมาพูด ใส่ร้ายกันอะไร ซึ่งมันก็ล้วนแล้วแต่มีความผิดทางกฎหมายด้วยกันทั้งนั้น ก็คงต้องว่าไปตามนั้น แต่ว่าต้องอยู่กับโลกความเป็นจริง ผมก็ย้ำหลายครั้ง แล้วผมก็เข้าใจว่าที่มีความพยายามที่คิดว่าจะไปออกกฎ กติกา หรือกฎหมายที่จะไปควบคุมนั้น ในความเป็นจริงมันแทบจะเป็นไปไม่ได้ แล้วก็ทุกวันนี้ถามจริงๆ เถอะครับ เวลาคนส่งข้อมูล จริงหรือเท็จก็แล้วแต่ คลิปต่างๆ ตัดต่อหรือไม่ก็ตาม ส่งมาให้ทั้ง 2 ท่าน รู้มั้ยครับว่าต้นตออยู่ที่ไหน ผมก็ไม่เห็นเคยจับได้ซักครั้งเลยครับว่าต้นตออยู่ที่ไหน ก็มีแต่เพื่อนส่งมา เห็นอันนี้นะเป็นห่วงนะ ใช่หรือเปล่า ส่งกันไปส่งกันมา มันก็เป็นเรื่องที่สังคมก็ต้องปรับตัวเข้ากับสภาวะแวดล้อมในเรื่องของข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์ให้ได้

แน่นอนใครที่ทำอะไรที่มันเข้าข่ายผิดกฎหมาย จะเป็นกฎหมายหมิ่นประมาท จะเป็นกฎหมายว่าด้วยความผิดทางคอมพิวเตอร์ ก็ต้องว่ากันไป แต่ว่าปัญหาขณะนี้ก็คือกฎหมายว่าด้วยความผิดทางคอมพิวเตอร์สำหรับหลายๆ คน มันมีความคลุมเครือแล้วมันก็สุ่มเสี่ยงต่อการตีความให้ไปเล่นงานบางคนได้ เล่นบางคนไม่ได้ อะไรทำนองนี้ แต่ผมก็เคยเสนอไปแล้วนะครับว่า กกต. รีบเป็นธุระเสียในการจัดพื้นที่ เพื่อให้ใครที่ได้รับความเสียหายในเรื่องเหล่านี้ มีโอกาสได้ชี้แจงต่อสาธารณะ เป็นพื้นที่กลาง เป็นพื้นที่ที่จะสามารถทำให้ทั้งผู้สื่อข่าว ทั้งประชาชนทั่วไป เข้าไปตรวจสอบได้ แล้วก็พรรคการเมือง หรือผู้ที่มีส่วนได้เสียทางการเมืองสามารถไปใช้พื้นที่นี้ในการชี้แจงได้ ผมว่าอันนี้น่าจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด แล้วก็เริ่มดำเนินการเสียเลย”

มีลักษณะที่เป็นโซเชียลมีเดียกลาง ที่ใครก็สามารถมาแสดงตรงนี้ได้
“เป็นเวปไซต์ก็ได้ครับเพื่อใช้อ้างอิง เพราะว่าไม่งั้นแล้ว ผมก็พูดตรงๆ เวลาคนถูกพาดพิงเสียหาย จะชี้แจง ถามว่าชี้แจงให้ใครล่ะ คนที่จะมาสนใจก็พวกเดียวกันเองอยู่แล้ว คุณอยู่ในกลุ่มไลน์ผม ผมก็สันนิษฐานว่าโดยทั่วๆ ไปก็มีความใกล้ชิดกันอยู่แล้ว”

ส่วนตัวแล้วคุณอภิสิทธิ์เห็นด้วยกับการใช้โซเชียลมีเดียในการหาเสียง หรือในการทำแคมเปญการเลือกตั้งหรือไม่
“มันผิดธรรมชาติที่จะไม่ให้ทำครับ แล้วก็เราต้องนึกถึงคนรุ่นใหม่ที่สิ่งเหล่านี้มันคือแหล่งข้อมูลข่าวสารหลักของเขาอยู่แล้ว”

แต่ขณะเดียวกันสิ่งหนึ่งที่ยังเป็นปริศนาอยู่ ก็คือ Algorithm ซึ่งเราไม่ทราบเลยว่า ข้อมูลจะกระจายไปสู่กลุ่มเป้าหมายอย่างไร มันจะมีการ manipulate อย่างไร จะมีการควบคุมการใช้ Hate Speech ที่จะนำมาสู่ความรุนแรงได้อย่างไร
“ทีนี้ผมต้องเรียนอย่างนี้นะครับว่า หลักความจริงมันไม่ได้ต่างกันหรอก ข้อมูลที่มีลักษณะของการปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงนั้น จะพูดบนเวที หรือจะเขียนใส่เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ มันก็ต้องเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ยอมรับกันไม่ได้ ส่วนจะดำเนินการจับกุม หาตัวคนกระทำได้หรือไม่นั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่โดยหลักมันต้องเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว

ทีนี้ในส่วนอื่นๆ ที่เมื่อกี้ยกตัวอย่างว่า สมควรจะทำได้มากน้อยแค่ไหน อย่างที่ผมบอกก็คือว่า มันคงเป็นไปได้ยากที่จะไปห้าม แต่ว่าเราสามารถกำหนดกติกาเรื่องความโปร่งใสได้ ความจริงยกตัวอย่างขณะนี้ ก็มีแนวความคิดที่ผลักดันในต่างประเทศว่า ในกรณีที่เป็นโฆษณาทางการเมือง ไม่ได้เจาะจงเรื่องพรรคการเมือง หรือการหาเสียงนะครับ โฆษณาใดๆ ก็ตามที่มีสาระที่เกี่ยวข้องกับการเมือง จะต้องแสดงให้ชัดว่าเป็นโฆษณา เพราะฉะนั้นมันก็จะเหมือนกับที่ผ่านมาใช่มั้ย สมัยก่อน สมัยนี้ก็คงยังมี เวลาที่ไปใช้พื้นที่โฆษณาในหนังสือพิมพ์ทำให้มันเหมือนข่าว ยังไงก็ต้องมีตัวหนังสือกำกับเอาไว้ใช่มั้ยว่าพื้นที่โฆษณา ให้รู้ว่าไอ้นี่ไม่ใช่ข่าว ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นธรรมดา แต่มีการซื้อสื่อ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง

อันที่ 2 ตรงนี้ก็จะมาเกี่ยวกับออนไลน์ แต่ว่ามันก็มีพฤติกรรมที่มันเกิดขึ้นในเรื่องอื่นๆ มาแล้ว ก็คือกรณีของคนที่มีอิทธิพล ภาษาอังกฤษก็บอก Influencer คนที่มีคนติดตามเยอะๆ อะไรต่างๆ ถ้าเขาแสดงความคิดเห็นของเขาเองโดยสุจริตไม่เป็นไร ก็ทำไป เขาก็มีสิทธิ์ที่จะชอบ – ไม่ชอบ ... (ไฟดับ)”

… Influencer ก็คือผู้มีอิทธิพล เวลามีคนตาม มีคน Follow เยอะๆ เขามีสิทธิ์ที่จะชอบไม่ชอบใคร เมื่อสักครู่สายหลุดไป อธิบายต่อได้เลย
“ไฟดับเหรอครับ อย่างที่บอกนะครับ ว่าจะมีคนติดตามมากน้อยแค่ไหน เหมือนกับกรณี Magic Skin ใช่มั้ย ผ่านพ้นไปเรียบร้อยหรือยังไม่ทราบนะ แต่ก็คือว่า มันต้องชัดว่าถ้าเกิดคนเหล่านี้ ได้รับ สมมติว่าค่าตอบแทน เพื่อให้มาพูด จะเชียร์ หรือจะอะไรก็แล้วแต่ ก็ต้องมีความโปร่งใส แล้วก็เรื่องระบบค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับตรงนี้ทั้งหมด ก็ต้องเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายที่ต้องแสดงกับ กกต. ในการหาเสียงเลือกตั้ง

เพราะฉะนั้นผมว่าหลักที่มันดี แล้วจะเอามาใช้นั้น มันไม่ได้ต่างกันหรอกครับระหว่างออนไลน์ กับออฟไลน์ เพียงแต่ต้องปรับรูปแบบให้มันเข้ากับความเป็นจริง แล้วก็ดูให้มันสอดคล้องและปฏิบัติได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันไม่มีอะไร 100% หรอก”

ยังไม่นับรวมถึงความได้เปรียบ – เสียเปรียบในการเข้าถึงสื่อเหล่านี้ด้วย เพราะมีการสำรวจมาว่า คนที่อายุ 45 ปีลงไป ที่ยังเสพสื่อหลักอยู่ แม้เดี๋ยวนี้ผู้สูงอายุจะเข้าถึงโซเซียลมีเดียมากขึ้น แต่คนรุ่นใหม่จะเข้าถึงสื่อเหล่านี้ได้ดีกว่า
“มันก็ไม่แปลกหรอกครับ มันก็เหมือนเมื่อก่อนนี้ บางคนชอบดูทีวี บางคนชอบฟังวิทยุ บางคนอ่านใบปลิว บางคนชอบไปฟังปราศรัย มันเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร ก็ใช้รูปแบบที่มันหลากหลายกันไปบนความเสมอภาคกันเท่านั้นเอง”

คนรุ่นใหม่ ณ ตอนนี้มีการเจาะกลุ่มนี้มากขึ้น พรรคเพื่อไทยกำลังจะเปิดตัวแล้วก็บอกว่าเจาะกลุ่มนี้มากขึ้น และมี Candidate เป็นลูกเขยของคุณทักษิณ ซึ่งได้ปฏิเสธไปแล้ว ในส่วนของประชาธิปัตย์ มองกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง ทั้งในส่วนสมาชิกพรรค และฐานเสียง
“ผมว่าสิ่งสำคัญที่สุด ผมไม่ได้มองในมุมของฐานเสียง ไม่ได้มองในมุมของผู้สมัครหรืออะไรนะครับ ผมมองว่าเรามีคนรุ่นใหม่ที่เป็นประชากร อาจจะตีว่าตั้งแต่อายุ 10 กว่าๆ ขึ้นไป ไล่เรียงๆ ไป อาจจะจนถึง 35 ก็ได้นะครับ หรืออาจจะลดลงมาเป็น 30 – 25 ผมคิดว่าคนกลุ่มนี้เขามีมุมมอง มีความคาดหวังต่อชีวิต ต่อสังคม ซึ่งมีความแตกต่างจากคนรุ่นก่อนๆ เพราะฉะนั้นจะมีประเด็นใหม่ๆ ในชีวิตเขา หรือในมุมมองของเขาที่เขาคิดว่า การเมืองต้องตอบสนองเขาด้วย

เมื่อเป็นอย่างนี้ หน้าที่พรรคการเมืองก็คือว่า คุณมีคำตอบให้กับคนกลุ่มนี้หรือยัง สำคัญที่สุดจะเป็นเรื่องของแนวคิด นโยบาย ยกตัวอย่างเช่น เรื่องที่เขาจะให้ความสำคัญมาก ถ้าใช้คำรวมๆ ก็อาจจะเป็นเรื่อง เสรีภาพ มีตั้งแต่เรื่องการแสดงออก ที่ว่า เอ๊ะ ทำไมบ้านเรายังมีข้อจำกัดในการแสดงออกอยู่หลายเรื่อง อาจจะเป็นเสรีภาพบางอย่างเกี่ยวกับการใช้ชีวิตส่วนตัว เช่น บุคคลเพศเดียวกัน มีความประสงค์ที่จะสมรส แต่งงานกัน อาจจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ทำไมการทำธุรกิจออนไลน์ หรือการทำธุรกิจใหม่ๆ กลายเป็นว่าในบ้านเราบอกยังผิดกฎหมายอยู่

ในมุมของประชาธิปัตย์ เราต้องตอบโจทย์ตัวนี้ การตอบโจทย์ตัวนี้ก็คือต้องมีนโยบาย การจะหา ค้นหานโยบายที่สอดคล้องกับตรงนี้ ยังไงก็ต้องมีคนรุ่นใหม่มามีส่วนร่วม เพราะเขาจะมีความเข้าใจ แล้วก็มีอารมณ์ร่วมกับประเด็นเหล่านี้มากกว่า เพราะฉะนั้นผมว่าทุกพรรคการเมืองก็ต้องมีคำตอบตรงนี้ ประชาธิปัตย์ก็เตรียมตรงนี้ทั้งนโยบาย แล้วก็การชักชวนคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมทำงาน”

ทิ้งท้ายสัปดาห์นี้
“ผมมีนิดเดียว พอดีเมื่อวันจันทร์ได้พูดถึงเรื่องของงบประมาณที่ผ่านสภาไปแล้วสัปดาห์ที่แล้ว แล้วก็ไม่ค่อยได้มีการตรวจสอบกัน และผมก็พูดในภาพรวมเกี่ยวกับปัญหาการบริหารงบประมาณซึ่งความจริงในยุคนี้ รัฐธรรมนูญเน้นย้ำเรื่องวินัยการเงินการคลังค่อนข้างมาก และผมก็บอกว่ามีสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลนี้ได้ทำไป ซึ่งผมเห็นว่ามันขัดกับหลักวินัยการเงินการคลัง แล้วก็ไม่น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี แล้วก็ทำมาหลายปีแล้ว นั่นก็คือการไปรวบรวมเอางบประมาณที่หน่วยงานต่างๆ ใช้จ่ายไม่หมด มารวบ แล้วก็ไปจัดให้นายกรัฐมนตรีใช้เงินงบกลาง อันนี้เป็นสิ่งที่ปกติจะไม่ทำกันนะครับ ถ้าไปดูกฎหมายวิธีงบประมาณ เวลาเงินใช้จ่ายไม่หมด เขาจะไม่ให้มาโอนข้ามหน่วยงาน หรือโอนข้ามประเภทกันง่ายๆ แล้วก็จะไม่มีการโอนไปเพื่อไปกองอยู่กับรายการที่ไม่มีการระบุชัดว่าจะเอาไปใช้จ่ายเรื่องอะไร

ทีนี้ผมก็พูดอันนี้ไปปรากฎว่า ทางโฆษก หรือท่านอธิบดี ก็มาเหมือนกับให้สัมภาษณ์ว่า ผมอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อน ผมยืนยันว่าไม่คลาดเคลื่อนครับ เพราะว่ารัฐบาลนี้ทำกฎหมายเฉพาะในการโอนงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ มาให้งบกลาง ปีที่ผ่านมา 3 – 4 ปีที่ผ่านมา ปีละประมาณหมื่นกว่าล้าน อันนี้ผมเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ขัดกับหลักวินัยทางการเงินการคลัง แล้วก็ไม่อยากให้ทำอีกครับ”





บทความอื่นๆ