บทความ

“อภิสิทธิ์” ยืนยัน “ประชาธิปัตย์” เป็นของประชาชน ต้องปฏิรูปเพื่อเป็นหลักให้บ้านเมือง
12 ก.ย. 2561

“อภิสิทธิ์” ยืนยัน “ประชาธิปัตย์” เป็นของประชาชน ต้องปฏิรูปเพื่อเป็นหลักให้บ้านเมือง


(12 กันยายน 2561) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ช่วงตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 ว่า วันนี้พรรคประชาธิปัตย์จะต้องปฏิรูปพรรคฯ และเป็นหลักของบ้านเมือง โดยไม่มีความคิดไปต่อรอง หรือจะต้องไปหนุนไปร่วมอะไรกับใคร พรรคประชาธิปัตย์ต้องเป็นหลักให้กับบ้านเมือง โดยเริ่มจากการปฏิรูปภายในพรรคฯ ให้เสร็จเรียบร้อย แล้วมีคำตอบที่ชัดเจนว่า บ้านเมืองควรจะเดินอย่างไร แล้วมีคนที่ถือธงนำตัวนี้ไป แต่ว่าถ้ามีคนอื่นที่คิดจะนำพาพรรคประชาธิปัตย์ มีความคิดต่างจากตน ครั้งนี้เป็นโอกาสที่จะให้สมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ทั่วประเทศเป็นคนชี้ว่าเขาต้องการพรรคประชาธิปัตย์เป็นแบบไหน เพราะพรรคประชาธิปัตย์เป็นของประชาชน

คำต่อคำ

อะไรกันกับเรื่องตำแหน่งหัวหน้าพรรค
“ขณะนี้เท่าที่ผมเข้าใจ กฎหมาย 2 ฉบับสุดท้ายที่เป็นกฎหมายลูก จะมีการประกาศใช้ ซึ่งก็จะทำให้ตารางเวลาเกี่ยวกับเรื่องของการทำงานของพรรคการเมือง และการเลือกตั้งมีความชัดเจนขึ้นแล้ว เพราะว่าเมื่อประกาศใช้ กฎหมายเลือกตั้งก็จะมีผลบังคับใช้ภายใน 90 วัน แล้วก็หลังจากนั้นไม่เกิน 150 วันตามรัฐธรรมนูญก็จะต้องมีการเลือกตั้ง แล้วก็ทาง คสช. ทางรัฐบาลก็ได้พูดเอาไว้ว่าเมื่อมีการประกาศใช้กฎหมาย ก็คงจะมีการคลายล็อค ความหมายก็คือคงยังไม่ยกเลิกคำสั่งที่ห้ามทำกิจกรรมทั้งหลาย แต่ว่าจะผ่อนคลายเพื่อเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองทำบางสิ่งบางอย่างได้

ผมก็เข้าใจว่า ในบรรดาสิ่งที่จะต้องทำก็คือการทำให้พรรคการเมืองสามารถปฏิบัติตามกฎหมายพรรคการเมืองได้ ซึ่งกฎหมายพรรคการเมืองก็บังคับเอาไว้ว่า จะต้องมีการทำหลายอย่าง สำคัญที่สุดก็คือมันจะไปรวบอยู่ที่การประชุมใหญ่เพื่อสามารถที่จะแก้ข้อบังคับของพรรค ให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ได้ เพราะว่ากฎหมายใหม่ก็จะมีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องสมาชิก เรื่องการตั้งสาขา เรื่องการเงินเรื่องอะไรต่อมิอะไรต่างๆ นานา ที่จะต้องไปปรับข้อบังคับของทุกพรรค

แล้วก็ควบคู่กันไปก็จะต้องมีการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรค เพราะว่าทุกพรรคที่เป็นพรรคเก่านี้ กรรมการบริหารก็อายุเกิน 4 ปีแล้ว เพราะว่ามันถูกห้ามประชุมเพื่อเปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว ทั้งหมดนี้ต้องทำให้เสร็จภายใน 90 วันอยู่แล้ว นับจากวันที่คลายล็อค

ดังนั้นสิ่งที่ผมเตรียมการไว้ก็คือต้อง 90 วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องทำสิ่งเหล่านี้ให้เสร็จ ก็เรียนให้ทราบเลยว่า หลักๆ ข้อบังคับซึ่งจะต้องมีการเขียนเรื่องอุดมการณ์ เรื่องนโยบายเข้าไปด้วย ขณะนี้ได้มีการร่างเอาไว้เพื่อที่จะเสนอคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ แล้วก็ตัวนโยบาย เบื้องต้นจะออกมานี้ ค่อนข้างจะเป็นฉบับย่อ เพราะเราคิดว่าก่อนถึงการเลือกตั้ง และโดยเฉพาะเมื่อมีคณะกรรมการบริหารชุดใหม่แล้ว ก็จะทำนโยบายอีกชุดหนึ่ง ซึ่งจะปรับเข้าสู่สถานการณ์ของการเลือกตั้ง

ทีนี้ในการเลือกกรรมการบริหาร เราก็ได้มีการปรึกษาหารือกัน ผมเองเป็นผู้ริเริ่ม แล้วก็พูดคุยกับบรรดาผู้บริหารพรรคในปัจจุบัน บอกว่าคนของเราคือคนในประเทศนี้คาดหวังที่จะเห็นการปฏิรูปการเมือง คาดหวังที่จะเห็นการปฏิรูปพรรคการเมือง ต้องบอกว่าหลายคนขณะนี้ไม่ค่อยมีความหวังเท่าไรนักกับการปฏิรูปที่ถูกกำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญ กับในกฎหมาย ที่เราสัมภาษณ์กันมาเรื่องไพรมารีใช่มั้ย ที่บอกจะให้สมาชิกมีส่วนร่วม ขณะนี้ความเข้าใจของคนทุกคนก็คือมันจะไม่มีแล้ว แล้วก็อย่างอื่นก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก

ผมก็บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์นี้มันจะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าที่ผ่านมา เราก็พูดมาตลอดว่าเราเป็นสถาบัน แล้วก็ต้องการที่จะเป็นพรรคการเมืองที่ก้าวสู่ความเป็นสากล อุดมการณ์ของเรานั้นมีความเป็นสากลอยู่แล้ว อุดมการณ์เสรีนิยมประชาธิปไตย เราเป็นส่วนหนึ่งของ Liberal International แต่การบริหารจัดการภายในพรรค เราไปได้อีกขั้นหนึ่ง

จริงอยู่ ในอดีตทุกคนก็ทราบว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่เหมือนพรรคอื่น มีการแข่งขัน การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคมาจริงจังหลายครั้ง แล้วก็ไม่มีใครพูดได้หรอกว่าเป็นเจ้าของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะว่าเป็นสถาบัน สมาชิก ประชาชนเป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่ว่าในอดีตเราเคยมีการเลือกหัวหน้าพรรค ซึ่งเสรีกว่าพรรคอื่นๆ อยู่แล้ว แต่ก็ยังทำอยู่ในวงที่จำกัด ก็คือทำโดยที่ประชุมใหญ่  ที่ประชุมใหญ่ก็จะมี ส.ส. หรืออย่างสถานการณ์ปัจจุบันก็เป็นอดีต ส.ส. แล้วก็จะมีประธานสาขาพรรค ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็จะเคยมีอยู่เกือบ 200 สาขาทั่วประเทศ ถือว่าเป็นตัวแทนของสมาชิกในการเลือกหัวหน้าพรรค

แต่วันนี้ 1. เราอยากจะปฏิรูปใช่มั้ย ถ้าเราอยากจะปฏิรูป มันต้องเปิดกว้างขึ้นอีก

2. ปรากฎว่า คสช. มายุบสาขาเราไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นองค์ประกอบของที่ประชุมใหญ่ที่จะเริ่มต้นกันนี้ มันขาดความเป็นตัวแทนของสมาชิกที่มาจากสาขาพรรค เกือบ 200 สาขาทั่วประเทศ

3. สถานการณ์ตั้งแต่เลือกกรรมการบริหารพรรครอบที่แล้วมา ก็ 4 ปีกว่าอย่างที่ว่า โลกมันเปลี่ยนไปเยอะ ประเทศก็เปลี่ยนไปเยอะ การเมืองก็เปลี่ยนไปเยอะ ทำไมเราถึงจะมาบอกว่า การไปเลือกหัวหน้าพรรค ก็ยังทำอยู่ในวงของคนที่แคบลงไปอีก
แล้วก็สุดท้าย ประการที่ 4 ปัจจุบัน เทคโนโลยีมันทำให้การมีส่วนร่วมของสมาชิกง่ายขึ้นแล้ว นั่นก็คือว่า ที่ความตั้งใจขณะนี้คือมีแอพลิเคชั่น ที่จะสามารถทำให้สมาชิกลงคะแนนผ่านโทรศัพท์มือถือของเขาได้ ดังนั้นทั้งหมดนี้ก็เป็นปัจจัยที่ผมบอกว่า ทำไมล่ะ เราไม่เป็นผู้นำ เปิดพรรคฯ ให้กว้าง ให้สมาชิกมาเลือกหัวหน้าพรรคเสีย ก็ง่ายๆ อย่างนี้แหละครับ

ทีนี้สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็อาจจะมีการไปวิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์อะไรต่างๆ ผมก็บอกว่าไม่ต้องไปคิดอะไรซับซ้อน เรากำลังทำสิ่งที่ตรงไปตรงมา เป็นพัฒนาการของพรรคการเมืองไทย แทนที่จะมาตั้งคำถามว่าทำไมเราทำอย่างนี้ ผมว่าเราน่าจะกลับไปถามว่าทำไมทุกพรรคไม่ทำอย่างนี้ มันจะได้ทำให้ทุกพรรคการเมืองเป็นของสมาชิกอย่างแท้จริง

แล้วก็เรื่องที่จะไปวิเคราะห์ว่า โอ้ย แสดงว่ามันจะต้องมีความแตกแยก ผมก็บอกว่า ถ้าเราคิดอย่างนี้ แล้วเมื่อไหร่เราจะสนับสนุนประชาธิปไตยให้มันเกิดขึ้นในพรรคการเมือง ถูกมั้ยครับ พรรคไหนพอมีการแข่งขันปั๊บ เราจะต้องไปบอกว่า แตกแยกกัน ขัดแย้งกัน แล้วจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ทุกพรรคถ้าเกิดถูกวิจารณ์อย่างนี้ ก็จะหลีกเลี่ยงสิครับ ก็ไปตกลงกันเอง หรือให้เจ้าของสั่ง มันก็จะได้ดูเรียบร้อยไม่ขัดแย้งอย่างนั้นหรือ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะยืนยันตรงไปตรงมาว่า นี่คือแนวคิดของเรา ที่จะเป็นผู้นำในการพัฒนาการเมืองต่อไปครับ”

มองได้ 2 แบบ อันนึงคือการส่งเสริมประชาธิปไตย เริ่มตั้งแต่ในพรรคการเมืองเลย กับอีกอันคือคุณอภิสิทธิ์ก็ต้องมั่นใจมากว่าจะต้องได้รับเลือกกลับเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้งจากการหยั่งเสียง เพราะมีการวิเคราะห์ออกมาในเชิงว่าเป็นการผูกขาดความเป็นหัวหน้าพรรค และชื่อของคุณอลงกรณ์ (พลบุตร) อยู่ในข่าวตลอดสัปดาห์นี้มาได้อย่างไร

“ผมต้องขออนุญาตก่อนนะครับว่า คำว่าพรรคประชาธิปัตย์นี้ มันไม่มีใครมาผูกขาดความเป็นหัวหน้าได้ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะท่านใดในอดีต จนถึงตัวผม แล้วก็ไม่ว่าจะเป็นนานเท่าไหร่ด้วยนะ ไม่มีใครเป็นเจ้าของพรรคนะครับ ไม่มีใครสถาปนาตัวเองขึ้นมาได้ มีแต่การผ่านการเลือกของตัวแทนของสมาชิกอย่างที่ผมบอกแล้ว เพราะฉะนั้นมันไม่มีเรื่องผูกขาด

มีคนเคยถามว่า แล้วเป็นได้อย่างไรตั้งกี่ปีๆ (13 ปี) ผมก็บอกว่า มันก็ต้องมีการเลือกเมื่อครบวาระ แถมในกรณีของผมที่ผ่านมา อย่างเช่นว่าเมื่อพรรคฯ ไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ประกาศไว้ ผมก็ลาออกก่อนวาระด้วยซ้ำ แล้วก็ปล่อยให้สมาชิกเขามีเวลาคิด อย่างเมื่อปี 54 แพ้การเลือกตั้ง ผมก็ลาออก แล้วผมไม่เข้าพรรคฯ เลยนะครับ เป็นเวลา 7 – 10 วัน แล้วบอกจะได้อิสระกันในการคิด เพราะฉะนั้นวันนี้ก็เหมือนกัน ผมก็ไม่ใช่ว่าจะบอกว่ามั่นใจ หรือไม่มั่นใจนะครับ คือหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มีหน้าที่รับใช้พรรคฯ อะไรที่มันดีกับพรรคฯ ผลจะเกิดกับตัวจะเป็นอย่างไรนั้นเราต้องคิดถึงพรรคฯ ก่อน ผมก็คิดว่าเป็นโอกาศดี เพราะว่า ผมมองว่าในช่วงที่ผ่านมาจากสถานการณ์การเมืองด้วย พรรคฯ ก็ถูกกล่าวหาเยอะ ใช้คำนี้ แล้วก็ถูกตรา หรือเข้าใจว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ผมว่าการเปิดให้สมาชิกมาเลือกในวงกว้าง แล้วก็รวมไปถึงความเป็นไปได้ที่จะมีคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกมาร่วมแข่งขันตามกติกาที่เราวาง มันก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการทำให้ประชาชนได้มองเห็น และมั่นใจว่าทิศทางของพรรคประชาธิปัตย์คืออะไร

เพราะฉะนั้นขณะนี้ผมก็ไม่ทราบจริงๆ ว่าจะมีใครสมัครบ้าง แล้วก็ถ้าคุณอลงกรณ์ สนใจที่จะสมัคร หรือบอกว่ามีคนไปสนับสนุนให้สมัคร ก็สามารถมาได้ตามกติกาซึ่งเราก็จะแก้ไขกันในการประชุมเพื่อแก้ข้อบังคับในเร็ววันนี้นะครับ ผมก็ต้องบอกอย่างนี้ว่า ก็ไม่สบายใจนะครับ เนื่องจากมาเกิดวิวาทะกันขึ้น แล้วก็ผมก็เห็นมีการสัมภาษณ์พาดพิงกันไปกันมา ผมยืนยันว่ากระบวนการนี้เราต้องการเปิด แต่ในขณะเดียวกันผมก็ต้องขอความเป็นธรรมจากคุณอลงกรณ์ด้วย เพราะว่าคุณอลงกรณ์เมื่อพูดกลับมา ก็มี 2 เรื่องที่ผมคิดว่าผมจำเป็นต้องชี้แจง

คือเรื่องแรก คุณอลงกรณ์พูดถึงอดีตในเรื่องของการปฏิรูปพรรคฯ ทำนองว่าเคยเสนอแล้วเหมือนพรรคฯ ไม่ได้ทำ ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ก็คือว่า คุณอลงกรณ์ได้เป็นผู้เสนอจริง และผมในฐานะหัวหน้าพรรคฯ ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อปฏิรูปพรรคฯ ขึ้น และคุณอลงกรณ์ก็เป็นกรรมการปฏิรูปด้วย ส่งรายงานมาให้ผมเรียบร้อย ผมเสนอเข้าที่ประชุมใหญ่แก้ข้อบังคับตามนั้นด้วยครับ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วก็ได้ทำ เพียงแต่ว่าการแก้ข้อบังคับมันไปเสร็จเอาประมาณก่อนการรัฐประหารเพียงไม่กี่เดือน เพราะฉะนั้นเดี๋ยวคนจะไปเข้าใจผิดว่า อ๋อ ที่ผ่านมาไม่ได้ทำ แล้วข้อเสนอเรื่องการเลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค อะไรต่างๆ หรือเลือกหัวหน้าพรรคอย่างที่กำลังทำนี้ ไม่ได้เป็น 1 ในข้อเสนอของรายงานนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ต้องชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ก็เข้าใจว่า คุณอลงกรณ์เป็นคนหนึ่งที่พยายามผลักดันในทิศทางอย่างนี้อยู่แล้ว ให้เป็นพรรคฯ กว้างขึ้น

ประการที่ 2 ผมก็ไม่สบายใจในแง่มุมที่ว่า คุณอลงกรณ์พูดถึง 5 เงื่อนไข แท้จริงแล้ว ผมอยากจะบอกว่า ถ้าสมมติว่าคุณอลงกรณ์ตัดสินใจที่จะเข้ามาสู่กระบวนการของพรรคฯ ตรงนี้ มันเป็นประเด็นที่ดีครับ ในการหยิบยกขึ้นมาเลย แต่ผมก็ยืนยันว่า 5 ประเด็นที่พูดนี้ ก็เป็นทิศทางที่ผมเองยึดถือ แล้วก็ได้พยายามปฏิบัติ แล้วก็ยังยืนยันว่าหลายข้อมันเป็นส่วนหนึ่งของอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความซื่อสัตย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการต่อต้านการซื้อเสียง จำได้มั้ยครับ จนกระทั่งท่านอดีตหัวหน้าชวน แล้วก็หลายคนมาพูด กลายเป็นถูกค่อนขอดว่าแผ่นเสียงตกร่อง พูดอยู่ได้เรื่องซื้อเสียง ทั้งที่ความจริงนี่คือการต่อสู้ที่เราทำมาตลอด

การที่ผมยืนยันเลยว่าผมทำนโยบายบริหารประเทศนี้ ผมไม่เคยอยู่ภายใต้อิทธิพล เงื่อนไขใดๆ ของทุน และมีหลายเรื่องที่ผมทำนี้ขัดใจทุนใหญ่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าพันธุ์ไก่ก็ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิเสธไม่ให้มีการครอบงำซื้อกิจการอะไรต่างๆ เพราะฉะนั้นตัวนี้ก็อยากจะยืนยันว่ามันเป็นอุดมการณ์ แล้วถ้าเกิดคุณอลงกรณ์ว่าจะเป็นทิศทางที่ดี ผมก็เห็นด้วย แต่ว่ามันคงไม่ใช่เรื่องที่บอกว่าเป็นเงื่อนไข มันน่าจะเป็นเรื่องที่บอกว่า เรากำลังจะพยายามทำให้มันสมบูรณ์

แล้วก็มี 2 เรื่องที่ผมคิดว่า อยากให้ระมัดระวังสักนิด คือมีเรื่องนึงที่บอกว่า ต่อไปนี้คล้ายๆ จะต้องไม่ไปใส่ร้ายป้ายสีใคร ผมก็บอกว่า ใครที่ไปใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ซึ่งอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ คงถูกดำเนินการทางกฎหมายไปแล้ว เพราะว่าจริงๆ ผม คุณอลงกรณ์ และอีกหลายๆ คนในพรรคประชาธิปัตย์ต้องไปต่อสู้คดีหมิ่นประมาทกันมาเกือบทั้งนั้น แล้วก็ในส่วนใหญ่เกือบจะเรียกว่า 90 กว่าเปอร์เซนต์ของคดี ศาลก็พิสูจน์แล้วว่ามันไม่ได้เป็นการใส่ร้าย ไม่ได้เป็นการหมิ่นประมาท แต่เราทำหน้าที่ตรวจสอบ ซึ่งต้องบอกว่าพรรคอื่นไม่ค่อยทำนะครับ เพราะฉะนั้นเวลาเราตรวจสอบ บางทีคนก็จะไปมองว่าทำไมพูดในเชิงลบ แต่นี่เป็นหน้าที่พื้นฐานสำคัญหน้าที่หนึ่งของพรรคการเมือง

ส่วนอีกส่วนหนึ่งที่ผมก็ไม่ค่อยสบายใจก็คือว่า บอกว่าไม่ควรจะไปเล่นการเมืองนอกระบบ ผมก็ยืนยันนะครับว่า พรรคประชาธิปัตย์ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญทุกประการ ผมทราบดีว่า มาวันนี้มีคนที่บอกว่าไม่อยากเห็นการชุมนุม การประท้วง ผมก็เห็นด้วยว่าผมก็ไม่อยากเห็นการชุมนุม การประท้วง แต่ต้องบอกอย่างนี้ว่า เราอย่าไปมองว่าคนที่เขาออกมาชุมนุมประท้วงในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ เขามีวาระส่วนตัวหรืออะไร หลายคนที่ออกไปนี้เขาออกไปด้วยความเชื่อ เขาออกไปเพื่อต่อต้านความไม่ถูกต้อง และผมเชื่อว่าส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ต้องการที่จะนำพาบ้านเมืองมาสู่สถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ แต่เราจะไปบอกว่ามันเป็นความผิดของเขานั้น ผมว่ามันไม่ใช่นะครับ

และพรรคประชาธิปัตย์โดยเฉพาะในช่วงที่มีการชุมนุมทุกครั้ง มีหลักฐาน มีพยานว่าผมกำชับเสมอว่า ใครจะไปใช้สิทธิ์ในการชุมนุมประท้วงต้องใช้สิทธิ์อยู่ในขอบเขตของรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะฉะนั้นอันนี้ก็อยากจะถือโอกาสชี้แจง เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดต่อพรรคฯ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวผมนะครับ ไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดต่อพรรคฯ แต่ว่าถามว่า 5 ข้อ ผมนี้สนับสนับทั้ง 5 ข้อ และพยายามปฏิบัติมาตลอด แล้วก็ถ้าคุณอลงกรณ์มีความสนใจ หรือมีผู้รับรอง สนับสนุนจะเข้ามาสู่กระบวนการในการแข่งขันนี้ ก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะว่าที่เราตัดสินใจทำอันนี้ก็เพื่อเปิดกว้างให้เกิดการแข่งขันได้อย่างเต็มที่ และผมว่าแนวทางเมื่อมีการแข่งขันแล้ว สังคมจะเห็นคำตอบที่ชัดเจนขึ้น และสมาชิกก็จะให้คำตอบที่ชัดเจนขึ้นด้วยว่า เขาต้องการพรรคประชาธิปัตย์ในการเดินทางไปในทางไหน”

คุณพุทธิพงษ์ (ปุณณกันต์) ที่ไปปฏิบัติหน้าที่ในรัฐบาลขณะนี้ ประชาธิปัตย์มองเรื่องนี้อย่างไร
“คุณพุทธิพงษ์ 1. เนื่องจากไปบวชก่อนหน้านี้ ก็เลยไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคฯ 2. ในวันที่เปิดโอกาสให้ยืนยันความเป็นสมาชิก คุณพุทธิพงษ์ก็มาที่พรรคฯ ก็ยืนยันไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นสมาชิกอยู่ แต่ก็บอกว่ายังสนับสนุนแนวทางของประชาธิปัตย์ หลังจากนั้นคุณพุทธิพงษ์ได้พบกับผมหลายครั้ง เล่าให้ผมฟังว่าได้รับการทาบทามจากบุคคลในรัฐบาลให้ไปช่วยงานรัฐบาล โดยเฉพาะงานที่พูดคุยแลกเปลี่ยนกันมากก็คือ เมื่อเข้าใจว่าผู้ใหญ่ในรัฐบาลนั้นพบกับคุณพุทธิพงษ์ แล้วคุณพุทธิพงษ์ก็ไปให้ความเห็น วิจารณ์ว่าปัญหาการทำงานของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรับปัญหาของประชาชนไปแล้ว มันมีปัญหาอย่างไร แล้วก็คนในรัฐบาลก็เลยย้อนกลับไปที่คุณพุทธิพงษ์ว่า อ้าว ถ้างั้นคุณก็มาช่วยผมทำสิ หลังจากนั้นก็มีการทาบทามมาต่อเนื่อง ล่าสุดก่อนที่จะมีคำสั่งแต่งตั้ง คุณพุทธิพงษ์ก็มาพบผมอีก แล้วก็ยืนยันกับผมว่ามีการทาบทามจริง เจ้าตัวก็คือคุณพุทธิพงษ์กำลังตัดสินใจอยู่ ผมก็บอกตรงๆ เป็นเรื่องการไปช่วยงานแบบนี้ใช่ไหม คุณพุทธิพงษ์ก็บอกว่าใช่ และไม่มีการพูดถึง หรือมีเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการไปอยู่พรรคการเมือง หรืออะไรเลย หลังจากนั้นคุณพุทธิพงษ์ก็แจ้งให้ผมทราบว่าได้ตัดสินใจที่จะไปทำงานนี้ ผมก็เคารพการตัดสินใจของทุกคนนะครับ”

มีประเด็นเรื่องการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ การเจรจาเรื่องคดี
“ไม่มีครับ คุณพุทธิพงษ์ยืนยันกับผมว่าไม่มีการไปยื่นเงื่อนไขอะไร แล้วก็ยังไม่มีการยื่นเงื่อนไขว่าคุณพุทธิพงษ์จะต้องไปเป็นผู้สมัครพรรคไหนอะไรอย่างไรทั้งนั้น”

แล้วในเรื่องคดี เพราะมีประเด็นออกมา
“คดีมันอยู่ในศาลนะครับ ผมก็ไม่ทราบนะครับว่าคนในรัฐบาลจะพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร”

คือไปไกลถึงขั้นมองว่า คสช. กับ กปปส. รู้กันอยู่แล้ว ตั้งแต่ก่อนจะทำรัฐประหาร ตามคำแถลงของคุณศรีสุวรรณ ที่ออกมาต่อต้านการแต่งตั้งคุณพุทธิพงษ์ และก็มองว่าไม่เหมาะสมหรือไม่ ที่ผู้ดำรงตำแหน่งนี้มีเรื่องของคดีความ
“อันนี้เป็นคำถามที่ผมว่าตัวรัฐบาลคงจะต้องเป็นผู้ให้คำตอบว่าตัวรัฐบาลเองพิจารณาอย่างไร มีความเหมาะสมอย่างไร ก็เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะต้องตอบ ผมนี้สามารถพูดได้แต่ในเพียงว่า ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับคุณพุทธิพงษ์ แล้วก็มันเป็นการตัดสินใจที่เป็นการตัดสินใจของคุณพุทธิพงษ์เอง”

ไม่ได้เป็นเรื่องของการดูด หรือการยั้งตัวไม่ให้ไป ไม่มีอย่างนั้นใช่หรือไม่
“คือผมก็พูดให้คุณพุทธิพงษ์ฟังว่าการไปมันจะเป็นอย่างไร มีผลอะไรตามมา การไม่ไปจะเป็นอย่างไร ก็อยู่ที่เขาจะตัดสินใจ วันนี้เขาตัดสินใจแล้วก็ต้องเป็นตามนั้น แต่ว่าผู้ที่รับผิดชอบในการที่จะต้องตอบกับสังคมมากที่สุดก็คือรัฐบาลกับเจ้าตัวเขาเองมากกว่า”

กระทบอะไรกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่
“คุณพุทธิพงษ์เป็นอดีต ส.ส. แต่ในพื้นที่ของคุณพุทธิพงษ์ก็มีผู้ที่ประสงค์และพร้อมที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งอยู่ พรรคฯ ก็ไม่ได้หนักใจอะไร”

การเมืองตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง มีเรื่องของการร้องเรียนด้วย เรื่องการใช้บัตรประชาชน
“เรื่องร้องเรียนอะไรก็ว่ากันไป ผมก็รออยู่ เพราะว่าผมก็อยากจะเดินหน้าทำเรื่องต่างๆ ให้เสร็จ ข้อบังคับก็ดี อะไรก็ดี ที่ผมลองวาดแผนภูมิให้เห็นผมอยากจะว่า ภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จะได้เร่งนำเสนอแนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาของประเทศ เพราะว่าวันนี้บังเอิญมาอยู่ที่กระบี่ มาดูเรื่องปาล์ม มาดูเรื่องประมง มาดูเรื่องพลังงานทดแทน มาดูเรื่องท่องเที่ยวของชุมชน คือความคาดหวังของผู้คนเกี่ยวกับการที่จะทำให้เศรษฐกิจของประชาชนดีขึ้น มีสิทธิ์ มีเสียงมากขึ้นในการที่จะสะท้อนปัญหาต่างๆ ผมไปที่ไหนทั่วประเทศขณะนี้มันเป็นความรู้สึกที่ต้องการตรงนี้มาก พรรคการเมืองควรจะใช้เวลามากที่สุดในการเตรียมคำตอบให้กับประเทศมากกว่า

และผมก็ยืนยันอีกครั้งนะครับ เพราะว่า พอมีเรื่องหัวหน้าพรรค ก็มีคอลัมนิสต์ มีคนเขียนวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา ผมยืนยันเลยว่าขณะนี้วันนี้สำหรับผม เรื่องที่บอกว่าจะไปทำเพื่อต่อรอง ทำเพื่อนั่นเพื่อนี่ ไม่มีหรอกครับ ผมตรงไปตรงมา วันนี้ผมมองว่าประชาธิปัตย์จะต้องปฏิรูปพรรคฯ แล้วก็เป็นหลักของบ้านเมือง ผมไม่คิดไปต่อรอง ไม่ได้คิดว่าจะต้องไปหนุนไปร่วมอะไรกับใคร ผมคิดว่าประชาธิปัตย์ต้องเป็นหลักให้กับบ้านเมือง และการเป็นหลักให้กับบ้านเมืองนี้เริ่มจากการปฏิรูปภายในให้เสร็จเรียบร้อย แล้วก็มีคำตอบที่ชัดเจนว่า บ้านเมืองควรจะเดินอย่างไร แล้วก็มีคนที่ถือธงนำตัวนี้ไป แต่ว่าถ้าเกิดมีคนอื่นที่คิดจะนำพาพรรคประชาธิปัตย์ มีความคิดต่างจากผม ก็นี่ไงล่ะครับเป็นโอกาสที่จะให้สมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ทั่วประเทศเขาเป็นคนชี้ว่าเขาต้องการพรรคประชาธิปัตย์เป็นแบบไหน เพราะพรรคประชาธิปัตย์เป็นของประชาชนครับ”

เห็นคุณกรณ์ (จาติกวนิช) ล่าสุดไปร้องยื่นหนังสือถึงนายกฯ และรัฐมนตรีพลังงาน คัดค้าน ปตท. ที่ให้บริษัทลูกซื้อหุ้น GLOW ความคืบหน้าเรื่องนี้เป็นอย่างไร
“ตอนที่ผมพูดถึงเศรษฐกิจยุคใหม่ ปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งคือปัญหาความเหลื่อมล้ำ แล้วก็ความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน การผูกขาดที่เกิดขึ้นขณะนี้เกิดขึ้นทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชน ประเด็นของคุณกรณ์ คือเรื่องปัญหาการแข่งขัน เพราะว่า 1. ถ้า ปตท. เข้าไปซื้อกิจการนี้ผ่านบริษัทที่ตนเองครอบงำ หรือถือหุ้นอยู่ แล้วก็เหมือนกับเป็น ปตท. ไปโดยปริยาย มันก็มีประเด็นน่าคิดเพราะบริษัทนี้คือบริษัทผลิตไฟฟ้า จะต้องซื้อก๊าซจาก ปตท. และผู้ผลิตไฟฟ้ารายอื่นๆ กับการแข่งขันกับตรงนี้จะกระทบมั้ย นั่นประการที่ 1

ประการที่ 2 ถ้า ปตท. บอกกำลังที่จะมาทำหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องของไฟฟ้า คำถามที่ตามมาก็คือทำไมอันนี้ไม่ใช่หน้าที่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต และการไฟฟ้าอื่นๆ

ประเด็นที่ 3 ก็คือว่า ถ้ากิจการของ ปตท. ขยายไปโดยอ้างว่าเป็นความต่อเนื่อง สมมตินะครับว่า การซื้อกิจการแบบนี้เป็นเรื่องภายในของ ปตท. ก็คงอาจจะไม่กระไรนัก ก็อาจจะยังมีประเด็นอยู่ แต่ไม่กระไรนัก แต่ถ้าเป็นการซื้อกิจการ แล้วยังมีการแข่งขันกับคนอื่นด้วย และเป็นการแข่งขันบนสภาวะแวดล้อม และกติกาที่ไม่เสมอภาคกัน ผมคิดว่าอันนี้มันไม่ควรจะเป็นสิ่งที่พึงจะสนับสนุน

ผมฟังคำสัมภาษณ์ท่านนายกฯ ท่านบอกขอไปดูกฎหมาย ผมอยากจะบอกว่าเรื่องกฎหมายนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง ความจริงมันก็ยังไม่มีใครเคยชี้ชัดว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญชี้ว่าไม่ควรไปประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชนจะนิยามขอบเขตกว้างขวางอย่างไร ข้อยกเว้นอะไรอย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเรื่องกฎหมายใช่ครับ แต่มิตินี้เป็นเรื่องของนโยบายด้วย เป็นเรื่องของนโยบายด้วย ไม่ใช่แค่นโยบายของรัฐวิสาหกิจนะครับ มันเป็นนโยบายของรัฐว่าตกลงเราสนับสนุนโครงสร้างเศรษฐกิจแบบไหน แล้วเราคิดอย่างไรกับการที่มีกิจการขนาดใหญ่ซึ่งสามารถประกอบการโดยอาศัยสถานะความเป็นรัฐวิสาหกิจได้ส่วนหนึ่ง แล้วไปประกอบกับกิจการแข่งขันกับเอกชนในอีกหลายๆ กิจการด้วย บนพื้นฐานการแข่งขันซึ่งไม่น่าจะเท่าเทียมกัน ผมคิดว่าอันนี้เป็นประเด็นที่สำคัญกว่า
เรื่องนี้ผมก็เรียนตรงๆ นะครับว่า คือมันก็มีอีกประเด็นที่เป็นประเด็นสำคัญก็คือ ผมเข้าใจผู้บริหารองค์กร ก็คือตัวรัฐวิสาหกิจอย่าง ปตท. วันนี้เขาก็มองว่าอะไรที่จะเพิ่มกำไร เขาก็ทำตรงนั้น แต่รัฐจะต้องบอกว่า ตกลงรัฐวิสาหกิจที่มีอยู่นี้ จะทำกำไร หรือจะมีวัตถุประสงค์อย่างไร เพราะกำไรวันนี้ต้องไม่ลืมนะครับ มันไม่ใช่ว่าทำกำไรเพิ่ม 100 บาทแล้ว สามารถที่จะคืนมาที่รัฐ 100 บาท เกือบครึ่งนึงคือไปที่ผู้ถือหุ้น ซึ่งก็เป็นคนเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้นซึ่งมาซื้อหุ้นตรงนี้ แล้วก็อาศัยการเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจร่วมกับรัฐ”

ก็เลยมองว่าเป็นการผูกขาด
“คือเราอยากส่งเสริมการแข่งขันนะครับ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือ ไม่ควรจะไปลดสภาพการแข่งขันในอีกหลายกิจการ”





บทความอื่นๆ