ข่าว

23 พ.ค. 2555
อภิสิทธิ์ ระบุ ปชป. ไม่เคยเสี้ยมคนเสื้อแดง
(23 พ.ค. 55) นาย
“ตอนนี้เราก็เริ่มเห็นว่ามีการให้ความเห็นหรือการอธิบายซึ่งแตกประเด็นออกไป บอร์ดนั้น เมื่อวานนี้ในการตัดสินใจนั้นพูดเรื่องการสื่อสารองค์กรทำนองนั้น แล้วก็ผมก็ได้พูดไปชัดเจนเมื่อวานว่า อย่างน้อยสิ่งหนึ่งซึ่งปฏิเสธไม่ได้ก็คือว่า การปลดครั้งนี้จะอ้างว่าเป็นในเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่มีประสิทธิภาพไม่ได้ เพราะผลการประเมินนั้นออกมาได้คะแนน 86% แล้วก็เราก็ได้แต่สันนิษฐานแต่เพียงว่าก็คือเกิดความขัดแย้งขึ้น ทีนี้ความขัดแย้ง จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคลากรหรือเรื่องอะไรนั้น ก็คงต้องตรวจสอบเพิ่มเติม วันนี้ในหน้าหนังสือพิมพ์ก็มีการให้สัมภาษณ์ของท่านรัฐมนตรีว่ามันมีเรื่องเกี่ยวกับปัญหาการซื้อเครื่องบินเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งอันนี้ก็เป็นคนละเรื่องกับการสื่อสารองค์กรแล้วครับ ทีนี้
เพราะฉะนั้นผมว่าเรื่องนี้ก็ต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมในส่วนของพรรคฝ่ายค้านเองก็กำลังติดตามข้อมูลในเรื่องนี้ในทางลึกมากขึ้นว่าสุดท้ายแล้วที่มาของการปลดครั้งนี้มันคืออะไร แต่ว่าถามว่าปัญหาของการแต่งตั้งหรือการสรรหาผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย เราก็คงเห็นชัดเจนว่า ก็เป็นข้อสังเกตว่าบุคคลซึ่งเป็นที่ยอมรับในสังคมว่ามีความรู้ มีความสามารถ แต่อาจจะมีความเป็นอิสระในทางความคิด ในทางการทำงาน แต่ว่าก็ไม่ได้หมายความว่าไปขัดขวางนโยบายหรือไปทำให้เป้าหมายของการบริหารงานมันเสียไป ก็รู้สึกว่าจะอยู่ยากขึ้น กรณีของประธานธนาคารแห่งประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เราก็เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
แล้วก็เมื่อสักครู่ที่ได้พูดถึงอีกกรณีอื่น ๆ รวมไปถึงการโยงไปที่ว่าเราเอาระบบใหม่เข้ามา จากเดิมซึ่งใช้ลูกหม้อ ซึ่งก็ไม่มีใครขัดข้อง แต่ว่าเมื่อใช้ระบบอย่างนี้แล้วก็หมายความว่า ระบบการสรรหา คัดเลือก การประเมิน การให้คะแนนก็ต้องมีความโปร่งใส แล้วก็มีความศักดิ์สิทธิ์พอสมควร แต่ที่ผ่านมาขณะนี้ก็เริ่มมองเห็นภาพว่ารัฐวิสาหกิจหลัก ๆ หน่วยงานองค์กรอื่น ๆ ก็คงจะเจอกับสภาพเดียวกับที่หน่วยราชการทั้งหลายเจอในช่วงรัฐบาลนี้ ก็มีการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการครั้งใหญ่ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย
คือผมก็ยืนยันว่า ถ้ามันกรณีที่ใครไปขัดขวางนโยบายหรือว่าทำให้งานมันเดินไม่ได้ อันนั้นก็เข้าใจ ก็มีความจำเป็น แต่กรณีนี้มีผลการประเมินที่ชัด และมีการเปลี่ยนแปลงฐานะของบริษัทให้ดีขึ้นมาอย่างชัดเจน มันก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น แล้วก็ไม่เป็นผลดีต่อภาพรวม ในเรื่องของความน่าเชื่อถือขององค์กรด้วย ในการบริหารจัดการที่เกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจด้วย”
เมื่อสื่อต่างประเทศติดต่อขอสัมภาษณ์นายปิยสวัสดิ์ และมีการติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดจะทำให้มีการสะท้อนให้เห็นปัญหาการบริหารจัดการองค์กรภายในประเทศต่อชาวโลกอย่างไร นายอภิสิทธิ์มองว่า เรื่องนี้คงจะมีข้อสังเกตแน่นอนว่า เมื่อผู้บริหารที่ทำให้ฐานะของบริษัทซึ่งมีปัญหามากกลับฟื้นขึ้นมา แต่กลับไม่สามารถดำรงอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ ก็จะทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการบริหารจัดการในประเทศไทยแน่นอน
“ผมว่าก็คงจะมีข้อสังเกตแน่นอนว่า ผู้บริหารซึ่งสามารถทำให้ฐานะของบริษัทซึ่งมีปัญหามากแล้วก็กลับฟื้นขึ้นมาได้ ได้รับการประเมินผ่าน แต่ว่าไม่สามารถที่จะดำรงอยู่ในตำแหน่งต่อได้นั้น มันก็จะเกิดคำถามขึ้นเกี่ยวกับตัวระบบการบริหารจัดการในประเทศของเราแน่นอน”
“คือผมนั้นมองว่าถ้ามันเป็นปัญหาการสื่อสารการทำงานภายใน ก็ต้องไปแก้ปัญหากันภายใน ก็ลองคิดง่าย ๆ ก็แล้วกันนะครับว่า จะเอาคนพูดรู้เรื่องแล้วทำบริษัทเจ๊งไม๊ล่ะครับ”
เมื่อผู้ดำเนินรายการกล่าวถึงรองนายกรัฐมนตรีว่าเป็นการออกมาพูดเพื่อให้ฝ่ายการเมืองพ้นจากข้อกล่าวหา โดยระบุในลักษณะว่าบอร์ดการบินไทยชุดนี้ตั้งขึ้นในสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ดังนั้นการปลดนายปิยสวัสดิ์คราวนี้ไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เป็นเรื่องการบริหารภายในบริษัท นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า แทนที่จะออกมาบอกว่าเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับการเมือง ควรจะเข้าไปดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีผลกระทบกับบริษัท หรือกระทบต่อการบริหารจัดการอย่างไร
“ผมคิดว่าแทนที่จะปัดว่าเกี่ยวไม่เกี่ยวนั้น ประเด็นก็คือว่าอย่างไรก็ตามหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง หรือกระทรวงคมนาคม ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับบริษัทการบินไทย ก็สมควรที่จะต้องเข้าไปดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันมีผลกระทบต่อบริษัท หรือต่อการบริหารจัดการ ทิศทาง อย่างไร ไม่ใช่แค่พยายามจะปัดแล้วบอกว่า การเมืองไม่เกี่ยว หรือไม่ใช่เกี่ยวกับการเมือง”
นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ยังมองว่าประธานบอร์ดควรต้องออกมาให้เหตุผลในเรื่องนี้
“ก็คงต้องชี้แจงครับ เพราะว่าถ้าหากว่าข้อมูลที่ฝ่ายอื่น ๆ ให้มาอย่างเช่นรัฐมนตรีพูดมาก็เป็นคนละเรื่องกันไปแล้ว ก็ต้องว่ากันว่า ตกลงมันสาเหตุมันคืออะไร ก็ควรจะมีความโปร่งใสในเรื่องเหล่านี้”
“เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ มันก็มีผลประโยชน์อยู่แล้ว แต่ผมคิดว่าในช่วงที่คุณปิยสวัสดิ์เข้ามาทำงานนั้น ก็ได้ริเริ่มอะไรหลายอย่าง ที่เปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือว่า เพื่อให้ได้เครื่องบินมาในลักษณะที่ไม่ได้มีการล็อคสเปค ในลักษณะที่จะทำให้ต้นทุนต่ำกว่าที่เคยมีมา”
เมื่อสอบถามถึงความพยายามของ ดีเอสไอ ที่จะเอาเรื่องกับพรรคประชาธิปัตย์ แม้ว่าทางพรรคฯ โดยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องเงินบริจาคไปแล้วนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนก็ไม่ทราบว่าจะเอาเรื่องอะไรกัน เพราะเรื่องเงินบริจาคนั้นมีความชัดเจนว่า พรรคฯ ไม่ได้รับเงินบริจาคมาจากบริษัท อีสวอร์เตอร์ เพื่อมาใช้ในกิจกรรมของพรรคฯ แต่อย่างใด
“ผมก็ไม่ทราบนะครับว่า จะเอาเรื่องกันเรื่องอะไร แต่สิ่งที่มันชัดเจนขณะนี้ก็คือว่า พรรคประชาธิปัตย์นั้นไม่ได้รับบริจาคเงินมาจาก อีสเวอร์เตอร์ มาใช้ในกิจการของพรรค อันนี้ก็ชัด เพราะว่าในที่สุดแล้วก็เป็นเรื่องของน้ำท่วม และเราก็เป็นตัวกลาง
ข้อที่ 2 ถ้าจะมาบอกว่า บริษัทบริจาคให้พรรค แล้วพรรคไปบริจาคให้รัฐบาล เสมือนกับว่ารัฐบาลรับบริจาคจากพรรคก็ไม่ใช่ เพราะว่าทางรัฐบาลในขณะนั้นที่เราตรวจสอบก็คือเขาก็ออกใบเสร็จให้กับบริษัทอีสวอร์เตอร์ มันก็ไม่เห็นมีประเด็นอะไรเลยครับ”
“เวลามีการบริจาคเงินเข้ามา มันก็ต้องมีขั้นตอนการรับไว้ชั่วคราว การตรวจสอบครับ เป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะว่าเราก็ต้องตรวจสอบว่าในทางกฎหมายจะต้องทำอย่างไร และขณะนี้เราก็ดำเนินการตามกฎหมายทุกอย่าง ก็คือถ้าเป็นอะไรที่มันเข้ามาเกี่ยวกับกิจการของพรรคฯ ก็ต้องมานำเข้าบัญชีของพรรค แล้วก็แจ้ง กกต. จะเอาไปใช้จ่ายอะไรก็ต้องมีการรายงานตามกิจการประจำปี ถ้าไม่ขาดคุณสมบัติก็คืนไป ถ้ามันเป็นเรื่องของการบริจาค ถ้าเป็นตัวกลางเราก็ส่งต่อ ก็มีเท่านั้นเอง”
จากการที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ระบุว่าในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ให้ กกต. ตรวจสอบ แต่สำหรับบริษัท อีสวอร์เตอร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ถือหุ้นโดยรัฐ จะต้องเอาผิดทางอาญานั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าตนไม่ทราบว่า นายธาริตดูเรื่องทั้งหมดไปแค่ไหน แต่รูปการณ์ของเรื่องนี้มีความชัดเจนอยู่แล้วอย่างที่พรรคฯ ได้ชี้แจง
“ผมไม่ทราบว่า คุณธาริต ได้ดูเรื่องทั้งหมดแค่ไหน เพราะว่าเจตนารมณ์แล้วก็รูปการณ์ของเรื่องมันก็ชัดเจนอยู่ อย่างที่ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้ชี้แจงไป”
จากข้อกล่าวหาในทางการเมืองหลายเรื่องมีการใช้ดีเอสไอเป็นผู้ตรวจสอบ แม้ ดีเอสไอจะเคยออกมาระบุว่ามีมูล แต่ท้ายที่สุดบางคดี อย่างคดีของนายจตุพร ที่ตอนแรกบอกว่ามีมูลเช่นกัน ต่อมาออกมาบอกว่าเมื่อตรวจสอบแล้วว่าไม่มีปัญหา จึงสั่งไม่ฟ้อง เมื่อการทำงานของ ดีเอสไอ เป็นไปในลักษณะนี้ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ไปแล้วดังนั้นจะมองว่าบทบาทการทำหน้าที่ของ ดีเอสไอ ในขณะนี้ชอบ หรือไม่ชอบอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนอยากให้ระมัดระวังในเรื่องการกล่าวหากัน พร้อมกับสนับสนุนให้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา
“อยากให้ระมัดระวังนะครับ เรื่องการกล่าวหากัน หรือมีการสอบเบื้องต้นอะไรต่าง ๆ มันก็ทำกันอยู่เกือบตลอดเวลา เพราะฉะนั้นผู้บริหารขององค์กรก็ต้องระมัดระวังว่า เรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่มีผลกระทบทางการเมืองว่าทำอย่างไรจะให้การทำหน้าที่ซึ่ง สนับสนุนนะครับว่าทำหน้าที่ตรงไปตรงมา เมื่อไหร่ผิดก็ต้องมีการดำเนินการ แต่ว่าก็ต้องระมัดระวังว่าถ้าหากว่ามามีความพยายามใช้องค์กรนี้ไปในลักษณะของประโยชน์ทางการเมืองก็จะเป็นปัญหา ความจริงหลักเกณฑ์ในเรื่องของคดีพิเศษมันก็มีอยู่ว่า เรื่องไหนเป็น หรือไม่เป็นคดีพิเศษอย่างไร”
จากการที่นายธาริต เคยทำงานกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ด้วย เมื่อมองการทำงานในขณะนี้เห็นว่านายธาริตเปลี่ยนไปหรือไม่ นายอภิสิทธิ์มองว่า ในสมัยที่เป็นรัฐบาล ตนไม่เคยขอให้นายธาริตมาทำอะไรเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตน ดังนั้นจึงขอให้นายธาริตยึดแนวทางอย่างที่เคยทำมา อย่าเป๋ไป
“ผมคิดว่าคุณธาริตคงจำได้ว่า ผมนั้นไม่เคยให้คุณธาริตมาทำอะไรในลักษณะที่เป็นเรื่องของการจะทำเป็นประโยชน์หรือเครื่องมือทางการเมือง มีแต่ย้ำว่าทุกอย่างก็ต้องทำตามระบบแล้วก็ทำให้มันถูกต้อง ตรงไปตรงมา เพราะฉะนั้นก็อยากจะย้ำว่า คุณธาริตก็ขอให้ยึดแนวทางอย่างนั้นนะครับ อย่าเป๋ไปเลยครับ”
“คดีพิเศษส่วนใหญ่แล้ว เวลาดำเนินการมันจะต้องเข้าข่ายว่าเป็นคดีพิเศษตามกฎหมาย แล้วก็นอกจากนั้นก็จะต้องมีเรื่องของคณะกรรมการ มันไม่ได้มีเฉพาะตัวกรมอย่างเดียว มันมีคณะกรรมการด้วย ในการที่จะรับพิจารณาเรื่องต่าง ๆ อย่างกรณีของรัฐบาลที่แล้วนั้น หลายคดีก็ต้องนำไปพิจารณาในคณะกรรมการ ปกติสมัยผมก็จะได้มีการมอบให้ท่านรองนายกฯ สุเทพ ทำหน้าที่ แล้วก็จะต้องมีหลักมีเกณฑ์ และคณะกรรมการก็จะมีผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ด้วย”
จากกรณีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กลายเป็นว่ากลุ่มแกนนำ นปช. รู้สึกหวั่นไหวว่า คนเสื้อแดงจะเข้าใจผิดในตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่กลับกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์เสี้ยมให้คนเสื้อแดงเกลียด พ.ต.ท.ทักษิณนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนคิดว่า แกนนำ นปช. จะกลัวว่าคนเสื้อแดงจะเข้าใจคุณทักษิณถูกมากกว่า เพราะสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินไปนั้น พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นคนเขียนให้พูด
“ผมว่าไม่ใช่เรื่องที่ แกนนำ นปช. กลัวว่าคนเสื้อแดงจะเข้าใจคุณทักษิณผิดหรอกครับ ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องว่า แกนนำ นปช. จะกลัวว่าคนเสื้อแดงจะเข้าใจคุณทักษิณถูกมากกว่า เพราะว่าคำพูดทั้งหมดเป็นคำพูดคุณทักษิณ และเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เพ่งไปชี้ ชี้มาตลอดว่าคุณทักษิณนั้นมีวาระส่วนตัว แล้วเวลาที่ต้องการมวลชนมาสนับสนุนนั้น ก็จะไปหยิบยกประเด็นเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาของประชาชนอะไรขึ้นมาเพื่อระดมมวลชนให้เกิดการสนับสนุน แต่ว่าประชาธิปัตย์ก็ชี้มาให้เห็นตลอดว่า ประเด็นที่เป็นปัญหาของประชาชนนั้นก็ไม่เห็นคุณทักษิณจะเอาจริงเอาจังเหมือนกับประเด็นที่จะแก้ปัญหาให้กับตัวเอง ก็เท่านั้นเองครับ แล้วก็คำปราศรัยของคุณทักษิณนั้น พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เขียนให้นะครับ คุณทักษิณก็พูดเอง เพียงแต่เรายืนยันสิ่งที่เราชี้แล้วก็วิเคราะห์มาตลอดก็เท่านั้นเอง”
เมื่อมองว่ากระแสที่เกิดขึ้นในมุมกลับจากคนเสื้อแดงนี้จะทำให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องรอง เพราะเรื่องหลักคือการทำให้บ้านเมืองไปบนพื้นฐานความถูกต้อง แล้วเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการปรองดองตามความหมายที่แท้จริง
“ผมคิดว่าปัญหาเรื่องว่าจะขัดแย้งกันหรือไม่ เสถียรภาพรัฐบาลมันยังเป็นเรื่องรอง ผมว่าเรื่องหลักก็คือเราจะให้บ้านเมืองเดินไปบนพื้นฐานความถูกต้อง แล้วก็เข้าสู่กระบวนการปรองดอง ตามความหมายที่แท้จริงของมันอย่างไรมากกว่า แล้วก็เวลานี้ผมก็ว่ามันก็น่าจะชัดว่าสิ่งที่รัฐบาลที่แล้วได้นำเสนอแล้วก็ตั้งคณะกรรมการ คือ คอป. ขึ้นมา แล้ว คอป. เขาก็ลำดับให้เห็นว่า การจะนำไปสู่ความปรองดองมันต้องเริ่มต้นจากการค้นหาความจริง การดำเนินการตามกระบวนการต่าง ๆ มันน่าจะต้องมาพูดคุยกันตรงนั้นก่อน แล้วก็ปัญหาทั้งหมดที่เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ใช่ระหว่างคุณทักษิณกับคนเสื้อแดงนะครับ แต่ว่าระหว่างคุณทักษิณกับฝ่ายอื่น ๆ ในสังคมด้วย มันก็ไปวนเวียนอยู่ที่ว่า คุณทักษิณพยายามจะเลี่ยงความผิดของตนเอง เพราะฉะนั้นถ้าเกิดถอดตรงนี้ออกไป ความวุ่นวายมันก็จบ ผมถึงบอกว่าเรื่องปรองดองนั้นจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย
ความจริงตอนที่ โคฟี่ อันนัน เดินทางมาประเทศไทย ก็ยังได้พูดเลยนะครับว่า ปัญหาในประเทศไทยดูแล้วมันก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก แล้วก็ปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งก็คือ คุณทักษิณจะเอาผลประโยชน์ของประเทศ หรือผลประโยชน์ของตัวเอง”
ในทางกลับกันเมื่อนายณัฐวุฒิ หรือใครต่อใคร เป็นรัฐมนตรีแล้ว ควรจะสร้างความปรองดอง สร้างบรรยากาศที่ดี แต่กลับกลายเป็นว่าปลุกระดม สร้างกระแสให้เกิดความเกลียดชังฝ่ายตรงข้ามอยู่ตลอด ดังนั้นการทำในลักษณะนี้จะสอดคล้องกับการทำหน้าที่ฝ่ายบริหารหรือไม่
“ผมไม่รู้ว่าคุณมีความคาดหวังอะไรกับคุณณัฐวุฒิ บังเอิญผมอยู่ในโลกความเป็นจริงว่า อุปนิสัย พื้นฐานของคุณณัฐวุฒิก็เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร จะไปเปลี่ยนหลังจากเป็นรัฐมนตรีได้อย่างไร แล้วก็น่าจะทบทวนดู ก็คงไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ โพลล์วันก่อนก็รู้สึกว่าจะได้คะแนนต่ำสุดในบรรดารัฐมนตรีทั้งหมด เพราะว่าเกษตรกรเดือดร้อนกันทั่วประเทศ ไม่รู้สิครับ ใช้ศัพท์ของฝ่ายคุณทักษิณเองรึเปล่าว่า มีพ่อค้าความขัดแย้ง ไปอยู่ใกล้ ๆ ตัวคุณทักษิณทั้งนั้นแหละครับ เพราะว่าถ้าค้าขายได้ก็มีสตางค์ และสตางค์ก็อยู่ที่คุณทักษิณเยอะ”
ข่าวอื่นๆ