ข่าว

12 มิ.ย. 2555
อภิสิทธิ์ ทวงถามผลลัพธ์ลงพื้นที่ของนายกฯ หลายครั้ง ไม่เกิดรูปธรรมแก้น้ำท่วม
(12 มิ.ย. 55) นาย
“ผมว่าปัญหาคือการไม่เอาใจใส่ กับการดำเนินการในเรื่องนี้ คงจำได้นะครับตอนที่รัฐบาลนี้เข้ามาแล้วก็เกิดปัญหาน้ำท่วมซึ่งตอนแรกก็ยังไม่รุนแรง นายกรัฐมนตรีกับรัฐบาลพยายามจะพูดว่าอย่างน้อยที่สุดการชดเชยเยียวยา การจ่ายเงินให้กับประชาชนผู้ประสบภัยนั้นจะทำได้เร็วกว่าสมัยรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งความจริงผมก็พูดตอนนั้นว่า ความจริงก็ทำให้เร็วนะครับ แต่พยายามมาสร้างประเด็นทางการเมือง ว่าจะทำให้เร็วกว่ารัฐบาลที่แล้ว เรื่องให้มากกว่านั้นไม่ว่ากันเพราะว่ามีการคำนวนต้นทุนอะไรเพิ่มเติม เรื่องเงินเกษตร เรื่องอะไรนั้นก็ถูกต้อง แต่ว่าพยายามจะบอกว่าจะทำให้เร็วกว่า ซึ่งความจริงผมก็ไม่ได้เป็นฝ่ายที่หยิบประเด็นนี้ขึ้นมา แต่ว่าสุดท้ายก็พบความจริงว่า เวลาขณะนี้ล่วงเลยมาเกือบจะปีนึง ในบางกรณีการจ่ายเงินก็ยังมีปัญหาอยู่ตลอด และมีการประท้วง เหตุผลก็คือจริง ๆ แล้วการติดตามในเรื่องของการจ่ายเงินนั้นมันต้องทำค่อนข้างละเอียด อย่างน้อยที่สุดในการประชุม ครม. มันควรจะมีการรายงานความก้าวหน้าเพราะว่ามันจะมีหลายขั้นตอนในการสำรวจความเสียหาย การขึ้นบัญชี แล้วก็ส่งต่อมาที่จากองค์กรท้องถิ่น ส่งขึ้นมาที่หน่วยงานกลาง จะเป็นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตร แล้วก็ต้องมีการแจกจ่ายเงิน เบิกจ่ายเงิน มีการตรวจสอบต่าง ๆ
เพราะฉะนั้นถ้าตรงนี้ไม่ได้มีการมอบหมายบุคคลให้ติดตามเป็นการเฉพาะแล้วก็มีการเกาะติดเรียกว่าสัปดาห์ต่อสัปดาห์ พอมันเกิดปัญหาในพื้นที่อะไรแล้วมันก็จะถูกทิ้งค้างไว้ ทีนี้ถ้าหากว่ามันถูกทิ้งค้างไว้แล้วก็ในบางกรณี คือคนพื้นที่ติดกันแต่อาจจะอยู่คนละท้องถิ่นบ้างอะไรบ้าง แล้วก็มีปัญหาภายในท้องถิ่นเอง เกิดความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้รับบริการที่ดี ถูกเลือกปฏิบัติ มันก็จะสะสมปัญหาเหล่านี้มากขึ้น ทีนี้จริง ๆ แล้วเราก็มองว่าเมื่อเดือนกุมภาฯ ที่นายกฯ ก็เริ่มทัวร์ ทัวร์น้ำท่วมภาคแรก เราก็ได้ชี้ให้เห็นว่าในงานที่ต้องไปทำตอนทัวร์มีอะไรบ้าง ประชาธิปัตย์เปิดเป็นลานเสวนาอยู่ และผมก็บอกว่า มีการบ้านจะขอตรวจนะ ภายใน 1 อาทิตย์หลังจากนั้น
ข้อ 1 เลยบอกว่า ต้องไปตรงดูว่าปัญหาการเบิกจ่ายเงินชดเชยเยียวยานั้นมันอยู่ที่ไหน ปรากฎว่าตอนนั้นก็ผ่านไปในช่วงการทัวร์ครั้งที่ 1 ก็ไม่เห็นมีอะไรเป็นรูปธรรมชัดเจน แต่เวลาล่วงเลยมาวันนี้อีกหลายเดือน กลายเป็นว่าพอทัวร์ครั้งที่ 2 ก็ยังอยู่ที่เดิม เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมว่านายกฯ ก็ต้องชัดเจนแล้วว่าปัญหามันอยู่ที่ไหน แต่ว่าวันนี้ก็จะมีแต่เพียงคล้าย ๆ คำมั่นสัญญาว่าภายในเดือนก.ค. จะจบ ก็คงไม่ต่างอะไรจากที่บอก จัดการน้ำเดือนกุมภาฯ จบอะไรจบ แต่ว่าทุกอย่างเวลานี้ล่วงเลยล่าช้ามาหมด เพราะฉะนั้นก็คงต้องต้องดูครับว่า การทัวร์ที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้มันมีอะไรแตกต่างจากการทัวร์ในครั้งก่อน มีอะไรที่จะสร้างความมั่นใจว่าครั้งนี้จะไม่เป็นการสูญเปล่า แล้วก็ก็มีความชัดเจนว่าอะไรที่กำลังเป็นการเตรียมการกับการจัดการบริหารน้ำ ที่มันจะแตกต่างจากปีที่แล้ว”
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าการลงพื้นที่ของนายกฯ ครั้งนี้คิดว่าไม่ตรงกับความต้องการของประชาชนที่อยากให้มีการไปในเยี่ยมเยียน และช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมมากกว่า
“ก็จริง ๆ แล้วเราก็คิดว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่น้ำท่วมก็คงอยากให้มีการไปในพื้นที่เหล่านั้นมากกว่า แต่ว่าเป็นการตัดสินใจของทางรัฐบาลครับว่าจะใช้วิธีทัวร์ เหมือนกับย้อนรอยเดิม ทั้งที่ความจริงขณะนี้มันก็มีปัญหาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อื่น ๆ
เช้าวันนี้ เสร็จจากรายการนี้ ผมก็จะได้มีการมอบถุงยังชีพให้กับ สส. ในพื้นที่พรรคประชาธิปัตย์ที่ประสบภัยน้ำท่วม เพื่อที่จะได้ไปดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เสียดายว่าเพราะการเปิดสภานั้นไม่จบไม่สิ้นนะครับ ทำให้ผมก็เลยยังลงพื้นที่ไปไม่ได้”
นายอภิสิทธิ์ไม่ได้มองว่าการที่นายกฯ ได้มีโอกาสลงพื้นที่มากกว่านั้นถือเป็นการเอาเปรียบตน แต่ความสำคัญอยู่ที่งาน และผลที่จะตกกับประชาชนมากกว่า เพราะในสมัยตนเป็นรัฐบาลนั้น ตนก็ลงพื้นที่และประชุมสภาได้ ด้วยการจัดแบ่งเวลาให้ดี
“ผมได้คิดเรื่องเอาเปรียบอะไรนะครับ เพราะว่าความสำคัญมันอยู่ที่งาน ผลที่ตกกับประชาชนมากกว่า สมัยผมเป็นนายกฯ นั้น ผมก็ลงพื้นที่ด้วย แล้วก็ประชุมสภาด้วยนะครับ ก็พยายามจัดแบ่งเวลา แต่ว่าการลงพื้นที่หรือว่าการประชุม หรือใช้เวลานั้น มันต้องมีผลลัพธ์ออกมาในเรื่องว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ปัญหาก็คือขณะนี้การทัวร์น้ำท่วมมันก็เป็นการทัวร์ แต่มันไม่มีคำตอบว่า ตกลงที่ทัวร์ไปแล้วตั้งแต่ครั้งที่แล้ว แล้วมาครั้งนี้ อะไรคือความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดความมั่นใจ”
“อย่างที่บอกนะครับ ถ้าไปแล้วมีผลออกมา ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าผลที่ได้กลับมาคืออะไร ส่วนสภาฯ นั้นผมก็ไม่ทราบท่านไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องที่รัฐบาลกำลังสร้างปัญหาให้กับประเทศขึ้นมาเองนั้นเพราะอะไร”
“คือผมบอกว่าบังเอิญมันมีหลายปัจจัยนะครับ แต่สิ่งที่พูดได้เต็มที่เลยก็คือว่า นายกฯ หลีกเลี่ยงการเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาซึ่งนายกฯ ร่าง คือนายกฯ เป็นคนขอขยายสมัยประชุมสภา เอาเรื่องร้อน ๆ เรื่องที่ขัดแย้งเข้ามา แต่ไม่อยากรับผิดชอบกับเรื่องนี้ ก็เลยไม่มาสภา ทั้งที่ตัวเองเป็นคนขอขยายเวลา ขอเปิด แล้วก็ยังไม่ยอมปิด เพราะฉะนั้นความรับผิดชอบอยู่กับนายกฯ ครับ ไม่ว่าจะมาหรือไม่มา”
ต่อในเรื่องเงินกู้ 3 แสน 5 หมื่นล้านตาม พรก.ฉุกเฉิน นั้น ตามที่ นายปลอดประสพ ระบุวานนี้ว่ามีการใช้เงินไปเพียง 5 พันล้าน ต้องถึงกับจ้างบริษัทเพื่อมาทำแผนบริหารจัดการน้ำ และต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนนั้น นายอภิสิทธิ์มองในเรื่องนี้ว่าทำไมเราไม่สามารถที่จะใช้กระบวนการองค์กร กลไกของเราตามปกติได้ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลตั้งคณะทำงานขึ้นมาหลายชุด แล้วทำไมเราจึงไม่สามารถที่จะบริหารจัดการตรงนี้ได้คงต้องมีคำตอบว่าถ้าจำเป็นที่จะต้องไปจ้างต่างชาติเข้ามา แล้วต่างชาติมีอะไรที่เราไม่มี
“เรื่องของความจำเป็นที่ต้องมีเงินกู้ใช้นั้น ก็มีความสำคัญในแง่ของการลงทุนเพื่อที่จะวางแผนป้องกันต่าง ๆ แต่ที่เราเคยพูดมาโดยตลอด แล้วก็นี่ก็เป็นกรณีหนึ่งที่ผมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับศาลรัฐธรรมนูญเสมอไป พอที่ศาลตัดสินว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน เราก็ค่อนข้างผิดหวัง เพราะว่าผมนั้นมองว่า รัฐบาลนั้นจะไม่สามารถที่จะใช้เงินในระยะเวลาที่อ้างว่ามีความเร่งด่วนได้จริง เพราะฉะนั้นตามความเป็นจริงแล้วมันก็เหมือนกับไม่ได้เร่งด่วน สามารถที่จะรอให้ผ่านสภาได้ แล้วก็สุดท้ายก็เป็นอย่างที่เราพูดเพราะว่า ขณะนี้ก็ชัดเจนว่าทางรัฐบาลนั้นก็ไม่สามารถที่จะอนุมัติ หรือใช้จ่ายเงินได้ในเวลาที่เคยอ้างไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อ้างว่าต้องรีบทำ ต้องรีบกู้ เพื่อที่จะรับมือกับหน้าฝนที่กำลังจะมาถึง แต่ว่าวันนี้มันชัดเจนแล้วนะครับว่า ทั้งหมดที่ทำนั้นมันไม่ทันในกรอบเวลาที่พูด เพราะฉะนั้นการลงทุน 3 แสน 5 หมื่นล้าน ที่จะมาป้องกันอะไรในปีนี้นั้นไม่มีเลย”
จะมีใครร้องศาลได้หรือไม่ในเรื่องนี้
“ไม่หรอกครับ อย่างนี้แหละครับ อย่างที่บอก พอเรื่องมันยุติแล้ว เราเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยเราก็ควรจะเคารพการตัดสินของศาล ถ้าเราบอกเถียงกันไปไม่จบ มันก็จะสร้างปัญหาให้กับบ้านเมือง”
แผนที่รัฐบาลจะหาบริษัทเอกชนมาร่วมในการบริหารจัดการน้ำนั้นเห็นด้วยหรือไม่
“ผมต้องถามนะครับว่าทำไมเราไม่สามารถที่จะใช้กระบวนการองค์กร กลไกของเราตามปกติได้ เห็นรัฐบาลก็ตั้งคณะกรรมการมานับชุดไม่ถ้วน ตามคำย่อกันแทบไม่ได้ แล้วก็อ้างว่ามีแผนแล้ว มีแผนอีก แต่ว่าทำไมเราไม่สามารถที่จะบริหารจัดการตรงนี้ได้คงต้องมีคำตอบว่าถ้าจำเป็นที่จะต้องไปจ้างต่างชาติเข้ามา แล้วต่างชาติมีอะไรที่เราไม่มี”
เรื่องที่รัฐบาลชุดนี้จะกลับมาเก็บเงิน 30 บาทรักษาทุกโรค
“เรื่องนี้ผมพูดตั้งแต่วันแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า ผมเห็นว่าเหตุผลที่กำลังจะทำทั้งหมดนั้นของจริงไม่มีอะไรเลยเป็นเรื่องการตลาด ความหมายก็คือว่า 30 บาทนั้นจะมาแก้ปัญหาอะไร 1. มันไม่ได้แก้ปัญหาว่าโครงการนี้ขาดเงินแล้วก็จะเก็บเงิน 30 บาทแล้วแก้ปัญหาการเงินของโครงการได้ ขาดเงินนั้นขาดไม๊ แต่ละปีเอาละต้องยอมรับว่ารัฐบาลไม่สามารถตอบสนองคำขอของ สป.สช. ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยในแต่ละปี แต่ว่าหลักของงบประมาณที่เรากำลังพูดกันนั้น มันเป็นแสนล้านนะครับ การเก็บเงิน 30 บาทนั้น อย่างเก่งก็เก็บได้ประมาณอยู่หลัก ผมให้เต็มที่ หลัก 1 พันล้าน อะไรอย่างนี้ ซึ่งนั่นคือประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เพราะฉะนั้นตรงนี้มันไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องของการเงิน แล้วก็แน่นอนยิ่งมาดูการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลชุดนี้ การใช้เงินภาษีอากรของรัฐบาลชุดนี้มีหลายเรื่องที่ไม่ควรทำแล้วไปทำ แล้วไม่นับเรื่องการรั่วไหล ถ้าจะบอกว่าโครงการนี้ต้องการเงินเพิ่ม นี่ไม่ใช่แหล่งเงินที่จะมาช่วยนะครับ
ข้อที่ 2. เมื่อก่อนที่เคยอ้าง ก็คือเขาบอกว่า เวลาของฟรีนั้น ประชาชนก็จะคล้าย ๆ ไม่เห็นคุณค่า หรือว่ามาใช้บริการกันเยอะเกินไป แต่ข้อเท็จจริงมันก็ไม่ใช่หรอกครับ เพราะว่าเวลาเราเดินทางไปในพื้นที่ในต่างจังหวัด อยู่ในโรงพยาบาลของรัฐ เราจะเห็นว่าไม่มีใครกับการมาโรงพยาบาลหรอกครับ แล้วก็จริง ๆ แล้วค่าใช้จ่ายในเรื่องของการเดินทาง การสูญเสียโอกาสซึ่งต้องมารอ บางรายก็อาจจะ 3 ชั่วโมง 4 ชั่วโมงด้วยซ้ำ มันก็คงไม่ได้หมายความว่าใครเห็นว่าเป็นเรื่องฟรี ก็เลยมาแบบไม่จำเป็นจะต้องมา เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ใช่อีก แต่ที่สำคัญก็คือว่า เวลาบอกจะเก็บ 30 บาท มันต้องกลับไปมีข้อยกเว้นอีก เพราะก่อนโครงการ 30 บาทจะเกิดนั้น
รัฐบาลสมัยท่านนายกฯ ชวน ผลักดันการรักษาฟรี สำหรับคนหลายกลุ่ม ในผู้สูงอายุ แล้วก็คนที่ยากจนจริง ๆ ทีนี้ต่อมาก็บอกว่าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาก็ 30 บาท รักษาทุกโรค แต่เป็นการให้สิทธิ์กับคนทุกคนไปเลย แล้วพอถูกท้วงว่าเก็บ 30 บาทกับคนซึ่งต้องเคยรักษาฟรี แล้วก็มีความจำเป็น มีความต้องการ เพราะฉะนั้นก็ต้องมายกเว้นคนเหล่านี้ เพราะฉะนั้นก็จะเกิดค่าใช้จ่ายทางด้านการบริหารขึ้นมาอีกว่า คนไปนั้นต้องดูก่อนว่าเข้าข่ายที่จะเก็บหรือไม่เก็บ 30 บาท เด็ก กับผู้สูงอายุไม่เท่าไหร่ นั่นดูจากบัตรประชาชน ดูจากอายุได้ แต่ว่าคนยากจนนั้นที่เคยบอกว่าไม่ต้องเสีย 30 บาท ตรงนี้จะเป็นปัญหามากเลยนะครับว่า ต้องมานั่งกลั่นกรองกันอีก ก็จึงยืนยันว่าโดยเหตุผลในเชิงการบริหารทางด้านการเงินหรืออะไรก็ตามมันไม่มีเหตุผลที่จะกลับมาเก็บ 30 บาท
แต่ถามว่าทำไมรัฐบาลนี้อยากเก็บ 30 บาท คำตอบก็คือว่ามันเป็นเรื่องของการตลาดทางการเมือง เพราะว่าต้องการให้ ยี่ห้อ 30 บาท ผูกติดอยู่กับไทยรักไทย แล้วก็กลับไปอยู่กับพรรคเพื่อไทย เท่านั้นเอง ผมจึงเคยอภิปรายในสภาว่าอย่าไปเก็บเลยครับ ถ้าคุณอยากจะหาความได้เปรียบหรือกลยุทธ์ทางการเมืองไปทำเรื่องอื่นเถอะ อย่าทำให้มันเกิดเรื่องที่จะต้องมีปัญหาในทางบริหารสำหรับบุคลากร แล้วก็เพิ่มภาระให้กับประชาชนโดยไม่จำเป็น ให้คิดถึงประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่ประโยชน์ทางการเมืองของตัวเอง”
ต่อด้วยเรื่องการประชุมสภาในวันนี้ ตกลงว่าวันนี้จะมีการลงมติอะไรบ้างหรือไม่
“การลงมติในวาระที่ 3 นั้น ก็ต้องขอบคุณท่านประธานสมศักดิ์ ท่านก็ไม่ได้บรรจุเข้ามา วาระยังเป็นการรับทราบคำสั่งของศาล ซึ่งความจริงในมุมมองของพรรคประชาธิปัตย์นั้นเห็นว่าความจริงมันก็น่าจะจบกันไปได้แล้ว เพราะว่าท่านประธานอ่าน แล้วก็มีการอภิปรายกันไปพอสมควรแล้ว ความเห็นต่าง ๆ ก็ปรากฎต่อสาธารณะ แม้ท่านประธานอยากจะส่งความเห็นตรงนี้ไปยังศาล เพื่อให้รับทราบในส่วนของมุมมองของคนที่ไม่เห็นด้วยก็ทำได้ แต่ว่าผมว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปเผชิญหน้ากับศาล โดยการไปขัดคำสั่งของศาล แล้วก็ศาลก็เพียงแต่รับเรื่องเอาไว้เพื่อพิจารณา ยังไม่ได้ตัดสิน ยังไม่ได้อะไร แล้วเนื่องจากมันเป็นการรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นมาตรการในเชิงป้องกัน แล้วมันมีเหตุจำเป็นว่าถ้าไม่ดำเนินการ มีมาตรการชั่วคราว แล้วปล่อยให้มีการลงมติไป การพิจารณาคดีจะเกิดต่อไปวันข้างหน้า การตัดสินคดีมันอาจจะทำให้เกิดความเสียหายที่ลุกลามบานปลายได้ ศาลก็นัดประชุมเดือน ก.ค. ก็รอไปถึงเดือน ส.ค. ก็ไม่น่าจะมีความเสียหายอะไร
แต่ว่าความเคลื่อนไหวนั้นแน่นอนครับ วันนี้ก็จะเห็นพรรคเพื่อไทยพยายาม 2 อย่าง อย่างหนึ่ง ก็คือความพยายามที่จะบอกว่าให้ลงมติเลยวาระที่ 3 ซึ่งผมก็หวังว่าประธานสมศักดิ์ก็จะชัดเจนเหมือนในการประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่ท่านประกาศบอกว่าจะมาให้ลงอะไรกันโดยยังไม่มีอยู่ในวาระในขณะนี้ท่านไม่ยอม แล้วก็บอกว่าถ้าเสนอท่านก็จะปิดประชุม ถ้าท่านเองยืนยันตรงนี้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก ช่วยปลดชนวนความขัดแย้ง
แต่ว่านอกจากเรื่องนี้แล้วอาจจะมีความพยายามในการเสนอญัตติให้ลงมติ ทำนองว่าไม่รับทราบเฉย ๆ แต่ว่าจะไม่เห็นด้วยกับศาล จะไม่ฟังศาลอะไรต่าง ๆ นั้นคงมีความพยายามตรงนี้ ซึ่งในมุมมองพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าตรงนี้มันไม่ใช่ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา จู่ ๆ อยู่ดี ๆ จะเป็นการไปประชุมบอกว่า ผมจะมีมติว่า คำสั่งศาลนั้น ใช้ไม่ได้ หรือไม่ให้มาใช้กับผม อะไรอย่างนี้ ผมว่าอันนี้ไม่น่าจะเป็นขอบเขตของอำนาจที่อยู่ในงานของสภาที่จะไปทำ”
ถ้าทั้ง 2 เรื่องที่จะมีการลงมติไม่รับคำสั่งศาล หรือเดินหน้าลงมติก็ดี พรรคประชาธิปัตย์จะทำอย่างไร
“ทั้ง 2 กรณีนั้น ประชาธิปัตย์เห็นว่าเราจะไม่ร่วมกับกระบวนการของการที่จะไปขัดคำสั่งศาล หรือทำเกินหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้กับทางสภาครับ”
แสดงว่าไม่อยู่ลงมติ
“ครับ ไม่ร่วมในกระบวนการทั้งหลายที่เป็นการขัดคำสั่งศาล หรือเป็นการทำให้เกิดการเผชิญหน้าต่าง ๆ มากขึ้น”
การที่นายก่อแก้ว ออกมาบอกว่า หากประธานไม่ฟังมติพรรค ก็จะไม่รักษาเก้าอี้ประธานสภาไว้ให้นั้น นายอภิสิทธิ์ชี้ให้เห็นว่า นี่คือสิ่งที่เราได้ท้วงมาตลอด และการออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะนี้ก็ชี้ให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยไม่เคารพหลักคิดของการวางตัวเป็นกลางของประธานสภา
“ก็คงต้องดูเพราะว่าความจริงคุณก่อแก้วพูดนี่ น่าจะไปอ่านรัฐธรรมนูญ ว่าคนที่เป็นประธานสภา โดยสถานะนั้น จะต้องเป็นกลาง ถ้าบอกว่าประธานสภาต้องทำตามมติพรรค ก็นี่ไงครับคือสิ่งที่เราท้วงมาตลอดว่ามันจะทำให้เกิดปัญหา แล้วก็ผมว่าการออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะที่พยายามจะขู่ประธานในลักษณะนี้ ชี้ให้เห็นนะครับว่าพรรคเพื่อไทยไม่เคารพหลักคิดของความเป็นกลางของประธานสภาเลย”
จดหมายเปิดผนึกของนาย จาตุรนต์ เพื่อให้มีการลงมติในวาระ 3
“ทำไมจะต้องมีความขัดแย้งล่ะครับ ในเมื่อแต่ละคนก็ทำหน้าที่ของตนเองไป ผมยังมองไม่เห็นเลยครับ นอกจากว่ามันเป็นความต้องการของบางคน บางกลุ่มเท่านั้นเองว่า ต้องลงมติวันนี้ ถ้าไม่ลงมติวันนี้ไม่ได้ ทำนองนั้น”
ถ้าผ่านวันนี้ไปแล้ว ประเด็นในวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรต่อ
“ถ้าวันนี้ไม่มีการลงมติ พรุ่งนี้ก็ไปว่ากันเรื่องการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผมได้ทราบ หรือว่าได้รับคำชี้แจงว่า วาระกฎหมาย 4 ฉบับที่เป็นปัญหาที่หายไปจากระเบียบวาระนั้น เป็นเพราะว่าการนัดประชุมในวันพรุ่งนี้กับวันพฤหัส ถือว่าเป็นการประชุมเป็นกรณีพิเศษ เพราะฉะนั้นเขาก็บอกว่า ท่านประธานก็สามารถที่จะเลือกวาระที่จะให้พิจารณาได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ต้องขอบคุณประธานสมศักดิ์ว่าได้นำเอาเรื่องที่เป็นปมความขัดแย้งออกไป เพียงแต่ว่าคงต้องจับตาดูนะครับว่า ถ้ามีความพยายามในการจะเอาเรื่องเหล่านั้นเข้ามา ท่านประธานจะทำอย่างไร”
เมื่อคืนที่ผ่านมา ได้ไปร่วมรายการตอบโจทย์ ว่าด้วยเรื่องปรองดอง
“เมื่อวานนี้ก็ ถึงจั่วหัวว่าเป็นเรื่องปรองดอง แต่จริง ๆ แล้วก็เหมือนกันกับเป็นการถามตอบในเรื่องของสถานการณ์ปัจจุบันมากกว่า ว่าจุดยืนของพรรคเป็นอย่างไร แต่แน่นอนเมื่อโยงกลับไปและผมก็ยืนยันเหมือนกับที่พูดมาโดยตลอดว่า เรื่องของการปรองดองนั้น ถ้าเป็นหลักสากลมันมีขั้น มีตอนของมันที่จะต้องค้นหาความเป็นจริงอะไรต่าง ๆ ดังนั้นผมก็เห็นว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้มันไม่ใช่เรื่องการปรองดอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำถามแรกที่ถามผมนั้น ก็บอกว่าเอ๊ะ ทำไมประชาธิปัตย์ ใช้คำว่าเปิดเกมเร็ว เปิดเกมแรง ผมก็เลยชี้ให้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้ว ประชาธิปัตย์ไม่ได้เปิดเกมอะไรเลย รัฐบาลเป็นคนเปิดเกมเร็ว และแรงด้วยการเอาช่วงของการจะปิดสมัยประชุมนี้ เสนอ 2 เรื่องที่เป็นเรื่องร้อน ๆ ที่ยังร้อนจนถึงสัปดาห์นี้ เข้ามาสู่สภา แล้วก็ขยายการประชุมสภาโดยไม่มีกำหนด ซึ่งจะเป็นการดำเนินการที่พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าไม่เป็นผลดีกับประเทศชาติ ก็จำเป็นต้องคัดค้าน แต่การพยายามรวบรัดตัดตอน เร่งรีบเสนอเข้ามา ก็ทำให้การคัดค้านก็ต้องทำอย่างเต็มที่ครอบคลุม โดยเฉพาะเรื่องของกฎหมายที่อ้างว่าเป็นกฎหมายปรองดอง จะเห็นได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ก็ยอมรับว่ายังไม่ทราบเนื้อหาสาระข้างใน ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ ก็มันไม่ใช่เรื่องปรองดอง เป็นเรื่องนิรโทษกรรมเป็นหลัก”
หากจะปรองดองจริง สิ่งที่นายอภิสิทธิ์อยากเห็นจากนี้
“หมายความว่าถ้ารัฐบาลปิดสภาเสียก่อนถูกไม๊ครับ ก็แน่นอนนะครับ เรื่องปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ประชาชนรอคอยการแก้ไข แล้วก็การสร้างความมั่นใจในการที่จะรับมือกับความไม่แน่นอนทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกด้วย จากการเตรียมการที่จะต้องรับมือกับภัยพิบัติ ที่จะเกิดขึ้นด้วย ผมว่าอันนี้คือสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น ไม่นับว่าปัญหาติดยาเสพติด หรือปัญหาอื่น ๆ ก็ต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง แล้วก็ถ้าบรรยากาศของการเมืองสงบ บรรยากาศของบ้านเมืองสงบ รัฐบาลก็จะทำตรงนี้ให้เต็มที่ผมว่าประชาชนก็จะพอใจ”
เชื่อมั่นว่าฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ที่มีความเห็นต่างยังสามารถเจรจาพูดคุยด้วยเหตุด้วยผลได้
“ผมเชื่อนะครับว่าการได้มีโอกาสพูดคุยใช้เหตุใช้ผลก็ดีกว่าการที่จะมุ่งไปสู่การเผชิญหน้า แล้วก็ถ้าไม่มีการ มีเงื่อนเวลาที่มาบีบอยู่ตลอดว่า วันพรุ่งนี้ต้องพิจารณาแล้วนะ มะรืนนี้ต้องพิจารณาแล้วนะ แต่มีเวลาเป็นเดือน มันก็มีโอกาสที่จะทำให้มันได้ยุติที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”
หากจะใช้เวทีการประชุมรัฐสภาในการหาทางออกกฎหมายปรองดอง ได้หรือไม่
“คือการพูดคุยนั้น อย่างที่บอกก็คือดีกว่าการเผชิญหน้า ส่วนการพูดคุยจะใช้รูปแบบใดมันไม่ได้มีสูตรสำเร็จ แล้วก็บางเรื่องก็ต้องเปิดเผย โปร่งใสให้ประชาชนเห็น ให้ประชาชนเข้าร่วมได้ก็ดี แต่บางครั้งการตกลงบางเรื่องที่อาจจะยังถ้าเร่งเปิดเวทีที่กว้างเกินไปแล้วมันมีแต่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง ก็ต้องพยายามใช้การพูดคุยในวงเล็ก ๆ ก่อน แต่แน่นอนที่สุดเรื่องทั้งหมดนี้ผมยืนยันครับ ถ้าไม่มีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามา บ้านเมืองไม่วุ่นวาย เพราะฉะนั้นต้องปลด ต้องปล่อยวางผลประโยชน์ตรงนั้นให้ได้”
ข่าวอื่นๆ