ข่าว

อภิสิทธิ์ ระบุการใช้สนามบินอู่ตะเภาของรัฐบาลที่แล้ว อยู่ภายในกรอบความร่วมมือพหุภาคี
13 มิ.ย. 2555

อภิสิทธิ์ ระบุการใช้สนามบินอู่ตะเภาของรัฐบาลที่แล้ว อยู่ภายในกรอบความร่วมมือพหุภาคี

 

(13 มิ.ย. 55) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ถึงปัญหาน้ำท่วมที่มาเร็วกว่าทุกปีว่า มองได้หลายแง่มุม เพราะถ้าเทียบกับปีที่แล้ว ภาคใต้มาช้ากว่า 2 เดือน แต่ภาคเหนือมาเร็วขึ้น คณะทัวร์ของนายกฯ ควรปรับแผนไปเยี่ยมประชาชนที่ประสบภัยมากกว่า ไปตามกำหนดการเดิม

“ที่จริงแล้วต้องบอกว่าอย่างนี้นะครับ มันก็มองได้หลายแง่มุมนะครับ ภาคใต้นั้นความจริงแล้วถ้าเทียบกับปีที่แล้วดูจะช้ากว่าเดือน 2 เดือนนะครับ แต่ทางเหนือนั้นดูจะมาค่อนข้างเร็ว แต่อย่าลืมว่าปีที่แล้วนั้น การที่ฝนเริ่มตกแล้วก็น้ำเริ่มท่วมในบางพื้นที่ หรือจะเรียกว่าน้ำหลากนั้นสุดแล้วแต่ ก็มีตั้งแต่ช่วงกลางปีเป็นต้นไป เพียงแต่ว่าช่วงปีที่แล้วนั้นก็คือปลายเดือน ก.ค. ที่มีฝนเข้ามาเยอะมาก เพราะฉะนั้นตอนนี้ผมคิดว่าก็อยากจะให้ทุกฝ่ายเร่งดูแลพี่น้องประชาชน

บังเอิญนายกฯ กับคณะก็ไปทัวร์ตามกำหนดการเดิม แต่ผมคิดว่าเนื่องจากมันมีพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงอยู่แล้ว น่าที่จะมีการปรับแผนไปเยี่ยมพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยมากกว่า ขณะเดียวกันนั้นผมคิดว่า มันมีบางพื้นที่ซึ่งผมก็แปลกใจเห็นได้ข่าวอย่างเช่น บางระกำใช่ไม๊ครับ ที่เดิมถูกหยิบยกขึ้นมาบอกว่าเป็นโมเดล แต่ว่าขณะนี้ดูเหมือนว่า จะไม่มีการไปดูว่าตรงนั้นสุดท้ายแล้วพัฒนาเป็นอย่างไร

ผมคิดว่าเวลาที่มีการลงพื้นที่ แล้วมีการประกาศใช้ตรงนั้น ตรงนี้เป็นแบบอย่าง เป็นต้นแบบเป็นโมเดล มันควรจะมีการติดตามครับ”

 

เมื่อสอบถามว่า อ.บางระกำ และกงไกรลาส เกิดน้ำท่วมทุกปี แต่เหตุใดคราวนี้นายกฯ จึงไม่ไปในพื้นที่ดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ตอบว่า เมื่อรัฐบาลเคยกำหนดพื้นที่ตรงไหนให้เป็นโมเดล หรือต้นแบบ รัฐบาลก็ควรกลับไปติดตาม และประเมินว่าสิ่งที่เคยวางเป็นแนวทางไว้นั้นสุดท้ายมันใช้ได้หรือไม่อย่างไร

“ผมไม่ทราบนะครับว่าคนที่จัดรายการให้ เหตุใดจึงไม่เสนอให้มีการไปพื้นที่เหล่านี้ คงต้องไปจัดครับว่าเหตุผลคืออะไร แต่ผมคิดว่าเมื่อตรงนี้มันเป็นความชัดเจนว่า เป็นพื้นที่ซึ่งเคยถูกหยิบยกให้เป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหา ก็ควรมีการไปติดตาม แล้วจริง ๆ ใจผมยังอยากให้มีการปรับไปดูในเรื่องของพื้นที่ซึ่งประชาชนได้รับผลกระทบอยู่ในขณะนี้ อย่างน้อยก็เป็นกำลังใจให้กับประชาชน แล้วก็ในอีกส่วนหนึ่งก็คือว่า อะไรซึ่งเคยเป็นการพูดเอาไว้ว่า เป็นต้นแบบ เป็นรูปแบบการแก้ปัญหาจะได้ไปติดตามครับ จะได้ประเมินได้ว่าที่เคยวางแนวทางเอาไว้นั้น ในที่สุดมันใช้ได้หรือไม่ได้อย่างไร”

 

ในส่วนของอาสาประชาธิปัตย์ กับการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนตอนนี้ได้เริ่มอะไรไปแล้วบ้างนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เบื้องต้นได้ประสานให้ สส. ของพื้นที่ที่ประสบภัยติดต่อมารับถุงยังชีพไปช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว

“สิ่งที่เราทำนั้น เนื่องจากขณะนี้เรายังมีภาระประชุมสภากันด้วย แต่ว่าในส่วนของอาสาฯ นั้นเมื่อวานนี้ก็ได้มีการดำเนินการในการสั่งให้พื้นที่ที่มีน้ำท่วมสามารถประสานที่จะไปรับ อย่างน้อยก็มีถุงยังชีพไป ทั้งภาคใต้ ภาคเหนือครับ เมื่อวานนี้ที่ได้ดำเนินการ”

 

พี่น้องประชาชนต้องเจอวงรอบน้ำท่วมแบบนี้ทุกปี เราจะต้องหาทางแก้ปัญหาพวกนี้ในระยะยาวได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การที่รัฐบาลตัดสินใจกู้เงิน 4 แสนล้านไปนั้น ก็ควรจะทำแนวทางเพื่อให้มีการปฏิบัติเป็นรูปธรรม ส่วนระบบการดูแลนั้น ก็ต้องหาทางทำให้มีการบริหารจัดการเมื่อเกิดภัยพิบัติ และตนอยากให้รัฐบาลได้นำเอาข้อเสนอแนะที่พรรคประชาธิปัตย์เคยจัดเสวนาเกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วมครั้งที่แล้วมาทบทวนด้วย

“1. ต้องยอมรับว่าพื้นที่ลุ่มหลายพื้นที่ โดยธรรมชาตินั้นจะประสบกับปัญหานี้มา 2. ต้องยอมรับเหมือนกันว่าเรามีหลายชุมชน หลายพื้นที่ซึ่งจริง ๆ แล้วก่อนมีการพัฒนา ใช้คำนี้ก็แล้วกันนะครับ มันก็เป็นพื้นที่ซึ่งมีความเสี่ยงในเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไอ้ที่คิดว่าจะสามารถป้องกันไม่ให้มีน้ำท่วมเลยนั้น ก็คงเป็นไปได้ยาก แล้วก็พื้นที่บางพื้นที่ก็เป็นพื้นที่เสี่ยงในแง่ที่ว่าน้ำหลากลงมา น้ำป่า น้ำที่ลงมาจากพื้นที่โดยเฉพาะในที่สูง ซึ่งปัจจุบันก็มีปัญหาเรื่องของป่าไม้ที่เสื่อมโทรม ถูกทำลายไป คือการทำการแก้ปัญหาระยะยาวก็สมควรทำ แล้วก็โครงการในเรื่องการปลูกป่า โครงการในการที่จะวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง แล้วก็อะไรที่สามารถที่จะป้องกันได้นั้น ก็ต้องเดินหน้า

รัฐบาลนั้นก็ตัดสินใจกู้เงินมาร่วมเกือบ 4 แสนล้าน เพื่อมาทำเรื่องนี้ ก็ควรที่จะมีแนวทางที่ทำเป็นรูปธรรม ก็ต้องทำไป แต่ว่าขณะเดียวกันนั้น ระบบการดูแล คือมันมีหลายด้านนะครับ คือ 1. จะต้องพยายามป้องกันก่อน แต่ว่าพอป้องกันแล้วอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ สุดวิสัยก็ต้องมีระบบในการบริหารจัดการเวลาเกิดภัยพิบัติขึ้น ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้ เราก็มีบทเรียนมากมายจากปีที่แล้ว และผมอยากจะเห็นการมีระบบการบริหารจัดการที่ตอนที่มีการทัวร์ครั้งแรก ก็เคยให้การบ้านไว้ จำได้ไม๊ครับ นั่นแหละครับ ข้อต่าง ๆ ที่เคยให้เอาไว้ตอนนั้น เอามาทบทวนดูว่า ตกลงมันได้ทำไปหรือยัง”

“คือเรื่องต่าง ๆ ที่ต้องทำก็ต้องทำนะครับ แต่ผมคิดว่า ปัญหาก็คือว่าลักษณะการทัวร์ มันเป็นหวังผลในเรื่องของทางการเมือง หรือการตลาดมากกว่า ความจริงแล้วถ้าถามผมนั้น อย่างในสัปดาห์นี้ก็มีเรื่องที่ต้องถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องหาข้อยุติกันในสภา เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วก็เป็นภาระหน้าที่ของนายกฯ ด้วยนะครับ ซึ่งเป็น สส. จริง ๆ นายกฯ ต้องเป็น สส. ด้วยนะครับ ตามรัฐธรรมนูญของเรา

ส่วนการออกไปทัวร์นั้นผมว่าถ้าไปแล้ว มันไปติดตามเป็นระบบอย่างที่ผมบอกนะครับ ถ้าไปก็ต้องไป บางระกำ ครับ ไปถามว่าตกลงแล้วปีที่แล้วที่เคยประกาศว่าอันนี้เป็นโมเดล ประเมินซิว่ามันเป็นโมเดลจริงหรือเปล่า มันทำแล้วมันได้ผลจริงหรือเปล่า”

 

เมื่อสอบถามว่าเป็นการคิดมุกเพื่อเป็นข้ออ้างให้นายกฯ ไม่ต้องเข้าสภาใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าต้องถามตัวนายกฯ

“ผมไม่ทราบ อันนี้ต้องไปถามคนจัดนะครับ แต่ว่าต้องถามนายกรัฐมนตรีนะครับ แต่ว่าอย่างน้อยผมก็ต้องขอขอบคุณท่านประธานสภาฯ กับทางรัฐบาล ที่อย่างน้อยก็ปลดชนวนความขัดแย้งไปตอนนี้”

 

กรณีที่สหรัฐฯ ขอใช้สนามบินอู่ตะเภา เป็นสถานที่พัฒนาเทคโนโลยีทางอากาศ แต่ต่อมามีการพูดกันว่าจะใช้เพื่อการช่วยเหลือกรณีเกิดภัยพิบัติในภูมิภาคนี้ โดยล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศระบุว่าไม่เข้ามาตรา 190 ไม่ต้องเข้าที่ประชุมรัฐสภา และรองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่าเป็นเรื่องที่ริเริ่มมาในสมัยรัฐบาลชุดที่แล้วนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรื่องที่ได้ริเริ่มในสมัยรัฐบาลชุดที่แล้วคือแนวคิดในการใช้สนามบินอู่ตะเภาใน 2 ด้าน คือด้านการช่วยเหลือเรื่องภัยพิบัติ กับการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ซึ่งเป็นการพูดในลักษณะความร่วมมือแบบพหุภาคี แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้เป็นเรื่องระหว่าง สหรัฐฯ กับไทย ซึ่งคำขอในลักษณะนี้เท่าที่ทราบเคยส่งเข้ามาในช่วงการเลือกตั้ง

“คือรองโฆษกฯ นี่ก็คงพยายามหาประเด็นทางการเมืองเท่านั้นเอง หามุมทางการเมือง ความจริงควรไปศึกษาข้อมูลก่อน ความจริงแล้วแนวคิดของการใช้สนามบินอู่ตะเภาในรัฐบาลที่แล้วนั้นมีครับ แต่การพูดถึงการใช้สนามบินอู่ตะเภาในรัฐบาลที่แล้ว ที่เราไปพูดในเวทีต่าง ๆ นั้นเราจะเน้นย้ำใน 2 ด้าน

ด้านหนึ่งก็คือว่าภารกิจของมันค่อนข้างชัด ก็คือว่าเป็นเรื่องของการที่จะมาช่วยเหลือเรื่องภัยพิบัติ กับการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ซึ่งมันมาในกรอบความคิดที่ไปโยงถึงด้านที่ 2 ก็คือว่า เราพูดกันในลักษณะของการเป็นความร่วมมือพหุภาคี เช่น อาเซียน เป็นภูมิภาคซึ่งเจอภัยพิบัติบ่อย เช่นฟิลิปปินส์เจอพายุ อินโดนีเซียเจอกับแผ่นดินไหว ไทย เขมร ลาว เวียดนาม พม่า เจอน้ำท่วม แต่ว่าการที่จะมีระบบของการที่จะช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน แล้วก็มีโครงสร้างพื้นฐานที่จะใช้ เราก็พูดถึงว่า อู่ตะเภาทำตรงนี้ได้ เพราะฉะนั้นอันนี้คือสิ่งที่เป็นการพูด แล้วก็พูดในแง่ของการเป็นความร่วมมือทั้งในภูมิภาค พูดถึงเรื่องสหประชาชาติ พูดถึงเรื่องของมิตรประเทศต่าง ๆ

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้มันเป็นเรื่องระหว่างสหรัฐ กับไทย ซึ่งปลายทางที่บอกว่าจะมาใช้เพื่อเรื่องนี้ก็ต้องมีความชัดเจนว่ามันเป็นการใช้โดยใคร อย่างไร เป็นเรื่องของสหรัฐฯ หรือเป็นเรื่องของภูมิภาคของประเทศอื่น ๆ ถ้าเป็นเรื่องของการตกลงทวิภาคีระหว่างไทย กับสหรัฐฯ อันนี้คงไม่ใช่แนวทางที่เราเคยวางเอาไว้ตั้งแต่ต้น

ส่วนคำขอในกรณีนี้ เท่าที่ผมทราบนั้นส่งเข้ามาที่รัฐบาลไทยเป็นช่วงของการเลือกตั้ง แล้วก็รัฐบาลที่แล้วยังไม่ได้มีการพิจารณาอะไร ประมาณ มิ.ย. 54 ผมตรวจสอบข้อมูลในขณะนี้ แต่ว่าในส่วนรัฐบาลเองยังไม่ได้ทำอะไรนะครับ เพราะขณะนั้นก็คงไม่อยู่ในฐานะที่จะไปตัดสินใจในทางนโยบายได้แล้ว เพราะว่ารัฐธรรมนูญก็กำหนดเอาไว้

ดังนั้นการพยายามจะมาพูดเป็นเรื่องมุมทางการเมืองว่า รัฐบาลที่แล้วเริ่มไว้อะไรนั้น ผมว่าเป็นเรื่องซึ่งเป็นการเมืองที่ค่อนข้างจะไร้สาระนะครับ เอาข้อเท็จจริงมาดูกันดีกว่า ว่าคำขอนั้นเมื่อมันเกิดขึ้นมาช่วงเลือกตั้ง ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลนี้พิจารณา รัฐบาลนี้พิจารณาอยากจะใช้อู่ตะเภาอะไรก็มีเหตุผลอะไรก็ว่ากันไป แต่ว่าพยายามที่จะปัดไปบอกเป็นเรื่องรัฐบาลที่แล้วนั้น ผมก็ต้องบอกว่า รัฐบาลที่แล้วเราคิดเรื่องอู่ตะเภานั้น เราคิดในกรอบที่มันกว้างกว่านี้เยอะ

แล้วก็สิ่งที่เป็นการวิพากษ์ วิจารณ์ในขณะนี้ก็คือว่า 1. คำยืนยันที่ว่าเขาจะมาทำอะไร ซึ่งมาจากทางหน่วยงานของรัฐบาลไทย กับข้อมูลซึ่งปรากฎผ่านคำสัมภาษณ์ของบุคคลระดับสูงของสหรัฐฯ มันดูแล้วยังไม่ค่อยตรงกัน คือมันดูแล้วฟังจากทางนู้นแล้วมันมีอะไรมากกว่านี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้คือสิ่งที่

1. คนก็เรียกร้องว่ามันต้องมีความโปร่งใส ท่านก็ต้องชี้แจงไปครับ ไม่ใช่พยายามจะบอกว่า อ๋อ มันเป็นเรื่องรัฐบาลที่แล้วอย่างอะไรอย่างนี้

ข้อที่ 2 ก็คือว่า นอกเหนือจากประเด็นความโปร่งใสว่ามาทำอะไรอย่างไรแล้ว ที่คนเขากังวลก็คือว่า มิตรประเทศของเราในภูมิภาค อย่างเช่น จีน เขาเข้าใจเราหรือไม่ว่ามันเป็นเรื่องอะไร เพราะสหรัฐฯ ก็มีแนวทางซึ่งเขาใช้คำว่า กลยุทธหรือยุทธศาสตร์ที่ปิดล้อม ใช้คำว่าปิดล้อมประเทศจีนเราเคยได้ยินกันอยู่ เราก็ต้องให้ยืนอยู่ในความสบายใจว่า เอ๊ะ เราเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้หรือเปล่า หรือไม่ใช่ นี่คือสิ่งที่เขาเรียกร้อง รัฐบาลก็มีหน้าที่ในการชี้แจงไป

ส่วนประเด็นที่มีข้อครหาอีกประเด็นนึงก็คือว่า แล้วเรื่องนี้คุณทักษิณไปต่อรองอะไรกับเขาด้วยหรือเปล่า เพราะว่า ก็ชอบไปมีการไปยุ่ง ไปโผล่ตามที่ต่าง ๆ เหมือนกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับชายแดนภาคใต้ กับที่มาเลเซีย”

 

 “เราเป็นการนำเสนอในเชิงความคิด แต่ว่าหลักนั้นผมคิดว่าเราพูดถึงอาเซียน เราพูดถึงสหประชาชาติ คือเรากำลังจะบอกกับประเทศต่าง ๆ ว่าเรามีโครงสร้างพื้นฐานตรงนี้นะ ซึ่งมันน่าจะใช้ประโยชน์ได้ในเรื่องของมนุษยธรรม ในเรื่องของภัยพิบัติ แล้วก็สามารถที่จะตอบสนองความต้องการไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย แต่ว่าในภูมิภาค เพราะฉะนั้นการทำงานในเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่มันพูดถึงกรอบความร่วมมือในระดับของพหุภาคี แต่แน่นอนเราไม่ปฏิเสธนะครับ มีมิตรประเทศไหนที่อยากจะสนใจเข้ามาร่วมในลักษณะนี้ ประเทศใดประเทศหนึ่งก็สามารถทำได้ แต่ว่าเมื่อมีการเป็นข้อเสนอเข้ามา ก็ต้องมาพิจารณาว่ามันสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของนโยบายต่างประเทศ มันสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่เรานำเสนอหรือไม่”

 

 “คือไม่ได้พูดกันในรายละเอียดที่ไปบอกว่าเข้ามาแล้ว จะไปยกพื้นที่ให้ไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศใด ประเทศหนึ่ง หรือถ้ามันเป็นโครงการที่จะทำมันก็ต้องบอกครับว่าประเทศนั้นส่วนร่วมคืออะไร ประเทศอื่นเขาจะมาร่วมด้วยได้หรือไม่ คือสหรัฐฯ ก็เป็นพันธมิตรที่สำคัญของเรามาโดยตลอดนะครับ เกินกว่า 100 ปี เพราะฉะนั้นเมื่อเขาเสนอเรื่องเข้ามา เราก็ต้องคุยกับเขา แต่ว่าเราจะคุยกับเขาเราก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่มันตามมา แล้วเราก็จะต้องมีการพูดคุยเจรจาต่อรอง ให้ชัดเจนว่าผลประโยชน์ที่จะสอดคล้องกับทุกมิติ ทั้งในแง่ความมั่นคง แล้วก็เรื่องที่เขาเสนอเข้ามานั้นมันเป็นอย่างไร”

 

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่ารัฐบาลไทยควรเร่งชี้แจง และวางตัวให้โปร่งใส เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบความสัมพันธ์ทั้งกับสหรัฐฯ และกับจีน

“ต้องโปร่งใสไงครับว่ามาทำอะไร แล้วก็สิ่งที่เขามาทำนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องที่จะไปกระทบกับความมั่นคง หรือว่าทำให้เกิดความหวาดระแวงขึ้นในภูมิภาค อันนี้คือสิ่งที่สำคัญที่ต้องเร่งทำครับ”

“แต่ว่าคำถามก็คือว่า ถ้าขณะนี้ภารกิจของเขาคือบอกว่ามาเก็บ มาสำรวจ มาศึกษา อากาศ ชั้นบรรยากาศต่าง ๆ นั้น ก็ต้องถามว่าแล้วตรงนี้มันเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับภัยพิบัติอย่างไร ก็อยู่ที่ข้อเท็จจริงด้วยนะครับ ไม่ใช่การอธิบายของรัฐบาล อยู่ที่ข้อเท็จจริงด้วยว่าตกลงให้เขาทำอะไรบ้าง สิทธิต่าง ๆ เป็นอย่างไร แล้วก็กระทบกับสิทธิของประเทศอื่นในการที่จะมาร่วมมือตรงนี้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร”

 

หากรัฐบาลมุมมิบแอบทำโดยไม่ชี้แจงเรื่องนี้ให้ชัดเจนแล้ว จะทำให้เกิดความหวาดระแวง ทั้งในหมู่สังคมไทย และระหว่างประเทศ

“ไม่เป็นผลดีหรอกครับ เพราะว่ามันก็ทำให้เกิดความหวาดระแวง ไม่ใช่เฉพาะในหมู่คนในสังคมไทยนะครับ เดี๋ยวมันเกิดความหวาดระแวงขึ้นกับประเทศ จะต้องมีการชี้แจงกันครับ”

 

ถ้าจำเป็นต้องให้สหรัฐฯ มาใช้พื้นที่จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ควรต้องให้รัฐสภาได้มีโอกาสพิจารณาเรื่องนี้ร่วมกันหรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์มองว่า น่าจะเป็นเรื่องดี เพราะหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับภัยพิบัติแล้ว การให้ความร่วมมือช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม จึงไม่น่าจะมีความลับ

“ก็น่าจะดีนะครับ เพราะว่าผมว่าถ้ามันเป็นเรื่องภัยพิบัติแล้วมันเป็นเรื่องของการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมมันก็ไม่น่าจะมีความลับ หรือมันก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน ก็เปิดเผยออกมาครับ”

 

เมื่อสอบถามว่านายอภิสิทธิ์ยังใช้รถกันกระสุนของศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) อยู่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ใช่ ตนใช้รถคันนี้มาก่อนหน้านี้ โดยให้ทางกลุ่มงานฝ่ายค้านของสภาฯ เป็นฝ่ายทำเรื่องขออนุญาตจากทางกองทัพแล้ว และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่อนุมัติทุกอย่าง

“ใช่ครับ เพราะว่ายางแตกก็ซ่อมแล้วครับ”

 

 “ไม่มีอะไรหรอกครับ ช่วงที่ผมเข้ามาเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ทางตอนนั้นก็ยังมีเรื่องของการซื้อรถตำแหน่งอะไรต่าง ๆ แต่ว่าผมก็ได้ใช้รถคันนี้มาก่อนหน้านี้ แล้วก็ได้ให้ทางกลุ่มงานของสภาฯ ทำเรื่องขออนุญาตในการที่จะใช้ตรงนี้จากทางกองทัพไทย แล้วเขาก็อนุมัติมา การใช้ก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่อนุมัติได้ทุกอย่าง แต่ว่าก็เป็นดุลพินิจของทางกองทัพไทย ทางรัฐบาล ถ้าบอกว่าจะเรียกคืนผมก็ต้องส่งคืนครับ ไม่มีปัญหาอะไร เป็นการขอโดยกลุ่มงานของผู้นำฝ่ายค้านนะครับ”

 

“ประเด็นก็คือว่าผมว่าสิ่งที่สำคัญก็คือรู้สึกคุณพร้อมพงศ์ว่างงานมากนะครับ นโยบายของพรรคเพื่อไทยซึ่งจะต้องไปผลักดันเป็นนโยบายของรัฐบาลก็มีหลายเรื่องไม่คืบหน้า แถมยังมาทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม เมื่อวานนี้พรรคเพื่อไทยก็ยังพยายามที่จะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญอีก โดยการเอาญัตติซึ่งไม่มีมาตราไหนในรัฐธรรมนูญอนุญาตให้นำขึ้นมาพิจารณา จะต้องเข้าใจนะครับว่า คำว่าสภา จะมีมติเรื่องอะไรนั้น ไม่ใช่นึกอยากจะเสนอญัตติอะไรก็นึกเสนอได้ตามใจชอบ ถ้าเป็นสภาผู้แทนราษฎร ก็ยังอาจจะพอเป็นไปได้นะครับ ส่วนเหมาะสม ไม่เหมาะสม ญัตติก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าที่ประชุมร่วมของรัฐสภานั้น รัฐธรรมนูญก็กำหนดไว้ชัดเจนว่า สส. กับ สว. จะมาประชุมด้วยกันนั้นเขาให้ไว้ 16 เรื่องที่รัฐบาลกำลังจะขอแก้รัฐธรรมนูญเพิ่มเป็นเรื่องที่ 17 เท่านั้นเอง

ทีนี้ใน 16 – 17 เรื่องนี้ไม่มีหรอกครับ ที่อยู่ดี ๆ บอกว่าสภา จะมาขอญัตติว่าไม่ฟังคำสั่งศาล เพราะว่าหลักก็คือว่า เมื่อวานนี้ท่านนายกฯ ชวนก็อภิปรายในสภาชัดเจนนะครับ ฝ่ายตุลาการเขามีหน้าที่ในการวินิจฉัยข้อกฎหมาย ส่วนสภา มีหน้าที่ปฏิบัติตามในเรื่องของแนวทางของการวินิจฉัยทางกฎหมาย แล้วก็มีหน้าที่ในการออกกฎหมาย แต่อยู่ดี ๆ จะใช้บอกว่ามีเสียงข้างมาก ทางฝ่ายนิติบัญญัติจะบอกไม่ฟังคำสั่งศาล คำสั่งศาลไม่ผูกพัน ตีความกฎหมายเสียเอง มันไม่ใช่หน้าที่ มันเกินหน้าที่

ทีนี้พอเมื่อวานผมถามไปบอกว่า ในมาตรา 136 ไม่มีตรงไหนเลยที่บอกให้มาพิจารณาเรื่องนี้ได้ ก็อ้างว่าใช้ช่องทางที่บอกว่า มันมีข้อนึงที่บอกว่า มีมติให้เอาเรื่องอื่น ๆ ขึ้นมาพิจารณาในสมัยนิติบัญญัติได้ ความจริงความหมายตรงนั้นคนอ่านก็ต้องรู้ คือสมัยนิติบัญญัติเขาบอก สภาฯ จะสภาผู้แทนฯ จะวุฒิสภา จะที่ประชุมร่วมนั้น มีอำนาจอะไร ก็พิจารณาได้ตามปกติ ยกเว้นว่าพอสมัยนิติบัญญัติแล้วเขาให้เหลือเฉพาะบางเรื่อง เช่นเรื่องกฎหมาย เรื่องกระทู้ เรื่องอะไร ถ้าสมมติว่าอยากจะพิจารณาเรื่องใดที่อยู่ในอำนาจ แต่บังเอิญไม่เข้าข่ายตรงนี้ในสมัยนิติบัญญัติก็ให้มาขอสภา แต่ว่าไม่ได้หมายความว่าในสมัยนิติบัญญัติ มีช่องทางบอกว่าไอ้ที่ไม่อยู่ในอำนาจก็หยิบขึ้นมาได้ ไม่มี

เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นการพยายามหาช่องทาง ซึ่งมันไม่มีอยู่ในกฎหมาย มันเป็นการตีความกฎหมายที่ตลกมาก แต่ว่าผมก็ท้วงต่อด้วยว่า ในสมัยนิติบัญญัติถ้าจะขอกันอย่างนี้ก็ต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่ คือไม่ใช่เอาเสียงข้างมากอย่างเดียว ต้องได้เสียงเกินจำนวนครึ่งหนึ่งของที่จำนวน สส. สว. ที่มีทั้งหมด นั่นคือที่มาว่า เมื่อวานนี้จำเป็นจะต้องมีการลงมติโดยใช้คะแนนเสียงเพื่อให้ได้เกิน 322 เสียง ก็คือ 323 ขึ้นไป แต่ปรากฎว่าก็มาลงคะแนนกันได้ไป 318 คะแนน”

 

เมื่อสอบถามว่าทั้งหมดเป็นเกมส์ของพรรคเพื่อไทย หรือเป็นการแสดงออกของสมาชิกฯ ที่แสดงออกมาอย่างตรงไปตรงมา นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องถือเป็นโชคดีก็แล้วกัน ที่ผลออกมาเป็นเช่นนี้

“ผมไม่กล้าไปวิเคราะห์ครับ แต่ว่าผมถือว่าเป็นโชคดีก็แล้วกัน ไม่ว่าจะเป็นการ คือมีคนกล่าวหาตั้งแต่ว่า เอ๊ะ เล่นละครกันหรือเปล่า เล่นอะไรหรือเปล่า ผมไม่ไปวิเคราะห์ แต่ว่าผมถือว่าเป็นโชคดีที่มตินี้มันไม่ผ่านออกไป เพราะมันจะเป็นมติที่ทำให้เกิดการเผชิญหน้ามากยิ่งขึ้นระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ กับฝ่ายตุลาการ ซึ่งก็ผมก็ไม่ทราบว่า นี่คือกลายเป็นงานหลักของคุณพร้อมพงศ์ กับพรรคเพื่อไทย ที่จะต้องทำเรื่องพวกนี้ เอาเวลาไปแก้ปัญหาประชาชนดีกว่า”

 

“ถ้าไม่มีมติแล้ว อย่างน้อยที่สุดเราก็ไม่มีการเผชิญหน้า แล้วก็ส่วนการที่จะดำเนินการเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างไรนั้นก็ต้องขอบคุณท่านประธานสมศักดิ์ ที่ท่านได้ตัดสินใจค่อนข้างชัด แล้วก็ท่านประกาศชัดว่า ยังไม่ให้ลงมติช่วงนี้ แต่ว่าการผ่อนคลายตรงนี้ ผมก็คิดว่าน่าจะต้องทำให้รัฐบาลไปคิดต่อว่า ตกลงแล้ว แค่เพียงจะปล่อยเวลาผ่านไปเฉย ๆ หรือเปล่า เพราะว่าในที่สุดแล้ว พอเดือนสิงหาคมกลับมา ไอ้ปม 2 เรื่องนี่ก็ยังอยู่ วันนี้ก็ยังต้องดูนะครับเพราะว่าท่านประธานก็บอกไม่ให้พิจารณาเรื่องกฎหมายล้างผิด 4 ฉบับ แต่ว่าพอเดือนสิงหาคมกลับมา มันก็ยังอยู่ในวาระเป็นเรื่องแรก ซึ่งเรื่องรัฐธรรมนูญก็ยังค้างอยู่ โดยที่เดือนสิงหา เราหวังว่าศาลจะตัดสิน หรือพิจารณาเสร็จเรียบร้อยไปแล้วเท่านั้นเอง”

 

วันนี้ พรุ่งนี้ชัดเจนว่าจะไม่มีการพิจารณากฎหมาย 4 ฉบับใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าประธานสภา ได้พูดเอาไว้ชัดเจนแล้ว หวังว่าจะไม่มีสมาชิกพรรคเพื่อไทยหยิบประเด็นนี้ขึ้นมา

“ประธานพูดชัดนะครับ ผมบอกว่าก็หวังว่าไม่มีสมาชิกของพรรคเพื่อไทยคนไหน พยายามที่จะมาหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาอีกครับ”

 

การมีพรฏ. ปิดสมัยประชุมวันที่ 19 มิย.นี้ ถือว่าออกมาทันเวลาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าออกมาดีกว่าไม่ออก พรฎ.

“ออกมาดีกว่าไม่ออกนะครับ แต่ว่าเราก็เรียกร้องกันมา ความจริงก็เรียกร้องกันมาเพื่อที่จะหวังทำให้บรรยากาศบ้านเมืองมันเรียบร้อยตั้งแต่อาทิตย์ 2 อาทิตย์ที่แล้ว”

 

โดยนายอภิสิทธิ์หวังว่ารัฐบาลจะได้ใช้ช่วงเวลาระหว่างปิดสมัยประชุมสภา พบปะพูดคุย เมื่อไม่ให้เกิดปัญหาเดิมขึ้นอีกในช่วงใกล้เปิดสมัยประชุมสภา

“อยู่ที่ว่ารัฐบาลอยากจะใช้เวลาในช่วงนี้จะทำอะไร จะพูดคุยกันไม๊ว่าเรื่องนี้ควรจะเดินอย่างไร หรือจะปล่อยว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวถึงเวลา ก.ค. ปัญหานี้ก็ย้อนกลับมาสถานการณ์นี้ใหม่ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องตัดสินใจ”

 

แนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงเดือนกว่านี้นั้น จะเป็นการให้ข้อมูลต่อไป แต่จะเป็นรูปแบบไหนอย่างไร นายอภิสิทธิ์จะได้นัดคนในพรรคมาพูดคุยกันในวันนี้

“เรื่องการให้ข้อมูลนั้นเป็นสิ่งที่เราจะต้องเดินต่อ ทำต่อ แต่ว่าจะทำในรูปแบบไหนอย่างไร ก็คงมีการปรึกษาหารือกัน ในสายวันนี้ผมก็นัดหลาย ๆ คนในพรรคมาคุยกัน”

 

ส่วนฟุตบอลยูโร คืนนี้ระหว่าง ฮอลแลนด์ กับเยอรมัน จะเชียร์ใคร นายอภิสิทธิ์มองว่าฟอร์มการเล่นของเยอรมันดูน่ากลัว และคิดว่าคืนนี้น่าจะเอาชนะฮอลแลนด์

“ผมดูนัดแรกที่เยอรมันเล่น ก็ดูฟอร์มถือว่า ก็น่ากลัวที่สุดทีมหนึ่ง ผมว่าก็มีความคม มีอะไรอยู่ ก็ยังคิดว่าน่าจะชนะครับ ส่วนจะได้แชมป์หรือไม่นั้น ยังตอบยากครับ ตอนนี้ยังไม่ได้โดดเด่นขนาดนั้นครับ”

 




ข่าวอื่นๆ