ข่าว

อภิสิทธิ์ ชี้รัฐบาลนิยม เมกกะโปรเจกต์ ระวังหนี้สาธารณะพุ่ง หากดีแต่กู้
29 มิ.ย. 2555

อภิสิทธิ์ ชี้รัฐบาลนิยม เมกกะโปรเจกต์ ระวังหนี้สาธารณะพุ่ง หากดีแต่กู้


 

(29 มิ.ย. 55) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ได้พูดถึงผลฟุตบอลยูโรในคืนที่ผ่านมาว่า

“มันแพ้ทางกันนะครับ ผมว่าวิธีการเล่นของอิตาลีที่กองหลังเหนียว สร้างปัญหามากนะครับ คู่ชิงสเปน – อิตาลี ก็สูสีนะครับ เพราะว่าก็เจอกันมาตอนรอบแรก ที่จริงนัดนั้นก็เป็นนัดที่ถ้าคนที่ดูเกือบทุกนัดนี่จะบอกว่าเป็นนัดที่คุณภาพการเล่นสูงมากนะครับ ผมว่าก็คงจะสูสีทีเดียวครับ ตอบยากครับ เพราะว่าผมว่าอิตาลีเองก็น่าจะกรอบพอสมควรนะครับ เจอกับหนัก ๆ มา 2 นัดติดต่อกันครับ”

 

เรื่องนาซา ยังมีควันหลงที่อยากชี้แจงหรือไม่ เพราะดูเหมือน รมต.กลาโหม ระบุว่าพร้อมจะดีเบตในเรื่องนี้

“ก็แปลกดีนะครับ ในช่วงที่เราพยายามที่จะเสนอแนะตั้งคำถามอะไรต่าง ๆ ก็ไม่ยอมมาพูดคุยกันเรื่องสาระเลย แล้ววันนี้ก็มาดีเบต ท้าดีเบต แล้วก็พูดทำนองบอกว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นลูกผู้ชายหรือเปล่าอะไรใช่ไม๊ ผมก็คงต้องตอบสั้น ๆ นะครับว่า ลูกผู้ชายทำอะไรก็ต้องรับผิดชอบละครับ การตัดสินใจเรื่องโครงการนาซา ผมไม่ได้เป็น 1 ในครม. นะครับ คนที่ตัดสินใจว่าจะยังไม่ทำ จะยกเลิกหรือจะอะไรก็แล้วแต่ก็คือ ครม. ท่านรัฐมนตรีกลาโหมอยู่ในครม. ถ้าเป็นลูกผู้ชายท่านก็ต้องรับผิดชอบกับการตัดสินใจตรงนี้ครับ ไม่ใช่ว่าโยนให้คนอื่น

แล้วก็เมื่อวานนี้ผมคิดว่ามันมีประเด็นน่าสนใจครับเพราะว่า มันมีการนำเสนอสื่อ จากสื่อของทางจีนนะครับ ที่ค่อนข้างที่จะพูดชัดถึงข้อกังวลของพวกเราหลายฝ่าย ที่เคยตั้งข้อสังเกตว่า เป็นสิ่งที่เขาก็ให้ความสำคัญ เพราะฉะนั้นความจริงแล้ว ผมอยากจะเรียนว่า ปัญหาที่มันเกิดขึ้นนั้นมันคงไม่ใช่เรื่องฝ่ายค้าน เรื่องผม หรือใครมาคุยกันตอนเช้าแบบนี้หรอกครับ มันเป็นเรื่องที่ความจริงแล้ว แม้แต่หน่วยงานความมั่นคงเองเขาก็มีการตั้งข้อสังเกตท้วงติงกัน

เพราะฉะนั้นเราก็เอาประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่เอาเรื่องของการเมือง เรื่องอะไรมา แล้วก็การบริหารจัดการก็ไม่เตรียมการให้พร้อม เพราะว่ารัฐบาลมีเวลามาตั้งครึ่งปี หรือถ้าอ้างว่าอันนี้จะเกี่ยวกับข้อตกลงตั้งแต่ปี 53 ซึ่งก็ยังไม่มีหลักฐานอะไรที่บ่งบอกอย่างงั้นเลยนะครับ ก็ยิ่งมีเวลานานมากกว่านั้นอีก แต่ว่าไม่ดำเนินการทำความเข้าใจ ไม่ดำเนินการทำให้เกิดความโปร่งใส จนกระทั่งในที่สุดโครงการมันก็เลยมีปัญหา เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเรื่องที่เป็นบทเรียน แล้วก็รัฐบาลก็จะต้องพยายามที่จะทำความเข้าใจนะครับว่า ตกลงแล้วอะไรคืออะไร เพราะว่าถึงวันนี้ก็ต้องไปทำความเข้าใจกับทั้งสหรัฐฯ แล้วก็จีน แล้วก็ประเทศอื่น ๆ ด้วย”

 

“ความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับไทย หรือแม้กระทั่งระหว่างนาซา หรือองค์กรของไทยเช่น GISTDA ยังไงก็ต้องทำกันต่อ แล้วก็จริง ๆ ความร่วมมือก็มีอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่รูปแบบของความร่วมมือที่ผ่านมามันไม่เป็นปัญหาเพราะว่ามันไม่ได้มีความกังวลผลกระทบในเชิงของความมั่นคง แล้วก็เราก็ต้องยอมรับความจริงนะครับว่า การเมืองระหว่างประเทศมันก็ซับซ้อนขึ้น มันก็น่าสนใจครับ เพราะว่าขณะนี้ก็มีการนำเอาข่าวของ น่าจะเป็นปีที่แล้วนะครับมานำเสนอว่า หลายคนอาจจะลืมไปว่า สหรัฐฯ เอง สภาคองเกรสเอง ก็ประกาศมาตรการไม่ให้นาซาทำงานร่วมกับจีนนะครับ

เพราะว่าอันนี้คือปัญหาที่มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเวลาที่เรามาพูดถึงว่า โครงการนี้จะเป็นอะไรอย่างไร เราต้องดูให้รอบคอบ ครบทุกมิติ แน่นอนครับ ในทางวิทยาศาสตร์มันเป็นโอกาสดี แต่เราก็ต้องคำนึงถึงมติอื่น ๆ ด้วย”

 

ในขณะที่ทางการไทยมาพูดว่าเดี๋ยวสหรัฐฯ ก็มาร่วมกับไทย แล้วจะเชิญจีนเข้าร่วมด้วย แต่พอไปดูข้อมูลตรงนี้ สภาคองเกรสเองก็ไม่อนุมัติให้นาซา ไปร่วมกันจีนอยู่แล้ว

“นั่นแหละครับ และที่มันน่าสนใจก็คืออะไร ทำไมเขาถึงไม่ให้ร่วม เหตุผลที่เขาใช้ ก็คือเขาก็บอกว่า เพราะข้อมูลที่ได้จากสิ่งเหล่านี้ จีนจะเอาไปใช้ประโยชน์ในเชิงที่จะกระทบกับความมั่นคง ถ้าลองคิดต่อ ถ้าจีนใช้ได้ สหรัฐฯ ก็ใช้ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นประเด็นที่พยายามจะบอกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความมั่นคง มันจึงเป็นเรื่องซึ่งฟังยาก เว้นเสียแต่ว่าเราสามารถจะมีรูปแบบวิธีการทำให้เกิดความมั่นใจว่าข้อมูลทั้งหมดที่ได้ เก็บอยู่ที่ใคร ใครเข้าถึง ใครจะเอาไปใช้อะไรอย่างไรบ้าง ตรงนี้มันเป็นประเด็นที่จะต้องพูดคุยกันครับ”

 

พอนาซา ของสหรัฐฯ ถอยอย่างนี้แล้ว การที่จะต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ตามมาตรา 179 ยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่

“ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของรัฐบาลนะครับว่า รัฐบาลคิดว่าในอนาคตอาจจะต้องมีการพิจารณาการดำเนินโครงการอะไรอย่างนี้หรือไม่ ถ้าสมมติว่า ทางสหรัฐฯ ยังสนใจอยากจะทำโครงการอย่างนี้แต่ขอไปทำปีหน้า รัฐบาลจะเอาเรื่องนี้เข้าตามมาตรา 179 เพื่อที่จะให้สภา ประชาชน ได้รับรู้รับทราบเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ หรือว่าเตรียมการ ถือว่าเป็นการเตรียมการสำหรับปีหน้าอย่างนั้นก็ทำได้ แต่ว่ามันก็ ถ้าบอกว่าไม่คิดจะทำอะไรแล้ว อันนั้นก็คงไม่ค่อยเป็นประโยชน์เท่าไหร่ที่จะเอาเข้ามา เพราะฉะนั้นก็อยู่ที่รัฐบาลจะต้องประเมินว่าตกลงอะไรเป็นอย่างไร”

 

สรุปรวบยอดเรื่องนี้ ถ้ามองในแง่ไม่ดีก็คือทำให้ไทยสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการมีส่วนร่วมในการศึกษาชั้นบรรยากาศร่วมกัน แต่หากจะมองข้อดีว่า เมื่อเรื่องนี้ยังไม่สามารถเดินหน้าต่อในขณะที่ยังมีความกังวลที่มีต่อในภูมิภาคนี้ต่อท่าทีของสหรัฐฯ

“ผมคิดว่าที่ผมอ้างถึงการเสนอข่าวของ CCTV ของจีน มันก็ชัดว่าพอมันไม่ผ่าน จีนเขาก็คงสบายใจขึ้น มันก็ไม่เป็นผูกพันมาเป็นปัญหา แล้วก็ประเด็นสำคัญก็คือว่า ความจริงมันไม่ใช่มีเฉพาะประเด็นเรื่องจีน ถ้าหากเราถูกมองว่าเราเอาสนามบิน หรือว่าประเทศของเราให้ไปเป็นเรื่องที่มีการปฏิบัติการณ์เกี่ยวเนื่องกับการทหารได้ บรรดาผู้ที่ไม่นิยมชมชอบสหรัฐฯ ทั้งหลายก็จะถือเราเป็นเป้าด้วยถูกไม๊ครับ อันนี้ก็คิดกันง่าย ๆ เพราะฉะนั้นมันก็เมื่อโครงการนี้ยังไม่มีความชัดเจน แล้วมันพับไป ปัญหาพวกนี้ก็คงไม่เกิด แต่ว่าที่พูดนั้นไม่ได้หมายความว่า แปลว่าโครงการอย่างนี้ทำอะไรไม่ได้เลย ไม่ใช่ครับ อย่างที่บอกครับว่า ถ้าเรารู้จักที่จะพยายามสร้างความชัดเจนกันตั้งแต่ต้น มันก็คงจะไม่เป็นปัญหาอย่างนี้ แล้วก็เราก็จะสามารถช่วยกันคิดได้ว่า ไอ้ที่คนที่เขามองเห็นว่ามันเป็นอันตรายมันมีปัญหานั้น มันน่าจะมีวิธีการทางออกอย่างไร”

 

รัฐบาลสหรัฐฯ หรือนาซา ควรแจ้งการยกเลิกเรื่องนี้อย่างเป็นทางการหรือไม่อย่างไร เพราะขณะนี้เป็นเพียงการแถลงผ่านเวปไซต์นาซาเท่านั้น

“ก็คงเหมือนกันครับ เพราะว่าผมเข้าใจว่าเราก็คงยังไม่ได้แจ้งมติครม. ของเราไปเป็นทางการกับเขาเหมือนกัน แล้วเข้าใจว่า โดยที่ประเด็นเรื่องการขนอุปกรณ์ก็เป็นอย่างที่พวกผมพูดตั้งแต่ต้นว่ามันออกมาแล้ว แล้วมันอยู่ที่จุดรอ จุดพักรอ แล้วจะต้องเดินทางต่อเข้ามา ถ้ามันไม่ได้รับไฟเขียวอาทิตย์นี้มันก็มาไม่ทันที่จะทำงานเดือนสิงหา เพราะฉะนั้นพอพ้นกำหนดเขาก็ต้องแถลงมั่งละครับว่า เขาก็เดินต่อไม่ได้”

 

สำหรับวาระแรกของการประชุมสภาเดือนสิงหาคม คือเรื่องพรบ. 4 ฉบับ นั้น ต่อความเห็นของประธานรัฐสภาที่ออกมาได้ส่งสัญญาณอย่างไรบ้าง

“ผมต้องขอบคุณท่านประธานสมศักดิ์นะครับ ที่ตั้งแต่ปลายสมัยประชุมที่ขยายก่อนหน้านี้ แล้วก็ต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ ได้แสดงท่าทีที่ผมเห็นว่า พยายามที่จะดูความสงบเรียบร้อย ประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก แต่ว่าจะสำเร็จหรือไม่นั้น ท่านต้องได้รับความร่วมมือจากคนอื่น ๆ เช่นผู้เสนอกฎหมาย หรือว่า ทางเสียงข้างมากว่ายังยืนยันที่จะเดินต่อหรือไม่ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเป็นกำลังใจเพราะว่าท่านเอง ท่านก็พูด ผมว่าตามหลักของท่านก็ถูกต้องนะครับว่า ก็เรื่องนี้มันควรจะต้องมีการพูดคุย แลกเปลี่ยนกันในสังคมก่อน จึงจะทำให้มันไม่เป็นปัญหา ก็น่าจะดำเนินการครับ”

 

ทางประธานรัฐสภา กับผู้นำฝ่ายค้าน มีอะไรจะต้องหารือกันหรือไม่

“ผมว่าขณะนี้ ถ้าท่านประธานมีแนวคิดอย่างนี้แล้ว ผมว่าท่านก็น่าจะพูดคุยกับทางฝ่ายผู้เสนอเขาว่า ทำอย่างไรถึงจะไม่ให้มันเป็นปัญหา ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็ไม่จำเป็นหรอกครับเพราะว่าขณะนี้จุดยืนของทางพรรคฝ่ายค้านนั้น เราก็บอกว่าเรื่องนี้มันควรจะพักไว้ก่อน ถ้าท่านประธานว่ามันเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ ก็น่าจะลองไปคุยกับทางนู้นดู ถ้าทางนู้นมีข้อเสนออะไรอาจจะกลับมาก็ว่ากันอีกทีนะครับ แต่ว่าผมคิดว่าถ้าท่านประธานทำบทบาทนี้ก็จะช่วยทำให้บรรยากาศในสภา มันก็เปิดมามันดีขึ้นนะครับ”

 

เท่าที่ฟังจากประธานสภา เห็นว่าได้คุยกับ พล.อ.สนธิ แล้ว เพียงแต่ พล.อ.สนธิ ยังไม่ตอบรับว่าจะถอนหรือไม่ถอน โดยจะไปหารือกับคณะที่ร่วมกันยื่นก่อน

“ก็นั่นแหละครับ ก็ต้องเริ่มจากตรงนี้ คงต้องดูว่าสุดท้ายได้รับการตอบสนองมากน้อยแค่ไหน”

 

อะไรจะทำให้เกิดความจริงในเรื่องนี้ เพราะถ้ามีการถอนญัตติเรื่องนี้ได้จริง ก็เท่ากับเป็นการถอดชนวนความขัดแย้งที่จะเริ่มในเดือนสิงหาคมได้เป็นอย่างดี ในขณะที่รัฐบาลก็มีการเตรียมความพร้อมในการรับมือม็อบอย่างเต็มที่

“คนที่จะทำให้เรื่องนี้เป็นจริงได้ ณ ขณะนี้ตามแนวคิดของท่านประธานโดยเฉพาะ ก็หนีไม่พ้นคนเสนอ กับสภา เพราะว่า อันแรกเลยคือถ้าเดินกันไปตามปกติโดยธรรมชาติขณะนี้ พอเปิดสมัยประชุมปั๊บ วาระที่ 1 ที่จะต้องเข้าสู่สภา มันก็คือเรื่องนี้ เพราะถูกเลื่อนขึ้นมาแล้ว แต่ว่าปัญหาเกิดขึ้นแน่นะครับว่า คนที่คัดค้านก็ต้องพยายามที่จะไม่อยากให้เรื่องนี้มันผ่านการพิจารณาของสภา

ทีนี้พอเป็นอย่างนี้ปั๊บ ถามว่าแล้วจะปลดยังไง ประธานก็ไม่สามารถที่จะไปหยิบเรื่องนี้ออกจากวาระได้ตามอำเภอใจ ประธานก็ต้องบอกว่า เอ๊ะ คนที่เสนอนั้นทบทวนได้ไม๊ ถอนกลับไปก่อนได้ไม๊ แต่ตามข้อบังคับนั้น แม้แต่คนขอถอน หมายถึงว่าสมมติ พล.อ.สนธิ ไปคุยกับผู้เสนอคนอื่น ๆ เสร็จแล้ว ก็มาบอกประธานบอกว่า เอาละ ผมขอถอน ตามข้อบังคับก็ยังไม่ถอนออกไปนะครับ สภาต้องอนุญาตอีก เพราะฉะนั้นก็คือต้องไปลงมติในสภาผู้แทนราษฎรอีกว่า จะอนุญาตให้ผู้ถอนนั้นถอนหรือเปล่า ก็คราวนี้มันก็ถามว่าอยู่ที่ใครละทีนี้ ก็อยู่ที่เสียงข้างมาก”

 

ระหว่างนี้จนถึงการเปิดสมัยประชุม จะต้องทำอะไรเพิ่มเติมหรือไม่

“ก็ผมว่า ถ้าท่านประธานจริงจังเลย ก็ต้องพยายามเดินสาย 1. พบปะกับพวกผู้เสนอก่อนว่าเขาขอถอนได้ไม๊ สมมติว่าเขายอม ถ้าเขายอมปั๊บ คราวนี้ก็ต้องไปคุยต่อกับทางพรรคเพื่อไทย เสียงข้างมาก บอกเนี่ย เวลาเปิดสมัยประชุมมา เขาจะขอถอนให้เขาถอนไปเถอะ อนุญาตให้เขาถอนไปเถอะ ถ้าอย่างนี้ก็ดีครับ ทุกอย่างก็เป็นไปตามเป้าหมายที่ท่านประธานพูด แต่ว่าท่านก็จะมีเวลานี่แหละครับ ช่วงนี้แหละครับที่จะต้องทำเรื่องนี้”

 

ถ้ามีการถอน หรือเลื่อนเรื่องนี้ออกไปจริง ๆ หากมีการนำเรื่องนี้กลับเข้ามาอีก คาดว่าก็ยังมีการแสดงความไม่เห็นด้วยอีก

“ผมว่าถ้าเกิดมีการถอน มันก็คงจะต้องมีแนวความคิดต่อไปว่า เอ๊ะ ถ้าอย่างนั้นเราจะไปใช้วิธีการหาทางออกพูดคุยกันนอกรอบ ใช้คำนี้กันก่อนอย่างไรหรือไม่ คงไม่ได้หมายความว่าถอนไปแล้วก็อยู่ดี ๆ วันดีคืนดี อยากเอากลับเข้ามาเมื่อไหร่ก็ทำ ก็น่าจะต้องเป็นการไปพูดคุยกัน”

 

คำว่าถอน ก็คือถ้าถอนจากวาระด่วนออกไปนั้นเท่ากับว่าออกไปจากระเบียบวาระที่จะนำขึ้นมาพิจารณาเลย แล้วถ้าจะมีการนำเข้ามาอีก ก็ต้องเสนอกลับเข้ามาใหม่ใช่หรือไม่

“ใช่ครับ คำว่าถอน ก็น่าจะหมายความอย่างนั้นนะครับว่าออกไปจากวาระเลย ไม่ใช่ว่า เลื่อนออกไป”

 

การที่นายสามารถ แก้วมีชัย ออกมาระบุว่า หากไม่เลื่อนออกไป ก็ให้ฝ่ายค้านเสนอประกบ เข้ามาอีกร่างหนึ่ง หากไม่เห็นด้วยกับ 4 ร่างที่ฝั่งรัฐบาลเสนอนั้น มีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไร

“คือว่ากันตามจริงมันคงเป็นไปได้ยาก เพราะว่าการไปเสนอนั้น บางเรื่องมันไม่ใช่เรื่องที่ไปแก้ไขในรายละเอียด มันเป็นความแตกต่างในเชิงหลักคิดจริง ๆ ทีนี้ถ้าหากว่าบอกว่าเสนอเข้าไปนั้น ก็เท่ากับเป็นการเร่งให้มีการพิจารณาเร็วขึ้น แล้วผมถามว่า สมมติผมเขียนร่างไป ยกตัวอย่างเอาง่าย ๆ บอกร่างผมไม่มีเรื่องการไปนิรโทษกรรมให้คนทุจริต ทางเสียงข้างมากจะยอมไม๊ล่ะครับ ถ้าเสียงข้างมากยืนกรานไม่ยอม มันก็เท่ากับว่า ผมก็ทำให้ดูไปเพิ่มความชอบธรรมในการทำเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นมันคงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าเท่าที่เห็นและเป็นอยู่ในขณะนี้มันเกินกว่าที่จะให้พรรคฝ่ายค้านไปเสนอในทำนองนั้น แต่ถ้าถอนออกมาหมดเลย แล้วก็บอกว่าเอาละตั้งใจมานั่งคุยกันว่า ตกลงงานปรองดอง ถ้าจะต้องมีนิรโทษกรรมแล้ว ขอบเขตอยู่ตรงไหนอย่างไร แล้วเราก็มาคุยกันแล้วถ้ามันได้ข้อยุติร่วมกัน อย่างนั้นก็เป็นอีกสถานการณ์หนึ่ง ถ้าคุยกันตกลงกันจนถึงขั้นที่ว่าเห็นพ้องต้องกันหมด มันก็ทุกพรรคก็เสนอได้ครับ ตรงนี้แหละครับถึงจะเป็นการปรองดองที่แท้จริง”

 

ถ้ากลับไปจุดยืนเดิม ที่ว่า อะไรที่เห็นร่วมกันก็ทำก่อน อะไรที่ยังไม่เห็นร่วมกันให้เอาไว้ก่อน วิป 2 ฝ่ายคุยกันในแนวนี้พอจะเป็นไปได้หรือไม่

“ผมยินดีเลยนะครับ ผมว่านั่นคือแนวทางที่เราพยายามพูดมาโดยตลอด แล้วจริง ๆ โดยส่วนตัวก็เคยบอกกับคนของพรรคเพื่อไทยด้วยซ้ำบอกว่า ถ้าอยากจะทำปรองดอง มันต้องหาจุดร่วมแล้วทำให้มันเกิดการผลักดันร่วมกันก่อน อันนั้นคือการเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ 1. การสร้างบรรยากาศอย่างที่เขาว่า 2. มันก็จะทำให้เกิดความไว้วางใจ ไว้เนื้อเชื่อใจกันมากขึ้นว่า เออ มันมีบางเรื่องนะ ที่เราเห็นตรงกัน แล้วก็พอที่จะทำงานร่วมกันให้มันเป็นประโยชน์ ขับเคลื่อนไปข้างหน้า เกี่ยวกับเรื่องการปรองดองได้ แล้วก็ส่วนจุดต่าง พอมันเกิดบรรยากาศอย่างนั้นแล้ว มันก็จะเริ่มมาพูดมาคุยกันด้วยเหตุ ด้วยผลมากกว่าครับ”

 

โดยเริ่มทำจากที่เห็นด้วยร่วมกันแล้วทำก่อน น่าจะดีกว่า

“ผมคิดว่า ถ้าเกิดเราเริ่มขยับว่าตรงไหนเราเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แล้วเราไปด้วยกัน มันน่าจะเป็นการสร้างบรรยากาศแล้วก็สร้างแนวทางการทำงานที่ดีครับ”

 

การที่ประธานสภา ทำอย่างนี้มีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ หรือต้องการให้อีกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยตายใจ

“ผมยังไม่อยากให้มองทุกอย่างในแง่ร้ายทั้งหมด เพราะว่าต้องยอมรับว่า อย่างน้อยท่านประธานก็เคยได้แสดงจุดยืนตอนที่มีการ ก่อนจะปิดสมัยประชุม ท่านพูดชัดเจนเลยว่าไม่เอานะ เรื่องที่จะเป็นปัญหา ไม่ให้พิจารณาระหว่างที่มีการขยายสมัยประชุมอยู่ เพราะฉะนั้นก็ผมว่าอย่าเพิ่งไปมองท่านในแง่ร้ายว่า แสดงว่าที่กำลังทำอยู่นี้เป็นเรื่องลับ ลวง พราง หรืออะไรอย่างไร แต่ว่าถามว่า เอ๊ะ แสดงว่าคนตายจง ตายใจได้ไม๊ ก็ชัดเจนอยู่แล้วครับว่า เรื่องนี้อย่างที่ผมพูดว่า อำนาจไม่ได้อยู่ที่ประธาน สุดท้ายอำนาจยังอยู่ที่เสียงข้างมากของสภาว่าจะอนุญาตให้ถอน หรือเอาเรื่องนี้กลับไปก่อนหรือไม่”

 

มาถึงประเด็นที่ว่าเมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาตั้งใจจะใช้เงิน 2.27 ล้านล้าน เพื่อทำแผนลงทุนสร้างอนาคตประเทศไทย โดยเริ่มจากการจะกู้เงิน 1.6 ล้านล้านนั้น มองแนวคิดของนโยบายในเรื่องนี้อย่างไร

“ประเด็นแรกนะครับ รัฐบาลนี้นิยมที่จะบวกตัวเลขว่าจะทำเรื่องนั้น เรื่องนี้เยอะ ๆ โครงสร้างพื้นฐานเหมือนเวลาไปสัญจร ที่ตอนนี้คงบวกตัวเลขไม่ไหวแล้ว จนมันล้นแล้วก็จริง ๆ เงินมันก็ไม่ได้ออกมาอย่างนั้น ประเด็นแรกก็คือว่า หลายครั้งเป็นการพูดเสมือนกับว่า กำลังจะมีอะไรเกิดขึ้นมากมาย

ประการที่ 2 การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน จำเป็นครับ ไม่ใช่ไม่จำเป็นนะครับ ประเทศของเราก็ยังอยู่ในสภาวะซึ่งจะต้องมีการปรับปรุง หรือลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ อีกเยอะ โดยเฉพาะการจะไปเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน แต่มันต้องมี คือมันควรจะเอางานเป็นตัวตั้ง ความหมายก็คือว่า รัฐบาลก็ฉายภาพสิครับ เหมือนที่รัฐบาลที่แล้วก็พูดชัดว่า เรามีเส้นทางถนนสายหลักที่จะไปเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน ให้มันเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เรามีความจำเป็นจะต้องลงทุนในเรื่องรถไฟความเร็วสูง ปรับปรุงรถไฟธรรมดา ทำขนส่งมวลชนตรงไหนอย่างไร เรามีความจำเป็นที่จะพัฒนาแหล่งน้ำ คือเอาโครงการมาดูก่อน จำเป็นไม๊ ให้สังคมเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็น พอจำเป็นปั๊บคราวนี้ก็มาคำนวนได้ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่

แต่ว่ารัฐบาลนี้ที่ผ่านมา จะพูดเงินก่อน เหมือนตอนหลังน้ำท่วม เอามาก่อน แสน 2 หมื่นล้าน ถึงเวลาจริง ปรากฎว่าการไปใช้ แสน 2 หมื่นล้านนี่มีการวิพากษ์วิจารณ์มากว่า ตกลงมันเป็นโครงการ นี่ถ้ารู้ว่าตั้งแต่ต้นเป็นอย่างนี้เราอยากจะให้เงินไปทำหรือเปล่าก็มี

เพราะฉะนั้นผมยังเรียกร้องว่า นอกจากว่า 1. จะต้องฉายภาพให้เห็นตามความเป็นจริงว่าการลงทุน แล้วก็ตามความจริงนี่หมายความว่า ศักยภาพการที่จะใช้เงินด้วยนะครับ อย่าไปคิดว่าวันนี้สมมติอยู่ดี ๆ มีเงินหล่นมาทับประเทศไทยเท่านั้นเท่านี้ แล้วจะสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ภายในปี 2 ปี มันก็ไม่ใช่ พอมีภาพชัดเจนตรงนี้ มีภาระงบประมาณตรงนี้ ก็ต้องคิดต่อไปอีกนะครับว่า เอ๊ะ แล้วก่อนที่จะไปกู้เงิน ทำไมไม่ปรับลดโครงการซึ่งขณะนี้พอจะใช้เงินมาก แล้วก็ได้ผลน้อย อย่างนี้เป็นต้น

ผมว่าขั้นตอนมันควรจะเป็นอย่างนี้ แล้วโดยเฉพาะในภาวะซึ่งเราก็ยังต้องระมัดระวังว่า ยุโรปมันจะกระทบกับเราอย่างไร เราก็ต้องมีการเตรียมการ มีความพร้อมในการที่จะรับความเสี่ยงด้วย ความจริงมันก็เป็นเรื่องของหลักความพอเพียงทั้งนั้นแหละครับ 3 หลัก 1. คือพอประมาณ หมายความว่าไม่ใช่วาดฝันว่าจะต้องมีการลงทุนมหาศาลเกินตัว 2. ต้องมีเหตุมีผล โครงการก็ต้องตอบได้ว่าลงทุนไปแล้วมันคุ้มค่าอย่างไร แล้วก็ 3. คือต้องมีภูมิคุ้มกัน ป้องกันความเสี่ยง ถ้าเอา 3 หลักของปรัชญาพอเพียงมาจับตรงนี้ ผมว่าทุกคนก็ยอมรับได้

แต่วิธีการสื่อสารของรัฐบาลในขณะนี้จะไม่ใช่ อยากจะทำเมกกะโปรเจค พูดง่ายๆ  นะครับ เป็นรัฐบาลนิยมเมกกะโปรเจค พูดตัวเลขไว้สูง ๆ คนก็ยังไม่รู้เลยว่าโครงการอยู่ที่ไหนอย่างไร ไม่จัดลำดับความสำคัญ ไม่ไปดูว่า แหล่งเงินทุนที่เหมาะสมควรจะมาจากตรงไหนอย่างไร”

 

ถ้าหากต้องกู้ 2.27 ล้านล้าน จริง ๆ ถึงตอนนั้นหนี้สาธารณะของประเทศไทยจะอยู่ที่เท่าไหร่

“คร่าว ๆ นี่ก็คงจะขยับเข้าไปใกล้ 60 ครับ ถ้ากู้เป็นเกิน 2 ล้านล้าน”

 

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อการสร้างอนาคตประเทศนั้น ควรจะเป็นลักษณะอย่างไร

“มันคงไม่ใช่คำตอบที่เป็นสุดโต่งทางใดทางหนึ่ง แล้วก็มันมีวิธีที่คิดได้ด้วย หมายความว่าบางกรณี บางโครงการ ถ้าในที่สุดเราบอกโครงการประเภทนี้เอกชนจะต้องมาร่วมด้วย เราก็อาจจะยังไม่ต้องใช้เงิน เชิญชวนให้เขามาลงทุน แต่ก็ต้องมีเงื่อนไข ก็ต้องตกลงกัน สมมติว่าเขามาลงทุนรถไฟ เขาบริหารกี่ปี ค่าโดยสารเก็บได้เป็นของใคร เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่า เราจะไม่สามารถตอบได้จนกว่าเราเห็นตัวโครงการ เพราะว่าบางโครงการถ้าเกิดบอกว่าต้องมาใช้เงิน ทุกอย่างต้องกู้มาจากรัฐบาลทั้งหมด ผมว่ามันไม่ใช่อยู่แล้ว บางโครงการมันมีศักยภาพที่จะให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนได้ มาร่วมบริหารจัดการได้ เพราะฉะนั้นแหล่งเงินทุนมันก็จะไม่จำเป็นจะต้องมาจากเงินกู้ของภาครัฐตั้งแต่ต้นเสมอไป”

“ซึ่งขณะนี้ก็มีการผลักดันกฎหมายที่จะปรับปรุงกติกาเกี่ยวกับการร่วมทุนของเอกชนอยู่”

 

หากดูในกรอบตัวเลข 2.27 ล้านล้าน คิดว่าน่าจะมีรายละเอียดมากพอ หรือเป็นการคิดตัวเลขคร่าว ๆ

“คือมันก็เป็นการพูดแบบที่ ก ทั้งหลายพูด กย อะไรนั่น กยน กยอ กบอ อะไรนั่นแหละครับ ก็พูดแบบนี้ตลอด นั่นแหละครับพอสุดท้ายมันก็หนีความจริงไม่พ้น”

 

  




ข่าวอื่นๆ

19/06/2013 อภิสิทธิ์ ยืนยันฝ่ายค้านไม่เคยเรียกร้องให้รัฐบาลลดราคาจำนำเหลือ 12,000 แต่แนะให้เร่งแก้ปัญหาโดยไม่ลดประโยชน์ชาวนา

19/06/2013 “วิชัย” ห่วงรัฐลอยแพชาวสวนยางพารา คาดว่า ก.ค. เป็นต้นไป ราคาดิ่งเหว

19/06/2013 ครม.เงา มีมติยื่นถอด ครม.ยกชุด เหตุอนุมัติประมูลจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน เอื้อ 4 กลุ่มธุรกิจ ฝ่าฝืนกฏหมายป.ป.ช. แนะอุดรั่วโกงจำนำข้าวแทนลดวงเงิน

19/06/2013 อภิสิทธิ์ย้ำหากรัฐบาลมั่นใจ โครงการจำนำดี ไม่ขาดทุน ไม่กระทบการคลัง ให้ทำต่อไป แต่ถ้าจะแก้ไข ประชาธิปัตย์บอกอย่าไปลดประโยชน์ให้กับเกษตรกร

18/06/2013 รองโฆษกปชป. แฉ คลิปข้าวเสื่อมสภาพในโกดัง จ.ฉะเชิงเทรา เตรียมยื่นหนังสือถึงกองปราบและดีเอสไอ เร่งสอบ เล็งตั้งศูนย์รับร้องเรียนการเก็บรักษาข้าวไม่มีคุณภาพ