ข่าว

05 ก.ค. 2555
อภิสิทธิ์ชำแหละวิธีรัฐบาลรับมือวิกฤติยุโรป ส่อประชานิยมทำกระเทือนทั้งประเทศ
(5 กค. 55) นาย
“ผมอยากจะชี้ให้เห็นนะครับว่า การจะรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในโลกนั้นคงต้องทำใน 2 ลักษณะ ลักษณะแรกเป็นการบริหารเศรษฐกิจในภาพรวม จะเรียกว่ามหภาค จะเรียกว่ามาตรการทางด้านการเงินการคลัง นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง กับลักษณะที่ 2 ก็คือการเข้ามาสนใจในแง่ของรายละเอียด ในภาคปฏิบัติโดยเฉพาะในส่วนของภาคเอกชน สาขาต่าง ๆ ก็อาจจะไม่เชิงจุลภาคทีเดียว แต่ว่าเป็นภาคการผลิตเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน
ทีนี้เอาส่วนแรกก่อน คือผมคิดว่าปัญหาของรัฐบาลนี้ก็คือไม่มองการบริหารงานหรือนโยบายของรัฐบาลให้เชื่อมโยงกันเป็นภาพรวม เพราะฉะนั้นก็จะได้ยินว่าเวลาเราพูดถึงวิกฤติยุโรป รัฐบาลก็จะบอกว่า เอาละจะตั้งกรรมการขึ้นมา แล้วก็มาดูซิว่า อัตราแลกเปลี่ยน อัตราเงินเฟ้ออะไรต่าง ๆ ว่าไป ซึ่งก็ไม่ผิดนะครับ ความหมายก็คือว่า ถ้าจะดูตัวเลขหลัก ๆ ว่าจะต้องทำอะไรอย่างไร ก็คงไม่ผิด นโยบายการเงินก็จะต้องระมัดระวัง ไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ หรือไม่ทำให้เกิดการตึงตัวจนเกินไป อะไรทำนองนี้ นโยบายการคลัง ก็อาจจะบอกว่าก็จะต้องให้ดูแลให้มีเสถียรภาพ แต่ปัญหาเป็นอย่างนี้ครับ
การพูดถึงภาพรวมตรงนี้รัฐบาลไม่เคยโยงกับนโยบายอื่น ๆ ที่รัฐบาลทำอยู่ ผมยกตัวอย่างเช่น ในขณะที่บอกว่าต้องเตรียมรับมือกับวิกฤติยุโรป แล้วก็สถานะการคลังนั้นเราก็ไม่ควรประมาท แต่เราก็จะเห็นรัฐมนตรี รวมทั้งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจเอง ยังพูดถึงว่าเอาละ เตรียมที่จะกู้เงินอีกเกือบ 2 ล้านล้าน เราไม่เคยได้ยินการทบทวนว่านโยบาย อย่างเช่นนโยบายจำนำพืชผลซึ่งเกษตรกรจำนวนมากไม่ได้ประโยชน์ ใช้เงินเยอะแยะมหาศาล มีการทุจริต แล้วก็กำลังกระทบกับการส่งออกนั้น จะทบทวนหรือไม่ เราไม่ได้มาดูว่าผลของการที่มีนโยบายค่าแรง 300 บาท ซึ่งมีความตั้งใจที่ดี แล้วก็ควรจะพยายามทำ แต่ไม่มีมาตรการที่มารองรับ ไม่รองรับทั้งในแง่การดูแลว่า ลูกจ้างได้จริง หรือไม่มาดูแลในแง่ที่ว่าแล้วนายจ้างที่เขาจ่ายจริง เขาจะปรับตัวอย่างไร สิ่งเหล่านี้มันย้อนมากระทบกับการรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจยุโรปทั้งสิ้น เพราะว่าถ้าหากว่าต้นทุนของเราโดยนโยบายของรัฐบาลนั้นยังสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะเป็นปัญหา
อย่างตอนนี้ผมยกตัวอย่างว่าพลังงานก็เริ่มมาตั้งหลักคล้าย ๆ กับรัฐบาลที่แล้ว แต่ว่าปล่อยราคาสินค้า ปล่อยค่าขนส่งขึ้นไปแล้วรอบนึง ถึงมาคิดที่จะมาทำตรงนี้ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมอยากจะเตือนว่ารัฐบาลนั้น อย่าแยกส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ตอนหลังไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ TDRI ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของนักเศรษฐศาสตร์ที่ถูกสำรวจความคิดเห็น เขาออกมาเตือนชัดเจนก็คือ ปัญหาเรื่อง ประชานิยม ของรัฐบาล ที่ทำให้สถานการณ์ตรงนี้มันจึงเข้าสู่ความเสี่ยงมากขึ้น
ไม่ใช่ว่ารัฐบาลประชุมเรื่องวิกฤติยุโรปก็ว่าไปอย่างนึง เสร็จแล้วพอถัดมาก็มาประชุมเรื่องนโยบายของรัฐบาลประชานิยม ก็ว่าไปอีกอย่างนึง อย่างนี้มันก็จะไม่เกิดความสอดคล้องกัน ไม่เกิดความสม่ำเสมอ แล้วก็สุดท้ายก็มาแก้ปัญหาลำบาก เพราะว่าไม่พยายามที่จะมองเห็นความเชื่อมโยงตรงนี้เสียตั้งแต่ต้น อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะเตือนในแง่ของภาพรวมของการรับมือในเชิงของมหภาค ในเชิงของนโยบายในภาพรวม
ทีนี้ในส่วนที่ 2 ก็คือเรื่องของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับภาคปฏิบัติที่จะมาช่วยดูแลทางภาคเอกชน เช่นเดียวกันที่ผ่านมาเราจะได้ยินการพูดในภาพรวมว่า จะเสริมเรื่องสภาพคล่อง จะช่วยเรื่องนั้นจะช่วยเรื่องนี้ แต่จริง ๆ ขณะนี้สิ่งที่สำคัญก็คือว่า ผมว่ารัฐบาลควรจะหารือกับภาคเอกชน หรือลงไปในรายละเอียดมากขึ้น อย่างเช่นผมอ่านเวลาที่ครม.สรุปการประเมินของหน่วยงานต่าง ๆ มาเกี่ยวกับผลกระทบต่อการส่งออก จริง ๆ อย่างขณะนี้มันไม่ได้อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงอุตสาหกรรมเท่านั้น กรณีของยุโรปตัวที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องของการส่งออกอาหาร อย่างนี้เป็นต้น บังเอิญอาจจะเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงอื่นอย่างนี้เป็นต้น
เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากจะให้มีการเหมือนกับเปิดเวทีหารือ ลึกลงไปเป็นรายสาขา เพราะแต่ละอุตสาหกรรมเขาก็จะมีปัญหาไม่เหมือนกัน อย่างวันก่อนผมก็ไปพูดคุยแลกเปลี่ยนกับในส่วนของสาขาอัญมณี ซึ่งได้รับผลกระทบแน่ เวลาที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหา แต่ปัญหาของอัญมณีบางเรื่องมันน่าจะแก้ไขได้เร็ว เช่นรัฐบาลที่แล้วพอทราบดีว่าปัญหาเรื่องวัตถุดิบที่มีอยู่ในประเทศมันลดน้อยถอยลง หรืออาจจะไม่มี ก็ต้องปรับระบบภาษี แต่ก็ใช้เป็นมาตรการชั่วคราวขณะนั้นก็คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นศูนย์ แต่เป็นมาตรการชั่วคราวซึ่งสิ้นสุดไปเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ว่ารัฐบาลนี้ปีนี้ยังไม่ตอบต่อให้เขา อย่างนี้เป็นต้น
คือถ้าไล่ดูอุตสาหกรรมอาหารต้องการอะไร อัญมณีต้องการอะไร อิเล็กทรอนิกส์ต้องการอะไร ยานยนต์สถานการณ์เป็นอย่างไร เราก็จะสามารถที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ นั้น ซึ่งเขาจะเจอปัญหาไม่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าเราจะพูดรวม ๆ บอกว่า ผลกระทบวิกฤติยุโรป แต่ผลกระทบที่มันตามมาจะไม่เหมือนกัน
นอกจากนั้นผมสังเกตดูก็คือว่า รัฐบาลพูดง่ายไปนิดนึงนะครับ บอกว่ายุโรปมีปัญหาก็ไปหาตลาดอื่น แต่ตลาดอื่นมันก็ต้องไปแยกแยะอีก เพราะบางตลาดนั้นเขาก็ได้รับผลกระทบจากยุโรป มันก็เป็นผลกระทบที่มาถึงการส่งออกของเรา อาจจะไม่ใช่โดยตรง แต่ก็เป็นผลกระทบโดยอ้อม ก็ต้องมีการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมยังคิดว่า ขณะนี้ก็ดีนะครับที่รัฐบาลมีความตื่นตัวมากขึ้นในเรื่องของการที่จะรับมือกับวิกฤติยุโรป แต่ผมยังมองว่า คงจะต้องทำงานในลักษณะที่ละเอียดหรือว่าเกาะติดมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”
ขณะนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลกำลังแก้ปัญหาเรื่องนี้แบบแยกส่วน
“อันนั้นแน่นอนครับ แยกส่วนมาก ๆ คือไม่เคยพยายามมองดูว่านโยบายของตัวเองด้านนึง ไปกระทบกับสถานการณ์หรือปัญหาอีกด้านหนึ่งอย่างไร”
ที่ผ่านมาไม่ว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายอย่างไรและมีผลกระทบจากนโยบายที่ออกมา หรือแม้แต่กรณีนี้เป็นเรื่องของเศรษฐกิจนอกประเทศที่ส่งผลกระทบถึงประเทศไทย แต่เราจะไม่ค่อยได้ยินจากรัฐบาลว่าจะมีมาตรการรองรับต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่มักจะได้ยินเสียงสะท้อนออกมาจากภาคเอกชนก่อนทุกครั้ง
“คือผมอยากให้รัฐบาลพยายามเข้าหาในการที่จะติดตามปัญหาของฝ่ายต่าง ๆ มากขึ้น เพราะว่าสถานการณ์ผันผวน ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติก็คงไม่เท่าไหร่ เพราะว่าผมก็เชื่อว่าผู้ประกอบการต่าง ๆ เขาก็มีความสามารถ ความจริงแล้วผู้ประกอบการไทยค่อนข้างเก่งสามารถที่จะปรับตัวได้ค่อนข้างดีอยู่มาเกือบตลอดเวลา แต่ว่าเวลามันเกิดสถานการณ์ผันผวนมาก ๆ แล้วก็มันอยู่นอกเหนือความควบคุมของเขา อย่างนี้มันก็ต้องการการเข้ามาดุแลของรัฐบาลที่ใกล้ชิด
ทีนี้ผมเห็นบทบาทการแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลกับเอกชนในรัฐบาลชุดปัญหาคือไม่ได้มีลักษณะของการจัดเวทีที่มารับฟังข้อเสนอที่มาจากภาคเอกชนเท่าไหร่ ยกเว้นจะเห็นภาพวันเดียวครับ คือเวลาไปครม.สัญจร อันนั้นแหละก็จะเหมือนกับให้เอกชนมาเสนอโครงการต่าง ๆ แล้วก็รัฐบาลก็มาประกาศว่า จะอนุมัติโครงการเท่านั้นเท่านี้ เมื่อวานเราก็ยังลองเอาตัวเลขมาดูเลยครับว่า ตั้งแต่ไปสัญจรกันมานั้น ครม.อนุมัติโครงการที่แถลงนั้น มูลค่ารวมแล้วประมาณ 6 แสนล้านนะครับ แต่ว่าจัดงบประมาณจริงไม่ถึง 10%
คือเหมือนกับให้เอกชนบอกไปประชุมในภาคนั้น จังหวัดนี้เสนอมา แล้วก็อนุมัติทั้งหมดแหละครับ แต่เงินไม่ได้มา แต่ว่าจริง ๆ แล้วการทำงานในภาพรวม เวลาได้ไปสัญจรนั้นน่าจะใช้เวลาในการแลกเปลี่ยนกับเอกชนบ้างว่า เวลานี้เกิดขึ้น กรณีที่เกิดขึ้นที่กรีซ ปัญหาในระบบธนาคาร มันกำลังกระทบอย่างไร อย่างนี้เป็นต้น อย่างเป็นระบบ”
หากพูดถึงภาพรวมของเศรษฐกิจแล้ว ภาคเอกชนควรมีบทบาททำอย่างไรบ้าง
“ผมคิดว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา โดยการขับเคลื่อนของภาคเอกชนเป็นหลัก เราก็ใช้แนวทางนี้มาตลอด เราไม่กล้าไปพูดหรอกครับว่าแนวทางนี้มันเป็นแนวทางที่ถูกต้องกว่า บางประเทศที่อาจจะใช้ระบบวางแผนหรือไม่อย่างไร แต่ขณะเดียวกันนั้นการเติบโตของเอกชนทำได้มากน้อยแค่ไหน ก็จะขึ้นอยู่กับแนวทางการบริหารของภาครัฐว่าเอื้อให้เขาสามารถที่จะดำเนินการ เติบโต หรือขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากแค่ไหนด้วย
ที่ผ่านมานั้นบางครั้งเอกชนถึงขั้นกับปรารภทำนองว่าไม่ช่วยก็ไม่เป็นไร แต่ว่าอย่าสร้างปัญหา แล้วก็การเมืองก็เป็นตัวหนึ่งซึ่งฉุดให้ทางเศรษฐกิจนั้นกระทบมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นตรงนี้ต่างหากที่ผมคิดว่าทางภาครัฐเองผมไม่ค่อยสนับสนุนแนวคิดว่าภาครัฐจะไปไล่ทำธุรกิจ ทำอะไรเอง คือเหมือนยุคคุณทักษิณนั้นจะโชว์หลายเรื่อง จะเป็นอะไรนะครับ ทำยี่ห้อเสื้อผ้าก็ไม่สำเร็จ อีลีทการ์ดก็ไม่สำเร็จ อะไรอีกล่ะครับ ค้าปลีกเข้มแข็งก็ไม่สำเร็จ คือผมไม่คิดหรอกครับว่าแนวทางที่ว่ารัฐจะมารู้ดีกว่าเอกชนในการทำธุรกิจนั้น ผมไม่เชื่อแนวทางนั้น แต่ขณะเดียวกันรัฐก็ต้องเอื้อให้ระบบต่าง ๆ มันทำให้เอกชนเขาเดินได้”
รัฐควรอยู่ในสถานะที่จะเป็นผู้สนับสนุน ช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาที่เอกชนติดขัด
“ครับ ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเห็นด้วย หรือตามใจภาคเอกชนเสมอไป บางครั้งข้อเสนอ ข้อเรียกร้องของภาคเอกชนนั้นภาครัฐก็อาจจะมีเหตุผลที่ดีกว่า ที่บอกว่าอันนี้มันทำไม่ได้เพราะอะไร”
ห่วงการขยายการคุ้มครองเงินฝากเป็น 50 ล้าน เอื้อคนรวยไม่กี่คน แต่สร้างปัญหาให้รากหญ้าผู้เสียภาษี
วานนี้จากการประชุมครม. เงา พรรคประชาธิปัตย์ มีข้อกังวล หรือข้อเสนอแนะอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ภาคประชาชนได้เตรียมรับมือได้บ้าง
“คือก็มีการประเมินว่าบางครั้งทางรัฐบาลอาจจะยังประมาท หรือว่าไม่ทำงานละเอียดเท่าที่ควร อย่างที่พูดไป ไม่มองการเชื่อมโยงของนโยบายด้านหนึ่ง กับอีกด้านหนึ่ง ไม่มีการเข้าไปตอบโจทย์ให้มันตรงเป็นรายสาขาอย่างนี้เป็นต้น นั่นก็เป็นความห่วงใยอย่างหนึ่ง
แต่ว่าในแง่ของมติครม. หลายเรื่องที่ออกมานั้น มันก็ชี้ให้เห็นว่าปัญหาการทำงานของรัฐบาลปัจจุบัน อย่างเช่น การรับมือกับเศรษฐกิจยุโรปนั้นทางรัฐบาลมีมาแล้ว 1 มาตรการก็คือบอกว่า ยืดระยะเวลาที่จะคุ้มครองเงินฝากบัญชีละ 50 ล้าน แทนที่จะเป็น 1 ล้าน อย่างนี้เป็นต้น
คือถามว่าเหตุผลรัฐบาลเป็นอะไร ผมเข้าใจว่ารัฐบาลก็พยายามจะบอกว่า เดี๋ยวคนจะตื่นตระหนกตกใจว่าบัญชีเงินฝากเกิน 1 ล้านนั้นจะไม่ได้รับการคุ้มครอง แล้วก็เศรษฐกิจยุโรปยังผันผวนอยู่ ก็เลยอยากทำให้เกิดความมั่นใจ แต่ว่ามันมีข้อสังเกต 2 ข้อครับ
ข้อที่ 1 จริง ๆ เดิมนั้นแม้แต่การคุ้มครองเงินฝากบัญชีละ 1 ล้าน เราก็อยากให้มันมีเงินอยู่ในกองทุนของการคุ้มครองเงินฝากอยู่ประมาณ ถ้าผมจำไม่ผิดประมาณ 2 แสนล้าน แต่ว่าที่เก็บมานั้น เก็บมาได้ถึงประมาณ 8 – 9 หมื่น แล้วเกิดอะไรขึ้นจำได้ไม๊ครับ รัฐบาลไปออกพรก. (โอนหนี้) เอาเงินซึ่งเคยส่งเข้ากองทุนตัวนี้ ให้ไปใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูแทนรัฐบาล รัฐบาลจะได้ไปใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น สรุปก็คือว่า ลำพังแค่ไอ้ 1 ล้านบาทที่คุ้มครองต่อบัญชีนั้น เงินก็ยังไม่อยู่ในระดับซึ่งเคยคำนวนเอาไว้ว่าน่าจะเพียงพอ แต่วันนี้อยู่ดี ๆ ก็มาประกาศ 50 ล้าน ต่อไปอีกหลายปี 3 – 4 ปี (ถึงปี 58) คือเราก็คงหวังว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะครับ แต่ถ้าเกิดขึ้นก็อยากจะบอกว่า เงินในกองทุนมันไม่พอแน่นอน สุดท้ายแปลว่าอะไรครับ แปลว่าถ้าเกิดรัฐบาลยืนยันอย่างนี้ก็ต้องเอาเงินงบประมาณเข้ามาถ้าเกิดอะไรขึ้น อันนั้นก็เป็นประเด็นหนึ่งว่า ระบบคุ้มครองเงินฝากรัฐบาลก็มาบั่นทอนการส่งเงินเข้าเสียเอง แล้วสุดท้ายตอนนี้ก็เลยกลายเป็นความเสี่ยงก็ต้องมาอยู่กับผู้เสียภาษีอากร
ทีนี้ที่น่าสนใจอย่างนี้ครับ ทราบไม๊ครับว่า ในระบบเงินฝากของเรา บัญชีที่มีเงินเกิน 1 ล้าน มีสักกี่เปอร์เซนต์ คือพูดง่าย ๆ เวลาเราคุ้มครองเงินบัญชีละ 1 ล้าน เราสามารถคุ้มครองได้กี่เปอร์เซนต์ของบัญชีทั้งหมดทราบไม๊ครับ ประมาณ 98% (หมายความว่าคนที่มีเงินเก็บ 1 ล้าน ทุกคนเกือบ 100% ได้รับการคุ้มครองแน่ ๆ) มีคนเพียงประมาณ 2% เท่านั้นที่เวลาที่เราคุ้มครองแค่ 1 ล้านนั้นจะไม่ได้รับการคุ้มครอง ซึ่งก็ต้องเป็นคนรวย ถูกไม๊ครับ”
ดังนั้นการขยายการคุ้มครองบัญชีเงินจาก 1 ล้าน เป็น 50 ล้าน ถึงปี 2558 แสดงว่า
“ไปดูแลคนประมาณ 1% บัญชีประมาณ 1% เท่านั้นเอง เพราะว่าคนส่วนใหญ่ทั่วไปก็เงินไม่ถึง 1 ล้านหรอกครับ แต่ว่าภาระถ้าสมมติต้องจ่ายจริงในการคุ้มครองคิดเป็นจำนวนเงินเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ก็เพียงแต่จะบอกนะครับว่า อันนี้เป็นตัวอย่างว่าพอรัฐบาลประกาศว่า รับมือวิกฤติเศรษฐกิจ นี่เป็นมาตรการหนึ่งละ แต่ระบบการบริหารจัดการรัฐบาลก็ไม่ได้ทำให้สอดคล้อง เพราะว่าเอาความเสี่ยงมากองไว้ที่ผู้เสียภาษีอากร ก็คนทำธรรมดานี่ครับ คนรวยคนจนทั้งนั้นแหละครับ แต่ว่ามาตรการที่ประกาศออกมานั้น กำลังไปคุ้มครองเพิ่มให้กับคนไม่ถึง 1% แต่เพิ่มภาระความเสี่ยงขึ้นหลายเท่าตัว”
การที่คนได้ฟังว่ารัฐบาลประกาศยืดระยะเวลาคุ้มครองเงินฝากบัญชีละ 50 ล้านออกไปถึงปี 2558 ก็ฟังดูเหมือนดูดี
“ครับ แต่จริง ๆ มาไล่ดูตัวเลขสิครับ จะพบว่า นี่เป็นการดูแลคนเล็ก ๆ กลุ่มเดียวครับ แต่ว่าเพิ่มความเสี่ยงให้กับระบบที่คนทั้งประเทศต้องไปแบกรับ และแถมก็ยังจาก พรก. ของรัฐบาลเองก็ไม่มีคำตอบว่าเงินตรงนี้ถ้าเกิดมันจำเป็นต้องใช้จริงจะเอามาจากไหน นี่ก็เป็นตัวอย่างข้อสังเกตนะครับว่า นี่ไงรัฐบาลบริหาร หรืออาจจะทราบข้อเท็จจริงก็ได้แต่ตัดสินใจว่าต้องการทำอย่างนี้ก็ได้”
หากเกิดวิกฤติทางการเงินขึ้นมาเหมือนปี 2540 อีกครั้งโอกาสความเสี่ยงกับบัญชีเหล่านี้ก็ต้องเกิดขึ้น และรัฐบาลก็ต้องหาเงินไปใส่กองทุนฟื้นฟู แล้วก็อุ้มตรงนี้ต่อไปอีก
“นั่นแหละครับ ก็เหมือนกับที่หนี้มันเกิดขึ้นมาตอนนี้ก็เหมือนกับตอนที่ผิดพลาดการบริหารในช่วงปี 40 นั่นแหละครับ”
แนวทางในเรื่องนี้ควรจะเป็นอย่างไร
“จริง ๆ แล้วเราก็มองว่า 1. เดิมนั้นเราถึงไม่เห็นด้วยกับ พรก. เราอยากให้การคุ้มครองเงินฝากนั้นมันได้รับการเตรียมการ มีกองทุนของมันเอง จะได้ไม่ต้องมีความเสี่ยงมาอยู่กับทางผู้เสียภาษีอากรโดยทั่วไป 2. ผมคิดว่าความจำเป็นที่บอกว่าจะต้องขยายวงเงินจาก 1 ล้าน เป็น 50 ล้าน เพื่อยืดอายุต่อไปนั้น มันยังไม่มีเหตุผลที่รองรับชัดเจน แล้วก็มันเท่ากับเป็นการดูแลคนเพียงจำนวนเล็ก ๆ แต่ว่าเพิ่มความเสี่ยงภาระในเรื่องของจำนวนเงินค่อนข้างมาก”
กองทุนคุ้มครองเงินฝากขณะนี้มีอยู่เท่าไหร่
“ประมาณ 8 หมื่นล้าน ผมจำอย่างนั้น”
หากว่าเกิดวิกฤติขึ้นมา สถาบันการเงินมีปัญหา ก็ต้องนำเงินจากกองทุนนี้มาคืนเงินให้กับเจ้าของบัญชีใช่หรือไม่
“ใช่ครับ ทีนี้ถ้ามันไม่พอก็ต้องไปเอาเงินภาษีอากร”
แน่นอนว่ามันก็ไม่พอแน่ เพราะเงินฝากน่าจะมากกว่า
“อันนี้พูดอย่างนั้นไม่ได้นะครับ เพราะว่าเวลาเกิดปัญหาคงไม่ได้หมายความว่าทุกธนาคารจะเป็นปัญหา มันอาจจะเกิดขึ้นกับบางธนาคารก็ได้ อันนี้ต้องยอมรับความเป็นจริง เพียงแต่ว่าเรากำลังพูดถึงว่าการขยายเวลาเรื่องวงเงินฝากตัวนี้ จริง ๆ แล้วมันเป็นการขยายการคุ้มครองให้กับคนจำนวนไม่มาก 1% อันนี้เราพูดกันจำนวนบัญชี แต่ว่าก็อนุมานว่า สมมติว่ามีคนละ 1 บัญชี ก็ประมาณ 1% เท่านั้นเอง”
หาเสียงนโยบายค่าแรง 300 บาท สร้างผลกระทบให้นายจ้าง กระทบยอดตกงานพุ่งสูงขึ้น
ต่อในเรื่องที่สืบเนื่องจากผลกระทบเชิงนโยบายของรัฐบาล คณะกรรมการค่าจ้างกลาง (บอร์ดค่าจ้าง) ได้สรุปว่าค่าแรง 300 บาท ที่ขึ้นไปนั้น ไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และมาตรการที่ออกมารองรับผลกระทบยังไม่ช่วยแก้ปัญหา เมื่อสอบถามถึงกลุ่มตัวอย่าง SME 1,707 ราย พบว่า 82.48% ได้รับผลกระทบจากนโยบายค่าแรง มีเพียง 17.5 % ที่ไม่ได้รับผลกระทบ ในเรื่องนี้ควรต้องทบทวนอะไรอย่างไร
“คือนโยบายค่าแรงนั้น มันก็เป็นการคาดการณ์มาตั้งแต่ต้นว่า ถ้ารัฐบาลบอกว่าอยากจะเพิ่มแบบก้าวกระโดดอย่างนี้ สุดท้ายจะทำได้จริงตามเจตนารมณ์หรือไม่ ขณะนี้จริง ๆ แล้ว เราเพิ่งเริ่มต้นนะครับ เพราะว่าตามนโยบายของรัฐบาลแล้ว มันจะต้อง 300 บาท ทั้งประเทศไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ขณะนี้ก็คือ 7 จังหวัด แต่ว่าจังหวัดที่เหลือสิ้นปีนี้จะต้องขึ้น ซึ่งผมนั้นสนับสนุนการขึ้นเงินเดือน ขึ้นค่าจ้าง สำหรับลูกจ้างค่าจ้างขั้นต่ำในสัดส่วนที่สูงนะครับ เพียงแต่ตอนนั้นผมคำนวนของผมว่า จะไม่ให้เกิดปัญหานี้ 2 ปีแรกได้ซัก 25% ก็อาจจะขึ้นไปซัก 250 – 260 บาท ในบางจังหวัดอย่างนี้เป็นต้น
แต่ว่าพอรัฐบาลตัดสินใจทำอย่างนี้ เอาละ รัฐบาลชนะการเลือกตั้งมาก็ต้องทำ แต่เมื่อทำแล้วมันต้องดูผลกระทบ และต้องไปรองรับ แล้วต้องไปช่วยดูแลให้กับทางคนที่เขาจะปรับตัว เพราะว่าถ้ารัฐบาลสักแต่ว่าบอกว่าทำ แล้วก็ไม่ไปดู ผลที่เกิดขึ้นก็คือ 1. ความจริงมันก็มีเทคนิคการหลบเลี่ยงการเพิ่มค่าจ้าง ที่เป็นค่าจ้างที่เป็นค่าจ้างที่คำนวนรวมกับสวัสดิการ หรือสิทธิประโยชน์อื่น หลายบริษัทก็จำเป็นต้องมีการไปปรับเปลี่ยนรูปแบบสัญญาอะไรต่าง ๆ ทำให้จริง ๆ แล้วไอ้ที่คาดหวังว่าจะทำให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นสำหรับลูกจ้างนั้น ก็ไม่ได้เพิ่มมากอย่างที่ตามเจตนาของนโยบาย
แต่ว่าสำคัญก็คือ คนที่เขาพยายามจะทำตัวนี้ พูดง่าย ๆ ว่าทำตามกฎหมาย ทำตามเจตนา ก็ต้องยอมรับครับว่า การปรับค่าจ้างขึ้นรวดเดียว 40% หรืออาจจะมากกว่านั้น ธุรกิจอะไรก็ปรับตัวไม่ง่ายครับ ทีนี้ธุรกิจที่จะหนักสุดก็จะเป็นธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม มาตรการที่รัฐบาลออกมาในเชิงภาษีนั้นช่วยเขาน้อยมาก เช่นถ้าเขาต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้น 100 บาท ช่วยเขาประมาณ 10 – 20 บาท เพราะฉะนั้นตรงนี้แน่นอนครับ มันก็ต้องเกิดปัญหาตามมา
ทีนี้ขณะเดียวกันเวลาค่าจ้างเพิ่ม แต่ว่าผลผลิตประสิทธิภาพไม่ได้เพิ่มพร้อม ๆ กัน สิ่งที่ตามมาก็คือข้าวของก็จะแพงขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ไปช่วยทำให้เกิดการคาดการณ์ การเก็งกำไร อะไรต่าง ๆ ที่มีผลทำให้ปัญหาแพงทั้งแผ่นดินเกิดขึ้นด้วยอยู่เหมือนกัน ซึ่งพอเป็นอย่างนี้ปั๊บ ทำไปทำมา ก็กลายเป็นว่า ลูกจ้างก็ถึงค่าจ้างเพิ่ม แต่ปรากฎว่าค่าครองชีพก็เพิ่ม และในบางกรณีค่าครองชีพเพิ่มมากกว่าด้วย ในสุดท้ายมันก็ได้แต่ตัวเลขละครับ แต่รายได้ที่แท้จริง มันก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่ควรจะเป็นเป้าหมายของนโยบายนี้ เสร็จแล้วก็อันนี้ไม่ใช่เฉพาะเรื่อง 300 บาทนะครับ
วันก่อนเราก็ไปคุยกับทางโรงเรียนเอกชน นโยบาย 15,000 ก็เหมือนกัน ค่าจ้าง หรือเงินเดือนของครูเอกชนจำนวนมาก ยังไม่ถึง 15,000 รัฐบาลก็ไปมีมติบอกว่า ต้องเอาเงินเพิ่มให้ถึง 15,000 รัฐบาลก็บอกว่าจะออกเงินให้เขาครึ่งหนึ่ง แต่ยังไม่จ่าย ขอติดไว้ก่อน รองบประมาณผ่านปลายปี แล้วก็ขณะเดียวกันในส่วนของโรงเรียนเอกชนเองเขาก็บอกว่า เขาก็ประสบความยากลำบาก อย่างนี้เป็นต้น มันก็เกิดผลกระทบมา ซึ่งประเด็นเหล่านี้อยากให้รัฐบาลติดตามดูแล เอาใจใส่แล้วก็หามาตรการขึ้นมารองรับ ไม่ใช่ว่าทำนโยบายแล้วก็หาเสียงเป็นภาพเฉย ๆ แต่เสร็จแล้วทิ้งปัญหาตามมามากมาย”
วานนี้ รองนายกฯ กิตติรัตน์ ณ ระนอง ยอมรับว่าขณะนี้ตัวเลขการว่างงานเพิ่มขึ้น และเมื่อดูข้อมูลจากคณะกรรมการค่าจ้างกลาง ก็ยอมรับว่านายจ้างมีการลดการจ้างงานเพิ่มขึ้น 39.06% และมีการเลิกจ้าง 14.91 %
“ไม่มีอะไรที่มันลึกลับซับซ้อนหรอกครับ คนไม่ต้องเรียนเศรษฐศาสตร์ชั้นสูงก็ทราบครับว่ามันจะเป็นผลกระทบที่ตามมาแน่นอน ถ้ามันไม่มีมาตรการรองรับกับการเพิ่มค่าแรงแบบนี้ครับ”
“ครับ มันวนกลับไปครับ ตอนที่ผมหาเสียงนั้น แล้วก็มีคนถามว่า เอ๊ะ ทำไมไม่พูด 300 บาท แบบเขา แข่งขันกันไปไม่เห็นแก่ลูกจ้างหรืออย่างไร ผมบอก มันเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ผมอยากให้ค่าแรงมันสูง แต่ถ้าค่าแรงมันสูงแล้วนายจ้างเขาอยู่ไม่ได้ สุดท้ายคนเดือดร้อนก็คือลูกจ้าง ก็ตกงาน อันนี้ต้องมองให้เชื่อมโยงกันครับ”
อภิสิทธิ์ ยื่นคำชี้แจงต่อศาลแล้ว เมื่อวันจันทร์ ติง “มติชน” แกล้งโง่ บิดเบือนข้อเท็จจริง
สำหรับประเด็นการเมืองในวันนี้มีการไต่สวนพยานผู้ร้องจำนวน 7 ปาก
“คืออย่างนี้ครับ ผมถูกอ้างเป็นพยาน ศาลก็ส่งหนังสือมาบอกมีคำสั่งให้ผมไปวันนี้ แล้วก็ให้ส่งคำชี้แจงเป็นเอกสาร ก่อนวันจันทร์ ภายในวันจันทร์ ผมก็ส่งคำชี้แจงเอกสารภายในวันจันทร์ไปเรียบร้อย ศาลท่านก็รับไว้ แต่ว่าเมื่อวานนี้ก็มีการประชุมของศาล แล้วก็กำหนดมาว่าในแง่ของการที่จะเรียกพยานมาไต่สวนนั้น จะเอาใครอย่างไรบ้าง แล้วก็ออกมาตามรายชื่อที่ว่า อย่างวันนี้ก็มีผู้ร้อง แล้วก็มีอ.สุรพล (นิติไกรพจน์) พรุ่งนี้ก็จะมีตัวแทนของผู้ถูกร้อง หรือผู้ถูกร้อง แล้วก็มีคุณโภคิน (พลกุล) ก็แปลว่าคนอื่นก็ไม่ต้องไป อย่างผมก็ไม่ต้องไป”
“ผมเข้าใจว่ารับไปแล้ว แต่อันนี้ก็ต้องดูตามรายงานต่าง ๆ อีกทีหนึ่ง ส่วนประเด็นที่อยากจะพูดนิดนึงก็ เห็นวันนี้ก็ยังมีประเภทพาดพิงผม ข่าวมติชนหน้า 3 (เครือข่ายฝ่ายแค้น จัดเต็มเวทีรัฐธรรมนูญจุดยืน ปืนประชาชน) คือผมไม่ทราบว่าไม่ฉลาด หรือแกล้งไม่ฉลาด คืออ้างว่า เอ๊ะ ผมก็เคยพูดไว้นี่ว่า รับรัฐธรรมนูญไปก่อนแล้วไปแก้ไข ทำไมตอนนี้มาคัดค้านอะไร
1. นั้น ผมก็บอกว่าให้รับไปก่อน แล้วก็แก้ไข แต่ไม่ได้บอกว่าให้รับไปก่อนแล้วก็มาล้มทั้งฉบับ อันที่ 1
อันที่ 2 การแก้ไขก็มีการทำไปแล้ว 2 ครั้ง 2 ฉบับ แล้วก็มีประเด็นไหนที่คิดว่าอยากจะแก้ไข ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เช่นอยากจะเปลี่ยนว่า สมาชิกวุฒิสภา ที่มาอำนาจอะไรต่าง ๆ เป็นอย่างไร ก็เสนอมาสิครับ ผมก็ไม่เคยคัดค้านบอกว่าแก้ไม่ได้ ไอ้ที่ผมไม่เสนอแก้ในเวลาที่เขาไปสรุปมาบางเรื่อง เพราะว่าผมเห็นว่าเป็นการแก้แล้วเพิ่มอำนาจให้กับตัวเอง ก็ไม่ทำ
ไม่ได้มีตรงไหนเลยที่ไปบอกว่าแก้ไขไม่ได้ แต่รูปแบบที่ชุดปัจจุบันกำลังจะทำ แล้วไปแสดงเจตนาชัดว่าจะไปก้าวล่วง คือไปลดอำนาจของฝ่ายตุลาการ ลดการตรวจสอบ ผมไม่เห็นด้วย ก็เท่านั้นเองนะครับ ไม่ได้ไปขัดอะไรกับจุดยืนเดิมซึ่งมีอยู่ที่เคยพูดไว้เลยแหม ระดับมติชนไม่น่าไม่ฉลาด หรือแกล้งไม่ฉลาดอย่างนี้เลย”
ข่าวอื่นๆ